Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “นฤมล” กำชับสถานศึกษาภาคใต้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมแผนเรียนออนไลน์ฉุกเฉิน

    “นฤมล” กำชับสถานศึกษาภาคใต้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมแผนเรียนออนไลน์ฉุกเฉิน

    “นฤมล” กำชับสถานศึกษาภาคใต้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมแผนเรียนออนไลน์ฉุกเฉิน

    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีฝนตกหนักตลอดคืน ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงในหลายชุมชน ถนนสายสำคัญถูกตัดขาดเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจและย่านชุมชนหนาแน่น

    ขณะที่สถานศึกษาหลายแห่งจำเป็นต้องปิดเรียนชั่วคราวเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการเดินทางของนักเรียน-นักศึกษาและครู รวมถึงเพื่อให้ผู้บริหารสามารถจัดการมาตรการด้านความปลอดภัยได้อย่างรอบคอบ

     ในการนี้ รมว.ศธ. ได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา และรายงานข้อมูลสู่ส่วนกลางอย่างต่อเนื่องทันท่วงที เพื่อให้สามารถสนับสนุนการช่วยเหลือได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง

    ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ

    โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ที่ยังมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ พร้อมกำชับให้สถานศึกษาตรวจสอบจุดเสี่ยงต่าง ๆ อย่างละเอียด ทั้งความมั่นคงปลอดภัยของอาคาร ระบบไฟฟ้า เครื่องสูบน้ำ ระบบระบายน้ำ และเส้นทางเข้า–ออกโรงเรียน หากพบว่าน้ำเริ่มหลากเข้าพื้นที่ ให้รีบย้ายอุปกรณ์การเรียนการสอน ครุภัณฑ์ และเอกสารสำคัญขึ้นที่สูงทันที พร้อมจัดพื้นที่ปลอดภัยไว้รองรับนักเรียนที่อาจต้องอยู่ในความดูแลในกรณีฉุกเฉิน

    ในส่วนของการจัดการเรียนการสอน โฆษกกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ศ.ดร.นฤมลได้ให้นโยบายชัดเจนว่า ให้สถานศึกษาประเมินสถานการณ์ โดยสามารถจัดการเรียนการสอนออนไลน์ มอบหมายงาน หรือชะลอกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยได้

    ทั้งนี้ ผู้อำนวยการสถานศึกษามีอำนาจประกาศปิดเรียนได้ทันทีหากพื้นที่ไม่ปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการเดินทางที่อาจเกิดอันตรายและไม่เพิ่มภาระให้ผู้ปกครอง รวมถึงกรณีที่เปิดการเรียนการสอน ก็สามารถผ่อนปรนเรื่องการแต่งกายของนักเรียนเพื่อมาเรียนได้ตามความเหมาะสมได้

    นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดเจ้าหน้าที่ส่วนกลางประจำการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับการประสานงานจากพื้นที่ประสบภัย พร้อมเตรียมทีมสนับสนุนจากหน่วยงานในสังกัด ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ในการตรวจสอบระบบอาคาร ระบบไฟฟ้า และการฟื้นฟูเบื้องต้นเมื่อระดับน้ำลดและสามารถเข้าพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย รวมถึงประสานทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการอพยพ ดูแลครู–นักเรียน และจัดการเหตุเร่งด่วนในพื้นที่

    “สถานการณ์ที่หาดใหญ่และหลายจังหวัดภาคใต้ในวันนี้สะท้อนให้เห็นว่าน้ำท่วมฉับพลันอาจเกิดขึ้นได้รวดเร็วมาก ขณะเดียวกัน ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็กำลังเผชิญอากาศหนาวเย็นลงต่อเนื่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำ กำชับให้ผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาทุกจังหวัดติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด ปรับแผนดูแลครูและนักเรียนให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และรายงานสถานการณ์เข้าส่วนกลางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การสนับสนุนสามารถดำเนินไปได้ตรงกับความจำเป็นของพื้นที่ในทุกช่วงเวลา” ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/644668&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw111TnjxB2LophtS23w-gvK

  • ชาติไทยพัฒนา ในอ้อมกอดค่ายสีน้ำเงินในสถานการณ์ที่ พรรคสุพรรณไปต่อยาก

    ชาติไทยพัฒนา ในอ้อมกอดค่ายสีน้ำเงินในสถานการณ์ที่ พรรคสุพรรณไปต่อยาก

    สมการแห่งอำนาจ: ทำไมต้อง “ค่ายสีน้ำเงิน” ?

