Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ปิดฉากท่องเที่ยว 9 เดือน ปี 2568 บิ๊กธุรกิจฝ่ามรสุมต่างชาติหดตัว พลิกวิกฤต โกยกำไร

    ปิดฉากท่องเที่ยว 9 เดือน ปี 2568 บิ๊กธุรกิจฝ่ามรสุมต่างชาติหดตัว พลิกวิกฤต โกยกำไร

    แม้ภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 24 ล้านคน ติดลบกว่า 7 % อันเป็นผลจากการชลอตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงถึง 35 % และแม้ปีนี้นักท่องเที่ยวยุโรป และหลายตลาดจะเติบโตสูงกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดไปแล้ว

    แต่ด้วยนักท่องเที่ยวจีนเป็นตลาดหลักครองส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวไทยกว่า 28 % การหดตัวของจีน ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวในปีนี้ เป็นความท้าทาย แต่บิ๊กธุรกิจรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯก็เดินกลยุทธโกยกำไรได้กันถ้วนหน้า

    ธุรกิจท่องเที่ยวช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ทั้งสายการบินและธุรกิจโรงแรม ยังพบว่าสามารถฝ่าแนวต้านในช่วงโลว์ซีซันปีนี้ไปได้ จนทำกำไรถ้วนหน้า

    ยกเว้น บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) (DTC) ที่ขาดทุนอยู่ สาเหตุหลักมาจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ และมีดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นจากส่วนงานที่ก่อสร้างแล้วเสร็จของโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค แต่ในแง่ของการดำเนินธุรกิจ ถือว่าเติบโตจากการกลับมาเปิดให้บริการโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ และการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการดุสิต เรสซิเดนซ์

    3 สายการบิน กำไรแตะ 3 หมื่นล้าน

    ในส่วนของธุรกิจการบิน พบว่า 3 สายการบินหลักของไทย ต่างโกยกำไรถ้วนหน้า โดยภาพรวมช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่า ธุรกิจสายการบินของไทย มีกำไรรวมกว่า 30,259 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 21,572 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 8,687 ล้านบาท

    สายการบินที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง คือ “การบินไทย” มีผลประกอบการที่โดดเด่นอย่างมาก ปิดฉาก 9 เดือนด้วยกำไรสุทธิสูงถึง 26,394 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 73.4 % และมีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 37 % เป็นผลสำเร็จที่สำคัญมาจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวม ราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ลดลง และการแข็งค่าของเงินบาท ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (CASK) ลดลงเหลือ 1.364 บาท ทั้งยังมีปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้น 13.2 %

    เนื่องจากการบินไทยมีการเติบโตของผู้โดยสารในเส้นทางยุโรปสูง สอดคล้องกับการเติบโตของนักท่องเที่ยวยุโรปที่เดินทางเข้าไทย การพึ่งพิงผู้โดยสารจีนมีไม่สูงกว่าสายการบินอื่น และอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) อยู่ที่ 79.1%

    ผลประกอบการสายการบิน โรงแรม 9 เดือนแรก ปี 2568

    ขณะที่สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และ ไทยแอร์เอเชีย แม้จะมีกำไรลดลงหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากการเผชิญความท้าทายอย่างมาก จากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีน ทำให้มีรายได้บัตรโดยสารลดลง แต่ทั้ง 2 สายการบิน ก็ปรับตัว และประคองตัวให้ยังสามารถทำกำไรได้

    โดย “บางกอกแอร์เวย์ส” ยังคงมีกำไรจากการดำเนินงานเติบโต 0.6 % โดยได้รับแรงหนุนจากผู้โดยสารยุโรปที่เติบโตต่อเนื่อง จากการโค้ดแชร์กับสายการบินต่างๆ ทำให้รายได้ลดลงเพียง 0.1% และยังมีรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสนามบิน ซึ่งเติบโตสูงถึง 11.2%

    ขณะที่ “ไทยแอร์เอเชีย” มีกำไรลดลงถึง 77 % สาเหตุหลักมาจากจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศลดลง 15 % เหลือ 5.0 ล้านคน เนื่องจากสายการบินได้ลดปริมาณที่นั่งในตลาดที่ฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะจีน ฮ่องกง และมาเก๊า โดยได้เลื่อนการรับมอบเครื่องบินใหม่ไปเป็นปีหน้า คงจำนวนฝูงบินไว้ที่ 62 ลำในปีนี้ (ปรับจากแผนเดิมที่ 66 ลำ)

    ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับภาพรวมการท่องเที่ยว ทั้งสายการบินก็เน้นขยายเส้นทางไปยัง อินเดีย เวียดนาม โดยคาดว่าจะมีการเติบโตของที่นั่ง 10–20 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และตลาดเสรีภาพการบินที่ 5 ระหว่าง ลาว–เวียดนาม (ดอนเมือง–หลวงพระบาง–ฮานอย) ในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อหนุนรายได้

    บิ๊กธุรกิจโรงแรมย้ังไปได้ดี แม้นักท่องเที่่ยวจีนหด

    ด้านธุรกิจโรงแรมในตลท.มีกำไรรวมกัน ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านบาท โดย บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ทำรายได้กว่า 121,664 ล้านบาท กำไรเติบโตก้าวกระโดดถึง 47 % ซึ่ง “ไมเนอร์” เป็นกลุ่มที่ทำกำไรสูงสุด ซึ่งเป็นการเติบโตของโรงแรมและธุรกิจอาหาร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    โดยไมเนอร์ โฮเทลส์ มีกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้น 63 % จากปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานของโรงแรมที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในยุโรปและมัลดีฟส์ รวมถึงกำไรจากการขายสินทรัพย์

