Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • –

    FooterLogo

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/962723&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AF8V1OQwDUQQSSRpcFNCf

  • Moody’s ยก ‘ไทย’ ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    Moody’s ยก ‘ไทย’ ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    ‘มูดีส์” ชู ‘ประเทศไทย’ ติดท็อป 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด จากการ ‘ปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจแต่เนิ่นๆ’ และ ‘ทุนสำรองที่แข็งแกร่ง’ แต่เตือนให้ระวังหนี้ภาครัฐ

    บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s Ratings ออกบทความเชิงวิเคราะห์ล่าสุดว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่หลายแห่ง ซึ่งรวมถึง “ประเทศไทย” สามารถรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ดีขึ้น โดยไม่เจอการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของต้นทุนความเสี่ยง (risk premium) หรือสูญเสียความสามารถการระดมทุนในตลาด เหมือนวิกฤติที่ผ่านๆ มา

    “ประเทศไทย” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของ 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ ได้แก่ มาเลเซีย อินเดีย ไทย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ที่สามารถรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกตลอด 5 ปีที่ผ่านมาได้ดีขึ้น แม้ต้องเผชิญทั้งวิกฤติโควิด-19 วงจรขึ้นดอกเบี้ยทั่วโลก ความตึงเครียดในภาคธนาคาร และความขัดแย้งด้านการค้า 

    ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ช่วยให้รับมือวิกฤติได้ดีขึ้น มาจาก “การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจตั้งแต่เนิ่นๆ” และการสะสม “กันชนทางการเงิน และทุนสำรองระหว่างประเทศ” รวมถึงสภาพคล่องโลกที่ยังเอื้ออำนวยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้แรงกดดันต่อตลาดสะท้อนผ่าน “การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทน” หรือบอนด์ยีลด์เป็นส่วนใหญ่ มากกว่าจะสะท้อนผ่านการปรับเพิ่มความเสี่ยงเครดิตของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    Moody’s ยก 'ไทย' ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    Moody’s อธิบายว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายแห่งยังเผชิญความผันผวนด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และค่าเงินตามวัฏจักรดอกเบี้ยโลก แต่ส่วนต่างความเสี่ยงเครดิต หรือ risk premum ไม่ได้พุ่งขึ้นรุนแรงเหมือนวิกฤติในอดีต สะท้อนว่าตลาดยังเชื่อมั่นต่อกรอบนโยบายเศรษฐกิจ และความสามารถในการบริหารเสถียรภาพของประเทศเหล่านี้

    รายงานแบ่งประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูง กลุ่มที่ยังยืดหยุ่นแต่มีเงื่อนไข และกลุ่มเปราะบาง โดย 5 ประเทศอย่าง อินเดีย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีผลลัพธ์ดีที่สุด โดยมีการปฏิรูปนโยบายล่วงหน้า โดยเฉพาะด้านกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน การบริหารจัดการหนี้ และการพัฒนาตลาดเงินสกุลท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้สามารถดูดซับแรงกระแทกผ่านกลไกตลาดได้ โดยไม่ลุกลามเป็นวิกฤติด้านเครดิตหรือการระดมทุน

    กราฟนี้แสดงให้เห็นผลงานที่ดีของ 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ดังกล่าว โดยวัดจากความสามารถในการรับแรงกระแทกผ่านตัวชี้วัดตลาด 4 ด้าน ได้แก่ 

    1. ความผันผวนของสเปรดความเสี่ยงพันธบัตรรัฐบาล (Sovereign OAS)
    2. ความผันผวนของส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรเทียบกับสหรัฐ 
    3. การอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยน 
    4. ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น

    Moody’s ยก 'ไทย' ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    ขณะที่ตุรกี อาร์เจนตินา และไนจีเรีย อยู่ในกลุ่มเปราะบางที่สุดโดยเผชิญแรงกดดันตลาดสูงจากข้อจำกัดด้านนโยบาย เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านต่างประเทศ

    ไทยติดกลุ่มท็อป 5 ปฏิรูปเร็ว-กันชนแกร่ง

    Moody’s ยกตัวอย่าง “ไทยและอินเดีย” (เครดิตเรตติ้ง Baa1 แนวโน้มมีเสถียรภาพ) อยู่ในกลุ่มประเทศที่มี “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกมองว่ามีความพร้อมมากที่สุดในการรับมือแรงกระแทกของโลกในอนาคต

    ปัจจัยสำคัญมาจาก “การดำเนินนโยบายสำคัญซึ่งช่วยสนับสนุนเสถียรภาพมาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเกิดความผันผวนในภายหลัง” นอกจากนี้ ยังมีกรอบนโยบายการเงินที่มีความชัดเจน และคาดการณ์ได้ เงินเฟ้ออยู่ภายในกรอบที่คาดการณ์เอาไว้ และอัตราแลกเปลี่ยนสามารถยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ความผันผวนของค่าเงินจะลุกลามไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ หรือบีบให้ต้องเปลี่ยนนโยบายแบบฉับพลัน

    Moody’s ยก 'ไทย' ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    ทั้งสองประเทศยังมีจุดเด่นเรื่อง “กันชนที่แข็งแกร่ง และเข้าถึงได้” อินเดียพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายในประเทศ โดยมีตลาดภายในที่ลึก และทุนสำรองขนาดใหญ่ ขณะที่ไทยได้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งภายนอก จากฐานะดุลการชำระเงินระยะยาวที่แข็งแรง และหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ 

    อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้ที่ค่อนข้างสูง และดุลการคลังที่อ่อนแอของอินเดีย จำกัดพื้นที่ในการตอบสนองต่อแรงกระแทกต่อเนื่อง ขณะที่ในส่วนของไทยนั้น “ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น” มีความเสี่ยงที่จะลดทอนความสามารถในการรับมือกับวิกฤติในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1232661&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dz5QiLBLJ3iBWrbzKhX6h

  • อีก 75 ปี เศรษฐกิจ-ประชากรกัมพูชามีโอกาสแซงหน้าไทย?

    อีก 75 ปี เศรษฐกิจ-ประชากรกัมพูชามีโอกาสแซงหน้าไทย?

    อดีตประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชาเผย อีก 75 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจและประชากรของกัมพูชาอาจแซงหน้าประเทศไทยได้

    วันที่ 6 พ.ค. 69 เคซีย์ บาร์เน็ตต์ อดีตประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชา กล่าวว่า ในอีก 75 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจและประชากรของกัมพูชาอาจแซงหน้าไทยได้ หากกัมพูชาดำเนินนโยบายที่ถูกต้อง

    บาร์เน็ตต์กล่าวว่า หนึ่งในเหตุผลที่ไทยกล้ารุกรานกัมพูชาคือช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ แต่ช่องว่างนั้นกำลังแคบลง

    ปีที่แล้ว เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.1% ในขณะที่เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตอย่างน้อย 4.8% ตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2025 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของกัมพูชาเติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปี ในขณะที่ GDP ไทยเติบโตเพียง 2% ต่อปี

    FB/Casey Barnett
    อีก 75 ปี เศรษฐกิจ-ประชากรกัมพูชามีโอกาสแซงหน้าไทย?

    บาร์เน็ตต์บอกว่า “เศรษฐกิจของกัมพูชาพึ่งพาแรงงานเป็นหลัก ในขณะที่ไทยมีประชากรมากกว่า แต่ช่องว่างด้านประชากรของกัมพูชากำลังแคบลง”

    ปีที่แล้ว ไทยมีอัตราการเกิด 1.2 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ในขณะที่กัมพูชามี 2.5 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน หากอัตราการเกิดของกัมพูชายังคงอยู่ที่ 2.5 ต่อไป กัมพูชาจะมีประชากรมากกว่าประเทศไทยในอีก 75 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เขากล่าวเสริมว่าอัตราการเกิดของกัมพูชาลดลงจาก 3.8 ในปี 2000 เหลือ 2.5 ในปี 2025

    องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า อัตราการเกิดของกัมพูชาจะลดลงเหลือ 1.8 ภายในปี 2100

    หากอัตราการเกิดของกัมพูชาลดลงตามที่องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ บาร์เน็ตต์เชื่อว่า กัมพูชาจะล้าหลังประเทศไทยไปตลอดกาล เขาชี้ว่า เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางดินแดน กัมพูชาต้องใช้มาตรการเพื่อรักษาอัตราการเกิด ตามประสบการณ์ของบางประเทศในยุโรป เมื่ออัตราการเกิดลดลงเหลือ 1.5 จะเป็นการยากที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    บาร์เน็ตต์เสนอมาตรการเชิงนโยบาย 6 ข้อที่เขาเชื่อว่าจะเพิ่มจำนวนประชากรและกำลังแรงงาน โดยการให้ลาคลอด 6 เดือน รัฐบาลสามารถขยายเวลาลาคลอดจาก 3 เดือนเป็น 6 เดือน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนสุขภาพและการพัฒนาสมองของเด็กผ่านช่วงเวลาการให้นมบุตรที่ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้หญิงอยู่ในกำลังแรงงานต่อไป และประเทศจะได้รับประโยชน์จากแรงงานและผลิตภาพของพวกเธอ

    การจัดหาคูปองมูลค่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 บาท) สำหรับค่าเลี้ยงดูเด็กก่อนวัยเรียน สำนักงานประกันสังคมแห่งชาติ (NSSA) ควรออกบัตรกำนัลดิจิทัลมูลค่า 100 ดอลลาร์สำหรับเด็กแรกเกิดทุกคน เดือนละ 1 ใบ และสำหรับเด็กอายุ 13 เดือนถึง 69 เดือน บัตรกำนัลเหล่านี้สามารถมอบให้กับศูนย์ดูแลเด็กเอกชนหรือโรงเรียนอนุบาล โดยผู้ปกครองสามารถยื่นบัตรกำนัลเหล่านี้ต่อ NSSA เพื่อชำระเงิน

    การอนุญาตให้ใช้บัตรกำนัลเหล่านี้มีความสำคัญสำหรับการชำระค่าเลี้ยงดูเด็กเอกชน ในการทดลองก่อนหน้านี้ในกัมพูชา บัตรกำนัลถูกใช้สำหรับศูนย์ดูแลเด็กของรัฐบาลหรือเอกชน อย่างไรก็ตาม การใช้บัตรกำนัลมีเพียง 5.4% เท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ในประเทศอื่น ๆ ที่อนุญาตให้ผู้ปกครองเลือกสถานที่ในโรงเรียนอนุบาลเอกชน การใช้บัตรกำนัลสูงกว่า 66%

    ผู้ปกครองควรได้รับอนุญาตให้เลือกศูนย์ดูแลเด็กเอกชนที่พวกเขาคิดว่าดีที่สุดสำหรับพวกเขา หากนำวิธีการนี้ไปใช้ การใช้บัตรกำนัลอาจเพิ่มขึ้น 15%

    ขณะเดียวกัน แม้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ให้การสนับสนุนสตรีมีครรภ์ในการคลอดบุตร แต่ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะมีบุตรยากเพื่อช่วยให้สตรีตั้งครรภ์ได้ ปัจจุบันสตรีในกัมพูชามีการศึกษามากขึ้นและมีอาชีพการงานที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งหมายความว่าสตรีจำนวนมากขึ้นมีบุตรในวัยที่สูงขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพสำหรับสตรีบางคน

    ดังนั้น กัมพูชาสามารถช่วยรักษาระดับอัตราการเจริญพันธุ์ของประชากรได้โดยการครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะมีบุตรยาก

    การให้เงินโบนัส 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 97,000 บาท) แก่คู่สมรสที่มีบุตรคนที่ 3 และ 4 ขึ้นไป งานวิจัยในประเทศอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่า เงินโบนัสสำหรับบุตรคนแรกไม่ได้เพิ่มอัตราการเกิด แต่ทำให้พ่อแม่มีบุตรคนแรกเร็วขึ้น ในทางกลับกัน เงินโบนัสและการสนับสนุนสำหรับการมีบุตรคนที่ 2 หรือ 3 อาจมีประสิทธิภาพในการเพิ่มอัตราการเกิด

    นอกจากนี้ เพื่อรักษาระดับอัตราการเกิดและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ บาร์เน็ตต์มองว่า กัมพูชาควรหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร หากชายชาวกัมพูชาอายุ 18 ปีทุกคนต้องเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา  2 ปี จะส่งผลให้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลงทันที 0.5% ต่อปี หากมีชาย 300,000 คนถูกดึงออกจากกำลังแรงงาน

