Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • LINE ประเทศไทย จับมือกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงนาม MOU หนุนครีเอเตอร์ไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ดิจิทัล

    LINE ประเทศไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา และส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด

    ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้สร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลและ LINE STICKERS Creators ให้มีความรู้ ความเข้าใจด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การจดทะเบียนสิทธิ และแนวทางการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม ถูกต้องตามกฎหมาย และยั่งยืน

    ภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลงดังกล่าว LINE ประเทศไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะร่วมกันส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสื่อสารที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง รวมถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่น และการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนโลกออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล

    บันทึกข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาครัฐที่มีต่อ LINE ประเทศไทย ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในยุคดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1552621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V7r6UA7-l3tIcOvp3Ou55

  • ‘กมธ.เศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’คาดเศรษฐกิจไทยปีหน้าสาหัส จีดีพีต่ำกว่าร้อยละ 2

    ‘กมธ.เศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’คาดเศรษฐกิจไทยปีหน้าสาหัส จีดีพีต่ำกว่าร้อยละ 2

    วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

    ‘กมธ.เศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’คาดเศรษฐกิจไทยปีหน้าสาหัส จีดีพีต่ำกว่าร้อยละ 2 ภาษีนำเข้าสหรัฐฯกระทบส่งออก สู้รบไทย-กัมพูชา สูญเงินเฉพาะท่องเที่ยวเฉลี่ยเดือนละ 1.4 หมื่นล้านบาท

    20 ธันวาคม 2568 น.ส.ชญาน์นันท์ ติยตระการชัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง วุฒิสภา กล่าวถึงภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปี2568 และทิศทางเศรษฐกิจในปี 2569 หลังเผชิญการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาและปัญหาการสู้ระบบไทย-กัมพูชาว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทย เคยประมาณการไว้ว่าจะเติบโตได้ราว 2.2-.2.5 เปอร์เซ็นต์ แต่คงไม่เป็นไปตามเป้า เพราะเกิดปัญหาขึ้นหลายอย่างในช่วงไตรมาสสุดท้ายทั้งปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ การสู้รบแนวชายไทย-กัมพูชา ขณะที่รายได้หลักของไทมากส่งออกเป็นหลัก

    น.ส.ชญาน์นันท์เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจของไทยใน 3 ไตรมาสแรก ดูเหมือนจะดี เพราะมีการเติบโตมากถึง 3 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เป็นเพราะการส่งออกล่วงหน้าในครึ่งปีแรก เพื่อหนีปัญหาภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์  แต่เมื่อดูเติบโตเป็นอันดับที่ 6 ในอาเซียน เหนือกว่าเมียนมาร์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ไตรมาสสามเหลือการเติบโตเพียง 1.2 เปอร์เซ็นต์

    น.ส.ชญาน์นันท์กล่าวว่า จากหลายปัจจัยดังกล่าว ทำให้ส่วนตัวแล้วคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะหนักกว่าปี 2568 การเติบโตของจีดีพีลดลง เพราะการใช้จ่ายภาครัฐและการบริโภคของภาคเอกชนลดลง ตัวเลขล่าสุดปีนี้เพียง 2.1 เท่ากับช่วงโควิดในปี 2019 ปี 2569 อาจเหลือเพียง 1.7-1.9 เท่านั้น

    “ตามท้องถนน ตลาดย่านค้าขายในบ้านเรา รวมห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะคนไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย ไม่ใช่เพราะคนมีเงินแล้วไม่ใช้เงิน หนี้ครัวเรือนก็สูงมากขึ้น จะใช้จ่ายอะไร ก็ต้องระมัดระวัง ขณะที่คนมีเงินก็ไม่มีอารมณ์หรือความรู้สึกดี ๆ กับสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้” สว.และเลขานุการคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจฯ ให้ความเห็น

    น.ส.ชญานันท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ไทยยังขาดเสถียรภาพทางการเมือง 1 ปีครึ่งมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ยอดนักท่องเที่ยว ก็ไม่เป็นไปตามเป้า ซ้ำเติมปัญหาการส่งออก รวมถึงปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่หอการค้าไทยประเมินตัวเลขความเสียหายไว้ที่ 4 หมื่นล้านบาท หรือ 0.22 ของจีดีพี ผีซ้ำด้ามพลอย ยังมีปัญหาชายแดนอีก จนกระทบการส่งออกจาก 9 หมื่นล้านบาท หรือเพียง 9 ล้านบาทในเดือนตุลาคมเท่านั้น ล่าสุดก็กลายเป็นศูนย์ไปแล้ว

    สว.และเลขานุการคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาไทย-กัมพูชา เฉพาะด้านท่องเที่ยวเสียหายเดือนละ 1.4 หมื่นล้านบาท หากการปัญหายังยืดเยื้อ จะทำให้ตัวเลขความเสียหายพุ่งสูงขึ้นถึง 0.5 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีไทย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/936106&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15rKjX8rGqEOXF2aYXuH-3

  • หยุดยาวปีใหม่ ล่องถ้ำเลสเตโกดอน ผจญภัยตามรอยช้างดึกดำบรรพ์ที่สตูล

    วันที่ 20 ธันวาคม 2568 นายวริช วิชิต รองผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสตูล ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวชุมชนตำบลทุ่งหว้า (อ่านว่า ทุ่ง-ว่า)  นำทีมสื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ประกาศความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ชูไฮไลต์ “ถ้ำเลสเตโกดอน” อันซีนการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาหนึ่งเดียวในไทย ชวนนักท่องเที่ยวหนีความวุ่นวายจากท้องทะเล มาสัมผัสความมหัศจรรย์ใต้พิภพยุคดึกดำบรรพ์