    ส่วนไมเนอร์ ฟู้ด มีกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้น 26 % จากปีก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนหลักจากการดำเนินงานในประเทศไทย และการปรับโครงสร้างความร่วมมือในบริษัท Art of Baking ซึ่งได้นำ Europastry ผู้ดำเนินธุรกิจเบเกอรี่อันดับต้นของโลกเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นเพิ่มเติม เพื่อเร่งขยายธุรกิจเบเกอรีในระดับภูมิภาค

    ตามมาด้วยบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC ที่มีการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นเฉียด 10% และกำไร 4,522 ล้านบาท เติบโต 13 % โดยได้แรงหนุนจากการเปิดตัว “Jurassic World: The Experience” ที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กใหญ่ที่สุดครั้งแรกของโลกในเอเชีย

    ความสำเร็จของโครงการนี้ทำให้ยอดจำหน่ายบัตรเข้าชมมากกว่า 200,000 ใบ ภายใน 3 เดือนแรก ส่งผลให้รายได้ค่าเช่าของโครงการเอเชียทีคเพิ่มขึ้น 26.3 % ดันรายได้ของกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าเติบโตขึ้นก้าวกระโดด และการรับรู้รายได้จากการเปิดโรงแรมใหม่

    ขณะที่ “เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท” หรือ SHR  ก็พลิกกลับมาทำกำไรสุทธิที่ 328.4 ล้านบาท จากการขาดทุนในปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่ลดลง (จากการจัดหาเงินกู้ใหม่) และผลตอบแทนที่สูงขึ้นของโรงแรมในประเทศไทย (RevPAR เติบโต 18.9%) หลังการปรับปรุง โรงแรม ทราย ลากูน่า ภูเก็ต

    เช่นเดียวกับ “บมจ.วีรันดา รีสอร์ท” หรือ “VRANDA” มีการเติบโตของกำไรสุทธิสูงสุดในกลุ่มโรงแรมทั้งหมด โดยเติบโตถึง 17 % จากรายได้ของโรงแรมเติบโต 17% และคิดเป็น 95% ของรายได้รวมทั้งหมด โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR)

    ส่วน “ดิ เอราวัณ กรุ๊ป” (ERW) ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีน เนื่องจากกลุ่มโรงแรมระดับ 5 ดาวถึงชั้นประหยัดมีลูกค้าต่างชาติเป็นหลักกว่า 90% ส่งผลให้รายได้รวมทรงตัว และ RevPAR ของกลุ่มโรงแรม 5 ดาวลดลง 11 % สวนทางกลับกลุ่มโรงแรมบัดเจ็ท (ฮ็อป อินน์) ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 18 % และ EBITDA เพิ่มขึ้น19 % จากลูกค้าเดินทางเพื่อธุรกิจในประเทศ

    เที่ยวดีมีคืน หนุนท่องเที่ยวไตรมาส 4

    สำหรับสถานการณ์ธุรกิจในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ถือว่ามีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากตรงกับช่วงไฮซีซัน เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยแตะวันละราว 1 แสนคนแล้ว โดยเฉพาะตลาดยุโรป อเมริกา และ อินเดีย รวมถึงมาตรการต่างๆที่รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะส่งผลดีโดยตรงต่อผู้ประกอบการในภาคบริการ

    โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการเข้าพักในโรงแรมและค่าอาหารมาลดหย่อนภาษีได้ 20,000 บาท โครงการ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นการใช้จ่าย ที่จะช่วยสนับสนุนความต้องการเดินทางภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    ขณะเดียวกันกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวรายใหญ่ของไทย ยังคงมองการขยายธุรกิจต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น AWC ที่ยังโฟกัสการเร่งแปลงทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้เป็นทรัพย์สินดำเนินการ (Operating Asset) เพื่อสร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติม บริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอให้มีขนาดเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวนับตั้งแต่ IPO ในปี 2562 และการเปิดตัวโครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้น

    อย่าง โรงแรม แฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท ,โครงการลานนาทีค กาแล เฟส 1 จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ไมเนอร์ ยังมีแผนการเสนอขาย ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีหน้า ควบคู่กับการปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จะเป็นแรงขับสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านของบริษัทไปสู่ โมเดลธุรกิจแบบ Asset-Light เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุน การขยายธุรกิจร้านอาหารผ่านรูปแบบแฟรนไชส์และนวัตกรรมร้านค้าใหม่

    ในด้านของการบินไทย ก็มองโอกาสขยายการลงทุนธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน หรือ MRO บางกอกแอร์เวย์ส ล่าสุดก็ได้ลงทุนซื้อเครื่องบิน ATR 72-600 จำนวน 10-12 ลำ ที่จะทยอยรับมอบ เพื่อทดแทนฝูงบินเดิมและเพิ่มจำนวนเครื่องบินนั่นเอง

    ทั้งหมดเป็นผลประกอบการของบิ๊กธุรกิจในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ และทิศทางในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งธุรกิจก็ยังคงมองโอกาสในการขยายลงทุนอย่างต่อเนื่อง

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,150 วันที่ 20 – 22 พฤศจิกายน  พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644559&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39hVOLg65FDFY9Bx58G1f0

  • ธุรกิจญี่ปุ่นไม่หวั่นนักท่องเที่ยวจีนไม่เข้าประเทศ เผยทำให้คนท้องถิ่นเที่ยวง่ายขึ้น

