Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • MOU ขับเคลื่อนเมืองท่องเที่ยวปลอดภัย | TOPNEWS

    วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ณ โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต สภ.ฉลอง จว.ภูเก็ต ให้การต้อนรับ พ.ต.อ.สุระศักดิ์ ใจดี เนื่องในโอกาสเดินทางมารับตำแหน่ง ผกก.สภ.ฉลอง คนใหม่ พร้อมประชุมรับมอบนโยบายตามแนวทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการรักษาความปลอดภัย กับ 4 หน่วยงาน ระหว่างสถานีตำรวจภูธรฉลอง กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และฝ่ายปกครอง โดยมี สำนักงานเทศบาลตำบลฉลอง, สำนักงานเทศบาลตำบลราไวย์ กำนันตำบลฉลอง กำนันตำบลราไวย์ ผู้แทนส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจภูธรฉลอง แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนเข้าร่วม

     พ.ต.อ.สุระศักดิ์ ใจดี กล่าวว่า ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรฉลอง พร้อมแถลงนโยบายในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งด้านการบริหารจัดการ ด้านเทคโนโลยี ด้านความมั่นคง ด้านอาชญากรรม รวมถึงการทำงานร่วมกับชุมชน และดำเนินการเชิงรุกมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งกล้องวงจรปิดนั้นสำคัญในทุกจุด นักท่องเที่ยวและประชาชนจะรู้สึกปลอดภัยและได้รับการปกป้อง ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่นี้ยังคงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัย

     การลงนาม MOU ครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการผนึกพลังของภาครัฐและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้สอดคล้องกับ “ภูเก็ตเมืองท่องเที่ยวระดับโลก” มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดูแลความสงบเรียบร้อย และเสริมสร้างความปลอดภัยในพื้นที่

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1420832&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FwMsuRzEDjEpP44NbUUP9

  • ทรูออนไลน์เร่งฟื้นฟูโครงข่ายหาดใหญ่ต่อเนื่อง

    ทรูออนไลน์เร่งฟื้นฟูโครงข่ายหาดใหญ่ต่อเนื่อง

    ไอที

    ทรูออนไลน์เร่งฟื้นฟูโครงข่ายหาดใหญ่ต่อเนื่อง

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.33 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ทรูออนไลน์เร่งฟื้นฟูโครงข่ายหาดใหญ่ต่อเนื่อง
    หลังน้ำลดสัปดาห์แรก ดูแลลูกค้าเปลี่ยนโมเด็มใหม่ไปกว่า 15,000 หลัง
    รายแรกที่ลงพื้นที่รุกภารกิจ “ปิดซอยซ่อม” ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ลูกค้าแจ้ง

    ทรูออนไลน์เดินหน้าภารกิจ “ปิดซอยซ่อม” อย่างต่อเนื่องทันทีตั้งแต่วันแรกที่ระดับน้ำเริ่มลด เพื่อเร่งฟื้นฟูโครงข่ายอินเทอร์เน็ตบ้านของลูกค้าในพื้นที่หาดใหญ่ให้กลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด ทีมช่างระดมกำลังจากหลายจังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่เชิงรุก เปลี่ยนโมเด็มใหม่ให้ลูกค้าโดยไม่ต้องรอการแจ้งซ่อม พร้อมตรวจสอบจุดเสียหายทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ โดยใช้เวลาสัปดาห์แรก หลังน้ำลดเปลี่ยนโมเด็มไปแล้วกว่า 15,000 หลัง เพื่อให้ลูกค้าในพื้นที่ประสบภัยกลับมาดำเนินชีวิตสามารถออนไลน์ได้ตามปกติโดยเร็ว และขอแจ้งลูกค้าที่สมัครบริการทรูออนไลน์พร้อมแพ็กเกจประกันภัยบ้านว่า สามารถยื่นเคลมความคุ้มครองสูงสุด 450,000 บาท (คุ้มครองภัยจากน้ำท่วมสูงสุด 100,000 บาท)* ได้ที่ทิพยประกันภัย โทร. 1736 กด 0 ตลอด 24 ชั่วโมง

    คุณพรรคพงษ์ อัคนิวรรณ รองหัวหน้าคณะผู้บริหารและหัวหน้าสายงานออนไลน์คอนเวอร์เจนซ์ กล่าวว่า “ตั้งแต่น้ำเริ่มลด เราเร่งปฏิบัติงานทันทีโดยไม่รอให้ลูกค้าแจ้งเข้ามา เพราะเราเข้าใจดีว่า ‘การสื่อสารคือสิ่งแรกที่ต้องกลับมา’ ทีมช่างของทรูออนไลน์ระดมมาจากทั่วประเทศเร่งทำงานเชิงรุกทุกวัน ทั้งเปลี่ยนโมเด็ม ซ่อมแซมโครงข่าย และตรวจสอบทุกจุดที่ได้รับผลกระทบ แม้จะเผชิญอุปสรรค เช่น ไฟฟ้ายังไม่กลับมา หรือบางบ้านยังไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่เรายังคงพยายามเข้าบริการทันทีเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย ทรูออนไลน์จะเดินหน้าฟื้นฟูจนกว่าลูกค้าทุกบ้านจะกลับมาออนไลน์ครบถ้วน เพราะในช่วงเวลาวิกฤต ‘การสื่อสาร’ คือสิ่งสำคัญที่สุด และทรู–ดีแทคจะยังคงอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกพื้นที่ เพื่อก้าวผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน”

    ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่สมัครบริการเน็ตบ้านทรูพร้อมแพ็กเกจประกันภัยบ้าน สามารถขอรับความคุ้มครองวงเงินสูงสุด 450,000 บาท (คุ้มครองภัยจากน้ำท่วมสูงสุด 100,000 บาท)* ได้ที่ทิพยประกันภัย โทร. 1736 กด 0 ตลอด 24 ชั่วโมง

    * เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
    * สงวนสิทธิ์สำหรับลูกค้าแพ็กเกจเน็ตบ้านทรูพร้อมประกันภัยบ้านที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์สำเร็จเท่านั้น
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/458146&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19LylazzOWe9jUnrYJcz0r

  • แอลจีเรียปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ: ลดพึ่งพาพลังงาน ดันส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายการค้าในแอฟริกา

    แอลจีเรียปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ: ลดพึ่งพาพลังงาน ดันส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายการค้าในแอฟริกา

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ แอลจีเรียเดินหน้าอย่างจริงจังด้วยนโยบาย ลดทอนการพึ่งพาภาค hydrocarbons” พร้อมกับผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมและการค้าภายในภูมิภาคแอฟริกามีบทบาทมากขึ้น โดยรัฐบาลร่วมกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศร่างยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับปี 2568-2573 (2025-2030 Country Strategy for Algeriaเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบคมนาคม พลังงาน และโครงข่ายเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อขยายช่องทางค้าขายและการลงทุนในทวีป 

    ในช่วงต้นปี 2568 กระทรวงการค้าต่างประเทศของแอลจีเรีย ภายใต้การนำของรัฐมนตรี Kamel Rezig skinvกับผู้ส่งออกเพื่อเตรียมแผนเจาะตลาดเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนอย่าง Libya และ Mauritania โครงการนี้ยังรวมถึงการปรับปรุงด้านโลจิสติกส์ กฎระเบียบการส่งออก และความร่วมมือด้านธนาคาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้สินค้าของแอลจีเรียสามารถเข้าถึงตลาดเหล่านั้นได้อย่างราบรื่น พร้อมตั้งเป้าหมายระยะยาวให้มูลค่าการค้าข้ามพรมแดนเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 

    นอกจากนั้น แอลจีเรีย ยังมีแผนสร้างเส้นทางคมนาคมขนาดใหญ่ เช่น ถนน Trans-Sahara และเส้นทางรถไฟ โครงข่ายคมนาคมใต้เหนือ เพื่อเชื่อมโยงตลาดในแอฟริกาตะวันตกและซาฮาราเข้าด้วยกัน ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศนี้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

    ความเห็น/ข้อเสนอแนะ

    • โครงการดังกล่าวของแอลจีเรียสะท้อนถึงการตระหนักรู้ว่า การพึ่งพาภาคน้ำมันและก๊าซอย่างเดียว อาจทำให้เศรษฐกิจเปราะบางเมื่อราคาพลังงานผันผวน  ดังนั้น การสร้างภาคอุตสาหกรรมแปรรูปวัตถุดิบ และขยายตลาดส่งออกในแอฟริกา จึงเป็นทางเลือกระยะยาวที่ทั้งลดความเสี่ยงและสร้างมูลค่าเพิ่ม

    • การให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและโลจิสติกส์ รวมถึงการปรับปรุงกรอบกฎหมายและการค้าระหว่างประเทศ จะทำให้แอลจีเรียมีความน่าสนใจในฐานะประตูสู่ตลาดซาฮารา โดยเฉพาะซาฮาราตะวันตกและแอฟริกาตะวันตก และเป็นศูนย์กระจายสินค้า (trade-hub) สำหรับทั้งผู้ผลิตในแอฟริกาและนักลงทุนต่างชาติ

    • อย่างไรก็ตาม จากรายงานของ World Bank ที่เผยในปลายปี 2567 แสดงว่า แม้เศรษฐกิจโดยรวมของ แอลจีเรียจะเติบโต (GDP ขยายตัว 3.9% ในครึ่งแรกของปี 2567 แต่ภาคที่ไม่ใช่ hydrocarbon ยังคงเผชิญกับความท้าทาย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยง และการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอาจกดดันสำรองเงินตราต่างประเทศได้

