Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE ปิดบวก นักลงทุนจับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด-เศรษฐกิจอังกฤษ : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE ปิดบวก นักลงทุนจับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด-เศรษฐกิจอังกฤษ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันศุกร์ (28 ส.ค.) โดยนักลงทุนประเมินความเคลื่อนไหวของบริษัทต่าง ๆ ควบคู่กับการจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ หลังเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าเฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากยังไม่มั่นใจว่าเงินเฟ้อกำลังลดลงสู่เป้าหมาย 2%

    ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,824.26 จุด เพิ่มขึ้น 31.72 จุด หรือ +0.29%

    นักลงทุนประเมินว่ามีโอกาสเกือบ 60% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นจาก 35% ในวันก่อนหน้า ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group

    ถ้อยแถลงของวอร์ชทำให้ตลาดมองว่า เฟดอาจต้องดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านราคา หากผู้กำหนดนโยบายยังไม่มีความเชื่อมั่นมากพอว่าเงินเฟ้อกำลังมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย 2% ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผสมผสาน ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น

    ในทางตรงกันข้าม นักลงทุนลดการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ในปีนี้

    ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลงในวันศุกร์ โดยเคลื่อนไหวที่ประมาณ 89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่นักลงทุนยังติดตามสถานการณ์การเจรจาทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน

    ด้านเศรษฐกิจอังกฤษ ผลสำรวจระบุว่าภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นในเดือนส.ค. แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. โดยได้รับแรงหนุนจากมุมมองที่ดีขึ้นต่อเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับสัญญาณอื่น ๆ ที่บ่งชี้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจกำลังปรับตัวดีขึ้น

    สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น Goodwin เพิ่มขึ้น 1.4% หลังบริษัทวิศวกรรมเครื่องกลรายงานกำไรจากการดำเนินงานตลอดปีที่ 77.50 ล้านปอนด์ หรือ 105.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากปีก่อน

    ส่วนหุ้น Hays บริษัทจัดหางาน พุ่งขึ้นประมาณ 5.1% หลัง Panmure Liberum ปรับเพิ่มคำแนะนำลงทุนเป็น “ซื้อ” จาก “ถือ”

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/639733&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z0YosDa7syDKJ7S79_Ksa

  • ผ่าแนวคิด! ก.อุตสาหกรรม คุมเข้มโรงงานเชิงรุก คืนพื้นที่เศรษฐกิจ 1 พันล้าน

    ผ่าแนวคิด! ก.อุตสาหกรรม คุมเข้มโรงงานเชิงรุก คืนพื้นที่เศรษฐกิจ 1 พันล้าน

    ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และความต้องการของนักลงทุนต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น การสร้างสมดุลระหว่าง “การส่งเสริมอุตสาหกรรม” กับ “การกำกับดูแลผลกระทบ” จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐ

    เพราะในอีกด้านหนึ่ง แม้ประเทศไทยต้องเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน แต่ปัญหาโรงงานที่ฝ่าฝืนกฎหมายยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ชุมชน และนักลงทุน โดยเฉพาะกรณีโรงงานลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต การปล่อยน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัด การปล่อยมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน รวมถึงการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตราย

    ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลกระทบต่อพื้นที่รอบโรงงาน แต่สามารถขยายวงไปสู่ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งน้ำ ดิน น้ำใต้ดิน ระบบนิเวศ และห่วงโซ่อาหาร ตลอดจนสร้างภาระให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณในการติดตาม ตรวจสอบ และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย

    ด้วยเหตุนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงกำลังปรับ “วิธีคิด” ในการกำกับโรงงานครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนจากการตรวจสอบตามแผนหรือรอให้เกิดปัญหาก่อนเข้าสู่พื้นที่ ไปสู่ระบบ “ตรวจโรงงานเชิงรุก” ที่ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และการวิเคราะห์ความเสี่ยงเข้ามาเป็นเครื่องมือในการชี้เป้าโรงงานที่มีแนวโน้มฝ่าฝืนกฎหมาย

    เปลี่ยนเกมกำกับโรงงาน ใช้ข้อมูลชี้เป้า

    นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมปรับแนวทางการดำเนินงาน โดยให้กระทรวงทำหน้าที่ทั้งในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจและหน่วยงานที่ต้องกำกับดูแลให้สถานประกอบการสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมได้อย่างยั่งยืน

    โจทย์สำคัญคือการสร้างระบบที่เอื้อให้นักลงทุนและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องสามารถประกอบกิจการได้อย่างราบรื่น ขณะเดียวกันต้องจัดการกับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องต้องเสียเปรียบ

    กระทรวงอุตสาหกรรมจึงวางรากฐานใหม่ในการกำกับดูแลโรงงาน ตั้งแต่การปรับแผนตรวจโรงงาน การนำเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำมาใช้ในการตรวจสอบ การยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายให้ทันกับรูปแบบธุรกิจอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป

    หัวใจสำคัญของแนวทางใหม่นี้ คือการใช้ “ข้อมูล” เป็นตัวนำ

    แทนที่จะกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจโรงงานแบบหว่านแห กระทรวงอุตสาหกรรมจะใช้ฐานข้อมูลการประกอบกิจการมาวิเคราะห์หาความผิดปกติ เพื่อระบุโรงงานที่มีความเสี่ยงและส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้อย่างตรงจุด

    ตัวอย่างข้อมูลที่นำมาใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ข้อมูลการจัดการกากอุตสาหกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ ข้อมูลการใช้น้ำ การใช้ไฟฟ้า การใช้วัตถุดิบ ตลอดจนปริมาณการผลิตและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการผลิต

    หากพบว่าตัวเลขเหล่านี้ไม่สอดคล้องกัน หรือมีพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายผิดปกติ ระบบจะสามารถส่งสัญญาณเตือนไปยังเจ้าหน้าที่หน้างานเพื่อเข้าตรวจสอบ

    รวมถึงกรณีที่มีพฤติกรรมเข้าข่าย “สวมสิทธิทางการค้า” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่กระทรวงให้ความสำคัญ เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับทั้งความถูกต้องของการประกอบกิจการและความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ

    แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการกำกับโรงงานแบบเดิม ไปสู่การกำกับดูแลที่ใช้ข้อมูลเป็นฐาน หรือ Data-driven Regulation ซึ่งช่วยให้ภาครัฐสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    “แจ้งอุต” เปิดประชาชนร่วมจับตา

    อีกกลไกหนึ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมนำมาใช้ คือการเปิดช่องทางให้ประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังผ่านระบบรับเรื่องร้องเรียน “แจ้งอุต”

    แนวคิดสำคัญคือการทำให้ประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการโรงงาน แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบกำกับดูแลได้