    ธุรกิจญี่ปุ่นไม่หวั่นนักท่องเที่ยวจีนไม่เข้าประเทศ เผยทำให้คนท้องถิ่นเที่ยวง่ายขึ้น

    ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่เสื่อมถอยลงในเดือนนี้ สืบเนื่องจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นเกี่ยวกับไต้หวัน ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อร้านแบรนด์เนมหรูหรา ร้านก๋วยเตี๋ยว และโรงแรมที่นักท่องเที่ยวนิยมไปจับจ่ายใช้สอย

    แต่ธุรกิจในโตเกียวส่วนใหญ่กลับไม่สนใจความกังวลดังกล่าว

    ชินะ อิโตะ มีลูกค้าชาวจีนน้อยลงที่ร้านจิวเวลรี่ของเธอในโตเกียว นับตั้งแต่จีนออกคำเตือนเรื่องการเดินทางอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการทูต แต่เธอบอกว่าเธอไม่ได้กังวล

    “เนื่องจากมีลูกค้าชาวจีนน้อยลง ทำให้นักช้อปชาวญี่ปุ่นเดินทางมาได้สะดวกขึ้น ยอดขายของเราจึงไม่ลดลงมากนัก” อิโตะ ผู้จัดการร้านเผยกับสำนักข่าว AFP

    โดยปกติแล้ว ลูกค้าชาวจีนคิดเป็นครึ่งหนึ่งของลูกค้าที่ร้านของเธอในย่านอาซากุสะ ซึ่งเป็นย่านเก่าแก่ของกรุงโตเกียว ซึ่งนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินเตร่ไปตามตรอกซอกซอยที่เรียงรายไปด้วยร้านค้า

    ธุรกิจการท่องเที่ยวและค้าปลีกหลายแห่งในญี่ปุ่นพึ่งพานักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นอย่างมาก ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติอื่นๆ ในการซื้อของทุกอย่าง ตั้งแต่ซูชิไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

    โรงแรม ร้านขายเสื้อผ้าดีไซเนอร์ และแม้แต่ร้านขายยาบางแห่งก็มีพนักงานที่พูดภาษาจีนกลาง ขณะที่ห้างสรรพสินค้ามักจะมีป้ายภาษาจีน

    ในย่านกินซ่าอันหรูหราของโตเกียว ยูกิ ยามาโมโตะ ผู้จัดการร้านอุด้งชื่อดังบนอินสตาแกรมกล่าวว่า เขาไม่ได้สังเกตเห็นผลกระทบต่อยอดขายในทันทีในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่จีนเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงญี่ปุ่น

    “ผมไม่คิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันหรือรุนแรงใดๆ” เขากล่าว แม้จะประเมินว่า ในวันปกติ ลูกค้าที่รอคิวหน้าร้านของเขาราวครึ่งหนึ่งเป็นชาวจีน “แน่นอนว่า หากจำนวนลูกค้าลดลง นั่นก็เป็นเรื่องน่าผิดหวังสำหรับทางร้าน แต่ลูกค้าชาวญี่ปุ่นก็ยังคงรับประทานอาหารตามปกติ ดังนั้นเราจึงไม่ได้กังวลมากนัก

    ข้อมูลอย่างเป็นทางการของญี่ปุ่นระบุว่า จีนเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากที่สุด โดยมีนักท่องเที่ยวเกือบ 7.5 ล้านคนในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด

    ด้วยค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง นักท่องเที่ยวเหล่านี้จับจ่ายใช้สอยถึง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสที่ 3

    ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติญี่ปุ่นระบุว่า ปีที่แล้วนักท่องเที่ยวชาวจีนใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นโดยเฉลี่ย 22%

    อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่เดินทางมาญี่ปุ่นในปีที่แล้วสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 36.8 ล้านคน ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะการท่องเที่ยวล้นเกิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมากในญี่ปุ่น

    -การบังคับทางเศรษฐกิจ-

    เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเผยว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าไปแทรกแซงทางการทหารหากไต้หวันถูกโจมตี จากนั้นทางการจีนจึงออกคำแนะนำให้พลเมืองเลี่ยงการเดินทางท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ส่งผลให้หุ้นค้าปลีกและการท่องเที่ยวร่วงระนาว และส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้น

    คิมิ โอโนดะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นสายเหยี่ยวออกมาตอบโต้ โดยเตือนถึงอันตรายของ “การพึ่งพาประเทศที่ใช้การบีบบังคับทางเศรษฐกิจมากเกินไปเมื่อไม่พอใจ” ซึ่ง “ก่อให้เกิดความเสี่ยงไม่ทั้งต่อห่วงโซ่อุปทาน ทั้งการท่องเที่ยว”

    อู๋เว่ยกัว ผู้จัดการเอเจนซี่ท่องเที่ยวในเซี่ยงไฮ้เผยว่า “ผลกระทบหนักที่สุดอยู่ที่การท่องเที่ยวแบบเป็นกลุ่ม” โดยลูกค้า90% ของอู๋ขอคืนเงินสำหรับทริปญี่ปุ่น

    อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งชาติพบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเพียงประมาณ 12% เท่านั้นที่เดินทางไปญี่ปุ่นแบบจัดกรุ๊ปทัวร์ ซึ่งลดลงจากเกือบ 43% ในปี 2015

    ยาซูชิ คาเนโกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นกล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ “เรื่องที่ทำให้ทุกคนกังวล” โดยตั้งข้อสังเกตถึงจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น

    -ต้องใช้เวลากว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย-

    อย่างไรก็ดี โรงแรมในญี่ปุ่นที่พึ่งพาลูกค้าชาวจีนอย่างหนักเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบ

