Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญาดึงหน่วยงานแนวร่วม เสริมศักยภาพ “หน่วยปราบสินค้าปลอม” พร้อมลุยปฏิบัติการเชิงรุก เข้มข้น จริงจัง และมีประสิทธิภาพ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาดึงหน่วยงานแนวร่วม เสริมศักยภาพ “หน่วยปราบสินค้าปลอม” พร้อมลุยปฏิบัติการเชิงรุก เข้มข้น จริงจัง และมีประสิทธิภาพ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศเดินหน้าปฏิบัติการปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง เปิดเวทีระดมพลังเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วประเทศกว่า 150 ราย ร่วมยกระดับศักยภาพ เสริมทักษะความรู้เชิงลึกครบทุกมิติ ทั้งกระบวนการสืบสวน จับกุม และสอบสวนดำเนินคดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามในพื้นที่ต่างๆ อย่างเข้มข้น เหมาะสม และมียุทธศาสตร์ ล่าสุดส่งชุดปฏิบัติการ ลงพื้นที่ทันที ลุยกวาดล้างสินค้าปลอมย่านศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ จับกุมเพิ่ม 7 คดี รวบของกลาง 800 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แม้จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในหลายมิติ แต่ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในท้องตลาดและช่องทางออนไลน์ มีรูปแบบซับซ้อนและยากต่อการตรวจจับมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่อาจยึดติดกับวิธีการเดิมได้อีกต่อไป กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย
    ให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างรอบด้าน มีความแม่นยำ ฉับไว และเชื่อมโยงการทำงานกับทุกภาคส่วนได้อย่างเป็นระบบ พร้อมดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันและรับมือกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทุกรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ทั้งนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้มอบหมาย นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานในการเปิดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น นนทบุรี โดยร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมพัฒนาศักยภาพการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ปฏิบัติงานด้านการปราบปรามรวมกว่า 150 ราย โดยเน้นการสร้างองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึก การบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการพิจารณาคดี ตลอดจนแนวทางการตรวจสอบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมความพร้อมและทักษะในการปฏิบัติงานปราบปรามให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด การสัมมนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมด้วยวิทยากรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ถ่ายทอดความรู้และทักษะที่จำเป็นในหัวข้อต่างๆ อาทิ สถานการณ์การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในท้องตลาดและช่องทางออนไลน์ การตรวจสอบและแยกแยะสินค้าของจริงและสินค้าปลอม แนวทางการสืบสวนและขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดจากผู้ขายสินค้าละเมิด รายย่อยไปยังเครือข่ายสินค้าละเมิดรายใหญ่ (แหล่งต้นน้ำ) กระบวนการพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาของพนักงานอัยการ เป็นต้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเข้มแข็ง ต่อเนื่อง และเป็นธรรม ทั้งต่อเจ้าของสิทธิ ผู้ใช้งานทรัพย์สินทางปัญญา และประชาชนทั่วไป

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งมั่นพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามสินค้าละเมิดฯ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเน้นกวาดล้างในพื้นที่แหล่งต้นน้ำ ทั้งแหล่งเก็บสินค้า โกดัง จุดนำเข้าและกระจายสินค้า ตลอดจนย่านการค้าสำคัญในพื้นที่เฝ้าระวังทั่วประเทศ โดยเพิ่มมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ระงับยับยั้งการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภค ปลอดภัยจากสินค้าปลอมที่ไม่ได้คุณภาพและเป็นอันตรายต่อชีวิต และส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยสถิติการปราบปรามสินค้าละเมิดฯ ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม – พฤศจิกายน 2568) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,132 คดี ยึดของกลางได้กว่า 3.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1,140 ล้านบาท และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 – 23 ธันวาคม 2568 กรมฯ ร่วมกับ บก.ปอศ. และภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ จัดชุดระดมลงกวดขันพื้นที่ศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพมหานคร รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สามารถจับกุมผู้จำหน่ายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า 7 คดี ยึดของกลาง เช่น นาฬิกา แว่นตา กระเป๋า เสื้อ รองเท้า หมวก เป็นต้น รวม 800 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท พร้อมนำส่งของกลางและผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ​ทั้งนี้ กรมฯ ขอย้ำเตือนว่า สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่ยังบั่นทอนกำลังใจของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ค้าที่ทำการค้า โดยสุจริต ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหากประชาชนพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสมายังกองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th โดยบทลงโทษของผู้จำหน่ายสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้า มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ปรับสูงสุด 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับสูงสุด 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/985380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22ZYyv6ZKHyn-zPzTAJ4JZ

  • เศรษฐกิจเบตงพุ่ง! นทท.มาเลย์-สิงคโปร์แห่เที่ยว คาดเงินสะพัดกว่า 20 ล้าน

    เศรษฐกิจเบตงพุ่ง! นทท.มาเลย์-สิงคโปร์แห่เที่ยว คาดเงินสะพัดกว่า 20 ล้าน

    วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.43 น.

    เศรษฐกิจเบตงพุ่ง! นทท.มาเลย์-สิงคโปร์ ‘แห่เที่ยวฉลองปีใหม่’ คาดเงินสะพัดกว่า 20 ล้านบาท

    วันที่ 26 ธันวาคม 2568 บรรยากาศบริเวณด่านพรมแดนอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นไปอย่างคึกคักเป็นพิเศษ มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจำนวนมากพบุตรหลานเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงปิดภาคเรียน และอยู่ในห้วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 ส่งผลให้เศรษฐกิจในตัวเมืองเบตงกลับมามีสีสัน ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร และสถานประกอบการต่างๆ เนืองแน่นไปด้วยผู้คน

    นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวด้วยการเดินชอปปิ้ง ชิมอาหารไทยและสตรีทฟู้ด รวมถึงขนมพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากรสชาติที่ถูกปาก ก่อนจะเดินทางไปสัมผัสไอเย็นชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง และต่อด้วยการลงเรือท่องเที่ยวในทะเลสาบฮาลา-บาลา เพื่อชมทัศนียภาพหุบเขาและสัตว์ป่าที่หาชมได้ยาก พร้อมเดินสายทำบุญเสริมสิริมงคลรับพุทธศักราชใหม่

    นายนฤเทพ อายุ 64 ปี เจ้าของร้านเซ้งติ่มซำ เปิดเผยว่า บรรยากาศในช่วงนี้คึกคักมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมของโรงเรียนในประเทศมาเลเซีย พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ต่างมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและสิงคโปร์แล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวส่งท้ายปีด้วยเช่นกัน

    นายนฤเทพ ยังระบุอีกว่า ขณะนี้โรงแรมและที่พักในอำเภอเบตงส่วนใหญ่ถูกจองเต็มล่วงหน้ายาวไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยคาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ จะมีเงินหมุนเวียนสะพัดในอำเภอเบตงไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้ดีขึ้นตามลำดับ

    ////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/937402&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xVr7KL4u6XmZ2dkkezBJ9

  • ทย.เล็งชงครม.เคาะแจ้งเกิด ‘สนามบินบึงกาฬ’ บูมเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    ทย.เล็งชงครม.เคาะแจ้งเกิด ‘สนามบินบึงกาฬ’ บูมเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    ‘คมนาคม’ เร่งเครื่อง ‘สนามบินบึงกาฬ’ หนุนเศรษฐกิจชายแดนเชื่อมโยง ‘เวียดนาม – สปป.ลาว – ไทย – เมียนมา’ ดันชงครม. เคาะ ลุ้นตอกเสาเข็มปี72  ปักธงเปิดใช้ปี75  รองรับผู้โดยสารกว่า 1.4 แสนคนต่อปี บูมท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนภาคอีสานตอนบน

