Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • NT พร้อมให้บริการถ่ายทอดสดซีเกมส์ครั้งที่ 33 เชื่อมโยงในและต่างประเทศ ส่งความประทับใจตลอดการแข่งขัน

    NT พร้อมให้บริการถ่ายทอดสดซีเกมส์ครั้งที่ 33 เชื่อมโยงในและต่างประเทศ ส่งความประทับใจตลอดการแข่งขัน

    ไอที

    NT พร้อมให้บริการถ่ายทอดสดซีเกมส์ครั้งที่ 33 เชื่อมโยงในและต่างประเทศ ส่งความประทับใจตลอดการแข่งขัน

    วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.16 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NT พร้อมให้บริการถ่ายทอดสดซีเกมส์ครั้งที่ 33 เชื่อมโยงในและต่างประเทศ ส่งความประทับใจตลอดการแข่งขัน

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ให้บริการถ่ายทอดสดการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 โดยได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและการเชื่อมโยงสัญญาณทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ชมชาวไทยและประเทศสมาชิกได้รับชมการแข่งขันอย่างต่อเนื่องและเต็มอรรถรส

    พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “NT ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน  โดยการถ่ายทอดสัญญาณจากสนามการแข่งขันสู่ศูนย์ถ่ายทอดสด IBC (International Broadcasting Center) พร้อมเชื่อมต่อไปยังสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ และเชื่อมโยงวงจรถ่ายทอดสัญญาณผ่านระบบไฟเบอร์ออปติกไปยังสถานีดาวเทียมนนทบุรี เพื่อส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม AsiaSat 5  ให้กับประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมการแข่งขัน  ซึ่งการให้บริการจะเชื่อมโยงผ่านระบบสื่อสัญญาณและอุปกรณ์เครือข่ายประสิทธิภาพสูง พร้อมรองรับเทคโนโลยีความละเอียดระดับ Full HD  ทำให้ได้รับชมด้วยคุณภาพความคมชัด และมีความเสถียร  เรามั่นใจว่าจะสามารถถ่ายทอดประสบการณ์การรับชมการแข่งขันได้อย่างเต็มอรรถรส”

    NT มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจและการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม  โดยได้รับความไว้วางใจ ให้บริการถ่ายทอดสดกิจกรรมและการแข่งขันกีฬาครั้งสำคัญทั้งในและต่างประเทศด้วยการรับ-ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมและไฟเบอร์ออปติก มาโดยตลอด   โดยการแข่งขันซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในครั้งที่ 33 นี้จะมีการถ่ายทอดสดหลากหลายรายการ ซึ่งผู้ชมชาวไทยสามารถติดตามได้อย่างใกล้ชิดผ่านทางดิจิทัลทีวีและทางออนไลน์

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/458282&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OOBgKeoozkuds7Ptp09ud

  • NT เร่งปูพรมระบบสื่อสาร  สนับสนุนภารกิจเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูขา

    NT เร่งปูพรมระบบสื่อสาร สนับสนุนภารกิจเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูขา

    ไอที

    NT เร่งปูพรมระบบสื่อสาร สนับสนุนภารกิจเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูขา

    วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.53 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NT เร่งปูพรมระบบสื่อสาร

    สนับสนุนภารกิจเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูขา

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เดินหน้าติดตั้งระบบสื่อสาร ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนภารกิจในทุกภาคส่วน

     พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เกิดการปะทะต่อเนื่องในหลายพื้นที่ NT ในฐานะองค์กรด้านสื่อสารโทรคมนาคมของชาติ NT ขอแสดงความพร้อมสูงสุดในการสนับสนุนระบบสื่อสารให้กับหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานความมั่นคง รวมถึงผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ และประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถใช้การติดต่อสื่อสารในภารกิจต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

    โดยเบื้องต้นได้เข้าติดตั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์พื้นฐาน และ CCTV ในพื้นที่สำคัญซึ่งกำหนดให้เป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักพิงชั่วคราว  ในจังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยง ประกอบด้วย ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี สุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรีและตราด โดย NT พร้อมให้การดูแลโครงข่ายสื่อสารในทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิด ด้วยระบบบริหารจัดการโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง และการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสื่อสารของทุกภาคส่วน สามารถดำเนินได้อย่างมั่นคง ต่อเนื่อง และปลอดภัย พร้อมกันนี้ NT ได้จัดส่งสิ่งของที่จำเป็นเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน จำนวน 1,700  ชุด  

    “NT ขอแสดงความห่วงใยต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การปะทะในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา และขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่และขอให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความปลอดภัย พร้อมยืนยันว่า NT จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อสนับสนุนความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศผ่านระบบสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ”

    ทั้งนี้ NT พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาระบบสื่อสารโทรคมนาคมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสนับสนุนการทำงานของภาครัฐและอำนวยประโยชน์ให้แก่ประชาชน โดยยึดมั่นในบทบาทองค์กรสื่อสารของชาติที่ร่วมขับเคลื่อนความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในทุกมิติ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/458292&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gZPlMhHu4YY_2nfm2alg5

  • SKY ICT คว้ามาตรฐาน ISO 3 ฉบับระดับโลก

    SKY ICT คว้ามาตรฐาน ISO 3 ฉบับระดับโลก

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.59 น.

    นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) (SKY) เปิดเผยว่าการได้รับมาตรฐานทั้ง 3 ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียง ‘การผ่านเกณฑ์’ แต่เป็นการยืนยันว่า SKY ICT มีระบบบริหารจัดการข้อมูล กระบวนการบริการ และคุณภาพการดูแลลูกค้าในระดับที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลสูงสุด ซึ่งมาตรฐานทั้งสามประกอบด้วย ISO/IEC 27001:2022 ระบบบริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ, ISO/IEC 20000-1:2018 ระบบบริหารจัดการบริการไอที, ISO 23592:2021 พร้อม BSI Kitemark™ มาตรฐานความเป็นเลิศด้านการบริการ พร้อมแนวทางจัดการข้อร้องเรียน (ISO 10002:2018) และแนวปฏิบัติด้านการให้บริการ (BS 8477:2014) นี่คือก้าวสำคัญในการยกระดับองค์กรให้พร้อมแข่งขันในตลาดเทคโนโลยีระดับภูมิภาค และสร้างความเชื่อมั่นระยะยาวต่อหน่วยงานรัฐ สายการบิน คู่ค้า และผู้โดยสาร

