Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พฤศจิกายนเดือนเดียว น้ำท่วมเอเชียดับนับพันชีวิต-เศรษฐกิจสูญกว่าพันล้าน

    พฤศจิกายนเดือนเดียว น้ำท่วมเอเชียดับนับพันชีวิต-เศรษฐกิจสูญกว่าพันล้าน

    วันนี้ (2 ธ.ค.2568) เดือนพฤศจิกายนปีนี้กลายเป็นฝันร้ายของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ เมื่อพายุดิตวาห์ และ เซนยาร์ พร้อมฝนมรสุมหนักผิดปกติจากปรากฏการณ์ลานีญา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มครั้งใหญ่ คร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,500 คน ผู้ลี้ภัยหลายล้านคน และทำลายผลผลิตทางการเกษตรหลายล้านไร่ ข้อมูลจากสื่อชั้นนำอย่าง Reuters, CNN และ Al Jazeera ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอินโดนีเซียได้รับผลกระทบหนักสุด รองลงมาคือศรีลังกา ฟิลิปปินส์ และ ไทย

    มาดูตัวเลขผู้เสียชีวิตแบบชัด ๆ The New York Times ระบุว่า วันนี้ (2 ธ.ค.2568) อินโดนีเซียรายงานผู้เสียชีวิต 604 คน ส่วนใหญ่จากน้ำท่วมและดินถล่มในเกาะสุมาตราและชวา โดยเฉพาะในจังหวัดสุมาตราเหนือและสุมาตราตะวันตก มีผู้สูญหายอีกกว่า 800 คน

    ไทยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 176 คน โดยเฉพาะภาคใต้อย่าง นราธิวาส สงขลา ที่น้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร ทำให้นักท่องเที่ยวและชาวบ้านต้องอพยพกว่า 3,80,000 คน

    ศรีลังกาเสียชีวิต 390 คน จากไซโคลนดิตวาห์ ที่พัดถล่มกรุงโคลัมโบและจังหวัดทางใต้ ส่งผลให้ผู้ได้รับผลกระทบเกือบ 1,000,000 คน รวมถึงเด็กและผู้สูงอายุที่เสี่ยงต่อโรคระบาดหลังน้ำลด

    ฟิลิปปินส์มีผู้เสียชีวิต 200 คน จากไต้ฝุ่น 2 ลูกที่ถล่มในเดือน พ.ย. โดยเฉพาะในกรุงมะนิลาและเกาะทางเหนือ ที่บ้านเรือนพังทลายนับหมื่นหลัง

    เวียดนามเสียชีวิตประมาณ 100 คน ในภาคกลางและใต้ จากฝนตกหนักที่ทำให้แม่น้ำโขงล้นตลิ่ง

    ส่วนมาเลเซียมีผู้เสียชีวิต 50 คน ในคาบสมุทรมลายูและเกาะบอร์เนียว ที่น้ำท่วมทำให้ต้องสั่งอพยพกว่า 34,000 คน 

    โลกร้อน-ลานีญา เพิ่มความรุนแรงให้พายุ

    สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากอากาศที่แปรปรวน โลกร้อน ปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้พายุรุนแรงขึ้น ตามที่นักวิทยาศาสตร์จาก CNN ลอรา ชาร์แมน และ Al Jazeera ชี้ว่า อุณหภูมิทะเลที่สูงขึ้นจากโลกร้อน ทำให้บรรยากาศเก็บน้ำได้มากกว่าเดิมร้อยละ 30 ส่งผลให้ฝนตกหนักในเวลาสั้น ๆ หรือเรียกว่า “Extreme rainfall” ที่เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 20-50 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    นอกจากนี้ลานีญาซึ่งคาดว่าจะแรงในปี 2569-2570 ก็นำฝนที่เกินปกติมาสู่ภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ ทำให้เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำรอยทุกปี

    ปัจจัยอื่น ๆ อย่างการตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่เชิงเขา ทำให้ดินเสื่อมโทรมและดินถล่มง่ายขึ้น โดยในอินโดนีเซียและศรีลังกา พื้นที่ป่าลดลงร้อยละ 20 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้ชุมชนยากจนซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำหรือเนินเขา ได้รับผลกระทบหนักสุด ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่สูญเสียพืชผลอย่างข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน กว่า 1,000,000 ไร่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    พูดถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว Nikkei Asia รายงานว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสียหายไปแล้วกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 350,000 ล้านบาท จากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม

    ในไทย ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประเมินความเสียหายหลังสถานการณ์น้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างและลึก คาดเศรษฐกิจเสียหายกว่า 20,000 ล้านบาท คาดใช้เวลา 3 เดือนฟื้นฟูและกลับมาเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวได้

    ส่วนที่อินโดนีเซีย เสียหายหนักสุด 5,000 ล้านดอลลาร์ จากการที่น้ำท่วมทำลายท่าเรือและถนนในสุมาตรา ทำให้ส่งออกปาล์มน้ำมันชะงัก

    ฟิลิปปินส์และเวียดนาม The Guardian รายงานความเสียหายจากอุตสาหกรรมการประมงและท่องเที่ยวชายฝั่ง กว่า 2,000 ล้านดอลลาร์รวมกัน

    มาเลเซียกระทบอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในบอร์เนียว

    ส่วนศรีลังกา เสียหาย 1,000 ล้านดอลลาร์ จากการหยุดชะงักของการส่งออกชาและเสื้อผ้า

    แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร – ทางแก้เริ่มต้นที่ไหน ?

    นักวิชาการจาก FM Global และ Krungsri Research คาดว่า ถ้าโลกร้อนต่อเนื่อง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเจอน้ำท่วมรุนแรงเพิ่มขึ้นร้อยละ 20-30 ทุกปี โดยเฉพาะปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง ปรากฏการณ์ลานีญา อาจทำให้ฝนตกเกินปกติร้อยละ 50 ในไทยและเวียดนาม ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยเพิ่มเป็น 5-10 ล้านคน/เหตุการณ์ และเศรษฐกิจเสียหายสะสม 20,000 ล้านดอลลาร์/ปี หรือราว 700,000 ล้านบาท หากไม่แก้ปัญหา ประเทศอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งมีพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึงร้อยละ 30 อาจกลายเป็น “เขตผู้ลี้ภัย” จากการย้ายถิ่นฐานเพราะโลกร้อน (Climate migrants) ตามข้อมูลจากรายงาน FM Global Insights 2025 และ Krungsri Industry Outlook 2025-2027

    ทางแก้ปัญหาแบ่งเป็น 3 ระดับ

    ระดับชุมชน : ให้เงินเยียวยาโดยตรงกับครอบครัว เพื่อซื้อของจำเป็นและฟื้นฟูบ้านเรือนให้เร็วที่สุด โดยองค์การสหประชาชาติ แนะนำวิธีนี้เพราะจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ 2 เท่าของเงินที่ให้ ตามรายงาน UN CALP Network 2024 

    ระดับรัฐบาล : สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early warning systems) ติดตั้ง Early warning systems หรือระบบเตือนภัยล่วงหน้า เช่น การแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ในไทย การปรับปรุงท่อระบายน้ำในเมืองใหญ่ เพื่อให้น้ำไหลเร็ว ไม่ท่วมขัง การลดการตัดไม้ทำลายป่าให้ได้ภายใน 5 ปี โดยเฉพาะอินโดนีเซียและมาเลเซีย ที่ต้องบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมให้เข้มงวด เช่น ห้ามเผาป่าและลงโทษผู้บุกรุกป่า ทั้งหมดจะส่งผลดี ช่วยลดดินถล่มและน้ำท่วมได้มากถึงร้อยละ 40-50 ตามรายงาน World Economic Forum 2023 และ ASEAN Climate Finance Strategy 2024 

    ระดับนานาชาติ : ใช้เงินกองทุนเขียวจาก COP ช่วยสร้างกำแพงกันน้ำ (Sea walls) และยกระดับถนนให้สูงขึ้น เช่น ฟิลิปปินส์ลงทุนสร้างพนังกั้นน้ำ ลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้มากถึงร้อยละ 40 ตามรายงาน Greenpeace Philippines 2025 ถ้าหากมีกระบวนการเช่นนี้กระจายไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงได้มากกว่าครึ่ง และฟื้นเศรษฐกิจได้ใน 6 เดือน แทนที่จะลากยาวเป็นปี ตามข้อมูล UNDRR