    นายประกิต สำนักปง หรือ “บังอาลี” รองประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพายเรือถ้ำเลสเตโกดอน เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางชุมชนมีความพร้อม 100% ในการให้บริการนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะผู้ที่มองหากิจกรรมผจญภัยที่แตกต่างจากการลงทะเลทั่วไป โดยถ้ำเลสเตโกดอนแห่งนี้ เป็นถ้ำเลที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทยถึง 4 กิโลเมตร และเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานธรณีโลกสตูล (Satun UNESCO Global Geopark)
    ผจญภัยตามรอยช้างดึกดำบรรพ์ – ลอดท้องช้าง ตามหาหัวใจ

    จุดเด่นที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องมาเยือน คือการค้นพบฟอสซิลกรามช้าง “สเตโกดอน” และแรดโบราณอายุมากกว่า 1.8 ล้านปี ซึ่งเป็นที่มาของชื่อถ้ำ เส้นทางท่องเที่ยวเริ่มต้นด้วยความคลาสสิกจากการนั่ง “รถสองแถวไม้โบราณ” เอกลักษณ์ของชาวทุ่งหว้า เดินทางไปยังปากถ้ำเพื่อเริ่มต้นการผจญภัย

    ภายในถ้ำ นักท่องเที่ยวจะได้ล่องเรือยางผ่านสายน้ำที่ไหลเชื่อมต่อกับทะเล สัมผัสประติมากรรมหินงอกหินย้อยที่ธรรมชาติสรรค์สร้างอย่างวิจิตร อาทิ “หัวใจช้าง” “ปอดช้าง” และ “ฝาผนังฟอสซิลนอติลอยด์” (สัตว์ทะเลโบราณ) ก่อนจะปิดท้ายด้วยไฮไลต์สุดประทับใจคือ “การตามหาหัวใจที่ปลายอุโมงค์” ซึ่งเป็นปล่องแสงธรรมชาติรูปหัวใจบริเวณปากทางออกถ้ำ

    สัมผัสรอยต่อ 2 จังหวัด ผ่านป่าโกงกางสู่ท่าเรือท่าอ้อยหลังจากล่องเรือผ่านความมืดมิดในถ้ำมาไกลกว่า 3-4 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับแสงสว่างและธรรมชาติอันเขียวขจีของป่าชายเลน โดยเรือจะล่องต่อไปตาม “คลองช้าง” ซึ่งเป็นเขตรอยต่อทางธรรมชาติระหว่าง อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล และ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ก่อนจะไปขึ้นฝั่งที่จุดชมวิวท่าเรือท่าอ้อย เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางที่ครบทุกรสชาติทั้งความตื่นเต้นและความสงบ

    รายละเอียดแพ็กเกจการท่องเที่ยววิสาหกิจชุมชนฯ จัดโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับปีใหม่ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยชุมชน:  ราคาแพ็กเกจ: ท่านละ 500 บาท (สำหรับคณะ 10 ท่านขึ้นไป) กรณีไม่ถึง 10 ท่าน: ราคาเหมาลำละ 5,000 บาท การบริการ: รวมเรือยาง (นั่งได้ลำละ 2 ท่าน พร้อมคนพายดูแลความปลอดภัย 1 คน), รถไม้โบราณรับ-ส่ง และเจ้าหน้าที่นำเที่ยว ชูชีพ ไฟฉาย,อาหารว่าง,สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามหรือจองทริปได้ที่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มพายเรือถ้ำเลสเตโกดอน โทร 080-1107060 หรือ 065-2245339 และติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook: ถ้ำเลสเตโกดอน

    #ภูมิภาค-82

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/118388&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01mqwaCd1IqP4bO2QsJfwm

  • LINE ประเทศไทย จับมือกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงนาม MOU หนุนครีเอเตอร์ไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ดิจิทัล

    LINE ประเทศไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา และส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด

    ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้สร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลและ LINE STICKERS Creators ให้มีความรู้ ความเข้าใจด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การจดทะเบียนสิทธิ และแนวทางการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม ถูกต้องตามกฎหมาย และยั่งยืน

    ภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลงดังกล่าว LINE ประเทศไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะร่วมกันส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสื่อสารที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง รวมถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่น และการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนโลกออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล

    บันทึกข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาครัฐที่มีต่อ LINE ประเทศไทย ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในยุคดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1552621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V7r6UA7-l3tIcOvp3Ou55

  • LINE ประเทศไทย จับมือกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงนาม MOU หนุนครีเอเตอร์ไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ดิจิทัล

    LINE ประเทศไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา และส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด

    ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้สร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลและ LINE STICKERS Creators ให้มีความรู้ ความเข้าใจด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การจดทะเบียนสิทธิ และแนวทางการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม ถูกต้องตามกฎหมาย และยั่งยืน

    ภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลงดังกล่าว LINE ประเทศไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะร่วมกันส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสื่อสารที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง รวมถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่น และการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนโลกออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล

    บันทึกข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาครัฐที่มีต่อ LINE ประเทศไทย ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในยุคดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1552621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V7r6UA7-l3tIcOvp3Ou55

  • หยุดยาวปีใหม่ ล่องถ้ำเลสเตโกดอน ผจญภัยตามรอยช้างดึกดำบรรพ์ที่สตูล

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/118388&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01mqwaCd1IqP4bO2QsJfwm

  • กปภ. ผนึกกำลัง กทพ. กฟภ. NT ลงนาม MOU วางระบบสาธารณูปโภคทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    กปภ. ผนึกกำลัง กทพ. กฟภ. NT ลงนาม MOU วางระบบสาธารณูปโภคทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    20 ธันวาคม 2568, 14:41น.

        การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือการดำเนินโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย เพื่อรองรับระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานสาธารณูปโภค ร่วมกับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กพท.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการ กฟภ. และพันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT ร่วมลงนาม ณ อาคารศูนย์บริหารทางพิเศษ กทพ. เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568

        นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ความร่วมมือของ กพท. กับ กปภ. กฟภ. และ NT ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในการบูรณาการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันทั้งด้านคมนาคม ไฟฟ้า น้ำประปา และโทรคมนาคม อย่างมีประสิทธิภาพบนโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณ ลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนก่อสร้างเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสะดวกในการบำรุงรักษา เป็นการยกระดับความมั่นคงของระบบสาธารณูปโภค รองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชน 

       นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. กล่าวว่า เกาะสมุยเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ กปภ. สามารถวางระบบท่อส่งน้ำประปาขนาดใหญ่ผ่านโครงสร้างทางพิเศษได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ รองรับการอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน เพิ่มความคุ้มค่าในการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน อันเป็นการสร้างความคุ้มค่าสูงสุดให้แก่ประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของเกาะสมุยในอนาคต อีกทั้งสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านน้ำประปาได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/157665&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_P_g6kd5uh9QQEB2iVj1i

  • โคราช ทัพบิ๊กไบค์อีสานรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ จัดงาน “โคราช อีสานไบค์วีค 2025” ผนึกพลังสองล้อทั่วประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว พร้อมส่งต่อรายได้เพื่อการศึกษาโรงเรียนในชนบท | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 20/12/2025 19:30

    โคราช ทัพบิ๊กไบค์อีสานรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ จัดงาน “โคราช อีสานไบค์วีค 2025” ผนึกพลังสองล้อทั่วประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว พร้อมส่งต่อรายได้เพื่อการศึกษาโรงเรียนในชนบท

    เย็นวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ที่บริเวณลานกิจกรรมเอนกประสงค์ ข้างห้างไทวัสดุ ริมถนนมิตรภาพบายพาสเลี่ยงเมือง-จอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มบิ๊กไบค์ 20 จังหวัดภาคอีสานได้จัดงาน “โคราช อีสานไบค์วีค 2025” ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 11 โดยมีบิ๊กไบค์จากทั่วประเทศเข้าร่วมงานจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก และตื่นตาตื่นใจ โดยมีกลุ่มคนรักรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ และฮาร์เลย์-เดวิดสัน นำรถจักรยานยนต์ไปร่วมจอดโชว์นับร้อยคัน เพื่อแสดงพลังความสามัคคี สร้างความฮือฮาให้กับนักท่องเที่ยว และประชาชนที่มาร่วมงานอย่างมาก กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ โดยมีการเคลื่อนขบวนรถบิ๊กไบค์จากบริเวณที่จัดงานไปตามถนนมิตรภาพ เข้าสู่ตัวเมืองนครราชสีมา สักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) และกลับไปจอดที่งานให้นักท่องเที่ยวได้ชมโฉมรถแต่ละคันอย่างใกล้ชิด

    อั๋น เดอะไรเดอร์ ตัวแทนคณะกรรมการจัดงานอีสานไบค์วีค ครั้งที่ 11 เปิดเผยว่า การจัดงานโคราช อีสานไบค์วีค ในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 11 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องชาวสองล้อ ที่ต้องการสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ให้กับจังหวัดนครราชสีมา ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น และเป็นกันเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นเวทีรวมตัวของกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์จากทั่วประเทศแล้ว กิจกรรมครั้งนี้ยังมุ่งหวังที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมาให้กลับมาคึกคัก ส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยภายในงานมีกิจกรรมความบันเทิงคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง การโชว์เครื่องเสียงรถยนต์ รถคลาสสิค บิ๊กไบค์ และฮาร์เลย์-เดวิดสัน

    ร้อยโทสมศักดิ์ นิธิศธนพัฒน์ กรรมการจัดงานฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุดในการจัดงานครั้งนี้ นอกเหนือจากการพบปะสังสรรค์ตามประสาพี่น้องไบค์เกอร์แล้ว คือ การรณรงค์เรื่องการขับขี่ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ และการสร้างสาธารณประโยชน์คืนสู่สังคม เราต้องการลบภาพจำเดิมๆ และสร้างจิตสำนึกที่ดีในการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน และหัวใจสำคัญของงานในครั้งนี้ คือ งานจิตอาสาเพื่อการกุศลอย่างแท้จริง โดยรายได้จากการจัดงานทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะนำไปมอบเป็นทุนการศึกษา และจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นบริจาคให้กับโรงเรียนโคกสูง และโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นการสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับเยาวชนในพื้นที่

    งาน “โคราช อีสานไบค์วีค 2025” นับเป็นกิจกรรมยิ่งใหญ่ ที่ผสมผสานทั้งความสนุกสนานของวิถีชาวไบค์เกอร์ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการทำความดีเพื่อสังคมเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้มีผู้สนใจเดินทางมาจากทั่วประเทศเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก เป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมาอีกด้วย.

