Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • น่านจัดกิจกรรม “ตักบาตรเติมบุญ หน้าคุ้มหลวงนครน่าน” ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย | TOPNEWS

    น่านจัดกิจกรรม “ตักบาตรเติมบุญ หน้าคุ้มหลวงนครน่าน” ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย | TOPNEWS

    เช้าวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 เวลา 07.00 น. บริเวณหน้าคุ้มหลวงนครน่าน นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้นำพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวร่วมทำบุญ “ตักบาตรเติมบุญ หน้าคุ้มหลวงนครน่าน” ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่เย็นสบาย โดยจังหวัดน่านร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน จัดกิจกรรมดังกล่าวภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด เพื่อสืบสานวิถีทำบุญของชาวเมืองน่าน และกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองเก่าที่กำลังขับเคลื่อนสู่การเป็น เมืองมรดกโลก

    กิจกรรมจัดขึ้นที่ถนนหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านเป็นประจำ ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ เวลา 07.00 น. เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชน ทั้งชาวน่าน ชาวไทยจากต่างจังหวัด และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ร่วมทำบุญตักบาตรในสถานที่สำคัญใจกลางเมืองเก่าน่าน ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์

    จังหวัดน่านขอเชิญชวนประชาชนและผู้มาเยือนร่วมกิจกรรม “ตักบาตรเติมบุญ หน้าคุ้มหลวงนครน่าน” ได้ทุกเช้าวันศุกร์และเสาร์ ณ บริเวณหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1399715&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k-XHfR7oXkIKWisj2MqxG

  • เศรษฐกิจไทยโตต่ำ อย่า ‘ชะล่าใจ’ ส.อ.ท. ชงด่วน! พลิกเกมอุตสาหกรรม

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ อย่า ‘ชะล่าใจ’ ส.อ.ท. ชงด่วน! พลิกเกมอุตสาหกรรม

    เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ อย่า ‘ชะล่าใจ’ ส.อ.ท. ชงด่วน! พลิกเกมอุตสาหกรรม

    23 พ.ย. 2025 เวลา 6:40 น.

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ อย่า 'ชะล่าใจ' ส.อ.ท. ชงด่วน! พลิกเกมอุตสาหกรรม

    ชงด่วน! “โครงสร้างอุตสาหกรรมต้องพลิกเกม” ส.อ.ท. ส่งสัญญาณเตือนเศรษฐกิจไทยชะลอตัว- จี้ยกเครื่องอุตสาหกรรมเร่งด่วนก่อน “ประเทศติดหล่ม” อย่าชะล่าใจ

    • เกรียงไกร ประธาน ส.อ.ท. เตือนว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่ GDP โตต่ำ แต่เป็น “โครงสร้างอุตสาหกรรมที่อ่อนแรงลงทั้งระบบ” และหากไม่เร่งแก้ไข ประเทศอาจติดหล่มยาว
    • ส.อ.ท. ชี้ว่าหากไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรม ไทยอาจถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงภายใน 5 ปี โดยอันดับการเติบโตในอาเซียนอาจร่วงจากที่ 2 ไปอยู่อันดับ 5 ตามที่ IMF เคยประเมิน
    • เสนอ 5 แนวทางเร่งด่วนเพื่อปฏิรูปอุตสาหกรรม ได้แก่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่, ลดต้นทุนพลังงาน, ยกระดับ SME สู่ S-Curve ใหม่, เร่งเบิกจ่ายงบรัฐ และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
    • แม้เผชิญความท้าทาย แต่ไทยยังมีโอกาสเติบโตจากอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ ดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ 
    • ประธาน ส.อ.ท. ย้ำว่าตัวเลข GDP ที่ยังขยายตัวไม่ควรทำให้ไทย “ชะล่าใจ” เพราะเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

    ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2568 ขยายตัวเพียง 1.2% และคาดทั้งปีโตได้เพียงราว 2% ต่ำกว่าประเมินเดิมของภาคเอกชนที่ 1.5-1.7% สะท้อนแรงเฉื่อยของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก่อน ประเทศอาจติดหล่มยาว เพราะปัญหาที่ไทยเผชิญวันนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP ต่ำ แต่เป็น “โครงสร้างอุตสาหกรรมที่อ่อนแรงลงทั้งระบบ” ท่ามกลางแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้ออ่อนแรง และภาวะตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ฉุดภาคส่งออก

    เศรษฐกิจอ่อนแรง ต้อง “พลิกเกม” ให้ทัน

    โดยข้อมูลจาก สศช. ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 อาจเติบโตได้เพียง 1.2-2.2% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงยังรุมเร้า ทั้งการบริโภค-การลงทุนภาครัฐที่ชะลอ การส่งออกสินค้าคงทนที่หดตัว และสภาพอากาศสุดขั้วที่กระทบห่วงโซ่การผลิตบางอุตสาหกรรม

    ปีนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะโต 1.8-2.2% และส่งออกจะเพิ่มขึ้นถึง 9.5–10.5% จากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เริ่มมีผล

