Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธปท. ปรับเป้า GDP ปี 69 โต 2.0% อานิสงส์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ส่งออกโต 13%

    ธปท. ปรับเป้า GDP ปี 69 โต 2.0% อานิสงส์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ส่งออกโต 13%

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัว 2.0% จากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่มองว่า GDP จะขยายตัวเพียง 1.5% หลังจากได้รับผลกระทบของสงครามและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    ขณะที่ปี 2570 อัตราการขยายตัวมีแนวโน้มชะลอลง โดยคาดว่า GDP ทั้งปีจะอยู่ที่ 1.7% หลังจากที่ในปี 2569 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 ระบุว่า มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นชั่วคราว ตามราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน รวมทั้งผลของปรากฏการณ์เอลนีโญและมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาล โดยคาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 3% และในบางเดือนเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงเกิน 5% จากพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทเพื่อใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสและการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะสูงสุดที่ 5.2% ในเดือน ต.ค.ปีนี้

    ขณะที่ในปี 2570 คาดว่าเงินเฟ้อจะลดลงอยู่ที่ประมาณ 1.4% จากราคาพลังงานที่คาดว่าจะลดลงหลังสงครามตะวันออกกลางยุติ

    อย่างไรก็ตาม นายวิทัย ย้ำว่า ธปท. ไม่ได้กังวลเรื่องเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เพียงแค่ส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นตามคาดการณ์เท่านั้น เนื่องจากมองว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มปรับลดลงในไตรมาส 2 ปี 2570 และเข้าสู่กรอบ 1-3% ดังนั้น จึงประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังคงอยู่ในระดับ 1.0% ต่อไป โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะมีการประชุมเพื่อตัดสินนโยบายดอกเบี้ยครั้งต่อไปในวันที่ 24 มิ.ย. 2569 และ ธปท. ยังคงยืนยันว่าไทยไม่ได้มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation

    นอกจากนี้ ธปท. ยืนยันว่า ไม่ได้กังวลกับภาวะขาดดุลคู่ขนาน หรือ Dual Deficit ที่จะมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพร้อมกับการขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนเม.ย. 2569 ที่ 7.6 ล้านเหรียญสหรัฐ มองว่าจะเป็นภาวะชั่วคราวที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

    แต่เมื่อมองไปข้างหน้า ประเมินว่าดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2569 มีโอกาสเข้าใกล้ระดับศูนย์ หลังจากที่ดุลการค้ามีแนวโน้มกลับมาเกินดุลในไตรมาส 4 ของปีนี้ พร้อมกับประเมินว่าการส่งออกของไทยในปีนี้ จะยังเติบโตได้ดีอยู่ที่ประมาณ 12-13% จากคาดการณ์เดิมที่มองว่าจะขยายตัว 8.1%

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2936997&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-xNopf5fSJ7ttK69FWgQC

  • ไทยช่วยไทยพลัส ใช้จ่ายพุ่ง 2,581 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ

    ไทยช่วยไทยพลัส ใช้จ่ายพุ่ง 2,581 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ


    “ไทยช่วยไทย พลัส” แรงไม่หยุด! ทะลุ 2,581 ล้านบาท แล้ว หลังเปิดใช้วานนี้ – วันนี้ 11.00 น. รวมรายการใช้จ่าย 17.71 ล้านครั้ง 

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ว่า โครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและบทบาทของมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวมทั้งสิ้น 2,581.03 ล้านบาท

    ทั้งนี้ แบ่งเป็นการใช้จ่ายในส่วนของประชาชน จำนวน 1,078.18 ล้านบาท และภาครัฐร่วมสนับสนุนการใช้จ่าย จำนวน 1,502.85 ล้านบาท

    สำหรับจำนวนผู้เข้าร่วมใช้จ่ายผ่านโครงการฯ มีแล้วกว่า 10.09 ล้านคน เกิดรายการใช้จ่ายรวม 17.71 ล้านครั้ง ขณะที่มีร้านค้าเข้าร่วมและมีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วกว่า 711,000 ร้านค้า ทั่วประเทศ

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น และธุรกิจชุมชนทั่วประเทศ

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญสร้างสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจฐานราก และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ทั้งนี้ รัฐบาลจะได้ติดตามการดำเนินการโครงการฯ เพื่อให้จัดทำเป็นข้อมูลมหภาคเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/43353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38A0tKaRhwpPw1y2Xsh-aa

  • บริษัทต่างชาติเดินหนีออกจากคิวบาหลังสหรัฐเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร

    บริษัทต่างชาติเดินหนีออกจากคิวบาหลังสหรัฐเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร

    บริษัทต่างชาติจำนวนมากเร่งถอนตัวออกจากคิวบาอย่างรวดเร็วก่อนครบกำหนดเวลาที่สหรัฐกำหนดให้ตัดความสัมพันธ์กับกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ GAESA ของกองทัพคิวบา ซึ่งมีกำหนดในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ การเดินหนีของบริษัทเหล่านี้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของเกาะแคริบเบียนที่กำลังประสบปัญหาวิกฤตด้านพลังงานจากการคว่ำบาตรของสหรัฐที่เริ่มต้นในเดือนมกราคม

    การถอนตัวของบริษัทข้ามชาติ

    ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกคำสั่งบริหารเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม เพื่อตรึงทรัพย์สินของกลุ่ม GAESA ในสหรัฐและลงโทษบริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจกับกลุ่มนี้ สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศของสหรัฐ (OFAC) กำหนดให้บริษัทเหล่านี้ปรับกิจกรรมของตนภายในวันศุกร์นี้