    ก้าวสู่ระดับ Global Service Benchmark คว้า ISO 23592 พร้อม BSI Kitemark™ มาตรฐานสูงสุดด้าน Service Excellenceการได้รับการรับรอง ISO 23592:2021 – Service Excellence Guidelines พร้อมตรา BSI Kitemark™ จาก British Standards Institution (BSI) เป็นหนึ่งในตรารับรองที่องค์กรชั้นนำระดับโลกใช้เพื่อยืนยันคุณภาพการบริการและความพึงพอใจของลูกค้า มาตรฐานนี้ครอบคลุมถึง: การออกแบบประสบการณ์บริการ (Service Experience Design) การบริหารจัดการข้อร้องเรียนและความพึงพอใจลูกค้า (ISO 10002) มาตรฐานการให้บริการลูกค้าตามแนวทางปฏิบัติสากล (BS 8477) การดูแลลูกค้าแบบ End-to-End ด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การประเมินผลโดยผู้เชี่ยวชาญภายนอกตามหลักเกณฑ์ระดับสากล ตรา BSI Kitemark™ คือหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ทรงคุณค่าที่สุดด้านการบริการ เพราะเป็นการยืนยันโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกว่าองค์กรของเราสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับ SKY ICT มาตรฐานนี้ไม่เพียงสะท้อนคุณภาพของบริการ Airport Premium Service ที่ดูแลในสนามบิน แต่ยังยืนยันว่าทุกกระบวนการบริการถูกออกแบบบนพื้นฐานของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความพึงพอใจสูงสุดของผู้โดยสาร

    ยกระดับความมั่นคงของข้อมูลและการบริหารบริการไอที  ด้วย ISO/IEC 27001 และ ISO/IEC 20000-1

    นายสิทธิเดช กล่าวอีกว่า SKY ICT ให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลของผู้โดยสาร หน่วยงานรัฐ และสายการบินมาโดยตลอด การได้รับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 และ ISO/IEC 20000-1:2018 ถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและระบบสารสนเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการบินที่ต้องการความแม่นยำ ความปลอดภัย และความต่อเนื่องในการให้บริการอย่างสูงสุด การรับรองนี้สะท้อนว่าระบบของ SKY ICT มีความโดดเด่นในด้าน

    •             ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับสากล (Information Security)

    •             ระบบบริหารจัดการบริการไอทีที่เป็นระบบและตรวจสอบได้ (Service Management Excellence)

    •             กระบวนการทำงานที่โปร่งใส มีการตรวจสอบความเสี่ยง และรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน

    •             ความสามารถในการให้บริการแก่ลูกค้า-พันธมิตรอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

    สำหรับ SKY ICT การได้รับ ISO ทั้ง 3 มาตรฐาน เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายระยะยาว 3 ด้าน คือ 1. เสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนในฐานะบริษัทเทคโนโลยีระดับภูมิภาค มาตรฐานสากลช่วยเพิ่มความโปร่งใส ความปลอดภัย และประสิทธิภาพซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสนใจในการประเมินคุณภาพของบริษัทเทคโนโลยีสาธารณะ (Public Listed Tech Company) 2. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด Aviation Technology โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและบริการที่ผ่านมาตรฐานระดับโลกทำให้ SKY ICT พร้อมขยายธุรกิจไปยังสนามบินและสายการบินในภูมิภาคเอเชีย–ตะวันออกกลาง 3. ยกระดับการให้บริการแก่ผู้โดยสารและลูกค้าองค์กรสู่ระดับ World-Class มาตรฐาน Service Excellence จะช่วยพัฒนาคุณภาพการบริการทั้งด้านเทคโนโลยี ประสบการณ์ผู้โดยสาร และบริการเชิงพาณิชย์ภายในสนามบิน

    “ในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลกลายเป็นหัวใจของระบบขนส่งทางอากาศทั่วโลก การยกระดับมาตรฐานขององค์กรให้ทัดเทียมระดับโลกคือเรื่องจำเป็น มาตรฐานทั้ง 3 ฉบับนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ SKY ICT เดินหน้าเป็นผู้นำด้าน Aviation Technology & Smart Airport Solutions ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด ทั้งในประเทศไทยและเวทีภูมิภาค เราเชื่อว่านี่คือการเติบโตอย่างยั่งยืนของ SKY ICT และจะเป็นหลักฐานชัดเจนถึงความพร้อมในการร่วมพัฒนาอนาคตของเทคโนโลยีการบินร่วมกับทุกภาคส่วน”

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/933907&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29NqfnEsgqlL6ZOZVKwnwY

  • ส.อ.ท. ห่วงยุบสภาฉุดมาตรการ ศก. ปัญหารุมหวั่นระบบรัฐติดโหมด ‘เกียร์ว่าง’

    ส.อ.ท. ห่วงยุบสภาฉุดมาตรการ ศก. ปัญหารุมหวั่นระบบรัฐติดโหมด ‘เกียร์ว่าง’

    เศรษฐกิจ

    ส.อ.ท. ห่วงยุบสภาฉุดมาตรการ ศก. ปัญหารุมหวั่นระบบรัฐติดโหมด ‘เกียร์ว่าง’

    12 ธ.ค. 2025 เวลา 7:01 น.

    ส.อ.ท. ห่วงยุบสภาฉุดมาตรการ ศก. ปัญหารุมหวั่นระบบรัฐติดโหมด 'เกียร์ว่าง'

    ส.อ.ท. ชี้ ยุบสภา 11 ธ.ค.2568 ไม่แปลกใจ แต่ห่วงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุด ปัญหาใหญ่ “ชายแดน-น้ำท่วมใต้” ยังค้าง หวั่นข้าราชการ “เกียร์ว่าง”

    • ส.อ.ท. กังวลว่าการเป็นรัฐบาลรักษาการประมาณ 60 วัน อาจทำให้การขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำคัญอย่าง “Quick Big Win” สะดุดลง ซึ่งจำเป็นต่อการพยุง GDP ในไตรมาสสุดท้ายของปี
    • มีปัญหาใหญ่หลายเรื่องที่ยังไม่คลี่คลาย และต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการแก้ไข เช่น การฟื้นฟูอุทกภัยภาคใต้, ผลกระทบจากการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา และการเจรจาสำคัญระหว่างประเทศที่อาจชะงักงัน
    • แสดงความห่วงใยว่าข้าราชการประจำอาจ “ปล่อยเกียร์ว่าง” หรือชะลอการทำงานลงในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายที่อนุมัติไปแล้วขาดความเข้มข้น และไม่มีประสิทธิภาพ

    จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2568 การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับสถานการณ์เร่งด่วนหลายด้าน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีการยุบสภาครั้งนี้ว่า ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจหรือแปลกใจแต่ประการใด เนื่องจากนายกรัฐมนตรี เคยส่งสัญญาณ และพูดถึงเงื่อนไขไว้แล้ว หลายฝ่ายมีการคาดการณ์ถึงช่วงเวลาการยุบสภาไว้ถึง 3 ระยะ และช่วงเวลานี้ถือเป็นระยะที่หนึ่งที่ใกล้ที่สุดตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยที่โครงสร้างมีความเปราะบางนี้ ได้อยู่บริหารประเทศเต็มที่ประมาณ 2 เดือนกว่า และยุบสภาเร็วกว่ากำหนดประมาณเดือนกว่า