    ดังนั้น หากไม่เร่งยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรม ไทยอาจถูกประเทศเพื่อนบ้าน “แซง” ใน 5 ปีข้างหน้า โดย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยประเมินว่าไทยเคยเติบโตอยู่ลำดับที่ 2 ในอาเซียน แต่ปัจจุบันโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ทำให้มีโอกาสตกชั้นไปอยู่อันดับ 5 ได้ หากยังไม่เริ่มปฏิรูปอย่างจริงจัง

    แม้เผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ไทยยังไม่หมดโอกาส หากสามารถผลักดันอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่, ดิจิทัล, ดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ควบคู่กัน โดยมาตรการ “Quick Big Win” ของรัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ

    ชง 5 ข้อเสนอใหญ่ ปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอให้รัฐเดินหน้ารีโครงสร้างอุตสาหกรรมด้วย 5 แนวทางเร่งด่วน ได้แก่

    1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ โดยยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่ Smart Industrial Estate รองรับเทคโนโลยีดิจิทัลและเศรษฐกิจหมุนเวียน

    2. ลดต้นทุนพลังงาน-ค่าครองชีพ เพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

    3. ยกระดับศักยภาพ SME ไทย ให้พร้อมเข้าสู่ S-Curve / New S-Curve เช่น EV แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ ดาต้าเซ็นเตอร์

    4. เร่งเบิกจ่ายงบรัฐ ซึ่งรัฐบาลควรเบิกจ่ายให้ SME ภายใน 30-45 วัน และคืนหลักประกันสัญญาภายใน 15 วัน เพื่อเติมสภาพคล่องให้ธุรกิจ

    5. ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ (FDI) เร่งวางไทยเป็นฐานผลิตยุคใหม่ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานพร้อม และนโยบายจูงใจเชิงรุก

    เพื่อนบ้านจี้ ส่งออกสะดุด จีนท่วมตลาด

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า แรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมมีเพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น 1.ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ต.ค. 2568 อยู่ที่ 87.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    2. ส่งออกสินค้าคงทนลดลง โดยเฉพาะรถยนต์สันดาป-เครื่องปรับอากาศ

    3. สินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มแรงกดดัน (ม.ค.-ก.ย. 2568 เพิ่มขึ้น 33.49%)

    4. ความเสี่ยงน้ำท่วมและอุทกภัย กระทบภาคการผลิตและการค้าชายแดน

    5. ตลาดเมียนมาหดตัว 40.8% และกัมพูชาหดเกือบ 100%

    นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ล่วงหน้า 3 เดือนปรับขึ้นสู่ 93.5 จาก 91.8 สะท้อนความคาดหวังต่อมาตรการรัฐ เช่น โครงการแก้หนี้ครัวเรือนผ่าน AMC, วงเงินค้ำประกันสินเชื่อ SME 50,000 ล้านบาทผ่าน บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และแผนเร่งรัดเบิกจ่ายงบปี 2569 วงเงิน 4.37 ล้านล้านบาท

    “ตัวเลข GDP ที่ยังขยายตัวไม่ควรทำให้ไทย ‘ชะล่าใจ‘ เพราะเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับศักยภาพแข่งขันของประเทศในทศวรรษหน้า ทุกอุปสรรคมีโอกาสซ่อนอยู่ หากรวมพลังกันปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เราจะนำเศรษฐกิจไทยผ่านช่วงเปราะบางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้”

    ทิศทางในไตรมาส 4 และปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าไทยสามารถ “เร่งเครื่องปฏิรูปโครงสร้าง” ได้ทันก่อนโอกาสหลุดมือหรือไม่
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02RvTbQxqeIbsFtaoVwVaE

  • เศรษฐกิจ “สัตว์เลี้ยง” บูมในจีน เมืองใหญ่เดินหน้าเพิ่มพื้นที่ Pet-Friendly

    เศรษฐกิจ “สัตว์เลี้ยง” บูมในจีน เมืองใหญ่เดินหน้าเพิ่มพื้นที่ Pet-Friendly

    “เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง” กำลังบูม เมืองใหญ่จีนเร่งเพิ่มพื้นที่ Pet-Friendly รองรับเทรนด์ใหม่

    เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง ในประเทศจีนกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและขยายตัวครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในบ้านเรือนไปจนถึงพื้นที่สาธารณะในเมืองใหญ่ ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly) ได้สร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้แก่เจ้าของสัตว์เลี้ยง

    การขยับขยายของบริการ Pet-Friendly ได้เปิดเส้นทางใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงที่กำลังเฟื่องฟูอย่างมาก ปัจจุบันผู้คนจำนวนมากยินดีและมีกำลังที่จะจับจ่ายใช้สอยเพื่อความสะดวกสบายและสวัสดิภาพของเพื่อนซี้สี่ขา ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญของธุรกิจหลายประเภท

    แนวคิด Pet-Friendly ขยายตัวสู่พื้นที่สาธารณะ

    ยกตัวอย่างเช่นที่เมืองจี่หนาน มณฑลซานตง หลี่ซานซาน เจ้าของสัตว์เลี้ยงได้พาสุนัขของเธอไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง โดยที่ห้างมีบริการรถเข็นสัตว์เลี้ยงฟรี รวมถึงลิฟต์สำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ทำให้การพาสุนัขออกมานอกบ้านเป็นไปอย่างสะดวกสบาย

    บริการที่อำนวยความสะดวกเหล่านี้เกินความคาดหมายและได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้บริการ ทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงไม่ต้องกังวลว่าผู้คนจะไม่ต้อนรับสุนัขของพวกเขา ศูนย์การค้าต่างๆ จึงเล็งเห็นว่านโยบายที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยงนี้สามารถกระตุ้นทั้งความถี่ในการมาใช้บริการและการใช้จ่ายโดยรวมของครอบครัวได้อย่างดีเยี่ยม

    iStock-2219731729-cf1614fa1e1bb.jpg

    ธุรกิจต่างๆ เปิดรับเทรนด์ Pet-Friendly

    คุณกัวอวิ๋นถิง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของศูนย์คอร์ ริง (Core Ring Center) กล่าวถึงความมุ่งมั่นที่จะต้อนรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง และต้องการช่วยแก้ปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญเมื่อออกมาเที่ยวกับสัตว์เลี้ยง ร้านค้ากว่าร้อยละ 90 ภายในศูนย์ฯ แห่งนี้อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าในพื้นที่ร้านอาหาร โซนชอปปิง และความบันเทิงได้ทั้งหมด

    นอกจากห้างสรรพสินค้าแล้ว แนวคิด Pet-Friendly ยังขยายไปสู่ธุรกิจหลากหลายประเภทมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าที่มีบริการจุดกดน้ำดื่มฟรี ไปจนถึงร้านอาหารที่อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าในร้านได้ แม้กระทั่งรถไฟความเร็วสูงบางสายยังเริ่มให้บริการขนส่งสัตว์เลี้ยงได้ด้วยเช่นกัน

    มูลค่าตลาด “เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง” ของจีน

    รายงานอุตสาหกรรมฉบับล่าสุดได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงของประเทศจีนจะมีมูลค่าสูงถึง 1.61 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.22 ล้านล้านบาท ภายในปี 2028 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตอย่างมหาศาล

    การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตในเมืองให้มีความเป็นมิตร ครอบคลุม และเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ๆ มากขึ้น ทำให้เมืองต่างๆ อบอุ่นยิ่งขึ้นสำหรับทั้งคนและสัตว์เลี้ยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/237/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oQ7qA46r9nvu6c1kGjwii

  • ทีเส็บจับมือภูเก็ต เปิดตัว “จุ้ง” มาสคอตตัวแรก | TOPNEWS

    ทีเส็บจับมือภูเก็ต เปิดตัว “จุ้ง” มาสคอตตัวแรก | TOPNEWS

    วันที่ 22 พ.ย. 2568 งาน สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) ร่วมกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เปิดตัว “จุ้ง” มาสคอตทางการตัวแรกของจังหวัดภูเก็ต โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมแถลงความพร้อม ณ ลากูน่า โกรฟ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 การเปิดตัวครั้งนี้มีเป้าหมายผลักดันให้มาสคอตจากไอเดียท้องถิ่นก้าวสู่การเป็นสินทรัพย์เมืองที่นำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้จริง เพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ของภูเก็ตให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

    ทีเส็บระบุว่า “จุ้ง” ไม่ใช่เพียงมาสคอต แต่มุ่งหมายให้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการใช้งานในงานประชุม นิทรรศการ เทศกาล และกิจกรรมโปรโมตเมือง ขณะที่สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตชี้ว่า “จุ้ง” สะท้อน DNA ของภูเก็ต—ความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรมร่วมสมัย และความเป็นมิตรที่เชื่อมโลกได้อย่างกลมกลืน อีกทั้งยังเสริมภาพลักษณ์ภูเก็ตให้โดดเด่นบนเวทีระดับนานาชาติในฐานะเมืองสร้างสรรค์และเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย

    นอกจากเปิดตัวมาสคอตแล้ว ยังมีการลงนามความร่วมมือเปิดระบบลิขสิทธิ์ให้ผู้ประกอบการสามารถนำ “จุ้ง” ไปใช้ต่อยอดเชิงธุรกิจได้อย่างถูกต้อง รวมถึงจัดแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากแบรนด์ท้องถิ่นและเวทีเสวนาพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิด “จากมาสคอตสู่เศรษฐกิจเมือง” โดย “จุ้ง” ยังถูกออกแบบเป็นอาร์ตทอยจากพลาสติกรีไซเคิลที่เก็บจากขยะทะเล สะท้อนแนวคิดความคิดสร้างสรรค์ควบคู่ความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้ภูเก็ตก้าวสู่เมืองไมซ์และเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มศักยภาพ