    • ดังนั้น แม้แอลจีเรียจะมีแผนและศักยภาพ แต่ผลสำเร็จของแผนแปรรูปเศรษฐกิจและขยายตลาดจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบายการลงทุน รวมถึงความมั่นคงทางการเมืองและภูมิภาค ซึ่งผู้ส่งออกไทยควรติดตามใกล้ชิด

    • สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไคโร เห็นว่า ร่างยุทธศาสตร์ใหม่ของแอลจีเรียเป็นโอกาสที่ผู้ส่งออกไทยควรจับตาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไทยมีสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสินค้าที่เกี่ยวกับเกษตรแปรรูป ซึ่งไทยอาจใช้แอลจีเรีย เป็นประตูเข้าสู่ตลาดแอฟริกา ทั้งใน Maghreb (เช่น Libya และ Mauritania) และภูมิภาคซาฮารา / แอฟริกาตะวันตก โดยคำนึงถึงต้นทุนโลจิสติกส์และกฎระเบียบนำเข้า

    • ผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณา 1. สำรวจตลาดและสินค้าที่แอลจีเรียเปิดรับ โดยเน้นสินค้าที่มีโอกาสสูง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุอุตสาหกรรม และสินค้าแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม 2. พิจารณาใช้แอลจีเรียเป็นฐานเข้าสู่ตลาดกลุ่มประเทศใน Maghreb, ซาฮารา และแอฟริกาตะวันตก ผ่านโครงข่ายคมนาคมและขนส่งที่แอลจีเรียกำลังลงทุน 3. ตั้งบริษัท/ตัวแทนใน แอลจีเรีย หรือผนึกกับผู้ค้าในแอฟริกา เพื่อใช้ประโยชน์จากนโยบายส่งเสริมการส่งออก และลดความเสี่ยงในด้านโลจิสติกส์ และภาษี/กฎระเบียบนำเข้า 4. ติดตามพัฒนาการด้านโครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายการค้า โดยเฉพาะโครงการของ African Development Bank ที่เพิ่งอนุมัติแผน ค.ศ. 20252030 ร่วมกับรัฐบาลแอลจีเรียเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ 5. เตรียมความพร้อมด้านการเงินและการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากแม้แอลจีเรียต้องการนำเข้าสินค้า แต่เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และแรงกดดันจากการนำเข้า ดังนั้นผู้ส่งออกไทยควรเตรียมแผนบริหารความเสี่ยงให้รัดกุม

    ที่มา

    https://www.afdb.org/en/news-and-events/press-releases/algeria-african-development-bank-group-approves-new-2025-2030-country-strategy-support-economic-diversification-and-regional-integration-89377?utm_source=chatgpt.com “Algeria: African Development Bank Group Approves New 20252030 Country Strategy to Support Economic Diversification and Regional Integration”

    https://www.watanserb.com/en/2025/06/08/algeria-expands-economic-outreach-to-libya-and-mauritania-amid-push-to-diversify-exports/?utm_source=chatgpt.com “Algeria Expands Economic Outreach to Libya and Mauritania Amid Push to Diversify Exports – Watan”

    https://afreximbank.africa-newsroom.com/press/algeria-deepens-trade-ties-with-other-african-countries-as-it-gears-up-for-africas-biggest-marketplace?utm_source=chatgpt.com “Afreximbank / Press release | Algeria deepens trade ties with other African countries as it gears up for Africa’s biggest marketplace”

    https://www.worldbank.org/en/news/press-release/2024/11/18/algeria-a-stronger-policy-framework-can-support-export-diversification?utm_source=chatgpt.com “Algeria: A Stronger Policy Framework Can Support Export Diversification”

    รูปภาพ/photos from https://www.maravipost.com/african-development-bank-launches-dialogue-mission-in-algeria-to-prepare-2025-2030-country-strategy/

    ——————————

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/mih90q9xpsarvdp8se6wx1x4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3l2v0nGdN8Wlb358Zy4gqC

  • อียิปต์ หารือ IMF ทบทวนมาตรการเศรษฐกิจครั้งที่ 5 และ 6  คาดปลดล็อกเงินทุน 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    อียิปต์ หารือ IMF ทบทวนมาตรการเศรษฐกิจครั้งที่ 5 และ 6 คาดปลดล็อกเงินทุน 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    นายฮัสซัน เอล-คาติบ (Hassan El-Khatib) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนและการค้าต่างประเทศของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ได้หารือร่วมกับคณะผู้แทนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ณ กรุงไคโร เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568 โดยวาระสำคัญ คือ การทบทวนมาตรการทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5 และ 6 ภายใต้โครงการ Extended Fund Facility (EFF) ซึ่งมีวงเงินรวม 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สาระสำคัญจากการหารือมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

    1. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและทิศทางการฟื้นตัว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนฯ เปิดเผยว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอียิปต์มีการปรับตัวดีขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง

    2. การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รัฐบาลอียิปต์ยังคงดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่เข้มงวด ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและขยายบทบาทของภาคเอกชน และการปรับปรุงบรรยากาศการลงทุนให้เอื้ออำนวยยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการค้าให้มีความทันสมัย ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

    3. ยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการส่งออก อียิปต์กำลังอยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนสู่นโยบายการค้าที่เปิดกว้าง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ ขยายโอกาสในการเข้าถึงตลาดโลก และวางตำแหน่งประเทศให้เป็น “ศูนย์กลางระดับภูมิภาค” (Regional Hub) สำหรับการส่งออก รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าท้องถิ่นเพื่อลดปัญหาการขาดดุลการค้า

    4. การปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ภาครัฐได้เร่งดำเนินการปรับปรุงแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการออกใบอนุญาตและการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เพื่อลดขั้นตอนความซับซ้อน ลดต้นทุนแฝงที่มิใช่ภาษี (Non-tax costs) และสร้างความโปร่งใส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่กลุ่มนักลงทุน

    คณะผู้แทนจาก IMF รับทราบความคืบหน้าในการปฏิรูปการลงทุนและการค้าของอียิปต์ และเห็นว่ากลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความสอดคล้องและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ซึ่งบรรยากาศการหารือที่เป็นบวกนี้ สร้างความคาดหวังว่าผลการทบทวนโครงการจะเป็นไปในทิศทางที่ดี ทั้งนี้ หากกระบวนการทบทวน รวมถึงโครงการ Resilience and Sustainability Facility (RSF) ดำเนินการเสร็จสิ้น คาดว่าอียิปต์จะสามารถได้เงินทุนสนับสนุนประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ

    • International Monetary Fund (IMF) ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่อียิปต์หลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ (ค.ศ.) 1970  เช่น เงินกู้ราว 185.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 19771978 เพื่อแก้ปัญหาการชำระเงินด้านภายนอก และตามด้วยเงินกู้ราว 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วงปี ค.ศ. 19911993 เพื่อแก้ไขขาดดุลการค้า [1]

    • ในช่วงปัจจุบัน หลังปี ค.ศ. 2016 เป็นต้นมา อียิปต์ได้ขอกู้กับ IMF อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น ภายใต้หลายโปรแกรม เช่น โครงการ Extended Fund Facility (EFF) ที่ให้ในหลายงวดราว 12 พันล้านดอลาร์สหรัฐ เงินช่วยเหลือฉุกเฉินในช่วงโควิด-19 รวมถึงการจัดหาเงินผ่านเครื่องมือหลายรูปแบบ ส่งผลให้ภายในช่วงประมาณ 57 ปีที่ผ่านมา อียิปต์ได้รับเงินจาก IMF สะสมสุทธิในระดับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ [2] รองจากอาร์เจนติน่าและยูเครน ตามลำดับ

    • ณ มิถุนายน ค.ศ. 2025 หนี้สาธารณะโดยรวมของอียิปต์เมื่อเทียบกับ GDP อยู่ที่ประมาณ 85.6% ลดจากเกือบ 89% ในปีก่อนหน้า โดยร่วมกับความพยายามปฏิรูปทางการคลัง การขยายฐานรายได้จากภาคเอกชน ภาคพลังงาน และการท่องเที่ยว รวมถึงการจัดการหนี้ระยะยาวให้มีโครงสร้างยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มโอกาสให้อียิปต์สามารถรองรับภาระการชำระคืนเงินกู้จาก IMF ได้อย่างมีศักยภาพ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จยังคงพึ่งพาความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและสภาพแวดล้อมโลกที่เอื้ออำนวย

    • นอกจากนี้ การที่ IMF มีท่าทีเชิงบวกและแนวโน้มการอนุมัติเงินกู้งวดใหม่ จะส่งผลดีต่อเสถียรภาพของทุนสำรองระหว่างประเทศและค่าเงินปอนด์อียิปต์ ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ และส่งผลให้ธุรกรรมทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกระบวนการชำระเงินค่าสินค้า มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

    • นโยบายที่มุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก (Regional Hub) ของอียิปต์ จะก่อให้เกิดความต้องการนำเข้าสินค้าในกลุ่มวัตถุดิบเพิ่มขึ้น เพื่อป้อนเข้าสู่ภาคการผลิต จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ เม็ดพลาสติก และเครื่องจักรกลเกษตร ที่จะขยายตลาดเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมของอียิปต์

    • การปฏิรูปกฎระเบียบและการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการจดทะเบียนและขออนุญาต จะช่วยลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าไปลงทุนหรือหาพันธมิตรทางการค้าในอียิปต์ สามารถดำเนินการได้สะดวกและโปร่งใสยิ่งขึ้น