    ในทางการเมือง ตัวเลขคือพระเจ้า เมื่อมี สส. เพียง 10 คน อำนาจต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีจึงริบหรี่ การดำรงอยู่ของพรรคชาติไทยพัฒนาในปัจจุบันแขวนอยู่บนเส้นด้ายของ “กลุ่มบ้านใหญ่นครปฐม” (ตระกูลสะสมทรัพย์) หากกลุ่มนี้ถอนตัว พรรคจะเหลือ สส. เพียงหยิบมือ และไม่สามารถดำรงสถานะพรรคการเมืองที่มีบทบาทระดับชาติได้อีกต่อไป

    พรรคภูมิใจไทย (ค่ายสีน้ำเงิน) จึงกลายเป็นคำตอบสุดท้าย ด้วยเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ 

    ความสัมพันธ์ศิษย์-อาจารย์: เนวิน ชิดชอบ “ครูใหญ่” แห่งภูมิใจไทย คืออดีตศิษย์ก้นกุฏิที่เรียนรู้วิชาการเมืองมาจากบรรหาร การที่วราวุธจะพาพรรคไปอยู่ใต้ร่มเงาเนวิน จึงเปรียบเสมือนการกลับไปหาศิษย์ผู้พี่ที่ประสบความสำเร็จกว่า

    ความอยู่รอดของ สส.: การย้ายไปสังกัดพรรคใหญ่ที่มีทรัพยากรพร้อมสรรพ ย่อมการันตีโอกาสชนะเลือกตั้งในสมัยหน้าได้มากกว่าการดันทุรังอยู่พรรคเล็กที่กระสุนดินดำร่อยหรอ

    สัจธรรมการเมืองไทยกับก้าวย่างสุดท้ายของ 'ชาติไทยพัฒนา' ในอ้อมกอดค่ายสีน้ำเงิน Credit ภาพ NATION PHOTO

    บทเรียนราคาแพง: แบรนด์พรรค หรือ ตัวบุคคล?

    กรณีของ จองชัย เที่ยงธรรม ที่เคยย้ายไปภูมิใจไทยในปี 2562 แล้วพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งสุพรรณบุรี สะท้อนให้เห็นว่า “แบรนด์ชาติไทย”ในพื้นที่นั้นแข็งแกร่งมาก คนสุพรรณฯ เลือกพรรคเพราะรู้สึกว่าเป็น “สมบัติของจังหวัด” ไม่ใช่สมบัติของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

    ทว่า ในปี 2568 บริบทได้เปลี่ยนไป การที่ วราวุธ ตัดสินใจจะนำ สส. ทั้ง 10 ชีวิต ย้ายเข้าสังกัดภูมิใจไทย (ตามรายงานข่าวที่จะมีการเปิดตัว 23 พ.ย. 2568 นี้) คือการเดิมพันครั้งสุดท้าย

    เขาต้องเลือกระหว่างการรักษา “ชื่อพรรค” ไว้แต่ไร้อำนาจ หรือ ยอมสลาย “หัวโขน” เพื่อรักษา “ตัวเล่น” (สส.) ให้ยังคงอยู่ในวงจรอำนาจรัฐ

    สัจธรรมของอำนาจ

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคชาติไทยพัฒนา เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่เคยแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาแก่คนสุพรรณฯ มายาวนาน แต่เมื่อรากแก้ว (บรรหาร) จากไป และสภาพดินฟ้าอากาศ (กติกาการเมือง/รัฐธรรมนูญ) เปลี่ยนแปลง ต้นไม้ต้นเดิมไม่สามารถยืนต้นต้านทานพายุได้เพียงลำพังอีกต่อไป