    26 ธ.ค.2568-นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมทางอากาศที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาจังหวัดบึงกาฬและพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สังคม และเสริมความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รวมถึงยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัด

    สำหรับท่าอากาศยานบึงกาฬจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เชื่อมต่อจากทะเลจีนใต้ ผ่านเวียดนาม สปป.ลาว ไทย และเมียนมา ออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ตลอดจนเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม พบว่าในด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลการศึกษาพบว่า โครงการมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ หรือ EIRR อยู่ที่12.66 %และมีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน หรือ B/C เท่ากับ 1.07 สะท้อนให้เห็นว่าโครงการมีความเหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว

    ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน(ทย.)กล่าวว่า โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานบึงกาฬได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้และคัดเลือกตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมตั้งแต่ปี2564 ต่อมาในปี 2566 ได้ดำเนินการออกแบบรายละเอียดอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ พร้อมทั้งปรับปรุงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA )ซึ่งปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนการเสนอรายงาน EIA โดยได้จัดส่งเอกสารชี้แจงผลกระทบฯ ครั้งที่ 3 แล้ว และมีการประชุมพิจารณารายงานเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 หากขั้นตอนดังกล่าวแล้วเสร็จ จะเข้าสู่กระบวนการเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจารณาอนุมัติและเดินหน้าโครงการในขั้นตอนถัดไป

    ทั้งนี้ กรมท่าอากาศยานคาดการณ์ว่า หากโครงการได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2572 และเปิดให้บริการท่าอากาศยานบึงกาฬอย่างเป็นทางการในปี 2575 โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2575 จะมีผู้โดยสารใช้บริการประมาณ 149,172 คนต่อปี มีจำนวนเที่ยวบิน 1,244 เที่ยวบินต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 4 เที่ยวบินต่อวัน ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับระบบคมนาคมทางอากาศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับจังหวัดบึงกาฬในเวทีเศรษฐกิจภูมิภาคและระหว่างประเทศ

    สำหรับพื้นที่โครงการทั้งหมดแบ่งเป็นพื้นที่ส่วนที่ไม่ใช่เขตการบิน หรือ landside จำนวน 2,542 ไร่ และพื้นที่เขตการบิน หรือ airside จำนวน 1,858 ไร่ รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้นประมาณ 8,196 ล้านบาท และจากผลการศึกษาความเหมาะสม พื้นที่ตั้งโครงการอยู่ในตำบลโป่งเปือย อำเภอโซ่พิสัย และตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ ห่างจากตัวเมืองบึงกาฬและสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 ประมาณ 12 กิโลเมตร และมีระยะห่างจากท่าอากาศยานใกล้เคียง ได้แก่ ท่าอากาศยานอุดรธานี 194 กิโลเมตร ท่าอากาศยานสกลนคร 190 กิโลเมตร และท่าอากาศยานนครพนม 188 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นทำเลที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโครงข่ายการบินในภูมิภาค

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/922030/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Zp87Z6janpGrM8llc2Ku9

  • เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตสูงกว่าคาด |ทันโลก EXPRESS | 26 ธ.ค. 68

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตสูงกว่าคาด |ทันโลก EXPRESS | 26 ธ.ค. 68

    เศรษฐกิจของสหรัฐฯขยายตัวได้เกิน 4 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงการส่งออกและการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้น
    #สหรัฐฯ #เศรษฐกิจสหรัฐฯ #เศรษฐกิจ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/207961&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aXRA0pLiMUcA6agMFV8eq

  • EM DISTRICT ผนึกพลังภาคเอกชน ยกระดับถนนสุขุมวิทสู่เคาน์ดาวน์แลนด์มาร์ก ดึงนักท่องเที่ยว ปลุกเศรษฐกิจปลายปี

    EM DISTRICT ผนึกพลังภาคเอกชน ยกระดับถนนสุขุมวิทสู่เคาน์ดาวน์แลนด์มาร์ก ดึงนักท่องเที่ยว ปลุกเศรษฐกิจปลายปี

    เอ็ม ดิสทริค (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และเอมสเฟียร์) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรุงเทพมหานคร และพันธมิตรภาคเอกชน จัดงาน EXTRAVAGANZA SUKHUMVIT COUNTDOWN 2026 สร้างปรากฏการณ์เคาน์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่อย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยกระดับสุขุมวิทสู่การเป็นหนึ่งใน COUNTDOWN LANDMARK สำคัญระดับโลก

    26 ธ.ค. 2568 – นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ เป็นช่วงเวลาที่เกิดการเดินทางท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศอย่างคึกคัก การจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองขนาดใหญ่จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ และช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางเข้ามายังประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาสำคัญของการท่องเที่ยวระดับโลก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงร่วมมือกับภาคเอกชน จัดกิจกรรมเคาน์ดาวน์ส่งท้ายปีอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิดการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอีเวนท์ด้านการท่องเที่ยว

    โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญในปีนี้ ได้แก่ การจัดงาน EXTRAVAGANZA SUKHUMVIT COUNTDOWN 2026 ร่วมกับ เอ็ม ดิสทริค และภาคเอกชน ที่จะช่วยยกระดับถนนสุขุมวิท สู่แลนด์มาร์กการเฉลิมฉลองระดับนานาชาติ เป็นการสร้างจุดเช็กอินใหม่ และตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางการนับถอยหลังสู่ปีใหม่ในระดับโลกที่ไม่ควรพลาด ขณะที่ภาพรวมการเฉลิมฉลองทั่วประเทศ คาดว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวออกมาร่วมกิจกรรมเคาน์ดาวน์ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 คน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศในช่วงปลายปีได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด, EM DISTRICT และผู้นำเครือข่ายภาคีภาคเอกชนย่านสุขุมวิท กล่าวว่า “การจัดงาน EXTRAVAGANZA SUKHUMVIT COUNTDOWN 2026 สะท้อนพลังความร่วมมือของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะย่านสุขุมวิท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในย่านการค้าที่มีศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ ที่เป็นจุดมุ่งหมายจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นที่ตั้งของศูนย์การค้า โรงแรมระดับโลก ร้านอาหาร และเอ็นเตอร์เทนเมนท์ชั้นนำ รองรับนักท่องเที่ยว โดยที่การสร้างกิจกรรมระดับ ‘เมกะอีเวนต์’ ในช่วงเวลาสำคัญของปี นับเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการดึงดูดนักท่องเที่ยว ส่งเสริมภาพลักษณ์ทางด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย การยกระดับให้เป็นแลนด์มาร์กการเฉลิมฉลองระดับประเทศ จึงไม่เพียงสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กรุงเทพฯ แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว การบริการ และช่วยยกระดับเอ็ม ดิสทริคสู่การเป็น เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ฮับ ในระดับภูมิภาค และเป็นอีกก้าวสำคัญ ในการยกระดับกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทยสู่เมืองท่องเที่ยวชั้นนำของโลก