    เมื่อมีข้อร้องเรียนหรือข้อมูลจากพื้นที่ เจ้าหน้าที่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ประกอบกับข้อมูลจากฐานข้อมูลของภาครัฐ เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดแนวทางเข้าตรวจสอบ

    ขณะเดียวกัน เมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ จะใช้ระบบตรวจสอบโรงงานมาตรฐาน หรือ “i-Auditor” เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและรายงานผล โดยกระบวนการตรวจสอบทั้งหมดสามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

    เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจ แต่ยังมุ่งสร้างมาตรฐานเดียวกันในการปฏิบัติงาน ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลการตรวจสอบสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

    นับเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการกำกับจาก “เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แล้วจบที่เอกสาร” ไปสู่ระบบที่ข้อมูลการตรวจสอบถูกบันทึกและเชื่อมโยงในระบบดิจิทัลมากขึ้น

    ฟันจริง! พบผิด 767 ราย หยุดกิจการ 131 แห่ง

    ผลจากการปรับระบบดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขการดำเนินงานในปี 2569 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมตรวจสอบพบการประกอบกิจการโรงงานที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายโรงงานทั่วประเทศแล้ว 767 ราย

    ในจำนวนนี้ แบ่งเป็นโรงงานที่ถูกสั่งให้ หยุดประกอบกิจการ 131 ราย ขณะที่อีก 636 โรงงานถูกสั่งให้ปรับปรุงแก้ไข และมีการดำเนินคดีแล้ว 391 ราย

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการกำกับดูแลของกระทรวงไม่ได้มุ่งเพียงการตรวจพบความผิด แต่ยกระดับไปสู่การบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

    ที่น่าสนใจคือ กว่า 53% ของโรงงานที่ตรวจพบปัญหาอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และจังหวัดปริมณฑล

    การที่โรงงานผิดกฎหมายจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญ ทำให้การกำกับดูแลมีความสำคัญมากกว่าเรื่องการบังคับใช้กฎหมายในระดับโรงงาน เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการรองรับการลงทุนใหม่และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    ในมุมของกระทรวง การตรวจพบและจัดการกับโรงงานที่ฝ่าฝืนกฎหมายจึงไม่ได้หมายถึงการ “ไล่ปิดโรงงาน” แต่เป็นการจัดระเบียบพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องสามารถแข่งขันและขยายกิจการได้

    ผลที่เกิดขึ้นคือกระทรวงสามารถ คืนพื้นที่เศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการที่ดีได้ไม่น้อยกว่า 1 พันล้านบาท

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง การบังคับใช้กฎหมายจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการลงโทษ แต่เป็นกลไกในการจัดสรร “พื้นที่ทางเศรษฐกิจ” ให้กับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และลดต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมจากผู้ประกอบการที่สร้างผลกระทบ

    เปลี่ยนจาก “ให้เวลาแก้” เป็น “หยุดทันที”

    อีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือแนวทางการบังคับใช้กฎหมาย ในอดีต เมื่อพบโรงงานปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน หรือมีปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่อาจมีคำสั่งให้โรงงานปรับปรุงแก้ไข โดยในระหว่างนั้นโรงงานยังสามารถเดินเครื่องจักรและประกอบกิจการต่อไปได้

    ปัญหาคือกระบวนการดังกล่าวอาจเปิดช่องให้เกิดการประวิงเวลา โรงงานบางแห่งขอขยายระยะเวลาปรับปรุงแก้ไขต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ขณะที่บทลงโทษทางอาญาในบางกรณีอาจไม่สูงเพียงพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเร่งแก้ไขปัญหา

    จนเกิดสภาพที่ค่าปรับถูกมองเป็นเพียง “ต้นทุนในการทำธุรกิจ” ที่สามารถนำมาคำนวณความคุ้มค่าในการฝ่าฝืนกฎหมายได้

    กระทรวงอุตสาหกรรมจึงปรับแนวทางใหม่ โดยโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง จะถูก สั่งหยุดโรงงานทันที

    มาตรการนี้ถือเป็นการเพิ่มน้ำหนักของการบังคับใช้กฎหมาย เพราะผลกระทบทางธุรกิจจากการหยุดกิจการย่อมสูงกว่าการจ่ายค่าปรับเพียงอย่างเดียว

    ในมุมของภาครัฐ การหยุดโรงงานจึงทำหน้าที่เป็นทั้งมาตรการป้องกันผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้น และเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา

    เมื่อแก้ไขเสร็จแล้วจึงเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าการกลับมาเดินเครื่องจักรจะไม่สร้างผลกระทบซ้ำต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

    ยกเครื่อง พ.ร.บ.โรงงาน เพิ่มโทษ-จัดการ “ทำผิดซ้ำ”

    นอกจากการปรับกระบวนการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้รองรับรูปแบบการประกอบธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต

    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการ เพิ่มบทลงโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับความเสียหายและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายมากขึ้น

    อีกประเด็นคือการนำ “ประวัติการประกอบการ” มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาลงโทษ โดยเฉพาะกรณีที่โรงงานกระทำความผิดซ้ำ

    หลักคิดคือโรงงานที่ทำผิดครั้งเดียวกับโรงงานที่ทำผิดซ้ำอย่างต่อเนื่องไม่ควรถูกพิจารณาด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพราะพฤติกรรมการกระทำผิดซ้ำสะท้อนระดับความเสี่ยงและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการที่แตกต่างกัน

    การนำประวัติการประกอบกิจการมาใช้จึงเป็นความพยายามสร้างระบบกำกับดูแลที่สามารถ “จำ” พฤติกรรมของผู้ประกอบการได้มากขึ้น แทนที่จะพิจารณาความผิดเป็นเหตุการณ์แยกจากกันทุกครั้ง

    โรงงานถูกสั่งหยุด ต้องจ่ายค่าตรวจเอง

    อีกมาตรการที่กำลังถูกผลักดัน คือกรณีโรงงานที่ถูกสั่งหยุด หรือถูกสั่งให้ปรับปรุงแก้ไข จะต้องผ่านการตรวจสอบจาก ผู้ตรวจสอบเอกชน

    ที่สำคัญคือโรงงานต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่าตรวจสอบและค่าตรวจวัดมลพิษต่าง ๆ

    หลังจากผ่านการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบเอกชนแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐจะเข้าตรวจสอบซ้ำอีกครั้งก่อนพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

    แนวทางนี้เป็นการปรับบทบาทของภาครัฐ โดยไม่จำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้รับภาระการตรวจวัดทุกขั้นตอน ขณะเดียวกันยังคงให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้กำกับมาตรฐานและตรวจสอบความถูกต้องของผลการตรวจ