    วิกฤตนี้สอนให้เราเห็นว่า น้ำท่วมไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นสัญญาณเตือนจากโลกร้อนที่มนุษย์สร้างขึ้น รัฐบาล ชุมชน และนานาชาติต้องร่วมมือด่วน เพื่อปกป้องชีวิตและเศรษฐกิจในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่เช่นนั้น ปีหน้าอาจแย่ยิ่งกว่าเดิม

    ข้อมูล : Extreme Weather Risk is Growing, as are Gaps in ResilienceVietnam Investment ReviewCash relief

    อ่านข่าวอื่น :

    ครม.อนุมัติมาตรการเยียวยาน้ำท่วมใต้ “เงินกู้ปลอดดอกเบี้ย-พักเงินต้นพักดอก”

    ครม.เลื่อนชั้นรองผู้ว่าฯ เป็น 18 ผู้ว่าฯ และ2 ผู้ตรวจราชการระดับสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359066&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09SdOVziEmrBly3g-IsG33

  • S

    S

    บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX ดิสทริบิวเตอร์ผู้นำด้านไอทีอีโคซิสเต็ม นำโดย นายปัญญา พูนเพิ่มผลสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและการตลาด และนางสาวณัฐนิชา ธุรนิกร ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน จัดงานประชุมนักวิเคราะห์ประจำไตรมาส 3/2568 ตอกย้ำกลยุทธ์เชิงรุกในการขยายตลาด Smart Device ผ่าน 4 Strategic Pillars ได้แก่ Health & Wellbeing Tech, Smart & Sustainable Living, Gaming & Creator Economy และ Cloud Infrastructure พร้อมสร้างอีโคซิสเต็มแบบครบวงจร โดยเน้นการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ บริการ และพันธมิตรในตลาดโลก เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มเป้าหมาย พร้อมเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับ AWS เพื่อยกระดับโซลูชันองค์กรแบบครบวงจร

    SYNEX จัดงานประชุมนักวิเคราะห์ Analyst Meeting ชูกลยุทธ์ 4 แกนหลัก สร้างการเติบโต - รับเทรนด์ตลาดบวกต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ SYNEX ยังได้อัปเดตทิศทางธุรกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยระบุว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการในกลุ่ม AI Device ยังคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาอุปกรณ์อัจฉริยะมากขึ้น พร้อมกันนี้บริษัทฯ ยังมองเห็นโอกาสใหม่จากตลาด Solar Energy ซึ่งกำลังเติบโตอย่างโดดเด่น และเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในระยะยาว โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ietxmg19uxv4o8d48pcl9qsaxqc7x08n&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V_E3I0e0I6AQw_dcRMMI2

  • Ledger ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก รับมือภัยคุกคามไซเบอร์ ท่ามกลางการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก

    Ledger ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก รับมือภัยคุกคามไซเบอร์ ท่ามกลางการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก

    วันอังคาร ที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.01 น.

    Ledger ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก
    รับมือภัยคุกคามไซเบอร์ ท่ามกลางการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก

    ท่ามกลางการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก ความเสี่ยงจากการหลอกลวงและอาชญากรรมไซเบอร์ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกรรมที่อาศัยลายเซ็นดิจิทัล ซึ่งอาจถูกปลอมแปลงหรือดัดแปลงได้ ด้วยเหตุนี้ มาตรการด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่งและการจัดเก็บ Private Key แบบออฟไลน์จึงมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ Ledger จึงเดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในระดับฮาร์ดแวร์ เพื่อเสริมพลังให้ผู้ใช้งานคริปโตสามารถควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลของตนได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และอุ่นใจยิ่งขึ้นในการบริหารจัดการทรัพย์สินของตนเอง

    Jean-François Rochet, Executive Vice President, Consumer Services ของ Ledger ผู้นำระดับโลกด้านความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัล กล่าวว่า “ความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่แท้จริง” จำเป็นต้องมาพร้อมกับการใช้งานกระเป๋าเงินดิจิทัลที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากการลงนามทำธุรกรรมบนบล็อกเชนมีความสำคัญไม่ต่างจากการลงนามในสัญญาทางกฎหมาย หากข้อมูลที่แสดงบนหน้าจอถูกเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลให้สินทรัพย์ของผู้ใช้งานตกอยู่ในความเสี่ยงได้ทันที อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ทั่วไปอย่างสมาร์ตโฟนและแล็ปท็อป ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับมาตรฐานความปลอดภัยในระดับนี้

    เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว Ledger ได้พัฒนา หน้าจอระบบความปลอดภัยเครื่องแรกของโลก ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า “Signer” ทำหน้าที่เป็นหน้าจอที่เชื่อถือได้สำหรับตรวจสอบรายละเอียดของธุรกรรมก่อนลงนาม โดยอุปกรณ์จะใช้ชิป Secure Element ที่แยกการประมวลผลออกจากระบบหลัก เพื่อรักษาความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูล นอกจากนี้ มาตรฐาน Clear Signing ของ Ledger ยังช่วยแปลงข้อมูลธุรกรรมให้เป็นภาษาที่มนุษย์อ่านเข้าใจได้ง่าย พร้อมด้วยฟีเจอร์ Transaction Check ที่จำลองธุรกรรมเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบก่อนอนุมัติได้อย่างมั่นใจ

    ในกรณีที่อุปกรณ์สูญหาย ผู้ใช้งานสามารถกู้คืนสินทรัพย์ทั้งหมดได้โดยการกรอก วลีการกู้คืนลับ 24 คำ (24-word Secret Recovery Phrase) นอกจากนี้ Ledger Recover ยังเป็นบริการเสริมสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการสำรองข้อมูลการเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลของตน ขณะที่ Ledger Recovery Key ซึ่งเป็นบริการล่าสุดของบริษัท เป็นกุญแจสำรองส่วนตัวในรูปแบบออฟไลน์ มาพร้อม Secure Element และระบบป้องกันด้วยรหัส PIN สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการควบคุมสินทรัพย์อย่างเต็มที่และเพิ่มความอุ่นใจในการใช้งาน

    นอกจากนี้ Ledger ยังได้เปิดตัว Ledger Nano Gen 5 เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันในราคาที่เข้าถึงได้ อุปกรณ์รุ่นนี้มาพร้อมหน้าจอที่ปรับแต่งได้ การใช้พลังงานต่ำ และระบบคุ้มครองความเป็นส่วนตัวแม้ในขณะปิดเครื่อง รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth เพื่อความสะดวกในการพกพา พร้อมโซลูชัน “D to connect” สำหรับเชื่อมต่อกับ dApps และแอป Ledger Wallet สำหรับบริหารจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลได้ในที่เดียว

    สำหรับองค์กร สถาบัน และแพลตฟอร์มซื้อขายที่ดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล Ledger นำเสนอ โซลูชัน Multisig ที่รองรับการอนุมัติธุรกรรมด้วยลายเซ็นหลายฝ่าย (Multi-signature) ช่วยกระจายความรับผิดชอบและลดความเสี่ยงจากการที่บุคคลเพียงคนเดียวถือครอง Private Key ทั้งหมด นอกจากนี้ โซลูชันดังกล่าวยังช่วยปกป้ององค์กรจากช่องโหว่ที่มักพบในระบบ Multisig ที่พัฒนาอย่างไม่รัดกุม ซึ่งในอดีตเคยนำไปสู่ความสูญเสียของสินทรัพย์มูลค่ามหาศาล

    สำหรับตลาดประเทศไทย Ledger มองเห็นศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่ง เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการยอมรับคริปโตเคอร์เรนซีสูงที่สุดในโลก และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่พัฒนาอย่างก้าวหน้า บริษัทจึงมีแผนขยายความร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายในประเทศเพิ่มเติม

    ขณะเดียวกัน Ledger ยังระบุว่า อาชญากรรมทางการเงินดิจิทัลยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ที่มีมูลค่าความเสียหายจากการฉ้อโกงสูงกว่า 2.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของอุปกรณ์ที่มีระบบตรวจสอบและยืนยันธุรกรรม ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงของผู้ใช้งาน