    ภาพ-ข่าว ศรัณย์ วงศ์สารสิน ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ปก web ปะทะเดือดแก๊งยานรก

    ปก web เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    เชียงใหม่ “ปิงปุระ ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา” ลักชูรีแลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมแม่น้ำปิง

    สาธารณสุขอำเภอตาคลี ร่วมกับ โรงเรียนตาคลีประชาสรรค์ จัดกิจกรรมการแข่งขันฟุตบอล 9 คน TO BE NUMBER ONE TAKHLI CUP 2025

    โดรนจับภาพเรือหางยาวเฉียดพะยูนแม่ลูก อช.ยืนยันปลอดภัย

    “กรมศิลปากร” จัดพิธีมหามังคลาภิเษก พระพิฆเนศวร 115 ปีแห่งการสถาปนา

    “ช่อ พรรณิการ์” ไม่ยอม แจงไม่ได้เรียกร้อง เปิดแผนรบนัดลุยแจ้งความ อ้างข้อความพูดแพร่ไม่ครบ เจตนาใส่ร้าย

    พาณิชย์ จ.นครสวรรค์ ลุย !! ตรวจสอบตลาดบ่อนไก่ เพิ่มความเชื่อมั่นให้ประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1430210&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X8Zk0Okck1miHUSYiG-ts

  • โคราช ทัพบิ๊กไบค์อีสานรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ จัดงาน “โคราช อีสานไบค์วีค 2025” ผนึกพลังสองล้อทั่วประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว พร้อมส่งต่อรายได้เพื่อการศึกษาโรงเรียนในชนบท | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 20/12/2025 19:30

    โคราช ทัพบิ๊กไบค์อีสานรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ จัดงาน “โคราช อีสานไบค์วีค 2025” ผนึกพลังสองล้อทั่วประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว พร้อมส่งต่อรายได้เพื่อการศึกษาโรงเรียนในชนบท

    เย็นวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ที่บริเวณลานกิจกรรมเอนกประสงค์ ข้างห้างไทวัสดุ ริมถนนมิตรภาพบายพาสเลี่ยงเมือง-จอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มบิ๊กไบค์ 20 จังหวัดภาคอีสานได้จัดงาน “โคราช อีสานไบค์วีค 2025” ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 11 โดยมีบิ๊กไบค์จากทั่วประเทศเข้าร่วมงานจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก และตื่นตาตื่นใจ โดยมีกลุ่มคนรักรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ และฮาร์เลย์-เดวิดสัน นำรถจักรยานยนต์ไปร่วมจอดโชว์นับร้อยคัน เพื่อแสดงพลังความสามัคคี สร้างความฮือฮาให้กับนักท่องเที่ยว และประชาชนที่มาร่วมงานอย่างมาก กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ โดยมีการเคลื่อนขบวนรถบิ๊กไบค์จากบริเวณที่จัดงานไปตามถนนมิตรภาพ เข้าสู่ตัวเมืองนครราชสีมา สักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) และกลับไปจอดที่งานให้นักท่องเที่ยวได้ชมโฉมรถแต่ละคันอย่างใกล้ชิด

    อั๋น เดอะไรเดอร์ ตัวแทนคณะกรรมการจัดงานอีสานไบค์วีค ครั้งที่ 11 เปิดเผยว่า การจัดงานโคราช อีสานไบค์วีค ในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 11 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องชาวสองล้อ ที่ต้องการสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ให้กับจังหวัดนครราชสีมา ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น และเป็นกันเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นเวทีรวมตัวของกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์จากทั่วประเทศแล้ว กิจกรรมครั้งนี้ยังมุ่งหวังที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมาให้กลับมาคึกคัก ส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยภายในงานมีกิจกรรมความบันเทิงคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง การโชว์เครื่องเสียงรถยนต์ รถคลาสสิค บิ๊กไบค์ และฮาร์เลย์-เดวิดสัน

    ร้อยโทสมศักดิ์ นิธิศธนพัฒน์ กรรมการจัดงานฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุดในการจัดงานครั้งนี้ นอกเหนือจากการพบปะสังสรรค์ตามประสาพี่น้องไบค์เกอร์แล้ว คือ การรณรงค์เรื่องการขับขี่ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ และการสร้างสาธารณประโยชน์คืนสู่สังคม เราต้องการลบภาพจำเดิมๆ และสร้างจิตสำนึกที่ดีในการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน และหัวใจสำคัญของงานในครั้งนี้ คือ งานจิตอาสาเพื่อการกุศลอย่างแท้จริง โดยรายได้จากการจัดงานทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะนำไปมอบเป็นทุนการศึกษา และจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นบริจาคให้กับโรงเรียนโคกสูง และโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นการสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับเยาวชนในพื้นที่

    งาน “โคราช อีสานไบค์วีค 2025” นับเป็นกิจกรรมยิ่งใหญ่ ที่ผสมผสานทั้งความสนุกสนานของวิถีชาวไบค์เกอร์ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการทำความดีเพื่อสังคมเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้มีผู้สนใจเดินทางมาจากทั่วประเทศเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก เป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมาอีกด้วย.

