Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • The Nene Phenomenon: เมื่อ “ความรู้สึกจากข้างใน” กลายเป็นเศรษฐกิจที่ทรงพลัง

    The Nene Phenomenon: เมื่อ “ความรู้สึกจากข้างใน” กลายเป็นเศรษฐกิจที่ทรงพลัง

    ในโลกที่ทุกแบรนด์กำลังแย่งชิง Attention ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจกว่าการมีคนมองเห็น คือการทำให้คนจำนวนมาก “รู้สึกบางอย่างพร้อมกัน”

    นี่คือมุมที่ผมมองสิ่งที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์ Nene” ยิ่งเห็นภาพข่าวการรวมตัวกันของคนไทยใน 50 รัฐ ของอเมริกา มาทำภารกิจด้วยกันเพื่อเชียร์ NeNe ลูกหลานคนไทยเข้าร่วมแข่งขัน AGT 2026 ยิ่งขนลุกตามไปด้วย

    สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของ Celebrity, Fan Economy หรือความสำเร็จด้านการตลาด แต่ควรถูกศึกษาในฐานะตัวอย่างของ Marketability รูปแบบใหม่ ที่สามารถเปลี่ยน “ความรู้สึกจากข้างใน” ให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจจากข้างนอกได้อย่างเป็นระบบ

    เพราะตลาดที่ทรงพลังที่สุดในอนาคต อาจไม่ใช่ตลาดที่ตอบว่า “ผู้บริโภคต้องการซื้ออะไร?” แต่คือตลาดที่เข้าใจว่า “มนุษย์กำลังโหยหาความรู้สึกอะไร?”

    จาก Attention Economy สู่ Emotion Economy

    การตลาดในอดีตแข่งขันกันด้วย Product ต่อมาแข่งขันด้วย Brand ยุคดิจิทัลแข่งขันกันด้วย Attention แต่โลกกำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันอีกระดับหนึ่ง คือการแข่งขันเพื่อครอบครอง Emotional Space ในใจมนุษย์

    มนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงสินค้า เพลง ภาพยนตร์ คอนเสิร์ต หรือ Content

    เราต้องการสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตยังคงอยู่ และยังไม่หายไปไหน”

    นี่คือช่องว่างทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาล

    ผมเรียกมันว่า The Emotional Gap — ช่องว่างระหว่างความสุขที่เคยมี กับความสุขที่เรายังหวังว่าจะได้พบอีกครั้ง

    เมื่อศิลปิน แบรนด์ หรือประสบการณ์ใดสามารถเข้าไปอยู่ในช่องว่างนั้นได้ สิ่งที่ถูกขายจึงไม่ใช่เพียง “ของ”

    แต่คือ Memory, Hope, Identity และ Belonging

    คนไม่ได้จ่ายเงินเพียงเพื่อครอบครองสินค้า บางครั้งเขากำลังซื้อสิทธิ์ที่จะกลับไปสัมผัสตัวตนของตัวเองในช่วงเวลาหนึ่งอีกครั้ง

    “ความสุขคือสิ่งที่เราจดจำได้”

    Nene Phenomenon และพลังของ “Nostalgia with a Future”

    Nostalgia แบบเดิมคือการพาเรากลับไปหาอดีต

    แต่ปรากฏการณ์ที่ทรงพลังกว่านั้น คือการนำความทรงจำจากอดีตมาผสมกับ ความหวังที่ยังเป็นไปได้ในอนาคต

    ผมเรียกสิ่งนี้ว่า Nostalgia with a Future

    เราไม่ได้คิดถึงใครบางคนเพียงเพราะอยากย้อนกลับไปนึกถึงวันเก่า

    แต่เพราะสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า บางสิ่งที่สวยงามในอดีตยังสามารถเดินทางต่อไปกับเราได้

    นี่คือความแตกต่างที่สำคัญมาก Nostalgia ทำให้คนคิดถึง แต่ Hope ทำให้คนลงมือ และเมื่อ Nostalgia + Hope + Community เกิดขึ้นพร้อมกัน ความรู้สึกส่วนบุคคลสามารถเปลี่ยนเป็น Collective Emotion ความรู้สึกร่วมของคนจำนวนมาก

    จากนั้น Collective Emotion จึงสามารถกลายเป็น Economic Action ได้

    คนฟัง คนดู คนแชร์ คนเดินทาง คนซื้อ คนรวมตัว คนสร้าง Content และคนชวนคนอื่นเข้ามาอยู่ในเรื่องราวเดียวกัน ที่รวมเรียกว่า ปรากฏการณ์

    นี่คือจุดที่ Emotion เปลี่ยนเป็น Economy ที่ผมเรียกว่า Emotion-Targeted: การตลาดที่ไม่ได้ Target คน แต่ Target ความรู้สึก

    Marketing แบบดั้งเดิมแบ่งตลาดด้วย Age, Income, Location, Lifestyle, Interest

    แต่การตลาดระดับถัดไปอาจต้องถามลึกกว่านั้นว่า What are people emotionally waiting for?

    • กำลังคิดถึงอะไร?
    • กำลังสูญเสียอะไร?
    • กำลังต้องการกลับไปเป็นใคร?
    • ยังหวังอะไรอยู่?
    • และอะไรคือความสุขเล็ก ๆ ที่คิดว่าหายไปจากชีวิตแล้ว?

    นี่คือ Emotion-Targeted Marketability การค้นหา Emotional Truth ที่คนจำนวนมากมีร่วมกัน แล้วสร้างพื้นที่ให้ความรู้สึกนั้นได้ปรากฏออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

    ความแตกต่างสำคัญคือ Traditional targeting finds the customer. Emotion targeting finds the feeling already living inside the customer.

    เมื่อทำถูกต้อง เราไม่จำเป็นต้องผลักสินค้าเข้าไปหาผู้บริโภค เพราะแรงดึงจะเกิดจากข้างใน

    Mood & Tone ต้อง “จริงจากข้างใน”

    นี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดของปรากฏการณ์นี้ Emotion ไม่สามารถถูกผลิตด้วยสูตรสำเร็จได้ทั้งหมด คนรุ่นใหม่มีความสามารถสูงมากในการรับรู้ว่าอะไรคือ Performance และอะไรคือ Authenticity

    Mood & Tone ที่ทรงพลังจึงไม่ได้เริ่มจากการถามว่า “เราควรทำ Campaign อะไร?” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “What is the emotional truth behind this story?”

    เมื่อความจริงข้างในชัด Mood & Tone ข้างนอกจะตามมาเอง เราจะพูดภาษาเดียวกันโดยไม่จำเป็นต้องบังคับ

    นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า Inside-Out Marketability ไม่ใช่การสร้างภาพจากข้างนอกเพื่อให้คนรู้สึก แต่คือการค้นหาความรู้สึกจริงจากข้างใน แล้วปล่อยให้มันขยายตัวออกไปสู่ตลาด

    จาก Fan Economy สู่ Belonging Economy

    คำว่า Fan Economy อาจยังอธิบายปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่คนต้องการมากกว่าการเป็น “แฟน” คือความรู้สึกว่า “ฉันเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนี้”

    เมื่อถึงจุดนั้น ผู้ชมจะไม่ใช่ Audience อีกต่อไป แต่กลายเป็น Participant

    และเมื่อ Participant จำนวนมากช่วยกันสร้างเรื่องราว เราจะเข้าสู่สิ่งที่อาจเรียกว่า Belonging Economy เศรษฐกิจแห่งการรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง

    นี่คือเหตุผลว่าทำไม Community ที่แข็งแรงจึงมีคุณค่ามากกว่า Follower จำนวนมหาศาล

    Follower บอกว่า มีคนเห็นคุณเท่าไร แต่ Belonging บอกว่า มีคนจำนวนเท่าไรที่รู้สึกว่าเรื่องราวของคุณเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวชีวิตของเขา

    สองสิ่งนี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างมหาศาล

    Nene ปรากฏการณ์ ที่ถอดรหัสในเชิงยุทธศาสตร์

    ผมมองว่าเส้นทางนี้ประกอบด้วย Authenticity → Emotion → Memory → Hope → Belonging → Participation → Economic Value

    • เริ่มจาก ของจริง
    • ของจริงสร้าง ความรู้สึก
    • ความรู้สึกเชื่อมกับ ความทรงจำ
    • ความทรงจำถูกต่อยอดด้วย ความหวัง
    • ความหวังที่คนจำนวนมากมีร่วมกันสร้าง ความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน
    • Belonging ทำให้คนต้องการ มีส่วนร่วม
    • และ Participation จึงสร้าง Economic Value

    จุดสำคัญคือ Emotion comes first.

    ถ้าเริ่มต้นจากการพยายาม Monetize ทุกอย่าง เราอาจฆ่าความรู้สึกที่ทำให้สิ่งนั้นมีมูลค่าตั้งแต่แรก

    แต่หากเริ่มต้นจาก Emotional Truth และออกแบบ Ecosystem อย่างมีวินัย มูลค่าทางเศรษฐกิจสามารถเติบโตตามมาได้อย่างยั่งยืนกว่า

    บทเรียนที่ประเทศควรศึกษา

    ประเทศไทยมีทุนประเภทนี้อยู่มหาศาล เราไม่ได้ขาด Creativity เราไม่ได้ขาด Talent และเราไม่ได้ขาด Story

    สิ่งที่ยังสามารถพัฒนาได้อีกมากคือ ระบบที่เปลี่ยน Emotional Capital ให้กลายเป็น Sustainable Economic Capital

    เพลงไทย อาหารไทย กีฬาไทย Fashion Film Series ศิลปิน เมือง เทศกาล การท่องเที่ยว และความทรงจำร่วมของผู้คน

    ทั้งหมดสามารถเป็นวัตถุดิบของเศรษฐกิจรูปแบบใหม่นี้ได้

    แต่เราต้องหยุดคิดเพียงว่า “จะขายอะไร?” แล้วเริ่มถามว่า “เรากำลังปลุกความรู้สึกอะไรในมนุษย์?”

    เพราะในโลกที่ AI สามารถสร้างภาพ เพลง ข้อความ และ Content ได้แทบไม่จำกัด สิ่งหนึ่งที่จะยิ่งมีราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ คือ ความรู้สึกที่มนุษย์เชื่อว่ามันเป็นของจริง

    สำหรับผม ความน่าสนใจของปรากฏการณ์ Nene จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่คำถามว่า เธอดังแค่ไหน มี Engagement เท่าไร หรือสร้างยอดติดตามได้เท่าไร

    คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เหตุใดคนจำนวนมากจึงพร้อมรู้สึกไปด้วยกัน?

