Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • น้ำท่วมคือวิกฤต! สภานโยบายมอบ อว. เร่งนำงานวิจัยสู้ภัยพิบัติ-เยียวยาประชาชน ด้าน “สุรศักดิ์” ชง “คืนค่าเทอม-เลื่อนสอบ” เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อนักเรียน นักศึกษาและประชาชนในพื้นที่

    น้ำท่วมคือวิกฤต! สภานโยบายมอบ อว. เร่งนำงานวิจัยสู้ภัยพิบัติ-เยียวยาประชาชน ด้าน “สุรศักดิ์” ชง “คืนค่าเทอม-เลื่อนสอบ” เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อนักเรียน นักศึกษาและประชาชนในพื้นที่

    น้ำท่วมคือวิกฤต! สภานโยบายมอบ อว. เร่งนำงานวิจัยสู้ภัยพิบัติ-เยียวยาประชาชน ด้าน “สุรศักดิ์” ชง “คืนค่าเทอม-เลื่อนสอบ” เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อนักเรียน นักศึกษาและประชาชนในพื้นที่

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบาย) ครั้งที่ 3/2568 โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะรองประธาน พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในฐานะเลขานุการสภานโยบาย รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมสภานโยบายฯ ได้มีมติในนโยบายที่สำคัญเพื่อขับเคลื่อนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ของประเทศ

    การประชุมครั้งนี้ได้มีมติและข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญหลายประการ ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการอุทกภัย การพัฒนากำลังคน การยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

    โดยช่วงต้นของการประชุม ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. รายงานผลการดำเนินงานการบริหารจัดการปัญหามหาอุทกภัยในภาคใต้ ซึ่งนายสุรศักดิ์ รมว.อว. ได้รายงานต่อที่ประชุมว่าสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้และอีกหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเรียนการเรียนสอนของสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ รวมถึงการสอบ TGAT/TPAT ระหว่างวันที่ 13 – 15 ธันวาคมนี้เนื่องจากสนามสอบในหลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดย อว. ได้มีการหารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อพิจารณาให้มีการเลื่อนสอบในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ การเยียวยานักศึกษาผู้ประสบอุทกภัยโดยการคืนค่าเล่าเรียนเต็มจำนวนซึ่งจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดเพดาน ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือแรงงานในพื้นที่ด้วยการหาตำแหน่งงานและ Upskill Reskill

    ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ กล่าวสนับสนุน โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยยังขาดระบบบริหารจัดการอุทกภัยที่เป็นเอกภาพ และชี้ตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ซึ่งสะท้อนความไม่พร้อม พร้อมสั่งการให้กระทรวง อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นแกนหลักในการทำงานแบบเร่งด่วน โดยเน้นการถอดบทเรียนจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและจากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการ เช่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น โดยอาจเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศดังกล่าวมาให้ความเห็น พร้อมจัดทำคู่มือเตรียมพร้อมสำหรับภาครัฐและประชาชน รวมถึงการบูรณาการการทำงานและเชื่อมโยงข้อมูลภัยพิบัติผ่าน Data Exchange โดยเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาสาภาคประชาชนตามที่มีการเสนอในที่ประชุมด้วย

    “การถอดบทเรียนเพื่อทำข้อเสนอในครั้งนี้ควรแล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นอกจากนี้สิ่งที่น่าห่วงคือ หากกรุงเทพมหานครเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ความเสียหายจะสูงระดับ “ล้านล้านบาท” ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมการล่วงหน้าอย่างจริงจัง” รองนายกรัฐมนตรีย้ำ

    ด้าน ดร.สุรชัย ได้นำเสนอหลักการจัดทำกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ อววน. ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2571–2575) เพื่อใช้ต่อจากแผนเดิมที่จะสิ้นสุดลงในปี 2570 โดยมีหลักการสำคัญคือ การนำแนวคิด Mission-Oriented Innovation Policy (MOIP) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อแก้โจทย์ของประเทศที่ซับซ้อน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) สังคมสูงวัย ความเหลื่อมล้ำ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) พร้อมระบุ Theme และ Mission ที่วัดผลได้จริง นอกจากนี้ยังเร่งออกแบบระบบขับเคลื่อนใหม่ตั้งแต่ระดับนโยบาย แผน อววน. ไปจนถึงแผนปฏิบัติการของหน่วยงาน

    ดร.สุรชัย ได้นำเสนอแนวทางการนำ อววน. ไปขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ โดย สอวช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดทำกรอบพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พ.ศ. 2569–2575 และกรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) พ.ศ. 2569-2578เพื่อขับเคลื่อนทั้งสองอุตสาหกรรมให้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนของประเทศ โดยมีเป้าหมายผลักดันไทยผู้ประกอบการไทยให้มีความสามารถทัดเทียมนานาประเทศพร้อมวางแผนระยะยาวให้ไทยสามารถสร้างเทคโนโลยีได้เองและเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีได้ในอนาคต