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เกิดความแปลกใจเล็กน้อยคือ การที่  “พรรคประชาชน” เป็นฝ่ายยื่นเรื่องยุบสภา แทนที่จะเป็น “พรรคเพื่อไทย” ตามที่เคยมีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า การยุบสภาครั้งนี้ มาจากการที่พรรคประชาชนไม่พอใจ และถือว่าเป็นการผิดข้อตกลง MOA อาจเป็นผลมาจากการที่มีการประสาน และแจ้งไปยังพรรคประชาชนว่าให้คงอำนาจของวุฒิสภา (สว.) ไว้ก่อน ทำให้พรรคประชาชนมองว่าเป็นการฉีก MOA กัน

    ห่วงมาตรการเศรษฐกิจสะดุดช่วงรัฐบาลรักษาการ

    นายเกรียงไกร กล่าวยอมรับว่า ส่วนตัวมีความกังวลว่า การยุบสภา และเข้าสู่ช่วงรัฐบาลรักษาการที่เป็นเวลาประมาณ 60 วัน อาจส่งผลกระทบต่อความเข้มข้นในการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการพยุงเศรษฐกิจ หรือ GDP ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 นี้

    ทั้งนี้ มาตรการ “Quick Big Win” ที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาเพื่อหวังไม่ให้เศรษฐกิจไทยเหมือน “รถติดหล่ม” มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประกาศว่า GDP ในไตรมาสที่ 3 เหลือเพียง 1.2% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 0.5% แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะถือว่าทำได้ดีแล้ว และได้ผลตอบรับที่ดีในช่วงต้น แต่จำเป็นต้องคอยติดตามว่าการเป็น “รัฐบาลรักษาการ” จะส่งผลอย่างไร และจะลดความเข้มข้นในการเดินมาตรการเหล่านี้หรือไม่

    รับปัญหาใหญ่ยังคาราคาซังหลายด้าน

    นายเกรียงไกร กล่าวเน้นย้ำว่า ขณะนี้มีปัญหาใหญ่หลายเรื่องที่ยังคง “คาราคาซัง” อยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่ปกติ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการขับเคลื่อนจากรัฐบาลอำนาจเต็ม แต่กลับมาอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ได้แก่

    1. สถานการณ์ภาคใต้ ที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูหลังจากประสบอุทกภัยอย่างหนักทั้ง 9 จังหวัด การที่รัฐบาลเป็นรักษาการอาจส่งผลให้การเร่งฟื้นฟูเกิดความล่าช้าหรือสะดุดไปได้

    2. การปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์การปะทะรอบ 2 ยังคงทวีความรุนแรงและกินบริเวณกว้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยว และภาคการเกษตรในจังหวัดชายแดนหลายแห่งในภาคอีสาน ทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพ และนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งต้องหยุดดำเนินการ

    3. การเจรจาระหว่างประเทศ ในการเจรจาสำคัญระหว่างไทยกับสหรัฐ ถือเป็น “การบ้านใหญ่” ที่ยังคงค้าง และชะลออยู่ หากมีการเจรจาหรือติดต่อจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” เข้ามาในช่วงนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีข้อจำกัดหรือเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจหรือไม่

    เตือนข้าราชการ อย่า “ปล่อยเกียร์ว่าง”

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า รัฐบาลรักษาการ และรัฐบาลอำนาจเต็มนั้นไม่เหมือนกัน จากประสบการณ์ในอดีตของไทยพบว่า ทันทีที่รัฐบาลประกาศยุบสภา ข้าราชการประจำส่วนใหญ่มักจะ “ปล่อยเกียร์ว่าง” หรือผ่อนคันเร่งในการทำงานลง เนื่องจากต้องรอจับตาดูสถานการณ์ และท่าทีว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลชุดหน้า ทำให้มาตรฐานการทำงาน และอำนาจในการสั่งการกับข้าราชการประจำลดลง

    “ส.อ.ท. จึงฝากให้ปลัดกระทรวงต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดำเนินการ การบ้านที่ค้างอยู่เหล่านี้อย่างเข้มข้นต่อไป ดังนั้น ในช่วงนี้จะต้องจับตาว่านโยบายหรือมาตรการต่างๆ ที่ประกาศ และอนุมัติไปแล้วจะมีการขับเคลื่อนได้เต็มที่หรือไม่ อย่างไร เพราะ Quick Big Win ที่ออกมาถือว่าเป็นนโยบายที่จะหนุนเศรษฐกิจในช่วงท้ายของปีที่ดี และยิ่งขณะนี้ประเทศต้องสะดุดในหลายเรื่องจะกระทบ GDP ไทยที่โตช้าไปอีกหรือไม่ อย่างไร”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1211732&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X7ccl9PWLR2xJoF_3ZmNU

  • ประธานสภาอุต ห่วงข้าราชการเกียร์ว่าง เศรษฐกิจสะดุดหลังนายกฯ ‘ยุบสภา’

    ประธานสภาอุต ห่วงข้าราชการเกียร์ว่าง เศรษฐกิจสะดุดหลังนายกฯ ‘ยุบสภา’

    ประธานสภาอุต ห่วงข้าราชการเกียร์ว่าง เศรษฐกิจสะดุดหลังนายกฯ ‘ยุบสภา’

    จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 68

    ต่อเรื่องดังกล่าวนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวให้ความเห็นว่า ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจหรือแปลกใจแต่ประการใด เนื่องจากนายกรัฐมนตรี เคยส่งสัญญาณและพูดถึงเงื่อนไขไว้แล้ว หลายฝ่ายมีการคาดการณ์ถึงช่วงเวลาการยุบสภาไว้ถึง 3 ระยะ และช่วงเวลานี้ถือเป็นระยะที่หนึ่งที่ใกล้ที่สุดตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยที่โครงสร้างมีความเปราะบางนี้ ได้อยู่บริหารประเทศเต็มที่ประมาณ 2 เดือนกว่า และยุบสภาเร็วกว่ากำหนดประมาณเดือนกว่า

    อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้เกิดความแปลกใจเล็กน้อยคือการที่พรรคประชาชนเป็นฝ่ายยื่นเรื่องยุบสภา แทนที่จะเป็นพรรคเพื่อไทยตามที่เคยมีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า การยุบสภาดังกล่าวมาจากการที่พรรคประชาชนไม่พอใจและถือว่าเป็นการผิดข้อตกลง MOA ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีการประสานและแจ้งไปยังพรรคประชาชนว่าให้คงอำนาจของวุฒิสภา (สว.) ไว้ก่อน ทำให้พรรคประชาชนมองว่าเป็นการฉีก MOA กัน

    อย่างไรก็ตาม ในความคิดเห็นส่วนตัวมีความกังวลว่า การยุบสภาและเข้าสู่ช่วงรัฐบาลรักษาการเป็นเวลาประมาณ 60 วัน อาจส่งผลกระทบต่อความเข้มข้นในการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการพยุงเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

