Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานการตรวจเยี่ยม และ ให้กำลังใจแก่นักเรียนทุนการศึกษาพระราชทานฯ ม.ท.ศ. รุ่นที่ 15-17 ปีการศึกษา 2568 | TOPNEWS

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานการตรวจเยี่ยม และ ให้กำลังใจแก่นักเรียนทุนการศึกษาพระราชทานฯ ม.ท.ศ. รุ่นที่ 15-17 ปีการศึกษา 2568 | TOPNEWS

    วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 10.00 น. ณ พื้นที่อำเภอสนามชัยเขต และอำเภอพนมสารคาม นางสาวฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานการตรวจเยี่ยม และให้กำลังใจแก่ นักเรียนทุนการศึกษาพระราชทานฯ ม.ท.ศ. รุ่นที่ 15-17 ปีการศึกษา 2568 พร้อมด้วย นายพีรพล ลือล่า ปลัดจังหวัดฉะเชิงเทรา, นายสาครินทร์ จำปา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดฉะเชิงเทรา, นางมาลัยงาม แก้วสอาด รองศึกษาธิการจังหวัดฉะเชิงเทรา, นายสุพจน์ ตรีรัตนนุกูล นายอำเภอพนมสารคาม, นางศิริรัตน์ ภักดีศรี เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนนายอำเภอสนามชัยเขต, หัวหน้าส่วนราชการ, ผู้แทนส่วนราชการ, คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนักเรียนทุนการศึกษาพระราชทานฯ ได้แก่ นางสาวศศินา อินเจริญ นักเรียนโรงเรียนสนามชัยเขต นายไพณรงค์ จันศิริ นักเรียนโรงเรียนพนมสารคาม พนมอดุลวิทยา และนางสาวชนากานต์ เทียนปัญจะ นักเรียนโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์

    ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนิน โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นเมื่อปี 2552 ทรงให้นำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินจากผู้บริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามพระราชปณิธานที่มุ่งสร้างโอกาส ทางการศึกษาที่มั่นคงแก่เยาวชนไทย ที่ประพฤติดี ตามความสามารถของแต่ละคน อันเป็นการลงทุน เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพแก่เยาวชนไทย ต่อมาในปี 2553 ทรงให้จัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ)” ทรงเป็นประธานกรรมการ และให้นำโครงการทุนการศึกษาฯ มาอยู่ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิฯ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน สืบต่อไป

    สำหรับจังหวัดฉะเชิงเทรา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ดูแลติดตาม ผลการเรียนความประพฤติ และการใช้จ่ายเงินทุนพระราชทานของนักเรียนทุนฯ ม.ท.ศ. รุ่นที่ 15 – 17 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อติดตามและให้การสนับสนุนช่วยเหลือ กรณีที่นักเรียนทุนฯ ม.ท.ศ. มีปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ทั้งด้านการเรียน การรักษาพยาบาล และชีวิตความเป็นอยู่ เพื่อจะได้ให้การช่วยเหลือต่อไป พร้อมทั้งมอบสิ่งของ อาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์ที่จำเป็น โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ให้กำลังใจแก่นักเรียนในการเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยได้ให้ข้อคิดการปฏิบัติตนตามหน้าที่ของนักเรียน การปฏิบัติตนในฐานะบุตรในการกตัญญูกตเวที ตอบแทนบุญคุณผู้มีพระคุณ ประพฤติตนในสิ่งที่ดี เพื่อเติบโตอย่างมีคุณภาพของสังคม

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1411044&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EEct5zZ59dfjHUm636sC9

  • ไต้หวัน ตั้งแพลตฟอร์มใน ไทย แก้ปัญหาขาดบุคลากรทักษะสูง…

    ไต้หวัน ตั้งแพลตฟอร์มใน ไทย แก้ปัญหาขาดบุคลากรทักษะสูง…

    วันนี้ (2 ธันวาคม) ปีเตอร์ หลัน ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย ประกาศจัดตั้งแพลตฟอร์มบริการบุคลากรด้านเทคโนโลยีไต้หวัน-ไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการชาวไต้หวันในประเทศไทยในการแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร และช่วยพัฒนาทักษะบุคลากรไทยเพื่อป้อนซัพพลายเชนเทคโนโลยี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไต้หวันมาลงทุนในไทยเป็นจำนวนมาก

    ในกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม การศึกษา และหน่วยงานภาครัฐจากไต้หวัน ณ The Bangkok Club กรุงเทพฯ มีการเน้นย้ำถึงหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ทุกฝ่ายกำลังเผชิญนั่นคือ การขาดแคลนแรงงานทักษะสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มที่สำเร็จการศึกษาในสาขา STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ซึ่งแพลตฟอร์มใหม่ที่จัดตั้งขึ้นนี้จะช่วยประสานความต้องการร่วมกันระหว่างฝ่ายไทย ผู้ประกอบการชาวไต้หวันและภาคส่วนอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาบุคลากรไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการชาวไต้หวัน