    ดร.สุรชัย ยังได้นำเสนอข้อเสนอ “Quick Big Win” เรื่อง มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (มาตรการยกเว้นภาษี R&D 300%) ตามที่คณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่อง เพื่อการติดตามและประเมินผลการดำเนินการตามนโยบายยุทธศาสตร์ และแผน ววน. ภายใต้สภานโยบายเป็นผู้เสนอ ซึ่งผลการติดตามและประเมินผลที่ผ่านมาพบว่า การดำเนินมาตรการดังกล่าวในช่วงปี 2558 – 2562 สามารถกระตุ้นการลงทุนด้าน R&D ของภาคเอกชน และเกิดผลกระทบเชิงบวกจากผลของโครงการวิจัยและพัฒนา เช่น เพิ่มกำไร เพิ่มยอดขาย และเพิ่มมูลค่าการจ้างงาน ซึ่งโดยรวมแล้ว รัฐยังคงได้ประโยชน์ไปพร้อม ๆ กับการเติบโตของภาคเอกชนและเศรษฐกิจของประเทศ แต่เมื่อมาตรการภาษี 300% สิ้นสุดลง การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนก็ลดลงเรื่อย ๆ จนทำให้ค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาของทั้งประเทศลดลง สภานโยบายจึงได้มีมติเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้มีการดำเนินการมาตรการดังกล่าวต่อไป

    ศ.ดร.ศุภชัย ได้นำเสนอการขอขยายระเวลาการดำเนินโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ (พ.ศ. 2570–2574) โดยที่ประชุมสภานโยบาย มีมติเห็นชอบข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งจะผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง Reskill/Upskill/New Skill ปรับระบบประเมินทักษะ (Micro-credential / Alt. Transcript) พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการกำลังคนเชิงระบบ รองรับความต้องการของตลาดแรงงานที่ต้องการกำลังคนที่มีทักษะสูง ทันสมัย และทำงานได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/977790&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JxS58UXwvL2_RPK5nkyiO

  • สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 จัดพิธีวางพวงมาลาและถวายราชสดุดี “ศตวรรษามหาธีรราชานุสรณ์” ครบรอบ 100 ปี – OBEC

    สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 จัดพิธีวางพวงมาลาและถวายราชสดุดี “ศตวรรษามหาธีรราชานุสรณ์” ครบรอบ 100 ปี – OBEC

    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 จัดพิธีวางพวงมาลาถวายราชสดุดี และถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า เนื่องในวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า หรือวันคล้ายวันสวรรคตฯ ซึ่งในปีนี้ครบรอบ 100 ปี “ศตวรรษามหาธีรราชานุสรณ์” โดย นายลิขิต เพ็งประสิทธิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 มอบหมายให้ นายยุทธนา พรทิพย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 เป็นประธานในพิธี ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ ค่ายลูกเสืออำเภอกันทรลักษ์ สำนักงานลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 โดยมี นางธัญรดา บุญโต ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา พร้อมด้วยบุคลากรทางการลูกเสือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ลูกเสือ เนตรนารี ผู้บำเพ็ญประโยชน์ หน่วยงาน ทหาร ตำรวจ มาร่วมประกอบพิธี จำนวน 400 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/23229&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lYWeTl2GOs8xiUYJscb78

  • ม.หอการค้า ชี้น้ำท่วมใต้ ซัดเศรษฐกิจพัง 4 หมื่นล้าน เอกชนขอเงินสดเยียวยา

    ม.หอการค้า ชี้น้ำท่วมใต้ ซัดเศรษฐกิจพัง 4 หมื่นล้าน เอกชนขอเงินสดเยียวยา

    นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ จากการประเมินผลกระทบเบื้องต้นทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วมใน 10 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 2.19 ล้านกว่าคน และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบประมาณ 789,695 ครัวเรือนมูลค่าความเสียหาย 4 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.22% ของ GDP

    โดยความเสียหายในสัปดาห์แรก (21-30 พ.ย.) ซึ่งเป็นช่วงวิกฤต มีผลกระทบเฉลี่ยวันละประมาณ 1,500 ล้านบาท เมื่อแยกตามภาคส่วน ความเสียหายสูงสุดคือภาคการท่องเที่ยวและบริการ: ประมาณ 22,500 ล้านบาท ภาคเกษตรกรรม ประมาณ 10,700 ล้านบาท ภาคการผลิตและสาธารณูปโภค ประมาณ 7,000 ล้านบาท