    หากเราตอบคำถามนี้ได้ เราอาจกำลังเห็นต้นแบบของเศรษฐกิจยุคใหม่

    เศรษฐกิจที่ไม่ได้เริ่มต้นจากโรงงาน ไม่ได้เริ่มต้นจากสินค้า และไม่ได้เริ่มต้นจาก Algorithm แต่เริ่มจากสิ่งเล็กที่สุดและทรงพลังที่สุดในมนุษย์ ความรู้สึกจากข้างใน

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว The most powerful market is not created when people want the same product. It is created when people share the same feeling.

    และบางที Marketability ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจไม่ใช่ความสามารถในการทำให้คนจำนวนมาก ซื้อสิ่งเดียวกัน แต่คือความสามารถในการทำให้คนจำนวนมาก รู้สึกบางอย่างร่วมกัน และอยากพาความรู้สึกนั้นเดินทางต่อไปด้วยกัน

    ผมหลงเข้าไปในตลาดนัดที่ภูเก็ต จนออกมาไม่ได้ ทุกคืน เพื่อไล่ตามดูผลงานน้อง Nene แสดง และรู้สึกตามน้องไปมากกว่าที่เคยรู้สึก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/economics-story/667296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UuEXfNYBNWhzHk4501Ooe

  • วิกฤตผู้อพยพในเซวตาเพิ่มแรงกดดันต่อสเปน และสร้างความตึงเครียดในเขตเชงเก้น

    วิกฤตผู้อพยพในเซวตาเพิ่มแรงกดดันต่อสเปน และสร้างความตึงเครียดในเขตเชงเก้น

    รายงานข่าวล่าสุดในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2569 เมืองเซวตายังคงอยู่ระหว่างการรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตผู้อพยพครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30–31 กรกฎาคม 2569 หลังมีประชาชนหลายหมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโมร็อกโก พยายามเดินทางเข้าสู่ดินแดนสเปนผ่านด่านตาราฆาล แนวชายแดน และทางทะเล โดยตลอดช่วงวิกฤตมีผู้เดินทางข้ามเข้าสู่เซวตามากกว่า 70,000 คน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของเมืองที่มีเพียงประมาณ 83,500 คน ทำให้จำนวนผู้คนที่อยู่ในเมืองเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากภาวะปกติ ในช่วงที่สถานการณ์รุนแรงที่สุด 

    แม้ว่าการหลั่งไหลข้ามพรมแดนในระดับสูงจะลดลงแล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์ รัฐบาลสเปนและทางการเมืองเซวตาได้ตกลงจัดตั้งพื้นที่รองรับด้านมนุษยธรรมชั่วคราวจำนวน 4 แห่ง โดยในระยะแรกสามารถรองรับได้ประมาณ 1,500 คน และอาจขยายเพิ่มเติมตามความจำเป็น ขณะที่ยังมีผู้อพยพบางส่วนพักอาศัยตามชายหาดและพื้นที่สาธารณะ รวมถึงยังมีความท้าทายด้านการจัดหาที่พักและการดูแลผู้เยาว์ ทำให้รัฐบาลกลางและหน่วยงานท้องถิ่นต้องเร่งหาแนวทางรองรับและกระจายความรับผิดชอบไปยังพื้นที่อื่นของสเปน

    เซวตาเป็นดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกาและมีพรมแดนติดกับโมร็อกโก ทำให้วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่เพียงในพื้นที่เท่านั้น แต่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นประเด็นระดับประเทศและระดับยุโรป โดยสร้างแรงกดดันต่อบริการสาธารณะและระบบรองรับผู้อพยพ ส่งผลให้ร้านค้าและสถานประกอบการบางแห่งต้องปิดให้บริการชั่วคราว กิจกรรมทางเศรษฐกิจและงานเทศกาลต่าง ๆ ถูกระงับ รวมถึงนำไปสู่การถกเถียงทางการเมืองในสเปนและการนำมาตรการตรวจสอบพรมแดนบางส่วนกลับมาใช้ระหว่างประเทศสมาชิกใน เขตเชงเก้น (Schengen Area)

    เขตเชงเก้นเป็นพื้นที่ที่ประกอบด้วยหลายประเทศในยุโรป ซึ่งโดยทั่วไปอนุญาตให้ประชาชนเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างประเทศสมาชิกได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองตามแนวชายแดนภายใน อย่างไรก็ตาม เซวตามีพรมแดนติดกับโมร็อกโก ซึ่งถือเป็นพรมแดนภายนอกของเขตเชงเก้น จึงยังคงต้องมีมาตรการควบคุมและตรวจสอบการเดินทางเข้า–ออกเป็นกรณีเฉพาะ

    การรับมือของสเปนและความเปลี่ยนแปลงภายหลังวิกฤต

    การหลั่งไหลเข้ามาของประชาชนจำนวนมากจากโมร็อกโกทำให้รัฐบาลสเปนต้องเร่งรับมือกับสถานการณ์ โดยเมืองเซวตาได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่จาก ตำรวจแห่งชาติ ตำรวจพิทักษ์พลเรือน (Guardia Civil) และกองทัพ เพื่อเสริมการควบคุมชายแดน โดยเฉพาะบริเวณตาราฆาล ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดผ่านแดนสำคัญ นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ เดินทางลงพื้นที่ด้วยตนเองเพื่อติดตามสถานการณ์ และประกาศมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมชายแดน รวมถึงการติดตั้งแนวทุ่นกั้นในบางพื้นที่ทางทะเล

    ขณะเดียวกัน สเปนได้เพิ่มการประสานงานกับโมร็อกโกเพื่อป้องกันการเดินทางข้ามพรมแดนเพิ่มเติม และอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของผู้ที่เข้ามาในเซวตาแล้ว ความร่วมมือดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันต่อเมืองได้อย่างชัดเจนภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม เซวตายังคงต้องเผชิญกับปัญหาด้านการรองรับผู้เดินทางเข้าเมือง ความปลอดภัย และการดูแลผู้เยาว์ที่ยังคงอยู่ในดินแดนสเปน

    วิกฤตดังกล่าวได้ก่อให้เกิด ความสูญเสียต่อชีวิตอย่างรุนแรง ในช่วงแรกของเหตุการณ์ มีการพบผู้เสียชีวิตฝั่งสเปนจำนวน 57 ราย ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการจมน้ำหรือถูกเบียดทับระหว่างพยายามข้ามเข้าสู่เซวตา และเมื่อปฏิบัติการค้นหาดำเนินต่อไป จำนวนผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2569 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากวิกฤตครั้งนี้แล้วอย่างน้อย 142 ราย

    การหลั่งไหลเข้ามาของผู้อพยพจำนวนมากทำให้ระบบรองรับของเมืองเซวตา เกินขีดความสามารถอย่างรวดเร็ว โดยศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้อพยพ (Centro de Estancia Temporal de Inmigrantes: CETI) ซึ่งรองรับได้ประมาณ 512 คน ต้องดูแลผู้เข้าพักมากกว่า 1,000 คน ขณะเดียวกัน หน่วยงานและสถานที่สำหรับดูแลผู้เยาว์ก็เผชิญภาวะล้นเกินอย่างหนักเช่นกัน

    สถานการณ์ดังกล่าวได้จุดประเด็นถกเถียงขึ้นอีกครั้งว่า เมืองชายแดนขนาดเล็กอย่างเซวตา ซึ่งมีประชากรเพียงประมาณ 83,500 คน จะสามารถรับมือกับเหตุฉุกเฉินในระดับนี้ได้มากน้อยเพียงใดด้วยตนเอง และหน่วยงานใดควรเข้ามาร่วมรับผิดชอบ ทั้งรัฐบาลกลางของสเปน แคว้นปกครองตนเองอื่น ๆ รวมถึงสหภาพยุโรป

    ผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของเมืองเซวตา

    วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเมืองเซวตาอย่างทันที ท่ามกลางความไม่มั่นคงและความกังวลด้านความปลอดภัย ร้านค้าและสถานประกอบการหลายแห่งตัดสินใจปิดให้บริการชั่วคราว ขณะที่สมาพันธ์ผู้ประกอบการแห่งเซวตาได้แนะนำให้ธุรกิจบางประเภทชะลอการเปิดให้บริการ จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติและทางการสามารถรับรองความปลอดภัยได้

    นอกจากนี้ งานเทศกาลประจำเมืองเซวตา (Fiestas Patronales de Ceuta) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–8 สิงหาคม ก็ถูกยกเลิก ซึ่งตามธรรมเนียม หรือวิธีปฎิบัติท้องถิ่น ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง งานดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญประจำปีของเมือง จัดขึ้นตามประเพณีในช่วงต้นเดือนสิงหาคมเพื่อเฉลิมฉลองแด่ พระแม่แห่งแอฟริกา (Virgen de África) ซึ่งเป็นองค์อุปถัมภ์ของเมืองเซวตา ภายในงานมีกิจกรรมด้านวัฒนธรรม ความบันเทิง การออกร้าน และกิจกรรมพักผ่อนที่ดึงดูดทั้งประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว การยกเลิกงานจึงไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อบรรยากาศทางสังคมของเมืองเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ผู้ประกอบการออกร้าน และธุรกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในเมืองอีกด้วย

    image.png

    เครดิตภาพ: Iván Zambrano Europa Press

    หอการค้าเมืองเซวตา ได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำมาตรการชดเชยเร่งด่วนแก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระและภาคธุรกิจที่ได้รับความเสียหายจากวิกฤต รวมถึงดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของเมืองต่อภายนอก ขณะที่รัฐบาลสเปนประกาศว่าจะพิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือแก่ร้านค้าและธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบ

    ขณะเดียวกัน ความไม่พอใจและความกังวลของประชาชนในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ตัวแทนชุมชนศาสนาคริสต์ อิสลาม ยิว และฮินดู ร่วมกับสมาคมประชาชนในพื้นที่ ได้จัดการชุมนุมภายใต้คำขวัญ “พอกันที เซวตาจะไม่ยอมแพ้” (Basta ya. Ceuta no se rinde) เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสเปนและหน่วยงานของสหภาพยุโรปเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขสถานการณ์อย่างเป็นรูปธรรม