    ในเชิงระบบ ยังเป็นการสร้างต้นทุนให้กับผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะนอกจากต้องหยุดกิจการแล้ว ยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์ว่าตนเองได้แก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้ว

    เดินหน้ากฎหมายกากอุตสาหกรรม

    อีกโจทย์ใหญ่ที่กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งดำเนินการคือการจัดการกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตราย ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง

    ปัญหาการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมไปทิ้งในพื้นที่รกร้าง ที่ดินเอกชน หรือบ่อดินเก่า อาจนำไปสู่การปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักในดินและน้ำใต้ดิน และในที่สุดอาจกระทบต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร

    ผลกระทบดังกล่าวมีต้นทุนสูงกว่าค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายในการกำจัดกากอุตสาหกรรมอย่างถูกต้อง เพราะเมื่อเกิดการปนเปื้อนแล้ว การฟื้นฟูพื้นที่อาจใช้เวลานานและต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

    กระทรวงจึงเร่งจัดทำ ร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน และเตรียมรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    ปัจจุบันกระบวนการจัดทำร่างกฎหมายดังกล่าวดำเนินการแล้วเสร็จในระดับร่างกฎหมาย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศ

    จาก “คุมโรงงาน” สู่ “สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรม”

    ภาพใหญ่ของการปรับระบบครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มจำนวนโรงงานที่เข้าตรวจ หรือการเพิ่มจำนวนคดี แต่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดของการกำกับดูแลอุตสาหกรรม

    นายณัฐพล ระบุว่า ผลลัพธ์จากการปรับแนวทางและกลไกในการตรวจกำกับดูแลโรงงานทั่วประเทศ สะท้อนถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ โดยกระทรวงต้องการวางรากฐานใหม่จากเดิมที่การกำกับดูแลอาจมุ่งคุ้มครองการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ไปสู่แนวทางที่ให้ความสำคัญกับ 3 เป้าหมายควบคู่กัน ได้แก่ ผู้ประกอบการที่ดี, ความปลอดภัยของประชาชน และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

    เพราะการส่งเสริมการลงทุนในยุคใหม่ไม่สามารถพิจารณาเพียงจำนวนเงินลงทุนหรือจำนวนโรงงานที่จะเกิดขึ้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าการลงทุนดังกล่าวสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้หรือไม่ และสร้างต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมในอนาคตมากน้อยเพียงใด

    โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC และจังหวัดปริมณฑล ซึ่งเป็นฐานการผลิตและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ การสร้างมาตรฐานกำกับดูแลที่ชัดเจนจึงมีผลโดยตรงต่อความสามารถของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง

    ปราบโรงงานผิดกฎหมาย เพื่อเปิดทาง “โรงงานดี”

    ทิศทางใหม่ของกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังสะท้อนภาพการปรับบทบาทจาก “ผู้ตรวจโรงงาน” ไปสู่ “ผู้จัดการระบบนิเวศอุตสาหกรรม” ที่ต้องทำให้ทั้งภาคธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน

    การตรวจพบโรงงานผิดกฎหมาย 767 ราย การสั่งหยุดกิจการ 131 ราย การสั่งปรับปรุงแก้ไข 636 ราย และการดำเนินคดี 391 ราย จึงเป็นเพียงตัวเลขส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

    สิ่งที่น่าจับตากว่าคือการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ชี้เป้าโรงงานเสี่ยง การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่าน “แจ้งอุต” การใช้ระบบ i-Auditor เพื่อยกระดับมาตรฐานการตรวจ รวมถึงการเปลี่ยนแนวทางจาก “ให้เวลาแก้ไข” ไปสู่การ “สั่งหยุดทันที” เมื่อพบการกระทำผิดที่กระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

    ขณะเดียวกัน การแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน และการจัดทำ พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม จะเป็นกลไกสำคัญในการทำให้มาตรการเหล่านี้มีฐานทางกฎหมายที่แข็งแรงขึ้น

    เป้าหมายสุดท้ายจึงไม่ใช่การมีโรงงานน้อยลง แต่คือการทำให้ “โรงงานที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย” ออกจากระบบ ขณะที่ “โรงงานที่ดี” ได้รับพื้นที่และโอกาสในการเติบโต

    หากทำได้สำเร็จ การบังคับใช้กฎหมายจะไม่ได้ถูกมองเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน แต่จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบอุตสาหกรรมไทย เพราะนักลงทุนที่ปฏิบัติตามกติกาจะได้รับความเป็นธรรม ชุมชนได้รับการคุ้มครอง และรัฐลดภาระต้นทุนจากการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

    นี่คือโจทย์สำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนผ่านจากการ “กำกับเพื่อควบคุม” ไปสู่การ “กำกับเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน” ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญต่อการยกระดับอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1249428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CEnCEEw0xoeW7l43kp-Fm

  • รัฐต้องหนุนเวลเนสไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

    รัฐต้องหนุนเวลเนสไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

    รัฐต้องหนุนเวลเนสไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

    รัฐต้องหนุนเวลเนสไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

    ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจเวลเนส เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิต “เวลเนส” จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงธุรกิจบริการ หรือกระแสการท่องเที่ยว แต่ควรได้รับการยกระดับเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคตของประเทศ

    จุดแข็งของไทยทั้งด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว อาหาร สมุนไพร และวัฒนธรรม ล้วนสามารถต่อยอดสู่สินค้าและบริการเวลเนส ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมหาศาลโจทย์สำคัญ จึงอยู่ที่รัฐบาลจะเข้ามาสนับสนุนและขับเคลื่อนอย่างไร

    ภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้เปิดทาง” มากกว่าการเป็นเพียงผู้กำกับดูแล เริ่มตั้งแต่การปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน และการประกอบธุรกิจ พร้อมสร้างมาตรฐานกลางเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของบริการเวลเนสไทย การพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ เพราะคุณภาพคนคือหัวใจของการแข่งขันในตลาดเวลเนสระดับโลก

    ขณะเดียวกัน ต้องเร่งสร้างแบรนด์ “Wellness Thailand” ให้เป็นที่จดจำ เชื่อมโยงผู้ประกอบการรายใหญ่กับเอสเอ็มอี และชุมชนให้เกิดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่สมุนไพร อาหารสุขภาพ ไปจนถึงสปา การแพทย์เชิงป้องกัน และการท่องเที่ยว

    หากทำได้อย่างเป็นระบบ รายได้จะไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงธุรกิจไม่กี่ประเภท แต่จะกระจายไปสู่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น รัฐบาลยังควรใช้มาตรการทางการเงินและภาษีเพื่อจูงใจการลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคต รวมถึงสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 