    เคอิโกะ ทาเคอูจิ ที่ดำเนินกิจการโรงแรม Gamagori Hotel ทางตอนกลางของญี่ปุ่นเผยว่า “การยกเลิกจากบริษัททัวร์ในจีนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าของเราประมาณ 50-60% เป็นคนสัญชาติจีน หวังว่าสถานการณ์จะสงบลงเร็วๆ นี้ แต่ดูเหมือนจะต้องใช้เวลา”

    จีนแสดงท่าทีชัดเจนว่าโกรธแค้นทาคาอิจิ จึงได้เรียกเอกอัครราชทูตโตเกียวเข้าพบ และสื่อทางการจีนรายงานว่าได้เลื่อนการฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นอย่างน้อย 2 เรื่องออกไป

    แต่อู๋ ผู้จัดการบริษัททัวร์กล่าวว่า การทะเลาะวิวาทครั้งนี้จะไม่หยุดยั้งนักท่องเที่ยวที่ใฝ่ฝันถึงโตเกียว

    “พวกเขาเชื่อว่าบริการมีคุณภาพสูงและราคาสมเหตุสมผล” เขากล่าว “ชาวจีนจะยังคงอยากมาเยือนญี่ปุ่นต่อไป”

    Photo by RICHARD A. BROOKS / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/japan-businesses-brush-off-worries-over-china-tourists&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sKtUd48FpjzfVpo7f2DyR

  • น้ำท่วมหาดใหญ่ นักท่องเที่ยวติดค้างในโรงแรม-สนามบิน 1 พันคน รมว.ท่องเที่ยวเร่งช่วย

    น้ำท่วมหาดใหญ่ นักท่องเที่ยวติดค้างในโรงแรม-สนามบิน 1 พันคน รมว.ท่องเที่ยวเร่งช่วย

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา (น้ำท่วมหาดใหญ่) โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจชั้นในที่ได้รับผลกระทบหนัก ร้านค้า บ้านเรือนประชาชน และชุมชนรอบข้างถูกน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่สามารถเดินทางออกนอกพื้นที่ได้ 

    โดยรมว.ท่องเที่ยวได้หารือกับ นายกฤษฎา พุกกะทรัพย์ ผอ.ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่,น.ส.จิราวดี  อ่อนวงศ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสงขลา ,น.ส.อุไรวรรณ จันลาภ ผู้อำนวยการการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดสงขลา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

    โดยนายอรรถกร ได้ประสานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการจัดการส่งอาหาร และน้ำดื่ม ให้นักท่องเที่ยวที่ติดค้างในโรงแรมที่พัก และหากได้รับการประสานจากทางกงศุลร้องขอให้เขาช่วยเหลือนักท่องเที่ยวให้เร่งรีบดำเนินการและประสานรายงานผลให้ทางกงศุลทราบ

    อรรถกร ศิริลัทธยากร

    ส่วนการบริหารจัดการภายในสนามบินหาดใหญ่ ให้ทางสนามบินจัดจุดแจ้งขอความช่วยเหลือท่องเที่ยว และให้ตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับ เจ้าหน้าที่ TAC ในการรับเรื่อง และให้ความช่วยเหลือ

    นายอรรถกร เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนติดค้างกระจายตามโรงแรม เนื่องจากระดับน้ำสูงเกินกว่ารถทั่วไปจะเข้าถึงได้ ซึ่งในเรื่องนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้กำชับให้เร่งดูแลนักท่องเที่ยวทุกคนอย่างใกล้ชิด

    ทั้งชาวไทยและต่างชาติ และท่านได้สั่งการให้กรมชลประทานจัดบรรทุก 10 ล้อในการอำนวยความสะดวกส่งอาหาร น้ำดื่ม และรับนักท่องเที่ยว ที่ติดค้างในโรงแรมที่พัก ออกมายังศูนย์พักพิงหรือสนามบิน โดยให้ประสานปฎิบัติกับตำรวจท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง

    น้ำท่วมหาดใหญ่

    ในขณะนี้เนื่องจากกระแสน้ำไหลมาเร็วและแรง ทำให้รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้  ทำให้นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เดินทางยากลำบาก ต้องพึ่งพารถของกองทัพเท่านั้น

    เราจึงประสานรถขนาดใหญ่ขอกรมชลประทานเข้าช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ได้ประสานร้านอาหารหลายแห่งในพื้นที่ให้ทยอยนำอาหารและน้ำดื่มไปแจกจ่ายแก่ผู้ติดค้างอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

    ช่วยเหลือผํได้รับผลกระทบน้ำท่วมหาดใหญ่

    ในส่วนของสถานการณ์ในท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ยังมีผู้โดยสารตกค้างอยู่นั้น คาดว่า ภายใน 2–3 วันนี้ จะมีประมาณ 800–1,000 คน เนื่องจากการเดินทางเข้าตัวเมืองทำได้ลำบาก

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงได้ประสานให้สนามบินจัดจุดช่วยเหลือ พร้อมจัดเตรียมน้ำดื่ม อาหาร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน และของใช้จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องพักค้าง

    โดยเฉพาะจุดปฐมพยาบาลและโซนห้องน้ำต้องเพียงพอต่อความต้องการ โดยตนได้กำชับตำรวจท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ TAC ได้จัดเวรผลัดเปลี่ยนให้การดูแลตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว

    ทั้งนี้ทุกหน่วยงานได้เร่งปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลัง ทั้งจังหวัดสงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ ตำรวจท่องเที่ยว หน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนอาหารและน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ

    ผมประเมินว่า สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายในช่วง 2–3 วันนี้ หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติม ก็จะทำให้การระบายน้ำสามารถดำเนินได้เต็มประสิทธิภาพ

    น้ำท่วมหาดใหญ่ นักท่องเที่ยวติดค้างในโรงแรม-สนามบิน 1 พันคน รมว.ท่องเที่ยวเร่งช่วย

    นายอรรถกร กล่าวย้ำว่า รัฐบาลโดยการนำของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติทุกคน และจะดูแลอย่างใกล้ชิด จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ 

    ทั้งนี้ นายอรรถกร ได้เดินตรวจเยี่ยมและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ตกค้างภายในสนามบิน โดยเป็นส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่ขับรถมาเที่ยว และประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านพักในอำเภอหาดใหญ่ได้

    โดยนายอรรถกรขอให้ทางสนามบินได้จัดจุดบริการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำนักท่องเที่ยว และให้บริการน้ำและอาหาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.thansettakij.com/business/tourism/644700&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QwtbuFFFt3_H5ICP13hSZ

  • ไทยศักยภาพสูงสร้างท่าอวกาศยานของประเทศ ดึงเงินลงทุน หนุนเศรษฐกิจใหม่

    ไทยศักยภาพสูงสร้างท่าอวกาศยานของประเทศ ดึงเงินลงทุน หนุนเศรษฐกิจใหม่

    ไทยศักยภาพสูงสร้างท่าอวกาศยานของประเทศ ดึงเงินลงทุน หนุนเศรษฐกิจใหม่

    ประเทศไทยก้าวอีกขั้นสู่ยุคเศรษฐกิจอวกาศใหม่ (New Space Economy) หลัง GISTDA ร่วมกับ KPMG เปิดเผยผลสรุปจากการประชุมเชิงปฏิบัติการของโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าอวกาศยานประเทศไทย (Thailand Spaceport)  ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21

    โดยผลการประเมินเบื้องต้นชี้ว่า ไทยมีศักยภาพเพียงพอในการสร้างท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์ มีความเป็นไปได้สูง ทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ การเงิน และการพัฒนาคนรุ่นใหม่ รวมทั้งอาจก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมอวกาศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ผลการประเมินเบื้องต้น ระบุพื้นที่เหมาะสม 3 แห่ง ได้แก่

    • เกาะจวง/เกาะจาน จ.ชลบุรี เหมาะกับการส่งแบบแนวดิ่ง เด่นด้านการใช้ประโยชน์พื้นที่และผลกระทบต่อประชาชนน้อย
    • แหลมสนอ่อน จ.สงขลา เหมาะกับการส่งแบบแนวดิ่ง แต่อาจยังผลกระทบกับพื้นที่ชุมชน
    • สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เด่นด้านโลจิสติกส์ เหมาะกับการส่งแบบแนวราบ และมีศักยภาพพัฒนาเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต

    KPMG เผยผลการศึกษาว่า การมี Spaceport จะช่วย

    • สร้างอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุน
    • ยกระดับทักษะ STEM พร้อมสร้างอาชีพแห่งอนาคตให้เยาวชน โดยเริ่มจาก suborbital launch
    • เพิ่มความเป็นอิสระของชาติ ในการส่งดาวเทียมและพัฒนานวัตกรรม
    • หนุนไทยสู่ “Space-Faring Nation” ซึ่งหลายประเทศในภูมิภาคเริ่มแข่งขันกันอย่างเข้มข้น

    ผลการศึกษาเป็น “สัญญาณสำคัญ” ว่าไทยไม่เพียงพร้อม แต่ยังมีศักยภาพสูงในการสร้างท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์ของตัวเอง และอาจเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ระดับหมื่นล้านบาท พร้อมปั้นคนรุ่นใหม่สู่สายงานอวกาศ หนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

    การประชุมเชิงปฏิบัติการของโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าอวกาศยานประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/733866&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dZMF47TPd7z8nlZqmfcbA

  • เวียดนามผงาดผู้นำอาเซียนด้านความเชื่อมั่นผู้บริโภค เศรษฐกิจ-การเมืองมีเสถียรภาพ

    เวียดนามผงาดผู้นำอาเซียนด้านความเชื่อมั่นผู้บริโภค เศรษฐกิจ-การเมืองมีเสถียรภาพ

    ผลการศึกษาจากธนาคารยูโอบี (UOB) ในสิงคโปร์ระบุว่า เวียดนามยังคงเป็นผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนในด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เนื่องด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจเชิงบวกและความเชื่อมั่นในการเงินส่วนบุคคล

    รายงานระบุว่า เวียดนามทำ “คะแนนสูงสุด” ในดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอาเซียนของยูโอบีอยู่ที่ 67 คะแนน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่อยู่ที่ 54 คะแนน โดยผู้บริโภคชาวเวียดนามแสดงความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมในเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ แม้เผชิญกับความไม่แน่นอนทั่วโลก

    พอล คิม หัวหน้าฝ่ายการบริการทางการเงินส่วนบุคคลของยูโอบี เวียดนามกล่าวว่า แม้เผชิญอุปสรรคระดับโลก แต่เวียดนามได้พิสูจน์ให้เห็นรากฐานอันแข็งแกร่งและทิศทางนโยบายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขับเคลื่อนการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นและการให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินยิ่งขึ้น

    Photo by MANAN VATSYAYANA / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/vietnam-leads-asean-in-consumer-optimism-uob-study&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O8MC2sbuokjjealuJ-fxG

  • คมคุย คมคิด : การท่องเที่ยว…ฟันเฟืองเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ อาทิตย์ที่ 23-11-68 เวลา 19:30 น.