    ——————————

    ที่มา

    https://english.ahram.org.eg/News/558200.aspx

    [1]: https://english.ahram.org.eg/NewsAFCON/2021/152331.aspx?utm_source=chatgpt.com “FACTBOX: Egypt and IMF – Paris 2024″

    [2]: https://sis.gov.eg/en/international-relations/egypt-intl-organizations/the-international-monetary-fund/?utm_source=chatgpt.com “The International Monetary Fund”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/b6tru4nwnxywpfrtt5ae8bd8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XiSNog6G86lL4_jw4SWDW

  • ต้องยกเครื่องประเทศไทย ‘เพื่อไทย’ จ่อเปิดตัว ‘แคนดิเดตนายกฯ’ 16 ธ.ค.นี้

    ‘พรรคเพื่อไทย’ ประกาศกำหนดการ เปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 โดยงานจะนำเสนอกรอบวิสัยทัศน์ ‘ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้!’ ซึ่งจะเป็นทิศทางหลักในการตอบโจทย์วิกฤตประเทศทั้งในปัจจุบันและระยะยาว ผ่านกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้และตั้งอยู่บนความเป็นไปได้จริง โดยกรอบวิสัยทัศน์ดังกล่าวแบ่งเป็นสามด้านสำคัญ ได้แก่ 

    เศรษฐกิจ – เน้นการสร้างการเติบโตที่เพียงพอ ลดความเปราะบางของครัวเรือน และลดภาระรายจ่ายของประชาชน เพื่อให้สามารถยืนได้ด้วยตนเองในระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันสูง 

    โครงสร้างพื้นฐาน – ยกระดับระบบพื้นฐานของประเทศให้รองรับการพัฒนาในทศวรรษหน้า ทั้งด้านดิจิทัล คมนาคม การจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจใหม่ 

    คุณภาพชีวิต – ผลักดันนโยบายที่ทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกกลุ่ม มุ่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในระบบ 

    ทั้งสามประเด็นเป็น ‘เงื่อนไขขั้นต่ำ’ ที่ประเทศต้องมี หากต้องการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยวิสัยทัศน์นี้จะเป็นกรอบสำคัญสำหรับการเตรียมการเลือกตั้งและกำหนดทิศทางนโยบายของพรรคในระยะต่อไป 

    งานเปิดตัวจะจัดขึ้นในเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย (Ambience Space) พร้อมถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพรรคในวันและเวลาเดียวกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/the-pheu-thai-party-is-poised-to-unveil-its-prime-minister-candidate&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k1L3k9bMsA14T6I0wE0nU

  • ผู้นำการเงินฮ่องกงคาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัวในปี 2569

    ผู้นำการเงินฮ่องกงคาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัวในปี 2569

    รายงานผลการสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (CPA Australia) ร้อยละ 63 ของผู้นำด้านการเงินในฮ่องกงคาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ. 2569  ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัว 

    ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ความลึกของตลาดทุน (capital-market depth) และความเชื่อมโยงทางการเงิน (financial connectivity) เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แม้จะยังคงเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางการค้า

    ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลักที่ได้รับการระบุ ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขันด้านภาษี (tax competitiveness ความแข็งแกร่งของตลาดทุน (capital-market strength) ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของจีนแผ่นดินใหญ่ (mainland economic performance) ในขณะเดียวกัน ปัจจัยความเสี่ยงสำคัญที่ยังคงมีได้แก่ ค่าครองชีพที่สูง (high living costs) และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนแผ่นดินใหญ่

    ประมาณร้อยละ 66 คาดว่ากิจกรรมการเสนอขายหุ้นใหม่ต่อประชาชนทั่วไป (IPO) จะเพิ่มขึ้นในปีถัดไป หลังจากที่ฮ่องกงได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญของโลกในไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2568 

    อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางการค้ายังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล โดยร้อยละ 51 รายงานว่ามีผลกระทบเชิงลบในปี พ.ศ. 2568 และร้อยละ 20 ระบุว่าเป็นปัญหาสำคัญสำหรับการเข้าสู่ตลาดใหม่ในปี 2569 นอกจากนี้ร้อยละ 39 ของผู้ตอบคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นในปีหน้า ลดลงจากร้อยละ 51 ในปี 2568 ขณะที่แรงกดดันด้านการแข่งขันเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 29 จากร้อยละ 19 ตามที่ CPA Australia ระบุ

    image.png

    ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

    บทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางทางการเงินยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ สำหรับการฟื้นตัวและการขยายตัวของภาคธุรกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะภาคส่งออกและการให้บริการทางการเงินที่เกี่ยวเนื่องกับการระดมทุนและการลงทุนข้ามประเทศ