    “สินทรัพย์ดิจิทัลควรเป็นเรื่องส่วนตัว บทเรียนจากยุค Web 2.0 แสดงให้เห็นว่า เมื่อข้อมูลถูกควบคุมโดยองค์กรขนาดใหญ่ ความเสี่ยงย่อมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบัน Ledger จำหน่ายอุปกรณ์ไปแล้วมากกว่า 8 ล้านเครื่อง ในกว่า 165 ประเทศ และช่วยดูแลความปลอดภัยให้กับคริปโตมากกว่า 20% ของปริมาณธุรกรรมทั่วโลก ในอนาคต ผู้ถือครองคริปโตทุกคนจะต้องมีอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจดิจิทัล”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/457028&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fEF3wnblgFbCfySaD6_T8

  • รัฐบาลเปิดแพ็กเกจใหญ่ “Quick Big Win” เติมทุนฟื้นเศรษฐกิจ หนุน SMEs – ควบคู่แก้ปัญหาอุทกภัยภาคใต้ พร้อมเดินหน้าใช้เทคโนโลยีพยากรณ์อากาศระดับโลก พัฒนาระบบป้องกันและเตือนภัยที่มีมาตรฐานและมีความเป็นระบบมากขึ้น

    รัฐบาลเปิดแพ็กเกจใหญ่ “Quick Big Win” เติมทุนฟื้นเศรษฐกิจ หนุน SMEs – ควบคู่แก้ปัญหาอุทกภัยภาคใต้ พร้อมเดินหน้าใช้เทคโนโลยีพยากรณ์อากาศระดับโลก พัฒนาระบบป้องกันและเตือนภัยที่มีมาตรฐานและมีความเป็นระบบมากขึ้น

    รัฐบาลเปิดแพ็กเกจใหญ่ “Quick Big Win” เติมทุนฟื้นเศรษฐกิจ หนุน SMEs – ควบคู่แก้ปัญหาอุทกภัยภาคใต้ พร้อมเดินหน้าใช้เทคโนโลยีพยากรณ์อากาศระดับโลก พัฒนาระบบป้องกันและเตือนภัยที่มีมาตรฐานและมีความเป็นระบบมากขึ้น


    วันนี้ (2 ธ.ค. 68) เวลา 13.25 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมแถลงข่าวมาตรการเยียวยาผู้ประสบอุกทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย และการให้ความร่วมมือจัดการภัยพิบัติทางด้านอุทกภัย โดยมีรายละเอียดสรุปดังนี้

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “Quick Big Win” โดยใช้หลัก “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ภายใต้เสาหลักที่ 3 เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) ให้สามารถฟื้นตัวและดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งในด้านการจ้างงาน การสร้างรายได้ การลงทุน รวมถึงการเป็นห่วงโซ่อุปทานทำให้เกิดการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่สมดุล และเป็นแรงขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้เติบโตได้ในระยะยาว อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SMEs มากกว่าครึ่งที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ประกอบกับสินเชื่อที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงมุ่งสร้าง Ecosystem ใหม่ ให้ผู้ประกอบการ SMEs ด้วยมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย ทั้งในด้านการเสริมสภาพคล่อง การเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ประกอบกับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และซ้ำเติมความเปราะบางของผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการจ้างงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รัฐบาลจึงต้องเร่งเข้าช่วยเหลือเพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจหยุดชะงัก โดยคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย ดังนี้

    รัฐบาลจึงมีอนุมัติการเสริมสภาพคล่องและลดต้นทุนให้ SMEs ด้วยมาตรการด้านการเงิน : การดำเนินโครงการสินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 7 แห่ง วงเงินรวม 267,000 ล้านบาท ประกอบด้วยมาตรการสินเชื่อวงเงิน 217,000 ล้านบาท และค้ำประกันสินเชื่อวงเงิน 50,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

    1) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ดำเนินโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Quick Big Win”  มีวงเงินโครงการรวม 50,000 ล้านบาท เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs โดยฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปีแรก แบ่งเป็น 3 โครงการย่อย ได้แก่ (1) โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Go Big สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ทั่วไป (2) โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Smart Win สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SMEs) และ (3) โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Quick LG สำหรับผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง หรือจัดซื้อหรือจัดจ้างของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ รับคำขอค้ำประกันสินเชื่อได้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 นอกจากนี้ ได้ขยายระยะเวลาโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 11 ที่ยังคงมีวงเงินเหลืออยู่ ซึ่งจะสิ้นสุดระยะเวลารับคำขอค้ำประกันสินเชื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 

    2) ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงินสินเชื่อรวม 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเสริมสภาพคล่องแก่ภาคธุรกิจ รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนเพื่อการปรับตัวและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย โดยธนาคารออมสินสนับสนุนแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ สำหรับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อไปปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs แบ่งเป็น 4 โครงการย่อย ได้แก่ (1) โครงการสินเชื่อกรณีเสริมสภาพคล่อง (Mitigation) ซึ่งผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ โดยสามารถยื่นขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (2) โครงการสินเชื่อกรณีสร้างพลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย (Reinvent Thailand) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยให้ภาคเอกชน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขของการขอสินเชื่อ และประเภทธุรกิจเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายในReinvent Thailand (3) โครงการสินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ (Transformation) และ (4) โครงการสินเชื่อกรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยว (Tourism) โดยโครงการ Reinvent Thailand โครงการ Transformation และโครงการ Tourism สามารถรับคำขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 

    3) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ดำเนินโครงการสินเชื่อสำหรับภาคการเกษตร วงเงินรวม 80,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs ในภาคการเกษตร ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น มีสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการสินเชื่อไทยยั่งยืน (ชุมชนสร้างไทย ระยะที่ 3) วงเงินสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท และ (2) โครงการสินเชื่อเพื่อ SME ไทยไชโย วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการ รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2571

    4) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ของโครงการสินเชื่อปลุกพลัง SME และโครงการสินเชื่อ Beyond ติดปีก SME วงเงินสินเชื่อรวม 20,000 ล้านบาท เพื่อให้ครอบคลุมผู้ประกอบการ Micro SMEs วงเงินสินเชื่อรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท และผู้ประกอบการ SMEs ทั่วไป วงเงินรายละไม่เกิน 30 ล้านบาท โดยขยายระยะเวลารับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569

    5) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการประกันการส่งออก เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษ และโครงการสินเชื่อ EXIM Expand Shield สำหรับสินเชื่อหมุนเวียนเพื่อสนับสนุนการส่งออก วงเงินสินเชื่อ 12,000 ล้านบาท 

    6) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนเงินทุนให้กับผู้ประกอบการมุสลิม วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ส่งเสริมความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการผลิตหรือจำหน่ายสินค้าฮาลาลส่งออก หรือผู้ผลิตที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานผลิตภัณฑ์ฮาลาล

    7) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ดำเนินโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท สำหรับการปลูกสร้าง ซื้อ ซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้าง หรือต่อเติม ปรับปรุงซ่อมแซม และเพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการบ้านจัดสรรในภูมิภาค สำหรับปลูกสร้างอาคารและสาธารณูปโภค 

    รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพและการแข่งขันที่เป็นธรรมด้วยมาตรการด้านภาษี

    1) กรมสรรพากร ดำเนินโครงการพี่ช่วยน้อง โดยให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ช่วยสนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยีให้แก่บริษัทใน Supply Chain เพื่อให้ปรับตัวเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะได้รับการคืนภาษีเร็ว และสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยคาดว่ามีผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 1,500 ราย เข้าร่วมโครงการ และคาดว่าจะได้รับคืนภาษีเร็วขึ้น 1,700 ล้านบาทต่อปี และโครงการปรับปรุงกระบวนการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลจากส่วนกลางแบบ Fast Track ซึ่งจะทำให้ SMEs เกือบ 20,000 ราย จำนวน 60,000 ล้านบาทให้ได้รับคืนภาษีเร็วขึ้น ภายในสิ้นปี 2568 และในอนาคตจะมีการพิจารณาเชื่อมโยงระบบ PromptBiz กับการให้สินเชื่อ Supply chain financing ซึ่งจะทำให้ SMEs ใน Supply chain มีโอกาสได้รับสินเชื่อมากยิ่งขึ้น

    2) กรมศุลกากร ดำเนินมาตรการยกเลิกการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำในการนำเข้าที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า (De Minimis Value : DMV) เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยในประเทศ ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการ SMEs ที่เสียภาษีถูกต้อง ให้สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้

