Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “พิพัฒน์” ยกเลิกลงพื้นที่แลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ รอผลศึกษาจาก “เอกนิติ”

    “พิพัฒน์” ยกเลิกลงพื้นที่แลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ รอผลศึกษาจาก “เอกนิติ”

    ส่วนการยับยั้งกลุ่มมวลชนที่จะมาประท้วงคัดค้านโครงการดังกล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงปลายเดือนนี้นั้น นายพิพัฒน์ ยืนยันว่า ไม่สามารถห้ามกันได้ เพราะการประท้วงเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่สามารถทำได้ แต่รัฐบาลก็ต้องทำความเข้าใจ และชี้แจงให้ชัดเจน ถึงผลประโยชน์ที่ประเทศ และประชาชนจะได้รับ พร้อมย้ำว่า ขอให้รอผลการศึกษาว่า โครงการนี้มีผลดีมากกว่าผลเสียหรือไม่ หากตนเองสื่อสารอะไรไปก่อนอาจจะได้ทั้งถูกและผิด

    “พิพัฒน์” ยกเลิกลงพื้นที่แลนด์บริดจ์ 8 พ.ค.นี้ รอผลศึกษาจาก “เอกนิติ”

    สำหรับผู้ที่คัดค้านเป็นคนในพื้นที่ หรือ นอกพื้นที่นั้น นายพิพัฒน์ ยอมรับว่า ไม่ทราบ แต่คาดว่า จะมีคนในพื้นที่ และยอมรับว่า ผู้ที่ออกมานั้น มีความกังวลว่าโครงการดังกล่าวจะทำลายสิ่งแวดล้อม แต่วิทยาการสมัยใหม่ ก็สามารถเจาะภูเขาทำเป็นอุโมงค์ถนน ซึ่งสามารถช่วยลดผลกระทบต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมได้

    ส่วนโครงการนี้จะแท้งเหมือนโครงการคอคอดกระหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ ย้ำว่า จะต้องรอผลการศึกษาของนายเอกนิติ แต่ตนเองในฐานะที่ดูแลกระทรวงคมนาคม สิ่งใดที่สามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้น ก็จำเป็นจะต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณา

    ส่วนเหตุใดโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ แต่ถึงไม่บรรจุในนโยบายรัฐบาล นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 แล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สื่อสารว่า เป็นนโยบายเดิม และเป็นนโยบายเรือธงที่พรรคภูมิใจไทยใช้ในการหาเสียงตั้งแต่ปี 2562 และเมื่อพรรคภูมิใจไทยกลับเข้ามาบริหารกระทรวงคมนาคม จึงหยิบมาเป็นธงในการบริหารต่อ

    นายพิพัฒน์ ยังเปิดเผยอีกว่า กำหนดการในการลงพื้นที่ก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นี้ ขอยกเลิกไปก่อน เนื่องจากนายกรัฐมนตรี จะมีการแต่งตั้ง นายเอกนิติ มาเป็นหัวหน้าคณะทำงานในการศึกษาผลกระทบและประโยชน์จากโครงการแลนด์บริดจ์ ดังนั้น จึงขอให้คณะกรรมการชุดนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378976962&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wGcejoXRJFlz-OYB7Bbx7

  • บ้านท่าตำหนักชวนย้อนวันวาน “กาลครั้งหนึ่งที่เชียงใหม่” กับเติ้งลี่จวิน ครบรอบ 31 ปี

    บ้านท่าตำหนักชวนย้อนวันวาน “กาลครั้งหนึ่งที่เชียงใหม่” กับเติ้งลี่จวิน ครบรอบ 31 ปี

    5 May 69

    วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.00 น. นายธนฤษ เวียงแก้ว รักษาการ สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงใหม่ และรองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ร่วมบ้านท่าตำหนัก พริวิเลจ และภาคีเครือข่าย เปิดแถลงข่าวการจัดกิจกรรม กาลครั้งหนึ่งที่เชียงใหม่ กับเติ้งลี่จวิน มนต์เสน่ห์เมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก ณ พิพิธภัณฑ์บ้านท่าตำหนัก
    โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการรำลึก “กาลครั้งหนึ่งที่เชียงใหม่” (Once Upona Time in Chiang Mai) เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ มุ่งเน้นการยกระดับพิพิธภัณฑ์บ้านท่าตำหนักให้เป็นหมุดหมายทางการท่องเที่ยว (Landmark) สำคัญในระดับสากล ผ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตของบุคคลสำคัญระดับโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและพักผ่อนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น และเพื่อขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Sof Power) และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน
    .
    โดยใช้มิติทางด้านศิลปวัฒนธรรมและบทเพลงอมตะของคุณเติ้งลี่จวิน เป็นสื่อกลางในการเชี่ยมโยงความรู้สึกและสร้างทัศนคติเชิงบวกระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ดอกย้ำภาพลักษณ์เมืองเชียงใหม่ในฐานะเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิตและการต้อนรับที่อบอุ่น
    .
    เพื่อสร้างโอกาสและกระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โครงการมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ผ่านการนำเสนอ “สำรับอาหาร” และ “ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก” ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพ กระจายรายได้สู่ผู้ผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการในชุมชนรอบพื้นที่จัดงาน
    .
    เพื่อสืบสานและถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสู่คนรุ่นหลัง มุ่งหวังให้เกิดการรวบรวมและบันทึกองค์ความรู้ผ่านบุคคลสำคัญ (Key Person) เช่น บัตเลอร์ผู้ใกล้ชิด เพื่อให้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา และสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งในอนาคตที่ยั่งยืน
    จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่รักในบทเพลงของเติ้งลี่จวิน เข้าร่วมงานครบรอบ 31 ปี ของเติ้งลี่จวิน ในวันที่ 8 พฤษภาคม ตั้งแต่ 17:00 น เป็นต้นไป ณ บ้านท่าตำหนัก พริวิลเลจ อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่.