    การยอมย้ายกิ่งก้านที่เหลือไปเสียบยอด  กับต้นไม้ที่ใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่าอย่าง “ภูมิใจไทย” อาจดูเหมือนความพ่ายแพ้ในเชิงอุดมการณ์รักบ้านเกิด แต่ในมุมมองของสัจธรรมทางการเมืองไทย… นี่คือวิถีทางเดียวที่จะทำให้ “เผ่าพันธุ์” ทางการเมืองนั้นยังคงมีลมหายใจต่อไปได้ แม้จะต้องเปลี่ยนชื่อแซ่ก็ตาม

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ชาติไทยพัฒนา เป็นอีกครั้ง ย้ำเตือนนักการเมืองทุกคนว่า อำนาจไม่เคยจีรัง และไม่มีใครเป็นเจ้าของประชาชนได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860822&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MVCz–U2oLc-yylDNB_zn

  • ‘วิทัย’ ผู้ว่าฯธปท.ย้ำอยากเห็น ‘เงินบาทระดับเหมาะสม’ เอื้อเศรษฐกิจ

    ‘วิทัย’ ผู้ว่าฯธปท.ย้ำอยากเห็น ‘เงินบาทระดับเหมาะสม’ เอื้อเศรษฐกิจ

    การเงิน-การลงทุน

    ‘วิทัย’ ผู้ว่าฯธปท.ย้ำอยากเห็น ‘เงินบาทระดับเหมาะสม’ เอื้อเศรษฐกิจ

    22 พ.ย. 2025 เวลา 19:43 น.

    ‘วิทัย’ ผู้ว่าฯธปท.ย้ำอยากเห็น ‘เงินบาทระดับเหมาะสม’ เอื้อเศรษฐกิจ

    ผู้ว่าธปท. ย้ำอยากเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องภาวะเศรษฐกิจ และเป็นระดับที่สะท้อนสถานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ย้ำการแข็งค่าที่ผ่านมามาจาก ดอลลาร์อ่อนค่า และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอยู่ระดับสูง ชี้การเข้าไปดูแลเงินบาททำได้ เพียงลดความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน แต่ต้องระวังติดเกณฑ์ “สหรัฐ”

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าว่า สำหรับจุดยืนยันของ ธปท. ในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงินบาท ธปท.อยากเห็นค่าเงินบาทอยู่ระดับเหมาะสม เพื่อเป็นประโยชน์ในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเหมาะสม สะท้อนสถานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

    โดยการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนตั้งแต่ต้นปี ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่วนหนึ่งเพราะดอลลาร์อ่อนค่าลง 7% ทำให้สกุลเงินอื่นๆ กลับมาแข็งค่า

    อีกทั้ง ประเทศไทยมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 1.1หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้น จาก 34 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ระดับ 32.51 บาทต่อดอลลาร์ภายใน 1ไตรมาส

    ดังนั้น การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงต้นปีมาจาก Fundamental ทั้งจากดอลลาร์อ่อนค่า และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด

    ทั้งนี้ถามว่าธปท.เข้าไปแทรกแซงเงินบาทได้หรือไม่ ปัจจุบันการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนหนึ่งต้องคำนึงถึงเกณฑ์สากลของสหรัฐ currency manipulator คือ

    1. เกินดุลกับสหรัฐฯ 1.5หมื่นล้านดอลลาร์

    2. มี Current Account หรือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดบวกมากกว่า 3% 3.การแซกแทรกอัตราแลกเปลี่ยนรวมไม่เกิน 2% ของจีดีพี  

    ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมักจะเข้าเกณฑ์ในข้อที่ 1 และ 2 อยู่แล้ว ดังนั้น ธปท. จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในข้อ 3 ทันที 

    ดังนั้น สภาวะเช่นนี้ หน้าที่ของ ธปท.คือลดความผันผวนค่าเงินบาท แต่หากเกิดภาวะจำเป็นจริงๆที่ต้องเข้าไปดูแลเงินบาทมากกว่าเดิม ธปท.ก็พร้อมเต็มที่แต่ทุกคนก็ต้องรับผลกระทบที่ตามมา 
     