    กลุ่มโรงแรมแคนาดา Blue Diamond Resorts ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญในภาคการท่องเที่ยวของคิวบา ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่าจะปิดการดำเนินงานในเกาะนี้ โดยอ้างสภาพการท่องเที่ยวที่ยากลำบาก

    กลุ่มโรงแรมสเปนเดินหนี

    แหล่งข่าวหลายแห่งเผยให้ AFP ทราบเมื่อวันอังคารว่า กลุ่มโรงแรมสเปน Iberostar กำลังถอนตัวจากโรงแรมในคิวบาจำนวนกว่าสิบแห่งที่จัดการร่วมกับบริษัทที่เชื่อมโยงกับ GAESA

    “ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน Iberostar จะถอนตัวจากโรงแรมทั้งหมดที่ดำเนินการร่วมกับ Gaviota” แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยืนยัน Gaviota เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม GAESA

    กลุ่มโรงแรมอีกสองแห่งคือ Melia ของสเปนและ Archipelago International ของอินโดนีเซีย กำลังพิจารณาลดกิจกรรมหรือถอนตัวจากคิวบาอย่างสมบูรณ์

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    นักเศรษฐศาสตร์และที่ปรึกษาชาวคิวบา Daniel Torralbas กล่าวกับ AFP ว่า “ผลกระทบระยะสั้นต่อเศรษฐกิจคิวบาจากการที่บริษัทระหว่างประเทศเหล่านี้จากไปนั้นรุนแรงมาก” เขาเสริมว่าปี 2026 เป็น “ปีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของคิวบาในรอบ 70 ปีที่ผ่านมา”

    บริษัทขนส่งสินค้าทางเรือชาวยุโรป CMA CGM ของฝรั่งเศสและ Hapag-Lloyd ของเยอรมนี ประกาศระงับการรับจองขนส่งสินค้าไปคิวบาชั่วคราว โดยอ้างคำสั่งบริหารของ Trump

    การตอบโต้ของคิวบา

    รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ Marco Rubio ผู้มีเชื้อสายคิวบา-อเมริกันและเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์ฮาวานาที่รุนแรงที่สุด กล่าวหาว่า GAESA ทำให้ชนชั้นนำร่ำรวยโดยเอาเปรียบประชาชนธรรมดา

    ฮาวานาตอบโต้ข้อกล่าวหาเมื่อวันอังคาร โดยยืนยันว่ากลุ่ม GAESA ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแรงถ่วงดุลที่จำเป็นต่อการคว่ำบาตรทางการค้าของสหรัฐที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1962 คิวบาเรียกมาตรการนี้ว่าเป็น “การเพิ่มความรุนแรงที่เข้มข้น ไม่สมส่วน และอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างคิวบาและสหรัฐในยุคปัจจุบัน”

    The US government has targeted GAESA, a conglomerate controlled by Cuba's military

    The US government has targeted GAESA, a conglomerate controlled by Cuba’s military

    2026 has been the worst year for Cuba's economy in 70 years, one economist says

    2026 has been the worst year for Cuba’s economy in 70 years, one economist says

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/foreign-companies-flee-cuba-us-sanctions-gaesa&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nI8PW9OX0mgRgPYKZInwd

  • รัฐบาล หนุน “บุญบั้งไฟพนมไพร” สู่ Soft Power ไทย ยกระดับมรดกวัฒนธรรมอีสาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของชาติ

    รัฐบาล หนุน “บุญบั้งไฟพนมไพร” สู่ Soft Power ไทย ยกระดับมรดกวัฒนธรรมอีสาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของชาติ

    รัฐบาล หนุน “บุญบั้งไฟพนมไพร” สู่ Soft Power ไทย ยกระดับมรดกวัฒนธรรมอีสาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของชาติ

    (1 มิ.ย. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรมไทยในฐานะ “Soft Power” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาติ และสามารถต่อยอดเป็นพลังทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ชาวไทยได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมสืบสานคุณค่าทางศาสนา วัฒนธรรม และความสามัคคีของชุมชนไทย

    กรณีการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟอำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2569 ถือเป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญาของชุมชนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยประเพณีดังกล่าวเริ่มต้นจากการรวมพลังของชุมชนในการประกอบกิจกรรมทางศาสนา ทำบุญ และแสดงออกถึงความศรัทธา ก่อนจะพัฒนาเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

    “บั้งไฟ” จึงมิได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการขอฝนตามคติความเชื่อดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความผูกพันระหว่างวิถีชีวิตของประชาชนกับพระพุทธศาสนา เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น งานช่างฝีมือ ศิลปะการแสดง และความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนทุกช่วงวัย

    รัฐบาลมองว่า ประเพณีบุญบั้งไฟเป็นตัวอย่างของการนำทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางศรัทธามาสร้างคุณค่าในยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ “วิถีพุทธแบบไทย” และอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่สายตานานาชาติ ผ่านประเพณีที่สะท้อนทั้งความศรัทธา ความสร้างสรรค์ และความเข้มแข็งของชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย

    บุญบั้งไฟไม่ใช่เพียงเทศกาลของชาวอีสาน แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยทั้งชาติ เป็น Soft Power ที่สะท้อนพลังศรัทธาในพระพุทธศาสนา ควบคู่กับภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนไทย รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้ประเพณีไทยที่ทรงคุณค่าเช่นนี้ได้รับการต่อยอดสู่ระดับสากล เพื่อสร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น และสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยให้คนรุ่นใหม่สืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/73073&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f5mKAMIjIbLrGh5OwAz21

  • หอการค้าฯพบนายกฯ 10 มิ.ย.นี้ เสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจ

    หอการค้าฯพบนายกฯ 10 มิ.ย.นี้ เสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจ


    หอการค้าฯ 5 ภาค ระดมสมองเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปลดล็อก 4 กลุ่มสำคัญ ชงข้อเสนอภาคเอกชนต่อรัฐบาลรับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลก

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้จัดการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาค ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 30–31 พฤษภาคม 2569 โดยมีผู้นำหอการค้าจากทั่วประเทศกว่า 500 คน เข้าร่วมระดมความคิดเห็นและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากฐานรากสู่ระดับประเทศ

    การประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาคในครั้งนี้ เป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการในพื้นที่จริงทั่วประเทศ ทั้ง SMEs ภาคเกษตร อุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว บริการ พลังงาน และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตรงกับปัญหาและศักยภาพของแต่ละภูมิภาค

    “วันนี้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายทั้งจากโลกป่วนและไทยป่วย โลกป่วนคือความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ ห่วงโซ่อุปทานโลก เทคโนโลยี และกติกาการค้าใหม่ ส่วนไทยป่วยคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งผลิตภาพต่ำ ต้นทุนสูง กฎระเบียบซับซ้อน การเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยีของ SMEs รวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขันที่ต้องเร่งยกระดับอย่างจริงจัง หอการค้าจึงต้องทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงข้อเสนอจากพื้นที่ ไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายร่วมกับภาครัฐ” ดร.พจน์ กล่าว

    ทั้งนี้ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย อาทิ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้นำเสนอแนวทางการทำงานของภาครัฐในการปลดล็อกข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ การเร่งใช้เทคโนโลยีและ AI การสนับสนุนพลังงานสะอาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สะท้อนความท้าทายด้านการค้าโลก การยกระดับ SMEs การเข้าถึงแหล่งทุนรูปแบบใหม่ และการเร่งรัดการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรับอนาคต โดยเฉพาะการยกระดับ Digital & AI Transformation ให้เข้าถึงผู้ประกอบการทุกระดับ การเพิ่มผลิตภาพ การลดต้นทุน การขยายตลาด และการสร้างความสามารถใหม่ให้กับ SMEs ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ

    สำหรับประเด็นการระดมข้อเสนอ ที่ประชุมได้หารือแนวทางปลดล็อกเศรษฐกิจใน 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ การค้าและการลงทุน เกษตรและอาหาร การท่องเที่ยว และพลังงาน โดยเน้นการเร่งรัดการเปิดตลาดและ FTA การยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไปสู่มูลค่าเพิ่มสูง การเปลี่ยนการท่องเที่ยวจากจำนวนสู่คุณภาพ และการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและมาตรการคาร์บอน ซึ่งกำลังเป็นกติกาสำคัญของการค้าโลก

    อย่างไรก็ตามในระดับภูมิภาค หอการค้า 5 ภาคได้ร่วมกันนำเสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่สะท้อนจุดแข็งและปัญหาเฉพาะพื้นที่ อาทิ การพัฒนา Smart Farming และเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงในภาคกลาง การยกระดับผลไม้ สมุนไพร และเศรษฐกิจสุขภาพในภาคตะวันออก การพัฒนาการท่องเที่ยวริมโขงและโคเนื้อคุณภาพสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การผลักดันเทศกาลท่องเที่ยว กาแฟ และการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ในภาคเหนือ รวมถึงการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวตลอดปี ระเบียงสุขภาพอันดามัน และการยกระดับความปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในภาคใต้

    ขณะที่อีกหนึ่งวาระสำคัญของการประชุม คือ การส่งเสริมบทบาทของนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือ YEC ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสร้างผู้นำเศรษฐกิจรุ่นต่อไป โดยหอการค้าไทยมุ่งสนับสนุนให้ YEC เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ประกอบการรุ่นใหม่ข้ามจังหวัด ข้ามภูมิภาค และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ดร.พจน์ กล่าวว่า การประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาคครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการประชุมประจำปี แต่เป็นการรวมพลังของเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ เพื่อจัดทำข้อเสนอจากพื้นที่จริงไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะรวบรวมข้อเสนอจากการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาคครั้งนี้ จัดทำเป็นข้อเสนอเร่งด่วนเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาล โดยมีกำหนดนำคณะผู้บริหารหอการค้าไทยและตัวแทนหอการค้าจากภูมิภาคต่าง ๆ เข้าพบนายกรัฐมนตรีในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 เพื่อสะท้อนข้อเสนอของภาคเอกชนจากทั่วประเทศ และผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43336&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hU5OXwHeoR9Jd2Zc73Ler

  • เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    อุทยานฯ ภูลังกา เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน นักท่องเที่ยวสายมู-สายลุยคึกคัก ททท. อัดบิ๊กแคมเปญแจกคอลเลกชัน Limited Edition ปลุกกระแสท่องเที่ยวตลอดเดือน มิ.ย. นี้

    สายมู-สายลุย คึกคัก “อุทยานแห่งชาติภูลังกา” เปิดให้ท่องเที่ยว “ถ้ำนาคา” แล้ว หลังปิดฟื้นฟูไป 1 เดือน ด้าน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี อัดบิ๊กแคมเปญแจกคอลเลกชัน Limited Edition ปลุกกระแสท่องเที่ยวสีเขียวตลอดเดือนมิถุนายน 2569 นี้

    เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    ดีเดย์ 1 มิ.ย. 69 เปิดเที่ยว “ถ้ำนาคา” วันแรก สายมู-สายลุยคึกคัก!

    เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 อุทยานแห่งชาติภูลังกา จับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่ “ถ้ำนาคา” วันแรก นายอักษร มานะวงศ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูลังกา เปิดเผยว่า วันนี้ถือเป็นวันแรกของการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมถ้ำนาคา ฝั่งอำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ อีกครั้ง หลังจากทางอุทยานฯ ได้ทำการปิดปรับปรุงและปล่อยให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูความสมบูรณ์เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ซึ่งบรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางมารอขึ้นถ้ำเพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนภูลังกาและชมความงามของผืนป่าสีเขียวขจีกันอย่างไม่ขาดสาย

    โดยความพร้อมในฤดูกาลนี้ ทางอุทยานฯ ได้ทำการซ่อมแซมสิ่งอำนวยความสะดวกเรียบร้อยแล้ว พร้อมจัดวางกำลังทีมกู้ชีพกู้ภัยเพื่อดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมต้อนรับอย่างอบอุ่นจากกลุ่มมัคคุเทศก์ท้องถิ่น และนางรำที่พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดประจำจังหวัด มาร่วมฟ้อนรำบูชาปู่อือลือเพื่อความเป็นสิริมงคล

    เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    อุทยานฯ – ททท. อัดบิ๊กแคมเปญแจกคอลเลกชัน Limited Edition ปลุกกระแสท่องเที่ยว

    สำหรับการท่องเที่ยวในฤดูกาลสีเขียวปีนี้ “อุทยานแห่งชาติภูลังกา” ได้ร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวัฒนธรรมไทย ผ่านกิจกรรมไฮไลต์ต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกในแคมเปญ “#First100ผู้พิชิตถ้ำนาคา” มอบสิทธิ์พิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว 100 คนแรกของวันที่สามารถเดินทางขึ้นไปพิชิตจุดสูงสุดของถ้ำนาคา ในพื้นที่ตำบลโพธิ์หมากแข้ง อำเภอบึงโขงหลง จะได้รับสายรัดข้อมือจากด้านบนเพื่อนำมาแสดงและรับของที่ระลึก Limited Edition ชุด “Naka Green Season Collection” ประกอบด้วย ผ้าโพกหัว และผ้าคลุมไหล่ดีไซน์พิเศษเฉพาะปี 2569 ณ บูท ททท. บริเวณทางขึ้นอุทยานฯ

    นอกจากนี้ เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในท้องถิ่นและส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวระยะยาว ททท.ยังได้ขยายโอกาสให้กับนักท่องเที่ยวที่พลาดสิทธิ์ในวันแรก ผ่านแคมเปญต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน ภายใต้ชื่อ “#First100 Stay&Travel” ซึ่งเปิดโอกาสให้ร่วมลุ้นรับของที่ระลึกคอลเลกชันพิเศษส่งตรงถึงบ้านอีกจำนวน 100 รางวัล โดยมีกติกาง่าย ๆ เพียงแค่นักท่องเที่ยวเลือกจองและเข้าพัก ณ โรงแรมหรือที่พักที่ร่วมรายการในพื้นที่อำเภอบึงโขงหลง พร้อมสแกนลงทะเบียนผ่าน QR Code ณ จุดบริการของที่พัก จากนั้นเดินทางท่องเที่ยวและเช็กอินในพื้นที่อำเภอบึงโขงหลงหรืออำเภอใกล้เคียง แล้วโพสต์ภาพหรือวิดีโอความประทับใจลงบนสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว พร้อมติดแฮชแท็กสำคัญ อาทิ #StayAndTravel #บึงโขงหลง #บึงกาฬ #SabaideeSeason2026 และ #TATUdon ก่อนจะส่งหลักฐานการร่วมสนุกโดยการแคปเจอร์หน้าจอหรือส่งลิงก์โพสต์ดังกล่าวไปยัง Inbox ของแฟนเพจ Facebook ททท.สำนักงานอุดรธานี เพื่อรอประกาศผลรางวัลต่อไป

    เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1236717&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ooEBkxdZltfBzwRGukP7n

  • ดร.โจ สับไทยช่วยไทยพลัส แค่กระตุ้นเศรษฐกิจวันช็อต : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 2 มิ.ย.69

    ดร.โจ สับไทยช่วยไทยพลัส แค่กระตุ้นเศรษฐกิจวันช็อต : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 2 มิ.ย.69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@news1_live

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/CAPUsxHpysk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jp5IO3XwQxC7oxAipw21s

  • ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพบสื่อมวลชน (GovernorConnect)

    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพบสื่อมวลชน (GovernorConnect)

    งาน GovernorConnect

    rn

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    วันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2569

    rn”}}” id=”text-d91e582d36″>

    งาน GovernorConnect

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

    วันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2569

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้พูดคุยกับสื่อมวลชน โดยให้มุมมองต่อภาพเศรษฐกิจการเงินไทยในระยะข้างหน้า รวมถึงเล่าความคืบหน้าของมาตรการเฉพาะจุดของ ธปท. และทิศทางนโยบายสำคัญในระยะต่อไป สรุปประเด็นหลักดังนี้

    2. Update ผลและความคืบหน้ามาตรการเฉพาะจุด

    rn

    จากบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ธปท. มองว่าบทบาทในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในภาพใหญ่ จำเป็นต้องทำควบคู่กับการดูแลการเติบโตของเศรษฐกิจผ่านมาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยมาตรการเฉพาะจุดที่ได้ดำเนินการไปแล้วในระยะ 8 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่

    rn

     