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1399997&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PKvopIHtbhtZ5TbIv2I7N

  • รัฐบาลเปิด 4 โซนให้ HEI ต่างชาติ เชียงรายชู MFU และ รพ.ขยายตัวสู่ฐานแพทย์แม่นยำ

    รัฐบาลเปิด 4 โซนให้ HEI ต่างชาติ เชียงรายชู MFU และ รพ.ขยายตัวสู่ฐานแพทย์แม่นยำ

    เชียงราย–เชียงใหม่ชิงธง “Medical Hub เหนือ”  วิเคราะห์โอกาสตั้ง HEI ต่างชาติ–ขยายศักยภาพบริการสุขภาพ เชื่อม GMS

    เชียงราย,23 พฤศจิกายน 2568 – จากความสำเร็จที่ไทยขึ้นแท่นผู้นำ Medical & Wellness Tourism ของอาเซียน รัฐบาลเดินเกมต่อด้วยการ “เปิดพื้นที่อีก 4 โซน” ให้สถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (High-Potential Foreign HEIs) เข้ามาตั้งหลักสูตร–วิจัยเชิงลึก ยุทธศาสตร์นี้จับตาพิเศษที่ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC)” ซึ่งเชียงใหม่ถูกมองเป็นตัวเต็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ “เชียงราย” มีน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการผลิตแพทย์ MFU–สธ., โครงการโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่ผ่าน EIA ส่วนต่อขยาย และบทบาท “ประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)” หากออกแบบแผนพัฒนาให้ถูกจุด เมืองชายแดนแห่งนี้อาจกลายเป็น “ฐานทดสอบนวัตกรรมสุขภาพและการแพทย์แม่นยำ” ของภาคเหนือในไม่ช้า

    วิเคราะห์สถานการณ์  ทำไม “เวลานี้” จึงเป็นหน้าต่างโอกาสของภาคเหนือ

    1. แรงส่งจากตลาดจริง – ปี 2566 ไทยรองรับผู้ป่วย–นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ต่างชาติหลายล้านคน และตลาดดังกล่าวถูกประเมินว่ามีมูลค่า “หลักหมื่นล้านบาท” ต่อปี โดยนักวิเคราะห์ธุรกิจ–เศรษฐกิจไทยชี้ว่ากลุ่มลูกค้าหลักมาจากตะวันออกกลาง เพื่อนบ้าน และสหรัฐฯ ซึ่งล้วนเป็นฐานลูกค้าที่ต้องการบริการคุณภาพสูง (High-Acuity, High-Value) และสร้างเม็ดเงินต่อหัวสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
    2. นโยบายเชิงรุกของรัฐ – คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ “กำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น” เพิ่มอีก 4 พื้นที่ เพื่อรองรับการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาต่างชาติศักยภาพสูง ภายใต้แบบจำลองความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทย/เอกชนไทย (Partnership Model) เป้าหมายชัด  ยกระดับคุณภาพคน–มาตรฐานหลักสูตร สร้าง Talent Pipeline เข้าสู่อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตา คือ ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) ที่เน้นบริการ–ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นแกน
    3. กรอบพัฒนา NEC ที่ “เอื้อสุขภาพ” มาแต่ต้น – เอกสารแผนพัฒนา NEC ระบุชัดว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายของภาคเหนือรวม “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างสรรค์ และ “เทคโนโลยีการสกัด” ซึ่งเชื่อมโยงตรงกับ Bio-Wellness และ MedTech ที่ภาคเอกชนไทยกำลังก้าวรุก การวางบทบาทมหาวิทยาลัย (CMU, MFU) ให้เป็นหัวรถจักร R&D ภายใต้โมเดล Quadruple Helix ถูกกำหนดไว้แล้วในเชิงนโยบาย

    ภาพใหญ่–หลักฐานเชิงประจักษ์–โอกาสที่ “จับต้องได้”

    1) กำลังคนแพทย์  ดีล “MFU–สธ.–CPCE รพ.น่าน” เพิ่มกำลังผลิตแพทย์เขตสุขภาพที่ 1

    • กระทรวงสาธารณสุขลงนามกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อผลิตแพทย์เพิ่มเข้าระบบ โดยจัดการเรียนชั้นปี 1–3 ที่ MFU และชั้นปี 4–6 ที่ “ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลน่าน” (นับเป็นศูนย์ที่ 7 ในเขตสุขภาพที่ 1 ต่อจาก รพ.นครพิงค์, เชียงรายประชานุเคราะห์, ลำปาง, แพร่, พะเยา, ลำพูน) นโยบายภาพรวมของ สธ. มุ่งให้อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรไปถึง 1:650 ตามยุทธศาสตร์ 10 ปี
    • ความร่วมมือดังกล่าว เริ่มรับนักศึกษาแพทย์ปีการศึกษา 2570 จำนวน 20 คน และ MFU เดินหน้าพัฒนา “โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” ให้เป็นสถานฝึกทางคลินิกหลัก สะท้อน “โครงคน” ด้านสุขภาพของเชียงรายที่กำลังขยายฐานอย่างมีทิศทาง