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3928657/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ft3KsMEXpfmtDGPolvG1X

  • “นครวัด” ของกัมพูชา คว้าอันดับ 2 สถานที่ท่องเที่ยวน่าดึงดูดสุดในเอเชีย : อินโฟเควสท์

    “นครวัด” ของกัมพูชา คว้าอันดับ 2 สถานที่ท่องเที่ยวน่าดึงดูดสุดในเอเชีย : อินโฟเควสท์

    ฮวด ฮัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (4 พ.ค.) ว่า หมู่ปราสาทนครวัดครองตำแหน่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดใจที่สุดอันดับ 2 ของเอเชียประจำปี 2569 ในการจัดอันดับโดยทริปแอดไวเซอร์ (TripAdvisor) พร้อมแนบรายชื่อ 25 สถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชียจากทริปแอดไวเซอร์ ซึ่งมีการ์เดนส์ บาย เดอะ เบย์ ของสิงคโปร์อยู่ในอันดับ 1 และทัชมาฮาลของอินเดียอยู่ในอันดับ 3

    ทริปแอดไวเซอร์ระบุบนเว็บไซต์ว่า นครวัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วยสถาปัตยกรรมและงานแกะสลักอันวิจิตรงดงาม และมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปเยี่ยมชมในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หมู่ปราสาทนครวัดเป็นหนึ่งในหมู่ปราสาทสำคัญของอุทยานโบราณคดีอังกอร์ในจังหวัดเสียมราฐ ซึ่งเป็นอุทยานขนาดใหญ่ 401 ตารางกิโลเมตร มีหมู่ปราสาทโบราณ 91 แห่ง ที่ก่อสร้างระหว่างศตวรรษที่ 9-13 และถูกจัดให้เป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก

    อังกอร์ เอ็นเทอร์ไพรส์ ของกัมพูชา ระบุว่า อุทยานฯ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของกัมพูชา ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย.ของปี 2569 รวม 322,004 คน และทำรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชม 15.5 ล้านดอลลาร์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589968&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sdDBZca3T46_KM604CNOm

  • เทรนด์ท่องเที่ยวปี 69 มองหาที่พักมีคุณภาพ อาหารเช้าดี เผย เทรนด์ใหม่ “Pet-Friendly” โตเด่น

    เทรนด์ท่องเที่ยวปี 69 มองหาที่พักมีคุณภาพ อาหารเช้าดี เผย เทรนด์ใหม่ “Pet-Friendly” โตเด่น

    มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของคนไทย โดยพฤติกรรมนักเดินทางไทยปี 2569 พบว่า ให้ความสำคัญ “ประเภทที่พัก-รีวิวดี-อาหารเช้า” มากขึ้น ขณะที่เทรนด์ Pet-Friendly และความยืดหยุ่นของเวลาจองมาแรง สะท้อนการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

    โดยแพลตฟอร์มท่องเที่ยวดิจิทัล Agoda กล่าวถึงผลวิเคราะห์พฤติกรรมการค้นหาที่พักของนักเดินทางชาวไทยในปี 2569 พบว่า

    อโกด้า
    เทรนด์ท่องเที่ยวปี 69 คนไทยยังมองหาที่พักแบบมีคุณภาพ อาหารเช้าต้องดี

    “ประเภทที่พัก” กลายเป็นปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่ง โดยมีสัดส่วนการใช้งานตัวกรองสูงสุดถึง 19% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเลือกที่พักที่ตรงกับความต้องการเฉพาะตัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน “คะแนนรีวิว” ยังคงเป็นอีกปัจจัยหลักในการตัดสินใจ โดยที่พักที่มีคะแนนตั้งแต่ 8 คะแนนขึ้นไป คิดเป็น 9% ของทั้งหมด

    “ไลน์อาหารเช้าแน่นๆ ” ยังขายได้ เอเชีย-ไทยให้ความสำคัญสูง

    ข้อมูลยังชี้ว่า นักเดินทางในเอเชียให้ความสำคัญกับตัวเลือก “ที่พักรวมอาหารเช้า” เป็นอันดับ 2 คิดเป็น 12% ของการค้นหาทั้งหมด ขณะที่นักเดินทางชาวไทยมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 13%