     “ภายใต้ภาวะนี้ หน้าที่ของธปท. คือลดความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน แต่หากวันหนึ่งเกิดภาวะจำเป็นจริงๆ ที่ต้องใช้ Reserve ธปท.ก็พร้อมเต็มที่ในการป้องกัน แต่ก็ต้องมาจากการเห็นด้วยร่วมกันของทุกคนในประเทศนี้ที่ยินยอมพร้อมใจด้วยในการรับผลกระทบที่ตามมา”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1208806&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gFlsNRyf2QtjvlM3aYrBx

  • นายกฯ มอบ 6 นโยบาย ส่วนราชการ-ท้องถิ่น ขอนแก่น ปราบผู้มีอิทธิพล-ยาเสพติด-สร้างรายได้-ท่องเที่ยวชุมชน-น้ำสะอาด-คนละครึ่ง

    นายกฯ มอบ 6 นโยบาย ส่วนราชการ-ท้องถิ่น ขอนแก่น ปราบผู้มีอิทธิพล-ยาเสพติด-สร้างรายได้-ท่องเที่ยวชุมชน-น้ำสะอาด-คนละครึ่ง

    ขอนแก่น, 22 พ.ย.68 เวลา 11.50 น. – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรและผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ณ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น โดยระบุว่าแม้รัฐบาลจะมีเวลาไม่นานนัก แต่การทำงานเพื่อประชาชนจะอยู่หยุดนิ่งไม่ได้ จึงมีนโยบาย “Quick Big Win” คือ ต้องเร่งผลักดันนโยบายที่สามารถดำเนินการให้เร็วที่สุด (Quick) ครอบคลุมทุกภาคส่วน (Big) และเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนสูงสุด (Win)

    นายอนุทินกล่าวว่า ขอย้ำนโยบายที่จะฝากให้ช่วยกันขับเคลื่อน ได้แก่ 1. การจัดระเบียบสังคมและปราบปรามผู้มีอิทธิพล ย้ำว่า “ความสุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ” สำคัญที่สุด ดังนั้น ต้องให้ความสำคัญกับการปราบปราม “เจ้าหน้าที่สีเทา” ด้วย หากใครไปเจอให้รายงานกับคนที่จะจัดการกับต้นตอนั้นได้ เพื่อดำเนินการนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินทั้งทางวินัยและอาญา

    2. การแก้ไขปัญหายาเสพติด รัฐบาลตั้งเป้า “ลดผู้เสพ เพิ่มผู้รักษา ปราบปรามผู้ค้า ทำลายแหล่งผลิตอย่างจริงจัง” ทั้งนี้ ขอชื่นชมต้นแบบการทำงานของศูนย์ Community Isolation อ.เมืองขอนแก่น ซึ่งบำบัด–ฟื้นฟูได้ครบวงจร โดยมีชุมชนร่วมดูแล อยากขอให้ทุกคนให้ความสำคัญกับการเร่งค้นหาและคัดกรองผู้ติดยาในทุกหมู่บ้าน และนำเข้าสู่การบำบัดฟื้นฟู การส่งเสริมศูนย์ฟื้นฟูระดับชุมชนให้เข้าถึงง่าย มีการติดตามป้องกันการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำ และการทำงานร่วมกับตำรวจ เพื่อปราบปรามผู้ค้าในชุมชนและสถานศึกษาอย่างเด็ดขาด

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า 3. การสร้างอาชีพและรายได้ให้ประชาชน เพราะรายได้เป็นหัวใจของการพัฒนาคุณภาพชีวิต เราต้องสนับสนุนการรวมกลุ่มอาชีพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้มีมาตรฐาน มีตลาดรองรับ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยทุกจังหวัดควรจัดทำแผนงานสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ที่วัดผลได้จริง เชื่อมโยงกับนโยบายสนับสนุนสินค้าไทย