    สำหรับงาน EXTRAVAGANZA SUKHUMVIT COUNTDOWN 2026 เกิดจากการผนึกกำลังของผู้ประกอบการย่านสุขุมวิท ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจการค้า กลุ่มธุรกิจโรงแรม กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์ กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ เน้นการเคาท์ดาวน์ในรูปแบบใหม่ A New Dimension of Urban Celebration ที่ผสานการแสดงแสงสีเสียงสุดตระการตา จาก Eco-Friendly Pyro, Drone Performance, Laser & Architectural Lighting, Searchlight เพื่อสร้างการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ โดยเคารพบริบทของเมืองและชุมชนอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “สนุกได้…โดยไม่ละเลยชุมชนและสิ่งแวดล้อม” ลดเสียง ลดควัน ลดความเสี่ยง พร้อมเพิ่มมิติศิลปะและเทคโนโลยี นอกจากนั้น ย่านสุขุมวิทเป็นหนึ่งในพื้นที่เมืองที่มีความหนาแน่นสูงที่สุดของกรุงเทพฯ EM DISTRICT จึงออกแบบการแสดง ในรูปแบบที่เรียกว่า DESIGNED FOR THE CITY ปลอดภัยและไม่รบกวนชุมชน ขยายการแสดงเชื่อมพื้นที่เมืองและอาคารต่างๆ อาทิ เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์ และอาคารอื่นโดยรอบ ให้กลายเป็น “Living Stage” โดยจัดแสดง Drone กว่า 500 ลำ ในการเล่าเรื่องผ่านภาพเคลื่อนไหวที่วิจิตรสวยงาม มีความหมายประทับใจ ที่สามารถรับชมได้จากหลายจุดทั่วทั้งย่านสุขุมวิท พร้อมเลเซอร์ แสง สี เสียงสุดอลังการมอบความสุขให้ทุกๆคนที่เข้าร่วมงาน

    นอกจากนั้น ยังยกทัพศิลปินชื่อดังแถวหน้าของเมืองไทยร่วมสร้างสีสันและความสนุกแบบนัน-สต็อป ร่วมเคาท์ดาวน์นับถอยหลังสู่ปีใหม่ 2026 ในบรรยากาศสุดอลังการ กับการแสดงคอนเสิร์ต แสง สี เสียง สุดตระการตาที่จะร่วมมอบความประทับใจให้ทุกคนส่งท้ายปี สร้างแลนด์มาร์กแห่งความสุขใจกลางถนนสุขุมวิท ด้วยกิจกรรม WONDER COUNTDOWN  สนุก สุดมันส์กับการแสดงจากศิลปินชั้นนำของเมืองไทยและต่างประเทศ ได้แก่ เจ เจตริน, บุรินทร์, TREE MAN DOWN, PERSESศิลปิน J-POP PSYCHIC FEVER,ANTHONY WEI และดีเจชั้นนำ, DJ P-U ที่ QUARTIER PARC ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ในค่ำคืนเคาน์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่า 31 ธันวาคม 2568 ก่อนร่วมกันนับถอยหลังพร้อมกันสู่ปี 2026 อย่างยิ่งใหญ่

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/922064/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VOwIg64rpe8JboAGI6EOr

  • เอกนิติ  ชู พิมพ์เขียว “10 Plus” 4 ปี ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ดัน GDP โตเกิน3%

    เอกนิติ ชู พิมพ์เขียว “10 Plus” 4 ปี ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ดัน GDP โตเกิน3%

    ท่ามกลางบรรยากาศส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ชื่อของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กลายเป็นหนึ่งในขุนพลเศรษฐกิจที่ถูกจับตามองมากที่สุดในห้วงเวลานี้ ไม่เพียงเพราะบทบาทกำหนดทิศทางนโยบายการคลัง แต่เพราะเขากำลัง “วางหมากเกมยาว” เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า

    แม้จะอยู่ในช่วงรอยต่อทางการเมือง แต่การแถลงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเมื่อวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา ในนามพรรคภูมิใจไทย ได้ฉายภาพการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย ผ่านกรอบแนวคิดที่เรียกว่า “เศรษฐกิจ 10 Plus” ที่เขาเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเสมือน “รถยนต์คันเก่าที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องยกเครื่องทั้งระบบ หากหวังจะออกเดินทางเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนกว่าในปัจจุบัน

    ย้อนกลับไปไม่ถึง 3 เดือนก่อนหน้า นายเอกนิติเคยประเมินสถานการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หรือ GDP ที่เคยเติบโต 3.2% ลดฮวบเหลือเพียง 1.2% และมีความเป็นไปได้ที่จะไหลลงไปแตะระดับ 0.3% หากไม่อะไร หรือมีมาตรการใดๆมารองรับ

    ในช่วงเวลานั้น รัฐบาลเลือกใช้ยุทธศาสตร์ “Quick Big Win” ไม่ว่าจะเป็น โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณแบบ Front-load เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดหนัก ผลลัพธ์คือ รถยนต์ที่ติดหล่มเริ่มขยับตัวออกมา เศรษฐกิจกลับมามีสัญญาณฟื้น คาดว่าไตรมาส 4 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 1% และยังสามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือจาก Moody’s เอาไว้ได้ “ผ่านแผนปฎิรูปการคลังระยะปานกลาง” ซึ่งเป็นกรอบวางแผนการเงินการคลังของรัฐบาล ล่วงหน้า 3-5 ปี เพื่อกำหนดทิศทาง รายได้-รายจ่าย-หนี้สาธารณะ-ขาดดุลงบประมาณ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายเศรษฐกิจและเสถียรภาพการคลัง

    แต่สำหรับรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นี่เป็นเพียงการ “ประคองตัว” ไม่ใช่คำตอบระยะยาว

    เอกนิติ  ชู พิมพ์เขียว “10 Plus” 4 ปี ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ดัน GDP โตเกิน3%

    ล่าสุด ชู พิมพ์เขียว 4 ปี ผ่าน “เศรษฐกิจ 10 Plus”

    โดยมีเป้าหมายใหญ่ของแผน 4 ปี คือการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโต ไม่ต่ำกว่า 3% หรือ 3%Plus อย่างยั่งยืน ผ่านชุดนโยบาย 10 ด้าน แบ่งออกเป็น 2 เสาหลัก

    5 Plus  โอบอุ้มฐานราก สร้างความทั่วถึง

    สวัสดิการ Plus
    แผน “10 Plus” ถูกออกแบบมาเพื่อขยับเศรษฐกิจไทยจากฐานรากขึ้นไปพร้อมกัน เริ่มตั้งแต่ยกระดับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดูแลประชาชนกว่า 13 ล้านคน เสริมด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

    ค่าไฟ Plus
    ควบคู่ไปกับการลดค่าครองชีพโดยตรงด้วยการตรึงค่าไฟฟ้าครัวเรือนรายย่อยไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก

    ออม Plus
    ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ผลักดัน-สร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว ด้วยการส่งเสริมการออมเงิน ผ่านพันธบัตรออม Plus และบัญชีออมส่วนบุคคล (TISA) ที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้

    สูงวัย Plus
    พร้อมเปลี่ยนผู้สูงอายุจากภาระเป็นพลังเศรษฐกิจ ด้วยการพัฒนาทักษะใหม่ ให้มีงาน มีรายได้ และระบบดูแลที่เหมาะสม

    ชุมชน Plus
    ใช้การท่องเที่ยวเมืองรองเป็นเครื่องมือกระจายรายได้สู่ฐานราก พร้อมสิทธิหักภาษีค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า

    อีก 5 Plus  ยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    SMEs Plus (Made in Thailand)
    สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ไทย จะได้รับการสนับสนุนด้วยเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกันรวดเร็ว และสิทธิพิเศษในการเข้าถึงงานภาครัฐ เป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

    ลงทุน Plus
    ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของ GDP ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น EV, AI และ Wellness ผ่านกองทุน Thailand Future Fund โดยไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ

    การศึกษา Plus
    ควบคู่ไปกับการยกระดับการศึกษาให้เท่าเทียม ผลักดันการเรียนฟรีมีงานทำ ผ่านแพลตฟอร์ม Skill Bridge เชื่อมการเรียนรู้กับตลาดแรงงานจริง