    นอกจากนั้น รัฐบาลยังเพิ่มโอกาสให้ SMEs ผ่านมาตรการอื่น ๆ โดยกรมบัญชีกลาง ดำเนินมาตรการสนับสนุนคู่ค้าภาครัฐโดยการให้สินเชื่อกับคู่ค้าภาครัฐผ่านระบบ PromptBiz ซึ่งปัจจุบันกระทรวงการคลังทดลองให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างจากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement : e-GP) และข้อมูลการเบิกจ่ายเงินจากระบบ New GFMIS Thai เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการ ประกอบกับจะมีการโอนสิทธิการรับเงินให้กับธนาคารหรือบุคคลที่ 3 ได้ ซึ่งจะทำให้ SMEs และผู้ประกอบการคู่ค้าภาครัฐสามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่องได้ง่ายขึ้นและมีแนวทางการให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกอบการ SMEs สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยกำหนดให้มีการให้แต้มต่อทางด้านราคาเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อีกร้อยละ 5 สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีรายรับไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปีบัญชี และได้รับอนุมัติให้ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ จากระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงและแข่งขันในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างพิจารณาจัดตั้ง E-commerce Platform ของประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยมี E-commerce Platform เป็นของคนไทยเอง เพื่อใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อน และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการค้าหรือให้บริการผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการคลังเล็งเห็นความสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเปรียบเสมือนรากฐานของระบบเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวและดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างครอบคลุมและครบถ้วนในทุกมิติ และเพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยเป็นไปด้วยความรวดเร็วทันการณ์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและดำเนินธุรกิจได้ตามปกติโดยเร็ว ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาพรวมผ่านการสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นการลงทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นการสร้าง Ecosystem ใหม่ให้กับ SMEs ของไทย รวมถึงการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานทำให้เกิดการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและร่วมกันขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไทยให้เติบโต ซึ่งเชื่อมั่นได้ว่าจะสามารถตอบโจทย์นโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และคาดว่าจะสามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ดังนี้ “กระตุ้นสั้น” จะสามารถช่วย SMEs เติมสภาพคล่อง เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ 270,000 ล้านบาท “ได้ผลยาว” จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในปี 2569 เพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 0.36 และ “กระจายตัว” จะสามารถช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ 107,000 ราย

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้รับฟังนโยบาย “Quick Big Win” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลนี้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงโอกาสที่จะทำให้ผู้ประกอบการ รวมถึง SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสภาพคล่องระหว่างรอรายได้ และเสริมความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในโครงการสำคัญของรัฐ ซึ่งประเด็นเหล่านี้นับเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจเมื่อวานที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้แสดงความห่วงใยต่อทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต เนื่องจากตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมาได้ลงนามอนุมัติงบประมาณจำนวนมากเพื่อใช้ในการเยียวยาและแก้ไขผลกระทบจากภัยพิบัติ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงมีแนวคิดว่า ประเทศไทยควรพัฒนาระบบป้องกันและเตือนภัยที่มีมาตรฐานและมีความเป็นระบบมากขึ้น เพื่อลดความจำเป็นในการเยียวยาภายหลังเกิดเหตุ และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นทาง โดยวันนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญด้านเทคโนโลยี ได้มอบหมายให้นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการเตือนภัยสมัยใหม่ เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจนว่า เทคโนโลยีด้านภัยพิบัติของโลกพัฒนาไปถึงระดับใดแล้ว และประเทศไทยมีโอกาสเข้าถึงและนำมาใช้ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการยกระดับระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศอย่างยั่งยืน

    ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ได้รับมอบหมายและนโยบายจากนายกรัฐมนตรีให้ศึกษาแนวทางในการช่วยให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือความร่วมมือกับบริษัท Tomorrow.io บริษัทเทคโนโลยีสภาพอากาศชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้บริการพยากรณ์อากาศและ API แบบเรียลไทม์ และถือเป็นบริษัทอันดับหนึ่งในด้านอุปกรณ์และระบบพยากรณ์อากาศในปัจจุบัน

    สำหรับกรอบความร่วมมือดังกล่าว แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ข้อมูล (Data) และ แพลตฟอร์มที่ประมวลผลด้วย AI ในส่วนของ “ข้อมูล” บริษัท Tomorrow.io ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมที่สแกนบรรยากาศด้วยคลื่นไมโครเวฟ ซึ่งสามารถตรวจจับความชื้นและชั้นเมฆได้ทุกระดับ ทำให้สามารถวิเคราะห์พายุ ฝน และสภาพอากาศได้อย่างละเอียด แม่นยำ และไร้ข้อจำกัด ปัจจุบันบริษัทมีดาวเทียมให้บริการทั้งหมด 11 ดวง และอยู่ระหว่างการทยอยเพิ่มจำนวน เพื่อให้ความแม่นยำและขอบเขตการครอบคลุมดีขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ข้อมูลที่ประเทศไทยสามารถนำมาใช้วิเคราะห์สถานการณ์จะมีความครบถ้วนมากขึ้น และช่วยให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจสามารถออกประกาศเตือนภัยได้อย่างมั่นใจและทันท่วงที

    ส่วนที่สอง คือ “แพลตฟอร์มที่ประมวลผลด้วย AI” ของ Tomorrow.io ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียมทั้งหมดด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยอัปเดตข้อมูลทุก 15 นาที ทำให้สามารถติดตามความปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแบบเรียลไทม์และนำไปสู่การคาดการณ์ที่แม่นยำอย่างต่อเนื่อง

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ระบุว่า ดีอีเร่งผลักดันความร่วมมือดังกล่าว เพื่อนำเทคโนโลยีการพยากรณ์อากาศระดับโลกที่ไม่มีคู่แข่งในเวลานี้มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ทั้งในระดับนโยบายเพื่อการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร และในระดับพื้นที่เพื่อให้ประชาชนสามารถรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีข้อมูลรองรับ โดยก่อนจะนำมาใช้จริง กระทรวงดิจิทัลฯ จะดำเนินการทดสอบ ตรวจสอบ และทดลองระบบด้วยตนเองก่อน ซึ่งบริษัท Tomorrow.io ก็ให้ความร่วมมือโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในการทดลองครั้งนี้

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/103110

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/450228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EU4Kj5Zk0TymgyvDm3rng

  • ปชป. หารือ สอท. วางนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แก้โจทย์ประเทศ หวัง GDP กลับมาโต 5% : อินโฟเควสท์

    ปชป. หารือ สอท. วางนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แก้โจทย์ประเทศ หวัง GDP กลับมาโต 5% : อินโฟเควสท์

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ร่วมประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยกับคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค

    นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ปชป.เชื่อมาโดยตลอดว่ากลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวจริงคือ ภาคเอกชน และบทบาทของภาครัฐ คือ การสร้างกติกาสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้ทางภาคเอกชนทำงานได้ดีที่สุด วันนี้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และแนวโน้มใหม่ ๆ รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเมือง จำเป็นจะต้องหาแนวทางใหม่เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากกับดักหรือหล่มที่เผชิญอยู่

    “วันนี้ผมและผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้วางกรอบทิศทางไว้หลายประเด็น ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาประเทศ โดยเฉพาะการเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและอัตราการเจริญเติบโตที่นับวันยิ่งถดถอยลงไปเรื่อย ๆ ที่จำเป็นต้องทำให้อัตราการเจริญเติบโตกลับไปโตที่ประมาณ 5% เพราะหากตัวเลขยังเติบโตในระดับที่ 2% แบบปัจจุบันก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องอื่น ๆ ได้ เช่น สังคมสูงวัย การจัดสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนั้นเราต้องแสวงหาเครื่องจักรตัวใหม่หรือกระบวนทัศน์ใหม่ในการที่จะขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และภาคบริการ ให้เกิดการผสมผสานในภาพรวม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่เป็นโจทย์ใหญ่มี 2 เรื่อง คือ

    เรื่องแรก การทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เป็นความท้าทายและต้องยอมรับว่าเป็นตัวสร้างปัญหาปั่นป่วนและทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและบั่นทอนขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นต้องเริ่มต้นที่บ้านเมืองที่สุจริตอย่างเอาจริงเอาจัง และให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญและอันตรายตรงนี้