    นอกจากนี้ สิ่งอำนวยความสะดวกยังมีบทบาทต่อการเลือกที่พัก โดยที่ยอดนิยมในการค้นหา ได้แก่

    • สระว่ายน้ำ คิดเป็น 4%
    • อ่างอาบน้ำ  คิดเป็น 2%

    สะท้อนความต้องการ “ความสะดวกสบาย และการพักผ่อน” ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

    เทรนด์ใหม่ “Pet-Friendly” โตเด่นเฉพาะไทย

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ “ที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly)” ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในกลุ่มนักเดินทางชาวไทย โดยติดอันดับตัวกรองยอดนิยม อันดับ 10 (2%) จุดที่น่าสนใจคือ ไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ตัวเลือก “Pet-Friendly” นอกจากนี้ยังมี “ที่พักรักษ์โลก” ติดอันดับความนิยม ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การท่องเที่ยวแบบครอบครัว และสัตว์คือสมาชิกในครอบครัวเช่นกัน 

    “ความยืดหยุ่น” ปัจจัยใหม่ของการตัดสินใจ

    ด้านเงื่อนไขการจอง พบว่า “ความยืดหยุ่น” กลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยการค้นหาที่นิยม คือ 

    • ยกเลิกฟรี คิดเป็น 5%
    • ชำระเงินยืดหยุ่น คิดเป็น 5%

    รวมถึงปัจจัยเสริมอย่าง

    • ที่จอดรถ คิดเป็น4%
    • ทำเลที่ตั้ง คิดเป็น 2%

    สะท้อนความต้องการความคล่องตัวในการวางแผนท่องเที่ยว ท่ามกลางความไม่แน่นอน

    อโกด้าชี้ “นักท่องเที่ยวไทย” ยุคใหม่ เน้นประสบการณ์เฉพาะตัว

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า ระบุว่า นักเดินทางไทยในปี 2569 ไม่ได้มองแค่ “ที่พัก” แต่ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์การเดินทาง” ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์มากขึ้น ทั้งในด้าน อาหาร การเดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง ความยืดหยุ่นในการจอง

    ซึ่งหากมองให้ลึกลงไปสำหรับโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการแนวโน้มดังกล่าวสามารถออกแบบบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้มากขึ้น และยังสะท้อนว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังก้าวสู่ “Customization Economy” อย่างชัดเจน

    โดยผู้บริโภคต้องการคุณภาพมากกว่าราคา และประสบการณ์มากกว่าฟังก์ชันพื้นฐานทั่วไปแบบเดิม ซึ่งผู้ประกอบการสามารถปรับโมเดลธุรกิจจาก “Mass” ไปสู่ “Personalized” เพื่อแข่งขันในระยะยาวได้ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/274721&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rkMx8Dp_fOGpACe0jSAxS

  • ย้อนรอย “ถ้ำนาคา” ตำนานคำสาปปู่อือลือ สู่หินเกล็ดพญานาค ที่สายมูต้องไปเยือนสักครั้ง

    ย้อนรอย “ถ้ำนาคา” ตำนานคำสาปปู่อือลือ สู่หินเกล็ดพญานาค ที่สายมูต้องไปเยือนสักครั้ง

    หากพูดถึงสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และการขอโชคลาภที่แรงที่สุดในนาทีนี้ คงหนีไม่พ้น “ถ้ำนาคา” อุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดบึงกาฬ สถานที่ที่มีหินรูปร่างมหัศจรรย์คล้ายพญานาคขนาดใหญ่ยักษ์ขดตัวอยู่ หลายคนเชื่อว่าที่นี่คือร่างหินของ “เจ้าปู่อือลือนาคราช” ที่ถูกสาปไว้ และท่านพร้อมจะประทานพรให้แก่ผู้ที่มีจิตศรัทธา ไทยรัฐออนไลน์จะพาไปย้อนตำนานรักต้องห้ามที่ทำให้เมืองล่มสลายกลายเป็นบึงโขงหลง พร้อมหาคำตอบว่าหินยักษ์รูปร่างคล้ายเกล็ดพญานาคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยช่วงวันที่ 1-31 พฤษภาคม 2569 ถ้ำนาคาจะปิดรับนักท่องเที่ยว และจะเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งในวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569 สายมูเตรียมตัวให้พร้อม

    เปิดตำนาน คำสาป “เจ้าปู่อือลือ” และเมืองที่ล่มสลาย

    ประวัติของถ้ำนาคานั้นผูกโยงอย่างแนบแน่นกับ “ตำนานปู่อือลือนาคราช” และเมืองรัตพานคร (บริเวณบึงโขงหลงในปัจจุบัน) ตามความเชื่อท้องถิ่นระบุว่า