    ธุรกิจชะงัก-ขาดความเชื่อมั่นระยะยาว

    สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ 10 จังหวัดเกิดภาวะอัมพาต ธุรกิจการค้า การบริการ และการคมนาคมต้องหยุดชะงักชั่วคราว ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบต้องปิดกิจการชั่วคราวถึง 6 ใน 10 

    นอกจากนี้ ยังมีการยกเลิกกิจกรรมระดับชาติ เช่น การสัมมนาหอการค้า และการย้ายการแข่งขันซีเกมส์ออกนอกพื้นที่จังหวัดสงขลาทั้งหมด ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเป็นเจ้าภาพกิจกรรมระดับนานาชาติในระยะยาว

    ผู้ประกอบการต้องการ “เงินสด” มากกว่า “หนี้สิน”

    จากผลการสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการกว่า 70% ประเมินว่าต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวมากกว่า 1 เดือน เนื่องจากทรัพย์สินและสต็อกสินค้าเสียหาย ขาดสภาพคล่อง และโครงสร้างพื้นฐาน (ถนน ไฟฟ้า ประปา) เสียหายหนักผู้ประกอบการส่วนใหญ่ระบุว่า ต้องการเงินเยียวยาโดยตรง (Cash Compensation) มากกว่าการใช้มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เนื่องจากต้องการเงินสดเพื่อซ่อมแซมและซื้อสินค้าใหม่ ไม่ต้องการแบกรับภาระหนี้สินเพิ่มเติม

    เสนอ 3 มาตรการเร่งด่วนเพื่อกู้วิกฤต

    ทั้งนี้มีการเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้ ดังนี้

    • ฉีดเงินเยียวยาโดยตรงเร่งประกาศมาตรการและหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาทันที
    • เร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน ซ่อมแซมระบบไฟฟ้า ประปา และเส้นทางคมนาคมให้กลับมาใช้งานได้ปกติโดยเร็ว
    • เร่งฟื้นฟูพื้นที่และทำความสะอาด ระดมทีมเข้าบำรุงรักษาและทำความสะอาดในพื้นที่ประสบภัย

    “สำหรับมาตรการสินเชื่อ ถูกมองว่าเป็นเพียง ทางเลือกเสริม ที่จะเข้ามาสนับสนุนการฟื้นฟูในระยะยาว ตั้งแต่เดือนที่สองเป็นต้นไป หลังจากการจ่ายเงินเยียวยารอบแรกได้เริ่มต้นแล้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/645526&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw259OMe19_U47tVRY3VO1jt

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 2 ธันวาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 2 ธันวาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 10.36 น.

    กลยุทธ์ : อย่าหลุด 4200
    แนวรับ : $4,100  หรือ  62,800 บาท
    แนวต้าน : ไร้แนวต้าน

    ข่าว :

    .

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจนหลังดัชนีภาคการผลิต ISM ลดลงแรงสู่ระดับ 48.2 ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องยาวนานและต่ำสุดในรอบหลายเดือน ทำให้นักลงทุนคาดว่า Fed จะต้องลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็ส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม BOJ วันที่ 19 ธ.ค. สร้างแรงกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง ส่วนบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกอยู่ในโหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหลังหุ้น–คริปโตปรับตัวร่วง ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าทองคำเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม Bond Yields สหรัฐฯ ปรับขึ้นแตะ 4.09% เป็นแรงกดดันสำคัญที่ยังถ่วงราคาทองในระยะสั้น

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    ภาพรวมราคาทองคำยังเป็นแนวโน้มขาขึ้นจากแรงหนุนทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ นโยบายการเงินที่อาจผ่อนคลายมากขึ้น และสภาวะ Risk-off ในตลาด ทำให้ทองคำได้รับสถานะ Safe Haven อย่างเต็มตัว แต่สัญญาณจากตลาดบอนด์และอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคอย่าง MACD เริ่มเตือนถึงความเป็นไปได้ของแรงขายทำกำไรในระยะสั้น โดยระดับ $4,200 เป็นจุดวัดใจสำคัญ หากราคายืนเหนือได้ ทรงขาขึ้นยังแข็งแรง แต่หากหลุดจะเปิดทางให้ราคาปรับลงทดสอบแนวรับลึกกว่าเดิม

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์หลักคือ “อย่าให้ราคาหลุด $4,200” เพราะเป็นเส้นแบ่งระหว่างภาวะขาขึ้นกับสัญญาณขายทางเทคนิค หากยืนเหนือระดับนี้ได้สามารถถือลุ้นต่อให้ราคาขึ้นทำกำไรได้ แต่ถ้าหลุดลงมาให้ระวังแรงเทขายที่จะฉุดราคาไปสู่โซนแนวรับ $4,100 / 62,800 บาท ซึ่งเป็นจุดเหมาะสำหรับคนที่รอจังหวะเข้าซื้อของถูก โดยรวมยังให้น้ำหนักขาขึ้น แต่ต้องบริหารความเสี่ยงตามสัญญาณ Technical ที่เริ่มส่งสัญญาณเตือน