    คมคุย คมคิด : การท่องเที่ยว…ฟันเฟืองเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ อาทิตย์ที่ 23-11-68 เวลา 19:30 น.

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/fmrNZA5y2lM&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZGkuih4LjwGvoN-6v4eUj

  • ลุยเข็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อSMEแสนล้าน ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยันพร้อมหั่นดบ.กระตุ้นศก.เพิ่ม

    ลุยเข็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อSMEแสนล้าน ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยันพร้อมหั่นดบ.กระตุ้นศก.เพิ่ม

    ‘ผู้ว่าแบงก์’ ลุยเข็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี 1 แสนล้านบาท ขึ้นเกณฑ์ค้ำ 10-30% แจงเร่งสรุปรายละเอียดภายในปีนี้ ก่อนคิกออฟปี 69 ยันพร้อมหั่นดอกเบี้ยหากจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม เดินหน้าดูแลค่าบาทให้อยู่ในระดับเหมาะสม

    23 พ.ย. 2568 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ธปท. ยังอยู่ระหว่างการหารือกระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทยในการเร่งผลักดันมาตรการสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ เนื่องจากสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่อง 13 ไตรมาส เนื่องจากสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อตาม credit cost ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมองว่าหากสินเชื่อดังกล่าวยังคงหดตัวต่อไปจะเป็นปัญหาทำให้เศรษบกิจไทยไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างมีศักยภาพ

    สำหรับโครงการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีนั้น จะเป็นการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกในการค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอี เพื่อลดความเสี่ยงของ credit cost จากการที่สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท โดยเบื้องต้นจะใช้เม็ดเงินที่เหลือจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) รองรับการดำเนินการ วงเงินปล่อยกู้ต่อราย คาดว่าจะอยู่ที่ 50-100 ล้านบาท โดยกลไกนี้จะลดความเสี่ยงด้านเครดิตให้ธนาคาร 10-30% เช่น หากเป็นผู้ประกอบการที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อยู่ที่ 10% และผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อยู่ที่ 30% โดยกลไกนี้จะง่ายและไม่ซับซ้อน และช่วยให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น

    ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักที่สอดรับกับ Reinvent Thailand และอื่น ๆ เช่น ค่าปลีก ค่าส่ง กลุ่มที่มีศักยภาพในการปรับตัว กลุ่มที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่น ปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้ local content เป็นต้น และอุตสาหกรรมที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น อาหารแปรรูป เกษตรแปรรูป Wellness เป็นต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือในรายละเอียดคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2568 และสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569

    ผู้ว่าการ ธปท. ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอให้ดำเนินมาตรการ QE ว่า สำหรับประเทศไทยนั้นมาตรการดังกล่าวอาจจะมีผลค่อนข้างจำกัด เนื่องจากจุดประสงค์หลักของมาตรการ QE คือการกดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวให้ลดลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกตลาดเงิน แต่ในบริบทของเศรษฐกิจไทยการจะเร่งให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อเศรษฐกิจได้จริงก็ต่อเมื่อสถาบันการเงินมีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการเร่งผลักดันโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    ในส่วนนโยบายการเงินนั้น นายวิทัย ระบุว่า ขณะนี้ยังมีช่องว่างเพียงพอที่จะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก หากข้อมูลชี้ถึงความจำเป็นในการสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น แต่การตัดสินใจทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับการประเมินข้อมูลและสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นเป็นสำคัญด้วยเช่นกัน

    ทั้งนี้ มองว่าปัญหาหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าในขณะนี้ มาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาสังคมสูงวัย และความไม่แน่นอนในการลงทุนมากกว่าเรื่องต้นทุนทางการเงิน โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่า

    “ธปท. ต้องคอยดูข้อมูลเศรษฐกิจอย่างละเอียด แต่ยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นกว่าเดิมถ้ามีความจำเป็นที่นโยบายการเงินจะสามารถซัพพอร์ตเศรษฐกิจได้ แต่ในรายละเอียดต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจที่ไม่ดีนั้นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นการลดอัตราดอกเบี้ยจึงมีผลจำกัด แต่ถามว่าลดดอกเบี้ยแล้วก็มีผลที่ช่วยทำให้คนจ่ายหนี้ได้มากขึ้น เป็นหนี้เสียน้อยลง ดังนั้นหากถามว่าอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ คงตอบไม่ได้ เพราะต้องมาพิจารณาถึงสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นด้วย” นายวิทัย กล่าว

    นอกจากนี้ ในส่วนของแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา หลัก ๆ เป็นผลจากการอ่อนค่าลงของดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันพบว่าดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าไปแล้วกว่า 7% ขณะที่เงินบาทปรับแข็งเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นแล้ว 5% เนื่องจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ, เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าตลาดพันธบัตรและเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ​ (FDI), การซื้อขายทองคำของคนไทย และภาวะการเมืองไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้เงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้จากระดับ 34.10 บาทในช่วงปลายปี 2567 เป็น 32.48 ในช่วงไตรมาส 4/2568

    โดย ธปท. ยืนยันว่าอยากเห็นค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการสะท้อนสถานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริง เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะยังมีข้อจำกัดเรื่องปัจจัยพื้นฐานอยู่ โดยคาดหวังว่าในปี 2569 ดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะปรับตัวลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาคส่งออกที่จะเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้นหลังจากช่วงที่ผ่านมาได้มีการเร่งส่งออกค่อนข้างมาก