    ไต้หวันตั้งแพลตฟอร์มในไทย แก้ปัญหาขาดบุคลากรทักษะสูงป้อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 1

    สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ทางสำนักงานฯ ได้เชิญผู้ประสานงานจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติผิงตง (NPUST) ในไต้หวัน ซึ่งได้ก่อตั้ง “ศูนย์ความร่วมมือแลกเปลี่ยนบุคลากรนานาชาติไต้หวันประจำประเทศไทย เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มาร่วมแบ่งปันเกี่ยวกับ ‘โครงการศึกษาพิเศษเพื่อพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ’ (International Industrial Talents Education Special Program (INTENSE Program)) ของกระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน

    นอกจากนี้ ยังมีการเชิญสมาคมแผงวงจรพิมพ์ไต้หวัน (TPCA) มาแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการก่อตั้ง ‘สถาบันแผ่นวงจรพิมพ์ไต้หวันในไทย’ และความร่วมมือด้านบุคลากรกับฝ่ายไทยด้วย โดยสำนักงานไทเปฯ คาดหวังว่าการจัดตั้งแพลตฟอร์มนี้ จะช่วยเร่งการเชื่อมโยงและความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา อีกทั้งสร้างแรงผลักดันใหม่ๆ ให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการชาวไต้หวันที่มาดำเนินกิจการในประเทศไทยอีกด้วย

    สำนักงานฯ ระบุว่า การจัดตั้งแพลตฟอร์มนี้นอกจากจะสอดคล้องกับแนวคิด ‘การทูตเชิงบูรณาการ’ ของหลินเจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันแล้ว ยังเป็นการประกาศว่าสำนักงานฯ จะรวบรวมสรรพกำลังของภาครัฐ ภาคสถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการชาวไต้หวัน เพื่อหารือเพิ่มเติมกับฝ่ายไทยเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร และหาแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของไต้หวันต่างได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และมีการย้ายมาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (อุปกรณ์), ปัญญาประดิษฐ์ (การประกอบเซิร์ฟเวอร์) และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายสาขาการลงทุนที่รัฐบาลไทยต้องการจะดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน

    ทั้งนี้ปี 2024 มูลค่าการลงทุนของผู้ประกอบการชาวไต้หวันที่ได้รับอนุมัติให้เข้ามาลงทุนในไทยอยู่ที่ประมาณ 15.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งทำให้ไต้หวันกลายเป็นชาติที่มีมูลค่าการลงทุนในไทยมากเป็นอันดับที่ 4 โดยอุตสาหกรรมโดดเด่นคือแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งมีผู้ประกอบการชาวไต้หวันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเข้ามาลงทุนในไทยมากกว่า 60 แห่ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้เกิดการจ้างแรงงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง

    สำหรับแพลตฟอร์มบริการบุคลากรด้านเทคโนโลยีไทย-ไต้หวัน มีช่องทางติดต่อผ่านอีเมล [email protected] และเบอร์โทร 02-119-3555 ต่อ 386

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/taiwan-platform-tech-talent-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01EprLefrLNgjubLoGRtMf

  • NEXT U: การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสวนดุสิตสู่เป้าหมายด้วย OKRs

    NEXT U: การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสวนดุสิตสู่เป้าหมายด้วย OKRs

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/114341&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i4lsw9KptvrXaKHlcuYvH

  • ประชุมนักเรียนนักศึกษาหอพัก ประจำเดือนธันวาคม 2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประชุมนักเรียนนักศึกษาหอพัก ประจำเดือนธันวาคม 2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/117939/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v9WqlD0teMpbKwlVtVcDD

  • ยื่น กมธ. วุฒิสภา ค้านทางด่วน 2 ชั้น กระทบหนักคนกรุง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ยื่น กมธ. วุฒิสภา ค้านทางด่วน 2 ชั้น กระทบหนักคนกรุง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ตัวแทน 4 ชุมชน – สหภาพการทางพิเศษฯ ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ค้านทางด่วน 2 ชั้น เหตุไม่โปร่งใส กระทบประชาชนรุนแรง

    วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ตัวแทนชุมชนริมทางด่วน 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนวัดมะกอกสวนหน้า ชุมชนวัดมะกอกกลางสวน ชุมชนสุขสวัสดิ์ และชุมชนบุญชูศรี รวมถึงสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศ และตัวแทนจากสภาผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือต่อนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อตรวจสอบการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น  (Double Deck) ความยาว 17 กิโลเมตร บนแนวทางด่วนศรีรัชตอนงามวงศ์วาน – พระรามเก้า เนื่องจากโครงการมีความไม่โปร่งใส กระทบการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างรุนแรง และไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร

    ค้านทางด่วน 2 ชั้น ชี้เสี่ยงขัดกฎหมายร่วมทุน – ไม่แก้ปัญหาจราจร

    บัณฑิต พลึงลำภู ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ) กล่าวว่า โครงการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น  (Double Deck) งามวงศ์วาน – พระราม 9 มูลค่า 34,000 ล้านบาท มีความไม่โปร่งใส โดยเป็นการขยายสัมปทานให้แก่เอกชนรายเดิมยาวนานถึง 22 ปี 5 เดือน โดยไม่เปิดประมูลแข่งขัน ซึ่งอาจเข้าข่ายขัดต่อกฎหมายร่วมทุนภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ หากการขยายสัมปทานเกิดขึ้นจริง รัฐอาจสูญเสียรายได้รวมมากกว่า 170,000 ล้านบาท ทั้งที่รายได้ส่วนนี้ควรกลับคืนสู่ภาครัฐหลังสัมปทานทยอยหมดอายุในปี 2578 เพื่อใช้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานอื่น หรือเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน

    “โครงการมูลค่า 34,000 ล้าน แต่กลับขยายสัมปทานให้เอกชนเดิมยาว 22 ปีโดยไม่เปิดประมูล นี่คือความไม่โปร่งใสที่ประชาชนไม่อาจยอมรับได้” บัณฑิตระบุ

    นอกจากนี้ การคัดค้านยังเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า ระหว่างปี 2562 – 2568 ปริมาณรถบนทางด่วนลดลงกว่า 13% ซึ่งสวนทางกับเหตุผลของโครงการที่อ้างถึงปัญหาการจราจรติดขัดเป็นหลัก ขณะที่นักวิชาการด้านคมนาคมจำนวนมากเห็นพ้องต้องกันว่า ทางแก้ปัญหาการระบายรถจากฝั่งตะวันตกสู่ตะวันออกควรเป็นการเดินหน้าโครงการตามแนวเกษตร – นวมินทร์ ซึ่งเป็นแผนแม่บทดั้งเดิมที่มีความเหมาะสมกว่า แต่กลับถูกละเลยไม่หยิบมาพิจารณา โดยไม่ปรากฏเหตุผลที่ชัดเจน

    ปัญหาสิ่งแวดล้อม – EIA ไม่โปร่งใส เสียงสะท้อนชุมชน

    ด้าน นที ศิริธรรมวัฒน์ ที่ปรึกษาเครือข่ายชุมชนเขตพญาไท กล่าวว่า ผลกระทบที่ชุมชนใต้ทางด่วนต้องเผชิญ ทั้งผลกระทบด้านคุณภาพอากาศที่ปัจจุบันอยู่ในระดับ “สีแดง” อยู่แล้ว และจะรุนแรงขึ้นจากฝุ่นก่อสร้าง ทางด่วนชั้นที่ 2 รวมถึงเสียงรบกวน แสงสว่างที่ถูกบดบัง และภาวะความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง นอกจากนี้ การก่อสร้างที่คาดว่าจะยาวนานถึง 4 ปี อาจทำให้เศรษฐกิจชุมชนหยุดชะงัก หลายครอบครัวอาจได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลง ขณะที่หน่วยงานรัฐไม่เคยประกาศแผนการเยียวยาหรือชดเชยผลกระทบให้แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    “ฝุ่น เสียง แสงแดดที่ถูกบดบัง และเศรษฐกิจที่ต้องหยุดชะงัก 4 ปี ไม่มีชุมชนไหนควรต้องแลกชีวิตประจำวันของตัวเองกับทางด่วนชั้นที่ 2 ที่มาอยู่เหนือหัวแบบนี้” นทีกล่าว

    ขณะที่ เทพพล เครื่องจันทร์ ประธานชุมชนวัดมะกอกส่วนหน้า ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของโครงการดังกล่าว ว่า แม้จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่กระทบต่อประชาชนจำนวนมาก แต่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นตามกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) กลับมีผู้เข้าร่วมเพียง 60 – 70 คนเท่านั้น ขณะที่เมื่อชุมชนจัดเวทีคัดค้านโครงการทางด่วน 2 ชั้น กลับมีประชาชนในพื้นที่มากกว่า 600 คนเดินทางมาร่วมคัดค้าน สะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากไม่เคยได้รับข้อมูลหรือการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลผลการประเมิน EIA ให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียได้รับรู้อีกด้วย

    “ถ้าเจ้าของโครงการจริงใจ ทำไมชาวบ้าน 600 คนยังไม่เคยรู้ว่าโครงการจะเกิดขึ้นเหนือบ้านตัวเอง กระบวนการที่ไม่บอกกล่าวย่อมไม่อาจเรียกว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนได้” ประธานชุมชนวัดมะกอกส่วนหน้า แสดงความเห็น

    การยื่นหนังสือคัดค้านในครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและต้องการความโปร่งใสในการตัดสินใจของรัฐ ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐก็เริ่มให้ความสนใจและเตรียมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญต่อทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานครในอนาคต

    กมธ. เตรียมตรวจสอบ 3 ประเด็นหลัก

    นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ระบุ ว่าประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมานั้นเป็นเรื่องสำคัญต่อประโยชน์สาธารณะและความโปร่งใสของภาครัฐ โดยคณะกรรมาธิการจะพิจารณาอย่างรอบด้านในสามประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ความจำเป็นและความคุ้มค่าของโครงการ 2) ความถูกต้อง สอดคล้องกับกฎหมายร่วมทุน และ 3) ความถูกต้องโปร่งใสของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจะมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลภายในสัปดาห์หน้า

    “โครงการระดับนี้ต้องตอบให้ได้ทั้งเรื่องความคุ้มค่า ความถูกต้องตามกฎหมาย และการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าตอบไม่ได้ ก็ไม่อาจเดินหน้าได้” ประธาน กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ ระบุ

    ทางด้าน สุนทร พฤกษิพัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ความเห็นว่า การผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลประโยชน์ระดับแสนล้านในช่วงที่รัฐบาลใกล้หมดวาระนั้นเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหารถติดบนทางด่วนส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการขาดเส้นทางเพิ่มเติม แต่เกิดจากถนนที่เป็นทางลงไม่เพียงพอที่จะรองรับรถจากทางด่วน การเพิ่มชั้นบนทางด่วนจึงอาจไม่ได้ช่วยบรรเทาปัญหาที่แท้จริง และควรมุ่งปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะระบบราง ซึ่งเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่า

    “วันนี้ประเทศไทยควรลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่ทุ่มงบสร้างถนนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะทางออกของการจราจรไม่ใช่การเพิ่มชั้นถนน แต่คือการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเดินทางได้จริง” สุนทรกล่าว


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภค กระทบพันครอบครัว

    ร่วมค้าน “ทางด่วน 2 ชั้น” สัญญาเอื้อเอกชน ปิดทางพัฒนาระบบราง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/02122568_double-deck_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gpPBUlOie1GqyOc47a9HJ

  • พรรคประชาธิปัตย์ยกทีมหารือส.อ.ท.เปิดมุมมองแก้เศรษฐกิจไทย

    พรรคประชาธิปัตย์ยกทีมหารือส.อ.ท.เปิดมุมมองแก้เศรษฐกิจไทย


    ‘อภิสิทธิ์’หารือ ส.อ.ท.พร้อมร่วมมือภาคเอกชนกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยย้ำต้องดันจีดีพีขยายตัว 5% สร้างภูมิฝ่าปัจจัยเสี่ยง ชี้ 2 โจทย์ใหญ่เร่งแก้คอร์รัปชั่นและปฏิรูปการศึกษา

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ว่า เศรษฐกิจไทยในวันนี้ เปรียบได้กับ “รถที่ติดหล่ม” ต้องใช้แรงมหาศาลในการดึงขึ้นมา ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งเครื่องนโยบายจากภาครัฐ ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ประกาศนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และฟื้นการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทย อาทิ 1. มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ 2. ปัญหาสินค้าทุ่มตลาด/สวมสิทธิ์ส่งออก 3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 4. ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน 5. หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ 6. ค่าเงินบาทแข็งค่า 7. ผลกระทบจากปัญหาสภาพภูมิอากาศ 8) ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งสังคมผู้สูงอายุ กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณไม่สมดุล คอร์รัปชันและกฎหมายล้าสมัย

    ทั้งนี้ ได้แบ่งข้อเสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ออกเป็น 8 ด้าน ได้แก่ 1.การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยยกระดับการปฏิรูปกฎหมายเป็นวาระแห่งชาติด้วยวิธี Omnibus Laws และ Regulatory Guillotine ปรับปรุงกฎหมายระดับรองที่สามารถดำเนินการได้ทันที รวมทั้งผลักดันร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยกระดับการให้บริการภาครัฐ

    2.การพัฒนาบุคลากร เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งระบบ โดยปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคี พิจารณาให้สอดคล้องตามปัจจัยทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่

    3.การบริหารจัดการด้านพลังงานทั้งระบบ รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) โดยเร่งทบทวนและผลักดันแผนพลังงานชาติ (NEP) ฉบับใหม่ ทบทวนโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดต้นทุนพลังงาน/ไฟฟ้า และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อให้แก้ไขปัญหาพลังงาน

    4.การส่งเสริมการส่งออก การค้า และสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve โดยเร่งสร้างกลไกและแผนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม S-Curve เร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับสินค้า Made in Thailand (MiT) รวมทั้งปกป้องสินค้าไทยโดยการควบคุมสินค้านำเข้าที่ไม่ได้คุณภาพ

    5.การยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล โดยสนับสนุนการลงทุนพัฒนาไปสู่ Digital Transformation 4.0 ส่งเสริมการขับเคลื่อนโจทย์นวัตกรรมรายกลุ่มอุตสาหกรรม เชื่อมโยงสถาบันการศึกษา รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ สนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