    ไม่เพียงเท่านั้น การเกณฑ์ทหารยังส่งผลให้ผลิตภาพในชีวิตและรายได้ลดลง การเกณฑ์ทหารยังทำให้คนหนุ่มสาวพลาดโอกาสในการศึกษาต่อในสาขาที่ตนเองต้องการ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและวิศวกรรม นอกจากนี้ ยังพบว่าการรับราชการทหารยังส่งผลให้การแต่งงานล่าช้าอีกด้วย

    การดึงดูดชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ต่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญบางส่วนให้กลับมายังกัมพูชา เนื่องจากอัตราการอพยพที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้กัมพูชาสูญเสียแรงงานไปมากถึง 30,000 คน ชาวกัมพูชาที่มีการศึกษาสูงส่วนใหญ่อาศัยอยู่ต่างประเทศ โดยประมาณ 360,000 คนอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา

    เพื่อดึงดูดชาวกัมพูชาให้กลับมายังประเทศ สถานทูตกัมพูชาในต่างประเทศแต่ละแห่งควรกำหนดเป้าหมาย KPI ในการออกหนังสือเดินทางให้กับชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งในแต่ละปี การทำเช่นนี้จะช่วยให้สถานทูตกัมพูชาสามารถดำเนินการเชิงรุกในการส่งเสริมและดึงดูดชาวกัมพูชาให้กลับมาได้

    กัมพูชายังต้องการดึงดูดแรงงานที่มีการศึกษาและทักษะสูงจากประเทศอื่น ๆ ด้วย โดยกัมพูชาอาจออกวีซ่า 10 ปีและวีซ่าถาวรสำหรับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศพัฒนาแล้วที่ได้รับการคัดเลือก

    ปัจจุบัน กัมพูชาออกวีซ่าได้เพียง 1 ปี และบางครั้งก็ยากที่จะขอวีซ่าสำหรับคู่สมรสหรือญาติคนอื่น ๆ

    ในขณะเดียวกัน กัมพูชาอาจยกเลิกโควตาแรงงานสำหรับชาวต่างชาติที่จัดตั้งธุรกิจในประเทศโดยมีพนักงานน้อยกว่า 20 คน

    บาร์เน็ตสรุปว่า เพื่อเป็นทุนสนับสนุนนโยบายเหล่านี้ กัมพูชาอาจเพิ่มภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปีและขยายการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปทั่วประเทศ

    ปัจจุบัน ภาษีทรัพย์สินประจำปีอยู่ที่เพียง 0.1% ของ 80% ของมูลค่าตลาดของทรัพย์สิน ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกา ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปีมีตั้งแต่ 0.5% ถึง 2%

    เรียบเรียงจาก Khmer Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/274821&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21vyLK5E_pl8FcF6SWClQs

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 1 ปี 2569

    แถลงข่าวเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 1 ปี 2569

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 1 ปี 2569

    rn

     

    rn”}}” id=”text-8f33b36a1a”>

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 1 ปี 2569

    รายได้เกษตรกร หดตัวต่อเนื่อง จากราคาอ้อยขั้นต้นลดลงมาก ตามผลผลิตโลกที่เพิ่มขึ้น และราคาข้าวเปลือกเจ้าหดตัวต่อเนื่อง ตามความต้องการส่งออกที่ลดลง ส่วนผลผลิตขยายตัว ตามผลผลิตอ้อยที่เพิ่มขึ้นเพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับผลผลิตบางส่วนเลื่อนมาเก็บเกี่ยวในไตรมาสนี้ หลังเกิดอุทกภัยในบางพื้นที่เมื่อปลายปีก่อน

    rn

     

    rn

    ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวมาก จากการผลิตน้ำตาลเป็นสำคัญ ตามปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้น และเลื่อนมาเข้าหีบช่วงนี้ ด้านการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ สมาร์ทโฟน และรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การผลิตเครื่องดื่มลดลงตามสต็อกที่สูง การผลิตสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มลดลงตามอุปสงค์ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

    rn

     

    rn

    การท่องเที่ยว หดตัวเล็กน้อย ตามความต้องการท่องเที่ยวที่ลดลงมากในช่วงปลายไตรมาส จากผลของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และปัญหาฝุ่นควัน ขณะที่ช่วงต้นไตรมาสจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติขยายตัวได้ดี โดยชาวไทยขยายตัวตามกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น เช่น กีฬามหาวิทยาลัย และคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ด้านชาวต่างเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในช่วงตรุษจีน

    rn

     

    rn

    การอุปโภคบริโภค หดตัวมาก จากการใช้จ่ายหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค หลังหมดมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ ประกอบกับกำลังซื้อยังอ่อนแอ หมวดยานยนต์หดตัว ตามยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า หลังสิ้นสุดมาตรการ EV3.0 รวมทั้งหมวดบริการลดลงตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงในช่วงปลายไตรมาส จากความกังวลต่อการขาดแคลนน้ำมัน

    rn

     

    rn

    การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว จากฐานต่ำในช่วงก่อนหน้า และยังไม่สะท้อนทิศทางที่ดีขึ้น โดยขยายตัวในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าทุน ในกลุ่มผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากฐานต่ำ ด้านการลงทุนก่อสร้างทรงตัวในระดับต่ำ แม้ยอดขายวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากการเร่งซื้อก่อนปรับขึ้นราคา

    rn

     

    rn

    การค้าผ่านด่านศุลกากร หดตัว ตามการนำเข้าเหล็กและแร่จากเมียนมาหดตัว หลังจากเร่งไปในช่วงก่อน อย่างไรก็ดี การส่งออกขยายตัวได้ จากการส่งออกผลไม้ไปจีน และน้ำมันเชื้อเพลิงไปลาว ขณะที่การส่งออกไปเมียนมาหดตัวต่อเนื่องเกือบทุกหมวดสินค้า อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องสำอาง และเครื่องแต่งกาย จากผลของสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อ ติดลบมากขึ้น ตามราคาหมวดพลังงานและหมวดอาหารสดที่ลดลง โดยผลของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกระทบเฉพาะช่วงปลายไตรมาส

    rn

     

    rn

    ตลาดแรงงาน กลับมาหดตัว สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 กลับมาหดตัว โดยความต้องการจ้างงานลดลงเกือบทุกจังหวัด ตามภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว 

    rn

     

    rn

    แนวโน้มไตรมาส 2 ปี 2569 คาดว่าหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการบริโภค ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ขณะที่ค่าใช้จ่ายเดินทางที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการท่องเที่ยวลดลง รายได้เกษตรกรหดตัวต่อเนื่องจากด้านราคา การผลิตลดลงเล็กน้อยโดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยตามอุปสงค์ต่างประเทศที่ลดลง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐชะลอลง ทั้งนี้ ต้องติดตามประเด็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงาน รายได้เกษตรกรและการจ้างงาน รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
    rn