    เอกชนห่วงเศรษฐกิจสะดุดหลังนายกฯ ‘ยุบสภา’ จี้ปลัดกระทรวงทำมาตรการต่อให้จบ

    ส่วนมาตรการ Quick Big Win ที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวการคลัง ออกมาเพื่อหวังไม่ให้เศรษฐกิจไทยเหมือนรถติดหล่มมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสศช. (สภาพัฒน์) ได้ประกาศว่า GDP ในไตรมาสที่ 3 เหลือเพียง 1.2% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 0.5% แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะถือว่าทำได้ดีแล้วและได้ผลตอบรับที่ดีในช่วงต้น แต่จำเป็นต้องคอยติดตามว่าการเป็นรัฐบาลรักษาการจะส่งผลอย่างไร และจะลดความเข้มข้นในการเดินมาตรการเหล่านี้หรือไม่

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า ขณะนี้มีปัญหาใหญ่หลายเรื่องที่ยังคง คาคาซังอยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่ปกติ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการขับเคลื่อนจากรัฐบาลอำนาจเต็ม แต่กลับมาอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ประกอบด้วย

    • การปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์การปะทะรอบ 2 ยังคงทวีความรุนแรงและกินบริเวณกว้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยว และภาคการเกษตรในจังหวัดชายแดนหลายแห่งในภาคอีสาน ทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพ และนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งต้องหยุดดำเนินการ
    • สถานการณ์ภาคใต้ ที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูหลังจากประสบอุทกภัยอย่างหนักทั้ง 9 จังหวัด การที่รัฐบาลเป็นรักษาการอาจส่งผลให้การเร่งฟื้นฟูเกิดความล่าช้าหรือสะดุดไปได้
    • การเจรจาระหว่างประเทศ ในการเจรจาสำคัญระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ถือเป็นการบ้านใหญ่ที่ยังคงค้างและชะลออยู่ หากมีการเจรจาหรือติดต่อจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ โดนัล ทรัมป์เข้ามาในช่วงนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีข้อจำกัดหรือเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจหรือไม่

    นายเกรียงไกร กล่าวต่ออีกว่า รัฐบาลรักษาการและรัฐบาลอำนาจเต็มนั้นไม่เหมือนกัน จากประสบการณ์ในอดีตของไทยพบว่า ทันทีที่รัฐบาลประกาศยุบสภา ข้าราชการประจำส่วนใหญ่มักจะปล่อยเกียร์ว่างหรือผ่อนคันเร่งในการทำงานลง เนื่องจากต้องรอจับตาดูสถานการณ์และท่าทีว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลชุดหน้า ทำให้มาตรฐานการทำงานและอำนาจในการสั่งการกับข้าราชการประจำลดลง

    “ฝากให้ปลัดกระทรวงต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดำเนินการการบ้านที่ค้างอยู่เหล่านี้อย่างเข้มข้นต่อไป ดังนั้น ในช่วงนี้จะต้องจับตาว่านโยบายหรือมาตรการต่างๆ ที่ประกาศและอนุมัติไปแล้วจะมีการขับเคลื่อนได้เต็มที่หรือไม่ อย่างไร เพราะ Quick Big Win ที่ออกมาถือว่าเป็นนโยบายที่จะหนุนเศรษฐกิจในช่วงท้ายของปีที่ดี และยิ่งขณะนี้ประเทศต้องสะดุดในหลายเรื่องจะกระทบ GDP ไทยที่โตช้าไปอีกหรือไม่ อย่างไร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/646355&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OmalF8accTkORMN7D9ndM

  • จังหวะวิกฤติ รัฐบาล’อนุทิน’

    จังหวะวิกฤติ รัฐบาล’อนุทิน’

    เศรษฐกิจ

    จังหวะวิกฤติ รัฐบาล’อนุทิน’

    12 ธ.ค. 2025 เวลา 7:00 น.

    จังหวะวิกฤติ รัฐบาล’อนุทิน’

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤติที่ซ้ำซ้อน และซับซ้อน ปัจจัยท้าทายมากมายทั้งภายนอกและภายในประเทศซัดกระหน่ำ ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่เพียงเป็นเรื่องทางการเมือง แต่ส่งผลต่อการค้าและการลงทุนภาพลักษณ์ความเชื่อมั่น

    ขณะเดียวกัน การเจรจาภาษีสหรัฐภายใต้รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นความไม่แน่นอนที่รัฐบาลไทยต้องเร่งกระชับพื้นที่ ติดตามอย่างใกล้ชิด ปัญหาภายในประเทศเศรษฐกิจที่เปราะบาง หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่ลดลง ความไม่มั่นคงทางรายได้ของประชาชน สะท้อนความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ 

    น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ภาคใต้ ตอกย้ำซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้เลวร้ายหนักขึ้น ทรัพย์สินและชีวิตของประชาชนเสียหาย ภาคการท่องเที่ยวที่ไม่ดีอยู่แล้ว ยิ่งแย่ลงไปอีก ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขด้วยนโยบายชั่วคราว แต่ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ยังไม่นับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่เผชิญความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนอาจชะลอการตัดสินใจเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและความผันผวนของตลาดโลก นี่เป็นสัญญาณเตือนว่าหากรัฐบาลไม่สร้างความมั่นใจอย่างจริงจัง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยอาจสั่นคลอนมากกว่าที่คิด 

    การสนับสนุนการลงทุนและการคงสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จึงไม่ใช่เรื่องทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลต้องตระหนักได้แล้วว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาชะลอ การชะลอหรือประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป จะทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในกับดักความเสี่ยงที่ยากจะหลีกเลี่ยง การออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ประคับประคองภาคธุรกิจ และเตรียมพร้อมรับมือปัจจัยเสี่ยงทั้งภายนอกและภายในต้องทำอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจน โปร่งใส ไม่สร้างความคลุมเครือ มิฉะนั้นผลกระทบจะกว้างและลึกกว่าที่คาด การสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุนต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง รัฐบาลต้องวางแผนยุทธศาสตร์ที่รัดกุม ชัดเจน และทำต่อเนื่อง เพราะความเปราะบางที่สะสมมานาน ไม่สามารถปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่จัดการ 

    นี่คือ “จังหวะวิกฤติ” ของรัฐบาลชุดนี้ ที่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรีบลงมือดำเนินมาตรการที่เด็ดขาดและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันเศรษฐกิจไทยจากผลกระทบรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในเร็ววัน สุดท้ายความเชื่อมั่นและการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ถือเป็นกุญแจสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยว การจัดการเชิงรุกและการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้ประเทศไทยตกอยู่ในกับดักวิกฤติทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนและยาวนาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/economic/1211693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw203XDUsOiSxkchHBeHasuP

  • ส่อง นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ ความหวังของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    บทความเรื่อง “นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อสร้างการเติบโต” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ TDRI ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการวาง นโยบายอุตสาหกรรม ที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐใช้แทรกแซงกลไกตลาด โดยการเลือกสนับสนุน “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่กิจกรรมมูลค่าสูง สร้าง Good Jobs และกระจายรายได้ เป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทั้งประเทศ


    ความจริงที่ต้องรับรู้ เพื่อต่อยอดสู่การวาง นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้จริง

    อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยจะใช้นโยบายอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง แต่นโยบายในปัจจุบันยังขับเคลื่อนไปไม่ถึงเป้าหมาย ทั้งในแง่การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับชีวิตคนส่วนใหญ่ให้ดีขึ้นได้จริง