    ดิจิทัล-AI Plus
    นำ AI มาเพิ่มรายได้ให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งผลทดสอบชี้ว่าสามารถเพิ่มรายได้ได้หลายเท่าตัว

    เศรษฐกิจสีเขียว & ไทยแลนด์ Plus
    มุ่มขับเคลื่อนสู่ Net Zero ผ่านตลาดคาร์บอนเครดิต ควบคู่การปฏิรูปภาครัฐสู่ “รัฐฉับไว” เพื่อปลดล็อกเศรษฐกิจใหม่และดึงดูดการลงทุนระยะยาว
     

    ปลดล็อก “ไฟแดง” กฎระเบียบเก่า
    กุญแจดอกสำคัญของแผนทั้งหมด คือการรื้อและปรับกฎระเบียบที่ล้าสมัย ผ่านนโยบาย Thailand Plus โดยเฉพาะโครงการ Thailand Fast Track ที่ทำงานร่วมกับ BOI เพื่อปลดล็อกการลงทุนที่พร้อมจะลงทันที คาดว่าจะดึงเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้กว่า 4.7 แสนล้านบาท ควบคู่กับ Trade Plus ที่ใช้เศรษฐกิจนำการทูต ขยายตลาดโลกให้สินค้าไทย

    หัวใจสำคัญของพิมพ์เขียว นี้ คือการ ปักธง เปลี่ยนรถคันเก่า…ให้ไปได้ไกลกว่าเดิม

    “เศรษฐกิจไทยเหมือนรถยนต์ที่เก่า คนขับก็แก่ และติดไฟแดงบ่อยจากกฎระเบียบที่ล้าสมัย เราต้องยกเครื่องใหม่ เปลี่ยนทักษะคนขับ เร่งการลงทุน และนำ AI มาใช้ เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตได้เต็มศักยภาพและยั่งยืนใน 4 ปีข้างหน้า”

    คำถามที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่เพียงว่าแผน “10 Plus” จะสามารถเปลี่ยนรถยนต์คันเก่าคันเดิมของระบบเศรษฐกิจไทย ให้กลายเป็นยานพาหนะใหม่ทันสมัย ที่นำพาคนไทยไปถึงจุดหมายแห่งความมั่งคั่งและยั่งยืนได้จริงหรือไม่ แต่ยังรวมถึงว่า ท่ามกลางกระแสการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ที่กำลังใกล้เข้ามา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง จะยังได้สานต่อนโยบายการคลังชุดนี้ต่อไปหรือไม่ ภายใต้บริบทการเมืองที่อาจเปลี่ยนไป ซึ่งคำตอบอาจเริ่มชัดเจนขึ้นในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/735612&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1owoSm00QVEijHGcIvPxD8

  • “ทรัมป์” อวดผลงานเศรษฐกิจ หุ้นพุ่ง-ไร้เงินเฟ้อ ลั่นภาษีนำมาซึ่งความรุ่งเรือง

    “ทรัมป์” อวดผลงานเศรษฐกิจ หุ้นพุ่ง-ไร้เงินเฟ้อ ลั่นภาษีนำมาซึ่งความรุ่งเรือง

    เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. เนื่องในวันคริสต์มาส ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความเสียดสีและอวดผลงานของตัวเองในปีที่ผ่านมา

    ทรัมป์ระบุว่า “สุขสันต์วันคริสต์มาสทุกคน รวมถึงพวกหัวรุนแรงฝ่ายซ้ายที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายประเทศของเรา แต่พวกเขากำลังล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เราไม่มีนโยบายเปิดพรมแดน ไม่มีผู้ชายเล่นกีฬาของผู้หญิง ไม่มีสิทธิคนข้ามเพศ หรือการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแออีกต่อไป”

    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังเสริมว่า เขาประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านนโยบายเศรษฐกิจ โดยบอกว่า “สิ่งที่เรามีคือ ตลาดหุ้นและกองทุน 401K (แผนออมเงินเพื่อการเกษียณอายุในสหรัฐฯ) ที่ทำสถิติสูงสุด อัตราการก่ออาชญากรรมต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ไม่มีภาวะเงินเฟ้อ และเมื่อวานนี้ GDP อยู่ที่ 4.3 ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ 2 จุด”

    ทรัมป์ยังบอกว่า “ภาษีนำเข้าทำให้เรามีการเติบโตและความเจริญรุ่งเรืองหลายล้านล้านดอลลาร์ และความมั่นคงแห่งชาติที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เราเคยมีมา เราได้รับการเคารพอีกครั้ง อาจจะมากกว่าที่เคยเป็นมา ขอพระเจ้าอวยพรประเทศอเมริกา!”

    ในคืนวันคริสต์มาส ทรัมป์ยังโพสต์และข้อความรวมกันมากกว่า 100 ครั้งบน Truth Social โดยโจมตีผู้อพยพชาวโซมาเลีย ยกย่องนโยบายเศรษฐกิจของตน และย้ำคำกล่าวอ้างที่ว่าการเลือกตั้งปี 2020 ถูกโกง

    ประธานาธิบดีทรัมป์แชร์คลิปจากที่ปรึกษาด้านการค้าของเขา ปีเตอร์ นาวาร์โร ซึ่งโอ้อวดว่าทรัมป์พิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถชะลออัตราเงินเฟ้อและลดราคาสินค้าลงได้ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ กำหนดไว้ก็ตาม

    ทรัมป์ยังแชร์ข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับผู้อพยพชาวโซมาเลีย และกดไลก์โพสต์ที่อ้างว่าพรรคเดโมแครตต้องการเปลี่ยนสหรัฐฯ ให้กลายเป็นโซมาเลีย

    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้แชร์โพสต์ที่กล่าวอ้างเท็จเกี่ยวกับการโกงการเลือกตั้งปี 2020 โดยเน้นไปที่การนับคะแนนในเขตฟุลตัน รัฐจอร์เจีย

    นอกจากนี้เขายังแชร์ทฤษฎีสมคบคิดที่นักแสดงหญิง โรแซนน์ บาร์ แชร์ไว้ โดยบอกเป็นนัยว่า พรรคเดโมแครตเป็นผู้บงการการระบาดของโควิด-19 เพื่อโกงการเลือกตั้ง

    การโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียอย่างบ้าคลั่งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผลสำรวจของ Gallup ระบุว่า คะแนนนิยมของเขาอยู่ที่ 36% ซึ่งต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 1973

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/264585&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07LN-cnr809Prj1wi0FKOn