    ต้นเหตุแห่งคำสาป เกิดจากความรักที่ไม่สมหวังระหว่าง “เจ้าชายฟ้ารุ่ง” (มนุษย์) และ “นาครินทรานี” (ธิดาพญานาค) เมื่อความจริงปรากฏว่าฝ่ายหญิงเป็นนาค พระเจ้าอือลือราชาจึงขับไล่นางกลับเมืองบาดาล สร้างความโกรธแค้นแก่พญานาคราชผู้เป็นพ่อ จึงยกไพร่พลมาถล่มเมืองจนล่มสลายกลายเป็นบึงขนาดใหญ่

    พญานาคกลายเป็นหิน เล่ากันว่าพญานาคที่ร่วมรบหรือตัวพระเจ้าอือลือเอง (ตามบางตำนาน) ถูกสาปให้กลายเป็นหินติดอยู่ในถ้ำบนภูลังกา และจะพ้นคำสาปก็ต่อเมื่อเกิดเมืองใหม่ขึ้นในดินแดนแห่งนี้ ซึ่งผู้คนเชื่อว่าการตั้ง “จังหวัดบึงกาฬ” คือสัญญาณของการสิ้นสุดคำสาป ทำให้ถ้ำนาคาถูกค้นพบในที่สุด

    วิธีไหว้บูชาเจ้าปู่อือลือ ไหว้อย่างไรให้สมหวัง

    จุดธูป 9 ดอก หรือจุดกำยาน 1 ดอก
    น้ำเปล่าสะอาด 1 แก้ว (เปิดจากขวดใหม่เท่านั้น)
    ดอกไม้ แนะนำดอกบัวสีขาว

    คาถาบูชาพ่อปู่อือลือ แห่งบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ

    คำบูชาเจ้าปู่อือลือ (ย่อ)

    (ตั้งนะโม 3 จบ) “เอหิสังคัง ปิโยนาคะ สุปันนานัง มะมะ” (3 จบ) แล้วกล่าวชื่อ-นามสกุล และคำอธิษฐานขอพร

    บทบูชาเจ้าปู่อือลือนาคราช (ฉบับเต็ม)

    (ตั้งนะโม 3 จบ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

    บทอัญเชิญและบูชา

    เอหิสังคัง ปิโยนาคะ สุปันนานัง มะมะ กายะ วาจา จิตตัง อะหังวันทา อือลือนาคราชราชา วิสุทธิเทวา ประสิทธิเม ทุติยัมปิ กายะ วาจา จิตตัง อะหังวันทา อือลือนาคราชราชา วิสุทธิเทวา ประสิทธิเม ตะติยัมปิ กายะ วาจา จิตตัง อะหังวันทา อือลือนาคราชราชา วิสุทธิเทวา ประสิทธิเม

    บทขอพร (พระคาถาอัญเชิญโชคลาภ)

    อะถะโข โพธิสัตโต วิปัสสี นามะ ตัสสะ มะหิทธิตา อือลือนาคราชะ มะหานาโค มะหัปผะโล มะหาลาโภ นะโมพุทธายะ (สวด 3, 7 หรือ 9 จบ ตามสะดวก)

    พิกัด “ถ้ำนาคา” ตั้งอยู่ที่ไหน?

    ถ้ำนาคา ตั้งอยู่ภายใน อุทยานแห่งชาติภูลังกา ตำบลโพธิ์หมากแข้ง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ โดยจุดลงทะเบียนและทางขึ้นหลักจะอยู่ที่ วัดถ้ำชัยมงคล (หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติชั่วคราว น้ำตกตาดวิมานทิพย์) เวลาทำการ 06.00 – 14.00 น. (ต้องจองคิวล่วงหน้าผ่านแอป QueQ) 

    หมายเหตุ คุณต้องเริ่มเดินขึ้นไม่เกินเวลา 14.00 น. เพื่อให้มีเวลาเดินกลับลงมาทันก่อนค่ำ (อุทยานฯ กำหนดให้ลงถึงพื้นราบไม่เกิน 18.00 น.)

    วันและเวลาเปิด-ปิดถ้ำนาคา ปี 2569

    อุทยานแห่งชาติภูลังกาแจ้งปิดการท่องเที่ยวและพักแรมชั่วคราว เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ ปรับปรุงเส้นทาง และเพิ่มความปลอดภัย โดยแบ่งช่วงเวลาดังนี้

    • ถ้ำนาคา ปิดให้เข้าชมสักการะตั้งแต่วันที่ 1 -31 พฤษภาคม 2569 และเปิดให้เข้าชมอีกครั้งในวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569
    • ถ้ำนาคา  น้ำตกตาดขาม น้ำตกกินรี เปิดให้เข้าชม สักการะได้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 และปิดให้เข้าชม สักการะอีกครั้ง ในวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569 และจะกลับมาเปิดให้เข้าชมได้อีกครั้ง ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
    • ปิดพื้นที่พักแรม บ้านพักโซน 1 และลานกางเต็นท์ทั้งหมด
    • เจดีย์กองข้าวศรีบุญเนาว์ เปิดตามปกติ  (เปิดตลอดปี)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2930347&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37-_2-efDlc7k1XyMzVcFm