    สิ่งสำคัญ คือ การบูรณาการนโยบายของหลายกระทรวงให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เช่นนั้น “เวลเนส” อาจกลายเป็นเพียงคำสวยหรู ที่ขาดพลังในการสร้างเศรษฐกิจ นอกจากนี้แล้ว ภาคอสังหาริมทรัพย์ เข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งการอยู่อาศัย นวัตกรรม ที่จะดึงกลุ่มผู้สูงวัยรวมถึงคนทุกกลุ่มวัยเข้ามาอยู่อาศัย  

    อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีต้นทุนเดิมที่แข็งแรง และมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเวลเนสของภูมิภาค แต่โอกาสจะเกิดขึ้นจริงได้ก็ต่อเมื่อ รัฐและเอกชนร่วมกันลงทุนอย่างจริงจัง รัฐบาลจึงต้องเร่งวางยุทธศาสตร์ระยะยาว พร้อมเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพราะเวลเนสไม่ใช่เพียงเรื่องสุขภาพ หากแต่คือโอกาสสร้างรายได้ และงานคุณภาพ และอาจเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,231 วันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน  พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/667630&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T6kcURrKAwYV_8KH2MFvY

  • รัฐบาลทรัมป์ลงดาบคว่ำบาตรคิวบาทางเศรษฐกิจต่อไปอีกหนีงปี

    รัฐบาลทรัมป์ลงดาบคว่ำบาตรคิวบาทางเศรษฐกิจต่อไปอีกหนีงปี

                                  เนื้อหาสาระข่าว: เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯโดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามประกาศขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้าต่อประเทศคิวบา จากเดิมซึ่งมีกำหนดครบเวลาในวันที่ 14 กันยายนที่จะถึงนี้ออกไปอีกหนึ่งปี โดยถือว่ามาตรการนี้สอดคล้องกับ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของสหรัฐฯ ซึ่งได้ยิ่งตอกย้ำความยากลำบากให้กับทั้งรัฐบาลและประชาชนชาวคิวบาทั่วไป อย่างไรก็ดี การลงนามในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวได้มีการต่ออายุเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ ทว่าจังหวะเวลาและวิกฤตเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้นด้วยหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกคิวบา ทำให้การขยายเวลาในปีนี้ส่งผลกระทบที่หนักหนาสาหัสมากเป็นพิเศษ

    image.png

    “ตัวประกาศฯ ซึ่งลงนามโดยประธานาธิบดีทรัมป์”

                               ให้หลังการลงนามดังกล่าว นายบรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของคิวบา ได้ออกมาประณามโต้ตอบการลงนามขยายเวลามาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯในทันที โดยในแถลงการณ์ที่โพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม X นายบรูโนกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอประณามการขยายเวลามาตรการนี้อย่างรุนแรงที่สุด” พร้อมทั้งตราหน้ามาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯว่าเป็น “นโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” และกล่าวหารัฐบาลสหรัฐฯ ว่ามีความพยายามที่จะ “บีบคั้นให้คนทั้งชาติขาดอากาศหายใจ” 

                                ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีฯต่างประเทศของคิวบา สะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวังที่เพิ่มมากขึ้น ในหมู่ประชาชนชาวคิวบา ซึ่งกำลังเผชิญกับสิ่งที่หลายคนเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดช่วงหนึ่งในรอบหลายปีที่ผ่านมาสำหรับคิวบา เนื่องจากขณะนี้ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานขั้นรุนแรง ทำให้ไฟฟ้าดับเป็นประจำ การขาดแคลนอาหารและยารักษาโรคอย่างต่อเนื่อง รวมถึงราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น แหล่งนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศพันธมิตรอย่างเวเนซุเอลาและเม็กซิโก ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงความต้องการด้านพลังงานของคิวบานั้นแทบจะเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น จากมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯที่เข้มงวดกวดขันเส้นทางการนำเข้าส่งออกน้ำมัน พลังงาน และสินค้าอื่น ๆ ทั้งหมดนี้ได้ส่งผลให้คิวบาแทบจะถูกตัดขาดจากการสนับสนุน หรือการเข้าถึงการช่วยเหลือจากภายนอก แม้สหรัฐฯจะได้อนุญาตบางบ้างประการ แต่มันก็เหมือนการต่อลมหายใจชั่วครั้งคราวเพียงเท่านั้น 

                               ในสภาพแร้งแค้นที่ชาวคิวบาเผชิญอยู่นี้ รัฐบาลคิวบายืนกรานในการโยนความรับผิดชอบไปที่รัฐบาลสหรัฐฯโดยตรง โดยทางการคิวบาย้ำว่ามาตรการคว่ำบาตรเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสินค้าขาดแคลนและทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจมิติอื่น ๆ ตามมา พร้อมทั้งกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าจงใจเพิ่มแรงกดดันในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาเพื่อเป็นการรุกรานคิวบา ซึ่งการปิดล้อมทางเศรษฐกิจในลักษณะนี้ประชาชนชาวคิวบาถูกกระทำมาเป็นเวลานานกว่า 60 ปีแล้ว

                               ทว่าสหรัฐฯ กลับมองสถานการณ์ต่างออกไป รัฐบาลสหรัฐฯโดยการนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่เพียงแต่สานต่อมาตรการคว่ำบาตรเดิมเท่านั้น แต่ยังออกมาตรการเพิ่มความเข้มข้มให้มากขึ้น โดยมุ่งเป้าไปที่หน่วยงานภาครัฐของคิวบาที่มีความเชื่อมโยงเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นเครือข่ายอำนาจของชนชั้นนำคิวบา และเจาะจงสกัดการเข้าถึงพลังงานเชื้อเพลิง ซึ่งสหรัฐฯปฏิเสธข้อครหาของคิวบาที่ว่ามาตรการคว่ำบาตรเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้เศรษฐกิจคิวบาต้องตกอยู่ในสภาพแร้งแค้น ในทางตรงกันข้ามสหรัฐฯกลับชี้ว่า การบริหารจัดการภายในที่ย่ำแย่และนโยบายของรัฐบาลคิวบาเองต่างหาก ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ที่เผชิญอยู่ในขณะนี้