    4. การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินทุนภายในพื้นที่ สร้างรายได้และกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนโดยตรง เน้นจุดแข็งด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละจังหวัดและพื้นที่ ซึ่งแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ช่วงที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวไทยหันมาท่องเที่ยวภายในประเทศแทน ทำให้การท่องเที่ยวภายในประเทศไทยคึกคักและมีการหมุนเวียนของเงินไม่น้อยไปกว่าช่วงที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองหลัก เช่น ขอนแก่น ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเมืองท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การเกษตร อุตสาหกรรม และวัฒนธรรมของภาคอีสาน ดังนั้น การพัฒนา จ.ขอนแก่น จึงมุ่งทำให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคอีสาน ควบคู่ไปกับจังหวัดใกล้เคียง เช่น อุดรธานี หนองคาย และบึงกาฬ

    นายอนุทินกล่าวว่า 5. รัฐบาลเน้นให้ชุมชนมีน้ำดื่มสะอาด น้ำประปาหมู่บ้าน และไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง รวมทั้งต้องมีการตรวจสอบมาตรฐาน บำรุงรักษาระบบประปาชุมชนให้มีคุณภาพสูงอยู่ตลอดเวลาเพื่อสุขภาวะที่ดีของประชาชน

    6. รัฐบาลยังมีโครงการคนละครึ่ง พลัส หน้าที่ของพวกเราคือ ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนใช้สิทธิให้เต็มที่และครบถ้วน โดยอำนวยความสะดวกการลงทะเบียน ทั้งประชาชนและร้านค้าโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ตรวจสอบ และป้องกันการทุจริต หรือเอาเปรียบประชาชน รวมทั้งติดตามการใช้จ่ายในพื้นที่ ให้เงินหมุนเวียนถึงประชาชนจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/259000&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FAVi6Ob7Z-v2eZ6XahBLS

  • ผู้ว่าฯธปท.ชี้ยังมีพื้นที่ ‘ลดดอกเบี้ย’ เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย

    ผู้ว่าฯธปท.ชี้ยังมีพื้นที่ ‘ลดดอกเบี้ย’ เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย

    การเงิน-การลงทุน

    ผู้ว่าฯธปท.ชี้ยังมีพื้นที่ ‘ลดดอกเบี้ย’ เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย

    22 พ.ย. 2025 เวลา 19:49 น.

    ผู้ว่าฯธปท.ชี้ยังมีพื้นที่ 'ลดดอกเบี้ย' เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย

    ผู้ว่า ธปท. ชี้ดอกเบี้ยมี “พื้นที่ลดได้ต่อ” เพื่อประคองภาวะเศรษฐกิจ แต่มองปัญหาไทยอยู่ที่โครงสร้าง ต้นทุนการเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจ

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ยืนยันว่า ธปท. พร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หากข้อมูลเศรษฐกิจชี้ถึงความจำเป็น โดยมองว่า อัตราดอกเบี้ยของไทยยังมี “room” หรือพื้นที่ที่สามารถปรับลดลงได้ต่อ

    แต่การลดดอกเบี้ยไม่ใช่เครื่องมือหลักที่จะแก้ปัญหาเชิงลึกของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากสาเหตุสำคัญของการชะลอตัวในปัจจุบันมาจาก “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่กว้างและซับซ้อนมากกว่าเรื่องต้นทุนทางการเงิน

    “ธปท. มีความพร้อมในการใช้มาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน หากเห็นว่ามีความจำเป็นต่อการพยุงเศรษฐกิจ พร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้นกว่านี้ ถ้ามีความจำเป็น ที่จะสามารถซัพพอร์ตเศรษฐกิจได้”

    แต่อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยออกมา เราต้องดูข้อมูลที่จะออกมาเพื่อประกอบการประเมินอย่างรอบด้าน

    “ไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ว่า “terminal rate” หรืออัตราดอกเบี้ยปลายทางควรอยู่ที่ระดับใด ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจตอนนั้น”