  • ‘วราวุธ’ แนะรอผลศึกษาแลนด์บริดจ์ คำนึงสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมถามประชาชนพื้นที่ด้วย | เดลินิวส์

    ‘วราวุธ’ แนะรอผลศึกษาแลนด์บริดจ์ คำนึงสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมถามประชาชนพื้นที่ด้วย | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 5 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีที่มีนักวิชาการและประชาชนในพื้นที่คัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ตนทราบว่า จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อศึกษาประเด็นดังกล่าว ไม่เฉพาะสิ่งแวดล้อม แต่จะมีข้อมูลทางเศรษฐกิจ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น จึงขอให้รอผลการศึกษาที่จะออกมา รวมถึงจุดคุ้มทุนของประเทศ

    ส่วนผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนนิด้าโพล ที่ประชาชนภาคใต้เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นายวราวุธ เห็นว่า การดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์มีหลายรูปแบบ หากรัฐบาลจะดำเนินการ ก็จะต้องสอบถามประชาชนในพื้นที่ และศึกษารูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถทำได้ มีผลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และผลกระทบแต่ละฉากทัศน์ ซึ่งเรื่องดังกล่าว มีเรื่องความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น จึงจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ

    ส่วนในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาก่อน มองประเด็นผลกระทบ หรือการสร้างความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับอุตสาหกรรมอย่างไรนั้น นายวราวุธ ย้ำว่า จะต้องศึกษากันก่อน เพราะแม้เคยจะมีการศึกษามาแล้ว ก็จะต้องมีการพิจารณาสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย รวมถึงยังต้องพูดคุยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5836168/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YRNyG5MyD49i7EvJM7hVb

  • “พิพัฒน์” เบรกทัวร์ดูแลนด์บริดจ์ ขอรอผลศึกษาจาก “เอกนิติ” ก่อน

    “พิพัฒน์” เบรกทัวร์ดูแลนด์บริดจ์ ขอรอผลศึกษาจาก “เอกนิติ” ก่อน

    “พิพัฒน์” เบรกลงพื้นที่ติดตามแลนด์บริดจ์ ขอรอผลศึกษาจาก “เอกนิติ” ก่อนสรุปเดินหน้า พร้อมเยียวยาประชาชนเสียสิทธิทำกินในพื้นที่ มั่นใจเทคโนโลยีสมัยใหม่ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการก่อสร้าง

    วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังนายกรัฐมนตรี มอบหมาย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศึกษาประโยชน์และผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ใหม่ ว่า นายกรัฐมนตรี ได้ให้เวลานายเอกนิติ ศึกษาเป็นเวลา 90 วัน เพื่อทบทวนว่าโครงการดังกล่าวมีความคุ้มค่าหรือไม่ โดยเป็นการศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ พร้อมชี้แจงว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้มีเฉพาะแค่ระบบรางเท่านั้น แต่ยังมีถนนและท่อสำหรับการขนส่งก๊าซหรือน้ำมันด้วย ดังนั้น จึงขอให้รอผลการศึกษาให้ชัดเจนอีกครั้ง

    เมื่อถามว่าจะชี้แจงกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการอย่างไร นายพิพัฒน์ ยืนยันว่าจะต้องทำความเข้าใจทั้งผลดีและผลเสียจากผลการศึกษาที่ได้ โดยเฉพาะกับประชาชนในจังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง หรือคนในพื้นที่ ที่ควรจะได้รับสิทธิในการทำมาหากินในพื้นที่ของตนเอง หรือ การสงวนอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ที่เสียโอกาส เช่น การประมงพื้นบ้าน เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิที่เสียคืนไป หรือ การหาอาชีพทดแทน

    ส่วนการยับยั้งกลุ่มมวลชนที่จะมาประท้วงคัดค้านโครงการดังกล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงปลายเดือนนี้ นายพิพัฒน์ ยืนยันว่าไม่สามารถห้ามกันได้ เพราะการประท้วงเป็นสิทธิของประชาชนที่สามารถทำได้ แต่รัฐบาลก็ต้องทำความเข้าใจและชี้แจงให้ชัดเจนถึงผลประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนจะได้รับ พร้อมย้ำขอให้รอผลการศึกษาว่าโครงการนี้มีผลดีมากกว่าผลเสียหรือไม่ หากตนเองสื่อสารอะไรไปก่อนอาจจะได้ทั้งถูกและผิด

    สำหรับผู้ที่คัดค้านเป็นคนในพื้นที่หรือนอกพื้นที่นั้น นายพิพัฒน์ ยอมรับว่าไม่ทราบ แต่คาดว่าจะมีทั้งคนในพื้นที่ และยอมรับว่าผู้ที่ออกมานั้น มีความกังวลว่าโครงการดังกล่าวจะทำลายสิ่งแวดล้อม แต่วิทยาการสมัยใหม่ก็สามารถเจาะภูเขาทำเป็นอุโมงค์ถนน ซึ่งสามารถช่วยลดผลกระทบต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมได้