                               ความตอนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ Folha ของบราซิล ประธานาธิบดีดิอัซ-กาเนล (Diaz-Canel) แห่งคิวบา ได้ตั้งคำถามว่าเหตุใดสหรัฐฯ จึงยังคงรักษามาตรการปิดล้อมและคว่ำบาตรนี้ไว้ หากมองว่าชาวคิวบาเป็นพวกคนที่ไร้ความสามารถ ไร้ประสิทธิภาพ และทำอะไรไม่เป็น จนอาจ “ล่มสลาย” ลงด้วยตัวเองอยู่แล้ว โดยประธานาธิบดีดิอัซ-กาเนล กล่าวว่า นั่นเป็นเพราะพวกสหรัฐฯ รู้ดีว่าแม้คิวบาจะถูกปิดล้อม แต่ชาวคิวบาก็จะสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในด้านความยุติธรรมทางสังคมได้สำเร็จ ซึ่งเป็นปัญหาที่สหรัฐฯ ยังไม่สามารถแก้ไขได้ในปัจจุบัน ทั้งยังได้ย้ำว่าประเทศคิวบาไม่ได้อยู่บนปากเหวของการล่มสลาย แต่กำลังเผชิญกับ สถานการณ์ที่ซับซ้อนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ ซึ่งผสานเข้ากับความสามารถในการยืนหยัดต่อสู้อย่างกล้าหาญของประชาชนชาวคิวบา พร้อมยืนยันถึงขีดความสามารถในการขับเคลื่อนประเทศของคิวบา แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์อยู่ในขณะนี้ก็ตาม

                               อนึ่ง สหรัฐฯ ได้ริเริ่มบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศคิวบามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 เพื่อตอบโต้การที่รัฐบาลคิวบายึดทรัพย์สินของบริษัทสหรัฐฯ มาเป็นของรัฐภายหลังการปฏิวัติคิวบาในปีค.ศ. 1959 และได้รับการกำหนดเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการในอีกสองปีต่อมาในสมัยประธานาธิบดีเคนเนดี้ อาศัยอำนาจผ่านพรบ.ว่าด้วยการค้ากับศัตรู (Trading with the Enemy Act) ค.ศ. 1917 เป็นการปูทางไปสู่ข้อจำกัดทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศที่ยืดเยื้อมานานกว่า 60 ปีถึงปัจจุบัน 

                               บทวิเคราะห์ และข้อคิดเห็น: ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯและคิวบายังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลง โดยสำหรับรัฐบาลคิวบา มาตรการคว่ำบาตรยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นปรปักษ์ของสหรัฐฯ และเป็นคำอธิบายที่ไว้รองรับต้นตอของปัญหาต่างๆ ในประเทศ แต่สำหรับผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐฯ มันเป็นเครื่องมือในการกดดันผู้นำคิวบาให้ดำเนินการปฏิรูปทางการเมืองและสังคม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเป็นประชาธิปไตยและหลักการเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นไม้เบื่อไม้เมาที่ไม่มีวันจะหาทางบรรจบลงด้วยกันอย่างสันติได้ เนื่องจากประเทศคิวบาถูกปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์มาเป็นเวลานานแล้ว

                               ขณะที่วิกฤตยังคงยืดเยื้อ การถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบของการคว่ำบาตรเทียบกับความล้มเหลวในการปกครองของคิวบาเองยังคงแบ่งความคิดเห็นทั้งในและนอกเกาะ นักวิเคราะห์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่การคว่ำบาตรทำให้ปัญหาเศรษฐกิจของคิวบารุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การวางแผนเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์มานานหลายทศวรรษ การขาดการปฏิรูปตลาด และความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการคิวบา ก็มีบทบาทสำคัญในปัญหาการขาดแคลนและการชะงักงันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศเช่นกัน มาตรการล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการจำกัดการขนส่งเชื้อเพลิงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐอย่างเข้มงวดมากขึ้น ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก แต่รัฐบาลสหรัฐฯก็ยังยืนยันว่ามาตรการเหล่านี้จำเป็น เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลคิวบามีความรับผิดรับชอบต่อการกระทำของตน

                               ดูเหมือนว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ระหว่างทั้งสองประเทศ หรือ Status Quo จะยังไม่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เป็นบวกต่อกันในเวลาอันใกล้นี้ ดังจะเห็นได้จากแนวทางการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯที่แข็งกร้าวเพื่อกดดันคิวบาอย่างหนักข้อขึ้นทุกวัน และท่าทีของคิวบาที่ยังคงโต้กลับในขอบเขตศักยภาพที่ตนทำได้ ซึ่งในมุมมองของการค้าระหว่างประเทศ ก็ต้องถือว่าการตัดสินใจต่ออายุมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯต่อคิวบาครั้งนี้ ยิ่งทำให้การจะทำการค้ากับคิวบานั้นยังคงมีความท้าทายและอุปสรรคที่หนักหนา ด้วยสภาพเศรษฐกิจในคิวบาที่แร้งแค้น ศักยภาพในการเข้าถึงเงินตราต่างประเทศที่โดนสหรัฐฯปิดกั้น ซึ่งทั้งหมดมีผลต่อเงินสะพัดและกำลังซื้อของประเทศในปัจจุบัน แต่ก็อย่างที่เราทุกคนพอจะทราบกัน แนวทางการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์นั้นคาดเดาจับทิศทางได้ยากมาก ซึ่งเป็นจุดที่อาจพลิกจากร้ายเป็นดี และดีเป็นร้ายได้เช่นกัน ทำให้ผู้ที่สนใจประเด็นนี้ ควรต้องติดตามการพัฒนาของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯและคิวบาอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xqcsmc8ho0apk5jv3frk37o9&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2054hMUdlJcArfhEt9aeS9

  • นายก อบจ.พะเยา ไม่ทิ้งประชาชน ลุยแก้ปัญหาน้ำป่า | เนชั่นทั่วไทย | 28 ส.ค. 69

    นายก อบจ.พะเยา ไม่ทิ้งประชาชน ลุยแก้ปัญหาน้ำป่า | เนชั่นทั่วไทย | 28 ส.ค. 69

    นายก อบจ.พะเยา ไม่ทิ้งประชาชน ลุยแก้ปัญหาน้ำป่า | เนชั่นทั่วไทย | 28 ส.ค. 69

    อบจ.พะเยา ลงพื้นที่ อ.ภูซาง ตรวจความเสียหายน้ำป่ากัดเซาะ 4 จุดสำคัญ เร่งส่งเครื่องจักรซ่อมแซมคอสะพานและถนน พร้อมได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า