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก


    stdClass Object ( [priceLogAPIId] => 1 [createDate] => 2025-12-02T10:36:31.22 [bidPrice99] => 66207 [bidPrice99Diff] => -3 [offerPrice99] => 66262 [offerPrice99Diff] => -3 [bidPrice99Lv1] => 66207 [bidPrice99Lv1Diff] => -3 [offerPrice99Lv1] => 66262 [offerPrice99Lv1Diff] => -3 [bidPrice99Lv2] => 66197 [bidPrice99Lv2Diff] => -3 [offerPrice99Lv2] => 66272 [offerPrice99Lv2Diff] => -3 [bidPrice99Lv3] => 66212 [bidPrice99Lv3Diff] => -3 [offerPrice99Lv3] => 66257 [offerPrice99Lv3Diff] => -3 [bidPrice96] => 63884 [bidPrice96Diff] => -3 [offerPrice96] => 63944 [offerPrice96Diff] => -3 [bidPrice96Lv1] => 63884 [bidPrice96Lv1Diff] => -3 [offerPrice96Lv1] => 63944 [offerPrice96Lv1Diff] => -3 [bidPrice96Lv2] => 63874 [bidPrice96Lv2Diff] => -3 [offerPrice96Lv2] => 63954 [offerPrice96Lv2Diff] => -3 [bidPrice96Lv3] => 63889 [bidPrice96Lv3Diff] => -3 [offerPrice96Lv3] => 63939 [offerPrice96Lv3Diff] => -3 [bidCentralPrice96] => 63850 [bidCentralPrice96Diff] => 0 [offerCentralPrice96] => 63950 [offerCentralPrice96Diff] => 0 [usdBuy] => 31.978 [usdBuyDiff] => 0 [usdSell] => 32.008 [usdSellDiff] => 0 [AUXBuy] => 4224.4 [AUXBuyDiff] => -0.22 [AUXSell] => 4224.88 [AUXSellDiff] => -0.2 [statusSystem] => 1 )

    ราคาทอง

    2 ธันวาคม 2568 | 10:36:31


    ประเภท รับซื้อ ขายออก
    LBMA
    99.99% (Baht)

    66,212

    -3.00

    66,257

    -3.00

    InterGold
    96.5% (Baht)

    63,889

    -3.00

    63,939

    -3.00

    สมาคมฯ
    96.5% (Baht)

    63,850

    0.00

    63,950

    0.00

    Gold Spot
    (USD)

    4,224

    -0.22

    4,225

    -0.20

    ค่าเงินบาท
    (USDTHB)

    32

    0.00

    ราคาทองคำย้อนหลัง

    ความเคลื่อนไหวกองทุนทองคำ

    2 ธันวาคม 2568 | 10:33:02


    SPDR (ton) (USD) HUI (USD)

    1,050.01

    4.58

    218.53

    0.67

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-02-dec-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qhNdiSt-RH7C76MoyG-e1

  • ‘

    นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิของญี่ปุ่น ได้กล่าวต่อที่ประชุมเศรษฐกิจที่จัดโดยซาอุดีอาระเบียว่า “จงหุบปากซะ” แต่เธอไม่ได้พูดจาหยาบคายแต่อย่างใด มันเป็นคำพูดจากการ์ตูนมังงะชื่อดังเรื่องหนึ่ง

    “ฉันเข้าใจว่ามังงะและอนิเมะญี่ปุ่นได้รับความนิยมอย่างมากในซาอุดีอาระเบีย อย่างเรื่อง ‘กัปตันซึบาสะ’ ‘วันพีซ’ และ ‘ดาบพิฆาตอสูร’ ผุดขึ้นมาในใจ” ทาคาอิจิกล่าวในงานเมื่อวันจันทร์

    “แต่วันนี้ ฉันอยากจะขอยืมคำพูดที่มีชื่อเสียงจาก ‘ผ่าพิภพไททัน’ มาสรุปสุนทรพจน์ของฉัน ‘จงหุบปากซะ แล้วลงทุนทุกอย่างกับฉัน!!’” ทาคาอิจิกล่าว

    ทาคาอิจิกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม FII PRIORITY Asia 2025 ซึ่งเป็นโครงการที่แยกตัวออกมาจากโครงการ Future Investment Initiative (FII) ประจำปีในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถูกขนานนามว่า “ดาวอสในทะเลทราย”

    ทาคาอิจิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม กำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันในการดึงดูดการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก ซึ่งหดตัวลงในไตรมาสที่สาม