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญาดึงหน่วยงานแนวร่วม เสริมศักยภาพ “หน่วยปราบสินค้าปลอม” พร้อมลุยปฏิบัติการเชิงรุก เข้มข้น จริงจัง และมีประสิทธิภาพ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาดึงหน่วยงานแนวร่วม เสริมศักยภาพ “หน่วยปราบสินค้าปลอม” พร้อมลุยปฏิบัติการเชิงรุก เข้มข้น จริงจัง และมีประสิทธิภาพ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศเดินหน้าปฏิบัติการปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง เปิดเวทีระดมพลังเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วประเทศกว่า 150 ราย ร่วมยกระดับศักยภาพ เสริมทักษะความรู้เชิงลึกครบทุกมิติ ทั้งกระบวนการสืบสวน จับกุม และสอบสวนดำเนินคดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามในพื้นที่ต่างๆ อย่างเข้มข้น เหมาะสม และมียุทธศาสตร์ ล่าสุดส่งชุดปฏิบัติการ ลงพื้นที่ทันที ลุยกวาดล้างสินค้าปลอมย่านศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ จับกุมเพิ่ม 7 คดี รวบของกลาง 800 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แม้จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในหลายมิติ แต่ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในท้องตลาดและช่องทางออนไลน์ มีรูปแบบซับซ้อนและยากต่อการตรวจจับมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่อาจยึดติดกับวิธีการเดิมได้อีกต่อไป กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย
    ให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างรอบด้าน มีความแม่นยำ ฉับไว และเชื่อมโยงการทำงานกับทุกภาคส่วนได้อย่างเป็นระบบ พร้อมดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันและรับมือกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทุกรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ทั้งนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้มอบหมาย นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานในการเปิดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น นนทบุรี โดยร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมพัฒนาศักยภาพการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ปฏิบัติงานด้านการปราบปรามรวมกว่า 150 ราย โดยเน้นการสร้างองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึก การบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการพิจารณาคดี ตลอดจนแนวทางการตรวจสอบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมความพร้อมและทักษะในการปฏิบัติงานปราบปรามให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด การสัมมนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมด้วยวิทยากรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ถ่ายทอดความรู้และทักษะที่จำเป็นในหัวข้อต่างๆ อาทิ สถานการณ์การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในท้องตลาดและช่องทางออนไลน์ การตรวจสอบและแยกแยะสินค้าของจริงและสินค้าปลอม แนวทางการสืบสวนและขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดจากผู้ขายสินค้าละเมิด รายย่อยไปยังเครือข่ายสินค้าละเมิดรายใหญ่ (แหล่งต้นน้ำ) กระบวนการพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาของพนักงานอัยการ เป็นต้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเข้มแข็ง ต่อเนื่อง และเป็นธรรม ทั้งต่อเจ้าของสิทธิ ผู้ใช้งานทรัพย์สินทางปัญญา และประชาชนทั่วไป

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งมั่นพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามสินค้าละเมิดฯ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเน้นกวาดล้างในพื้นที่แหล่งต้นน้ำ ทั้งแหล่งเก็บสินค้า โกดัง จุดนำเข้าและกระจายสินค้า ตลอดจนย่านการค้าสำคัญในพื้นที่เฝ้าระวังทั่วประเทศ โดยเพิ่มมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ระงับยับยั้งการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภค ปลอดภัยจากสินค้าปลอมที่ไม่ได้คุณภาพและเป็นอันตรายต่อชีวิต และส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยสถิติการปราบปรามสินค้าละเมิดฯ ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม – พฤศจิกายน 2568) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,132 คดี ยึดของกลางได้กว่า 3.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1,140 ล้านบาท และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 – 23 ธันวาคม 2568 กรมฯ ร่วมกับ บก.ปอศ. และภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ จัดชุดระดมลงกวดขันพื้นที่ศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพมหานคร รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สามารถจับกุมผู้จำหน่ายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า 7 คดี ยึดของกลาง เช่น นาฬิกา แว่นตา กระเป๋า เสื้อ รองเท้า หมวก เป็นต้น รวม 800 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท พร้อมนำส่งของกลางและผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ​ทั้งนี้ กรมฯ ขอย้ำเตือนว่า สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่ยังบั่นทอนกำลังใจของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ค้าที่ทำการค้า โดยสุจริต ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหากประชาชนพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสมายังกองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th โดยบทลงโทษของผู้จำหน่ายสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้า มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ปรับสูงสุด 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับสูงสุด 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/985380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22ZYyv6ZKHyn-zPzTAJ4JZ

  • “พรรคประชาชน” เปิด 4 ชุดนโยบาย “เศรษฐกิจ-ปฏิรูปรัฐ-ความมั่นคงและประชาธิปไตย-ยกระดับคุณภาพชีวิต”


    “พรรคประชาชน” เปิด 4 ชุดนโยบาย “เศรษฐกิจ-ปฏิรูปรัฐ-ความมั่นคงและประชาธิปไตย-ยกระดับคุณภาพชีวิต”  ย้ำจบสงครามใช้โลกล้อม “กัมพูชา” ดูแลสวัสดิการประชาชนตั้งแต่ครรภ์ถึงเชิงตะกอน ปรับสูตรเพิ่มค่าแรงสูงสุด

    พรรคประชาชน เปิดตัวเว็บไซต์นโยบายรัฐบาลประชาชน โดยมี 4 ชุดนโยบายหลัก คือ 1.โมเดลเศรษฐกิจใหม่ 2.การปฏิรูปรัฐ 3.ความมั่นคงและประชาธิปไตย และ 4.ยกระดับคุณภาพชีวิต โดยในเว็บไซต์ประกอบด้วยนโยบายจำนวนมาก ครอบคลุมทุกปัญหาของสังคมไทย ซึ่งเปิดให้ประชาชนสามารถแปะสติกเกอร์โหวตนโยบายที่ชอบได้ และยังสามารถทำ e-card สคส. ส่งนโยบายให้คนที่ต้องการเนื่องในวันปีใหม่ได้ โดยตัวอย่างนโยบายที่น่าสนใจ เช่น 1.แก้ปัญหาไทย-กัมพูชา ยึดเป้าหมายปกป้องอธิปไตย สงครามไม่ยืดเยื้อ พาพี่น้องกลับบ้าน ชายแดนปลอดภัย ใช้โลกล้อมกัมพูชา โดยดึงมหาอำนาจกดดันฮุน เซน หยุดคุกคามไทย บีบให้กัมพูชาปฏิบัติตามเงื่อนไขหยุดยิง เดินหน้าติดตั้ง Smart Tower ตรวจจับโดรน และการลักลอบข้ามแดน ลดความเสี่ยงทหารโดนทุ่นระเบิด พร้อมขุดรากถอนโคนสแกมเมอร์ซึ่งเป็นต้นตอปัญหา 2.สวัสดิการประชาชน ลดค่าครองชีพ ดูแลตั้งแต่ตั้งครรภ์ถึงเชิงตะกอน แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากขาดความมั่นคงในชีวิต ตั้งแต่เด็กที่คุณภาพชีวิตขึ้นกับฐานะครอบครัว ผู้สูงอายุที่ยังต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพจากรัฐที่ได้ต่ำกว่าค่าครองชีพที่เป็นจริง

    ตัวอย่างสวัสดิการ เช่น มีเบี้ยเด็กเล็ก 0-6 ขวบ 1,200 บาท/เดือน ใน 4 ปี ปีแรก 600 บาท/เดือน ถ้วนหน้า คนท้องได้ 3,000 บาท, มีบำนาญผู้สูงอายุ 1,500 บาท/เดือน ใน 4 ปี ปีแรก 1,000 บาท/เดือน ทั้งผู้สูงอายุและผู้พิการ และให้มีอาสาชุมชนดูแลผู้ติดบ้านติดเตียงถึงบ้าน สร้างงาน 70,000 ตำแหน่ง รายได้มากกว่า 15,000-20,000 บาท/เดือน, ค่าโดยสารร่วม 8-45 บาท, ช่วยค่าเช่าบ้าน 1,000 บาท 6 เดือน, ลดค่าไฟ 25 สตางค์/หน่วย ฯลฯ

    3.คนละครึ่งพลัส หวยใบเสร็จ SMEs เพิ่มแต้มต่อ ทุนเล็กแข่งขันได้ โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งแรก เติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาท 12 ล้านคน สำหรับซื้อสินค้า/บริการ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการหวยใบเสร็จ SMEs ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้า/บริการจาก SMEs ผ่านแอป “เป๋าตัง” (หรือแอปธนาคารอื่นที่ร่วมโครงการ) ทุกๆ ยอดซื้อสะสม 500 บาท จะได้รับหวยใบเสร็จ SMEs 1 ใบ (สะสมจากหลากหลายร้านค้า SMEs ได้) เลือกเลขสามตัวและลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน ไม่เกิน 20 ใบต่อเดือนในเฟสแรก โดยวงเงินรางวัลหวยใบเสร็จ SMEs 1,000 ล้านบาท/เดือน