    เรื่องที่สองที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ คือ การพัฒนาทักษะคน โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่เรื้อรังและยืดเยื้อมานาน ที่จะไม่ใช่เรื่องการให้ความรู้อีกต่อไป แต่จะเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้และมีความยืดหยุ่น รวมถึงการมีหลักสูตรที่รับรองเป็นรายทักษะที่มากขึ้นอีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ที่จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับประเทศไทยในการเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากอาเซียนให้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างกัน รวมถึงนโยบายทางการเงินเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจจริงโดยไม่กระทบกับระบบสถาบันทางการเงิน

    หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ตนและพรรคประชาธิปัตย์พยายามแสวงหาเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาช่วยเสริมสร้างและผลักดันประเทศให้ไปสู่เป้าหมาย ตลอดจนสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจาก ส.อ.ท.ที่ตรงกับมุมมองของพรรคฯ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศของพรรคฯ ในอนาคตต่อไป

    ด้ายนายเกรียงไกร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในวันนี้ เปรียบได้กับ “รถที่ติดหล่ม” ต้องใช้แรงมหาศาลในการดึงขึ้นมา ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งเครื่องนโยบายจากภาครัฐ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเผชิญความท้าทายหลายอย่าง เช่น 1) มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ 2) ปัญหาสินค้าทุ่มตลาด/สวมสิทธิ์ส่งออก 3) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 4) ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน 5) หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ 6) ค่าเงินบาทแข็งค่า 7) ผลกระทบจากปัญหาสภาพภูมิอากาศ 8) ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งสังคมผู้สูงอายุ กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณไม่สมดุล คอร์รัปชันและกฎหมายล้าสมัย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/550803&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VdK6S7zMMYlCxIckYxpQy

  • ชงที่ประชุมครม. พรุ่งนี้ 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วมภาคใต้

    ชงที่ประชุมครม. พรุ่งนี้ 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วมภาคใต้

    ครม.เศรษฐกิจ คลอด 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วม ชงครม.พรุ่งนี้ ดึงเงินมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ช่วยพักหนี้ ปล่อยซอฟต์โลน ช่วยประชาชน 2.9 ล้านคน หลังกระทบเศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 5 แสนล้านบาท

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบการออกมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม 4 มาตรการใหญ่ โดยจะเสนอให้กับที่ประชุมครม.พิจารณาในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.) เห็นชอบ 

    ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจและทรัพย์สินเป็นวงกว้างโดยกระทบกับประชาชนมากกว่า 2.9 ล้านคน และส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 5 แสนล้านบาท

    สำหรับมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม ทั้ง 4 มาตรการใหญ่ รัฐบาลเตรียมดึงเงินจากมาตรา 28 แห่งพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาใช้ในการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งประชาชน และภาคธุรกิจ โดยการนำเสนอต่อครม.วันพรุ่งนี้จะแยกออกเป็นกลุ่มหลัก 2 กลุ่ม นั่นคือ มาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี สรุปได้ดังนี้

    1.การลดภาระหนี้ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 12 เดือน โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะยกเว้นการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาการพักชำระหนี้ (คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี) รายละไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะผ่อนเกณฑ์ไม่เป็นหนี้เสีย หรือ NPL ด้วย

    ขณะเดียวกันยังมีการให้สินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เป็นสินเชื่อเพิ่มเติมภายใต้วงเงินกู้เดิมกับธนาคาร (ลูกหนี้เดิม) รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก และการให้สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก

    นอกจากนี้ธปท.และสมาคมธนาคารไทยยังจะผ่อนเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี รวมทั้งการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันให้ภาคธุรกิจด้วย

    2.การเก็บเงินไว้ในกระเป๋า โดยนายกฯกำชับเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยตามเกณฑ์ครัวเรือนละไม่เกิน 9,000 บาท กระทรวงมหาดไทย จะเสนอที่ประชุมครม. วันพรุ่งนี้ เพื่อของบกลาง และจะเร่งเบิกจ่ายให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังได้ขยายเงินทดลองให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำมาใช้จ่ายต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้น จังหวัดละ 100 ล้านบาท พร้อมผ่อนเกณฑ์ในการเบิกจ่ายให้สามารถใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อมาช่วยประชาชนที่เดือดร้อนในพื้นที่

    ด้านการประกันภัย สำหรับประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหาย บริษัทประกันจะเร่งจ่ายค่าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนร้านค้าต่าง ๆ จะจ่ายค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท ส่วนรถยนต์จะเร่งเคลมให้รวดเร็ว โดยสามารถถ่ายรูปรถยนต์ให้เห็นทะเบียนและระดับน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถเคลมรถยนต์ได้ทันที

    ส่วนกระทรวงแรงงาน ได้ขยายระยะเวลาเงินนำส่งประกันสังคมทั้งหมด ขณะที่ลูกจ้าง จะมีการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในกรณีไม่สามารถทำงานได้ในอัตรา 50% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 180 วัน และจัดสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ในกิจการที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กู้ได้ไม่เกินรายละ 15 ล้านบาท

    3. การลดภาระค่าใช้จ่าย โดยจะขยายเวลาชำระภาษีและค่าธรรมเนียม จะประสานกับทางกระทรวงมหาดไทย เพื่อลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ที่ประสบภัย พร้อมลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับซ่อมแซมทรัพย์สินตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อซ่อมแซมรถยนต์ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท 

    ส่วนผู้ประกอบการที่มีค่าใช้จ่ายซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักได้ 2 เท่า นอกเหนือจากนั้นผู้ที่บริจาคช่วยผู้ประสบภัย และองค์กรสาธารณกุศลต่าง ๆ ก็สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

    4. ด้านอื่น ๆ เช่น รัฐวิสาหกิจตรวจสอบความปลอดภัยตามที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานพันธมิตร โดยลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและบริการต่าง ๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการถึงในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการยื่นงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นต้น 

    พร้อมทั้งได้มีการมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัยได้รับความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป 

    รองนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ยังได้มอบหมายให้ถอดบทเรียนจากภัยพิบัติครั้งนี้ โดยขอให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ เป็นประธานในการถอดบทเรียนต่าง ๆ ทั้งการแก้ปัญหาในระยะสั้น และการเตรียมความพร้อมระยะยาว โดยกระทรวงต่างประเทศ จะขอความช่วยเหลือกับประเทศที่ได้มีปัญหาประสบอุทกภัย เช่น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาวางระบบในการที่จะดูแล

    นอกจากนี้นายกฯ ยังได้มอบหมายกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว หลังจากฟื้นฟูและให้หน่วยราชการต่าง ๆ จัดสัมมนาในจังหวัดที่ประสบภัยเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อไป ส่วนมาตรการลดค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับไปดำเนินการต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2899245&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3310_Vx4olN0AXgkutHy5G

  • สุทิน ชี้ อนุทิน อยากใช้นามสกุล หลีกภัย แต่ เจอภัย จริง เป็นโอษฐภัยร้ายแรงที่สุด

    สุทิน ชี้ อนุทิน อยากใช้นามสกุล หลีกภัย แต่ เจอภัย จริง เป็นโอษฐภัยร้ายแรงที่สุด

    สุทิน ชี้ อนุทิน อยากใช้นามสกุล หลีกภัย แต่ เจอภัย จริง เป็นโอษฐภัยร้ายแรงที่สุด

    วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.51 น.

    วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายสุทิน วรรณบวร อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก ระบุว่า หากหนูพูดว่าอยากมีนามสกุลหลีกภัย แต่กลับได้นามสกุลเจอภัยจริง นับว่าเป็น “โอษฐภัยร้ายแรงที่สุด”

    ทั้งนี้ เมื่อวานที่ผ่านมา (1ธ.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงานมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายงบประมาณ ปี 70 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีช่วงหนึ่ง นายอนุทิน เผยว่า “นโยบายที่ได้แถลงมานี้ ปีนี้อาจจะต้องมีการมุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ปัญหา 4 ภัย ที่ตนได้กล่าวเมื่อสักครู่ ผมอยากจะนามสกุลหลีกภัย แต่กลายเป็นนามสกุลเจอภัย เจอเข้าไป 4 ภัย คือภัยเศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยสังคม และภัยธรรมชาติ ในช่วง 1 ปีนี้ มีรัฐบาลก่อนหน้านี้ดูแลมาจนถึงเดือนสิงหาคม

    ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนกันยายนมาจนถึงปัจจุบัน เราพบภัยเศรษฐกิจ ซึ่งเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เราถึงต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ได้ช่วยกันทำให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งทุกท่านคงรู้สึกได้ว่าพี่น้องประชาชนมีความพึงพอใจเชื่อมั่นและเราจะยังทำต่อไป และจะต้องทำเฟส 2 ให้ได้เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีขวัญกำลังใจ มีความมุ่งมั่น และเชื่อมั่นว่าชีวิตของพวกเขารัฐบาลจะดูแลและเขาจะต้องเดินต่อไป รัฐบาลจะต้องอยู่เคียงข้างเขา พวกเราทุกคนต้องอยู่เคียงข้างเขาในการที่จะนำพาให้ผ่านพ้นภัยเศรษฐกิจ ชื่อของมันเป็นภัย แต่มันเป็นทุกข์แสนสาหัสของพี่น้องประชาชน เราเป็นข้าราชการ เราบริหารราชการแผ่นดิน คือความผาสุขของพี่น้องประชาชน สิ่งเหล่านี้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องนำพี่น้องประชาชนเดินพ้นจากภัยเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุดและเดินไปด้วยกัน”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/931857&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x0fIoOQ7oCYTRjArpHiiC

  • วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เปิดจุดอ่อนรัฐไทย บทเรียนสู่การปฏิรูปใหญ่

    วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เปิดจุดอ่อนรัฐไทย บทเรียนสู่การปฏิรูปใหญ่

    วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เปิดจุดอ่อนรัฐไทย บทเรียนสู่การปฏิรูปใหญ่

    มหาอุทกภัยที่พัดถล่มจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะ “หาดใหญ่–สงขลา” ไม่เพียงกวาดล้างชุมชน ธุรกิจ และสาธารณูปโภค หากยังเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจของภาคใต้ทั้งภูมิภาคไปอย่างสิ้นเชิง น้ำระดับสามเมตรที่ขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงได้เผย “ความจริงอันโหดร้าย” ว่าระบบเตือนภัยและการบริหารจัดการภัยพิบัติของไทยยังไม่พร้อมรับมือปรากฏการณ์สุดขั้วของยุคโลกเดือดอีกต่อไป

    ความรุนแรงที่เกินกว่าคาดการณ์: เศรษฐกิจใต้กระทบทั้งระบบ

    หาดใหญ่ เมืองเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของภาคใต้ ถูกน้ำท่วมแบบฉับพลันจนหลายพื้นที่มิดหลังคา ตลาดกิมหยง–หัวใจการค้า ถูกทำลายแทบทั้งย่าน ความเสียหายไม่ได้จำกัดเฉพาะร้านค้าและบ้านเรือน แต่ลามถึงธุรกิจนำเข้า–ส่งออก โรงแรม คลังสินค้า และโครงข่ายการเดินทางของทั้งภูมิภาค

    เศรษฐกิจสงขลาดึง GDP ใต้กว่า 3% และมีบทบาทเป็น “ศูนย์กลางซัพพลายเชน” ทั้งปัตตานี พัทลุง และนราธิวาส หากหาดใหญ่ล้มทั้งเมือง ห่วงโซ่เศรษฐกิจใต้จะชะงักตามเป็นโดมิโน

    น้ำท่วมครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ภัยพิบัติท้องถิ่น แต่คือ “ภัยเศรษฐกิจระดับภูมิภาค”

    วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เปิดจุดอ่อนรัฐไทย บทเรียนสู่การปฏิรูปใหญ่

    รัฐบาลอนุทินเผชิญแรงกดดันหนักที่สุดเสียงวิจารณ์ที่หนีไม่พ้น

    รัฐบาลอนุทินเผชิญแรงกดดันหนักที่สุดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง นายกฯ ลงพื้นที่หาดใหญ่หลายครั้ง แต่ยิ่งลงพื้นที่ เสียงประชาชนยิ่งดังขึ้นทั้งคำชื่นชมและคำวิจารณ์ที่รุนแรงถึงการบริหารงานที่ขาดเอกภาพ

    นายกรัฐมนตรีได้ยอมรับ “ความบกพร่องเชิงระบบ” ทั้งในส่วนท้องถิ่น (เทศบาล–อบจ.) ส่วนจังหวัด (ผู้ว่าฯ–ฝ่ายความมั่นคง) และส่วนกลาง โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า
    “ระบบ Single Command ไม่เข้มแข็งเหมือนช่วงโควิด”

    ในอีกด้าน พรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรคเพื่อไทยโจมตีหนักว่า
    “รัฐบาลล้มเหลวซ้ำซาก ไม่ได้เรียนรู้บทเรียนจากโควิด”

    ขณะเดียวกัน ประชาชนจำนวนมากได้รับการแจ้งเตือน Cell Broadcast จริง แต่ยังไม่เชื่อว่าฝนจะหนักถึงขั้นท่วมทั้งเมือง จึงไม่อพยพทันเวลา ปรากฏการณ์นี้ชี้ชัดว่า “ช่องโหว่ความเชื่อมั่น” ระหว่างรัฐกับประชาชนยังลึกและกว้างอย่างน่ากังวล

    วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เปิดจุดอ่อนรัฐไทย บทเรียนสู่การปฏิรูปใหญ่

    มาตรการเยียวยาเร่งด่วน: อัดมาตรการการเงิน–ภาษี–ชดเชย

    รัฐบาลรีบออกชุดมาตรการฉุกเฉิน 8 ข้อ ตั้งแต่พักหนี้ 1 ปี เงินกู้เพื่อการยังชีพและซ่อมบ้านแบบปลอดดอกเบี้ย ไปจนถึง

    • เงินชดเชย 9,000 บาทต่อครัวเรือน
    • เยียวยาผู้เสียชีวิต 2 ล้านบาท (เฉพาะพื้นที่ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน–สงขลา)
    • บังคับบริษัทประกันจ่ายสินไหมเร็วขึ้น
    • มาตรการพิเศษเพื่อช่วยผู้ประกอบการ SMEs

    แม้เป็นการอัดฉีดแรงเพื่อประคองประชาชน แต่คำถามสำคัญคือ เพียงพอหรือไม่ เมื่อหาดใหญ่ต้องฟื้นเมืองที่เสียหายเกือบทั้งโซนเศรษฐกิจ

    สาธารณูปโภคพังทั้งระบบ: น้ำ–ไฟ–สัญญาณ และภูเขาขยะหลังน้ำลด

    งานหนักที่สุดหลังน้ำลดคือการฟื้นฟูสาธารณูปโภค ไฟฟ้ากลับมาได้เร็วที่สุด แต่ระบบประปายังทำงานได้เพียง 45% เพราะท่อแตก–โคลนล้น–ระบบปั๊มเสียหาย

    อีกภาระมหึมาคือ “ภูเขาขยะหลังน้ำท่วม” ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ ซากสัตว์ รถยนต์กว่า 8,000 คันที่ต้องยกออกจากถนน ประชาชนย้ายเองไม่ได้ รัฐต้องจัดกำลังเข้าลาก

    หาดใหญ่กำลังสู้กับทั้ง “ขยะมหาศาล–โครงสร้างพัง–เศรษฐกิจหยุดนิ่ง” พร้อมกัน

    โจทย์ใหญ่อนาคต: ฟื้นหาดใหญ่ต้องคิดใหม่ทั้งระบบ ไม่ใช่ซ่อมตามรอยเดิม

    รัฐบาลกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อออกแบบ “แผนฟื้นฟูหาดใหญ่ครั้งใหญ่ที่สุด” เพราะการสร้างเมืองหลังมหาอุทกภัยต้องคิดทั้ง

    • ระบบผังเมือง
    • คลองระบายน้ำ
    • คลังพักน้ำ
    • ระบบเตือนภัย
    • สาธารณูปโภคใหม่ที่รองรับน้ำท่วมขนาด 300 มม./วัน
    • โมเดลบริหารภัยพิบัติแบบเสถียร (War Room–Single Command)

    นี่คือเวลาที่ประเทศไทยต้องยอมรับว่า การซ่อมแซมเฉพาะหน้าไม่พออีกต่อไป หากไม่สร้าง “โครงสร้างใหม่” ความเสียหายครั้งนี้จะเกิดซ้ำและหนักกว่าเดิม