    ภาพ-ข่าว ศรัณย์ วงศ์สารสิน ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ปก web ปะทะเดือดแก๊งยานรก

    ปก web เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    เชียงใหม่ “ปิงปุระ ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา” ลักชูรีแลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมแม่น้ำปิง

    สาธารณสุขอำเภอตาคลี ร่วมกับ โรงเรียนตาคลีประชาสรรค์ จัดกิจกรรมการแข่งขันฟุตบอล 9 คน TO BE NUMBER ONE TAKHLI CUP 2025

    โดรนจับภาพเรือหางยาวเฉียดพะยูนแม่ลูก อช.ยืนยันปลอดภัย

    “กรมศิลปากร” จัดพิธีมหามังคลาภิเษก พระพิฆเนศวร 115 ปีแห่งการสถาปนา

    “ช่อ พรรณิการ์” ไม่ยอม แจงไม่ได้เรียกร้อง เปิดแผนรบนัดลุยแจ้งความ อ้างข้อความพูดแพร่ไม่ครบ เจตนาใส่ร้าย

    พาณิชย์ จ.นครสวรรค์ ลุย !! ตรวจสอบตลาดบ่อนไก่ เพิ่มความเชื่อมั่นให้ประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1430210&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X8Zk0Okck1miHUSYiG-ts

  • สถานการณ์แรงงานข้ามชาติปี 2568 จับตาพรรคการเมืองปั่นกระแส บิดเบือนข้อมูลเพื่อโจมตีทางการเมือง

    สถานการณ์แรงงานข้ามชาติปี 2568 จับตาพรรคการเมืองปั่นกระแส บิดเบือนข้อมูลเพื่อโจมตีทางการเมือง

    เข้าสู่ช่วงนับถอยหลังกำลังจะผ่านพ้นไปแล้วสำหรับปี 2568 หลายภาคส่วนมีการวิเคราะห์-สรุปสถานการณ์ในด้าน”การเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี”เพื่อให้เห็นฉากทัศน์ของปี 2568 ที่กำลังผ่านไปและการคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า 2569

    สำหรับในส่วนของเรื่อง”แรงงาน”ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสังคม-เศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจของประเทศจะขับเคลื่อนได้ ก็ต้องมีการแรงงาน-มีคนเข้ามาทำงานในระบบเศรษฐกิจและการจ้างงาน

    โดยในส่วนของ”แรงงานข้ามชาติ”ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะอย่างสถานการณ์การสู้รบไทย กับกัมพูชาตอนนี้ ก็ทำให้แรงงานกัมพูชาต้องเดินทางออกจากประเทศไทยกลับภูมิลำเนาที่กัมพูชาตั่งแต่เดือนก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้ ภาคการผลิตบางส่วน ก็ขาดแคลนแรงงานฯ จนกระทรวงแรงงานมีนโยบายที่จะเปิดให้แรงงานต่างชาติบางประเทศเข้ามาทำงานแทนแรงงานกัมพูชา  เป็นต้น

    สำหรับภาพรวมแรงงานต่างชาติในปีนี้ ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจไม่น้อยเพราะพบว่าเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่สมาคมผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศ (FCCT) อาคารมณียา เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group :MWG) จัดแถลงข่าวเนื่องในวันแรงงานข้ามชาติสากลปี 2568  (International Migrants Day 2025) ภายใต้หัวข้อ “ปี 2025 จากไซต์งานก่อสร้างถึงสนามรบ : วิกฤติแรงงานข้ามชาติจากชั่วคราวจนเป็นปัญหาชั่วโคตร”  โดยเป็นการสรุปภาพรวมสถานการณ์แรงงานข้ามชาติปี 2568 พร้อมประเด็นเด่นการจัดการปัญหาภัยพิบัติ ภัยสงคราม และจับตาสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย

     ‘เครือข่ายประชากรข้ามชาติ’ ชำแหละวิกฤตแรงงานข้ามชาติปี 68

    โดย””.ส. โรยทราย วงศ์สุบรรณ จากเครือข่ายประชากรข้ามชาติ” ได้สรุปภาพรวมสถานการณ์แรงงานข้ามชาติในปี 2568 พร้อมประเด็นเด่นเรื่องการจัดการปัญหาภัยพิบัติ ภัยสงคราม และการจับตาสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย โดยระบุว่า ตลอดปี 2568 มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานถึง 3 คน  แต่กลับไม่ได้มีนโยบายใด ๆ ที่โดดเด่นออกมาเลย ในการช่วยแก้ปัญหาที่ผู้ประกอบการไทย นายจ้าง หรือตัวแรงงานข้ามชาติกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น กรณีตึกสตง.ถล่ม, กรณีแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศจนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอ้อย ลำไย ก่อสร้าง, หรือกรณีที่ดีเอสไอจับกุมคอร์รัปชันในการขึ้นทะเบียนเอกสาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างมาก และสิ่งที่เห็นได้ชัดในปีนี้คือวิกฤตที่เกิดจากภัยพิบัติและเหตุการณ์ไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นกรณีตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ทำให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศหลักแสนคน และล่าสุดคือน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่จ้างงานสูงในอุตสาหกรรมยางพารา ก่อสร้าง บริการ หรือโรงงานอาหารทะเล ปัญหาคือแม้แรงงานข้ามชาติจะต้องอยู่ในระบบประกันสังคม แต่ความเป็นจริงคือเอกสารการจ้างงานระหว่างแรงงาน นายจ้างตัวจริง และนายหน้า มักจะไม่ตรงกัน ทำให้แรงงานจำนวนมากเข้าไม่ถึงสวัสดิการประกันสังคมและการเยียวยาตามกฎหมายกำหนด ทั้งกรณีผู้เสียชีวิต หรือพิการจากตึกสตง.ถล่ม หรือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดงานในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่