    การประชุมสองวันในโตเกียวยังมีมาซาโยชิ ซอน ผู้ก่อตั้ง SoftBank ร่วมด้วย ซึ่งกล่าวว่าเขาร้องไห้กับการขายหุ้น Nvidia บริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตามรายงานของ Bloomberg News

    ซอนกล่าวว่า “ผมไม่ต้องการขายหุ้นแม้แต่หุ้นเดียว ผมแค่ต้องการเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อลงทุนใน OpenAI” และโครงการอื่น ๆ “ผมร้องไห้ที่จะขายหุ้น Nvidia”

    Agence France-Presse

    Photo by JUNG Yeon-je / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/38103&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yxsHzT8kk2j4Evvx-2XG_

  • คลัง-แบงก์ชาติ ประสานนโยบาย ลุยกระตุ้นศก.ไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    คลัง-แบงก์ชาติ ประสานนโยบาย ลุยกระตุ้นศก.ไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมประสานนโยบาย เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจไทยเติบโตระยะยาว รับมือปัญหาเชิงโครงสร้าง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยถือว่ากินบุญเก่ามานาน เพราะที่ผ่านมา ไม่มีการลงทุนใหม่เกิดขึ้น รวมทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกกว่า 60-70% เมื่อมีปัญหาเรื่องภาษีสหรัฐฯ เศรษฐกิจไทยจึงมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ดังนั้นแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของรัฐบาลในช่วง 4 เดือน จึงเน้นไปที่การวางรากฐานการเติบโตให้ได้ในระยะยาว

    สอดประสานนโยบาย

    ทั้งนี้มองว่านโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง จะต้องสอดประสานกัน เพื่อเดินหน้าในการฟื้นและกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยโยบายการเงิน ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องมีอิสระในเชิงเครื่องมือ แต่ในแง่มุมของเศรษฐกิจในฐานะที่รับผิดชอบนโยบาย ทั้งกระทรวงการคลัง และ ธปท.จะต้องสอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ

    ปรับบทบาทแก้ศก.

    ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธปท. และกระทรวงการคลัง ทำงานสอดประสานกันด้วยดีมาตลอด โดยหลังจากนี้ ธปท. จะมีการปรับบทบาท ไม่ได้ดูเพียงนโยบายการเงิน หรือด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคแต่เพียงอย่างเดียว แต่พร้อมที่จะใช้เครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ ขับเคลื่อนนโยบายการเงิน ควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/01/599282/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ot2BvIgh02YwNUINz65W1

  • เศรษฐกิจกิจสูงวัย…โอกาสใหม่ทางธุรกิจ

    เศรษฐกิจกิจสูงวัย…โอกาสใหม่ทางธุรกิจ

    เศรษฐกิจกิจสูงวัย…โอกาสใหม่ทางธุรกิจ

    วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ** สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง “เศรษฐกิจกิจสูงวัย (Silver Economy) และโอกาสใหม่ทางธุรกิจ”…โดยระบุว่า การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย แม้จะมีความท้าทายเชิงนโยบายแต่ยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันจึงเริ่มมีการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆที่เข้ามารองรับกลุ่มผู้สูงอายุ โดยมีกลไกความร่วมมือในการพัฒนาแนวทางและนวัตกรรมในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy)

    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) นับเป็นความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือทั้งเศรษฐกิจและสังคม  โดยข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ระบุว่า ไทยมีประชากรผู้สูงอายุมากถึง 14.02 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ภายในปี 2576 การเพิ่มขึ้นดังกล่าวไม่เพียงเป็นความท้าทายเชิงนโยบาย แต่ยังเปิดโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า “เศรษฐกิจสูงวัย”(Silver Economy) ซึ่งผู้สูงอายุสามารถเป็นได้ทั้งผู้บริโภคที่มีความต้องการสินค้าและบริการ และผู้ผลิตที่นำเอาความรู้ประสบการณ์มาใช้ในการทำงาน

    ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) คาดว่า มูลค่าการใช้จ่ายของผู้สูงอายุจะเติบโตจาก 2.18 ล้านล้านบาท ในปี 2566 เป็น 3.50 ล้านล้านบาท ในปี 2576 โดยเป็นมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถสร้างแบบจำลองธุรกิจใหม่ (New Business Model) ที่สร้างรายได้ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุ

    โดยมีตัวอย่างธุรกิจแต่ละด้าน ดังนี้ 1.ด้านการจ้างแรงงานสูงอายุ ที่ผ่านมาการจ้างงานผู้สูงอายุมักเกิดขึ้นในกลุ่มงานพื้นฐานในโรงงานอุตสาหกรรม งานทำความสะอาดงานบริการโรงแรม และงานบริการจำหน่ายสินค้าส่ง-ค้าปลีก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่ไม่ได้ใช้ทักษะสูง ขาดความยืดหยุ่น ไม่ใช่งานที่ผู้สูงอายุจะสามารถนำประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาต่อยอด ปัจจุบันมีการพัฒนาธุรกิจที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่ผู้สูงวัยที่ยังคงมีศักยภาพ ที่ผู้สูงอายุสามารถเลือกงานและเวลาที่ต้องการทำงานได้อย่างยืดหยุ่น ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง อาทิ แกร็บวัยเก๋า ภายใต้บริษัท แกร็บ (ประเทศไทย) ที่ได้ให้เล็งเห็นและสนับสนุนโอกาสการสร้างรายได้ พร้อมทั้งส่งเสริมคุณค่าของตัวเองในผู้สูงอายุที่ยังมีสุขภาพแข็งแรงทำงานได้ ด้วยการเป็นพาร์ทเนอร์คนขับรถยนต์เพื่อให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร หรือจัดส่งอาหารหรือพัสดุบนแพลตฟอร์ม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ในการจัดอบรมทักษะการใช้แอปพลิเคชัน โดยในปี 2565 มีผู้สูงอายุสมัครเข้าร่วม 3,700 คน และเพิ่มเป็นกว่า 1 หมื่นคน ในปี 2567 และมีเป้าหมายที่จะขยายการดำเนินการและเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ขับสูงวัยมากขึ้น

    2.ด้านสุขภาพกายและบริการดูแล จากเดิมธุรกิจดูแลสุขภาพผู้สูงอายุมักเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสถานพยาบาลหรือธุรกิจส่งเสริมสุขภาพขนาดใหญ่ แต่จากปัญหาด้านสุขภาพภาระพึ่งพิง และการอยู่ลำพัง สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีความใกล้ชิด โดยเฉพาะการมีผู้ดูแลชั่วคราว อาทิ Go MAMMA ในเครือข่าย Care Connect22 ที่เห็นถึงความลำบากในการเดินทางของผู้สูงอายุ ปัญหาลูกหลานไม่มีเวลาว่าง และผู้ให้บริการรถสาธารณะที่ยังขาดความเข้าใจในการช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุ จึงจัดให้มีบริการรถแท็กซี่สำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร ตั้งแต่รับจากบ้าน รอระหว่างทำธุระไปจนถึงส่งกลับแก่ผู้สูงอายุที่ต้องการเดินทางไปพบแพทย์ ทำธุระส่วนตัว หรือเยี่ยมญาติ แต่ไม่สะดวกขับรถเองหรือไม่มีผู้ดูแลร่วมเดินทาง โดยมีคนขับรถที่ผ่านการอบรมหลักสูตรช่วยชีวิต (CPR) และจิตวิทยาเบื้องต้นที่ดูแลผู้โดยสารสูงวัยได้อย่างถูกต้องโดยมีการรับส่งผู้สูงอายุแล้วกว่า 500 ราย และกว่า5,000 เที่ยวเดินทาง

    3.ด้านการส่งเสริมสุขภาพจิต ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจจากการขาดกิจกรรม หรือต้องอาศัยอย่างโดดเดี่ยว และขาดการมีส่วนร่วมต่างๆ ถึงแม้ว่าไทยจะมีธุรกิจด้านนันทนาการและบริการท่องเที่ยวอยู่มากมาย แต่การจัดกิจกรรมและโปรแกรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุโดยเฉพาะนั้น ยังมีอยู่ค่อนข้างจำกัด จึงเกิดธุรกิจด้านนันทนาการที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุ อาทิ ทัวร์สูงวัย หัวใจฟรุ้งฟริ้ง โดยบริษัท ทัวร์ฟ้าใส จำกัด ที่ได้จัดโปรแกรมการท่องเที่ยวที่ออกแบบสำหรับผู้สูงวัยทั้งในไทยและต่างประเทศ เน้นให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยจะมีทีมงานที่ผ่านหลักสูตรการปฐมพยาบาลประจำอย่างน้อย 2 คนต่อกลุ่ม คอยช่วยเหลือหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนการรายงานสถานการณ์ระหว่างเดินทางแก่ครอบครัวผ่าน LINE อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและลดความกังวล ในโปรแกรมยังจัดกิจกรรมสันทนาการที่หลากหลาย เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงอายุได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนวัยเดียวกัน

    ตัวอย่างข้างต้นสะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ ซึ่งควรมีกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัยของไทย ได้แก่ การจัดทำยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจสูงวัยที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (growth engine) รวมทั้งกำหนดหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน อาทิ กรมกิจการผู้สูงอายุ ที่เป็นหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาททั้งการส่งเสริม สนับสนุน และประสานความร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายทุกภาคส่วน ในการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ/คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ รวมถึงมีการบริหารจัดการกองทุนผู้สูงอายุ และยังมีศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย

    ขณะเดียวกันต้องสร้างโอกาสและพัฒนาศักยภาพให้ผู้สูงอายุคงอยู่ในตลาดแรงงาน โดยส่งเสริมการฝึกอบรม reskill upskill newskill ในทักษะที่จำเป็นและเป็นที่ต้องการของตลาด ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ การสร้างอาชีพจากความเชี่ยวชาญและภูมิปัญญาของผู้สูงอายุ การสร้างกลไกสนับสนุนการทำงาน เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงตลาดงานและสามารถพัฒนาเป็นกำลังแรงงานได้ตลอดช่วงชีวิต

    ตลอดจนการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และระบบสนับสนุนที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจเป็นผู้ประกอบการสูงวัย(Olderpreneur) รวมถึงพัฒนาฐานข้อมูลที่ครอบคลุม ทั้งข้อมูลสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุที่มีอยู่ในระบบ เพื่อเผยแพร่และสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชน รวมถึงข้อมูลการวิจัยและพัฒนาที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงตามความต้องการของตลาด การดำเนินการต่างๆเหล่านี้ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อต่อยอดให้เศรษฐกิจสูงวัยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/931689&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wkkNRzKIwvYjCKHlWspLK

  • “คลัง” ชง ครม.เศรษฐกิจ ออกมาตรการเยียวยาน้ำท่วมใต้ “พักเงินต้น ลดดอกเบี้ย”

    “คลัง” ชง ครม.เศรษฐกิจ ออกมาตรการเยียวยาน้ำท่วมใต้ “พักเงินต้น ลดดอกเบี้ย”

    กระทรวงการคลัง ชง ครม.เศรษฐกิจ ออกมาตรการเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ “พักเงินต้น ลดดอกเบี้ย” ด้านแบงก์ชาติประเมินน้ำท่วมใต้กระทบจีดีพีราว 0.2%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “คู่หูเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤติสู่ความยั่งยืน : Fiscal-Monetary Synergy in Sight” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์

    โดยนายเอกนิติ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมและเศรษฐกิจมหภาคมากนัก อย่างไรก็ตามผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลต่อชีวิตประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะคนรายเล็กรายย่อยที่ทรัพย์สินเสียหายทั้งหมด ซึ่งการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในวันนี้ กระทรวงการคลัง จะเสนอมาตรการเยียวยา เน้นการให้ “ลมหายใจ” หรือออกซิเจน ให้กับผู้ประสบภัย เช่น การพักหนี้ทั้งเงินต้น และพักดอกเบี้ย ในพื้นที่น้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงให้กระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม เข้ามาช่วยภาคธุรกิจ ในการจ่ายเงินเดือนลูกจ้างเพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องไล่คนงานออก ไปจนถึงคำนึงถึงผลในระยะยาวฟื้นฟูให้กลับมาเข้มแข็งกว่าเดิม ซึ่งมีแนวคิดที่จะผลักดันให้หาดใหญ่เป็น Smart City

    ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ แม้ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจมหภาคจะไม่มากนัก เบื้องต้นหากประเมินที่พื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่สร้างรายได้ต่อ GDP 2.6% ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.1-0.2% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กระทบมาก คือ ชีวิตคน โดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำที่สูญเสียทรัพย์สินทั้งหมด

    ทั้งนี้ ธปท. ได้กำกับดูแลสถาบันการเงินให้ผ่อนปรนเกณฑ์ทั้งหมดที่ทำได้ เช่น เกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ไม่ให้ไหลเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL การลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และการลดสัดส่วนการจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต จาก 8% เหลือ 0-3% ขณะที่สถาบันการเงินของรัฐได้ลดต้นลดดอกเบี้ยเป็น 0% ในพื้นที่ที่มีความเสียหายรุนแรงแล้ว.

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2899162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw112PbjRN2lUS3pqyv3RSk8

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานการประชุมแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 27 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานการประชุมแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 27 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานการประชุมแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 27

    วันที่นำเข้าข้อมูล 1 ธ.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 1 ธ.ค. 2568

    | 86 view

    เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานการประชุมแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 27 โดยไทยเป็นเจ้าภาพจัดที่กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิดหลัก “ส่งเสริมการเติบโตที่ครอบคลุม การพัฒนาที่สมดุล และความเจริญรุ่งเรืองผ่านการบูรณาการรัฐบาลท้องถิ่นและภาคเอกชนในภูมิภาค GMS”