    การชุมนุมดังกล่าวสะท้อนถึงความกังวลของประชาชนทั้งในด้านความปลอดภัยและขีดความสามารถของเมืองเซวตาในการรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้จัดงานยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างชุมชนศาสนาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งถือเป็นลักษณะสำคัญของสังคมเมืองเซวตา

    image.png

    เครดิตภาพ: AFP

    วิกฤตขยายตัวสู่ระดับยุโรปและกระทบต่อการดำเนินงานของเขตเชงเก้น

    วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อเซวตาเท่านั้น เนื่องจากเมืองตั้งอยู่บริเวณพรมแดนภายนอกของสหภาพยุโรปที่ติดกับทวีปแอฟริกา จึงทำให้หลายประเทศในยุโรปได้รับผลกระทบและจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    การหลั่งไหลเข้ามาของผู้อพยพจำนวนมากสร้างความกังวลให้แก่รัฐบาลหลายประเทศในยุโรป เนื่องจากเกรงว่าผู้อพยพบางส่วนอาจเดินทางต่อไปยังประเทศสมาชิกอื่น ๆ อิตาลีจึงตัดสินใจนำมาตรการตรวจสอบผู้เดินทางจากสเปนบางส่วนกลับมาใช้เป็นการชั่วคราว ขณะที่ฝรั่งเศสได้เพิ่มการเฝ้าระวังบริเวณพรมแดนติดกับสเปน โดยเสริมกำลังเจ้าหน้าที่เคลื่อนที่และใช้โดรนในการตรวจตรา

    ผู้ประกอบการควรติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ด่านศุลกากรจะสามารถเปิดดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ สินค้าประเภทใดได้รับอนุญาตให้ผ่านแดน ขั้นตอนการนำเข้าและส่งออกมีข้อกำหนดอย่างไร รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีการระงับหรือปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการขนส่งสินค้าอีกหรือไม่ ทั้งนี้ CECE ได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้าง ความชัดเจน ความแน่นอน และความมั่นคงด้านกฎระเบียบ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถใช้เส้นทางการค้านี้ได้ตามปกติ พร้อมเสนอให้จัดทำคู่มือแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนการส่งออกสินค้าผ่านด่านศุลกากรไปยังโมร็อกโก

    นอกจากนี้ ประเทศต่าง ๆ เช่น เยอรมนี ออสเตรีย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ สวีเดน โปแลนด์ และสาธารณรัฐเช็ก ต่างเรียกร้องให้มีการควบคุมพรมแดนภายนอกของสหภาพยุโรปอย่างเข้มงวดมากขึ้น หรือแสดงความกังวลว่าวิกฤตครั้งนี้อาจส่งผลต่อการดำเนินงานของ เขตเชงเก้น

    อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการยุโรปชี้แจงว่า ผู้ที่เดินทางเข้าสู่เซวตาไม่สามารถเดินทางต่อเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ของสเปนหรือประเทศสมาชิกอื่น ๆ ได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากเซวตามีข้อกำหนดด้านการเดินทางเข้า–ออกเป็นกรณีเฉพาะ ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปยังเสนอความช่วยเหลือด้านการปฏิบัติการแก่สเปน รวมถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มบทบาทของ Frontex หรือสำนักงานพิทักษ์ชายแดนและชายฝั่งยุโรป

    เหตุฉุกเฉินที่เริ่มต้นขึ้นบริเวณพรมแดนระหว่างสเปนกับโมร็อกโก จึงขยายตัวกลายเป็นประเด็นที่สร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และทำให้เกิดการถกเถียงขึ้นอีกครั้งว่า การบริหารจัดการและการปกป้องพรมแดนภายนอกของสหภาพยุโรปควรเป็นความรับผิดชอบของประเทศชายแดนเพียงฝ่ายเดียว หรือควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประเทศสมาชิกทั้งหมด

    ผลกระทบต่อผู้ประกอบการต่างชาติ

    ในส่วนของการค้าระหว่างเมืองเซวตาและโมร็อกโก ทั้งด้านการนำเข้าและส่งออก พบว่า ปัญหาในการดำเนินงานของด่านศุลกากรพาณิชย์มีอยู่ก่อนเกิดวิกฤตผู้อพยพครั้งล่าสุดแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจหรือมีแผนทำธุรกิจด้านการนำเข้า ส่งออก หรือกระจายสินค้าระหว่างเซวตาและโมร็อกโกควรให้ความสำคัญ รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่สนใจทำการค้าในพื้นที่ดังกล่าว โดยประเด็นที่ควรติดตามไม่ได้มีเพียงพัฒนาการของวิกฤตผู้อพยพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเงื่อนไขและรูปแบบการดำเนินงานของด่านศุลกากรด้วย

    โดยด่านศุลกากรพาณิชย์ระหว่างเมืองเซวตากับโมร็อกโกดังกล่าวเริ่มเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 แต่ในช่วงเดือนกรกฎาคม–กันยายนของปีเดียวกัน การดำเนินงานของด่านถูกระงับชั่วคราวเนื่องจากการดำเนินปฏิบัติการข้ามช่องแคบ (Operación Paso del Estrecho: OPE) ซึ่งเป็นช่วงที่มีประชาชนและยานพาหนะจำนวนมากเดินทางข้ามระหว่างยุโรปและโมร็อกโกในช่วงฤดูร้อน ทางการจึงให้ความสำคัญกับการรองรับการเดินทางของผู้โดยสารเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ปริมาณการค้าผ่านด่านยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยตลอดปี 2568 มีการนำเข้าเพียง 49 ครั้ง และส่งออกเพียง 2 ครั้ง

    ดังนั้น ข้อจำกัดด้านการค้าชายแดนระหว่างเซวตาและโมร็อกโกไม่ได้เกิดขึ้นจากวิกฤตผู้อพยพในปัจจุบันเท่านั้น แต่มีมาตั้งแต่ปีแรกที่ด่านศุลกากรเริ่มเปิดใช้งาน โดย สมาพันธ์ผู้ประกอบการแห่งเซวตา (Confederación de Empresarios de Ceuta: CECE) ระบุมาอย่างต่อเนื่องว่า การดำเนินงานของด่านยังมีข้อจำกัดและไม่สม่ำเสมอ ทั้งในด้านจำนวนธุรกรรมที่มีน้อย ประเภทสินค้าที่ได้รับอนุญาตให้ผ่านแดน และการขาดความแน่นอนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    กล่าวได้ว่า วิกฤตครั้งนี้ ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้การค้าผ่านด่านต้องหยุดชะงัก แต่ได้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับความสัมพันธ์ด้านชายแดนและการค้า ซึ่งเดิมก็ยังไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีเสถียรภาพ

    ปัจจุบัน การขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ผ่านด่านยังคงถูกระงับภายใต้มาตรการ OPE โดยภาคธุรกิจคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 15 กันยายน 2569 ขณะที่สำนักงานผู้แทนรัฐบาลสเปนในเซวตาแสดงความตั้งใจให้ด่านศุลกากรกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติมากขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ดังนั้น ผู้ประกอบการต่างชาติ รวมถึงผู้ประกอบการไทย ที่กำลังพิจารณาใช้เส้นทางดังกล่าว ควรติดตามสถานการณ์ด้านศุลกากรและโลจิสติกส์อย่างใกล้ชิดก่อนวางแผนการนำเข้า ส่งออก หรือกระจายสินค้าในพื้นที่นี้

    image.png

    เครดิตภาพ: Reduan (EFE)

    สาเหตุของวิกฤต

    ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าเหตุใดจึงเกิดการหลั่งไหลเข้าสู่เซวตาในระดับที่รุนแรงเช่นนี้ โดยรัฐบาลสเปนมองว่า เครือข่ายลักลอบนำคนเข้าเมือง อาจอาศัยช่องว่างจากสถานการณ์ทางการเมืองและข้อกฎหมายบางประการเพื่อกระตุ้นให้มีการข้ามพรมแดนมากขึ้น

    หนึ่งในปัจจัยที่ถูกกล่าวถึงคือคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลสูงสุดสเปนเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่เรียกว่า “การผลักดันกลับทันทีบริเวณชายแดน” (rechazo en frontera หรือที่มักเรียกว่า devoluciones en caliente) ซึ่งเป็นมาตรการพิเศษที่ใช้ในเมืองเซวตาและเมลียา โดยกฎหมายเดิมกำหนดว่า หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้ที่กำลังพยายามลักลอบข้ามสิ่งกีดขวางบริเวณชายแดน เช่น รั้วกั้น เจ้าหน้าที่สามารถสกัดและปฏิเสธการเข้าเมืองได้ทันที เพื่อป้องกันการเข้าสู่ดินแดนสเปนอย่างผิดกฎหมาย

    อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ศาลสูงสุดสเปนมีคำวินิจฉัยว่า มาตรการดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้กับผู้ที่ถูกสกัดขณะว่ายน้ำหรือเดินทางเข้ามาทางทะเลได้ เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ไม่ได้พยายามข้าม “สิ่งกีดขวางบริเวณชายแดน” ตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถผลักกลับได้ทันทีในลักษณะเดียวกับกรณีที่พยายามข้ามรั้วชายแดน แต่จะต้องนำบุคคลดังกล่าวเข้าสู่ กระบวนการส่งกลับตามกฎหมายคนเข้าเมือง (devolución) แทน ซึ่งหมายความว่ายังสามารถถูกส่งกลับออกจากสเปนได้ แต่ต้องผ่านขั้นตอนและหลักประกันทางกฎหมายที่กำหนดก่อน ไม่สามารถนำตัวส่งกลับทันทีโดยไม่มีการดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย ทั้งนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เดินทางเข้ามาทางทะเลจะได้รับอนุญาตให้อยู่ในสเปนโดยอัตโนมัติ

    ความแตกต่างของแนวทางดังกล่าวจึงอยู่ที่ ความรวดเร็วและขั้นตอนในการส่งกลับ กล่าวคือ กรณีที่เข้าข่ายมาตรการผลักดันกลับบริเวณชายแดน เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการสกัดและส่งกลับได้ทันที ขณะที่ผู้ที่ถูกสกัดทางทะเลจะต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายก่อนจึงจะสามารถดำเนินการส่งกลับได้ ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนจึงเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงแนวทางดังกล่าวอาจทำให้เครือข่ายลักลอบนำคนเข้าเมืองปรับวิธีดำเนินการ โดยหันมาใช้เส้นทางทะเลมากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถถูกผลักกลับทันทีด้วยกระบวนการเดียวกับผู้ที่พยายามข้ามแนวกั้นทางบก