    อุตสาหกรรม PCB ไทย

    โดยจุดอ่อนสำคัญของนโยบายอุตสาหกรรมไทย คือ การติดอยู่ในบทบาท “ผู้รับจ้างผลิต” มากกว่าการก้าวขึ้นเป็น “เจ้าของเทคโนโลยีและแบรนด์” ทำให้ไม่สามารถขยับไปสู่กิจกรรมมูลค่าสูงได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน แม้การลงทุนจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง มูลค่าการส่งเสริมการลงทุนของ BOI แตะระดับ 1 ล้านล้านบาทต่อเนื่อง 3 ปี แต่ตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตกลับส่งสัญญาณถดถอย เช่น
    • หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึง 86.3% ของ GDP
    • อัตราการว่างงานของเด็กจบใหม่ (อายุ 20–24 ปี) สูงที่สุดในตลาดแรงงาน1
    • ธุรกิจ SMEs มีโอกาสอยู่รอดเกิน 3 ปีน้อยลง
    เพราะเป็นเรื่องจริงอยู่ว่านโยบายอุตสาหกรรมไทย ประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการส่งออกที่สำคัญในภูมิภาค แต่ยังล้มเหลวในสามเรื่องสำคัญซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาจากภายในที่เกี่ยวข้องกับศักยภาพคนไทย
    • ขาดการเชื่อมโยง: ไม่สามารถเชื่อมบริษัทข้ามชาติกับ SMEs ไทยได้อย่างมีประสิทธิผล
    • ขาดทักษะ: ไม่ได้พัฒนาแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการตลาดโลก เพื่อรองรับงานมูลค่าสูง
    • ขาดนวัตกรรม: ไม่มีการสร้างและประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นระบบ
    สัญญาณเตือนที่ชัดเจน คือ แม้แต่บริษัทไฮเทคระดับโลกอย่าง Qualcomm (ผู้ผลิตชิปมือถือและคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของโลก) จะเข้ามาลงทุนแต่ก็จำกัดอยู่เพียงการตลาด ไม่ใช่การวิจัยและพัฒนาชิปซึ่งเป็นกิจกรรมมูลค่าสูง เช่นเดียวกันข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ยังพบว่า ดัชนีการส่งออก-นำเข้าเติบโตสวนทางกับดัชนีการผลิตในประเทศที่ทรุดตัวลง ช่องว่างนี้บ่งชี้ว่าไทยกำลังกลายเป็นเพียง “ทางผ่านสินค้า” มากกว่าแหล่งผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างแท้จริง

    พลิกชะตาประเทศ ด้วยการสร้างโมเดลพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่

    เมื่อทราบถึงสถานการณ์อันท้าทายและความจริงที่เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมไทยแล้ว บทความเดียวกันนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงความชะงักงันของนโยบายอุตสาหกรรมไทย ที่เป็นผลสะสมจาก 3 ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ได้แก่ โมเดลการเติบโตที่ล้าสมัย มาตรการสนับสนุนที่ไม่พัฒนาคน และกระบวนการเลือกอุตสาหกรรมที่ขาดความรอบคอบ
    ในอดีต โมเดลการเติบโตของไทยมีสูตรสำเร็จที่เน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ให้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย ใช้แรงงานจำนวนมากด้วยอัตราค่าจ้างต่ำ และวัดความสำเร็จของประเทศจากตัวเลข GDP รวมถึงปริมาณการส่งออก ทั้งนี้ยังมีความเชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโต ความมั่งคั่งจะค่อยๆ ไหลลงสู่ประชาชนโดยอัตโนมัติ

    แต่กระนั้น ในความเป็นจริงแนวทางดังกล่าวไม่สามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้อีกต่อไป เนื่องจากปัจจุบันแรงงานไทยไม่ได้มีจุดแข็งเรื่อง “ค่าแรงถูก” เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งใหม่ในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมเองก็มีความต้องการเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ซึ่งต้องอาศัยทักษะขั้นสูง นวัตกรรม รวมถึงการวิจัยและพัฒนา ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนแรงงานเพียงอย่างเดียว หากไทยไม่สามารถยกระดับทักษะคนไทยได้ เศรษฐกิจไทยก็จะติดอยู่กับกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ แม้จะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามามากเพียงใดก็ตาม
    อีกหนึ่งปัญหาคือ ความเชื่อมโยงระหว่างมาตรการสนับสนุนกับการพัฒนาศักยภาพคนไทยที่ยังอ่อนแอ เช่น
    • ในอุตสาหกรรมไฮเทค มาตรการหลักยังยึดติดอยู่กับ “สิทธิประโยชน์ทางภาษี” แม้บริษัทต่างชาติบางแห่งจะลงทุนพัฒนาทักษะแรงงานเอง แต่ประเทศไทยยังขาดกลไกที่เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะ แรงงานไทย และการดึง SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่อย่างจริงจัง
    • ในอุตสาหกรรมเกษตร งบประมาณจำนวนมากทุ่มไปกับการประกันรายได้และการเยียวยา ที่แม้จะมีความจำเป็นในระยะสั้น แต่หากใช้ต่อเนื่องโดยไม่ควบคู่กับมาตรการเพิ่มผลิตภาพ ก็อาจลดแรงจูงใจในการปรับตัวด้วยนวัตกรรม
    • ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มาตรการส่วนใหญ่เน้นทำการตลาดและสร้างภาพลักษณ์ มากกว่าการยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการรายย่อยให้มีคุณภาพบริการให้สมกับภาพลักษณ์ที่สื่อออกไป
    ยิ่งไปกว่านั้น อาวุธดั้งเดิมอย่างสิทธิประโยชน์ทางภาษีก็กำลังเสื่อมประสิทธิภาพลงในเวทีโลกใหม่ โดยมีสาเหตุมาจากนักลงทุนในธุรกิจไฮเทคที่ไม่ให้ความสำคัญกับ “ยกเว้นภาษี” เท่าเดิม แต่น้ำหนักไปอยู่ที่ความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ความต่อเนื่องของนโยบาย และคุณภาพของกฎเกณฑ์
    กติกาภาษีใหม่ภายใต้กรอบ BEPS 2.0 (กรอบความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศที่จัดทำโดย OECD/G20) บังคับให้บริษัทยักษ์ระดับโลกจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ 15% ไม่ว่าลงทุนที่ประเทศใด ทำให้การยกเว้นภาษีของไทยยิ่งไม่จูงใจ และเท่ากับเสียรายได้ภาษีโดยไม่จำเป็น
    เท่ากับว่า…เรายังใช้มาตรการแบบเดิมในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว
    การเติบโตที่ชะลอตัวนี่เองที่ทำให้รัฐเร่งหา “เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่” แต่หลายครั้งการเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายกลับเกิดขึ้นเร็วกว่าการทำการศึกษาความเป็นได้ และความคุ้มค่า (Feasibility Study) ที่รอบคอบ เช่น ไทยประกาศเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า แต่ไม่ได้เตรียมระบบนิเวศของผู้ผลิตชิ้นส่วนให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่าน ทำให้แม้ยอดใช้ EV ในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ชิ้นส่วนสำคัญมูลค่าสูงยังต้องนำเข้า โดยเฉพาะจากจีน