    การประสานความร่วมมือตามนโยบายเศรษฐกิจและการค้าจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับบริษัทไทยที่มีศักยภาพที่จะทำการระดมทุนระหว่างประเทศซึ่งบริษัทไทยควรเตรียมความพร้อมด้านการกำกับดูแล การเปิดเผยข้อมูล และการปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในฮ่องกงหรือใช้ฮ่องกงเป็นฐานการลงทุนเพื่อการค้า ควรพิจารณามาตรการบริหารลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน และการกระจายความเสี่ยงทางการตลาดเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดโลกที่ยังคงผันผวน ทั้งนี้ผู้ประกอบการไทยควรติดตามข้อมูลข่าวสารและการอบรมต่างๆ ทั้งของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการใช้ตลาดทุนฮ่องกง ข้อกำหนดการระดมทุนระหว่างประเทศ และสามารถรับการสนับสนุนการจับคู่ธุรกิจการค้าได้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hm2l7b96pqt8jdmz9tuwpdgk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tXBTsOy19uP9-H5LrtOfn

  • ต้องยกเครื่องประเทศไทย ‘เพื่อไทย’ จ่อเปิดตัว ‘แคนดิเดตนายกฯ’ 16 ธ.ค.นี้

    ‘พรรคเพื่อไทย’ ประกาศกำหนดการ เปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 โดยงานจะนำเสนอกรอบวิสัยทัศน์ ‘ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้!’ ซึ่งจะเป็นทิศทางหลักในการตอบโจทย์วิกฤตประเทศทั้งในปัจจุบันและระยะยาว ผ่านกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้และตั้งอยู่บนความเป็นไปได้จริง โดยกรอบวิสัยทัศน์ดังกล่าวแบ่งเป็นสามด้านสำคัญ ได้แก่ 

    เศรษฐกิจ – เน้นการสร้างการเติบโตที่เพียงพอ ลดความเปราะบางของครัวเรือน และลดภาระรายจ่ายของประชาชน เพื่อให้สามารถยืนได้ด้วยตนเองในระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันสูง 

    โครงสร้างพื้นฐาน – ยกระดับระบบพื้นฐานของประเทศให้รองรับการพัฒนาในทศวรรษหน้า ทั้งด้านดิจิทัล คมนาคม การจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจใหม่ 

    คุณภาพชีวิต – ผลักดันนโยบายที่ทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกกลุ่ม มุ่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในระบบ 

    ทั้งสามประเด็นเป็น ‘เงื่อนไขขั้นต่ำ’ ที่ประเทศต้องมี หากต้องการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยวิสัยทัศน์นี้จะเป็นกรอบสำคัญสำหรับการเตรียมการเลือกตั้งและกำหนดทิศทางนโยบายของพรรคในระยะต่อไป 

    งานเปิดตัวจะจัดขึ้นในเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย (Ambience Space) พร้อมถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพรรคในวันและเวลาเดียวกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/the-pheu-thai-party-is-poised-to-unveil-its-prime-minister-candidate&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k1L3k9bMsA14T6I0wE0nU

  • ต้องยกเครื่องประเทศไทย ‘เพื่อไทย’ จ่อเปิดตัว ‘แคนดิเดตนายกฯ’ 16 ธ.ค.นี้

    ‘พรรคเพื่อไทย’ ประกาศกำหนดการ เปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 โดยงานจะนำเสนอกรอบวิสัยทัศน์ ‘ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้!’ ซึ่งจะเป็นทิศทางหลักในการตอบโจทย์วิกฤตประเทศทั้งในปัจจุบันและระยะยาว ผ่านกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้และตั้งอยู่บนความเป็นไปได้จริง โดยกรอบวิสัยทัศน์ดังกล่าวแบ่งเป็นสามด้านสำคัญ ได้แก่ 

    เศรษฐกิจ – เน้นการสร้างการเติบโตที่เพียงพอ ลดความเปราะบางของครัวเรือน และลดภาระรายจ่ายของประชาชน เพื่อให้สามารถยืนได้ด้วยตนเองในระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันสูง 

    โครงสร้างพื้นฐาน – ยกระดับระบบพื้นฐานของประเทศให้รองรับการพัฒนาในทศวรรษหน้า ทั้งด้านดิจิทัล คมนาคม การจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจใหม่ 

    คุณภาพชีวิต – ผลักดันนโยบายที่ทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกกลุ่ม มุ่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในระบบ 

    ทั้งสามประเด็นเป็น ‘เงื่อนไขขั้นต่ำ’ ที่ประเทศต้องมี หากต้องการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยวิสัยทัศน์นี้จะเป็นกรอบสำคัญสำหรับการเตรียมการเลือกตั้งและกำหนดทิศทางนโยบายของพรรคในระยะต่อไป 

    งานเปิดตัวจะจัดขึ้นในเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย (Ambience Space) พร้อมถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพรรคในวันและเวลาเดียวกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/the-pheu-thai-party-is-poised-to-unveil-its-prime-minister-candidate&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k1L3k9bMsA14T6I0wE0nU

  • กฟผ. ส่งรัก(ษ์) รับปีใหม่ สุขใจด้วย 3 แคมเปญ

    กฟผ. ส่งรัก(ษ์) รับปีใหม่ สุขใจด้วย 3 แคมเปญ

    11 ธันวาคม 2568, 19:26น.