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลและพรรคการเมืองบางส่วนในยุโรปเชื่อมโยงวิกฤตครั้งนี้กับนโยบายด้านการย้ายถิ่นฐานของสเปน โดยเฉพาะ มาตรการพิเศษเพื่อปรับสถานะการพำนักของชาวต่างชาติให้ถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสเปนปฏิเสธข้อเชื่อมโยงดังกล่าว พร้อมชี้แจงว่าผู้ที่เพิ่งเดินทางเข้าสู่เซวตาไม่สามารถเข้าร่วมกระบวนการนี้ได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากต้องมีคุณสมบัติด้านระยะเวลาการพำนักในสเปนตามที่กฎหมายกำหนด ขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปยังคงระมัดระวังในการระบุสาเหตุ และเห็นว่าไม่ควรสรุปว่าวิกฤตครั้งนี้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว

    อีกปัจจัยสำคัญคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสเปนและโมร็อกโก โดยวิกฤตผู้อพยพในปี 2564 เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศอยู่ในภาวะตึงเครียด อย่างไรก็ตาม สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ รัฐบาลสเปนย้ำว่าสถานการณ์แตกต่างจากเดิม เนื่องจากยังคงมีการติดต่อและประสานงานกับทางการโมร็อกโกอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวิกฤต

    ที่มา : La Vanguardia / Save the Children España / El País / El Confidencial / Europa Press / El Pueblo de Ceuta y Agencia EFE / Invertia / Türkiye Today / Expansión / BOE / Iberley 

    ข้อคิดเห็นของ สคต.

    สคต. ประเมินว่า ผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตครั้งนี้ต่อผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจผ่านสเปนแผ่นดินใหญ่หรือใช้ท่าเรือและศูนย์โลจิสติกส์หลักของสเปน ยังอยู่ในระดับจำกัด อย่างไรก็ตาม ควรติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ต่อไป โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสเปนกับโมร็อกโก การกลับมาดำเนินงานของด่านศุลกากรในพื้นที่ รวมถึงมาตรการควบคุมชายแดนภายในยุโรป เนื่องจากหากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายตัว อาจส่งผลทางอ้อมต่อการเดินทางเพื่อธุรกิจ การท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในตลาดยุโรปได้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด

    สำหรับ ผู้ประกอบการไทย ที่มีการนำเข้า ส่งออก หรือกระจายสินค้าผ่านสเปน โมร็อกโก หรือภูมิภาคแอฟริกาเหนือ สคต. แนะนำให้ติดตามสถานการณ์ด้านชายแดนและศุลกากรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเปิด–ปิดด่าน เงื่อนไขการขนส่งสินค้า และมาตรการที่อาจเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น รวมถึงควรมีความยืดหยุ่นในการเลือกเส้นทางขนส่งและเตรียมแผนสำรองด้านโลจิสติกส์ไว้ในกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อ ทั้งนี้ สำหรับการค้าผ่านสเปนแผ่นดินใหญ่และท่าเรือหลักของประเทศ ยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่าระบบการขนส่งสินค้าโดยรวมได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤตครั้งนี้

    ในส่วนของการค้า สคต. เห็นว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญคือ ความไม่แน่นอนของการขนส่งและการดำเนินพิธีการศุลกากรมากกว่าการหยุดชะงักของการค้าระหว่างสเปนและโมร็อกโกทั้งหมด โดยเฉพาะเส้นทางการค้าผ่านเซวตาและเมลียา ซึ่งมีข้อจำกัดด้านการดำเนินงานอยู่ก่อนเกิดวิกฤตแล้ว หากสถานการณ์ชายแดนยังคงไม่แน่นอน อาจกระทบต่อระยะเวลาการขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ การส่งมอบสินค้า และการวางแผนธุรกิจของผู้นำเข้าและผู้ส่งออก

    ทั้งนี้ ควรมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในมิติด้านเศรษฐกิจและการค้า เนื่องจากผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านสังคมและความมั่นคง แต่ได้ส่งผลโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของพื้นที่แล้ว  และหากสถานการณ์ยืดเยื้อจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม ความเสียหายอาจถึง 17.3% ของ GDP เฉลี่ยต่อเดือนของเซวตา และราว 1.4% ของ GDP ต่อปีของเมือง สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคการค้า การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในระดับประเทศ ผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจสเปนโดยรวมยังมีสัดส่วนจำกัดเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลสเปนยังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณ 2.6% ในปี 2569 ดังนั้น ประเด็นที่ควรจับตามองมากกว่าผลกระทบต่อ GDP ของประเทศในระยะสั้น คือความเสี่ยงที่สถานการณ์อาจยืดเยื้อและส่งผลต่อความเชื่อมั่น การท่องเที่ยว การค้าชายแดน ตลอดจนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสเปนกับโมร็อกโก

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด

    สิงหาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/rgayiomlbtx72gewy5mg176t&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zoF_fgHGqmC3O-kDHnXWT

  • สหรัฐฯ ประกาศบีบคั้นเศรษฐกิจอิหร่านด้วยมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่

    สหรัฐฯ ประกาศบีบคั้นเศรษฐกิจอิหร่านด้วยมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่

    เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2569 กล่าวว่า สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยแผนการ “บีบคั้นเศรษฐกิจอิหร่าน” โดยขยายการขู่คว่ำบาตรขั้นรอง หรือมาตรการลงโทษทางอ้อม (Secondary Sanctions) และเตือนถึงผลร้ายแรงสำหรับประเทศที่ไม่เข้าร่วมในปฏิบัติการนี้

    ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามซึ่งอยู่ในภาวะชะงักงัน, การเจรจาสันติภาพที่ไม่มีบทสรุป และการที่อิหร่านยังคงปิดกั้นการจราจรส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    ก่อนหน้านี้ เบสเซนต์ระบุว่า รัฐบาลวอชิงตันจะประกาศ “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” ต่ออิหร่าน แต่การประกาศล่าสุดของเขาไม่ได้ระบุชื่อประเทศใด ๆ นอกเหนือจากอิหร่าน และไม่ได้ให้กรอบเวลา

    “เป้าหมายของเราคือการตัดเส้นทางเศรษฐกิจทุกเส้นทั่วโลกที่ค้ำจุนระบอบเผด็จการนี้ จนกว่ารัฐบาลเตหะรานจะยืนหยัดอยู่เพียงลำพัง และนี่คือการทำให้ระบอบนี้ขาดอากาศหายใจทางเศรษฐกิจ” เบสเซนต์กล่าวแถลงต่อสื่อมวลชน

    เขากล่าวเสริมว่าประเทศที่ไม่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ จะถูกผลักให้ร่วมรับความโดดเดี่ยวกับอิหร่าน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังโทรศัพท์ไปยังผู้นำโลกเพื่อขอให้ยุติการคบค้าสมาคมกับรัฐบาลเตหะราน

    กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรทางอ้อมที่ขยายออกไปจะมุ่งเป้าไปที่สินทรัพย์ดิจิทัล, เทคโนโลยี, ทองคำ, การบิน และการขนส่งทางเรือของอิหร่าน

    นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังออกมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อบุคคล, บริษัท และเรือเดินสมุทร จำนวน 60 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าให้ความช่วยเหลืออิหร่านในการสร้างรายได้จากน้ำมัน, การจัดหาอาวุธ และปฏิบัติการทางไซเบอร์

    มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ฮ่องกง, จีน, สิงคโปร์ และในยุโรป

    เบสเซนต์ให้คำมั่นว่า หน่วยงานใดก็ตามที่อำนวยความสะดวกในการฟอกเงินในนามของอิหร่านจะถูกตัดออกจากระบบดอลลาร์สหรัฐ

    อย่างไรก็ตาม อิหร่านไม่สนใจภัยคุกคามจากมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม และรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอิหร่านคาดการณ์ว่าจะเป็นความพ่ายแพ้อีกครั้งของอเมริกา

    “เราได้รอสถานการณ์เหล่านี้มานานแล้ว รัฐบาลพร้อมและเตรียมแผนการ 2 ปีในการจัดการและรับมือ” อาลี มาดานิซาเดห์ กล่าว

    อิหร่านเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศอย่างหนักหน่วงมานานหลายทศวรรษ และก่อนสงคราม อิหร่านยังคงส่งออกน้ำมันหลายล้านบาร์เรลซึ่งส่วนใหญ่ไปยังจีน และหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรผ่านเครือข่ายทางการเงินระหว่างประเทศที่ซับซ้อน

    เมื่อถูกถามว่าธนาคารจีนจะตกเป็นเป้าหมายของมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่หรือไม่ รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวย้ำว่า “ไม่มีผู้ใดจะอยู่เหนือมาตรการคว่ำบาตรของอเมริกา”

    อาลี วาเอซ จากกลุ่มวิเคราะห์วิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (International Crisis Group) แสดงทรรศนะว่า รัฐบาลวอชิงตันกำลังพยายามใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ผ่านกลไกต่างๆ แต่ว่าอิหร่านเคยเผชิญกับสิ่งเหล่านี้มาก่อนแล้ว

    “แม้ว่าจะไม่มีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับความสามารถของวอชิงตันในการสร้างความเสียหายอย่างมาก แต่เตหะรานเชื่อว่าตนมีขีดจำกัดสูงในการรับมือกับมัน รวมถึงศักยภาพในการตอบโต้แรงกดดันทางการเงินด้วยแรงกดดันทางทหาร” นักวิเคราะห์กล่าว

    ทั้งนี้ การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงจาก 2 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนสงคราม เหลือเพียง 0.4 ล้านบาร์เรลภายในกลางเดือนสิงหาคม ตามข้อมูลที่ได้จาก Kpler บริษัทติดตามการเดินเรือ

    พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า การเปลี่ยนมาใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่าการโจมตีทางทหารจะถูกยกเลิกไป

    “เรารู้ว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจนั้นส่งผลกระทบต่อพวกเขามากที่สุดในขณะนี้ แต่เราไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้การโจมตีด้วยอาวุธเคมีในช่องแคบฮอร์มุซหรือรอบๆ อิหร่านแต่อย่างใด” เฮกเซธกล่าว

    สำหรับชาวอิหร่านทั่วไป การเผชิญหน้าครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะนำมาซึ่งความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจมากขึ้นหลังจากภาวะเงินเฟ้อรุนแรงมาหลายปี เฉกเช่นในเดือนธันวาคมและมกราคมที่จุดชนวนให้มีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่

    สัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีมาซูด ปีเซชเคียน ของอิหร่านซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีแนวคิดสายกลาง กล่าวว่า รัฐบาลเตหะรานควรยุติสงครามในตอนนี้ เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด ได้แต่งตั้งผู้ที่มีแนวคิดแข็งกร้าวให้ดำรงตำแหน่งสำคัญด้านความมั่นคง

    เมื่อวันจันทร์ พลเอกอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกของปากีสถานซึ่งเป็นผู้ไกล่เกลี่ยคนสำคัญในความขัดแย้ง ได้เดินทางเยือนอิหร่านและพบกับประธานาธิบดีอิหร่าน, หัวหน้าคณะเจรจา และหัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติระดับสูงสุดเป็นการส่วนตัว

    แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้พูดคุยกับมูนีร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    รัฐบาลอิสลามาบัดเป็นผู้ไกล่เกลี่ยหลักในการเจรจาที่ช่วยให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายนซึ่งต่อมาได้ล่มสลายไป นอกจากนี้ ปากีสถานยังเป็นคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้ปากีสถานเสี่ยงต่อภัยคุกคามจากมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่นี้ไปด้วย

    ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมานมีกำหนดเดินทางเยือนอิหร่านเช่นกันในวันอังคาร ท่ามกลางความร่วมมือของรัฐบาลมัสกัตและเตหะรานที่กำลังพยายามบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการควบคุมการจราจรในช่องแคบฮอร์มุซ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/1056791/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kvEcYILErBe0UDN7TZuV_

  • คิกออฟยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจ’ กกร.เปิดเวทีลุยปรับโครงสร้าง-แก้คอร์รัปชัน

    คิกออฟยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจ’ กกร.เปิดเวทีลุยปรับโครงสร้าง-แก้คอร์รัปชัน

    การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำกำลังเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, และสมาคมธนาคารไทย 

    ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารโลก จัดงาน ‘The Bangkok Business Summit 2026’ วันที่ 3 ก.ย.2569 ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’

    สำหรับการจัดงานดังกล่าวต่อยอดจากแนวคิดนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ที่เสนอภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” เพื่อสร้างหมุดหมายใหม่ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ซึ่งสอดคล้องผลศึกษาธนาคารโลกทุกมิติ 

    รวมทั้งแสดงความพร้อมก่อนเป็นเจ้าภาพประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings) วันที่ 12-18 ต.ค.2569 และปูทางสู่ประธานอาเซียนในปี 2571

    คิกออฟยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจ’ กกร.เปิดเวทีลุยปรับโครงสร้าง-แก้คอร์รัปชัน ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะผู้แทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาคเอกชนมองตรงกันว่า ประเทศไทยไม่สามารถใช้ Economic Model หรือเศรษฐกิจรูปแบบเดิม สร้างการเติบโตได้อีก

    จึงต้องเร่ง Reinvent Thailand ปรับเปลี่ยนและสร้างไทยรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกเป็น Window of Opportunity หรือหน้าต่างแห่งโอกาสของไทย เพราะบริษัทและนักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหาพื้นที่ใหม่สำหรับการผลิต การลงทุนและการเชื่อมโยงธุรกิจ โดยไทยต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ Trust & Confidence เพื่อดึงการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ

    • 3 พลังหนุนไทยเปลี่ยนประเทศ

    ทั้งนี้ ไทยมีความพร้อมเดินหน้าการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมี 3 พลังสำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ

    1.แรงส่งจากภาคเอกชน โดยภาคธุรกิจมีความต้องการร่วมกันที่จะ Reinvent Thailand 

    2.ความรู้และมาตรฐานระดับโลก Global Knowledge & Benchmark โดยเฉพาะข้อเสนอและงานศึกษาจากธนาคารโลก หรือ World Bank ที่เข้ามาช่วยให้ไทยเห็นภาพว่าประเทศควรปรับตัวอย่างไรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 

    3.ความต่อเนื่องของนโยบายและความร่วมมือภาครัฐและเอกชน ผ่านกลไกของภาครัฐและความร่วมมือผ่าน กรอ.

    รวมทั้งช่วงเวลานี้เป็นจังหวะเวลาของการจัดงานที่มีความสำคัญ เพราะไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ซึ่งมาจัดที่กรุงเทพฯ ครั้งแรกในรอบ 35 ปี และเตรียมความพร้อมก่อนไทยจะรับบทบาทประธานอาเซียนปี 2571

    “กกร.ต้องการใช้ Bangkok Business Summit เป็น Starting Point of a Journey หรือจุดเริ่มต้นการเดินทาง ไม่ใช่งานจบแล้วจบเลย แต่ต้องต่อยอดไปสู่การลงมือทำ”

    ทั้งนี้ ต้องการเห็นการร่วมกันหาแนวทาง ปลดล็อกปัญหาเชิงโครงสร้าง ของประเทศไทย และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่หรือ New Growth Engines ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนประเทศในระยะต่อไป

    อีกทั้ง เวทีนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ไทยได้นำเสนอหลากหลายมุมเพื่อให้นักลงทุนต่างชาติเห็นว่าประเทศไทยมีจุดแข็งและโอกาสอะไร และที่สำคัญคือต้องเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายให้เกิดการขับเคลื่อนจริง

    สำหรับ Theme ของงานคือ “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” หรือ “ปรับเปลี่ยนประเทศไทย สร้างอาเซียนที่แข็งแกร่งและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้”
    ส่งสัญญาณถึงนักลงทุนโลก
    สิ่งที่ประเทศไทยต้องการสื่อสารไปยังนักลงทุนทั่วโลกคือ “Thailand is ready for transformation and ready for investment” หรือ“ประเทศไทยพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง และพร้อมสำหรับการลงทุน”

    ทั้งนี้ ไทยต้องแสดงให้เห็นเรามีทิศทางร่วมกัน Shared Direction มีความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน และมีความสามารถลงมือทำ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเปลี่ยน Global Disruption เป็นโอกาสลงทุนและการเติบโตไทยและอาเซียน

    ดังนั้น งานนี้ไม่ต้องการให้จบเพียงการพูดคุย แต่ต้องนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ชัดเจน หลังจบงานต้องตกผลึกเรื่องที่ต้องทำก่อนหลัง ผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และมีผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้

    อีกเป้าหมายหนึ่งคือการนำแรงส่งจาก Bangkok Business Summit ไปต่อยอดสู่ประชุม IMF-World Bank ในเดือน ต.ต.นี้ และต่อเนื่องไปถึงการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 ดังนั้นงานนี้ถูกวางเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างทิศทางร่วมกันของไทยก่อนจะนำประเด็นสำคัญไปสู่เวทีระดับโลกและระดับภูมิภาค

    คิกออฟยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจ’ กกร.เปิดเวทีลุยปรับโครงสร้าง-แก้คอร์รัปชัน

    • ปูทางก่อนไทยเป็นประธานอาเซียน

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อีก 2 ปี ไทยจะเป็นประธานอาเซียน โดยภาคเอกชนไทยต้องการผลักดันให้อาเซียนหลอมรวมเป็นห่วงโซ่อุปทานร่วมกันแท้จริง โดยอาเซียนมีขนาดตลาดใหญ่ประชากร 650 ล้านคน ใหญ่กว่ายุโรปและใหญ่กว่าสหรัฐ 2 เท่า 

    รวมทั้งหากไม่นับสิงคโปร์และบรูไนแล้วสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่มีฐานทรัพยากร ทักษะแรงงาน และฐานอัตราภาษีส่งออกไปสหรัฐใกล้เคียงกัน และหากทุกประเทศเชื่อมห่วงโซ่อุปทานการส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลกฐานภาษีเดียวกันจะเพิ่มอำนาจต่อรองและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันมหาศาล

    นอกจากนี้ กกร.ตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนแผนงานต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569-2570 ไปถึงปีที่ไทยเป็นประธานอาเซียน

    • ล้างคอร์รัปชันหั่น“ดุลพินิจ”รัฐเป็นศูนย์

    นายพจน์ ในฐานะประธานคณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร.ย้ำว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจจะสูญเปล่าหากไม่แก้ปัญหารากเหง้าอย่างการทุจริต

    “หากแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้ ต่อให้จะปฏิรูปเศรษฐกิจกี่ครั้งก็เจ๊งหมด”
    ดังนั้นแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจต้องเร่งโครงการ ‘Zero Corruption : กกร.และเพื่อนไม่ทน’ มาตั้งแต่ 1 ต.ค.2568 เป็นเรือธงคู่ขนาน แก้ไขปัญหาดัชนีชี้วัดคอร์รัปชันประเทศที่ตกมาอยู่อันดับ 116 ของโลก

    ที่ผ่านมาคณะทำงานเริ่มแก้ปัญหาเชิงลึก เช่น การเปิดเวทีถอดบทเรียนจุดเสี่ยงทุจริตรายอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 และการทำงานร่วมคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนฯ ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อรื้อกฎหมายลำดับรองทั้งกฎกระทรวงและประกาศต่างๆ ให้เสร็จภายใน 2 เดือน

    ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการแก้กฎหมาย คือ ลดใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่รัฐให้เป็นศูนย์ เพื่อปิดช่องโหว่เรียกรับสินบน และลบอุปสรรคที่ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐเข้าสู่ระบบดิจิทัลเพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส

    • หนุนไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD

    รวมทั้งวันที่ 1 ต.ค.2569 กกร.พร้อมเชิญผู้แทนองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ร่วมสัมมนา เพื่อสนับสนุนเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ซึ่งมาตรฐานความโปร่งใสนี้คือ

    ยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
    สำหรับทิศทางทั้งหมดได้รับสัญญาณบวกจากรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่แสดงท่าทีชัดเจนรับฟังข้อเสนอเชิงลึกจากเอกชน และพร้อมบูรณาการเป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและมาตรฐานธรรมาภิบาลไทยสู่ระดับสากล

    คิกออฟยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจ’ กกร.เปิดเวทีลุยปรับโครงสร้าง-แก้คอร์รัปชัน

    • ถึงเวลายกระดับอุตสาหกรรมไทย

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.มุ่งสะท้อนเสียงสมาชิกภาคอุตสาหกรรม 16,000 ราย ในจำนวนนี้เป็น SME ถึง 85% ให้นักลงทุนเห็นภาพจริงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย โดยสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ช่วงที่ผ่านมาสร้างแรงกดดันภาคอุตสาหกรรมพร้อมกัน 2 ด้าน คือ 