    rn

      rn

    • การสร้างมาตรฐานและลดค่าธรรมเนียมเพื่อลดภาระประชาชน/SMEs ที่เพิ่งประกาศในราชกิจจาฯ  เพื่อให้การเก็บค่าธรรมเนียมให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป สามารถอธิบายได้ และมีมาตรฐาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อระบบธนาคารในระยะยาว และลดภาระให้กับประชาชน/SMEs โดยมาตรการดังกล่าวได้ปรับลดและยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ได้แก่ (1) บัญชีเงินฝาก 3 รายการ (2) บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 3 รายการ (3) ธุรกรรมการชำระเงิน 8 รายการ และ (4) การให้สินเชื่อ SMEs 5 รายการ ทั้งนี้ การปรับค่าธรรมเนียมดังกล่าว คาดว่าจะไม่เป็นภาระกับธนาคารมากนัก โดยคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 1.5 – 2% ของกำไรสุทธิของระบบ สง. โดยมาตรการนี้จะทยอยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ค. ไปจนถึง 1 ต.ค. 2569 เพื่อให้เวลาแก่ สง. เตรียมความพร้อมและปรับระบบ
      rn
    • rn

    rn

     

    rn

      rn

    • มาตรการดูแลค่าเงินบาท ผ่านการกำกับธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการกำหนดให้ร้านทองรายใหญ่รายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำที่สำคัญ (ประกาศเมื่อ 1 ม.ค. 2569) โดยที่ผ่านมา ส่งผลส่วนหนึ่งให้ correlation ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาทองคำลดลง จากที่เคยสูงถึง 80% ลดมาอยู่ที่ 40% ซึ่งอาจมีผลของราคาทองคำขาลงอยู่บ้าง อย่างไรก็ดี มูลค่าการซื้อขายทองคำในภาพรวม โดยเฉพาะปริมาณการถอนทองคำจากแพลตฟอร์มลดลงชัดเจน 
    • rn

    rn

     

    rn

      rn

    • มาตรการเฝ้าระวังธุรกรรมไม่พึงประสงค์ ผ่านการกำกับธุรกรรมถอนเงินสดมูลค่า ≥ 5 ล้านบาท และ ให้สถาบันการเงินรายงานธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ (ประกาศเมื่อ 1 เม.ย. 2569) ซึ่งมีผลทำให้การถอนเงินสดมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในเดือน เม.ย. พบว่าจำนวนรายการถอนเงินสดลดลง 28% และมูลค่าถอนเงินสดลดลง 25% จากค่าเฉลี่ยในไตรมาส 1/2569 และยังลดลงต่อเนื่องในเดือน พ.ค. ทั้งนี้ ในระยะถัดไป ธปท. เตรียมกำกับธุรกรรม “ฝากเงินสด” และ “แลกเงินสด” มูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปเพิ่มเติม โดยจะต้องแจ้งแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์ เพื่อสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ และทำให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น
    • rn

    rn

     

    rn

      rn

    • ชุดมาตรการช่วยพยุงเศรษฐกิจ
    • rn

    rn

    โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ลูกหนี้รายย่อย : ณ 31 พ.ค. 2569 มีลูกหนี้ที่เซ็นสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 102,277 บัญชี และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 200,000 บัญชีภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีอีกราว 93,000 บัญชีที่สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างก่อนเข้าโครงการ ซึ่งน่าจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ประชาชนได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนราย   

    rn

    SMEs Credit Boost เพื่อเป็นกลไกแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตให้กับสินเชื่อใหม่ให้กับกลุ่มธุรกิจศักยภาพ โดยปัจจุบันที่สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่อง 14 ไตรมาส ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนความเสี่ยงเครดิตที่สูง และความต้องการสินเชื่อที่ปรับลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งสถาบันการเงินได้ร่วมมือในการนำเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) มาช่วยเป็นกลไกแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิต โดย ณ 29 พ.ค. 2569 ยอดอนุมัติสินเชื่ออยู่ที่ประมาณ 5,400 ล้านบาท และภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ราว 40,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการขยายขอบเขตความช่วยเหลือไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางด้วย

    rn

    SMEs Secure+ (การผ่อนปรนเกณฑ์พิจารณาให้สินเชื่อโดยคำนึงถึงหลักประกันที่ดินเป็นการชั่วคราว): ธนาคารพาณิชย์ 14 แห่งเข้าร่วมแล้วและจะมี product program ภายในเดือน มิ.ย. 2569 โดยคาดว่าภายในเดือน มิ.ย. 2570 จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 50,000 ล้านบาท

    rn”}}” id=”02″>

    2. Update ผลและความคืบหน้ามาตรการเฉพาะจุด

    จากบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ธปท. มองว่าบทบาทในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในภาพใหญ่ จำเป็นต้องทำควบคู่กับการดูแลการเติบโตของเศรษฐกิจผ่านมาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยมาตรการเฉพาะจุดที่ได้ดำเนินการไปแล้วในระยะ 8 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่