    มุมผลกระทบเชิงพื้นที่ การมีฐานฝึกคลินิกกระจายรอบเชียงราย–น่าน ทำให้ clinical rotation เชื่อมโยงชุมชนภูเขา–ชายแดน เกิดกรณีศึกษาโรคเฉพาะถิ่น–เวชศาสตร์ชุมชนจำนวนมาก ซึ่งเป็น “ทุนความรู้” ที่มหาวิทยาลัยต่างชาติสายจีโนมิกส์/เวชศาสตร์เขตร้อนสนใจ หาก HEI ต่างชาติถูกเชิญมาตั้ง “โปรแกรมร่วม” ในเชียงราย งานวิจัยเชิงพื้นที่จะเกิดประโยชน์ร่วม (co-benefits) ทั้งด้านวิชาการ เศรษฐกิจ และสุขภาพประชาชน

    2) ขยายโครงสร้างบริการ  “โรงพยาบาลกรุงเทพ-เชียงราย (ส่วนต่อขยาย)” ผ่าน EIA – ก้าวสู่ขนาดใหญ่และบริการซับซ้อน

    • เอกสารจากหน่วยงานกำกับชี้ว่า “รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)” ของ โครงการส่วนต่อขยายโรงพยาบาลกรุงเทพ-เชียงราย ได้รับ “มติให้ความเห็นชอบรายงาน” แล้ว (เลขอ้างอิงตามหนังสือแจ้งมติ) ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญก่อนเข้าสู่เฟสก่อสร้างเต็มรูปแบบ.

    หนังสือแจ้งมติ (ฉบับเจ้าของโครง…

    • แผนพัฒนาโครงการระบุการเพิ่มจำนวนเตียงจากโรงพยาบาลขนาดกลาง ไปสู่ขนาดใหญ่ พร้อมอาคารบริการ 8 ชั้น + ชั้นใต้ดิน และอาคารสนับสนุน (ที่พักแพทย์, ห้องผ้า, ระบบจัดการมูลฝอย) เพื่อรองรับเคสความซับซ้อนสูงมากขึ้น สอดคล้องทิศทางตลาดที่เน้น “หัตถการรายได้สูง” และแพทย์เฉพาะทางในภาคเหนือ.

    มุมยุทธศาสตร์เชียงราย

    เมื่อโครงสร้างเตียง–ศูนย์เฉพาะทางเอกชนขยาย และ “โครงคน” จาก MFU เติบโต เมืองจะมี “ฐานรองรับ” สำหรับ HEI ต่างชาติ ที่ต้องการตั้ง teaching center/clinical research node นอกเมืองหลวง ด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้และ “โจทย์โรค” ที่หลากหลายต่างจากศูนย์กลางอย่างเชียงใหม่

    3) เชียงรายในฐานะ “ประตู GMS”  เชื่อมผู้ป่วยข้ามแดน–ทดสอบนวัตกรรมสาธารณสุขพื้นที่สูง

    • เชียงรายเป็นเมืองชายแดนที่เชื่อม เมียนมา–ลาว–จีนตอนใต้ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยข้ามแดนเพื่อเข้าถึงการรักษาคุณภาพสูงในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โครงสร้างบริการภาคเอกชนที่กำลังขยาย กับเครือข่าย รพ.รัฐ (รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์) ทำให้เชียงรายเป็น “ฐาน hub-and-spoke” ของบริการเฉพาะทางระดับตติยภูมิที่เหมาะกับ HEI ต่างชาติสาย Global/Border Health อย่างยิ่ง
    • ในเชิงนโยบาย NEC เอง ก็วาง “เทคโนโลยีการสกัด–ดิจิทัลสร้างสรรค์–ท่องเที่ยวสุขภาพ” เป็นแกนขับเคลื่อน หากดึง HEI ต่างชาติด้าน Digital Health & MedTech มาตั้งในเชียงราย จะเกิด sandbox งานบริการ–วิจัยกับชุมชนและประชากรข้ามแดนได้เร็ว เพราะโครงสร้างราชการ–มหาวิทยาลัย–เอกชนพร้อมต่อชิ้นส่วน

    เปรียบเทียบกับเชียงใหม่  จุดแข็งและ “ความร่วมมือเชิงภูมิภาค”

    เป็นจริงที่ เชียงใหม่ มี “น้ำหนักโครงสร้างพื้นฐานนานาชาติ” เหนือกว่า สนามบินนานาชาติ, ฐานผู้พำนักต่างชาติ, เครือโรงพยาบาลเอกชน, และสถานะ Wellness City ที่ถูกผลักดันในระดับจังหวัดอย่างต่อเนื่อง จึงมักถูกประเมินว่าเป็น “ตัวเต็ง” ของภาคเหนือสำหรับการตั้ง HEI ต่างชาติด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    อย่างไรก็ดี จุดแข็งของเชียงใหม่ ไม่จำเป็นต้องไปทับซ้อน กับบทบาท “เชียงราย” หากออกแบบเป็น เครือข่ายเหนือบน–เหนือล่าง ดังนี้