    1.ด้านความมั่นคงพลังงานจากการที่ไทยพึ่งนำเข้าพลังงานสูงถึง 60% ของการผลิตในประเทศ 

    2.ด้านกติกาการค้าโลกที่เกี่ยวข้องความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้น 
    ดังนั้น อุตสาหกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่านต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการปรับตัวรับกระแสโลกเพื่อเป้าหมาย Net Zero ปี 2593

    ทั้งนี้ ส.อ.ท.ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยผ่านยุทธศาสตร์ “5i” เริ่มจากการพัฒนาภาคการผลิตสู่ ‘Intelligent Industry’ ยกระดับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่ ‘Innovation and Creativity’ เน้นนำนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอด สร้างแบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

    ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับ ‘International Alliance and Network’ สร้างความแข็งแกร่งการค้าและเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมกับ ‘Industrial Infrastructure Reform’ ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานภาคอุตสาหกรรมครบวงจร ทั้ง สาธารณูปโภค, โลจิสติกส์, แรงงานและกฎหมาย โดยดำเนินภายใต้แนวคิด Inclusive Sustainability ที่เน้นการเติบโตยั่งยืน

    • จับตาPDPใหม่ลงทุนโครงสร้างพลังงานสีเขียว

    สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่จะสอดคล้องเป้าหมาย Net Zero ปี 2593 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานไฟฟ้าสีเขียวมากขึ้นจากปัจจุบันที่ 15% เพื่อเอื้อต่อการดึงดูดการลงทุน

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามา ไทยอาจต้องการมากกว่าการให้สิทธิประโยชน์ภาษีแต่ต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม (Industrial Infrastructure Reform) ตามยุทธศาสตร์ “5i” ผ่านการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวในราคาแข่งขันได้

    รวมถึงบริหารจัดการน้ำที่ดีเริ่มจากแหล่งน้ำ คุณภาพน้ำ และการรีไซเคิล รวมถึงการรับมือภัยพิบัติ

    ทั้งนี้ เมื่อเทียบประเทศในอาเซียนพบว่าไทยอยู่ระดับเหนือกว่าบางมิติ เช่น การมีระบบไฟฟ้าที่เสถียร แทบไม่พบปัญหาไฟดับ ขณะที่การบริหารจัดการน้ำมีความยืดหยุ่นและปรับสถานการณ์ได้เร็ว แม้มีอุทกภัยบางช่วงอีกทั้งมีทรัพยากรมนุษย์ที่ดี และกฎระเบียบที่เอื้อการทำธุรกิจ เช่น โครงการ BOI FastPass

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1248875&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18_z1AvZiXZy56VCykIS1l

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 25 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 25 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/169835&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bME1klnR6La01BVT3MGdS

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นโต 1.1% แต่คนญี่ปุ่นใช้จ่ายน้อยลง สัญญาณอะไรที่นักธุรกิจไทยควรจับตา

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นโต 1.1% แต่คนญี่ปุ่นใช้จ่ายน้อยลง สัญญาณอะไรที่นักธุรกิจไทยควรจับตา

    มีเนื้อหาโฆษณา

    ลองจินตนาการว่าคุณเป็นเจ้าของบริษัทนำเข้าชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น แล้ววันหนึ่งได้ยินข่าวว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่น “โต” แต่คนญี่ปุ่นกลับใช้จ่ายน้อยลง คุณควรตีความตัวเลขนี้อย่างไร นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสัปดาห์นี้

    เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น (内閣府) ได้เผยแพร่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เบื้องต้นของไตรมาสเดือนเมษายน-มิถุนายน 2026 พบว่า GDP ที่แท้จริง (ตัดผลกระทบจากเงินเฟ้อออกแล้ว) ขยายตัว 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือคิดเป็นอัตรารายปี (年率) 1.1% ถือเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ตลาดคาดว่าจะโตราว 2.0-2.2%

    สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขรวมคือ “องค์ประกอบ” ของการเติบโตนี้ การบริโภคภาคเอกชน (個人消費) ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของ GDP ญี่ปุ่น กลับติดลบ 0.02% เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขึ้นภาษีบุหรี่และการเปลี่ยนวิธีนับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาหลังรัฐบาลขยายการอุดหนุนค่าเทอมโรงเรียนมัธยม การลงทุนของภาคธุรกิจ (設備投資) ก็ลดลง 1.2% ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2 จากการชะลอด้านบริการวิจัยและพัฒนา ตรงข้ามกับภาคการส่งออกสุทธิ (外需) ที่กลายเป็นตัวค้ำเศรษฐกิจ โดยได้แรงหนุนหลักจากการนำเข้าพลังงานที่ลดลง มากกว่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจริง

    เหตุผลเบื้องหลังความอ่อนแอของอุปสงค์ในประเทศ ส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ตึงเครียดตลอดทั้งไตรมาสนี้เป็นไตรมาสแรกอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้น ดัชนีราคาสินค้าที่ผู้ผลิตขายให้กัน (企業物価指数) เดือนกรกฎาคมพุ่งขึ้นถึง 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ธนาคารกลางญี่ปุ่น (日本銀行 หรือ BOJ) จึงเริ่มส่งสัญญาณเตือนความเสี่ยงเงินเฟ้อ และมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (政策金利) เร็วที่สุดในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปหลังจากที่ปรับขึ้นไปแล้ว 0.25% เมื่อเดือนมิถุนายน

    สำหรับคนไทยที่ทำธุรกิจกับญี่ปุ่นหรือมีความเกี่ยวข้องทางการเงินกับเยน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวเศรษฐกิจไกลตัว หากธนาคารกลางญี่ปุ่นตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยจริงในเดือนกันยายน แนวโน้มคือค่าเงินเยนจะแข็งค่าขึ้น (เยนแข็ง) เมื่อเทียบกับเงินบาท ซึ่งหมายความว่าธุรกิจไทยที่นำเข้าสินค้าหรือชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นอาจต้องจ่ายแพงขึ้นในรูปเงินบาท ขณะเดียวกัน คนไทยที่ทำงานให้บริษัทญี่ปุ่นและได้รับเบี้ยเลี้ยงหรือโบนัสเป็นสกุลเงินเยน อาจได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีขึ้นเมื่อโอนเงินกลับมาเป็นบาท ส่วนคนที่วางแผนเดินทางไปญี่ปุ่นช่วงปลายปีก็ควรจับตาเรื่องนี้ไว้เช่นกัน เพราะเยนแข็งขึ้นหมายถึงค่าใช้จ่ายเที่ยวญี่ปุ่นที่แพงขึ้นตามไปด้วย

    อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ ท่ามกลางการบริโภคในประเทศที่ซบเซา บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่นกลับมีกำไรสุทธิไตรมาสเดียวกันเพิ่มขึ้นถึง 64% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยแรงหนุนหลักมาจากความต้องการด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง สะท้อนว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นตอนนี้กำลังแบ่งเป็นสองขั้วชัดเจน คือภาคธุรกิจส่งออกและเทคโนโลยีที่ยังเติบโตดี ในขณะที่การใช้จ่ายของครัวเรือนทั่วไปยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ สำหรับผู้ประกอบการ SME ญี่ปุ่นในไทยที่กำลังพิจารณาขยายการลงทุนหรือเปิดสาขาใหม่ ภาพเศรษฐกิจนี้อาจส่งผลให้บริษัทแม่ในญี่ปุ่นระมัดระวังการใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น แต่ยังคงมองหาโอกาสเติบโตในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและซัพพลายเชน

    ดังนั้น สิ่งที่คนไทยที่ทำงานหรือทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นควรทำในตอนนี้ ไม่ใช่การตื่นตระหนกกับตัวเลข 1.1% แต่คือการติดตามการประชุมนโยบายการเงินของ BOJ ในเดือนกันยายนอย่างใกล้ชิด หากคุณมีสัญญาซื้อขายหรือชำระเงินเป็นสกุลเยนในช่วงปลายปีนี้ อาจลองปรึกษาธนาคารเรื่องการล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (forward contract) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น เพราะบางทีตัวเลขเศรษฐกิจที่ดูเหมือนไกลตัวในโตเกียว ก็ส่งผลถึงกระเป๋าเงินของคนทำธุรกิจในกรุงเทพฯ ได้เร็วกว่าที่คิด

    ⑤ บันทึกกองบรรณาธิการ ตัวเลขคาดการณ์ตลาดมี 2 แหล่ง (Nikkei ระบุ 2.2%, BigGo ระบุ 2.0%) ใช้คำกลางๆ ว่า “ราว 2.0-2.2%” เพื่อความปลอดภัย ควรตรวจสอบมติที่ประชุม BOJ เดือนกันยายนอีกครั้งก่อนเผยแพร่ เนื่องจากบทความอ้างอิงความเป็นไปได้ (可能性) ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

    หากบทความนี้เป็นประโยชน์
    ขอเชิญติดตามเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bangkokshuho.com/th/business-economy-37/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xITz-1SFEfOgJiTrkfLkw

  • ประธานรัฐสภาอิหร่านออกโรงเตือนประเทศกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจรุนแรง : อินโฟเควสท์

    ประธานรัฐสภาอิหร่านออกโรงเตือนประเทศกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจรุนแรง : อินโฟเควสท์

    นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ออกโรงเตือนเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังทวีความรุนแรง โดยระบุว่า แม้อิหร่านจะมีกองทัพที่ทรงพลังเพียงใด ก็ไม่สามารถปกป้องประเทศได้ หากประชาชนกำลังหิวโหยและเศรษฐกิจยังคงทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

    นายกาลีบาฟกล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวระหว่างการประชุมร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิหร่านและอิรักที่กรุงแบกแดด

    ทั้งนี้ นายกาลีบาฟเตือนว่า “ไม่ว่ากำลังทางทหารของเราจะแข็งแกร่งเพียงใด หากเรากำลังหิวโหย เราก็จะไม่สามารถอยู่รอดต่อไปได้”

    คำกล่าวดังกล่าวถือเป็นการยอมรับจากภายในกลุ่มผู้นำอิหร่านเองว่า วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศอาจกำลังคุกคามความสามารถของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงของชาติและเสถียรภาพทางการเมือง