    “รัฐบาลไทยออกแบบระบบประกันสังคมมาอย่างดี แต่ในความเป็นจริงกลับปฏิบัติไม่ได้เลย ตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวมาจนถึงน้ำท่วมหาดใหญ่เป็นเวลานานแล้ว แต่กระทรวงแรงงานไม่มีความพยายามใดๆ ที่จะปรับปรุงให้แรงงานข้ามชาติได้รับการช่วยเหลือเยียวยาดูแล หรือบังคับให้นายจ้างเอาจริงเอาจังในการประกันสังคมแรงงาน” นางสาวโรยทรายระบุ

    “นางสาวโรยทราย”กล่าวต่อว่า ข้อมูลสถิติระบุว่า ตัวเลขแรงงานข้ามชาติถูกกฎหมายได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 3,064,000 คนในปีที่แล้ว เป็น 3,651,000 คนในปีนี้ จากการเปิดจดทะเบียนรอบใหม่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้ที่เข้าประกันสังคมยังคงอยู่ที่ประมาณ 1,400,000 คนเท่านั้น ช่องว่างของตัวเลขที่หายไปจากระบบ ทำให้คนไทยบางส่วนกังวลว่าแรงงานเหล่านี้อาจเป็นภัยหรือมาแย่งทรัพยากร ทั้งที่ความเป็นจริง สังคมไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นกลไกขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    …การอพยพกลับประเทศของแรงงานกัมพูชาทำให้เกิดวิกฤตแรงงานขาดแคลนในภาคเกษตร โดยเฉพาะธุรกิจลำไยและอ้อย ซึ่งมีช่วงเวลาจำกัดในการเก็บเกี่ยว โดยธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า กรณีวิกฤตแรงงานกัมพูชากลับประเทศนี้ ทำให้ธุรกิจลำไยมีความเสียหายสูงถึงประมาณ 2,600 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงแรงงานไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ จนสร้างภาระให้กับธุรกิจและเอกชนไทย นอกจากนี้ การที่กระทรวงแรงงานยังคงใช้โมเดล “หนึ่งนายจ้าง ต่อ หนึ่งแรงงาน” ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์ภาคเกษตรได้ โดยเฉพาะการเก็บเกี่ยวอ้อยที่ต้องใช้แรงงานตามฤดูกาล และไม่เคยมีวิสัยทัศน์ที่จะปรับปรุงโมเดลให้เกิดความยืดหยุ่นในการรวมกลุ่มแรงงานเพื่อย้ายการเก็บเกี่ยวจากไร่หนึ่งไปอีกไร่หนึ่งได้ ทั้งที่นี่คือปัญหาที่เป็นห่วงโซ่กระทบภาคธุรกิจไทยมานาน”

    ..แนวทางแก้ไขคือรัฐต้องเปิดให้การจ้างงานแรงงานข้ามชาติมีความสะดวกในการทำเอกสาร ระบบฐานข้อมูลต้องโปร่งใส เพื่อลดภาระนายจ้างและลดโอกาสการแสวงหาประโยชน์จากระบบนายหน้า ที่สำคัญคือต้องสร้างความยืดหยุ่นในการจ้างงาน โดยทบทวนโมเดล “หนึ่งนายจ้าง หนึ่งแรงงาน” ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบัน

    “การเลือกตั้งครั้งใหม่เดือน ก.พ. 2569  พรรคการเมืองหลายพรรคกำลังใช้ประเด็นแรงงานข้ามชาติเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองอย่างไม่สร้างสรรค์ และขอให้ กกต. เริ่มจับตาดูแล้ว เพราะการนำเสนอที่บิดเบือนข้อมูลจะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันในอนาคต และบั่นทอนเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติให้เกิดความไม่มั่นใจในสังคมไทย”

    ตึก สตง.ถล่มยังเยียวยาแรงงานต่างชาติไม่ครบ

    ด้าน”วรชัย สนั่นสุข มูลนิธิรักษ์ไทย” กล่าวในประเด็น ชีวิตแรงงานหลังฝุ่นตลบตึกสตง.ถล่ม ว่า สำหรับสถิติตัวเลขแรงงานที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่มเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตรวม 95 คน สูญหาย  2 คนสามารถยืนยันตัวบุคคลและส่งร่างให้ญาติแล้ว 93 คน เป็นชาวไทย 64 คน ชาวเมียนมา 25 คน ชาวกัมพูชา 3 คน และชาวลาว 1 คน ขณะที่การเยียวยาผู้เสียหายเท่าที่ได้รับข้อมูล มีจำนวน 11 เคสที่ยังไม่ได้รับค่าทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนจากสำนักงานประกันคมและ ยอดที่ได้รับจริงปัจจุบันอยู่ 83.2 ล้านบาท ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว 82 คน ผู้บาดเจ็บ 9 คน และยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา ซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติเมียนมาและกัมพูชา

    …บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มครั้งนี้ให้บทเรียนสำคัญใหญ่ 2 ประการ  คือ 1.การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐมีปัญหา มีการก่อสร้างสถานที่ของรัฐ ไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรฐานกฎหมายตรวจสอบตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ดังนั้นสถานที่ก่อสร้างตึกของรัฐโครงการดังกล่าว จึงถูกปรับเปลี่ยนแก้ไขแบบก่อสร้างระหว่างทางได้  เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดเหตุตึกถล่มเพียงตึกเดียวทั้งประเทศ การจัดซื้อจัดจ้างมองเพียงมิติงบประมาณและแบบก่อสร้าง ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่าแรงงานจะได้รับผลกระทบความเสี่ยงอันตรายจากการแก้ไขแบบก่อสร้างหรือไม่ และยังไม่มีผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ 2.การไม่มีนโยบายที่มีเสถียรภาพของกระทรวงแรงงาน การจ้างงานแบบซับคอนเทรคในการก่อสร้างตึก สตง.  ทำให้สิทธิของแรงงานข้ามชาติไม่เท่ากัน

    การเข้าถึงสิทธิแม้กฎหมายจะเปิดให้เท่าเทียม แต่หลายครอบครัวต้องรอเงินเยียวยานาน เพราะขั้นตอนพิสูจน์สิทธิยุ่งยาก นิยามนิติสัมพันธ์อ้างอิงกระทรวงแรงงาน ไม่เหมือนกัน นายจ้าง เอกสารใบอนุญาตการทำงาน ถ้านายจ้างกับสถานที่ทำงานไม่ตรงกัน หรือนายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบประกันสังคม มีโอกาสที่ผู้ประสบภัยจะต้องไปฟ้องบังคับคดีด้วยตนเอง และไม่ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ เงินทดแทน 2537  ทั้งนี้ยังมีในเรื่องของบทบาทพนักงานตรวจแรงงานต้องเชิงรุกในไซต์ก่อสร้าง และสามารถสั่งหยุดงานในพื้นที่เสี่ยงได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเหตุ

    “วรชัย” กล่าวต่อไปว่า สำหรับชีวิตแรงงานหลังเหตุการณ์ สิ่งที่พวกเขาเผชิญจริงเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป แรงงานและครอบครัวต้องเผชิญกับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายระยะเวลาว่างงาน และร่างกายที่ต้องฟื้นฟู ใบอนุญาตทำงานที่เสี่ยงหมดอายุ และผู้ประสบภัยมีความสภาวะโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) เรื่องความมั่นคงทางจิตใจ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายรองรับในเชิงหลักการแต่ “ช่องว่างในการบังคับใช้” ทำให้ชีวิตแรงงานข้ามชาติจึงยังคงเปราะบางวันนี้ไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงแรงงานที่เดินทางจากบ้านเกิด แต่เป็นวันที่เราต้องถามตัวเองว่า กฎหมายแรงงานไทยที่มีอยู่สามารถปกป้องแรงงานทุกคนได้จริงหรือไม่  เหตุการณ์ตึกถล่มที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ และสะท้อนให้เราเห็นว่า แรงงานโดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติคือผู้รับภาระความเสี่ยงสูงที่สุดในระบบเศรษฐกิจ 

     “วรชัย” กล่าวถึงข้อเสนอในการแก้ปัญหาในอนาคต ว่า นายจ้างต้องจัดสภาพการทำงานที่ปลอดภัย และต้องแจ้งอุบัติเหตุร้ายแรงภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งยังมีปัญหาการบังคับใช้ และหลายครั้งแรงงานไม่กล้าแจ้งเหตุเพราะ กลัวผลกระทบต่อการทำงานจึงไม่กล้าปฏิเสธงานที่มีความเสี่ยง สำหรับ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 แรงงานทุกคนที่เป็นลูกจ้าง ไม่ว่าจะไทยหรือข้ามชาติ ต้องได้รับค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทนการขาดรายได้ และเงินชดเชยการเสียชีวิต แต่แรงงานหลายคนไม่ได้รับสิทธิเพราะนายจ้างไม่ขึ้นทะเบียนเข้าระบบประกันสังคม อีกทั้งเอกสารใบอนุญาตการทำงานที่ชื่อนายจ้างไม่ตรงกับทำงานจริง เอกสารที่ถือไว้ก็มีโอกาสไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย และเมื่อนายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ลูกจ้างก็จะไม่ได้รับเงินทดแทนในกองทุนพ.ร.บ.เงินทดแทน เมื่อจ่ายเป็นลักษณะจ่ายนอกกองทุนลูกจ้างต่างชาติต้องติดตามบังคับคดีฟ้องแพ่งกับนายจ้างด้วยตนเอง