    ผู้สื่อข่าวถามต่อ โครงการนี้จะแท้งเหมือนโครงการ “คอคอดกระ” หรือไม่ นายพิพัฒน์ ย้ำว่าจะต้องรอผลการศึกษาของนายเอกนิติ แต่ตนเองในฐานะที่ดูแลกระทรวงคมนาคม สิ่งใดที่สามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้น ก็จำเป็นจะต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณา ทางด้านคำถามว่าเหตุใดโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ แต่ถึงไม่บรรจุในนโยบายรัฐบาล นายพิพัฒน์ ระบุว่า เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 แล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สื่อสารว่าเป็นนโยบายเดิม และเป็นนโยบายเรือธงที่พรรคภูมิใจไทยใช้ในการหาเสียงตั้งแต่ปี 2562 และเมื่อพรรคภูมิใจไทยกลับเข้ามาบริหารกระทรวงคมนาคม จึงหยิบมาเป็นธงในการบริหารต่อ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2930671&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j_3PaKg92Hv2Hq7uc_7ow

  • แหยง! ‘พิพัฒน์​’ ยกเลิกลงพื้นที่ดูแลนด์บริดจ์​ 8 พ.ค.นี้​ รอ ‘เอกนิติ’ ศึกษา​ 90 วัน ​

    แหยง! ‘พิพัฒน์​’ ยกเลิกลงพื้นที่ดูแลนด์บริดจ์​ 8 พ.ค.นี้​ รอ ‘เอกนิติ’ ศึกษา​ 90 วัน ​

    5 พ.ค.2569- ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย​พิพัฒน์​ รัช​กิจ​ประการ​ รองนายก​รัฐมนตรี​ และ​รมว.คมนาคม​ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีนายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​ และ​รมว.มหาดไทย​ มอบหมายให้นายเอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์ประภาศ​  รองนายก​รัฐมนตรี ​และ​รมว.คลัง​ เป็นประธานศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​ว่า​ ในวัน​ 8 พ.ค.​นี้​ ตนไม่ได้เดินทางลงพื้นที่​ เพราะรอผลการศึกษาจากคณะกรรมการชุดของนายเอกนิติ ที่จะดำเนินการศึกษาระยะเวลา 90 วัน ตามที่ได้รับมอบหมายให้เรียบร้อยก่อน​ เพราะหากตนลงไปตอนนี้อาจจะถูกหรือผิดก็ได้​ ฉะนั้น จึงเลือกที่จะไม่ลงดีกว่า อย่างไรก็ตาม การศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​จะต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม​ และสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับ ยืนยันว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้ทำเพียงเฉพาะระบบรางอย่างเดียว แต่จะมีระบบถนนระบบท่อขนส่งพลังงาน แต่เชื่อว่าระยะเวลาการศึกษาจะอยู่ตามกรอบที่นายกฯได้สั่งการไว้

    ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำความเข้าใจต่อเสียงคัดค้านของประชาชนอย่างไร นายพิพัฒน์​ กล่าวว่า จะต้องทำความเข้าใจทั้งผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะคนในพื้นที่ จ.ชุมพร และระนอง​ ที่จะได้สิทธิ​ในการทำมาหากินในพื้นที่ของตนเองอย่างไร รวมถึงมีการสงวนอาชีพอะไรเพื่อทดแทนกับให้กับผู้ที่เสียโอกาส  เช่น กลุ่มประมงพื้นบ้าน

    เมื่อถามถึงกรณีจะมีการมาปักหลักชุมนุมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล รมว.คมนาคม ตอบว่า​ ไม่สามารถห้ามได้ เพราะถือเป็นสิทธิของแต่ละคนที่สามารถทำได้ แต่ต้องทำความเข้าใจและชี้แจงให้ชัด ว่าสิ่งที่ประเทศจะได้คืออะไร เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าโครงการดังกล่าวจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขอให้รอผลการศึกษา เพราะหากพูดอะไรไปตอนนี้ อาจจะถูกหรือผิดก็ได้

    ถามว่า กลุ่ม NGO ที่คัดค้านเป็นคนในหรือนอกพื้นที่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ซึ่งน่าจะมีทั้งคนในและนอกพื้นที่​ แต่อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะดำเนินการโครงการขุดคอคอดกระในอดีต​ หรือ​ คลองไทย​ อาจจะมีบางสิ่งที่ไม่สามารถทำให้เดินหน้าได้ แต่ปัจจุบันสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ต้องทำการศึกษาใหม่ว่า จะคุ้มหรือไม่ กับการลงทุนครั้งใหญ่ในครั้งนี้ และก่อนหน้านี้เคยมีการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก​ (อีอีซี) และโครงการแลน​ด์บริดจ์​ไม่เหมือนโครงการคอคอดกระที่จะต้องมีการขุดคลองจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแบ่งแยกประเทศไทยออกเป็น​ 2 ประเทศหรือไม่​ แต่วันนี้เลือกที่จะไม่มีการขุดคลอง แต่ใช้ระบบถนน​ ราง​ และท่อ​  แต่ผู้ที่คัดค้าน มีความกังวลเรื่องการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ ซึ่งหากผ่านภูเขาจะใช้วิธีการสมัยใหม่ทำเป็นอุโมงค์ ฉะนั้น การทำลายระบบนิเวศจะน้อยลง แต่เชื่อว่า จะต้องมีการพัฒนา และทำการศึกษา