    บทเรียนจากความล้มเหลวและข้อจำกัดที่ผ่านมา ทำให้เห็นชัดว่าการมองความสำเร็จของนโยบายอุตสาหกรรมจาก “ตัวเลขเม็ดเงินลงทุน” เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไป โจทย์ใหม่ของนโยบายอุตสาหกรรมไทย จึงไม่ใช่แค่การถามว่า
    “อุตสาหกรรมไหนทันสมัย ใช้ทุนเยอะ และน่าดึงเข้ามา?”
    แต่ต้องเปลี่ยนคำถามเป็นว่า…
    “เราจะออกแบบการสนับสนุนอย่างไร ให้ผลประโยชน์จากการลงทุนกระจายสู่คนไทย ช่วยเพิ่มทักษะ เพิ่มผลิตภาพ และสร้างอุตสาหกรรมที่แข็งแรงจากข้างในได้จริง?”
    เช่นเดียวกับกรณีที่รัฐบาลชุดก่อนมีแนวคิดผลักดันการเปิดกาสิโนถูกกฎหมาย แต่ไม่มีการประเมินทั้งความคุ้มค่าและผลกระทบด้านลบอย่างจริงจัง6 หากเดินหน้าโดยปราศจากกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ก็มีความเสี่ยงที่ปัญหาใหญ่ เช่น การฟอกเงิน หรือการเสพติดการพนัน ซึ่งจะขาดมาตรการรับมือที่เป็นรูปธรรม

    กางโจทย์เดินเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ เปลี่ยนเป้าจากปริมาณ สู่การสร้าง Good Jobs และมูลค่าเพิ่มแก่คนไทย

    จากโจทย์ข้างต้น สะท้อนว่าภายใต้โมเดลการพัฒนาประเทศในยุคใหม่ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ไขข้อจำกัดเดิมของนโยบายอุตสาหกรรมแม้ที่ผ่านมา นโยบายอุตสาหกรรมจะช่วยส่งเสริมการลงทุนและขยายการส่งออก แต่ยังขาดประสิทธิภาพในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างงานคุณภาพ และกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง ภายใต้แนวทางใหม่นี้ นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ จึงประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ เป้าหมาย เครื่องมือ และกระบวนการดำเนินงาน
    โดยในกรอบนโยบายดั้งเดิมที่ผ่านมา ตัวชี้วัดความสำเร็จของนโยบายอุตสาหกรรมมักถูกยึดโยงกับตัวชี้วัดเชิงปริมาณเป็นหลัก อาทิ มูลค่าการส่งออก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) หรือปริมาณนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวมิได้นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรส่วนใหญ่อย่างทั่วถึง เนื่องจากเสาหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืนอยู่ที่การเสริมสร้างศักยภาพทุนมนุษย์ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประชากรเหล่านั้น
    นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนิยามความสำเร็จ โดยมิได้มุ่งเน้นเพียงการขยายตัวทางของตัวชี้วัดเชิงปริมาณเท่านั้น แต่ต้องผนวกเป้าหมายการสร้าง “งานที่ดี” (Good Jobs) เข้าเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งหมายถึงงานที่มั่นคงสำหรับคนจำนวนมากของประเทศ ที่ให้ผลตอบแทนเพียงพอ เป็นกลไกในการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อการเลื่อนชั้นทางสังคม และเป็นรากฐานสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับมูลค่าเพิ่มและรายได้ของคนไทยอย่างยั่งยืน

    อุตสาหกรรมแห่งอนาคต


    3 รูปแบบการลงทุนในภาคเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง

    และเพื่อแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้แนวคิดนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ที่ได้กล่าวถึงอย่างเป็นรูปธรรม บทความนี้จะนำเสนอ 3 กรณีศึกษาที่มาจากภาคการผลิตจริง (Real Sector) ซึ่งมีความแตกต่างกันในลักษณะของอุตสาหกรรม ดังนี้
    1. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI): กลุ่มนี้ประกอบด้วยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย โดยมากมักเป็นอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น ยานยนต์สมัยใหม่และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
    2. การลงทุนโดยตรงภายในประเทศ (Domestic Direct Investment: DDI): หมายถึงอุตสาหกรรมการผลิตที่ไทยเป็นผู้นำและมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งได้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่งของไทย เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
    3. อุตสาหกรรมภาคบริการ: กลุ่มที่สามนี้มุ่งเน้นไปที่ภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ
    โดยบทความนี้ ได้หยิบเอากรณีศึกษาของการพัฒนา อุตสาหกรรมใหม่ มาแชร์ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เห็นมุมมองในการวางนโยบายขับเคลื่อนที่ควรจะเป็นไปด้วย โดยจะขอยกตัวอย่างในกรณีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB)
    เนื่องจากประเทศไทยกำลังได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของความต้องการ PCB จากภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความน่าดึงดูดนี้เห็นได้ชัดจากตัวเลขการลงทุน โดยมียอดรวมการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 200,000 ล้านบาท ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา
    ที่ผ่านมา นโยบายในอุตสาหกรรม FDI เน้นเป้าหมายด้านปริมาณเม็ดเงินลงทุน โดยการพึ่งพามาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุน ผ่านการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นหลัก แม้ว่านโยบายดังกล่าว จะประสบผลสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอดีต แต่ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาสู่ประเทศรายได้สูง ที่ต้องมุ่งเน้นในเรื่องของการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงนั้น เป้าหมายและนโยบายการดึงดูดการลงทุนแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
    เนื่องจากนโยบายเหล่านี้มีต้นทุนภาษีที่สูงแต่กลับไม่สามารถจูงใจให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูงได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการเร่งด่วนของภาคเอกชนได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดการแย่งชิงแรงงานอย่างรุนแรง