    ทั้งนี้ มองว่า เศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำในระยะนี้ ไม่ได้มีสาเหตุหลักจากการกำหนดอัตราดอกเบี้ย แต่เป็นผลมาจาก “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่สะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ขีดความสามารถในการแข่งขัน, สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) รวมถึงปัญหาอื่นที่

    ดังนั้นเครื่องมือนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงลึกเหล่านี้ได้ทั้งหมด

    “ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจที่ไม่ดี มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นการลดดอกเบี้ยจะมีผลเพียงจำกัดต่อการเปลี่ยนแปลงปัจจัยโครงสร้าง”

    แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การลดดอกเบี้ยยังคงมีประโยชน์สำคัญหลายด้านในระยะสั้น โดยเฉพาะการช่วยให้ระบบการเงินมีสภาพคล่องมากขึ้น และทำให้ภาคธุรกิจมีต้นทุนทางการเงินที่

    โดยนโยบายการเงินผ่อนคลายช่วยทำให้ผ่อนคลายเรื่องสภาพคล่องและ “ผ่อนคลายการตึงตัว” ในระบบเศรษฐกิจได้

    นอกจากนี้ การปรับลดดอกเบี้ยยังมีส่วนช่วยให้คุณภาพหนี้ดีขึ้น ช่วยการลดต้นทุนทางการเงิน ทำให้คนจ่ายหนี้ได้ เป็น NPL น้อยลง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินในระบบไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1208807&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M70pNj_zdqobcsGPr_pRR

  • “รมว.ซาบีดา” ลงพื้นที่กาญจนบุรี หนุนชาติพันธุ์ไทยทรงดำ ชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดอินทาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ต่อยอด “พลังวัฒนธรรม” สู่ “รายได้จริง” | TOPNEWS

    “รมว.ซาบีดา” ลงพื้นที่กาญจนบุรี หนุนชาติพันธุ์ไทยทรงดำ ชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดอินทาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ต่อยอด “พลังวัฒนธรรม” สู่ “รายได้จริง” | TOPNEWS

    “รมว.ซาบีดา” ลงพื้นที่กาญจนบุรี หนุนชาติพันธุ์ไทยทรงดำ ชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดอินทาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ต่อยอด “พลังวัฒนธรรม” สู่ “รายได้จริง” ผลักดันนโยบาย “ไท ไทย” จากรากเหง้าชุมชนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

    จากนั้น รมว.วธ. ลงพื้นที่ชุมชนบ้านหนองขาว อำเภอท่าม่วง หนึ่งในชุมชนคุณธรรมต้นแบบที่ได้รับการยกย่องด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นถิ่น ทั้งสถาปัตยกรรมเรือนขาวโบราณ การแสดงพื้นบ้านอาหารดั้งเดิม และงานหัตถกรรมหลากหลาย

    โดยชุมชนแห่งนี้ดำเนินงานร่วมกับวัดอินทารามภายใต้แนวคิด “บวร” บ้าน–วัด–โรงเรียน เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้กล่าวชื่นชมความเข้มแข็งของชุมชน

    พร้อมระบุว่าชุมชนคุณธรรมเป็น “ต้นแบบของการใช้วัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจจริง” ตามเจตนารมณ์ไท ไทย ที่เน้นยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เชื่อมต่อสู่โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

    ต่อจากนั้นเดินทางไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้น “แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า” แหล่งโบราณคดีสำคัญระดับชาติและระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เป็นสถานที่ค้นพบ “มนุษย์ยุคหินใหม่” อายุราว 3,000 – 4,000 ปี พร้อมโบราณวัตถุยุคเดียวกัน ที่รู้จักกันในชื่อ “วัฒนธรรมบ้านเก่า” ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการศึกษาพัฒนาการสังคมมนุษย์

    โอกาสนี้ได้ตรวจเยี่ยมการจัดแสดงนิทรรศการและการบริหารจัดการพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ให้เป็น “พิพิธภัณฑ์สมัยใหม่” ที่เข้าถึงง่ายและดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างสมดุล