    “เหตุที่ ธปท. ไม่เข้าไปแทรกแซงค่าเงินเพราะเราอยู่ภายใต้ 3 เกณฑ์ของสหรัฐฯ ที่มีผลบังคับใช้กับประเทศคู่ค้ามาต่อเนื่องหลายปี ได้แก่ 1. เกินดุลกับสหรัฐฯ 1.5หมื่นล้านดอลลาร์ 2. มี Current Account หรือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดบวกมากกว่า 3% และ 3.การแซกแทรกอัตราแลกเปลี่ยนรวมไม่เกิน 2% ของจีดีพี ซึ่งปัจจุบันเรามักจะเข้าเกณฑ์ข้อ 1 และ 2 อยู่แล้ว ดังนั้น ธปท. จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในเกณฑ์ข้อ 3 เพราะหากเราเข้าทั้งหมด 3 เกณฑ์ นั่นหมายถึงเราบริหารจัดการค่าเงินผิดเกณฑ์ ดังนั้นในสภาวะเช่นนี้ หน้าที่ของ ธปท. คือการลดความผันผวนของค่าเงิน แต่หากเกิดภาวะวิกฤติหรือจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องเข้าไปดูแลค่าเงินบาทมากกว่าเดิม ธปท. ก็พร้อมเต็มที่” นายวิทัย กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/900971/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw036VWuYbVS2puihx2CYEZ_

  • ธปท. ส่งสัญญาณ! พร้อมใช้นโยบายดอกเบี้ย สนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

    ธปท. ส่งสัญญาณ! พร้อมใช้นโยบายดอกเบี้ย สนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่า พร้อมใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ยังมีช่องว่างให้สามารถลดลงได้อีก ทั้งนี้ ต้องขึ้นกับข้อมูลของเศรษฐกิจไทยที่จะออกมาในช่วงก่อนการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.ครั้งหน้า ในวันที่  17 ธันวาคม  2568 ซึ่งจะเป็นครั้งสุดท้ายของปี 2568 อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการลดดอกเบี้ยมีผลจำกัดต่อเศรษฐกิจไทย แต่สิ่งสำคัญคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    นอกจากนี้ นายวิทัย ระบุว่า ความท้าทายของประเทศไทย คือการมีเครื่องมือนโยบายทางการเงินที่จำกัด โดยเครื่องมือของนโยบายการเงินในบริบทโครงสร้างประเทศไทย หลักๆคือเรื่องของดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งถือเป็นเรื่องเดียวที่เป็นความท้าทาย

    โดยปัญหาของเศรษฐกิจไทยที่ไม่เติบโตหรือเงินเฟ้อต่ำนั้น มาจากพื้นฐานเชิงโครงสร้าง ขีดความสามารถทางการแข่งขันที่มีน้อย ซึ่งไทยไม่มีอุตสาหกรรมที่สามารถแข่งขันได้ดี ขาด  New S Curve หรือ ภาวะที่ธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ ไม่มีแหล่งการเติบโตใหม่ๆ หรืออุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทดแทน ขาด Competitive advantage หรือ การที่ธุรกิจไม่มีคุณลักษณะหรือกลยุทธ์เฉพาะที่ทำให้ตนเองเหนือกว่าคู่แข่งในตลาดนอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่อง การเข้าสู่สังคมสูงวัย รวมถึงเรื่องหนี้ครัวเรือน และปัญหาอื่นๆอีกที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง 

    ซึ่งพวกนี้จะไม่สามารถกระตุ้นด้วยการลดดอกเบี้ยได้มันต้องใช้การลดดอกเบี้ยเพื่อคงสภาพสภาพคล่อง  และช่วยดูแลและใช้มาตรการอื่นๆส่งเสริมร่วมด้วย

    ส่วน สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ นายวิทัย ระบุว่า เกิดจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า และรายได้จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย จากการที่ไทยเร่งส่งออกในที่ช่วงที่ผ่านมาที่มีปริมาณสูง 

    ซึ่งที่ผ่านมา การแข็งค่าของเงินบาทสอดคล้องกับหลายสกุลเงินในภูมิภาค โดยมีบางประเทศที่ค่าเงินอ่อนค่าจากปัจจัยเฉพาะ เช่น เวียดนาม ที่ผู้ส่งออกบางส่วนไม่แลกรายได้จากดอลล่าร์สหรัฐเป็นเงินดอง และมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น

    นายวิทัย ยอมรับว่า อยากเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ พร้อมยอมรับว่าการดูแลค่าเงินบาทยังมีข้อจำกัด เนื่องจากสหรัฐมีหลักเกณฑ์การแทรกแซงค่าเงินบาท โดย ธปท. จะเข้าดูแลไม่ให้เงินบาทผันผวนเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีหน้าค่าเงินบาทน่าจะมีทิศทางดีขึ้น จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่น่าจะลดลง

    ทั้งนี้ เกณฑ์การพิจารณาของ กระทรวงการคลัง (ในช่วง 12 เดือน) ที่อาจเข้าข่ายเป็นการบิดเบือนค่าเงิน  (currency manipulator) ประกอบด้วย 3 ข้อ ได้แก่
    1. เกินดุลการค้าและบริการกับสหรัฐมากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
    2. ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account: CA) มากกว่า  3% ของ GDP
    3. แทรกแซงค่าเงินด้านซื้อเงินตราต่างประเทศ  (Forienge exchange)  สุทธิรวมมากกว่า  2% 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/262079&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zCr_oVs9wCCTBimpp_XlK