    ดังนั้นโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นเพียงการดึงดูดเงินทุน ไปสู่การให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถในการรองรับของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการเร่งรัดการพัฒนากำลังคนระดับสูง นอกจากนี้ การออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนจะต้องมุ่งเป้าไปยังการดึงดูดการลงทุนเชิงเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนแนวคิดและมาตรการหลักสำหรับอุตสาหกรรม FDI ควรมีการดำเนินการดังต่อไปนี้
    1. การจัดตั้งกลไกการปรึกษาหารือเชิงยุทธศาสตร์กับนักลงทุน: ภาครัฐควรดำเนินการปรึกษาหารือเชิงลึกกับภาคเอกชน เพื่อทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความต้องการและอุปสรรคเชิงปฏิบัติในการยกระดับสู่การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะช่วยให้รัฐสามารถออกแบบบริการภาครัฐที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างแม่นยำและตรงจุด
    2. การลงทุนในทุนมนุษย์ระดับสูง: มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแรงงานขั้นสูง โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการดำเนินการพัฒนาแรงงาน
    3. การจำกัดการใช้มาตรการทางภาษีในระดับที่จำเป็น และเสริมสร้างกลไกการเจรจาต่อรอง: ใช้กลไกการเจรจาต่อรองสิทธิประโยชน์เป็นรายโครงการ ควบคู่กับการให้มาตรการภาษีแบบเดิมที่มีกรอบการส่งเสริมตามกิจกรรมที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นการต่อรองให้นักลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่คนไทยในระดับที่สูงขึ้น
    4. การบูรณาการมาตรการและหน่วยงาน: สร้างการประสานงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐ (อาทิ BOI กับ สกสว.) เพื่อให้มั่นใจว่าการดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาแรงงานเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างสอดคล้อง และสามารถอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ในบทสรุปของบทความนี้ ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ และ ดร.พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิจัย TDRI และผู้เขียนบทความชิ้นนี้ได้เสนอแนะว่า
    “ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เรามักตั้งโจทย์ด้วยการมองหาว่า ‘อะไร’ (What) คือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรม S-Curve หรือ BCG แต่หัวใจสำคัญของนโยบายอุตสาหกรรมยุคใหม่ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การระบุชื่ออุตสาหกรรม หากแต่เป็นการให้ความสำคัญกับกระบวนการว่าเราจะขับเคลื่อนมัน ‘อย่างไร’ (How) นโยบายอุตสาหกรรมจึงเปรียบเสมือนแผนที่นำทาง ที่จะเปลี่ยนศักยภาพเหล่านั้นให้กลายเป็นรูปธรรม นำไปสู่การสร้างงานที่ดี (Good Jobs) และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึง”

    มุมมองที่นำไปปรับใช้ได้จริงในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย

    รวมพลัง 100 นักวิจัยด้านอาหาร ‘RUN TOP100’ นำเสนอโซลูชันขับเคลื่อน อุตสาหกรรมอาหารของไทย ให้ไปได้ไกลกว่าเดิม @ FoodX Premiumization Day 2025

    พิมพ์เขียว 10 เทคโนโลยีลดโลกเดือด อุตสาหกรรมพลังงานใหม่แห่งอนาคต

    อัปเดตแนวทางขับเคลื่อน อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ของไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    Post Views: 147

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/12/11/new-industries-engine-policy-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09TKE-_iDqBp-ZUSfNx2rA

  • ต้องยกเครื่องประเทศไทย ‘เพื่อไทย’ จ่อเปิดตัว ‘แคนดิเดตนายกฯ’ 16 ธ.ค.นี้

    ‘พรรคเพื่อไทย’ ประกาศกำหนดการ เปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 โดยงานจะนำเสนอกรอบวิสัยทัศน์ ‘ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้!’ ซึ่งจะเป็นทิศทางหลักในการตอบโจทย์วิกฤตประเทศทั้งในปัจจุบันและระยะยาว ผ่านกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้และตั้งอยู่บนความเป็นไปได้จริง โดยกรอบวิสัยทัศน์ดังกล่าวแบ่งเป็นสามด้านสำคัญ ได้แก่ 

    เศรษฐกิจ – เน้นการสร้างการเติบโตที่เพียงพอ ลดความเปราะบางของครัวเรือน และลดภาระรายจ่ายของประชาชน เพื่อให้สามารถยืนได้ด้วยตนเองในระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันสูง 

    โครงสร้างพื้นฐาน – ยกระดับระบบพื้นฐานของประเทศให้รองรับการพัฒนาในทศวรรษหน้า ทั้งด้านดิจิทัล คมนาคม การจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจใหม่ 

    คุณภาพชีวิต – ผลักดันนโยบายที่ทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกกลุ่ม มุ่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในระบบ 

    ทั้งสามประเด็นเป็น ‘เงื่อนไขขั้นต่ำ’ ที่ประเทศต้องมี หากต้องการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยวิสัยทัศน์นี้จะเป็นกรอบสำคัญสำหรับการเตรียมการเลือกตั้งและกำหนดทิศทางนโยบายของพรรคในระยะต่อไป 

    งานเปิดตัวจะจัดขึ้นในเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย (Ambience Space) พร้อมถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพรรคในวันและเวลาเดียวกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/the-pheu-thai-party-is-poised-to-unveil-its-prime-minister-candidate&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k1L3k9bMsA14T6I0wE0nU

  • ปี69ศก.โตต่ำสุดรอบ5ปี “ส่งออก-ลงทุน”หดตัว-ท่องเที่ยวแผ่ว

    ปี69ศก.โตต่ำสุดรอบ5ปี “ส่งออก-ลงทุน”หดตัว-ท่องเที่ยวแผ่ว

    วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics  ระบุว่า ttb analytics ประเมินเศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัว 1.6% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดในรอบ 5 ปี จากการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งแม้ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากการขึ้นภาษีนำเข้าศุลกากรของทรัมป์จะไม่รุนแรงอย่างที่เคยประเมินไว้ แต่ปัจจัยชั่วคราวที่เคยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเร่งส่งออกสินค้าซึ่งส่งผลบวกต่อกิจกรรมในภาคส่งออกและภาคอุตสาหกรรมจะทยอยหมดลง ขณะที่แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เคยผลักดันเศรษฐกิจในอดีตก็มีข้อจำกัดในการเติบโต และยังไม่มีตัวไหนเป็นเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญในปี 2569   ประกอบด้วย 1.การชะลอตัวของภาคส่งออกจากหลายสาเหตุ ได้แก่  1. ผลของการเร่งตัวผิดปกติในช่วงต้น (Front-loading) ในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จึงทำให้ปริมาณสต็อกสินค้าในต่างประเทศค่อนข้างสูง 2. การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ จากผลกระทบของภาษีทรัมป์ที่จะเห็นชัดเจนขึ้นในปี 2569 และความกังวลจากภาวะฟองสบู่ในการลงทุนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)  3. ความเสี่ยงจากการถูกตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมภายใต้ข้อกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งจะครอบคลุมกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงจะถูกสวมสิทธิ (Transshipment Risk) และสินค้าที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (Strategic Products) และ 4. การแข่งขันในสินค้าส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ และตลาดหลักอื่นที่จะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จากความเสียเปรียบด้านราคา

    ส่วนปัจจัยลบที่ 2  คือการใช้จ่ายภาครัฐมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง แม้มีการส่งสัญญาณเลือกตั้งใหม่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองคาดว่าจะยังคงอยู่และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในระยะต่อไป ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการภาครัฐจำนวนมากในปีงบประมาณ 2569 แล้ว ยังอาจส่งผลให้การจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีความเสี่ยงที่จะล่าช้าออกไปจากช่วงเวลาปกติ นอกจากนี้ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและความพยายามลดการขาดดุลทางการคลัง จะทำให้พื้นที่ทางการคลังที่เหลืออยู่ถูกดึงไปใช้แก้ไขปัญหาแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อประคองภาพเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    ขณะที่ปัจจัยลบที่ 3. คือการบริโภคภาคเอกชนมีข้อจำกัดในการเติบโตมากขึ้น ส่วนหนึ่งจากเม็ดเงินกระตุ้นการจับจ่ายถูกดึงมาใช้ตั้งแต่ปลายปี 2568 มาจนถึงต้นปี 2569 และอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อประชาชนและเม็ดเงินที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงเกินกว่า 80% ของจีดีพีมาเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 10 ปี จะยังคงบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชนต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้แรงซื้อในหมวดสินค้าคงทน (เช่น รถยนต์และที่อยู่อาศัย) อาจยังไม่สามารถกลับสู่ระดับเดิมเหมือนในอดีต