    ต่อมาลงพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ อำเภอไทรโยค หรือที่รู้จักในชื่อ “ปราสาทเมืองสิงห์” โบราณสถานศิลปะขอมแบบบายน อายุกว่า 8000 ปี

    ซึ่งสะท้อนความรุ่งเรืองของอารยธรรมในลุ่มน้ำแควน้อย ผ่านปราสาทศิลาแลง และโบราณสถานสำคัญหลากหลาย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้รับฟังข้อมูลด้านการอนุรักษ์และแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ก่อนเน้นย้ำว่าอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สามารถสร้างรายได้และกระจายโอกาสให้ชุมชนได้ด้วยการบูรณาการการบริหารจัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

    “การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการสนับสนุนชุมชนบ้านรางหวายและชุมชนคุณธรรมวัดอินทารามให้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยทุนทางวัฒนธรรม

    ส่วนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า และอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ พร้อมสนับสนุนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้แก่ประชาชนและเยาวชน ทั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การอนุรักษ์

    แต่เป็นการต่อยอดคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่พลังเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เสริมอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ สอดคล้องกับนโยบาย ไท ไทย – สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน” รมว.ซาบีดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1399638&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JdY7TSGKQekwdYmpuLcBy

  • ขาด ทักษะ-นวัตกรรม ปัญหาซ้ำซากสังคมเศรษฐกิจไทย

    ขาด ทักษะ-นวัตกรรม ปัญหาซ้ำซากสังคมเศรษฐกิจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-236&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W1-rk17pKu0AgdI4PIMPJ

  • ต้อนรับฤดูท่องเที่ยว! ทะเลบัวสีชมพูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ บานสะพรั่ง สร้างความประทับใจแก่ผู้ที่ได้มาพบเห็น

    ต้อนรับฤดูท่องเที่ยว! ทะเลบัวสีชมพูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ บานสะพรั่ง สร้างความประทับใจแก่ผู้ที่ได้มาพบเห็น

    บึงบอระเพ็ดบานสะพรั่ง! ต้อนรับฤดูท่องเที่ยวผลิบานเด่นเป็นประกายเหนือผืนน้ำและใบบัวสีเขียว กลีบบัวที่มีโทนสีชมพูสดถึงม่วงท่ามกลางใบบัวที่ลอยอยู่บนผิวน้ำอย่างหนาแน่น สร้างความประทับใจแก่ผู้ที่ได้มาพบเห็น

    22 พฤศจิกายน 2568 ภาพของดอกบัวสีชมพูนับพันดอกที่บานสะพรั่งไปทั่วผืนบึงได้เผยตัวออกมาอย่างงดงาม นายจิระเดช บุญมาก ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด ได้เผยแพร่ภาพความงามอันน่าประทับใจนี้ให้ประชาชนได้ชื่นชมบึงบอระเพ็ด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ถือเป็นบึงขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของชาวจังหวัด ในช่วงฤดูกาลที่เหมาะสม บึงแห่งนี้จะกลายเป็นทะเลบัวสีชมพูที่สวยงามตระการตา ดอกบัวแดงหรือบัวสีชมพูเหล่านี้จะผลิบานพร้อมกันเป็นจำนวนมาก สร้างทัศนียภาพที่สวยดุจภาพวาด

    จากภาพที่เห็น ดอกบัวสีชมพูสดใสเหล่านี้ผลิบานเด่นเป็นประกายเหนือผืนน้ำและใบบัวสีเขียว กลีบบัวที่มีโทนสีชมพูสดถึงม่วงท่ามกลางใบบัวที่ลอยอยู่บนผิวน้ำอย่างหนาแน่น สร้างความประทับใจแก่ผู้ที่ได้มาพบเห็นดอกบัวแต่ละดอกมีลักษณะพิเศษ กลีบบัวที่เรียวยาวเปิดออกเป็นชั้นๆ โดยมีสีที่ไล่เฉดจากสีขาวอ่อนที่โคนกลีบไปจนถึงสีชมพูเข้มที่ปลายกลีบ ภายในดอกบัวมีเกสรสีเหลืองทองและสีน้ำตาลที่โดดเด่น ซึ่งเป็นจุดดึงดูดแมลงผสมเกสร ความงามของดอกบัวแต่ละดอกนั้นสมบูรณ์แบบ แต่เมื่อรวมกันเป็นทะเลบัวขนาดใหญ่ ความงามนั้นก็ยิ่งทวีคูณขึ้นหลายเท่า