  • “เมืองน่าอยู่” ต้องเปิดรับคนทุกกลุ่ม ชู GREEN HUG ดันเศรษฐกิจ

    “เมืองน่าอยู่” ต้องเปิดรับคนทุกกลุ่ม ชู GREEN HUG ดันเศรษฐกิจ

    อายิโนะโมะโต๊ะ ชู ‘เก็บดี มีสุข‘ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนทางธุรกิจ สมิชฌน์ เพ็ชร์ดี ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำเสนอโครงการ “เก็บดี มีสุข” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเชิญชวนให้ผู้บริโภคเก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งคืน

    เรามุ่งมั่นที่จะสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยจัดช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถส่งคืนบรรจุภัณฑ์แล้วนำไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

    บรรจุภัณฑ์ที่รวบรวมได้จะถูกนำไป upcycling เป็นโต๊ะ เก้าอี้ เพื่อนำไปมอบให้กับโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร ส่วนที่เหลือก็จะถูกนำไปทำเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นตัวอย่างของการดำเนินงานที่ตอบโจทย์สังคมอยู่ดีมีสุขอย่างแท้จริง

    จุฬาฯ ใช้พื้นที่สีเขียวเป็นสะพานเชื่อมเจนเนอเรชัน

    ในส่วนของการสร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง ผศ.ดร.จรัสพัฒน์ พฤกษารัตน์วุฒิ ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทของพื้นที่สีเขียวว่า ควรเป็นมากกว่าแค่ความสวยงาม แต่เป็นเครื่องมือในการ “ลดช่องว่างระหว่างเจน และระหว่างวัย ให้ผู้คนมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน”

    นอกจากนี้ ยังได้เปิดเผยถึงแผนการเปลี่ยนพื้นที่ บรรทัดทองสู่โมเดลยั่งยืน เพื่อปลดล็อกปัญหาขยะและน้ำเสียของพื้นที่ โดยกลยุทธ์สำคัญคือ การสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม (Co-ownership) ให้กับร้านค้าและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

    “การขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ การสร้างความรู้สึกว่าผู้เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของร่วม…ต้องค่อยๆเดินไปพบเขาให้เขาเกิดความรู้สึกว่าเป็นมิตรกับเรา แล้วสร้างความความเป็นเจ้าของร่วมกัน”

    งาน GREEN HUG ตลาดนัดรักษ์โลก จัดขึ้นที่ จุฬาฯ ซอย 5 ระหว่างวันที่ 22–23 พฤศจิกายน 2025 โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ซึ่ง วันที่ 22 พฤศจิกายน ถือเป็นการเริ่มต้นวันแรกด้วยกิจกรรมที่อัดแน่น ดีต่อโลก และดีต่อใจ สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมงานได้อีก 1 วัน ในวันพรุ่งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860823&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JR1AkcJBUOVMr-MUvcB92

  • ไทยศักยภาพสูงสร้างท่าอวกาศยานของประเทศ ดึงเงินลงทุน หนุนเศรษฐกิจใหม่

    ไทยศักยภาพสูงสร้างท่าอวกาศยานของประเทศ ดึงเงินลงทุน หนุนเศรษฐกิจใหม่

    ไทยศักยภาพสูงสร้างท่าอวกาศยานของประเทศ ดึงเงินลงทุน หนุนเศรษฐกิจใหม่

    ประเทศไทยก้าวอีกขั้นสู่ยุคเศรษฐกิจอวกาศใหม่ (New Space Economy) หลัง GISTDA ร่วมกับ KPMG เปิดเผยผลสรุปจากการประชุมเชิงปฏิบัติการของโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าอวกาศยานประเทศไทย (Thailand Spaceport)  ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21

    โดยผลการประเมินเบื้องต้นชี้ว่า ไทยมีศักยภาพเพียงพอในการสร้างท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์ มีความเป็นไปได้สูง ทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ การเงิน และการพัฒนาคนรุ่นใหม่ รวมทั้งอาจก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมอวกาศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ผลการประเมินเบื้องต้น ระบุพื้นที่เหมาะสม 3 แห่ง ได้แก่

    • เกาะจวง/เกาะจาน จ.ชลบุรี เหมาะกับการส่งแบบแนวดิ่ง เด่นด้านการใช้ประโยชน์พื้นที่และผลกระทบต่อประชาชนน้อย
    • แหลมสนอ่อน จ.สงขลา เหมาะกับการส่งแบบแนวดิ่ง แต่อาจยังผลกระทบกับพื้นที่ชุมชน
    • สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เด่นด้านโลจิสติกส์ เหมาะกับการส่งแบบแนวราบ และมีศักยภาพพัฒนาเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต

    KPMG เผยผลการศึกษาว่า การมี Spaceport จะช่วย

    • สร้างอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุน
    • ยกระดับทักษะ STEM พร้อมสร้างอาชีพแห่งอนาคตให้เยาวชน โดยเริ่มจาก suborbital launch
    • เพิ่มความเป็นอิสระของชาติ ในการส่งดาวเทียมและพัฒนานวัตกรรม
    • หนุนไทยสู่ “Space-Faring Nation” ซึ่งหลายประเทศในภูมิภาคเริ่มแข่งขันกันอย่างเข้มข้น

    ผลการศึกษาเป็น “สัญญาณสำคัญ” ว่าไทยไม่เพียงพร้อม แต่ยังมีศักยภาพสูงในการสร้างท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์ของตัวเอง และอาจเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ระดับหมื่นล้านบาท พร้อมปั้นคนรุ่นใหม่สู่สายงานอวกาศ หนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

    การประชุมเชิงปฏิบัติการของโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าอวกาศยานประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/733866&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dZMF47TPd7z8nlZqmfcbA