    • การสร้างมาตรฐานและลดค่าธรรมเนียมเพื่อลดภาระประชาชน/SMEs ที่เพิ่งประกาศในราชกิจจาฯ  เพื่อให้การเก็บค่าธรรมเนียมให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป สามารถอธิบายได้ และมีมาตรฐาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อระบบธนาคารในระยะยาว และลดภาระให้กับประชาชน/SMEs โดยมาตรการดังกล่าวได้ปรับลดและยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ได้แก่ (1) บัญชีเงินฝาก 3 รายการ (2) บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 3 รายการ (3) ธุรกรรมการชำระเงิน 8 รายการ และ (4) การให้สินเชื่อ SMEs 5 รายการ ทั้งนี้ การปรับค่าธรรมเนียมดังกล่าว คาดว่าจะไม่เป็นภาระกับธนาคารมากนัก โดยคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 1.5 – 2% ของกำไรสุทธิของระบบ สง. โดยมาตรการนี้จะทยอยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ค. ไปจนถึง 1 ต.ค. 2569 เพื่อให้เวลาแก่ สง. เตรียมความพร้อมและปรับระบบ
    • มาตรการดูแลค่าเงินบาท ผ่านการกำกับธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการกำหนดให้ร้านทองรายใหญ่รายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำที่สำคัญ (ประกาศเมื่อ 1 ม.ค. 2569) โดยที่ผ่านมา ส่งผลส่วนหนึ่งให้ correlation ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาทองคำลดลง จากที่เคยสูงถึง 80% ลดมาอยู่ที่ 40% ซึ่งอาจมีผลของราคาทองคำขาลงอยู่บ้าง อย่างไรก็ดี มูลค่าการซื้อขายทองคำในภาพรวม โดยเฉพาะปริมาณการถอนทองคำจากแพลตฟอร์มลดลงชัดเจน 
    • มาตรการเฝ้าระวังธุรกรรมไม่พึงประสงค์ ผ่านการกำกับธุรกรรมถอนเงินสดมูลค่า ≥ 5 ล้านบาท และ ให้สถาบันการเงินรายงานธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ (ประกาศเมื่อ 1 เม.ย. 2569) ซึ่งมีผลทำให้การถอนเงินสดมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในเดือน เม.ย. พบว่าจำนวนรายการถอนเงินสดลดลง 28% และมูลค่าถอนเงินสดลดลง 25% จากค่าเฉลี่ยในไตรมาส 1/2569 และยังลดลงต่อเนื่องในเดือน พ.ค. ทั้งนี้ ในระยะถัดไป ธปท. เตรียมกำกับธุรกรรม “ฝากเงินสด” และ “แลกเงินสด” มูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปเพิ่มเติม โดยจะต้องแจ้งแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์ เพื่อสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ และทำให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น
    • ชุดมาตรการช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ลูกหนี้รายย่อย : ณ 31 พ.ค. 2569 มีลูกหนี้ที่เซ็นสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 102,277 บัญชี และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 200,000 บัญชีภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีอีกราว 93,000 บัญชีที่สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างก่อนเข้าโครงการ ซึ่งน่าจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ประชาชนได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนราย   

    SMEs Credit Boost เพื่อเป็นกลไกแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตให้กับสินเชื่อใหม่ให้กับกลุ่มธุรกิจศักยภาพ โดยปัจจุบันที่สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่อง 14 ไตรมาส ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนความเสี่ยงเครดิตที่สูง และความต้องการสินเชื่อที่ปรับลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งสถาบันการเงินได้ร่วมมือในการนำเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) มาช่วยเป็นกลไกแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิต โดย ณ 29 พ.ค. 2569 ยอดอนุมัติสินเชื่ออยู่ที่ประมาณ 5,400 ล้านบาท และภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ราว 40,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการขยายขอบเขตความช่วยเหลือไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางด้วย

    SMEs Secure+ (การผ่อนปรนเกณฑ์พิจารณาให้สินเชื่อโดยคำนึงถึงหลักประกันที่ดินเป็นการชั่วคราว): ธนาคารพาณิชย์ 14 แห่งเข้าร่วมแล้วและจะมี product program ภายในเดือน มิ.ย. 2569 โดยคาดว่าภายในเดือน มิ.ย. 2570 จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 50,000 ล้านบาท

    3. มาตรการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ (Upcoming)

    rn

      rn

    • การกำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) ข้อมูลจากผู้ให้บริการ BNPL รายใหญ่ 6-8 ราย ชี้ว่าการใช้งาน BNPL ขยายตัวเร็ว โดยมูลค่าการใช้สินเชื่อในปี 2567 ขยายตัว 38% จากปีก่อน ขณะที่จำนวนบัญชีเพิ่มจากประมาณ 6 แสนบัญชี ในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชี ในปี 2567 คิดเป็นการขยายตัวเฉลี่ยเกือบ 100% ต่อปี ทั้งนี้ การใช้สินเชื่อ BNPL ที่ใช้งานได้ง่าย แต่บางครั้งผู้บริโภคอาจได้รับวงเงินและการผ่อนจ่ายไม่รู้ตัว ซึ่งหากไม่จัดการให้ดี จะเสี่ยงทำให้ผู้บริโภคเป็นหนี้เร็วและก่อหนี้โดยไม่จำเป็นหรือไม่รู้ตัว โดยเฉพาะกลุ่มอายุน้อยและรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีหนี้และเป็น NPL สูงอยู่แล้ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว ธปท. อยู่ระหว่างพิจารณาเข้าไปกำกับผู้ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ในการให้บริการ เช่น กำหนดอายุขั้นต่ำ ประเภท/มูลค่าสินค้าขั้นต่ำ เพดานดอกเบี้ย การเสนอและตอบรับการใช้สินเชื่อ BNPL โดยคาดว่าจะเห็นแนวทางกำกับที่ชัดเจนภายในช่วงสิ้นปี 2569 นี้
    • rn

    rn”}}” id=”03″>

    3. มาตรการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ (Upcoming)

    • การกำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) ข้อมูลจากผู้ให้บริการ BNPL รายใหญ่ 6-8 ราย ชี้ว่าการใช้งาน BNPL ขยายตัวเร็ว โดยมูลค่าการใช้สินเชื่อในปี 2567 ขยายตัว 38% จากปีก่อน ขณะที่จำนวนบัญชีเพิ่มจากประมาณ 6 แสนบัญชี ในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชี ในปี 2567 คิดเป็นการขยายตัวเฉลี่ยเกือบ 100% ต่อปี ทั้งนี้ การใช้สินเชื่อ BNPL ที่ใช้งานได้ง่าย แต่บางครั้งผู้บริโภคอาจได้รับวงเงินและการผ่อนจ่ายไม่รู้ตัว ซึ่งหากไม่จัดการให้ดี จะเสี่ยงทำให้ผู้บริโภคเป็นหนี้เร็วและก่อหนี้โดยไม่จำเป็นหรือไม่รู้ตัว โดยเฉพาะกลุ่มอายุน้อยและรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีหนี้และเป็น NPL สูงอยู่แล้ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว ธปท. อยู่ระหว่างพิจารณาเข้าไปกำกับผู้ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ในการให้บริการ เช่น กำหนดอายุขั้นต่ำ ประเภท/มูลค่าสินค้าขั้นต่ำ เพดานดอกเบี้ย การเสนอและตอบรับการใช้สินเชื่อ BNPL โดยคาดว่าจะเห็นแนวทางกำกับที่ชัดเจนภายในช่วงสิ้นปี 2569 นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260602-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AxNQ4hKeBw4fUwuFuBZ0Q

  • ดอลลาร์ปรับตัวแคบ จับตาตัวเลขเศรษฐกิจ,ถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่เฟด

    ดอลลาร์ปรับตัวแคบ จับตาตัวเลขเศรษฐกิจ,ถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่เฟด

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มิ.ย. 69)

    ดอลลาร์ปรับตัวแคบเทียบสกุลเงินหลักในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐและถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ

    ณ เวลา 21.31 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.05% สู่ระดับ 99.15 ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่า 0.09% สู่ระดับ 1.164 เทียบยูโร และปรับตัวขึ้น 0.12% สู่ระดับ 159.84 เยน

    ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงลงในวันนี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์หลุดระดับ 94 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI หลุดระดับ 91 ดอลลาร์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า การเจรจากับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

    สำนักข่าว Tasnim ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่า อิหร่านได้ระงับการแลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐผ่านช่องทางคนกลางไกล่เกลี่ย เพื่อประท้วงการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน

    ‘จะไม่มีการเจรจาใด ๆ จนกว่าข้อเรียกร้องของอิหร่านเกี่ยวกับการยุติปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลโดยทันทีในฉนวนกาซาและเลบานอน จะได้รับการตอบสนอง’

    นอกจากนี้ Tasnim ยังรายงานว่า อิหร่านและพันธมิตรได้ตกลงที่จะดำเนินมาตรการตอบโต้ ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ และเปิดแนวรบอื่น ๆ เพิ่มเติม รวมทั้งบริเวณช่องแคบบับ เอล-มันเดบ

    นักลงทุนกำลังประเมินว่า การสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์จะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในวงกว้างระหว่างสหรัฐและอิหร่านอย่างไร

    อย่างไรก็ดี ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า การเจรจากับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป และคาดว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงเพื่อขยายเวลาการหยุดยิงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า

    สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านรายงานในวันนี้ว่า อิหร่านกำลังพิจารณาข้อเสนอของสหรัฐเพื่อยุติสงคราม

    จนถึงขณะนี้ อิหร่านยังไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธร่างข้อตกลงฉบับล่าสุดจากสหรัฐ โดยแหล่งข่าวระบุว่า อิหร่านกำลังใช้แนวทางที่แข็งกร้าว เนื่องจากมองว่าสหรัฐมักไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง และอิหร่านยังคงไม่มีความไว้วางใจสหรัฐ

    แหล่งข่าวระบุว่า อิหร่านกำลังผลักดันข้อตกลงชั่วคราวที่มีขอบเขตจำกัด เพื่อบรรเทาแรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะเดียวกัน อิหร่านจะหลีกเลี่ยงการยอมอ่อนข้อในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ โดยภายใต้ข้อตกลงใด ๆ ที่จะเกิดขึ้น อิหร่านต้องการให้ยุติการสู้รบในทุกแนวรบ รวมทั้งในเลบานอน, ต้องการเข้าถึงรายได้จากการส่งออกน้ำมันมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์, การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน, การยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน และการคงไว้ซึ่งอิทธิพลเหนือช่องแคบฮอร์มุซ

    กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนพ.ค.ในวันศุกร์

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้น 95,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 115,000 ตำแหน่งในเดือนเม.ย.

    นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.3% ในเดือนพ.ค.

    FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนไม่คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และให้น้ำหนักราว 50% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ภายในเดือนธ.ค.

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRH10IQE3MGIHGMV9HXUY4TWSWDYCXIX&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F_HzbkH5D58AYFU_syZaR

  • GDP ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แตะ 517 พันล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมการเติบโตทางเศรษฐกิจ 6.2%

    GDP ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แตะ 517 พันล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมการเติบโตทางเศรษฐกิจ 6.2%

      รายงานภาวะเศรษฐกิจล่าสุดที่ประกาศเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2569 โดยศูนย์สถิติและการแข่งขันแห่งชาติ (Federal Competitiveness and Statistics Centre : FCSC) ปรากฎตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประจำปี 2568 เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 6.2 ส่งผลให้มูลค่าเศรษฐกิจรวมแตะระดับ 517 พันล้านเหรียญสหรัฐ

    ตัวเลขมหาศาลนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่มุ่งลดการพึ่งพาน้ำมันและก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่หลากหลายและยั่งยืนอย่างเต็มตัว

         ยุคทองของเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน (The Non-Oil Renaissance)

    หัวใจสำคัญของรายงานฉบับนี้คือการขยายตัวของ GDP ภาคนอกน้ำมันที่เติบโตสูงถึง 6.8% โดยมีมูลค่ารวม 409 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของ GDP รวมเสียด้วยซ้ำ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ายุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ (Diversification Strategy) ที่รัฐบาลผลักดันมาอย่างยาวนานเริ่มผลิดอกออกผลอย่างเต็มที่