    6.การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (BCG & ESG) การบริหารจัดการทรัพยากรนํ้า และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยบูรณาการการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เตรียมความพร้อมในการรับมือมาตรการ Climate Change รวมทั้งนำกากอุตสาหกรรมไปใช้ประโยชน์ เป็นวัสดุหมุนเวียน (Circular Materials) การใช้ประโยชน์ใหม่ (Waste symbiosis)

    7.การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs โดยผลักดัน SME ให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุม SME Size M ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) และจัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ค้ำประกันสินเชื่อ

    8.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Logistics และพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรม โดยทบทวนการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถการส่งออก นำเข้าไทย รวมทั้งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ ส่งเสริมการค้าชายแดนผ่านแดนของไทย

    ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมาโดยตลอดว่า กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวจริงคือ ภาคเอกชน และบทบาทของภาครัฐ คือ การสร้างกติกาสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้ทางภาคเอกชนทำงานได้ดีที่สุด วันนี้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และแนวโน้มใหม่ๆ

    รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเมือง จำเป็นจะต้องหาแนวทางใหม่เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากกับดักหรือหล่มที่เผชิญอยู่ วันนี้ตนและผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้วางกรอบทิศทางไว้หลายประเด็น

    ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาประเทศ โดยเฉพาะการเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจและอัตราการเจริญเติบโต ที่นับวันยิ่งถดถอยลงไปเรื่อยๆ ที่จำเป็นต้องทำให้อัตราการเจริญเติบโตกลับไปโตที่ประมาณ 5 % เพราะหากตัวเลขยังเติบโตในระดับที่ 2 % แบบปัจจุบัน ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องอื่นๆ ได้ เช่น สังคมสูงวัย การจัดสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนั้น เราต้องแสวงหาเครื่องจักรตัวใหม่หรือกระบวนทัศน์ใหม่ในการที่จะขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และภาคบริการ ให้เกิดการผสมผสานในภาพรวม

    นอกจากเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่เป็นโจทย์ใหญ่มี 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เป็นความท้าทายและต้องยอมรับว่าเป็นตัวสร้างปัญหาปั่นป่วนและทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและบั่นทอนขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ต้องเริ่มต้นที่บ้านเมืองที่สุจริตอย่างเอาจริงเอาจัง และให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญและอันตรายตรงนี้ และเรื่องที่สองที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ คือ การพัฒนาทักษะคน โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่เรื้อรังและยืดเยื้อมานาน ที่จะไม่ใช่เรื่องการให้ความรู้อีกต่อไป แต่จะเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้และมีความยืดหยุ่น รวมถึงการมีหลักสูตรที่รับรองเป็นรายทักษะที่มากขึ้นอีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ที่จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับประเทศไทยในการเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากอาเซียนให้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างกัน รวมถึงนโยบายทางการเงินเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจจริงโดยไม่กระทบกับระบบสถาบันทางการเงิน

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนและพรรคประชาธิปัตย์พยายามแสวงหาเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาช่วยเสริมสร้างและผลักดันประเทศให้ไปสู่เป้าหมาย ตลอดจนสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ตรงกับมุมมองของพรรคฯ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38129&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BZlTMfhWgEUrYborYjcwD

  • หอการค้าไทย ชี้ความเสียหายน้ำท่วมใต้ ซัดเศรษฐกิจพัง 4 หมื่นล้านบาท

    หอการค้าไทย ชี้ความเสียหายน้ำท่วมใต้ ซัดเศรษฐกิจพัง 4 หมื่นล้านบาท

    หอการค้าไทย ประเมินความเสียหายน้ำท่วมใน 10 จังหวัดภาคใต้ ทำเศรษฐกิจพัง 4 หมื่นล้านบาท ภาคการท่องเที่ยว-บริการ ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ฉุด GDP ทั้งปีโตลดลงเหลือ 1.9%

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบน้ำท่วม ที่ หาดใหญ่ จ.สงขลา จะมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท โดยภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนักสุด จากที่ช่วงนี้เป็นฤดูการท่องเที่ยว หรือ ไฮซีซั่นของภาคใต้ ส่งผลจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ ที่คาดไว้ 33 ล้านคน ลดลงเหลือ 32.8 ล้านคน หรือ 2 แสนคน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ กระทบต่อ GDP ให้ลดลงราว 0.22%

    ทำให้หอการค้าได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของไทยในปี 68 นี้ ลงเหลือ 1.9% จากเดิมที่คาดไว้ 2% ซึ่งสาเหตุหลักก็มาจากผลกระทบและความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจการค้าใหญ่ของภาคใต้

    โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบเงินสดเยียวยาโดยตรง เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูกิจการและซ่อมแซมทรัพย์สิน มากกว่าการขอสินเชื่อที่สร้างภาระหนี้สินเพิ่ม และมีข้อเสนอมาตรการเร่งด่วน 3 ด้าน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้แก่ การอัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรง การเร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นฟูทำความสะอาดพื้นที่ประสบภัย