    นายกาลีบัฟกล่าวว่า รัฐบาลไม่สามารถแยกกำลังทางทหารออกจากความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ โดยเปรียบเทียบว่า ความมั่นคงและเศรษฐกิจเป็นเหมือน “ปีกสองข้าง” ที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

    เขากล่าวว่า หากไม่มีความมั่นคง นักลงทุนก็จะไม่กล้านำเงินทุนเข้ามาลงทุน และในทางกลับกัน หากไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่มีการผลิตภายในประเทศ และประชาชนทั่วไปมีรายได้ไม่เพียงพอ รัฐบาลก็ไม่สามารถรักษาความมั่นคงไว้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

    คำกล่าวของเขาเกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนัก หลังจากที่ต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ความขัดแย้งในภูมิภาค และค่าใช้จ่ายมหาศาลของรัฐบาลในการสนับสนุนกองทัพและพันธมิตรในภูมิภาคตลอดหลายปีที่ผ่านมา

    มีรายงานว่าอัตราเงินเฟ้อของอิหร่านอยู่ที่ประมาณ 90%, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หดตัวลงอย่างรุนแรง, มีการสูญเสียตำแหน่งงานมากกว่า 1 ล้านตำแหน่ง และการส่งออกน้ำมันในปัจจุบันลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ เนื่องจากการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ

    ขณะเดียวกัน อิหร่านยังคงทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากในการผลิตขีปนาวุธพิสัยไกล โดรน และอาวุธประเภทอื่น ๆ รวมทั้งยังคงให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธและพันธมิตรต่าง ๆ ทั่วตะวันออกกลาง

    คำกล่าวของนายกาลีบาฟสะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำอิหร่านกำลังมีความกังวลเพิ่มขึ้นว่า ขีดความสามารถทางทหารอาจไม่สามารถช่วยปกป้องประเทศจากความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่กำลังเพิ่มขึ้นภายในประเทศ

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/636795&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jAFGfCNDCOIWVLOmpOWcW

  • สบส. เปิดเวทีวิชาการ 2569 ชู “นวัตกรรมคู่มาตรฐาน ยกระดับระบบบริการสุขภาพ สู่เศรษฐกิจไทยยั่งยืน”

    สบส. เปิดเวทีวิชาการ 2569 ชู “นวัตกรรมคู่มาตรฐาน ยกระดับระบบบริการสุขภาพ สู่เศรษฐกิจไทยยั่งยืน”

                   กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข จัดประชุมวิชาการประจำปีงบประมาณ 2569 เรื่อง “นวัตกรรมคู่มาตรฐาน ยกระดับระบบบริการสุขภาพ สู่เศรษฐกิจไทยยั่งยืน” เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้สร้างความร่วมมือเครือข่ายสุขภาพ พัฒนางานด้านวิชาการ วิจัยและนวัตกรรม ของระบบบริการสุขภาพไทยในอนาคต

                วันนี้ (24 สิงหาคม 2569) ณ โรงแรมแกรนด์ พาลาสโซ่ พัทยา จังหวัดชลบุรี นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรม สบส. เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เรื่อง “นวัตกรรมคู่มาตรฐาน ยกระดับระบบบริการสุขภาพ สู่เศรษฐกิจ” พร้อมด้วยทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ นายแพทย์ภุชงค์ ไชยชิน รองอธิบดีกรม สบส คณะผู้บริหาร/บุคลากรกรม สบส. และหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ กว่า 700 คน เข้าร่วม

                นายแพทย์ภูวเดชฯ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางด้านเทคโนโลยี ข้อจำกัดของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศ ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขไทยต้องปรับตัวตามสถานการณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริการทางการแพทย์และสุขภาพ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพมาตรฐาน เสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจสุขภาพ และส่งเสริมการพัฒนาสังคมสุขภาวะอย่างยั่งยืน ดังนั้น การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ จึงถือเป็นหัวใจสำคัญต่อการวางรากฐานระบบสาธารณสุข และสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่องของประเทศในระยะยาว กรม สบส. ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม พัฒนาการออกแบบสถานพยาบาลให้รองรับนวัตกรรม รวมถึงส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) จึงกำหนดจัดงานประชุมฯ ในครั้งนี้ขึ้น เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่ครอบคลุมองค์ความรู้ทางด้านระบบสุขภาพภาคประชาชน การคุ้มครองผู้บริโภคด้านระบบบริการสุขภาพ มาตรฐานระบบบริการสุขภาพ และเศรษฐกิจสุขภาพ อีกทั้ง เป็นพื้นที่สร้างสรรค์การพัฒนาบุคลากรของกรมให้มีความรู้ที่เท่าทันสถานการณ์ทางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างเป็นพลวัตร ยกระดับความสามารถในการวางแผนยุทธศาสตร์ ออกแบบวิธีการและกลยุทธ์ที่ทันสมัย สอดคล้องกับแนวนโยบายการขับเคลื่อนประเทศและการพัฒนายั่งยืนของโลก เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสุขภาพได้อย่างตรงเป้าหมาย รวมถึงเป็นกลไกในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายการดำเนินงานตามภารกิจของกรม สบส.

                ด้านทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวว่า สำหรับ กิจกรรมที่เป็นไฮไลท์ในงานวิชาการกรม สบส. ในปีนี้ ประกอบด้วย การบรรยายพิเศษ หัวข้อ “สุขภาพดีเริ่มต้นที่ตัวเรา” “ติดอาวุธทางการเงินข้าราชการ : ถอดสูตรการบริหารเงินออม และการปลดหนี้อย่างยั่งยืน” “สมาร์ทข้าราชการยุคใหม่ : ปั่นงานหลวงให้ปัง สรรค์สร้างรายได้เพิ่ม ด้วยพลัง AI ” รวมทั้ง “The Power of People : สุขภาวะและความผูกพัน พลังขับเคลื่อนองค์กร” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขาความรู้ ซึ่งจะมาถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้กับผู้ร่วมงานได้นำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและดำเนินชีวิต โดยในการจัดงานประจำปีนี้จะมีการมอบรางวัลและโล่เกียรติบัตรให้แก่ผู้นำเสนอผลงานวิชาการ สาขาสุขภาพภาคประชาชน สาขาเศรษฐกิจสุขภาพ สาขาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านบริการสุขภาพ และสาขามาตรฐานบริการสุขภาพ รางวัลหน่วยงานเครือข่าย รางวัลเชิดชูเกียรติบุคคลที่สนับสนุนภารกิจกรม สบส. และรางวัลเชิดชูเกียรติหน่วยงานในสังกัดกรม สบส. รวม 146 รางวัล เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและการขับเคลื่อนงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคด้านบริการสุขภาพ ระบบสุขภาพภาคประชาชน มาตรฐานระบบบริการสุขภาพ และเศรษฐกิจสุขภาพอย่างมีพลังวิชาการที่เข้มแข็งต่อไป

    View 30    24/08/2569   ข่าวในรั้ว สธ.    กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr.moph.go.th/online/index/news/346869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oM-bHybAnvmtb8rk0Qmm0

  • TikTok เปิดกลยุทธ์ไลฟ์ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    TikTok เปิดกลยุทธ์ไลฟ์ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    TikTok เปิดกลยุทธ์ไลฟ์ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์เจาะฐานผู้เสพยุคใหม่

    ⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 13 นาที

    ติ๊กต็อกเดินหน้ายกระดับระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านงาน TikTok Live Community Fest ชูศักยภาพการถ่ายทอดสดแบบเรียลไทม์เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสำนักข่าว สื่อมวลชน และผู้บริโภครุ่นใหม่ ชี้การสร้างปฏิสัมพันธ์สองทางและการสื่อสารที่จริงใจคือหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาวและเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจดิจิทัลไร้ขีดจำกัด

    จุดเปลี่ยนภูมิทัศน์สื่อและพลังอินเทอร์แอ็กทิฟ

    การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัลกำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงก้าวข้ามการผลิตคอนเทนต์วิดีโอสั้นแบบดั้งเดิมไปสู่ประสบการณ์ที่มีส่วนร่วมแบบเรียลไทม์ โดยแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง ติ๊กต็อก (TikTok) ได้จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ TikTok Live Community Fest ขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำเสนอองค์ความรู้เบื้องหลังการถ่ายทอดสดระดับมืออาชีพ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้ผลิตเนื้อหาและองค์กรสื่อมองเห็นโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจผ่านฟีเจอร์ TikTok Live ซึ่งกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการสร้างรายได้และขยายฐานผู้ชม

    ในการบรรยายพิเศษหัวข้อการสร้างสรรค์เนื้อหาบนแพลตฟอร์ม คุณชิน เจ้า เว่ย (Chin Zhao Wei) Brand and Reputation Manager แห่ง TikTok Live Asia ได้ระบุถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีการสตรีมมิงสดว่ากำลังเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมความบันเทิงไปสู่รูปแบบที่มีความโต้ตอบสูงขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ของครีเอเตอร์ทั่วไปเท่านั้น แต่เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ของสำนักข่าวและผู้เผยแพร่เนื้อหาในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภควัยหนุ่มสาว โดยคุณชิน เจ้า เว่ย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวว่า

    “ในอุตสาหกรรมความบันเทิงยุคนี้ เรากำลังเคลื่อนตัวไปสู่รูปแบบที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์สองทางมากขึ้น เราจำเป็นต้องเข้าใจสิ่งนี้ เพื่อที่สำนักข่าวและผู้ผลิตสื่อจะได้พิจารณาการก้าวเข้ามาเป็นไลฟ์ครีเอเตอร์ด้วยตัวเอง และนำเนื้อหาที่มีคุณค่าไปสู่กลุ่มผู้ชมรุ่นใหม่ที่กำลังตื่นตัวกับสิ่งที่คุณต้องการนำเสนอ”

    ความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างวิดีโอแบบบันทึกเทปกับการถ่ายทอดสดอยู่ที่ความเป็นธรรมชาติและการสื่อสารแบบไร้ปุ่มหยุดชั่วคราว ผู้ชมในปัจจุบันมองหาความจริงใจและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นสดๆ การที่สำนักข่าวสามารถตอบคำถาม อ่านความคิดเห็น และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างโปร่งใส จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือให้สูงขึ้นกว่าการเสพเนื้อหาที่ผ่านการตัดต่อเพียงอย่างเดียว ซึ่งส่งผลให้เกิดความผูกพันในระยะยาวและดึงดูดให้ผู้ชมกลับมาติดตามอย่างต่อเนื่อง