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn

    rn

    6 พฤษภาคม 2569

    rn

     

    rn”}}” id=”text-3777acced8″>

    รายได้เกษตรกร หดตัวต่อเนื่อง จากราคาอ้อยขั้นต้นลดลงมาก ตามผลผลิตโลกที่เพิ่มขึ้น และราคาข้าวเปลือกเจ้าหดตัวต่อเนื่อง ตามความต้องการส่งออกที่ลดลง ส่วนผลผลิตขยายตัว ตามผลผลิตอ้อยที่เพิ่มขึ้นเพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับผลผลิตบางส่วนเลื่อนมาเก็บเกี่ยวในไตรมาสนี้ หลังเกิดอุทกภัยในบางพื้นที่เมื่อปลายปีก่อน

    ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวมาก จากการผลิตน้ำตาลเป็นสำคัญ ตามปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้น และเลื่อนมาเข้าหีบช่วงนี้ ด้านการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ สมาร์ทโฟน และรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การผลิตเครื่องดื่มลดลงตามสต็อกที่สูง การผลิตสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มลดลงตามอุปสงค์ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

    การท่องเที่ยว หดตัวเล็กน้อย ตามความต้องการท่องเที่ยวที่ลดลงมากในช่วงปลายไตรมาส จากผลของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และปัญหาฝุ่นควัน ขณะที่ช่วงต้นไตรมาสจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติขยายตัวได้ดี โดยชาวไทยขยายตัวตามกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น เช่น กีฬามหาวิทยาลัย และคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ด้านชาวต่างเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในช่วงตรุษจีน

    การอุปโภคบริโภค หดตัวมาก จากการใช้จ่ายหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค หลังหมดมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ ประกอบกับกำลังซื้อยังอ่อนแอ หมวดยานยนต์หดตัว ตามยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า หลังสิ้นสุดมาตรการ EV3.0 รวมทั้งหมวดบริการลดลงตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงในช่วงปลายไตรมาส จากความกังวลต่อการขาดแคลนน้ำมัน

    การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว จากฐานต่ำในช่วงก่อนหน้า และยังไม่สะท้อนทิศทางที่ดีขึ้น โดยขยายตัวในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าทุน ในกลุ่มผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากฐานต่ำ ด้านการลงทุนก่อสร้างทรงตัวในระดับต่ำ แม้ยอดขายวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากการเร่งซื้อก่อนปรับขึ้นราคา

    การค้าผ่านด่านศุลกากร หดตัว ตามการนำเข้าเหล็กและแร่จากเมียนมาหดตัว หลังจากเร่งไปในช่วงก่อน อย่างไรก็ดี การส่งออกขยายตัวได้ จากการส่งออกผลไม้ไปจีน และน้ำมันเชื้อเพลิงไปลาว ขณะที่การส่งออกไปเมียนมาหดตัวต่อเนื่องเกือบทุกหมวดสินค้า อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องสำอาง และเครื่องแต่งกาย จากผลของสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน

    อัตราเงินเฟ้อ ติดลบมากขึ้น ตามราคาหมวดพลังงานและหมวดอาหารสดที่ลดลง โดยผลของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกระทบเฉพาะช่วงปลายไตรมาส

    ตลาดแรงงาน กลับมาหดตัว สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 กลับมาหดตัว โดยความต้องการจ้างงานลดลงเกือบทุกจังหวัด ตามภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว 

    แนวโน้มไตรมาส 2 ปี 2569 คาดว่าหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการบริโภค ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ขณะที่ค่าใช้จ่ายเดินทางที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการท่องเที่ยวลดลง รายได้เกษตรกรหดตัวต่อเนื่องจากด้านราคา การผลิตลดลงเล็กน้อยโดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยตามอุปสงค์ต่างประเทศที่ลดลง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐชะลอลง ทั้งนี้ ต้องติดตามประเด็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงาน รายได้เกษตรกรและการจ้างงาน รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    6 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/northern-economy/the-state-of-northern-economy/Northern_2569Q1_Press_All.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0U5FKez8ROkzP1diYuk2DL

  • “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์”  90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย

    “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย

    “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” นำผลศึกษาเดิมมาอัปเดตใหม่ สะท้อนปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่กระทบเศรษฐกิจโลก  ยึดเส้น 90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย

    วันที่ 6 พ.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินงานการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการดังกล่าว ว่าการดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับสังคมในมิติทางเศรษฐกิจภาพรวม เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาที่ครอบคลุมมิติที่กว้างขึ้น 

    นายเอกนิติกล่าวว่า การที่ได้รับมอบหมายให้เป็นแม่งานในครั้งนี้ เนื่องจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูมิติทางเศรษฐกิจและสังคมภายใต้การกำกับดูแล ซึ่งสภาพัฒน์ได้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการชุดนี้ 

    นายเอกนิติกล่าวว่า ในการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ครั้งนี้มีโจทย์สำคัญคือการประเมินผลทุกมิติ ทั้งความเป็นไปได้ และผลกระทบในมิติต่างๆ ภายใต้กรอบเวลาดำเนินการ 90 วัน 

    สำหรับการดำเนินงานจะไม่ใช่การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่คณะกรรมการจะนำผลการศึกษาเหล่านั้นมาปรับปรุงให้ทันสมัย อัปเดตมากขึ้น โดยนำบริบทโลกปัจจุบันมาเป็นสมมติฐานเพิ่มเติม โดยเฉพาะปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) รวมทั้งสถานการณ์สงคราม และปัญหาการเดินทางผ่านช่องแคบต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งผลการศึกษาในอดีตอาจยังไม่ได้นำปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณาอย่างครบถ้วน รอบคอบและครอบคลุมทุกมิติ ทั้งในด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และความพึงพอใจของชุมชนในพื้นที่ เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อประเทศ 