    • เชียงใหม่ เป็น “ฐานวิจัยกลาง–หลักสูตรนานาชาติ–การเรียนรู้ขั้นสูง” (เช่น หลักสูตรบัณฑิตศึกษาด้าน Digital Health/Integrated Wellness Management ร่วมกับเอกชนและโรงแรมสุขภาพระดับนานาชาติ)
    • เชียงราย เป็น “ฐานคลินิก–ภาคสนาม–นวัตกรรมรับใช้พื้นที่สูงและชายแดน” ของหลักสูตรร่วม (clinical electives, community medicine, cross-border health, field trials ด้าน AI/tele-health)

    โมเดลนี้จะเปลี่ยนภาคเหนือจาก “แข่งขันอย่างโดดเดี่ยว” เป็น “ร่วมมือ–เสริมบทบาท” เชื่อมพรมแดน GMS และยกระดับประเทศไทยสู่ Regional Education & Health Hub ตามที่ ครม. ตั้งเป้า

    สถิติ–เทรนด์ตลาด  โอกาสเชิงพาณิชย์ที่หนุนการศึกษา–วิจัย

    • ภาพรวมอุตสาหกรรมบริการแพทย์เอกชนและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพถูกประเมินว่าขยายตัวต่อเนื่อง โดยวงเสวนาเศรษฐกิจรายใหญ่ของไทยชี้ยอดมูลค่าตลาด ราว 2.9 หมื่นล้านบาทในปี 2566 และแนวโน้มเติบโตต่อจากดีมานด์ผู้สูงอายุ–ต่างชาติ โดยเฉพาะตะวันออกกลางและสหรัฐฯ ที่เน้นคุณภาพบริการระดับสากล
    • วงวิชาการไทยยังประเมินจำนวน “ผู้ป่วยต่างชาติ” ในระบบบริการสุขภาพไทยระดับ “หลายล้านคน/ปี” ต่อเนื่อง ซึ่งตอกย้ำว่า supply ด้านบุคลากร–ศูนย์เฉพาะทาง–นวัตกรรม จะเป็นคอขวด หากไม่เร่งเพิ่มกำลังผลิตและยกระดับสมรรถนะในภูมิภาค

    ข้อเสนอเชิงนโยบาย “เพื่อเชียงราย” (และเหนือทั้งภูมิภาค)

    1. ดึง HEI ต่างชาติที่ตรง pain point ของพื้นที่Digital Health, AI in Healthcare, Tele-medicine, MedTech, เวชศาสตร์ชุมชน–ชายแดน, Bio-Wellness/Extraction Technology (สอดรับ NEC) เพื่อสร้างคน–งานวิจัย–ธุรกิจใหม่ในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน
    2. ออกแบบ “Campus คู่แฝด” เชียงใหม่–เชียงราย – หลักสูตรเดียวกันแต่สองบทบาท  เชียงใหม่เป็น Global Classroom & Innovation Core, เชียงรายเป็น Clinical-Community Lab ที่ทำวิจัยภาคสนามกับเครือข่าย รพ.รัฐ–เอกชน–หมู่บ้านบนพื้นที่สูง/ชายแดน
    3. เชื่อมเอกชนเข้ามาตั้ง “ศูนย์เฉพาะทาง–Sandbox” – อาศัยการขยายตัวของกรุงเทพ-เชียงราย (หลังผ่าน EIA) สร้างคลัสเตอร์ Spine/Neuro-Intervention–Imaging–Pain Clinic และแพทย์แม่นยำ ร่วมกับศูนย์/สถาบันของ HEI ต่างชาติ เพื่อลดช่องว่างเคสส่งต่อไปกรุงเทพฯ และเพิ่ม case-mix index ในภูมิภาค.
    4. ทุนวิจัยข้ามแดน & ข้อมูลสุขภาพชายแดน – ตั้งกองทุนวิจัยร่วม “TH-GMS Border Health” รองรับโครงการเชิงพื้นที่ (วัณโรค, ไข้มาลาเรีย, non-communicable diseases ในแรงงานเคลื่อนย้าย) และดาต้าพลatformเพื่อการเรียนรู้ของ AI ด้านระบาดวิทยาแบบเรียลไทม์
    5. โครงสร้างจูงใจ HEI – จัดสรรพื้นที่/สิทธิประโยชน์ในโซนเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ พร้อมมาตรการภาษีอุปกรณ์วิจัย–วีซ่าระยะยาวนักวิจัย–อาจารย์ เพื่อเร่งดึง “พันธมิตรระดับโลก” เข้าเครือข่ายเหนือไทยทั้งแพ็กเกจเดียว (Chiang Mai–Chiang Rai package)