    นาย Abdulla Bin Touq Al Marri รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เน้นย้ำว่าผลลัพธ์นี้คือเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพของวิสัยทัศน์ We the UAE 2031” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างโมเดลเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและตอบสนองต่อพลวัตของโลกได้อย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันเศรษฐกิจของยูเออี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ การเงิน และอุตสาหกรรมยุคใหม่ (New Economy Industries) ที่ทันสมัย

    ภาคส่วนที่มีความโดดเด่นและเป็นฟันเฟืองสำคัญประกอบด้วย:

    • ภาคการค้า: ยังคงครองแชมป์ในฐานะผู้สนับสนุนหลักรายใหญ่ที่สุดของ GDP นอกภาคน้ำมัน โดยมีสัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 16.9,

    • ภาคการเงินและประกันภัย: ครองส่วนแบ่งร้อยละ 13.2 ของ GDP นอกภาคน้ำมัน

    • ภาคการผลิต: มีบทบาทสำคัญด้วยสัดส่วน ร้อยละ 12.8

         เจาะลึกรายอุตสาหกรรม – เมื่อ “การก่อสร้าง” และ “การเงิน” นำขบวน

    เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตจำแนกตามสาขาเศรษฐกิจ พบว่า ภาคการก่อสร้างเป็นภาคส่วนที่มีการขยายตัวโดดเด่นที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง ร้อยละ 11.1 สะท้อนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ทั้งการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม โครงการเชิงพาณิชย์ และการขยายระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและนักท่องเที่ยว ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ตามมาด้วย ภาคการเงินและประกันภัย ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ร้อยละ 10.4% ตอกย้ำภาพลักษณ์ของยูเออี ในการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคตะวันออกกลางและโลก นอกจากนี้ยังมีภาคส่วนอื่นๆ ที่เติบโตอย่างน่าสนใจ ได้แก่:

    • อสังหาริมทรัพย์: เติบโต ร้อยละ 7.9

    • การขนส่งและจัดเก็บสินค้า: เติบโต ร้อยละ 7.8 

    นาง Hanan Mansour Ahli  ผู้อำนวยการจัดการของ FCSC กล่าวว่า ผลลัพธ์ในปี 2568 (ซึ่งรายงานในปี 2569) แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการวางนโยบายที่มุ่งเน้น การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและความมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจแบบบูรณาการที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการลงทุนจากทั่วโลก

    สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือ การลงทุนอย่างต่อเนื่องใน เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับ “ความพร้อมสู่อนาคต” (Future Readiness) เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในเวทีโลกอย่างยั่งยืน,

        แนวโน้มเศรษฐกิจและโอกาสสำคัญสำหรับการนำเข้าสินค้าสู่ยูเออี

    จากผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจยูเออี ในฐานะศูนย์กลางการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค โดยสามารถวิเคราะห์แนวโน้มและโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญได้ดังนี้

    • แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    •  การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีและความยั่งยืน

      ยูเออียังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยเร่งลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดการพึ่งพารายได้จากภาคพลังงาน

    • การเสริมบทบาทศูนย์กลางธุรกิจและการลงทุนระดับโลก

      การเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และการคมนาคมขนส่ง สะท้อนถึงความสามารถของยูเออี ในการดึงดูดนักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และแรงงานทักษะสูงจากทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    • โอกาสสำหรับการนำเข้าสินค้า

    การขยายตัวของภาคเศรษฐกิจสำคัญหลายสาขาเปิดโอกาสทางการค้าแก่ผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าดังต่อไปนี้

    • วัสดุก่อสร้างและเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ

    ภาคการก่อสร้างที่ขยายตัวร้อยละ 11.1 ส่งผลให้ความต้องการวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง วัสดุประหยัดพลังงาน อุปกรณ์ตกแต่งภายใน เทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ (Smart Building) และวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    • เทคโนโลยีดิจิทัลและโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจ

    นโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของยูเออี ก่อให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ฟินเทค (FinTech) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงระบบบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่

    • สินค้าอุปโภคบริโภคระดับพรีเมียม

    ภาคการค้าที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 16.9 ของ GDP ประกอบกับสถานะการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการค้าปลีกของภูมิภาค ส่งผลให้สินค้าอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพสูง อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าแฟชั่นระดับพรีเมียม มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

    • ระบบโลจิสติกส์และคลังสินค้าอัจฉริยะ

    การเติบโตของภาคขนส่งและการจัดเก็บสินค้าที่ขยายตัวร้อยละ 7.8 ช่วยเพิ่มความต้องการเทคโนโลยีคลังสินค้าอัตโนมัติ ระบบบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และอุปกรณ์โลจิสติกส์สมัยใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

         ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์

    ปัจจุบันยูเออีได้พัฒนาตนเองจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการลงทุนระดับโลก (Global Business and Investment Hub) ที่มีโครงสร้างพื้นฐานทันสมัย สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน และเครือข่ายความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPA) กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

    สำหรับผู้ประกอบการไทย ยูเออีไม่เพียงเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นประตูสำคัญในการขยายการค้าและการลงทุนสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เทคโนโลยีดิจิทัล สินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพสูง และระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่

    โดยสรุป ภายใต้การบริหารนโยบายเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพและวิสัยทัศน์การพัฒนาระยะยาว ยูเออียังคงเป็นประเทศที่มีทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและศักยภาพการเติบโตสูง จึงนับเป็นหนึ่งในตลาดและจุดหมายการค้าและลงทุนที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในช่วงปี 2569 และทศวรรษข้างหน้า  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/b82d54wbmjvoyimzku0c11qs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dRWwNVqF67FMVre8wR6OI