    “ผมยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดในฐานะคนไทยคนหนึ่ง โดยยึดหลักความโปร่งใสและตรงไปตรงมา เพื่อให้การศึกษาครั้งนี้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย” นายเอกนิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2930937&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ov0inLfT4ViieZctK5B2K

  • นักวิชาการ แนะ ‘สกร.’ ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    นักวิชาการ แนะ ‘สกร.’ ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    ‘สมพงษ์ จิตระดับ’ นักวิชาการด้านการศึกษา แนะ ‘สกร.’ ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีส.ส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลถึงความล้าหลังของหลักสูตร กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ล่าสุดนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้สั่งการให้ นางสาวเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ตนเห็นด้วยกับข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ปัจจุบัน สกร. ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน ซึ่งใช้กับทุกโรงเรียน และทุกระบบการศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ปรับปรุงล่าสุด ปี พ.ศ.2551 ส่งผลให้ตัวหลักสูตรมีความล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นหลักสูตรที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่จะวัดในเรื่องของความจำผู้เรียน เพื่อนำไปสอบและได้รับประกาศนียบัตร

    “สกร. มีหน้าที่หลักในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มุ่งเน้นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะอาชีพ ยกระดับการศึกษาให้ประชาชนทุกช่วงอายุ สามารถเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียม อย่างมีคุณภาพตามกฎหมาย เป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่น เรียนเพื่ออัพสกิล รีสกิล แต่หลักสูตรของ สกร.ตอนนี้อิงกับการศึกษาในระบบมากเกินไป หนังสือเรียนไม่มีความทันสมัย ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพ” สมพงษ์ กล่าว

     นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ถือเป็นโอกาศที่สำคัญ ให้สกร.ปรับปรุงหลักสูตรและหนังสือเรียนใหม่ เพราะว่าในอนาคตการศึกษาตลอดชีวิตที่มีความยืดหยุ่นจะเป็นแกนนำสำคัญของระบบการเรียนรู้ยุคใหม่ โดยการแก้ไขปัญหานี้ ควรนำหลักสูตรปี พ.ศ.2551 สามารถเป็นพื้นฐานแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์ จะต้องมีการออกแบบหลักสูตรเองโดย ยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้เรียนได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อได้รับประกาศนียบัตรหรือวุฒิการศึกษาเท่านั้น

     “ผมเชื่อ นางเกศทิพย์ อธิบดีสกร. เป็นนักวิชาการที่ทันสมัยและเป็นคนรุ่นใหม่ จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ แต่อยากให้ลองยกเครื่องเรื่องระบบหลักสูตรของ สกร. ใหม่ เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพการเรียนรู้สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ทั่งนี้จุดเด่นของ สกร. มีพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 เป็นของตัวเอง และเป็นกฎหมายที่มีความทันสมัย นำหน้า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่ถ้าหนังสือเรียนยังไม่มีความทันสมัยตามไปด้วย ก็อาจทำให้การพัฒนาการจัดการศึกษา ไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่”สมพงษ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1232648&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y1ulC937xTuMWDE_ttl39

  • นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

    6 พ.ค. 2569 นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีสส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลถึงความล้าหลังของหลักสูตร กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ล่าสุดนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้สั่งการให้ นางสาวเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ตนเห็นด้วยกับข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ปัจจุบัน สกร. ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน ซึ่งใช้กับทุกโรงเรียน และทุกระบบการศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ปรับปรุงล่าสุด ปี พ.ศ.2551 ส่งผลให้ตัวหลักสูตรมีความล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นหลักสูตรที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่จะวัดในเรื่องของความจำผู้เรียน เพื่อนำไปสอบและได้รับประกาศนียบัตร

    “สกร. มีหน้าที่หลักในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มุ่งเน้นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะอาชีพ ยกระดับการศึกษาให้ประชาชนทุกช่วงอายุ สามารถเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียม อย่างมีคุณภาพตามกฎหมาย เป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่น เรียนเพื่ออัพสกิล รีสกิล แต่หลักสูตรของ สกร.ตอนนี้อิงกับการศึกษาในระบบมากเกินไป หนังสือเรียนไม่มีความทันสมัย ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพ” สมพงษ์ กล่าว

    สมพงษ์ จิตระดับ

    นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ถือเป็นโอกาศที่สำคัญ ให้สกร.ปรับปรุงหลักสูตรและหนังสือเรียนใหม่ เพราะว่าในอนาคตการศึกษาตลอดชีวิตที่มีความยืดหยุ่นจะเป็นแกนนำสำคัญของระบบการเรียนรู้ยุคใหม่ โดยการแก้ไขปัญหานี้ ควรนำหลักสูตรปี พ.ศ.2551 สามารถเป็นพื้นฐานแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์ จะต้องมีการออกแบบหลักสูตรเองโดย ยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้เรียนได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อได้รับประกาศนียบัตรหรือวุฒิการศึกษาเท่านั้น

    “ผมเชื่อ นางเกศทิพย์ อธิบดีสกร. เป็นนักวิชาการที่ทันสมัยและเป็นคนรุ่นใหม่ จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ แต่อยากให้ลองยกเครื่องเรื่องระบบหลักสูตรของ สกร. ใหม่ เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพการเรียนรู้สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ทั่งนี้จุดเด่นของ สกร. มีพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 เป็นของตัวเอง และเป็นกฎหมายที่มีความทันสมัย นำหน้า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่ถ้าหนังสือเรียนยังไม่มีความทันสมัยตามไปด้วย ก็อาจทำให้การพัฒนาการจัดการศึกษา ไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่” สมพงษ์ กล่าว

    สมพงษ์ จิตระดับ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962712&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aaadQTqZSVIx0bqwC4Ip1

  • ‘หนู’ ถอยตั้งหลัก มึนใช้แลนด์บริดจ์ขนผัก

    ‘หนู’ ถอยตั้งหลัก มึนใช้แลนด์บริดจ์ขนผัก

    หลังรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ออกตัวแรงล้อฟรีเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง โดยให้ ‘โกเกี๊ยะ’ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นตัวขับเคลื่อน