    4.ปรับสูตร ปรับฐาน ค่าแรงเพิ่มมากกว่าค่าครองชีพทุกปี เพิ่มวันพักผ่อน พรรคประชาชนชูข้อเสนอเพื่อยกระดับสวัสดิภาพแรงงานให้ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม เพื่อสร้างความเป็นธรรม สร้างความมั่นคงในชีวิต เพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่เพียงแต่พอให้ประทังชีวิตอยู่ได้ไปวันๆ โดยมีแนวนโยบายดังต่อไปนี้

    ปรับฐานคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำ เพิ่มทันที 4% 350-420 บาท/วัน ปรับสูตรมุ่งสู่ “ค่าจ้างเพื่อชีวิต” ค่าจ้างเพิ่มตามค่าครองชีพ ทักษะเพิ่ม ค่าจ้างต้องเพิ่มตามด้วย ให้มีการทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ทำงานวันเสาร์ได้ OT เวลาทำงาน 40 ชม./สัปดาห์ พร้อมเพิ่มสิทธิลาหยุดเป็น 10 วัน/ปี เพิ่มสิทธิลาปวดประจำเดือน และวันลาเพื่อไปบอกลาคนในครอบครัว เป็นต้น

    5.เมกะโปรเจกต์ ยกระดับทักษะทุกช่วงวัย รัฐบาลพรรคประชาชนจะริเริ่ม “เมกะโปรเจกต์” ในการยกระดับทักษะกำลังคน พัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มปริมาณและเปลี่ยนวิธีการในการลงทุนกับการยกระดับทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้เรียน เพื่อให้คนไทยรายได้สูงขึ้น และผู้ประกอบการไทยแข่งกับโลกได้ โดยมี “ระบบกลาง” หรือ “แพลตฟอร์มกลาง” ของรัฐระบบเดียวที่จะสร้างบัญชีในการเรียนรู้ให้กับคนไทยทุกคน เพื่อใช้เข้าถึงการฝึกทักษะที่รัฐสนับสนุน

    พร้อมอัดฉีด “คูปอง” ให้ประชาชนเพื่อไปใช้ shopping หรือเลือกเรียนคอร์สที่อยู่ในระบบได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และอาจมีการแถมค่าเสียเวลาให้เป็นเงินสด หลังเรียนจบ รัฐจะเป็นผู้คัดคอร์สที่มีคุณภาพ จากทั้งภาคเอกชน สถาบันอุดมศึกษา และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชนมีตัวเลือกที่หลากหลาย ในการใช้คูปอง

    6.แก้หนี้เกษตรกร เปลี่ยนภาระเป็นพลัง หนี้สินการเกษตรเป็นหนึ่งในปัญหาเรื้อรังของเกษตรกรไทย การมีหนี้สินที่เกินกว่าความสามารถในการชำระหนี้ นอกจากจะเป็นผลทางลบต่อจิตใจและคุณภาพชีวิตแล้ว ยังมีผลให้เกิดการชะลอตัวในการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ รัฐบาลประชาชนจะแก้หนี้เกษตร เปลี่ยนภาระเป็นพลัง โดยเกษตรกรที่มีอายุ 70 ปี ที่ชำระดี ใครชำระหนี้มาเกินเงินต้นแล้ว ยกหนี้ให้ เพราะที่ผ่านมา นโยบาย คือ จ่ายแต่ดอก ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร ส่วนใครจ่ายยังไม่เกินต้น ลดหนี้ให้ 50% ส่วนเกษตรกรที่มีปัญหาหนี้ จะปรับโครงสร้างหนี้ พร้อมปรับโครงสร้างการทำเกษตร เกษตรกรมีทางเลือก ถ้าเกษตรกรชำระหนี้ดีจะมีรางวัล คืนดอกเบี้ย 10% และเลิกจ่ายแต่ดอก จ่ายคืนต้นก่อนหักดอกเบี้ย หนี้มีวันหมดแน่นอน

    7.12 คูปอง อุดหนุนเกษตรตรงเป้า สร้างลูกหลานชาวนาเป็นผู้จัดการเกษตรสมัยใหม่ รัฐบาลประชาชนขอเสนอ 12 คูปอง เกษตรทันโลก เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรครบวงจร ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน แก้ปัญหาที่ฐานราก และเพิ่มมูลค่า เพิ่มมาตรฐานและแปรรูป

    โดยหัวใจสำคัญของนโยบายนี้คือการเปลี่ยนรูปแบบการสนับสนุนของภาครัฐ จากการอุดหนุนแบบหว่านแห เป็น “การสนับสนุนแบบมีเป้าหมาย” (Targeted Subsidy) โดยรัฐบาลจะทำหน้าที่สนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรเพื่อให้เป็น “ทางเลือก” สำหรับเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดิน และให้เกษตรกรมีทางเลือกในการใช้บริการจากผู้ประกอบการเอกชนหรือหน่วยงานรัฐที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรได้เอง โดยแบ่งเป็น 12 คูปอง เกษตรทันโลก เช่น คูปองเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต คูปองไม่เผา 250 บาท/ไร่, คูปองท่อนพันธุ์มันทนโรค 800 บาท/ไร่, คูปองวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยแม่นยํา 500 บาท/ไร่ และคูปองปลูกพืชบํารุงดิน 1,000 บาท/ไร่ เป็นต้น

    8.พิสูจน์สิทธิที่ดิน ออกโฉนดเพิ่ม 70 ล้านไร่ เพิ่มป่าอนุรักษ์ 30 ล้านไร่ จากปัญหาด้านเอกสารสิทธิครอบครองที่ดินที่มีอยู่ในปัจจุบัน ที่ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารตามประมวลกฎหมายที่ดิน เอกสารตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เอกสารตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ รวมทั้งที่ดินที่ไม่ทับซ้อนกับหน่วยงานใดๆ และอยู่ในเงื่อนไขที่สามารถออกโฉนดได้

    รัฐบาลประชาชนจึงมีนโยบายเพื่อประชาชนที่ถือครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิหลายประเภท หรือยังไม่มีเอกสารสิทธิใดๆ ได้เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และมีเป้าหมายในการพิสูจน์สิทธิที่ดิน มีโฉนดเพิ่ม 70 ล้านไร่ นอกจากนี้ รัฐบาลประชาชนจะนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาใช้กับงานธุรการ ทะเบียน นิติกรรม และงานบริการประชาชนด้านที่ดิน เช่น งานทะเบียนออนไลน์ / สารบบที่ดินดิจิทัล E- land deed document / การพิสูจน์สิทธิ ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI / Base map / One map / Application และพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ดินและศูนย์ข้อมูลที่ดินออนไลน์ทั่วประเทศให้เป็น Open data

    9.ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร สู่ทหารมืออาชีพ เงินดี สวัสดิการครบ รบเข้มแข็ง ป้องกันประเทศมีประสิทธิภาพ พรรคประชาชนจะใช้ประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง การรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) พ.ศ. 2565 ในการรับสมัคร “ทหารอาสา” มาแทนที่การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ หรือการบังคับเกณฑ์ทหาร.พร้อมกับปรับปรุงระเบียบเพื่อให้พลทหารที่ผ่านการฝึก และปรับตัวกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้แล้ว สามารถปฏิบัติงานแบบ “เช้าไป-เย็นกลับ” หรือมีวันหยุดที่มีความถี่มากขึ้นได้ เพื่อให้พลทหารมีรูปแบบการใช้ชีวิต ที่ไม่แตกต่างจากอาชีพลูกจ้างชั่วคราว หรือลูกจ้างเหมาบริการของหน่วยงานราชการอื่น ซึ่งจะทำให้พลทหารมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้า พร้อมกับสามารถสร้างสมดุลในการดำเนินชีวิตและการดูแลครอบครัวได้