    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/734353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WT1yTxhfP5dVyMGbdm2_M

  • ปลุกรัฐรับมือ “น้ำท่วม” ทำเศรษฐกิจ “อัมพาต” เสียหายกว่าแสนล้าน

    ปลุกรัฐรับมือ “น้ำท่วม” ทำเศรษฐกิจ “อัมพาต” เสียหายกว่าแสนล้าน

    ตัวเลขกระทรวงการคลัง ประเมินความเสียหายจากปัญหาอุทกภัยทั่วประเทศทุกภูมิภาค ระบุว่าส่งผลกระทบโดยรวมต่อระบบเศรษฐกิจสูงถึง 500,000ล้านบาท หากไล่เลียงตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.ค. 2568เมื่อไทย เผชิญสภาพอากาศที่แปรปรวนจากมรสุมและร่องมรสุมที่พัดผ่าน และหย่อมความกดอากาศต่ำจากประเทศเพื่อนบ้าน

    หอการค้าไทย ได้ประเมินความเสียหาย “น้ำท่วมภาคเหนือ” ไว้ที่ 30,000 ล้านบาท หรือ 0.17% ของ GDP โดยพบว่า ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด คิดเป็นพื้นที่มากกว่า 1,166,992 ไร่ และมูลค่าความเสียหายสูงถึง 24,553 ล้านบาท หรือ 82.3% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด รองลงมาคือภาคบริการ ซึ่งได้รับความเสียหายเป็นมูลค่า 5,121 ล้านบาท ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 171 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับภาคส่วนอื่น ๆ สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยที่

    สอดคล้องกับศูนย์วิจัยกรุงศรี คาดว่าพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยในปี 2568 เฉพาะเหนือความเสียหายพื้นที่เกษตรจะอยู่ที่ 9.5 ล้านไร่ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินราว 3.7 พันล้านบาท ขณะที่มูลค่าสินค้าเกษตรเสียหาย 1.99 หมื่นล้านบาท (กรณีฐาน) ทำให้ความเสียหายรวมกันอยู่ที่ 2.36 หมื่นล้านบาท หรือ -0.13% ของ GDP ยังไม่ร่วมความเสียหายในพื้นทีรับน้ำในภาคอย่างอย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ประชาชนได้รับความเดือนร้อนกว่า 72,000 หลังคาเรือน แต่เงินชดเชยที่รัฐบาลจ่ายให้กับประชาชนกลับเล็กน้อยกว่า เพียง 9,000 บาทต่อหลังคาเรือน

    ทั้งนี้หากแบ่งเป็นการเกษตร ความเสียหายมากที่สุด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 24,553 ล้านบาท จากการทำลายพืชผลทางการเกษตรจำนวนมาก รองลงมาเป็นภาคท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนมูลค่าความเสียหายอาจสูงถึง 2,000 ล้านบาท เนื่องจากเส้นทางการคมนาคมถูกตัดขาด และสถานที่ท่องเที่ยวถูกน้ำท่วม และภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ในวงจำกัดกว่าภาคเกษตรมูลค่าเสียหายประมาณ 171 ล้านบาท

    ยังไม่รวมความเสียหายอื่นๆ เช่น ทรัพย์สินและที่อยู่อาศัย บ้านเรือนได้รับความเสียหายกว่า 43,000 หลังคาเรือน ชีวิตและสุขภาพ รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดการกัดเซาะดินและตลิ่ง การปนเปื้อนของสารเคมี และมลพิษในแหล่งน้ำ

    โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนัก จ.เชียงราย ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 6,412 ล้านบาท รองลงมาเป็น จ.พะเยา เสียหาย 3,292 ล้านบาท จ.สุโขทัย เสียหาย 3,042 ล้านบาท ส่วนภาคอีสาน อย่างจ.หนองคาย เสียหาย 201.17 ล้านบาท และจ.สกลนคร เสียหายประมาณ 110.85 ล้านบาท ส่วนจ.เชียงใหม่คาดว่าความเสียหายมากกว่า 2,000 ล้านบาท

    ล่าสุดช่วงปลายเดือนพ.ย.2568 “ภาตใต้” เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่เรียกได้ว่าในรอบหลายสิบปีก็ว่าได้ สร้างเสียหายและสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างเรียกคืนไม่ได้หลายคนสิ้นเนื้อประดาตัว มีประชาชนเดือนร้อนกว่า 2.19 ล้านคน กระทบเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท

    เศรษฐกิจอัมพาต 10 จังหวัด เสียหาย 4 หมื่นล้าน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ (พ.ย.68) มีผู้ที่ได้รับผลกระทบ 2.19 ล้านคน 798,695 ครัวเรือน ใน 10 จังหวัด สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านใน 1 เดือน กระทบ GDP ที่ 0.22% ซึ่งความเสียหายประมาณจากระบบเศรษฐกิจที่เป็นอัมพาต โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกปิดชั่วคราว ตลาด-ห้างสรรพสินค้าปิดกิจการ การคมนาคมหยุดชะงัก นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ยกเลิกการท่องเที่ยว ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูง จากการยกเลิกเที่ยวบินกิจกรรมระดับชาติถูกยกเลิก โดยเฉพาะซีเกมส์ 2025 ที่ถูกย้ายออกจากสงขลาทั้งหมด

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    สำหรับมูลค่าความเสียหาย หากจำแนกภาคเศรษฐกิจ พบว่า การท่องเที่ยวและบริการเสียหายมากกว่า 22,440 ล้านบาท เกษตรกรรม 10,720 ล้านบาท / การผลิตและสาธารณูปโภค 6840 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลที่ภาคบริการเสียหายหนักที่สุด เนื่องจากมีการยกเลิกการจองและปิดสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น ธุรกิจค้าปลีกร้านอาหารและโรงแรมในเมืองหลักปิดกิจการชั่วคราว และผลกระทบต่อเนื่องจากการยกเลิกกิจกรรมระดับชาติ คือ ซีเกมส์ ที่ทำลายความเชื่อมั่นและโอกาสทางเศรษฐกิจ

     “น้ำท่วมใต้” มหาอุทกภัย รุนแรงอันดับ2 รองจากปี2554

    จากเหตุการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ เบื้องต้นกระทรวงการคลังได้ประเมินว่า ส่งผลให้เกิดความเสียหายในกรอบวงเงินเบื้องต้นประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีมูลค่าความเสียราว 1.4 ล้านล้านบาท กรณีนี้จึงถือเป็นอุทกภัยที่มีความเสียหายรุนแรงเป็นอันดับที่ 2 ของไทย

    เสียงจากผู้ประกอบการ ต้องการ เงินสด ไม่ใช่“หนี้สิน โดยสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐโดยเร็วที่สุด 56.5% คือ เงินเยียวยาโดยตรงหรือเงินชดเชย 14.7% ต้องการให้ซ่อมแซมสาธารณูปโภค และ 10.6% ต้องการช่วยทำความสะอาดพื้นที่

    ส่วนข้อเสนอเชิงรุก ขอให้มี 3 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1. อัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรง 2. เร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และ3. จัดหน่วยปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ พร้อมปรับบทบาท สินเชื่อ ให้เป็นทางเลือกเสริม ไม่ใช่มาตรการหลัก ซึ่งมาตรการหลัก คือ “เงินเยียวยา” โดยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) ควรมีไว้ใช้สำหรับการลงทุนฟื้นฟูในระยะถัดไป ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ หอการค้าไทย ประเมินว่า จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผล กระทบต่อ GDP ไทย จากเติบโต 2% เหลือ 1.9% ในปี 2568

    ด้านศูนย์วิจัยกสิกร ประเมินความเสียหายจาก น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรอย่างสวนยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะกระทบผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมัน เสียหาย 6,698 ล้านบาทใน 1 เดือน โดยยางพาราและปาล์มน้ำมันเสียหายจากน้ำท่วม เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกหลักอยู่ในภาคใต้ โดยยางพารามีพื้นที่ปลูกอยู่ในภาคใต้ 57% จากทั้งประเทศ แหล่งผลิตหลักอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สงขลา และนครศรีธรรมราช ส่วนปาล์มน้ำมันมีพื้นที่ปลูกอยู่ในภาคใต้ 86% จากทั้งประเทศ แหล่งผลิตหลักอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ และชุมพร แบ่งเป็นความเสียหายของผลผลิตยางพารา 0.83 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 4,456 ล้านบาท และความเสียหายของผลผลิตปาล์มน้ำมัน 3.4 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 2,242 ล้านบาท