    บทสรุปเชิงนโยบาย

    “เชียงใหม่” อาจเป็น ตัวเต็งด้านโครงสร้างพื้นฐานนานาชาติ สำหรับการตั้ง HEI ต่างชาติในภาคเหนือ แต่ “เชียงราย” คือ ตัวจริงด้านสนามปฏิบัติการเชิงพื้นที่ ที่พร้อมโอบรับงานวิจัย–บริการสุขภาพดิจิทัล–สุขภาพชายแดน–แพทย์แม่นยำ ด้วยแรงส่ง 3 แกน: (1) ความร่วมมือผลิตแพทย์ MFU–สธ. ที่ขยายกำลังคนตรงพื้นที่ (2) โครงการโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่ผ่าน EIA และจะยกระดับความสามารถรับเคสซับซ้อน (3) บทบาทเมืองชายแดนเชื่อม GMS ซึ่งเอื้อต่อการเป็น “Clinical-Community Lab” ระดับภูมิภาค

    หากรัฐบาล “ล็อกแพ็กคู่เชียงใหม่–เชียงราย” ให้เป็น เครือข่าย HEI ต่างชาติ ที่บทบาทแตกต่างแต่เสริมกัน ไทยจะไม่เพียงรักษาตำแหน่ง Medical & Wellness Tourism ของอาเซียน แต่ยังยกระดับเป็น Regional Education & Health Innovation Hub ที่เชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีนตอนใต้ได้อย่างมีกลยุทธ์ และผลลัพธ์จะตกกับประชาชนเหนือบนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-medical-hub-foreign-hei-gms/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MC-wmdLB1XFlh7CBk_UbG

  • แผนการคลังระยะปานกลาง ความพยายามทำงบสมดุลยังอีกไกล

    แผนการคลังระยะปานกลาง ความพยายามทำงบสมดุลยังอีกไกล

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-53&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pjGmnB3j3LNGq2gp8F_kx

  • ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก  – กระทรวงการต่างประเทศ

    ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก – กระทรวงการต่างประเทศ

    ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก

    ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก

    วันที่นำเข้าข้อมูล 22 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 22 พ.ย. 2568

    | 24 view

    เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายธีรกุล นิยม ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายจักร บุญ-หลง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พ.ต.อ. มารุต กาญจนขันธกุล รองผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ผู้แทนหน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตากและผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมจัดกิจกรรมกับคณาจารย์และนักศึกษา ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในเมียนมา พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลก ช่องทางติดต่อและการให้ความช่วยเหลือคนไทย รวมถึงบทบาทของกระทรวงฯ ในการยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาการค้ามนุษย์ ผ่านการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ท (International Conference on Global Partnership against Online Scams) ในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระดับโลกในการต่อต้านขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์

    ในโอกาสนี้ คณะได้เดินทางเยี่ยมชมศูนย์บูรณาการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ กองอาสารักษาดินแดนอำเภอแม่สอดที่ 3 ด่านพรมแดนแม่สอด 2 จังหวัดตาก และพื้นที่ท่า 23 วังแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ริมแม่น้ำเมยฝั่งตรงข้ามเมืองชเวก๊กโกของเมียนมา พร้อมหารือกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะด้านการช่วยเหลือและส่งกลับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งรับฟังพัฒนาการของสถานการณ์จากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ กระทรวงการต่างประเทศจะเดินหน้าบทบาทเชิงรุกในเสริมสร้างองค์ความรู้ สร้างภูมิคุ้มกัน และทำงานร่วมกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาในจังหวัดหน้าด่าน เพื่อป้องกันความเสี่ยงและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/outreach-activities-maesot-technical-college-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nJ9LiFhXa4hHwBnnCZogV

  • อธิบดีกรมยุโรปเป็นประธานร่วมในการประชุมหารือทวิภาคีไทย – ไอร์แลนด์ ครั้งที่ 2 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมยุโรปเป็นประธานร่วมในการประชุมหารือทวิภาคีไทย – ไอร์แลนด์ ครั้งที่ 2 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมยุโรปเป็นประธานร่วมในการประชุมหารือทวิภาคีไทย – ไอร์แลนด์ ครั้งที่ 2

    วันที่นำเข้าข้อมูล 22 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 22 พ.ย. 2568

    | 11 view

    เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ อธิบดีกรมยุโรป เป็นประธานร่วมกับนาย Colm Hayes รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศและการค้าไอร์แลนด์ ในการประชุมหารือทวิภาคีไทย – ไอร์แลนด์ ครั้งที่ 2

    ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ซึ่งมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองตลอดปี รวมถึงทบทวนความคืบหน้าและหารือแนวทางในการเสริมสร้างความร่วมมือในสาขาที่มีความเข้มแข็ง ได้แก่ การค้าและการลงทุน เทคโนโลยีดิจิทัล การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ ขณะที่ฝ่ายไอร์แลนด์แสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนไทยในการเจรจา FTA ไทย – สหภาพยุโรป ทั้งยังแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อประเด็นสิทธิมนุษยชน สถานการณ์ในภูมิภาคและประเด็นระดับโลกอื่น ๆ ด้วย