    แต่บังเอิญ ‘โกเกี๊ยะ’ เพิ่งเสียทรงจากการแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนมาหมาดๆ ยังล้างคราบน้ำมันออกจากตัวไม่หมด เมื่อมาหยิบจับโครงการมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ที่มีคำถามในตัวมากมาย แถมยังเร่งรีบรุกลี้รุกรนจนเกินงามอีกต่างหาก

    การปัดฝุ่นโครงการแลนด์บริดจ์ ที่เป็นนโยบายหาเสียงเก่าของ ภท.ตั้งแต่ปี 2562 จึงเรียกเสียงต้านจากรอบทิศทาง เป็นกึ่งๆ มาฆบูชาการเมือง ของกลุ่มปกป้องสิ่งแวดล้อมและหวงแหนแผ่นดินเกิด ไม่ให้นำไปประเคนต่างชาติ

    สารพัดข้อมูลในเชิงผลกระทบ จึงทะลักออกมาจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ถูกนำมาตีแผ่บนหน้าสื่อ เผยแพร่ให้อ่านกันว่อนโลกโซเชี่ยล โดยเฉพาะการเปิดไส้ในร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ที่ไปก๊อปปี้ พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC มาทั้งดุ้น

    โดยบทเรียนจาก EEC นั้น นรเศรษฐ์ ปรัชยากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ออกมาทักท้วงโครงการแลนด์บริดจ์ และเสนอเป็นญัตติเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นว่า EEC ทำให้ภาคตะวันออกตอนนี้ แทบจะกลายเป็นแหล่ง “กลุ่มทุนศูนย์เหรียญ” ไปแล้ว เพราะกฎหมายต่างๆ สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก

    ด้านฝ่ายค้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) ประธานวิปฝ่ายค้าน ก็ประกาศจับตามองโครงการนี้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดกับ พ.ร.บ. SEC ซ้ำรอย พ.ร.บ.EEC จึงจะเสนอญัตติให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาผลกระทบเพื่อประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.SEC ต่อไป

    จากกระแสรุมต้านและการตั้งคำถามแบบรัวๆ ข้างต้น ทำให้รัฐบาลอนุทิน 2 ยอมรั้งม้า ลดความเร็วโครงการลง โดยถอยกลับมาตั้งหลักให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา 90 วัน พร้อมเปลี่ยนตัวผู้เล่นจาก ‘โกเกี๊ยะ’ มาใช้บริการ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯ และ รมว.คลัง ซึ่งเป็นยาสามัญประจำครม.แทน  

    ขณะที่รองนายกฯ พิพัฒน์ ซึ่งนาทีนี้มีปัญหาภาพลักษณ์ ช้ำเลือดช้ำหนองไปแล้ว ก็ถือโอกาสถอยห่างออกจากโครงการแลนด์บริดจ์ไป ด้วยการยกเลิกแผนการลงพื้นที่ จ.ชุมพร ระนอง ในวันที่ 8 พ.ค.นี้ อ้างเพื่อรอผลการศึกษาออกมาก่อน

    เอาเป็นว่า งานนี้รัฐบาลอนุทิน 2 ยังไม่พับแผนโครงการแลนด์บริดจ์ แค่ซื้อเวลาหรือถอยตั้งหลัก เพื่อรอรุกไปข้างหน้าต่อในเวลาที่เหมาะสม แต่ที่ฟังแล้วรู้สึกแปร่งๆ คือ สุ้มเสียงนายกฯ อนุทิน อธิบายเหตุผลที่ต้องมีโครงการนี้ไปอีกทางว่า

    “อย่างที่ผมเคยพูด เราไม่มีน้ำมัน แต่เรามีอาหาร ทุกๆ วันนี้ประเทศไทยก็ต้องเริ่มที่จะหันไปขายความมั่นคงทางอาหารให้กับทั่วโลก เพราะฉนั้น โครงการแบบนี้จะทำให้ระบบการขนส่ง ถ้าอาหารของเราเป็นอาหารสด เป็นผลไม้ เป็นพืชผลทางการเกษตร ถ้ามีโครงการแลนด์บริดจ์ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ไปถึงที่หมายปลายทางได้เร็วกว่าเส้นทางเดิมหรือเปล่า”

    ตกลงโครงการแลนด์บริดจ์ มีเรื่องการขนผัก ผลไม้ อาหารสดรวมอยู่ด้วย คิดเร็วๆ คงไม่ต่างจากรถไฟความเร็วสูงจากเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ที่มีอดีตนายกฯ หญิงคนหนึ่งอธิบายไว้ แต่ตอนนั้น กลับเรียกเสียงขบขัน กลั้นหัวเราะกันไปทั้งเมือง

    สุดท้ายคงต้องรอผลศึกษาให้ชัดๆ แล้วค่อยมาสรุปกันอีกที แต่ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ทำหรือไม่ทำ เพื่อให้เกิดฉันทามติร่วมกัน สว.นรเศรษฐ์ เสนอให้ทำประชามติใน 2 ระดับ คือ ถามคนทั้งประเทศและถามคนในพื้นที่ด้วย

    สรุปประชามติ น่าจะเป็นทางออกที่ประเสริฐของเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออาจไปไกลถึงขั้นเดินย่ำรอยโรงงานแทนทาลั่ม บนเกาะภูเก็ต ที่เหตุจราจลจะครบ 40 ปี วันที่ 23 มิ.ย.นี้ พอดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/deep-space/deep-space-landbridge-delay-90-days-anutin&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14dpGAF2p8BKEJ2gVDAm90

  • ยกเลิก MOU44 ทำได้ทันที! แต่อาจมีผลเสียตามมา ‘กัมพูชา’ ได้เปรียบ 3 เด้ง! | เดลินิวส์

    ยกเลิก MOU44 ทำได้ทันที! แต่อาจมีผลเสียตามมา ‘กัมพูชา’ ได้เปรียบ 3 เด้ง! | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 พ.ค.69 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตทูต โพสต์ว่ารัฐบาลเอาเรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู 44 (MOU44) เข้า ครม.วันนี้ รวมทั้งบอกว่าสามารถทำได้ทันที โดยเหตุผลหลักคือผ่านมา 20 กว่าปีแล้วไม่มีความคืบหน้า และยังได้ยินว่าจะหันไปใช้แนวทางอื่นในกรอบ UNCLOS แทน