    บึงบอระเพ็ด ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม แต่ยังเป็นระบบนิเวศที่สำคัญซึ่งให้ที่อยู่อาศัยแก่สัตว์ป่านานาชนิด การดูแลรักษาและอนุรักษ์พื้นที่แห่งนี้โดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) ภายใต้สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำให้บึงบอระเพ็ดยังคงความอุดมสมบูรณ์และสามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้มาเยือนได้ในทุกๆ ปี

    หากคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่จะทำให้จิตใจสงบและได้สัมผัสกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ บึงบอระเพ็ดคือคำตอบที่ลงตัว แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งนี้พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติและต้องการพักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางบรรยากาศที่สดชื่น

    ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเที่ยวชม คือช่วงเช้าตรู่ ประมาณ 6.00-9.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ดอกบัวบานสะพรั่งสวยที่สุด อากาศยังเย็นสบาย และแสงแดดยามเช้าจะทำให้ภาพถ่ายของคุณสวยงามเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่สามารถสังเกตนกน้ำและสัตว์ป่าต่างๆ ที่ออกมาหากินในยามเช้าได้อีกด้วย

    ที่มา : เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด สบอ.12 (นครสวรรค์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/61650&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QC8ddjIj_isZhGud6xw0t

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D555069&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20BNVJ8wnRfjoUfqOAZVSN

  • บุกจับแหม่มลิเบีย โอเวอร์สเตย์กว่า 2 ปีครึ่ง หลังชาวบ้านร้องเรียน สร้างความเดือดร้อน

    บุกจับแหม่มลิเบีย โอเวอร์สเตย์กว่า 2 ปีครึ่ง หลังชาวบ้านร้องเรียน สร้างความเดือดร้อน

    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวงานสืบสวน กองกำกับการ 2 บก.ทท.2 เข้าจับกุมหญิงชาวลิเบีย ในข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด รวมระยะเวลา 897 วัน หรือมากกว่า สองปีครึ่ง การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากประชาชนผู้อยู่อาศัยภายในอาคารได้ร้องเรียนว่า หญิงต่างชาติรายดังกล่าว มีพฤติการณ์ส่งเสียงเอะอะโวยวายเป็นประจำ สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้เพื่อนบ้าน

    หลังได้รับเรื่องร้องเรียน พ.ต.ท.อวิรุทธ์ สุขแย้ม สว.สืบสวน กก.2 บก.ทท.2 ได้สั่งการให้ ร.ต.ท.สายันต์ ชัยแก้ว นำกำลังฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบ พร้อมประสานนิติบุคคลอาคารเพื่อตรวจสอบข้อมูลผู้อยู่อาศัย จนยืนยันว่าหญิงต่างชาติรายนี้พักอาศัยอยู่จริง

    การตรวจสอบข้อมูลในระบบพบว่า ผู้ต้องหาได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2565 แต่ยังคงพำนักอยู่ต่อจนถึงปัจจุบัน รวมเวลาเกินกำหนดอนุญาต 897 วัน

    เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าสังเกตบริเวณที่พัก กระทั่งพบผู้ต้องหาเดินออกจากห้อง จึงเข้าตรวจสอบ ผู้ต้องหาได้แสดงหนังสือเดินทาง ซึ่งยืนยันชัดเจนว่า การอนุญาตให้พำนักได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2565 หลังตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวและดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินขั้นตอนส่งกลับประเทศต่อไป

    การปฏิบัติครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ที่มุ่งเน้นการกวดขันและปราบปรามการกระทำผิดของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หากประชาชนพบเบาะแส สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน 1155 หรือผ่าน แอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3826922/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GhhK0jcU11DeIjWIXNMXO