    คาดท่องเที่ยวปี 69 หนุนเศรษฐกิจ ขยายตัว 1.6%

    ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวอีกว่า หอการค้าได้ ได้ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 1.9% จาก 2% โดยเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยการส่งออกที่โต 11.1% และการลงทุนของภาครัฐ 6.4% แต่ถูกฉุดรั้งด้วยการอุปโภคภาครัฐที่หดตัวแรงในไตรมาสที่ 3 และผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ( ธ.ค.68) จะขยายตัวชะลอลงที่ 1.6% โดยการท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนของภาครัฐและเอกชน จะเป็นแรงหนุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    สำหรับปัจจัยบวกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวที่ที่ 35 ล้านคน และสร้างรายได้ 1.65 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ อุปสงค์ในประเทศขยายตัว การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุน คาดว่า จะขยายตัวที่ 2% และการลงทุนในงบลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 18.2% โดยมีเป้าเบิกจ่ายงบลงทุนสูงถึง 70% ในงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ภาคเกษตรได้ประโยชน์จากสภาพอากาศมีความเป็นกลางและปริมาณน้ำเพียงพอ และเม็ดเงินจากการเลือกตั้ง ที่คาดว่า จะอยู่ที่ 50,000-60,000 ล้านบาท

    ลุ้น “ภาษีสหรัฐฯ” ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

    ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ ภาษีสหรัฐฯ โดยคาดว่า การส่งออกของไทยในปี 68 จะหดตัว -1.0% จากการที่ไทยถูกเก็บภาษีนำเข้า 19% ทั้งปี รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้การสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่อาจสูงถึง 40% หากการเจรจา Local Content ไม่สำเร็จ / ปัจจัยการเมือง หากงบประมาณรายจ่ายปี 2570 และการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจฉุด GDP ลง -0.32%

    เช่นเดียวกับ หนี้ครัวเรือน โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังสูงอยู่ที่ 86.3% ซึ่งกดดันให้สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะหากมีการปิดด่านชายแดนตลอดทั้ง ปี 69 คาดว่า จะสร้างความเสียหายต่อมูลค่าส่งออกกว่า 1.4 แสนล้านบาทและกระทบกับ GDP ประมาณ -0.74% การค้าโลกชะลอ กดดันภาคการส่งออกสินค้าของไทย

    มหาอุทภัยที่เกิดขึ้นกับคนไทยในหลายจังหวัดรอบนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่หลังจากนี้ สิ่งที่รัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการคือ มาตรการรับมือและการเตรียมตัวตั้งรับกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้ประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนตั้งคำถามอีกว่า “รัฐบาล” กำลังทำอะไรอยู่?และถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องหากลไกและวิธีรับมือ ให้ทันกับสถานการณ์และให้เกิดความเสียหายให้น้อยที่สุด

    อ่านข่าว:

    ทางรอดวิกฤต “กุ้งไทย” บุกตลาดสหรัฐฯ หลัง “อินเดีย”โดนภาษีอ่วม

    “รถน้ำท่วม” เคลมประกันอย่างไร คปภ.เผยเกณฑ์ประเมินค่าเสียหาย

    ทีดีอาร์ไอ ห่วงเศรษฐกิจโตช้า กระทบปากท้อง-คนไทยหมดหวังย้ายประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Hu_BtHITNc-9SrxW0SQNV

  • ไขคำตอบ ทำไม น้ำท่วม หาดใหญ่กระทบเศรษฐกิจไทยรุนแรง GDP วูบเหลือ 1.9% แม้เสียหายเป็นรองปี 54

    ไขคำตอบ ทำไม น้ำท่วม หาดใหญ่กระทบเศรษฐกิจไทยรุนแรง GDP วูบเหลือ 1.9% แม้เสียหายเป็นรองปี 54

    หอการค้าไทย เผย น้ำท่วมภาคใต้ เสียหายหนัก 40,000 ล้านบาท ในเดือนเดียว เป็นรองแค่น้ำท่วมปี 54 ชี้ภาคท่องเที่ยวและบริการหนักสุด ฉุด GDP ไทยเหลือ 1.9%

    วันที่ 2 ธ.ค. ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้

    อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังประเมิน ส่งผลให้เกิดความเสียหาย 500,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าเปรียบเทียบ กับมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีมูลค่าความเสียหายราว 1.4 ล้านล้านบาท กรณีนี้จึงถือเป็นอุทกภัยที่มีความเสียหายรุนแรงเป็นอันดับที่ 2 ของไทย

    ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินเบื้องต้นในกรอบระยะเวลา 1 เดือน ผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ 10 จังหวัด มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 2.19 ล้านคน หรือราว 798,600 ครัวเรือน

    โดยจังหวัดสงขลา ได้รับผลกระทบสูงสุด คิดเป็น 60% ของความเสียหายทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ นครศรีธรรมราช ตามด้วยพัทลุง

    โดยระยะเวลา 1 เดือน ประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวัน ในช่วงสถานการณ์รุนแรง หรือรวมกว่า 40,000 ล้านบาท คิดเป็นความเสียหาย 0.22% ต่อ GDP ซึ่งความเสียหายประมาณจากระบบเศรษฐกิจที่เป็นอัมพาต

    ทำไมเศรษฐกิจกระทบหนัก ธุรกิจท้องถิ่นเข้าขั้นโคม่า แม้เสียหายเป็นรอง ปี 54

    ธนวรรธน์ ระบุว่า ภาคท่องเที่ยวและบริการมีมูลค่าความเสียหายมากที่สุด สูงถึง 22,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซันของภาคการท่องเที่ยว และจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวภาคใต้ หาดใหญ่จำนวนมากในช่วง พ.ย.-ม.ค. ขณะเดียวกัน ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหารและโรงแรมต้องปิดกิจการชั่วคราว ธุรกิจท้องถิ่นเข้าขั้นโคม่า

    “โดยเฉพาะการยกเลิกซีเกมส์ที่สงขลา เป็นหนึ่งในจังหวัดเจ้าภาพ ย้ายการแข่งขัน 10 ชนิดกีฬา 109 เหรียญทองไปที่กรุงเทพทั้งหมด สูญเสียโอกาสการตลาด การใช้จ่ายนักเที่ยว 5,000 คน ทำลายความเชื่อมั่นนานาชาติ และโอกาสทางเศรษฐกิจ รองลงมาคือ ภาคเกษตรกรรม ราว 10,000 ล้านบาท และภาคการผลิตและสาธารณูปโภค อีกประมาณ 6,840 ล้านบาท”


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    นอกจากนี้ จากการสำรวจผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ ระบุว่า อาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูมากกว่า 1 เดือน เนื่องจากทรัพย์สินและสต็อกสินค้าเสียหาย ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เสียหาย

    โดยสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐเร่งด่วนที่สุด คือ “เงินสด” ไม่ใช่ “หนี้สิน” มองว่ารัฐบาลควรอัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรงหรือเงินชดเชย เพื่อให้ถึงมือผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

    ขณะที่มาตรการ “สินเชื่อ” ควรเป็นทางเลือกเสริมไม่ใช่มาตรการหลัก นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาล เร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และจัดหน่วยปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาพร้อมใช้งานโดยเร็ว

    ปรับลด GDP ไทยปี 2568 เหลือ 1.9%

    ทั้งนี้ หอการค้าไทย ยังได้ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 1.9% จาก 2% ซึ่งส่งออกโต 11.1% และการลงทุนของภาครัฐ 6.4% แต่ถูกฉุดรั้งด้วยการอุปโภคภาครัฐที่หดตัวแรงในไตรมาสที่ 3 และผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี

    โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 (ณ ธ.ค.68) จะขยายตัวชะลอลงที่ 1.6% จากการท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชน /การลงทุนของภาครัฐและเอกชน จะเป็นแรงหนุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีหน้า

    ภาพ : Sirachai Arunrugstichai / Getty images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/hatyai-flood-gdp-crash-1-9/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tKlDAw-KCHFslNcHxOPP3