    10.ทลายเครือข่ายทุนเทา สแกมเมอร์ ฟอกเงิน หยุดส่วย หยุดตั๋ว เนื่องจากวันนี้ไทยกำลังเป็นทั้ง “เหยื่อ-ทางผ่าน-ที่ฟอกเงิน” พร้อมกัน เครือข่ายสแกมเมอร์/ทุนเทาใช้บัญชีม้า บริษัทบังหน้า และเส้นทางเงินซับซ้อน เพราะข้อมูลรัฐกระจัดกระจาย ตรวจยาก และมีช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจจนกลายเป็นช่องส่วย

    สิ่งที่เราจะทำคือ “เชื่อมข้อมูลให้เห็นทั้งขบวนการ” ด้วย Data Bureau แล้วตัดวงจรเงินผิดกฎหมายให้ได้จริง เชื่อมข้อมูลเส้นทางเงินและตัวตน เชื่อม Bank-Telco-คริปโต-ทะเบียนนิติบุคคล-ผู้ถือหุ้น/ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) เพื่อไล่เส้นเงินถึงตัวการ ไม่จบที่ “บัญชีม้า” และ ยึดทรัพย์-ตัดท่อน้ำเลี้ยง และตั้งกองทุนชดเชยเหยื่อจากทรัพย์ที่ยึดได้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/38894&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0spc5xqXNHdg4laP2w2re4

  • “พรรคประชาชน” เปิด 4 ชุดนโยบาย “เศรษฐกิจ-ปฏิรูปรัฐ-ความมั่นคงและประชาธิปไตย-ยกระดับคุณภาพชีวิต”


    “พรรคประชาชน” เปิด 4 ชุดนโยบาย “เศรษฐกิจ-ปฏิรูปรัฐ-ความมั่นคงและประชาธิปไตย-ยกระดับคุณภาพชีวิต”  ย้ำจบสงครามใช้โลกล้อม “กัมพูชา” ดูแลสวัสดิการประชาชนตั้งแต่ครรภ์ถึงเชิงตะกอน ปรับสูตรเพิ่มค่าแรงสูงสุด

    พรรคประชาชน เปิดตัวเว็บไซต์นโยบายรัฐบาลประชาชน โดยมี 4 ชุดนโยบายหลัก คือ 1.โมเดลเศรษฐกิจใหม่ 2.การปฏิรูปรัฐ 3.ความมั่นคงและประชาธิปไตย และ 4.ยกระดับคุณภาพชีวิต โดยในเว็บไซต์ประกอบด้วยนโยบายจำนวนมาก ครอบคลุมทุกปัญหาของสังคมไทย ซึ่งเปิดให้ประชาชนสามารถแปะสติกเกอร์โหวตนโยบายที่ชอบได้ และยังสามารถทำ e-card สคส. ส่งนโยบายให้คนที่ต้องการเนื่องในวันปีใหม่ได้ โดยตัวอย่างนโยบายที่น่าสนใจ เช่น 1.แก้ปัญหาไทย-กัมพูชา ยึดเป้าหมายปกป้องอธิปไตย สงครามไม่ยืดเยื้อ พาพี่น้องกลับบ้าน ชายแดนปลอดภัย ใช้โลกล้อมกัมพูชา โดยดึงมหาอำนาจกดดันฮุน เซน หยุดคุกคามไทย บีบให้กัมพูชาปฏิบัติตามเงื่อนไขหยุดยิง เดินหน้าติดตั้ง Smart Tower ตรวจจับโดรน และการลักลอบข้ามแดน ลดความเสี่ยงทหารโดนทุ่นระเบิด พร้อมขุดรากถอนโคนสแกมเมอร์ซึ่งเป็นต้นตอปัญหา 2.สวัสดิการประชาชน ลดค่าครองชีพ ดูแลตั้งแต่ตั้งครรภ์ถึงเชิงตะกอน แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากขาดความมั่นคงในชีวิต ตั้งแต่เด็กที่คุณภาพชีวิตขึ้นกับฐานะครอบครัว ผู้สูงอายุที่ยังต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพจากรัฐที่ได้ต่ำกว่าค่าครองชีพที่เป็นจริง

    ตัวอย่างสวัสดิการ เช่น มีเบี้ยเด็กเล็ก 0-6 ขวบ 1,200 บาท/เดือน ใน 4 ปี ปีแรก 600 บาท/เดือน ถ้วนหน้า คนท้องได้ 3,000 บาท, มีบำนาญผู้สูงอายุ 1,500 บาท/เดือน ใน 4 ปี ปีแรก 1,000 บาท/เดือน ทั้งผู้สูงอายุและผู้พิการ และให้มีอาสาชุมชนดูแลผู้ติดบ้านติดเตียงถึงบ้าน สร้างงาน 70,000 ตำแหน่ง รายได้มากกว่า 15,000-20,000 บาท/เดือน, ค่าโดยสารร่วม 8-45 บาท, ช่วยค่าเช่าบ้าน 1,000 บาท 6 เดือน, ลดค่าไฟ 25 สตางค์/หน่วย ฯลฯ

    3.คนละครึ่งพลัส หวยใบเสร็จ SMEs เพิ่มแต้มต่อ ทุนเล็กแข่งขันได้ โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งแรก เติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาท 12 ล้านคน สำหรับซื้อสินค้า/บริการ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการหวยใบเสร็จ SMEs ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้า/บริการจาก SMEs ผ่านแอป “เป๋าตัง” (หรือแอปธนาคารอื่นที่ร่วมโครงการ) ทุกๆ ยอดซื้อสะสม 500 บาท จะได้รับหวยใบเสร็จ SMEs 1 ใบ (สะสมจากหลากหลายร้านค้า SMEs ได้) เลือกเลขสามตัวและลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน ไม่เกิน 20 ใบต่อเดือนในเฟสแรก โดยวงเงินรางวัลหวยใบเสร็จ SMEs 1,000 ล้านบาท/เดือน

    4.ปรับสูตร ปรับฐาน ค่าแรงเพิ่มมากกว่าค่าครองชีพทุกปี เพิ่มวันพักผ่อน พรรคประชาชนชูข้อเสนอเพื่อยกระดับสวัสดิภาพแรงงานให้ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม เพื่อสร้างความเป็นธรรม สร้างความมั่นคงในชีวิต เพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่เพียงแต่พอให้ประทังชีวิตอยู่ได้ไปวันๆ โดยมีแนวนโยบายดังต่อไปนี้

    ปรับฐานคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำ เพิ่มทันที 4% 350-420 บาท/วัน ปรับสูตรมุ่งสู่ “ค่าจ้างเพื่อชีวิต” ค่าจ้างเพิ่มตามค่าครองชีพ ทักษะเพิ่ม ค่าจ้างต้องเพิ่มตามด้วย ให้มีการทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ทำงานวันเสาร์ได้ OT เวลาทำงาน 40 ชม./สัปดาห์ พร้อมเพิ่มสิทธิลาหยุดเป็น 10 วัน/ปี เพิ่มสิทธิลาปวดประจำเดือน และวันลาเพื่อไปบอกลาคนในครอบครัว เป็นต้น