    ไทยเสนอประเด็นยุทธศาสตร์ 3 ด้านในการขับเคลื่อน GMS ได้แก่ (1) การรับมือกับความท้าทายเร่งด่วนในอนุภูมิภาค อาทิ อาชญากรรมข้ามชาติ คุณภาพน้ำและการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดน (2) การส่งเสริมความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ ผ่านการดําเนินการตามความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดน (Cross Border Transport Facilitation Agreement: CBTA) และ (3) การส่งเสริมความสอดประสานระหว่าง GMS กับกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อาทิ ACMECS และ MLC ตลอดจนกรอบความร่วมมืออื่น ๆ อาทิ IMT-GT และ BIMSTEC

    รัฐมนตรีฯ ยังได้เป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีแผนงาน GMS อย่างไม่เป็นทางการ (Ministerial Retreat) ก่อนการประชุมระดับรัฐมนตรีฯ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนและรัฐบาลท้องถิ่นในการขับเคลื่อนการเติบโตผ่านโครงการของ GMS การระดมทุน และการส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุมในภูมิภาค

    อนึ่ง แผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เป็นความร่วมมือของประเทศริมฝั่งแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีนตอนใต้ (มณฑลยูนนานและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง) สปป.ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2535 โดยมีธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) เป็นสำนักเลขาธิการ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค ทั้งนี้ GMS มีสาขาความร่วมมือทั้งสิ้น 10 สาขา ได้แก่ คมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม พลังงาน การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข อำนวยความสะดวกทางการค้า การลงทุน การเกษตร และการพัฒนาเมือง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/fm-chairs-27th-ministerial-con-gms-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e5lgX7F_r1JJzfAskweO4

  • หอการค้าไทย ชี้ “น้ำท่วมใต้” เสียหายหนัก 4 หมื่นล้าน ภาคท่องเที่ยว-บริการพังหนักสุด

    หอการค้าไทย ชี้ “น้ำท่วมใต้” เสียหายหนัก 4 หมื่นล้าน ภาคท่องเที่ยว-บริการพังหนักสุด

    หอการค้าไทย ชี้น้ำท่วมภาคใต้ เสียหายหนักเป็นรองแค่น้ำท่วมปี 54 ประเมินเดือนเดียวเสียหายรวมกว่า 40,000 ล้านบาท ภาคท่องเที่ยวและบริการเสียหายหนักสุด ชี้ประชาชน-ผู้ประกอบการ ต้องการเงินเยียวยาโดยตรง แทนมาตรการสินเชื่อ

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ เบื้องต้นรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังประเมินส่งผลให้เกิดความเสียหายในกรอบวงเงินเบื้องต้นประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีมูลค่าความเสียหายราว 1.4 ล้านล้านบาท กรณีนี้จึงถือเป็นอุทกภัยที่มีความเสียหายรุนแรงเป็นอันดับที่ 2 ของไทย

    ในส่วนของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินเบื้องต้นในกรอบระยะเวลา 1 เดือน ผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ 10 จังหวัด มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 2.19 ล้านคน หรือราว 798,600 ครัวเรือน โดยจังหวัดสงขลา ได้รับผลกระทบสูงสุด คิดเป็น 60% ของความเสียหายทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ นครศรีธรรมราช และ พัทลุง เบื้องต้นในกรอบระยะเวลา 1 เดือน ประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวัน ในช่วงสถานการณ์รุนแรง หรือรวมกว่า 40,000 ล้านบาท คิดเป็นความเสียหาย 0.22% ต่อจีดีพี โดยภาคท่องเที่ยวและบริการมีมูลค่าความเสียหายมากที่สุดสูงกว่า 22,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซันของภาคการท่องเที่ยวและจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวภาคใต้จำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหารและโรงแรมต้องปิดกิจการชั่วคราว และผลกระทบต่อเนื่องจากการยกเลิกซีเกมส์ทำลายความเชื่อมั่นและโอกาสทางเศรษฐกิจ รองลงมาคือ ภาคเกษตรกรรม ราว 10,000 ล้านบาท และภาคการผลิตและสาธารณูปโภค ประมาณ 6,800 ล้านบาท

    ทั้งนี้ จากการตอบแบบสอบถามของผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ ระบุว่า อาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูมากกว่า 1 เดือน เนื่องจากทรัพย์สินและสต๊อกสินค้าเสียหาย ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เสียหาย โดยสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐเร่งด่วนที่สุด คือ “เงินสด” ไม่ใช่ “หนี้สิน” มองว่ารัฐบาลควรอัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรงหรือเงินชดเชย เพื่อให้ถึงมือผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด ขณะที่มาตรการ “สินเชื่อ” ควรเป็นทางเลือกเสริมไม่ใช่มาตรการหลัก นอกจากนี้อยากให้รัฐบาล เร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และจัดหน่วยปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาพร้อมใช้งานโดยเร็ว

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2899343&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RAIWiRDqZg6TQnocpwwqo