    ไอร์แลนด์เป็นพันธมิตรสำคัญของไทยในด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยในปี 2568 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ University College Dublin (UCD) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของไอร์แลนด์และเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างกำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/2nd-thailand-ireland-bilateral-consultations-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d2TKfAO84enn4Nb1NXg_j

  • “ลากูน่าภูเก็ต” พร้อมจัดศึกไตรกีฬา ครั้งที่ 31 | TOPNEWS

    “ลากูน่าภูเก็ต” พร้อมจัดศึกไตรกีฬา ครั้งที่ 31 | TOPNEWS

    วันที่ 22 พ.ย. 2568 งาน “ลากูน่าภูเก็ตไตรกีฬา ครั้งที่ 31” เตรียมจัดอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 23 พ.ย. 2568 โดยเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ นายกองเอก อดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมผู้บริหารจากลากูน่าภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย และบริษัทการบินไทย ร่วมแถลงข่าวความพร้อม ณ ลากูน่า โกรฟ จังหวัดภูเก็ต เพื่อยืนยันการจัดงานระดับนานาชาติที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดมานานกว่า 3 ทศวรรษ

    งานแข่งขันปีนี้คาดว่าจะมีนักไตรกีฬามากกว่า 1,000 คน พร้อมผู้ชมกว่า 3,000 คนจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมชมการแข่งขัน ช่วยสร้างบรรยากาศคึกคักรับฤดูกาลท่องเที่ยว และตอกย้ำความเป็น “เมืองกีฬา – เมืองท่องเที่ยว” ของภูเก็ต โดยเส้นทางแข่งขันยังคงเป็นเอกลักษณ์ความท้าทายเฉพาะของลากูน่า ประกอบด้วย ว่ายน้ำ 1.8 กม. จักรยาน 50 กม. และวิ่ง 12 กม. นอกจากนี้ยังมีการแข่งขัน Sprint Triathlon และ Duathlon พร้อมเพิ่มรุ่นอายุเพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาหลากหลายขึ้น รวมเงินรางวัลกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ

    พอล วิลสัน กรรมการผู้จัดการลากูน่าภูเก็ต เผยว่า การแข่งขันครั้งนี้คือความภูมิใจของรีสอร์ทครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งร่วมจัดรายการไตรกีฬาระดับโลกมาอย่างต่อเนื่องกว่า 31 ปี โดยความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น จังหวัดภูเก็ต ททท. การกีฬาแห่งประเทศไทย กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และการบินไทย ทำให้งานมีมาตรฐานระดับสากล พร้อมผลักดันเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ภูเก็ตให้โดดเด่นบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1399978&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q4oPTuNpU2GK3Zblpeg8X

  • รัฐบาล ย้ำรีบใช้สิทธิ์“เที่ยวดีมีคืน” ลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า ถึง 15 ธ.ค. นี้

    รัฐบาล ย้ำรีบใช้สิทธิ์“เที่ยวดีมีคืน” ลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า ถึง 15 ธ.ค. นี้

    รองโฆษกรัฐบาล แนะประชาชนรีบใช้สิทธิ์“เที่ยวดีมีคืน” เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว เที่ยวเมืองรอง ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า เที่ยวเมืองหลัก ลดหย่อนได้ตามยอดจ่ายจริง สูงสุด 20,000 บาท

    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นางสาว ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวปลายปีของรัฐบาล ใกล้จะสิ้นสุดระยะเวลาการใช้สิทธิ์แล้ว โดยประชาชนสามารถใช้ค่าใช้จ่ายด้านที่พักและร้านอาหารเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีได้ถึงวันที่ 15 ธันวาคมนี้เท่านั้น

    มาตรการนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ สามารถนำค่าใช้จ่ายมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ดังนี้ เที่ยวเมืองรอง ได้รับสิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า ของยอดจ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท เที่ยวเมืองหลัก ลดหย่อนได้ตามยอดจ่ายจริง สูงสุด 20,000 บาท โดยค่าใช้จ่ายต้องเป็นยอดที่มีใบกำกับภาษีถูกต้อง จากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    รัฐบาลย้ำว่า “เที่ยวดีมีคืน” ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระประชาชน แต่ยังเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่จังหวัดเมืองรองและธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้หลายพื้นที่พบการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจฐานรากช่วงปลายปี

    ทั้งนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนที่มีแผนเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลปีใหม่ รีบใช้สิทธิ์ให้ทันภายในกำหนด เพื่อรับประโยชน์ทั้งในด้านการท่องเที่ยวและการลดหย่อนภาษี พร้อมช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นทั่วประเทศไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2897187&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E4CUHRUdKqBwqYudN5D_G