    Key Points

    • ลงพื้นที่ตรวจความเสียหาย 4 จุดสำคัญใน อ.ภูซาง:
      1. บ้านแก หมู่ 2 ต.ป่าสัก
      2. คอสะพานบ้านแก หมู่ 1 ต.ป่าสัก
      3. หลังฝายซางคำ บ้านโป่งใหม่ ต.ทุ่งกล้วย
      4. ด้านหลังโรงเรียนบ้านฮวก หมู่ 3 ต.ภูซาง
    • อบจ.พะเยา ลุยซ่อมโครงสร้างถนน-สะพาน: อบจ.พะเยา ได้เตรียมเครื่องจักรกลเข้าดำเนินการเทผิวถนนเชื่อมต่อคอสะพานใหม่ทันทีที่ฐานรากเซ็ตตัวแน่นหนา เพื่อเปิดเส้นทางให้ประชาชนสามารถสัญจรผ่านได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด
    • มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า สนับสนุนกำลังใจ: มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล โดย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา ได้ส่งมอบเครื่องอุปโภค บริโภค และเครื่องดื่มชูกำลัง เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/video-gallery/tv-program/35908&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lJqsNZuGPtSVxAvodLM0z

  • TOP10 บจ. ไทยกำไรไตรมาส 2/69 มากสุด! หนุนกำไรรวมพุ่ง 22% ตลท. ชี้ สัญญาณเศรษฐกิจโตดี

    TOP10 บจ. ไทยกำไรไตรมาส 2/69 มากสุด! หนุนกำไรรวมพุ่ง 22% ตลท. ชี้ สัญญาณเศรษฐกิจโตดี

    ฤดูกาลประกาศงบการเงินไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยผ่านพ้นไปแล้วอย่างคึกคัก และภาพรวมที่ออกมาพบว่า บจ. ไทยส่วนใหญ่สามารถทำกำไรเติบโตได้ต่อเนื่อง สวนทางกับความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน

    โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่กลับมาโดดเด่นอย่างชัดเจน หลังราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องหนุนให้ธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีพลิกกลับมาทำกำไรได้ในรอบหลายไตรมาส

    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) มีกำไรสุทธิรวมในครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นถึง 22.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    สะท้อนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังเดินหน้าต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงหนุนจากภาคธุรกิจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคาร กลุ่มสื่อสาร ไปจนถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้างและปิโตรเคมี 

    Thairath Money ได้รวบรวม 10 บริษัทจดทะเบียนที่ทำกำไรสุทธิสูงสุดในไตรมาส 2/2569 มาสรุปให้เห็นภาพรวมผลประกอบการที่โดดเด่นในไตรมาสนี้

    เปิดชื่อ TOP10 บจ. กำไรสุทธิสูงสุด ไตรมาส 2/2569

    1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น PTT ผู้ประกอบธุรกิจพลังงานครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 52,524.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 143.93% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 21,532.88 ล้านบาท

    ปัจจัยหนุนหลักมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นทั้งธุรกิจก๊าซ ธุรกิจสำรวจและผลิต รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

    2. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น PTTEP บริษัทในเครือ ปตท. ที่ดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งในและต่างประเทศ กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 27,197.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 101.23% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13,515.26 ล้านบาท

    โดยได้รับแรงหนุนหลักมาจากปริมาณขายปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นและราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ

    3. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น ADVANC ผู้ให้บริการโทรคมนาคมและดิจิทัลรายใหญ่ของไทยภายใต้แบรนด์ AIS ครอบคลุมบริการมือถือ อินเทอร์เน็ตบ้าน และบริการดิจิทัลสำหรับองค์กร กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 13,716.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.90% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 10,981.89 ล้านบาท

    ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจหลัก ต้นทุนคลื่นความถี่และค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์โครงข่ายที่ลดลง ควบคู่กับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย

    4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น KBANK  ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของไทย ให้บริการทางการเงินครบวงจรทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจ กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 13,247.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.08% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 12,488.19 ล้านบาท

    แม้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะปรับลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง แต่สินเชื่อขยายตัวและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพช่วยหนุนผลกำไร

    5. บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น GULF ผู้ประกอบธุรกิจพลังงานรายใหญ่ กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 12,445.68 ล้านบาท ลดลง 80.51% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 63,871.48 ล้านบาท เนื่องจากไตรมาส 2/2568 มีการบันทึกกำไรพิเศษจากการควบรวมกิจการกับ INTUCH มูลค่ากว่า 56,120 ล้านบาท

    หากพิจารณาเฉพาะกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) อยู่ที่ 12,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 74% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่ จากรายได้รวม 50,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากการเติบโตของธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ที่เพิ่มขึ้น

    6. บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น BCP ผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นและจำหน่ายน้ำมัน รวมถึงธุรกิจพลังงานสะอาด โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 12,239.36 ล้านบาท พลิกจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 2,560.10 ล้านบาท

    ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการกลับรายการผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) และการเริ่มรับรู้ผลกำไรจากธุรกิจ SAF เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก

    7. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น PTTGC ผู้ประกอบธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นครบวงจรรายใหญ่ของไทย ในเครือ ปตท. กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 12,208.35 ล้านบาท พลิกจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 3,616.14 ล้านบาท

    แรงหนุนหลักมาจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ จากอุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ตึงตัว รวมถึงกำไรจากสต๊อกน้ำมันและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน

    8. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น KTB ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของไทย ให้บริการทางการเงินครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชน กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 12,125.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.02% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 11,122.00 ล้านบาท

    โดยสินเชื่อรวมขยายตัว 5.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หนุนโดยสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ และรักษาระดับ ROE ได้ต่อเนื่องที่ 10.5% จากธุรกิจ Wealth และตลาดเงินตลาดทุนที่เติบโต ควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ

    9. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC กลุ่มธุรกิจปูนซิเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ภายใต้เครือเอสซีจี กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 11,534.56 ล้านบาท ลดลง 33.47% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 17,337.29 ล้านบาท จากฐานปีก่อนมีรายการพิเศษจากการปรับโครงสร้างธุรกิจจำนวนมาก

    10. บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB บริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ ครอบคลุมธุรกิจธนาคาร บริการทางการเงินดิจิทัล และธุรกิจแพลตฟอร์มเทคโนโลยี กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 11,116.70 ล้านบาท ลดลง 13.06% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 12,786.07 ล้านบาท

    รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 10.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากแรงกดดันของ NIM หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 14.8% จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโต

    ตลท. ชี้ บจ. ไทย กำไรโต 22% เศรษฐกิจขยายตัวหนุนทุกหมวดธุรกิจ

    สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนจำนวน 800 บริษัท คิดเป็น 95% จากทั้งหมด 839 บริษัทที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 30 มิถุนายน 2569 ได้นำส่งผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 แล้ว

    โดยพบว่ามี บจ. ที่รายงานกำไรสุทธิถึง 592 บริษัท หรือคิดเป็น 74% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด สะท้อนว่าภาพรวมผลประกอบการของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในทิศทางบวก

    ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ บจ. ฟื้นตัวในเกือบทุกหมวดธุรกิจ ส่งผลบวกต่อผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย บจ. ใน SET