    ส่วนเสถียรภาพทางการเงิน ttb analytics ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในรอบการประชุมเดือนธันวาคมสู่ระดับ 1.25% ณ สิ้นปี 2568 พร้อมกับการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อลงในปี 2568-2569 มองไปข้างหน้า ttb analytics ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงอยู่ที่ 0.75-1% ณ สิ้นปี 2569 และสำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2569 คาดว่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐมีทิศทางแข็งค่าขึ้นได้บ้างในช่วงครึ่งแรกของปี ตามการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงต่อเนื่องตลอดทั้งปี

    นอกจากนี้ภาคท่องเที่ยวจะยังคงเป็นตัวแปรที่สำคัญ โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 34.5 ล้านคน หรือเติบโต 4.5% จากปีก่อน จากตลาดนักท่องเที่ยวในกลุ่มอินเดีย รัสเซีย และยุโรปที่คาดว่าจะยังขยายตัวได้ สวนทางกับตลาดนักท่องเที่ยวหลัก (อาทิ จีน อาเซียน และเกาหลีใต้) ที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ส่วนหนึ่งจากความสามารถในการดึงดูดการท่องเที่ยวของไทยลดลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และใน มิติของรายได้จากการท่องเที่ยวคาดว่าจะเติบโตเพียง 4% โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปยังต่ำกว่าปี 2562  จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว

    สำหรับมิติของการลงทุนจากต่างชาติยังมีความท้าทายสูง โดยรูปแบบความต้องการลงทุนไม่ได้กระจายไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีห่วงโซ่การผลิตยาวหรืออุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ซึ่งสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในวงกว้างอย่างที่เคยเป็นมา (เช่น ปิโตรเคมี การผลิตยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน เครื่องใช้ไฟฟ้า) แต่กลับมุ่งเป้าลงทุนในอุตสาหกรรมกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการให้บริการด้านเทคโนโลยีที่ยังมีห่วงโซ่การผลิตในประเทศค่อนข้างสั้น อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ (Cloud Infrastructure) และ AI เป็นต้น

    นอกจากนี้โจทย์ท้าทายที่สำคัญของประเทศไทยคือ การยกระดับห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมดั้งเดิมให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมโลกผ่านการเพิ่มกฎเกณฑ์ด้านถิ่นกำเนิด (Local Content / RVC) เพื่อสร้างแรงจูงใจการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งระบบห่วงโซ่การผลิต (System-level Incentive) รวมถึงการเปลี่ยน “มูลค่าการขอรับการสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่” ให้กลายเป็น “มูลค่าการลงทุนจริง” ภายในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะการสร้างความพร้อมด้านทักษะแรงงาน ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความชัดเจนด้านนโยบายภาษีและกฎระเบียบในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/933982&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PxZwaCl9RLEvHmmIgJONF

  • ชัยภูมิเปิดฤดูหนาว “หนาวลม ห่มดาว กอดเขา” ดึง Soft Power ทั่วจังหวัด

    ชัยภูมิเปิดฤดูหนาว “หนาวลม ห่มดาว กอดเขา” ดึง Soft Power ทั่วจังหวัด

    ภูมิภาค

    ชัยภูมิเปิดฤดูหนาว “หนาวลม ห่มดาว กอดเขา” ดึง Soft Power ทั่วจังหวัด

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.54 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่ผาหัวนาค อุทยานแห่งชาติภูแลนคา จังหวัดชัยภูมิ นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็นประธานแถลงข่าวเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูหนาว ภายใต้แนวคิด “หนาวลม ห่มดาว กอดเขา ที่ชัยภูมิ” มุ่งชูเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นผสานทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ เพื่อยกระดับจังหวัดสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจฐานรากในช่วงไฮซีซัน

    บรรยากาศในงานเริ่มต้นด้วยการแสดงวัฒนธรรมชุด “Soft Power ไทคอนสาร” ตามด้วยการแสดงไฮไลต์ “ตีคลีไฟ” ประเพณีเก่าแก่ที่หาชมได้ยาก สร้างความสนใจแก่สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

    การแถลงข่าวครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมประจำพื้นที่ ดังนี้
    อำเภอเมือง – น.ส.สุกัญญา กุลสุวรรณ นายอำเภอเมืองชัยภูมิ ชูเทศกาลสำคัญ ได้แก่ “ตีคลีไฟ”, “ช้างคืนถิ่น กินพาแลง” และกิจกรรมเคาท์ดาวน์บนมอหินขาว อำเภอเกษตรสมบูรณ์ – นายเสกสรร สวัสดิ์ศรี นำเสนอประเพณี “นอนลานตีข้าว” ถ่ายทอดวิถีชีวิตชาวนาไทคอนสาร อำเภอเทพสถิต – นายวรวิทย์ นามมหานวล เชิญเที่ยวเทศกาล “ซับสะเลเต” ดินแดนสายหมอก ทุ่งดอกไม้ และลมหนาวบนขุนเขา อำเภอซับใหญ่ – นายณัฐพศุตม์ โชติจิรศิริกุล เปิดตัว “ทุ่งคอสมอสใต้ทุ่งกังหันลม” แลนด์มาร์กใหม่สำหรับนักถ่ายภาพ

    ด้านการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจ นายจิรศักดิ์ อ่วมอุไร ผอ.ททท.สำนักงานนครราชสีมา เผยกลยุทธ์เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง พร้อมผลักดันอัตลักษณ์สินค้าท้องถิ่น

    ขณะที่ น.ส.กานต์จรัส เอียดทองใส รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ย้ำการพัฒนาของฝากและของที่ระลึก เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน

    ด้านทรัพยากรธรรมชาติ นายเด่น รัตนชัย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูแลนคา เชิญร่วมกิจกรรม “ดูดาว (Dark Sky)” และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภายในเขตอุทยาน

    จังหวัดชัยภูมิมั่นใจว่าฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้จะสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน กระตุ้นรายได้ในพื้นที่ และต่อยอดภาพลักษณ์จังหวัดให้เป็นจุดหมายท่องเที่ยวฤดูหนาวระดับประเทศนายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ กล่าวปิดท้ายว่า “ชัยภูมิไม่ใช่แค่หนาว… แต่เป็นเมืองที่อบอุ่นด้วยวัฒนธรรมและธรรมชาติที่โอบกอดทุกคนที่มาเยือน”

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/458178&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nUQnU4hcjiyo7JUR5gKx_