    แม้ที่พูดมานี่จะไม่ได้ผิดความจริงเสียทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้บอกข้อมูลความจริงแก่ประชาชนให้ทราบเข้าใจทั้งหมด

    ประการแรก MOU 44 มีสถานะเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ การบอกเลิกก่อนฝ่ายเดียวนั้น แม้จะบอกได้ แต่ก็ขึ้นกับอีกฝ่ายด้วยว่าเขาจะยินยอมพร้อมใจยกเลิกด้วยหรือเปล่า

    และฝ่ายที่บอกเลิกก่อน หากไม่มีเหตุผลที่ดีเพียงพอย่อมมีความเสี่ยงที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในแง่ความชอบธรรมตามกฏหมายระหว่างประเทศ และความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศด้วย

    อธิบายง่ายๆ ในแง่นี้กฏหมายระหว่างประเทศกับกฏหมายภายในก็คล้ายกัน สมมุติว่านาย ก. ไปทำสัญญาลงทุนกับนาย ข. แล้วโครงการไม่คืบหน้า นาย ก. เลยบอกเลิกสัญญาที่ทำกันไว้ มันก็ขึ้นกับนาย ข. เช่นกันว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ และที่บอกล่าช้านั้น มันเป็นเพราะสาเหตุใดแน่ ?

    ซึ่งถ้าเขาไม่เห็นด้วย เขาก็ไปฟ้องศาลได้  ดังนั้นที่รัฐบาลบอกว่าทำได้ทันทีนั้น ควรต้องบอกให้ชัดว่าแม้จะบอกเลิกได้ แต่จะมีผลตามมาเช่นไรหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

    สิ่งที่คนไทยไม่น้อยอาจไม่รู้ หรือหลงลืมคือ ตอนที่ทำ MOU นี้ เมื่อปี 2544 นั้น ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งในทุกด้าน ได้รับการยอมรับจากโลก มีสถานะเป็นผู้นำอาเซียน ในขณะที่กัมพูชายังอ่อนแอจากสงครามกลางเมืองนับสิบปี และเพิ่งเริ่มฟื้นตัว ที่ทำให้กัมพูชาต้องพึ่งพาไทยค่อนข้างมากในช่วงนั้น

    และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ในที่สุดกัมพูชายอมเจรจาเรื่องเส้นอ้างสิทธิในใหล่ทวีปที่ทับซ้อนกัน (ที่เขาลากผ่านเกาะกูดของไทย) ซึ่งเคยมีการเจรจากันมานานแล้วร่วม 30 ปีก่อนหน้า 2544 โดยฝ่ายกัมพูชาบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเจรจาเรื่องนี้มาโดยตลอด

    แต่การที่กัมพูชายอมลงนาม MOU 44 คือจุดเปลี่ยน ที่บังคับให้กัมพูชาต้องมาเจรจาแก้ไขเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปที่ลากผ่านเกาะกูด ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของฝ่ายไทย และความคืบหน้าสำคัญในเรื่องนี้

    นอกจากนี้ยังเป็นการผูกมัดให้กัมพูชาแก้ไขปัญหานี้ด้วยการเจรจาทวิภาคี ไม่ไปใช้ช่องทางหรือเวทีระหว่างประเทศอื่นๆ ด้วย

    ตัดฉากมาวันนึ้ รัฐบาลบอกว่าจะยกเลิก MOU 44 โดยบอกว่าเพราะไม่มีความคืบหน้า แต่ไม่ได้อธิบายประชาชนชาวไทยให้ชัดว่าไม่คืบหน้าเพราะเหตุใดแน่

    ความจริงก็คือ ที่ไม่คืบหน้า 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะไทยในช่วงนั้นอยู่ในวังวนความขัดแย้งภายในประเทศเองด้วย ที่นำไปสู่การทำรัฐประหารถึงสองครั้ง จนทำให้ไม่สามารถเจรจาเรื่องนี้ต่ออย่างมีผลได้ ในเมื่อแทบไม่ไปเจรจากันแล้วมันจะคืบหน้าได้อย่างไร?

    ซึ่งปกติการเจรจาเขตแดน เขตทางทะเลก็ต้องใช้เวลานานเป็นสิบๆปี ไม่ใช่เรื่องแปลกในโลก ถ้าเอาเหตุผลนี้ไปชี้แจงในเวทีระหว่างประเทศจะมีน้ำหนักพอฟังขึ้นเพียงใด?

    ไทยจะได้เปรียบจริงหรือ?  พูดง่ายๆ วันนี้คือเรากำลังจะทำให้ฝ่ายกัมพูชาได้เปรียบเรา 3 เด้งต่อ

    เด้ง 1 เข้าทางกัมพูชา ที่เขาเองก็คงน่าจะอยากเลิก MOU 44 อยู่แล้วเช่นกัน เพราะเขาเสียเปรียบไทยในแง่อำนาจต่อรอง (แม้ว่าผู้นำเขาจะทำทีเป็นเสียดาย แต่เขาคงรอให้ไทยเป็นฝ่ายบอกเลิกก่อน แล้วค่อยตลบหลังอีกที)

    เด้ง 2 เมื่อไทยบอกเลิกก่อน ก็เข้าทางเขาทันทึที่จะใช้โอกาสนี้โวยวายได้ว่าไทยไม่เคารพ กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อ discredit ไทย และสร้างความชอบธรรม ตลอดจนเรียกร้องความน่าเห็นใจให้ตัวเขา

    เด้ง 3 การไปใช้กลไก UNCLOS เท่ากับทำให้ leverage ของไทยลดลง และเท่ากับเขามีแต้มต่อมากขึ้น เพราะขนาดของประเทศและความแข็งแกร่งไม่ได้สำคัญอีกต่อไปในเวทีนี้ เข้าทางเขาเต็มๆ

    ทั้งหมดนี้ รัฐบาลควรอธิบายให้ชัดแก่ประชาชนชาวไทยว่า การบอกเลิกนั้นแม้ทำได้ทันที แต่อาจมีผลเสียตามมาได้หากเราไม่มีเหตุผลที่ดีพอ โดยเฉพาะหากกัมพูชาเขาฉวยประโยชน์จากการนี้ และเอาไปฟ้องโลกว่าไทยไม่เคารพกติกาและกฏหมายระหว่างประเทศ