          กฟผ. มอบของขวัญให้คนไทย ต้อนรับปีใหม่ 2569 สุขใจกับ 3 แคมเปญ ส่วนลดผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ค่าชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าคนละครึ่ง ณ สถานี EleX by EGAT และส่วนลดบ้านพักเขื่อน กฟผ. รวมมูลค่ากว่า 21.5 ล้านบาท หวังชวนคนไทยลดรายจ่ายผ่านการประหยัดพลังงาน สนับสนุนชุมชนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยไร้คาร์บอน

          วันนี้ (11 ธันวาคม 2568) นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรม กฟผ. ส่งความสุขปีใหม่ คนไทยใส่ใจรักษ์โลก พร้อมลงนามความร่วมมือโครงการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ระหว่าง กฟผ. กับ ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า จำนวน 9 ราย ณ อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี

          นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เผยว่า กฟผ. ร่วมสนองนโยบายรัฐบาลและกระทรวงพลังงานด้วยการมอบของขวัญให้กับคนไทยเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กับ 3 แคมเปญ “กฟผ. ส่งความสุขปีใหม่ คนไทยใส่ใจรักษ์โลก”

         – ของขวัญเบอร์ 5 แทนคำขอบคุณที่รัก(ษ์)กัน มอบส่วนลดผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 วันละ 1,000 สิทธิ์ รวม 30,000 สิทธิ์ แบ่งเป็น ส่วนลด 300 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ตั้งแต่ 1,200 บาทขึ้นไป วันละ 800 สิทธิ์ และส่วนลด 1,000 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป วันละ 200 สิทธิ์ โดยต้องลงทะเบียนรับส่วนลดทางเว็บไซต์ กฟผ. และยืนยันตัวตนผ่าน Thai ID และใช้สิทธิ์ซื้อสินค้า ณ ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าออนไลน์ที่ร่วมรายการภายใน 48 ชั่วโมง ทั้งนี้สามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2568 – 15 มกราคม 2569

          – ชาร์จใจ ชาร์จไฟ คนละครึ่งไปกับ EleXA ส่งเสริมสังคมยุคใหม่ไร้คาร์บอน ให้คนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย โดยมอบคูปองส่วนลดค่าชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าคนละครึ่งที่สถานี EleX by EGAT ทุกสถานีทั่วประเทศ มูลค่าสูงสุด 150 บาท (จำกัด 1คน/ 1 สิทธิ์) รวม 30,000 สิทธิ์ สามารถกดรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน EleXA ตั้งแต่วันที่ 15 – 31 ธันวาคม 2568 โดยคูปองมีอายุ 180 วัน หลังจากกดรับสิทธิ์

          – เติมพลังชีวิต ใกล้ชิดธรรมชาติ มอบคูปองส่วนลดที่พักเขื่อนของ กฟผ. ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนชุมชน เมื่อเข้าใช้บริการบ้านพักในเขื่อน กฟผ. จำนวน 8 แห่ง คือ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น และเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี

          ต่อที่ 1 รับคูปองส่วนลดเครื่องดื่มคุณสายชลมูลค่า 150 บาท และส่วนลดผลิตภัณฑ์ชุมชนคนละครึ่งมูลค่าสูงสุด 150 บาท รวม 2,500 สิทธิ์ และเมื่อเข้าใช้บริการบ้านพักในเขื่อน กฟผ. ทั้ง 8 แห่ง และร้านอาหารของ กฟผ. มูลค่า 1,000 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2568 – 15 มกราคม 2569 มีสิทธิ์ลุ้นรับคูปองส่วนลดค่าที่พักครั้งถัดไป ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2569 รวม 2,500 สิทธิ์ แบ่งเป็นมูลค่า 500 บาท จำนวน 2,000 สิทธิ์ และมูลค่า 1,000 บาท จำนวน 500 สิทธิ์

          ต่อที่ 2 ผู้เข้าพักบ้านครินทร์ เขื่อนศรีนครินทร์ รับส่วนลดเพิ่ม 3,000 บาท สำหรับเข้าพักครั้งถัดไป ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2569 จำนวน 100 สิทธิ์

          กฟผ. ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความสุขต้อนรับปีใหม่ปี 2569 ช่วยประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือน สนับสนุนการเดินทางอย่างปลอดภัยไร้คาร์บอน และส่งเสริมการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกระจายรายได้สู่ชุมชน ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/157378&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oH6KpsfXHcTf8QKjxP8gW

  • ไทยก้าวสู่ฮอลลีวูด ปั้นคอนเทนต์สู่เวทีโลก

    รมว.พาณิชย์เปิดงาน “VISION to SCREEN: HOLLYWOOD EDITION” จับมือ UCLA – จุฬาฯ ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลคอนเทนต์เอเชีย