    ขณะที่ในปี 69 ประเมินว่า GDP มีแนวโน้มขยายตัวได้แค่ 1.6% ชะลอตัวลงจากปีนี้ โดยปัจจัยที่เป็นตัวฉุดรั้ง คือ ความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า และข้อจำกัดทางการเงิน ซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งสำคัญที่ต้องระวัง ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีอยู่ และกระทบต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/452587&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pklNjejEOWHgzFi5ropX8

  • ลพบุรีส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงเกษตรชมทุ่งดอกทานตะวัน

    ลพบุรีส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงเกษตรชมทุ่งดอกทานตะวัน

    ภูมิภาค

    ลพบุรีส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงเกษตรชมทุ่งดอกทานตะวัน

    วันอังคาร ที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.35 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรีนำคณะลงพื้นที่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ทุ่งดอกทานตะวันและแหล่งผลิตพืชฤดูหนาวในพื้นที่อำเภอเมืองลพบุรี

    นายประยูร ศิริวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นางสาววัลภา ปันต๊ะ เกษตรจังหวัดลพบุรี และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี ลงพื้นที่เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยเริ่มต้นที่ทุ่งทานตะวันเขาจีนแล ไร่วิชาญ ตำบลนิคมสร้างตนเอง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีทุ่งทานตะวันขนาดใหญ่บนพื้นที่ 98 ไร่ มีภูเขาจีนแลเป็นฉากหลัง จุดนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นระดับประเทศ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์การเกษตรจากชาวบ้านในบริเวณนั้นได้

    จากนั้น คณะได้เดินทางต่อไปยังวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่หัวไชเท้า หมู่ที่ 7 ตำบลโคกตูม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตหัวไชเท้าหลักของจังหวัดและหนึ่งในแหล่งผลิตที่สำคัญของประเทศ โดยมีเกษตรกรจำนวน 18 ราย รวมกลุ่มปลูกในพื้นที่กว่า 495 ไร่ การปลูกหัวไชเท้าซึ่งเป็นพืชระยะสั้น ใช้เวลาเพียง 45-50 วันในการเก็บเกี่ยว สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในช่วงปลายฝนต้นหนาวได้อย่างดี

    ในกิจกรรมนี้ยังมีการสาธิตการทำกิมจิสไตล์ลพบุรี ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมเรียนรู้วิธีหมักแบบพื้นถิ่นและเคล็ดลับการปรุงให้ได้รสชาติกลมกล่อม นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหัวไชเท้าเป็นของฝากได้อีกด้วย

    สำหรับคุณประโยชน์ของหัวไชเท้านั้นมีสรรพคุณหลายประการ เช่น การบำรุงผิวพรรณ ลดน้ำหนัก เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น โรคดีซ่าน โรคริดสีดวงทวาร และยังช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้อีกด้วย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/457058&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p3QOLR40ObcuCgtEGtGWY

  • ตำรวจท่องเที่ยวบุกจับชาวรัสเซีย ลักลอบทำธุรกิจห้องพักเถื่อนบนเกาะพะงัน

    ตำรวจท่องเที่ยวบุกจับชาวรัสเซีย ลักลอบทำธุรกิจห้องพักเถื่อนบนเกาะพะงัน

    ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันบุกจับ 2 ชาวรัสเซียลักลอบเปิดบังกะโลเถื่อนบนเกาะพะงัน

    2 ธันวาคม 2568 – เมื่อเวลา 15.30 น. พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) มีนโยบายให้กวดขันจับกุมความประพฤติชาวต่างชาติที่กระทำความผิดและส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว ทุกพื้นที่ สั่งการให้ พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว 5 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 (สว.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3)

    พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม บูรณาการร่วม สภ.เกาะพะงัน ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พ.ต.อ.อภิชาต จันทร์สำเร็จ ผกก.สภ.เกาะพะงัน นำโดย พ.ต.ท.ชัยยุทธ คงแก้ว รองผกก.ป.สภ.เกาะพะงัน,ฝ่ายปกครองเกาะพะงัน ภายใต้การอำนวยการสั่งการของนายสุริยา บุญพันธ์ นายอำเภอเกาะพะงัน นายไพสิฐ ทองเจิม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง,นายชัยนิมิต ชมอินทร์ ผู้ใหญ่บ้าน ม.7 ต.เกาะพะงัน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เกาะพะงัน พ.ต.ท.หญิง สงวนทรัพย์ ลาภสนอง สว.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี นำโดย ร.ต.อ.สิริวัฒน์ สมหวัง รอง สว.ตม.จว.สุราษฏร์ธานี ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 3 ราย ในพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

    เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้รับแจ้งจาก นายชัยนิมิต ชมอินทร์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 ต.เกาะพะงัน ว่ามีชาวบ้านร้องเรียนว่ามีชาวต่างชาติประกอบธุรกิจรถเช่า(จัดตั้งบริษัทในรูปลักษณะ นอมินี) โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงประสานผู้ใหญ่บ้านเข้าตรวจสอบที่บ้านเป้าหมาย

    เมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่พบ นายโอเล็ก อีลิซีฟ (Mr.Oleg Eliseev) สัญชาติรัสเซีย อายุ 51 ปีนั่งอยู่บริเวณใต้บ้าน และจากการตรวจสอบภายในบ้านพัก พบ นางอีแคทเทอรีน่า มิกูลิน่า (Mrs.Ekaterina Mikulina) สัญชาติรัสเซีย อายุ 38 ปี กำลังใช้โน้ตบุ๊กเปิดเว็บไซต์ “Booking Calendar” ที่ระบุข้อมูลการจองห้องพักอย่างชัดเจน

    นายโอเล็กฯ ให้การว่า ตนไม่ได้ประกอบธุรกิจรถเช่า แต่ได้ร่วมกับนางอีแคทเทอรีน่าฯ ประกอบธุรกิจที่พัก “มูนเว บังกะโล” โดยทั้งสองจะทำงานอยู่ที่บ้านพัก คอยตอบข้อความลูกค้าผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp และลงข้อมูลการจองห้องพัก

    ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้นำทั้งสองไปยัง มูนเว บังกะโล ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านศรีธนู หมู่ 8 ต.เกาะพะงัน และเมื่อตรวจสอบที่แผนกต้อนรับ ไม่พบเอกสารใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมหรือที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม

    นายโอเล็กฯ และ นางอีแคทเทอรีน่า ยอมรับสารภาพว่า บังกะโลจำนวน 7 ห้อง คิดค่าเช่าวันละ 500 บาทต่อห้อง ไม่มีใบอนุญาตจริง เนื่องจากเข้าใจผิดว่ามีเพียงหนังสือรับรองบริษัทก็เพียงพอแล้วนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจสอบบริเวณบังกะโล และพบ นางหล้า เอ (Mrs.Hla Aye) สัญชาติเมียนมาร์ อายุ 21 ปี กำลังให้บริการลูกค้าอยู่ภายในห้องพัก นางหล้าฯ ให้การว่า นายโอเล็กฯ และนางอีแคทเทอรีน่าฯ เป็นเจ้านาย จ้างตนมาเป็นพนักงานต้อนรับและแม่บ้าน รับเงินเดือน 15,000 บาท

    ตำรวจแจ้งข้อหาดำเนินคดี ได้แก่ 1.นายโอเล็ก อีลิซีฟ ชาวรัสเซีย อายุ 51 ปี ร่วมกันประกอบธุรกิจ (บังกะโล) โดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (ผู้จัดการ), และเป็นนายจ้างจ้างคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ 

    2.นางอีแคทเทอรีน่า มิกูลิน่า ชาวรัสเซีย อายุ 38 ปี ร่วมกันประกอบธุรกิจ (บังกะโล) โดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (ผู้จัดการ) 

    และ 3.นางหล้า เอ ชาวเมียนมา อายุ 21 ปี เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (พนักงานต้อนรับ/แม่บ้าน)

    พ.ต.อ.อภิชาต จันทร์สำเร็จ ผกก.สภ.เกาะพะงัน กล่าวว่ากรณีนี้ยังต้องขยายผลต่อ เรื่องการประกอบจดจัดตั้งบริษัท ในลักษณะเข้าข่ายนอมินีหรือไม่ เพราะเงิน หมุนเวียนในบัญชีหลายล้านบาทในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งมีการโอนถ่ายเงินเพื่อหลบหลีก ตบตาเจ้าหน้าที่ภายในระยะเพียงไม่กี่เดือน

    จากการสอบถาม ให้การวกไปวนมา พร้อมทั้ง มีหญิงไทยให้การช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่จะขยายผลต่อไป หากพบพยานหลักฐาน จะเอาผิดทุกคนที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ทั้งนี้ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.ได้กำชับหัวหน้าสถานีตำรวจท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวนำร่องและพื้นที่ใกล้เคียงเร่งกวาดล้างการกระทำผิดของกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาแฝงตัวก่ออาชญากรรมทุกรูปแบบ ให้ดำเนินคดีเด็ดขาดไม่เว้นทุกกรณี เพื่อสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่นนี้อย่างจริงจังและเด็ดขาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/907182/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mdT7g5uzTT1q1RSbgbzBW

  • วธ. ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์โบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ยามราตรีทั่วประเทศ นำพลังวัฒนธรรมส่งเสริมท่องเที่ยว ชูไฮไลท์เมืองมรดกโลกกับกิจกรรม “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” | TOPNEWS

    วธ. ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์โบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ยามราตรีทั่วประเทศ นำพลังวัฒนธรรมส่งเสริมท่องเที่ยว ชูไฮไลท์เมืองมรดกโลกกับกิจกรรม “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในงานแถลงข่าว

    โครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี และกิจกรรม “อยุธยานาวาเมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” ณ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    ด้าน นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้ดำเนินโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    ซึ่งเป็นวิธีสำคัญอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การส่งเสริมการท่องเที่ยวโบราณสถานในภาคกลางคืน ทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น มีการทานอาหาร ซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งมีการพักค้างแรม

    ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการด้านที่พัก ร้านอาหาร และบริการอื่น ๆ สอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win คือ สามารถดำเนินการได้ทันที และเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม

    ภายใต้วิสัยทัศน์ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ส่งเสริม “พลังวัฒนธรรม” ให้เกิดเป็น “รายได้จริง” ภายใต้แนวคิด “ไท ไทย”

    เปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมให้เข้าถึงง่ายขึ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมศิลปากรได้กำหนดจัดกิจกรรมโครงการท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืน

    พร้อมสัมผัสวิถีไทยกับกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ มากมาย เป็นการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ โดยกำหนดจัดกิจกรรมท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรีในพื้นที่โบราณสถาน 6 แห่ง ได้แก่

    1. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรมระหว่างเดือนธันวาคม 2568 – มกราคม 2569

    2. อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จังหวัดนครราชสีมา จัดกิจกรรมระหว่างเดือนธันวาคม 2568 – มกราคม 2569

    3. เมืองโบราณเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรมในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    4. อุทยานประวัติศาสตร์ก าแพงเพชร จัดกิจกรรมในเดือนมีนาคม 2569

    5. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จัดกิจกรรมในเดือนเมษายน 2569

    6. พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี จัดกิจกรรมในเดือนกรกฎาคม 2569

    ทั้งนี้ โครงการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ยามราตรี ประกอบด้วย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 6 แห่ง ได้แก่

    1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรมระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2568 – กุมภาพันธ์ 2569

    2. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมในเดือนธันวาคม 2568 (ระหว่างวันที่ 19-21 และ 26-28 ธันวาคม 2568)

    3. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมในเดือนธันวาคม 2568 (ระหว่างว ันที่ 26-28 ธันวาคม 2568)

    4. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม จัดกิจกรรมในเดือนมกราคม 2569

    5. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี จัดกิจกรรมในเดือนมกราคม 2569 (ระหว่างวันที่ 22-25 มกราคม 2569)

    6. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา จัดกิจกรรมระหว่างเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2569

    สำหรับอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา แหล่งมรดกโลก เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

    จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี ณ โบราณสถานวัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดไชยวัฒนาราม และพระราชวังจันทรเกษม

    โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมโบราณสถานอันทรงคุณค่าให้ได้เห็นความงดงามยามค่ำคืน ตั้งแต่เวลา 16.30 น. – 21.30 น. ทุกวันศุกร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    ภายใต้กิจกรรม “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    โดยกำหนดให้โบราณสถานวัดไชยวัฒนารามซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพระตำหนักสิริยาลัยเป็นสถานที่จัดกิจกรรมหลัก ร่วมด้วยโบราณสถานวัดพระราม พิพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

    แบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่ วันที่ 26 ธันวาคม 2568 – วันที่ 4 มกราคม 2569 เป็นเวลา 10 วัน ต่อเนื่อง และวันที่ 9 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกวันศุกร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 16.30 น. – 21.30 น.

    ซึ่งนอกจากจะได้ชมไฟประดับโบราณสถานแล้ว ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้

    วัดไชยวัฒนาราม มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการละเล่นไทยโบราณ การลอยประทีป ตลาดโบราณนานาชาติ พร้อมแต่งชุดไทยเพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

    ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสวยงามของสถานที่ทางประวัติศาสตร์ยามค่ำคืน ทั้งนี้ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยังได้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี
    ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วย

    โบราณสถานวัดพระราม แต่งชุดไทยชมไฟประดับโบราณสถานและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก พิพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม Night at the Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ

    พระราชวังจันทรเกษม พบกับกิจกรรมชาววังพาชม ชาววังชวนขึ้นหอ สายมู ยูต้องมา และการสาธิตงานศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. – 21.00 น.

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จัดกิจกรรมการเสวนาทางวิชาการ ในวันเสาร์ และอาทิตย์ เวลา 13.00 น. – 16.00 น. โดยวันที่ 11 มกราคม 2569 ยังมีการจัดกิจกรรมการประกวดแมวไทย

    โบราณคืนถิ่นกรุงศรี ปีที่ 2 พร้อมชมนิทรรศการโบราณวัตถุและของสะสม การออกร้านของที่ระลึก และการสาธิตการคัดลอกตาราแมวและฤกษ์การเดินเรือ จากสมุดไทยฉบับระยอง ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 16.00 น.

    และชมนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยมสัญจร จากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2568 – วันที่ 4 มกราคม 2569

    กรมศิลปากร ขอเชิญนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมกิจกรรมในโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี สัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทย

    ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสวยงามของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ยามค่ำคืน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์กรมศิลปากร
    finearts.go.th

    สำหรับกิจกรรม“อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” สอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา Ayutthaya Historical Park

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1411342&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TE6nl8anxCDvKBhB_OqiM