    TikTok เปิดกลยุทธ์ไลฟ์ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์เจาะฐานผู้เสพยุคใหม่
    TikTok เปิดกลยุทธ์ไลฟ์ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์เจาะฐานผู้เสพยุคใหม่

    ความร่วมมือระดับสากลและมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจสื่อ

    ศักยภาพของ TikTok Live ได้รับการพิสูจน์แล้วผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์ชั้นนำอย่าง Food Network ในสหรัฐอเมริกา การถ่ายทอดสดพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับศิลปินระดับตำนานอย่าง พอล แม็กคาร์ตนีย์ (Paul McCartney) อดีตสมาชิกวงเดอะบีทเทิลส์ ไปจนถึงการจับมือกับสถาบันทางวัฒนธรรมชื่อดัง เช่น มหาวิหารซากราดาฟามิเลีย (Sagrada Família) ในสเปน และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติในคาซัคสถาน เพื่อเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์เสมือนจริง

    สำหรับแวดวงสื่อสารมวลชน การผสานความร่วมมือระหว่าง ติ๊กต็อก และสำนักข่าวระดับโลกอย่าง บีบีซี (BBC) ในสหราชอาณาจักร ในการจัดทำเนื้อหาถ่ายทอดสดเกาะติดบรรยากาศการสอบระดับชาติและการสัมภาษณ์นักเรียนแบบเรียลไทม์ สามารถสร้างยอดการรับชมได้สูงถึง 23 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าการรายงานข่าวภาคสนาม ข่าวเหตุการณ์ด่วน ข่าวไฟป่า หรือการอัปเดตงานแถลงข่าวผ่านการสตรีมมิงสด สามารถสร้างการเข้าถึงมวลชนได้อย่างมหาศาล อีกทั้งยังช่วยสร้างผลตอบรับทันทีเพื่อนำมาวิเคราะห์ความต้องการของตลาด

    นอกเหนือจากการสร้างการรับรู้แบรนด์ องค์กรสื่อยังสามารถใช้ระบบการไลฟ์เป็นเครื่องมือค้นหาแนวคิดทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างแม่นยำ ปฏิกิริยาของผู้รับชมและการตั้งคำถามแบบสดๆ เปรียบเสมือนข้อมูลเชิงลึกที่บอกได้ทันทีว่าผู้บริโภคต้องการเจาะลึกเรื่องใดเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นข่าวดนตรี วงการยานยนต์ หรือประเด็นเศรษฐกิจและสังคม ข้อมูลสะท้อนกลับเหล่านี้จะช่วยให้กองบรรณาธิการสามารถวางแผนผลิตเนื้อหาได้ตรงกลุ่มเป้าหมายและขับเคลื่อนรายได้อย่างยั่งยืน

    กลยุทธ์การจัดวางคอนเทนต์และการผลิตระดับมืออาชีพ

    ความสำเร็จในการถ่ายทอดสดบนแพลตฟอร์มไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่ต้องอาศัยศาสตร์แห่งการวางแผนและการเตรียมงานที่รัดกุม ผู้ผลิตเนื้อหาต้องใช้กลยุทธ์การปล่อยวิดีโอสั้นเพื่อบอกใบ้หรือโปรโมตช่วงเวลาไลฟ์ล่วงหน้าเหมือนตัวอย่างภาพยนตร์ พร้อมทั้งเลือกช่วงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายเปิดรับสื่อได้ดีที่สุด เช่น ช่วงพักกลางวันหรือช่วงค่ำ โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญคือการจัดเวลาการไลฟ์ต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้อัลกอริทึมทำงานและให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ทันอย่างต่อเนื่อง

    ในมิติของการดึงดูดสายตา ผู้ดำเนินรายการต้องบริหารช่วงเวลา 10 วินาทีแรกให้ทรงประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อบอกตัวตน หัวข้อ และเหตุผลที่ผู้ชมควรหยุดดู พร้อมทั้งใช้เทคนิคการสรุปประเด็นซ้ำทุกสองสามนาทีเพื่อรองรับผู้ชมหน้าใหม่ที่ทยอยเข้ามา ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ภายในแอปพลิเคชันอย่างเต็มที่ เช่น ระบบถามตอบ (Q&A) เพื่อดึงคำถามเด่นขึ้นมาตอบสดๆ, ฟังก์ชันการจัดรายการร่วมกัน (Co-host) สำหรับการสัมภาษณ์ทางไกล, ระบบคัดกรองความคิดเห็นเพื่อความปลอดภัย รวมถึงการเชื่อมต่อระบบจัดการสตรีมภายนอกอย่างโอเวอร์เลย์ซอฟต์แวร์หรือ OBS เพื่อยกระดับความคมชัดของภาพ

    ความสมบูรณ์แบบของการถ่ายทอดสดเชิงพาณิชย์ยังครอบคลุมไปถึงการจัดสภาพแวดล้อมและระบบไฟในสตูดิโอ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดไฟสตูดิโอ ได้ร่วมสาธิตเทคนิคการจัดแสงมาตรฐานแบบ 4 ทิศทาง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยยกระดับงานวิดีโอให้ดูเป็นมืออาชีพและมีมิติที่สมบูรณ์แบบ โดยเริ่มต้นจากการใช้ไฟส่องหน้าตรงกลางเป็นแหล่งกำเนิดแสงหลักเพื่อให้ความสว่างแก่ตัวบุคคลอย่างทั่วถึง เสริมด้วยไฟด้านข้างที่วางทำมุม 45 องศา ในระยะห่างประมาณ 1.5 เมตร เพื่อช่วยลบเงาส่วนเกินและสร้างมิติความลึกบนใบหน้าอย่างนุ่มนวล ขณะที่ไฟด้านบนหรือไฟส่องผม (Hair Light) จะทำหน้าที่สร้างประกายขอบตัวเพื่อตัดและแยกตัวบุคคลออกจากฉากหลังได้อย่างเด่นชัด ปิดท้ายด้วยไฟด้านล่างที่ช่วยเปิดเงาใต้คาง เพิ่มความเปล่งประกาย และขับเน้นรายละเอียดของใบหน้าให้คมชัดโดดเด่นในทุกมุมมอง องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญในการตรึงผู้ชมให้อยู่กับคอนเทนต์และส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพของสื่อในยุคดิจิทัล

    #TikTokLive #TikTokLiveCommunityFest #CreatorEconomy #DigitalMedia #BusinessInsider #เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thereporter.asia/2026/08/tiktok-live-strategy-creative-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GpXJcuyvK5uVjqbnQpP4T

  • อิหร่านปัดตกวันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ ไม่แยแสคำขู่ทำลายล้างของสหรัฐฯ

    อิหร่านปัดตกวันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ ไม่แยแสคำขู่ทำลายล้างของสหรัฐฯ

    เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2569 กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลวอชิงตันประกาศรณรงค์กดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ล่าสุดรัฐบาลเตหะรานออกมาตอบโต้คำข่มขู่นั้น พร้อมเย้ยกลับว่าเรื่องที่อ้างว่าทำลายขีดความสามารถทางทหารและนิวเคลียร์ของอิหร่านไปแล้วนั้นไม่เป็นความจริง

    “เรื่องราวของพวกเขาฟังดูไม่สมเหตุสมผล ที่บอกว่าอำนาจทางทหารของอิหร่านถูกทำลาย, โรงงานผลิตอาวุธทั้งหมดถูกทำลาย และโครงการนิวเคลียร์ถูกฝังกลบไปแล้วนั้น บ่งบอกได้ว่าไม่เป็นความจริง” คาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอิหร่าน กล่าว

    เขาเสริมว่า “ยังมีความจำเป็นต้องรุกรานทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์และการระดมทุกสถาบันและอำนาจของสหรัฐอเมริกามาใช้กับเรา นี่คือชัยชนะหรือการยอมรับความพ่ายแพ้ของอเมริกากันแน่”

    ก่อนหน้านี้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลวอชิงตันกำลังเปิดฉากการโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดเพียงครั้งเดียวต่อศัตรู โดยใช้คำว่า “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ (Economic D-day)” และเขามีกำหนดจะอธิบายมาตรการคว่ำบาตรใหม่ของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านในวันจันทร์

    ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านได้เตือนประเทศต่างๆ ไม่ให้เข้าร่วมในปฏิบัติการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และหากมีการเข้าร่วมเกิดขึ้น ย่อมจะส่งผลตามมาอย่างแน่นอน

    สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเป็นผู้จุดชนวนสงครามในตะวันออกกลางด้วยการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้จากอิหร่านทั่วภูมิภาค

    การหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายน ยุติการระดมยิงอย่างหนักหน่วงเกือบ 40 วัน แต่การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซกลับกลายเป็นจุดปะทะสำคัญในความขัดแย้ง

    อิหร่านควบคุมเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญนี้มาตั้งแต่เริ่มสงคราม การเปิดช่องแคบอีกครั้งซึ่งมีความสำคัญต่อการจัดหาพลังงานน้ำมันและก๊าซทั่วโลก กลายเป็นเรื่องสำคัญของสหรัฐฯ แต่รัฐบาลเตหะรานยืนยันว่าเส้นทางน้ำจะยังคงปิดอยู่จนกว่ารัฐบาลวอชิงตันจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่าน, ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน และปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านในต่างประเทศ

    สัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่ารัฐบาลวอชิงตันจะเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

    สหรัฐฯยังเรียกร้องให้รัฐบาลอื่นๆ รวมถึงจีน ร่วมมือกันเพื่อโดดเดี่ยวเศรษฐกิจของอิหร่านให้มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม อับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า ความสัมพันธ์กับจีนได้ก้าวไปสู่มิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น, มีโครงสร้างมากขึ้น และครอบคลุมมากขึ้น

    ทั้งนี้ อิหร่านเผชิญกับการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และนานาชาติมาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979

    โดนัลด์ ทรัมป์ดำเนินนโยบายกดดันสูงสุดด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยนำแนวทางนี้กลับมาใช้อีกครั้งหลังจากกลับมาดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 และดำเนินนโยบายที่คล้ายกันกับวาระแรกของเขา

    อิหร่านปฏิเสธนโยบายคว่ำบาตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นความล้มเหลว โดยยืนยันว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการข่มขู่จะไม่สามารถบังคับให้อิหร่านเปลี่ยนแนวทาง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/1056509/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lg7D3bTi3IyYCgcdKgYla