    อุตสาหกรรมภาพยนตร์ โทรทัศน์ และดิจิทัลมีเดีย กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของโลก โดยอัตราการเติบโตพุ่งสูงตามความต้องการคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ขยายตัวไม่หยุด ประเทศไทยเองก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ ทั้งในด้านการผลิตคอนเทนต์ แอนิเมชัน รวมถึงการถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคพาณิชย์และภาคสร้างสรรค์กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่งของเศรษฐกิจไทยยุคใหม่

    วันนี้ (11 ธันวาคม 2568) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ เป็นประธานเปิดงาน “VISION to SCREEN : HOLLYWOOD EDITION – Advancing Thai Media with World-Class Professional Training” ที่จัดโดยสถาบันวิชาชีพด้านภาพยนตร์ โทรทัศน์ และสื่อดิจิทัลแห่งประเทศไทย (Professional Academy of Film, TV & Digital Media Thailand) ณ โรงแรม The Ritz-Carlton Bangkok

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo01.jpg

    งานนี้จัดขึ้นในโอกาสสำคัญ เมื่อ UCLA School of Theater, Film & Television (UCLA TFT) ประกาศเตรียมเปิดสาขาในประเทศไทยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมเปิดหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานฮอลลีวูด และต่อยอดให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชีย”

    เดินหน้า 3 กลยุทธ์ ‘3E’ สู่ฮับคอนเทนต์ระดับภูมิภาค

    รมว.ศุภจี ระบุว่า รัฐบาลกำลังเร่งปักหมุด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยกระทรวงพาณิชย์ดำเนินงานผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1) Empowering People – พัฒนาคนและทักษะอนาคต

    มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพสูงให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลก ผ่านการจับมือกับภาคการศึกษาและสถาบันฝึกอบรม โดยเฉพาะความร่วมมือกับ UCLA TFT ซึ่งมีประสบการณ์กว่า 75 ปี ในการปั้นบุคลากรฮอลลีวูด ตั้งแต่ผู้กำกับ นักแสดง นักเขียนบท โปรดิวเซอร์ ไปจนถึงช่างเทคนิคระดับโลก

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo02.jpg

    2) Elevating Entrepreneur – เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย

    สนับสนุนผู้ผลิตไทยให้ก้าวสู่ตลาดสากล ผ่านการร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ กิจกรรมเจรจาธุรกิจ ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และการผลักดันผลงานไทยบนเวทีโลก

    3) Enabling a World-Class Ecosystem – สร้างระบบนิเวศระดับสากล

    ยกระดับมาตรฐานการผลิต ร่วมผลิตภาพยนตร์ (Co-production) ออกมาตรการจูงใจนักลงทุน และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ไทยมีศักยภาพขึ้นเป็น “ประตูคอนเทนต์เอเชีย”

    รมว.พาณิชย์ชี้ว่า ไทยพร้อมก้าวสู่ฮับดิจิทัลคอนเทนต์ ด้วยข้อได้เปรียบสำคัญ ได้แก่
    • ทำเลที่ตั้งเป็นประตูเชื่อมเอเชีย
    • ฐานการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลกที่ต่อเนื่อง
    • โครงสร้างพื้นฐานด้านโปรดักชันและเทคนิคที่ได้มาตรฐาน
    • บุคลากรฝีมือดี เรียนรู้เร็ว
    • วัฒนธรรมโดดเด่นที่ต่อยอดคอนเทนต์ได้
    • ภาครัฐที่สนับสนุนนโยบายสร้างสรรค์อย่างจริงจัง

    รมว.ศุภจี ย้ำว่า “คน” คือพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนไทยสู่จุดหมาย แม้ผู้กำกับ นักแสดง และผู้ผลิตไทยจะมีผลงานโดดเด่นอยู่แล้ว แต่ไทยยังมีศักยภาพอีกมากในการพัฒนาทักษะเชิงลึกระดับสากล

    ยกระดับ Soft Power สร้างเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ

    ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ UCLA ถือเป็นก้าวใหญ่ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์-ดิจิทัลมีเดียของไทย ผลลัพธ์ไม่เพียงสะท้อนผ่านมูลค่าวัฒนธรรม แต่ยังขยายเป็นผลทางเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งการสร้างงานทักษะสูง การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และรายได้จากดิจิทัลคอนเทนต์ที่จะเติบโตต่อเนื่อง

    “ความร่วมมือนี้คือโอกาสทองในการยกระดับความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก และช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชียอย่างยั่งยืน”

    — รมว.ศุภจี กล่าว

    moc-vision-to-screen-hollywood-edition-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moc-vision-to-screen-hollywood-edition&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qLy6Xg1UCTNR4Xnw-WHHu