    ซักว่า โครงการแลน​ด์บริดจ์​จะไม่แท้งเหมือนโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ รมว.คมนาคมชี้แจงว่า อยู่ที่ผลการศึกษา อย่าให้ตนชี้ว่าอะไรถูกหรือผิด​ แต่ในฐานะของกระทรวงคมนาคมอะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย หรือมีโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะหยิบยกขึ้นมา เพื่อบอกว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วกับการพัฒนาในส่วนนี้

    เมื่อถามว่า มีการตั้งคำถามว่า เหตุใดการทำโครงการใหญ่ขนาดนี้จึงไม่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล นายพิพัฒน์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เคยพูดมาแล้วก่อนหน้านี้ และถือเป็นนโยบายธงเดิม ที่ทำการหาเสียง​ และเมื่อกลับมาดูแลกระทรวงคมนาคม จึงนำมาเป็นธงในการดำเนินการต่อ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/990576/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CanJvTby2meOdFy9AEdK6

  • จุฬาฯ จับมือภาคี อัปเกรด “ผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมรุ่นเยาว์ ปี 2”

    จุฬาฯ จับมือภาคี อัปเกรด “ผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมรุ่นเยาว์ ปี 2”

    Skip to content

                จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ ร่วมพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ “โครงการพัฒนาผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมรุ่นเยาว์ ปีที่ 2” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างหน่วยงานการศึกษา ภาคเอกชน องค์กรด้านการกุศลและไม่แสวงหาผลกำไร นำโดย วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ มูลนิธิคุณ บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) บริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด สมาคมอาเซียน ไวนิล เคาน์ซิล พร้อมด้วยโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา และโรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม โดยมี ศ.ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ ผศ.ดร.มานิตย์ นิธิธนากุล คุณธนรัชต์ คล้ายมณี คุณก้อง สหรัถ สังคปรีชา คุณปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต คุณอริสรา ชาญวีรกูล และเหล่าพันธมิตรมาร่วมเป็นสักขีพยานอย่างคับคั่ง เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี

            การลงนามในครั้งนี้ถือเป็นการสานต่อจากจุดเริ่มต้นในการบูรณาการองค์ความรู้และทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีเป้าหมายหลักในการปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างทักษะการอนุรักษ์ธรรมชาติให้แก่เยาวชน ซึ่งจะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จากปีที่ผ่านมาโครงการนี้ ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ซึ่งสามารถสร้าง “ผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม” ตัวจริงไปแล้วกว่า 133 คน ที่พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจและลงมือทำจริงในชุมชนของตนเอง การต่อยอดสู่ปีที่ 2 จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นว่า พลังจากคนรุ่นใหม่เมื่อได้รับการสนับสนุนที่ถูกต้องจากภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

            หนึ่งบุคคลสำคัญที่สร้างแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างมากคือ คุณก้อง สหรัถ สังคปรีชา ซึ่งได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยคุณก้องได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกคนต้องหันกลับมาใส่ใจดูแลโลกอย่างจริงจัง และเน้นย้ำว่า “ปัญหาเรื่องสภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนในปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด เช่น PM 2.5 ที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ เพราะฉนั้นการคัดแยกขยะ การปลูกจิตสำนักถึงการรักสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และแนวทางที่ถูกต้องในการสร้างรากฐานที่แข็งแรง เพื่อให้เด็กๆ ได้เติบโตขึ้นพร้อมกับความรับผิดชอบต่อโลก”

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/302326/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uvwbRDjI8txkYYYN4Brdr

  • ต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด! พิพัฒน์​ ยกเลิกลงพื้นที่ดูแลนด์บริดจ์​ โยน เอกนิติ ลุยศึกษา​รอผล 90 วัน

    ต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด! พิพัฒน์​ ยกเลิกลงพื้นที่ดูแลนด์บริดจ์​ โยน เอกนิติ ลุยศึกษา​รอผล 90 วัน

    วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

    “พิพัฒน์​” ยกเลิกร่วมคณะลงพื้นที่ดูแลนด์บริดจ์​ 8 พ.ค.นี้​ โยน “เอกนิติ​” ลงศึกษา​รอผล  90 วันชัดเจน​เดินหน้าหรือไม่ ยันแตกต่าง”คอคอดกระ” เหตุไม่ได้ขุดคลองแยกประเทศ​ ยัน เป็นเรือธงหาเสียงตั้งแต่ปี​ 62 

    วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น.ทำ ที่เนียบฯ นาย​พิพัฒน์​ รัช​กิจ​ประการ​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คมนาคม​ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ มอบหมายให้นายเอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์ประภาศ​  รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คลัง​ เป็นประธานศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​ ว่า​   ในวัน​ 8 พ.ค.​นี้​ ตนไม่ได้เดินทางลงพื้นที่​ เพราะรอผลการศึกษาจาก คณะกรรมการชุดของนายเอกนิติ ที่จะดำเนินการศึกษาระยะเวลา 90 วันตามที่ได้รับมอบหมายให้เรียบร้อยก่อน​ เพราะหากตนลงไปตอนนี้ก็อาจจะถูกหรือผิดก็ได้​ ฉะนั้นจึงเลือกที่จะไม่ลงดีกว่า

    นายพิพัฒน์​ กล่าวว่า​ การศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​จะต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม​ และสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับ พร้อมยืนยันว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้ทำเพียงเฉพาะระบบรางอย่างเดียว แต่จะมีระบบถนนระบบท่อขนส่งพลังงาน แต่เชื่อว่าระยะเวลาการศึกษาจะอยู่ตามกรอบที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไว้

    เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจต่อเสียงคัดค้านของประชาชนอย่างไร นายพิพัฒน์​ กล่าวว่า จะต้องทำความเข้าใจทั้งผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะคนในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง​ ที่จะได้สิทธิ​ในการทำมาหากินในพื้นที่ของตนเองอย่างไร รวมถึงมีการสงวนอาชีพอะไรเพื่อทดแทนกับให้กับผู้ที่เสียโอกาส เส้นกลุ่มประมงพื้นบ้าน

    ส่วนกรณีที่จะมีการมาปักหลักชุมนุมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์​ กล่าวว่า​ ไม่สามารถห้ามได้ เพราะถือเป็นสิทธิของแต่ละคนที่สามารถทำได้ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจและชี้แจงให้ชัด ว่าสิ่งที่ประเทศจะได้คืออะไร

    เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าโครงการดังกล่าวจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย นายพิพัฒน์ยังคงย้ำคำเดิมว่าขอให้รอผลการศึกษา เพราะหากพูดอะไรไปตอนนี้ อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ฉะนั้นขอให้รอผลการศึกษาก่อน

    เมื่อถามว่ากลุ่ม NGO ที่คัดค้านเป็นคนในหรือนอกพื้นที่ นายพิพัฒน์กล่าวว่าตนไม่ทราบ ซึ่งก็น่าจะมีทั้งคนในและนอกพื้นที่​ แต่อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะดำเนินการโครงการขุดคอคอดกระในอดีต​ หรือ​ คลองไทย​ อาจจะมีบางสิ่งที่ไม่สามารถทำให้เดินหน้าได้แต่ปัจจุบันสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ก็ต้องทำการศึกษาใหม่ว่า ว่าจะคุ้มหรือไม่กับการลงทุนครั้งใหญ่ในครั้งนี้ และก่อนหน้านี้ก็เคยมีการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก​ หรือ EEC ก่อนยามว่าโครงการแลน​ด์บริดจ์​ไม่เหมือนโครงการคอคอดกระที่จะต้องมีการขุดคลองจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแบ่งแยกประเทศไทยออกเป็น​ 2 ประเทศหรือไม่​ แต่วันนี้เลือกที่จะไม่มีการขุดคลองแต่ใช้ระบบถนน​ ราง​ และท่อ​  แต่ผู้ที่คัดค้านมีความกังวลเรื่องการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ ซึ่งหากผ่านภูเขา ก็จะใช้วิธีการสมัยใหม่ทำเป็นอุโมงค์ ฉะนั้นการทำลายระบบนิเวศก็จะน้อยลง แต่เชื่อว่าจะต้องมีการพัฒนา และทำการศึกษา

    เมื่อถามว่าโครงการแลน​ด์บริดจ์​จะไม่แท้งเหมือนโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ยังคงย้ำว่าอยู่ที่ผลการศึกษา อย่าให้ตนชี้ว่าอะไรถูกหรือผิด​ แต่ในฐานะของกระทรวงคมนาคมอะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย หรือมีโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็จะหยิบยกขึ้นมา เพื่อบอกว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วกับการพัฒนาในส่วนนี้

    เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามว่าเหตุใดการทำโครงการใหญ่ขนาดนี้จึงไม่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลนายพิพัฒน์ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เคยพูดมาแล้วก่อนหน้านี้ และถือเป็นนโยบายธงเดิม ที่ทำการหาเสียง​ และเมื่อกลับมาดูแลกระทรวงคมนาคม จึงนำมาเป็นธงในการดำเนินการต่อ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962429&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W7sffMP6dTk_Wli9Q0QLE