    5.เมกะโปรเจกต์ ยกระดับทักษะทุกช่วงวัย รัฐบาลพรรคประชาชนจะริเริ่ม “เมกะโปรเจกต์” ในการยกระดับทักษะกำลังคน พัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มปริมาณและเปลี่ยนวิธีการในการลงทุนกับการยกระดับทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้เรียน เพื่อให้คนไทยรายได้สูงขึ้น และผู้ประกอบการไทยแข่งกับโลกได้ โดยมี “ระบบกลาง” หรือ “แพลตฟอร์มกลาง” ของรัฐระบบเดียวที่จะสร้างบัญชีในการเรียนรู้ให้กับคนไทยทุกคน เพื่อใช้เข้าถึงการฝึกทักษะที่รัฐสนับสนุน

    พร้อมอัดฉีด “คูปอง” ให้ประชาชนเพื่อไปใช้ shopping หรือเลือกเรียนคอร์สที่อยู่ในระบบได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และอาจมีการแถมค่าเสียเวลาให้เป็นเงินสด หลังเรียนจบ รัฐจะเป็นผู้คัดคอร์สที่มีคุณภาพ จากทั้งภาคเอกชน สถาบันอุดมศึกษา และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชนมีตัวเลือกที่หลากหลาย ในการใช้คูปอง

    6.แก้หนี้เกษตรกร เปลี่ยนภาระเป็นพลัง หนี้สินการเกษตรเป็นหนึ่งในปัญหาเรื้อรังของเกษตรกรไทย การมีหนี้สินที่เกินกว่าความสามารถในการชำระหนี้ นอกจากจะเป็นผลทางลบต่อจิตใจและคุณภาพชีวิตแล้ว ยังมีผลให้เกิดการชะลอตัวในการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ รัฐบาลประชาชนจะแก้หนี้เกษตร เปลี่ยนภาระเป็นพลัง โดยเกษตรกรที่มีอายุ 70 ปี ที่ชำระดี ใครชำระหนี้มาเกินเงินต้นแล้ว ยกหนี้ให้ เพราะที่ผ่านมา นโยบาย คือ จ่ายแต่ดอก ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร ส่วนใครจ่ายยังไม่เกินต้น ลดหนี้ให้ 50% ส่วนเกษตรกรที่มีปัญหาหนี้ จะปรับโครงสร้างหนี้ พร้อมปรับโครงสร้างการทำเกษตร เกษตรกรมีทางเลือก ถ้าเกษตรกรชำระหนี้ดีจะมีรางวัล คืนดอกเบี้ย 10% และเลิกจ่ายแต่ดอก จ่ายคืนต้นก่อนหักดอกเบี้ย หนี้มีวันหมดแน่นอน

    7.12 คูปอง อุดหนุนเกษตรตรงเป้า สร้างลูกหลานชาวนาเป็นผู้จัดการเกษตรสมัยใหม่ รัฐบาลประชาชนขอเสนอ 12 คูปอง เกษตรทันโลก เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรครบวงจร ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน แก้ปัญหาที่ฐานราก และเพิ่มมูลค่า เพิ่มมาตรฐานและแปรรูป

    โดยหัวใจสำคัญของนโยบายนี้คือการเปลี่ยนรูปแบบการสนับสนุนของภาครัฐ จากการอุดหนุนแบบหว่านแห เป็น “การสนับสนุนแบบมีเป้าหมาย” (Targeted Subsidy) โดยรัฐบาลจะทำหน้าที่สนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรเพื่อให้เป็น “ทางเลือก” สำหรับเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดิน และให้เกษตรกรมีทางเลือกในการใช้บริการจากผู้ประกอบการเอกชนหรือหน่วยงานรัฐที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรได้เอง โดยแบ่งเป็น 12 คูปอง เกษตรทันโลก เช่น คูปองเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต คูปองไม่เผา 250 บาท/ไร่, คูปองท่อนพันธุ์มันทนโรค 800 บาท/ไร่, คูปองวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยแม่นยํา 500 บาท/ไร่ และคูปองปลูกพืชบํารุงดิน 1,000 บาท/ไร่ เป็นต้น

    8.พิสูจน์สิทธิที่ดิน ออกโฉนดเพิ่ม 70 ล้านไร่ เพิ่มป่าอนุรักษ์ 30 ล้านไร่ จากปัญหาด้านเอกสารสิทธิครอบครองที่ดินที่มีอยู่ในปัจจุบัน ที่ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารตามประมวลกฎหมายที่ดิน เอกสารตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เอกสารตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ รวมทั้งที่ดินที่ไม่ทับซ้อนกับหน่วยงานใดๆ และอยู่ในเงื่อนไขที่สามารถออกโฉนดได้

    รัฐบาลประชาชนจึงมีนโยบายเพื่อประชาชนที่ถือครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิหลายประเภท หรือยังไม่มีเอกสารสิทธิใดๆ ได้เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และมีเป้าหมายในการพิสูจน์สิทธิที่ดิน มีโฉนดเพิ่ม 70 ล้านไร่ นอกจากนี้ รัฐบาลประชาชนจะนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาใช้กับงานธุรการ ทะเบียน นิติกรรม และงานบริการประชาชนด้านที่ดิน เช่น งานทะเบียนออนไลน์ / สารบบที่ดินดิจิทัล E- land deed document / การพิสูจน์สิทธิ ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI / Base map / One map / Application และพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ดินและศูนย์ข้อมูลที่ดินออนไลน์ทั่วประเทศให้เป็น Open data

    9.ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร สู่ทหารมืออาชีพ เงินดี สวัสดิการครบ รบเข้มแข็ง ป้องกันประเทศมีประสิทธิภาพ พรรคประชาชนจะใช้ประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง การรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) พ.ศ. 2565 ในการรับสมัคร “ทหารอาสา” มาแทนที่การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ หรือการบังคับเกณฑ์ทหาร.พร้อมกับปรับปรุงระเบียบเพื่อให้พลทหารที่ผ่านการฝึก และปรับตัวกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้แล้ว สามารถปฏิบัติงานแบบ “เช้าไป-เย็นกลับ” หรือมีวันหยุดที่มีความถี่มากขึ้นได้ เพื่อให้พลทหารมีรูปแบบการใช้ชีวิต ที่ไม่แตกต่างจากอาชีพลูกจ้างชั่วคราว หรือลูกจ้างเหมาบริการของหน่วยงานราชการอื่น ซึ่งจะทำให้พลทหารมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้า พร้อมกับสามารถสร้างสมดุลในการดำเนินชีวิตและการดูแลครอบครัวได้

    10.ทลายเครือข่ายทุนเทา สแกมเมอร์ ฟอกเงิน หยุดส่วย หยุดตั๋ว เนื่องจากวันนี้ไทยกำลังเป็นทั้ง “เหยื่อ-ทางผ่าน-ที่ฟอกเงิน” พร้อมกัน เครือข่ายสแกมเมอร์/ทุนเทาใช้บัญชีม้า บริษัทบังหน้า และเส้นทางเงินซับซ้อน เพราะข้อมูลรัฐกระจัดกระจาย ตรวจยาก และมีช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจจนกลายเป็นช่องส่วย

    สิ่งที่เราจะทำคือ “เชื่อมข้อมูลให้เห็นทั้งขบวนการ” ด้วย Data Bureau แล้วตัดวงจรเงินผิดกฎหมายให้ได้จริง เชื่อมข้อมูลเส้นทางเงินและตัวตน เชื่อม Bank-Telco-คริปโต-ทะเบียนนิติบุคคล-ผู้ถือหุ้น/ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) เพื่อไล่เส้นเงินถึงตัวการ ไม่จบที่ “บัญชีม้า” และ ยึดทรัพย์-ตัดท่อน้ำเลี้ยง และตั้งกองทุนชดเชยเหยื่อจากทรัพย์ที่ยึดได้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/38894&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0spc5xqXNHdg4laP2w2re4