    “นี้คือความจริงของแรงงานข้ามชาติจำนวนมากในประเทศไทย เมื่อเกิดเหตุมักจะเผชิญสภาพปัญหานี้ สิทธิและกฎหมายที่ควรปกป้องแรงงาน แต่ยังเข้าถึงได้ไม่ทั่วถึง ประเทศไทยมีกรอบกฎหมายที่ค่อนข้างชัดเจนและบทบาทการตรวจสถานที่ทำงานไชต์ก่อสร้างของพนักงานตรวจแรงงาน เพราะทราบว่าบางบริษัทจ่ายค่าจ้าง 2 เดือนต่อหนึ่งครั้งก็มี   เรามี พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยฯ พ.ศ. 2554 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ที่ต้องบังคับใช้อย่างเข้มงวด แรงงานคือผู้สร้างเมือง โรงงาน อาคาร และระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในหลายครั้งพวกเขาเป็นคนแรกที่ได้รับผลกระทบ และเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับความช่วยเหลือ  ดังนั้นแรงงานต้องได้รับความปลอดภัยและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนด้วย ”นายวรชัย กล่าว

    ขณะที่เนื้อหาในช่วงการเสวนาในหัวข้อ “โอกาสประเทศไทยด้วยยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งระบบ” ที่มีบุคคลจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาให้ความเห็นกัน ก็มีความเห็นและข้อมูลที่น่าสนใจ เช่นกัน

    อย่างเช่นความเห็นของ “ศิรดา เขมานิฏฐาไท  อาจารย์ประจำสำนักวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ “ที่กล่าวในหัวข้อเลือกตั้งพม่า 2025 และแนวโน้มต่อสถานการณ์การย้ายถิ่นจากความไม่สงบ โดยระบุว่า สำหรับผลกระทบข้ามชาติของการเลือกตั้งเมียนมาต่อแรงงานและผู้พลัดถิ่นในไทย  การเลือกตั้งในเมียนมาไม่ได้ส่งผลจำกัดอยู่แค่ผลลัพธ์ทางการเมืองภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบข้ามชาติอย่างลึกซึ้งมายังประชากรชาวเมียนมาที่อยู่ในประเทศไทย

    ประกอบด้วย1. การย้ายถิ่นฐานและความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น การเลือกตั้งที่จัดขึ้นภายใต้ระบอบทหารในครั้งนี้ จะไม่สามารถหยุดยั้งกระบวนการย้ายถิ่นฐานได้ การเลือกตั้งนี้ไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปทางการเมืองที่แท้จริง แต่มีเป้าหมายเพื่อรวบอำนาจของผู้นำระบอบทหาร และการสู้รบและความรุนแรงจะยังคงดำเนินต่อไป ดังนั้นสถานการณ์จะยิ่งกระตุ้นให้มีจำนวนผู้พลัดถิ่นเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจาก ความรุนแรงที่ทวีความเข้มข้น จะผลักดันให้ทั้งแรงงานข้ามชาติ, ผู้ลี้ภัย, ชนชั้นกลางที่แสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ, และเยาวชนที่ต้องการโอกาสทางการศึกษา ต้องหลบหนีออกจากประเทศ  นอกจากนี้ สภาพปัจจุบันของเมียนมายังขาดความพร้อมในทุกด้าน ทั้งระบบการศึกษาและสาธารณสุขที่ล้มเหลว ความขัดแย้งที่ยังไม่ยุติเพราะขาดการเจรจา การบังคับการเกณฑ์ทหารก็ยังดำเนินต่อไปและระบบเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อคนส่วนใหญ่ แม้แต่ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจก็ยังรู้สึกไม่มั่นคง

    … 2.การควบคุมข้ามชาติจากรัฐบาลทหารหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลทหารที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งจะใช้ผลการเลือกตั้งเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรม และดำเนินนโยบายควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศหรือการควบคุมข้ามชาติอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยเริ่มเห็นสัญญาณมาตลอดในการควบคุมประชาชนที่อยู่นอกประเทศ ซึ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงและขยายประเภทของหนังสือเดินทาง เพื่อใช้เป็นกลไกในการควบคุม และปัจจุบันพบกรณีการไม่ต่ออายุหนังสือเดินทาง 3.แรงกดดันต่อผู้ย้ายถิ่นฐานในประเทศไทย เมื่อผลการเลือกตั้งได้รับการรับรองหรือถูกมองว่ามีความชอบธรรมจากบางฝ่าย จะทำให้การเลือกตั้งอาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการสร้างแรงกดดันต่อผู้ย้ายถิ่นฐานชาวเมียนมาในไทย ด้วยความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วนในความซับซ้อนทางการเมืองของเมียนมา ทางการไทยอาจพิจารณาการให้ความคุ้มครองลดลง หรือร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมาหลังการเลือกตั้งในการผลักดันการส่งคนเมียนมากลับประเทศ หรือบังคับให้ชาวเมียนมาต้องมีเอกสารที่ออกโดยรัฐบาลเมียนมาอย่างเคร่งครัด  นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งของไทยอาจใช้การเลือกตั้งเป็นเหตุผลเพื่อเพิ่มแรงต่อต้านต่อต่อแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัย

    4.ความสนใจจากนานาชาติที่ลดลง ประชาคมโลกตะวันตกมีแนวโน้มที่จะลดความสนใจในการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมลง ทั้งในแง่ของการให้สถานะคุ้มครอง และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลให้ผู้พลัดถิ่นเลือกที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อแสวงหาความอยู่รอด 5.การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และรูปแบบการพลัดถิ่นใหม่ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการที่ระบอบทหารเมียนมากระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียและจีน อาจจะนำไปสู่การพลัดถิ่นรูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มเติม เช่น โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ การสร้างโรงไฟฟ้า และ เหมืองแร่ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/articles-news/918928/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Pzr7LwiP5W3-_4VAu99u4