    • ยอดขายรวม 8,752,978 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
    • กำไรจากการดำเนินงาน (core profit) 952,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 64.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
    • กำไรสุทธิรวม 765,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
    • อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (core profit margin) อยู่ที่ 10.9% สูงขึ้นจาก 7.1% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ด้านฐานะการเงินก็แข็งแกร่งขึ้น โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 1.28 เท่า ลดลงจาก 1.30 เท่า ในไตรมาส 2/2568

    สรวิศ กล่าวว่า เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่องในไตรมาส 2/2569 ส่งผลให้ผลประกอบการของ บจ. โดยรวมในครึ่งแรกของปี 2569 เติบโตในเกือบทุกหมวดธุรกิจ โดยหมวดปิโตรเคมีภัณฑ์มีผลการดำเนินงานและอัตรากำไรสูงขึ้นอย่างชัดเจน

    ขณะที่กลุ่มธุรกิจทั่วไปก็เติบโตเช่นกัน ทั้งกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตตามการขยายตัวด้านดิจิทัล รวมถึงกลุ่มธุรกิจบริการที่เติบโตตามการท่องเที่ยวและการอุปโภคบริโภค

    อย่างไรก็ดี กลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง ส่วนกลุ่มอาหารและสินค้าเกษตรยังเผชิญปัญหาราคาสินค้าที่ลดต่ำลง

    ทางด้าน บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ก็รายงานผลการดำเนินงานที่เติบโตเช่นกัน โดยงวดครึ่งแรกของปี 2569 มียอดขายรวม 108,868 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% มีกำไรจากการดำเนินงาน 8,432 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.5%

    และมีกำไรสุทธิรวม 4,774 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตอกย้ำว่าโมเมนตัมการเติบโตของกำไร บจ. ไทยในปีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นขนาดใหญ่ แต่กระจายตัวไปทั่วทั้งตลาดหุ้นไทย

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/stocks/2955817&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vF2doWjlv-sWAYf0VFOEj

  • กมธ.งบฯ ปี 70 วุฒิสภา พิจารณางบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เน้นกระจายอำนาจ ใช้งบคุ้มค่า โปร่งใส

    กมธ.งบฯ ปี 70 วุฒิสภา พิจารณางบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เน้นกระจายอำนาจ ใช้งบคุ้มค่า โปร่งใส

    28 สิงหาคม 2569, 13:50น.

              นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมุ่งกลั่นกรองและเสนอแนะแนวทางการจัดสรรงบประมาณให้เกิดความคุ้มค่า โปร่งใส และประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

              การพิจารณางบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจและการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง ภายใต้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เสริมสร้างศักยภาพของท้องถิ่นในการจัดบริการสาธารณะและแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน

              สำหรับการพิจารณางบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทราและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี เป็นผู้นำเสนอข้อมูล คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ให้ความสำคัญกับการบูรณาการแผนงานและงบประมาณ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และรองรับการขยายตัวของเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีข้อสังเกตให้เร่งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และข้อมูลมาใช้ในการบริหารจัดการเมือง เพื่อยกระดับสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงแก้ไขปัญหาการจราจร น้ำท่วม และปัญหาเมืองที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

              ขณะที่พื้นที่ภาคตะวันออก คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เห็นควรให้เตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและเขตพัฒนาพิเศษ โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะแรงงาน ระบบสาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน และการดูแลสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการรักษาสมดุลของการพัฒนา เพื่อไม่ให้ภาคเกษตรกรรมและชุมชนดั้งเดิมได้รับผลกระทบจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเมือง นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้พิจารณางบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี สกลนคร ขอนแก่น นครราชสีมา และอุบลราชธานี นำเสนอรายละเอียดโครงการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ คณะกรรมาธิการฯ เสนอแนะให้ท้องถิ่นให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกันทั้งพื้นที่ เพื่อรับมือกับปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกัน เห็นควรส่งเสริมศักยภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในฐานะแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของประเทศ โดยสนับสนุนการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและชุมชน ตลอดจนเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ระดับท้องถิ่นกับโครงข่ายคมนาคมระดับประเทศ เพื่อสร้างงาน เพิ่มรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

              คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ย้ำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งบริหารงบประมาณโดยคำนึงถึงความจำเป็น ความคุ้มค่า ผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ พร้อมลดความซ้ำซ้อนของโครงการ และบูรณาการการทำงานร่วมกับราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยังให้ความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะกลไกภาครัฐที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนและเข้าใจบริบทของพื้นที่ โดยเชื่อมั่นว่า หากการจัดทำและบริหารงบประมาณของท้องถิ่นเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชน งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างรากฐานการพัฒนาประเทศจากระดับพื้นที่ให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    …

    วิทยุรัฐสภา

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164048&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ttxdm7NwKg8yBjZMfjatu

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (28 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (28 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (28 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (28 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 46.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 28.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 37.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 32.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 38.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 38.39 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (28 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/667584&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xF-RGbl4RYH0h5HXEkO4z

  • เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ตอกย้ำหนุนเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs ปทุมธานี จัดงาน “ช้อปอย่างมีสไตล์ รายได้เพื่อชุมชน”

    เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ตอกย้ำหนุนเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs ปทุมธานี จัดงาน “ช้อปอย่างมีสไตล์ รายได้เพื่อชุมชน”

    เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ศูนย์การค้าในเ ครือเอ็ม บี เค ตอกย้ำแนวคิดการสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมร่วมขับเคลื่อนผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดปทุมธานี ผ่านการสนับสนุนพื้นที่จัดงาน “ช้อปอย่างมีสไตล์ รายได้เพื่อชุมชน” รวบรวมสินค้าคุณภาพ ของดี ของเด็ด และงานหัตถกรรมท้องถิ่นจากฝีมือชาวบ้านในจังหวัดปทุมธานีมาให้เลือกช้อปในราคาพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ลานไนน์ สแควร์ ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์

    เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ตอกย้ำหนุนเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs ปทุมธานี จัดงาน