    สิ่งสำคัญที่ต้องบอกให้ชัดคือ แม้เวที UNCLOS จะสามารถหาข้อยุติได้ แต่แหล่งผลประโยชน์พลังงานในอ่าวไทย ที่เราเคยคิดว่าจะได้รับเต็มๆนั้น ถ้าไปเวที UNCLOS โอกาสที่เราจะได้เต็มที่หรือมากกว่ากัมพูชานั้น อาจลดน้อยลงไปด้วย

    และเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปของไทย ตามประกาศพระราชโองการ ปี 2516 อาจจะถูกบีบให้แคบลงจากเดิมพอควร

    การเจรจาทวิภาคีตาม MOU 44 นั้น เรามีอำนาจต่อรองมากกว่า แต่การไป UNCLOS นั้น เท่ากับอำนาจต่อรองของไทยจะลดลงทันที เพราะจะมีผู้เล่นจำนวนมากขึ้น ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ไม่ว่าจะเป็นศาล หรืออนุญาโตตุลาการก็แล้วแต่

    และอยากบอกอีกว่าเรื่องแบบนี้ กัมพูชาเขาไม่ได้โง่หรอกครับ เขาเตรียมการมานานแล้ว เพราะรู้ดีว่าเขาเอาชนะไทยตัวต่อตัวไม่ได้ เขาก็ต้องพึ่งเวทีระหว่างประเทศ และกฏหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก

    และที่สำคัญอีกประการที่เราต้องเข้าใจกันคือ คนไทยเราจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่เรื่องกฏหมายระหว่างประเทศเช่นนี้ เราไม่ได้เป็นคนตัดสิน หรือชี้ผิดถูกเองได้

    ซึ่งขณะนี้ ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ รัฐบาลนี้กำลังหยิบยื่นความได้เปรียบนี้ให้กับฝ่ายกัมพูชา ที่ป่านนี้ผู้นำกัมพูชาคงนั่งยิ้มขอบคุณรัฐบาลไทยอยู่

    เท่าที่ผมเห็นตอนนี้ สิ่งเดียวที่รัฐบาลน่าจะได้จากการนี้คือคะแนนจากกระแสชาตินิยม แต่ไม่เห็นว่าผลประโยชน์ที่แท้จริงของประเทศไทยจะได้อะไร ?

    ตอนที่เราเสียเขาพระวิหารในการตัดสินของศาลโลก ก็มีการเล่นปลุกปั่นเล่นกระแสชาตินิยมแบบนึ้

    ที่พูดมาทั้งหมดก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติตามหลักการทางวิชาการ แต่ถ้ารัฐบาลคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะได้ผลประโยชน์มากกว่า ก็สุดแล้วแต่

    วันนี้ใครจะทำอย่างไร ก็ให้อนาคตเป็นผู้ตัดสิน รับผลกันไปเอง และลูกหลานจดจำกันไว้  (สงสารก็แต่น้องๆ ข้าราชการกรมสนธิสัญญาและกฏหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ที่วันนี้ความเคารพในวิชาชีพต้องมาสังเวยกับการเมือง)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5836457/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MW2Y-nMa7MchBq-2ehJps

  • ‘อรรถวิชช์’ ชูจุดยืนหนุน ‘แลนด์บริดจ์’ รองรับอุตสาหกรรมใหม่สู้วิกฤตพลังงาน

    ‘อรรถวิชช์’ ชูจุดยืนหนุน ‘แลนด์บริดจ์’ รองรับอุตสาหกรรมใหม่สู้วิกฤตพลังงาน

    “อรรถวิชช์” หนุนรัฐบาลผลักดัน “แลนด์บริดจ์” แต่การตัดสินใจต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่รอบด้าน ชี้หัวใจโครงการไม่ใช่แค่สร้างท่าเรือน้ำลึก แต่ต้องออกแบบห่วงโซ่อุปทานให้ครบวงจร ต่อยอดและเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความคุ้มค่าที่แท้จริง

    5 พฤษภาคม 2569 – นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อโครงการ “แลนด์บริดจ์” ซึ่งมีเป้าหมายเชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย โดยมองว่าโครงการนี้กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากประเทศคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ เนื่องจากอาจกระทบปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา

    อย่างไรก็ตาม นายอรรถวิชช์ มองว่าหัวใจของแลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่การสร้างท่าเรือน้ำลึกหรือระบบราง แต่คือการออกแบบ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้ครบวงจร และสามารถต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจเดิมของประเทศได้จริง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความคุ้มค่าที่แท้จริงของโครงการ ยกตัวอย่างปาล์มน้ำมันและยางพารา หากได้รับการพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น “โอลีโอเคมี” โดยใช้วัตถุดิบจากปาล์มผสานกับไฮโดรเจนจากโรงแยกก๊าซ จะสามารถยกระดับไปสู่สินค้ามูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางหรือผงซักฟอก รวมถึงการออกแบบโครงการให้มีระบบท่อส่งน้ำมันหรือก๊าซเชื่อมสองฝั่งทะเล ซึ่งอาจเปลี่ยนบทบาทของไทยจากทางผ่านสินค้า เป็น “ศูนย์กลางพลังงานระดับโลก” เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการขนส่งเพียงอย่างเดียว

    นายอรรถวิชช์ ยังแสดงความกังวลต่อแนวโน้มที่กองทุนน้ำมันอาจยุติการชดเชยไบโอดีเซลในวันที่ 24 กันยายน 2569 ซึ่งจะกระทบปาล์มน้ำมันถึง 1 ใน 3 ของประเทศ หากไม่มีอุตสาหกรรมรองรับ ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการเร่งสร้าง “อุตสาหกรรมใหม่” ในภาคใต้

    นายอรรถวิชช์ ย้ำว่า ยังคงสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ในฐานะโอกาสของภาคใต้ที่รอคอยการลงทุนขนาดใหญ่มานาน แต่การตัดสินใจต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่รอบด้าน ทั้งการศึกษาความเป็นไปได้และแผนเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพราะความสำเร็จของโครงการนี้ ไม่ได้วัดแค่สิ่งก่อสร้าง แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/990885/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-XteBXV8LCuahq2tEA_gi