    ไฮไลท์สินค้าภายในงาน ได้รับการคัดสรรสินค้าจากกลุ่มอาชีพและวิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่อำเภอเมืองปทุมธานีมาจัดจำหน่ายอย่างหลากหลาย ทั้งสินค้าแฟชั่นและงานคราฟต์รักษ์โลก อาทิ กระเป๋าผ้าไทย กระเป๋าสาน ตะกร้าสาน กระเป๋าจากผ้าพื้นถิ่น กระปักสไบมอญ งานดอกบัวประดิษฐ์ งานไม้แกะสลัก และเสื้อผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ รวมถึงสินค้าสังคม ได้แก่ เสื้อผ้าชุดนอนสำหรับผู้ใหญ่และผู้ป่วยติดเตียงจากกลุ่มอาชีพตำบลบางคูวัด นอกจากนี้ยังมีอาหารและของฝากขึ้นชื่อให้เลือกชิมและเลือกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นหมูกรอบเส้น ขนมห่อใบตอง ข้าวเม่าคลุก ข้าวเม่าทอด ทองม้วน เมี่ยงคำ ข้าวเกรียบ น้ำพริก แคบหมู นมเหนียวตูมตาม ตลอดจนร้านข้าวไข่เจียวจากวิสาหกิจชุมชน และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากกลุ่มกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดปทุมธานี เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ตอกย้ำหนุนเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs ปทุมธานี จัดงาน

    นางสาวชวรมย์ มังคละคีรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะไนน์ ติวานนท์ จำกัด กล่าวว่า ศูนย์การค้าฯ มีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนพื้นที่จัดกิจกรรมช้อปอย่างมีสไตล์ รายได้เพื่อชุมชน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชนได้นำเสนอและจำหน่ายสินค้า เชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้บริโภคเข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ “กิจกรรมนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจหมุนเวียน และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยรวบรวมสินค้าท้องถิ่นและผลงานคุณภาพจากผู้ประกอบการ SMEs ในจังหวัดปทุมธานีมาจัดแสดงและจำหน่าย พร้อมร่วมส่งเสริมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนค่ะ”

    ด้าน นางสาวฉัตรทริกา แซ่อึ่ง ผู้จัดการศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจรจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนจังหวัดปทุมธานีประกอบด้วยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ชมรมเพื่อนปาริชาต และกลุ่มอาชีพตำบลบางคูวัด ซึ่งรวมตัวกันพัฒนาสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป และงานหัตถกรรมเพื่อการท่องเที่ยว โดยมีการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตจากหลายจังหวัด เช่น กระเป๋าจากเศษผ้าทอของจังหวัดสกลนคร และกระเป๋าสานจากกระจูดของเครือข่ายภาคใต้ ซึ่งล้วนมีเอกลักษณ์ ทนทาน และจำหน่ายในราคาที่เข้าถึงได้ “ขอขอบคุณเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ที่เปิดพื้นที่ให้เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนได้นำ ผลิตภัณฑ์มาจำหน่าย สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืนค่ะ”

    ขณะที่ นางสุภาพร น้อยเสงี่ยม เจ้าของร้านพาพร (Paporn) จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลบางคูวัด นำสินค้าแฮนด์เมดจากงานมัดย้อมสีธรรมชาติและงาน Eco Print จากใบไม้และดอกไม้จริงมาจำหน่าย ทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า ผ้าพันคอ และแก้วน้ำเก็บความเย็น โดยมีจุดเด่นด้านความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีลวดลายธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์

    อีกหนึ่งร้านที่ได้รับความสนใจคือ ร้านครูอันขนมไทย ของนางอัญชลี ศาลากิจ อดีตข้าราชการครูบำนาญ ที่นำขนมไทยโบราณหลากหลายชนิดมาจำหน่าย โดยเลือกใช้น้ำตาลมะพร้าวแท้ กะทิสด และมะพร้าวสด เพื่อสร้างรสชาติหอมหวานกำลังดี พร้อมต่อยอดเมนูดั้งเดิมด้วยรสชาติชาเขียวและช็อกโกแลต เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่

    นอกจากการเลือกซื้อสินค้าชุมชน ภายในงานยังมีกิจกรรม Workshop ห่อของขวัญและจัดกระเช้าฟรี สำหรับผู้ที่สนใจนำไอเดียไปต่อยอด รวมถึงร้านค้าทุกร้านภายในงานยังเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส+” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นยอดขายให้ผู้ประกอบการชุมชนโดยตรง เชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนสินค้าชุมชนและผู้ประกอบการไทย ในงาน “ช้อปอย่างมีสไตล์ รายได้เพื่อชุมชน” ตั้งแต่วันนี้ถึงวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ลานไนน์ สแควร์ ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ เพราะทุกการจับจ่ายคือพลังสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาส และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน

    สำหรับงาน”ช้อปอย่างมีสไตล์ รายได้เพื่อชุมชน” จัดขึ้นทุกเดือน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์เซ็นเตอร์ 1285 พร้อมติดตามกิจกรรม และโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ได้ที่ www.thenine.co.th/tiwanon/ หรือเฟซบุ๊กเพจ The Nine Center Tiwanon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iek4lf62v238hp36b1te1z5elpxrvnk1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw324BomGMIje2lmyTB7XJ1t

  • บริโภคเอกชน-ความเชื่อมั่นผู้บริโภค หนุนเศรษฐกิจภูมิภาค ก.ค.69 ฟื้น ขณะท่องเที่ยวโตกระจุกบางพื้นที่ : อินโฟเควสท์

    บริโภคเอกชน-ความเชื่อมั่นผู้บริโภค หนุนเศรษฐกิจภูมิภาค ก.ค.69 ฟื้น ขณะท่องเที่ยวโตกระจุกบางพื้นที่ : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจภูมิภาคเดือนก.ค.69 มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดีในหลายพื้นที่โดยเฉพาะ ภาคตะวันออก กทม. และปริมณฑล และภาคใต้ เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นในทุกภูมิภาค ขณะที่การท่องเที่ยวขยายตัวได้ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจภูมิภาคเดือนก.ค.69 มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดีในหลายพื้นที่โดยเฉพาะ ภาคตะวันออก กทม. และปริมณฑลและภาคใต้ เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นในทุกภูมิภาค ขณะที่การท่องเที่ยวขยายตัวได้ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก

    -กทม. และปริมณฑล ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นผู้บริโภค และความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 1.2% ต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -0.1% ต่อปี

    -ภาคตะวันออก ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นผู้บริโภค และความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรหดตัว เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 2.3% ต่อปี ขณะที่รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -0.1% ต่อปี

    -ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรหดตัว เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 4.8% และ 5.2% ต่อปี ตามลำดับ

    -ภาคใต้ มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรหดตัว เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 1.0% ต่อปี ขณะที่รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -0.4% ต่อปี

    -ภาคเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี และการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรหดตัว เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวสูงที่ 15.0% และ 14.8% ต่อปี ตามลำดับ

    -ภาคกลาง มีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทนที่ขยายตัวได้ เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 0.9% และ 1.5% ต่อปี ตามลำดับ

    -ภาคตะวันตก มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรหดตัว เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 2.0% และ 2.2% ต่อปี ตามลำดับ

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/639383&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zjYXsTKITdO41Sx6kZBC6