Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดต ปชป. ผนึกกำลัง “อภิสิทธิ์-กรณ์” แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

    “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดต ปชป. ผนึกกำลัง “อภิสิทธิ์-กรณ์” แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

    “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดตนายกฯ ปชป. เพื่อแก้หนี้และกู้ชื่อชั้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมา ยันทำงานเป็นทีมไม่ใช่โชว์เดี่ยว มั่นใจจะทำให้ประเทศกลับมาผงาดได้

    วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เปิดใจครั้งแรกหลังพรรคประกาศชื่อเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช โดยระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจากความแน่วแน่ที่ต้องการใช้ความรู้และประสบการณ์ด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจอนาคตเข้ามากอบกู้ประเทศไทยที่กำลังอยู่ในภาวะ “อึดอัด” ทั้งเรื่องรายได้และความเชื่อมั่นระดับสากล พร้อมชูจุดแข็งของพรรคว่าเป็น “ส่วนผสมที่กลมกล่อม” ระหว่างผู้นำที่มีบารมีระดับสากลอย่างนายอภิสิทธิ์ และมือเศรษฐกิจระดับโลกอย่างนายกรณ์ โดยตนจะเข้ามาเสริมทัพในการนำพาประเทศไปสู่โอกาสใหม่แห่งอนาคต ภายใต้ “DNA เดียวกัน” คือความสุจริต

    ดร.การดี ย้ำว่าการทำงานของแคนดิเดตทั้ง 3 คนเป็นรูปแบบทีมเวิร์ก ไม่ใช่การโชว์เดี่ยว โดยนโยบายเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาหนี้สินเชิงรุกที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของคนเมืองและเกษตรกร พร้อมประกาศตั้ง KPI ชี้วัดผลการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการดึงอันดับความโปร่งใสและสถานการณ์คอร์รัปชันให้กลับไปสู่จุดรุ่งเรืองอีกครั้ง เพื่อคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้พร้อมลงพื้นที่ช่วยว่าที่ผู้สมัคร สส. ทุกคนหาเสียงอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทีมประชาธิปัตย์คือคำตอบที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาผงาดได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2904326&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MrXhakMpiIZGY7Dj29uTf

  • SCB EIC ส่องแนวโน้มธุรกิจปี 2026 ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจและความเสี่ยงรอบด้าน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC ส่องแนวโน้มธุรกิจปี 2026 ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจและความเสี่ยงรอบด้าน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ในปี 2026 ภาคธุรกิจยังคงเผชิญกับความท้าทายรอบด้านจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในมิติต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางการเติบโตของภาคธุรกิจ

    SCB EIC ได้วิเคราะห์ 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองและคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของภาคธุรกิจในปี 2026 และในระยะกลาง ประกอบด้วย 1) ความผันผวนในห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก จากผลกระทบของปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งจะกดดันการเติบโตของรายได้และ Margin ของภาคธุรกิจ 2) ปัญหาความเปราะบางของกำลังซื้อภาคครัวเรือน ซึ่งจะส่งผลให้บางธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อเพื่อการบริโภคและสินค้าฟุ่มเฟือยฟื้นตัวได้ยากขึ้น 3) ข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหรือขึ้นกับงบลงทุนของภาครัฐ จะมีความไม่แน่นอนของรายได้และอาจกระทบต่อแผนการลงทุนในอนาคต 4) ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งจากในประเทศด้วยกันเองและจากต่างประเทศ ที่ทำให้ต้องเร่งปรับตัวเพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ 5) การเปลี่ยนแปลงของ Mega trends ที่เร็วและมีแรงกดดันมากขึ้น อาทิ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ผลกระทบจาก Technology disruption รวมถึงประเด็นด้าน ESG ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางการปรับตัวของธุรกิจในอนาคต

    1) การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกกระทบต่อธุรกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ท่ามกลางความผันผวนทางการค้าที่รุนแรงขึ้น กอปรกับความไม่แน่นอนของทิศทางการลงทุน

    ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้ากำลังกดดันความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากตลาดส่งออกในสัดส่วนที่สูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ถุงมือยาง และสิ่งทอ
    ซึ่งมีตลาดสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าหลัก ธุรกิจเหล่านี้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นภาษีนำเข้า ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ แม้สัดส่วนการส่งออกจะต่ำกว่า แต่ยังถูกท้าทายจากความได้เปรียบเชิงภาษีของคู่แข่ง
    ในกลุ่มความตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (USMCA) นอกจากนี้ ธุรกิจเกี่ยวเนื่องและภาคบริการก็เสี่ยงจะเผชิญผลกระทบทางอ้อมจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และโรงแรม ส่วนธุรกิจที่พึ่งพาตลาดในประเทศ แม้ผลกระทบทางตรงจะจำกัด แต่ก็ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ การจ้างงานที่อาจชะลอลง ตลอดจนปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อและต้นทุนทางการเงิน ขณะเดียวกัน ทิศทางการลงทุนจากต่างชาติเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา เพราะถือเป็นทั้งโจทย์ความท้าทายและโอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทยในการเชื่อมต่อและดึงดูดการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานโลกในอนาคต

    2) ความเปราะบางของกำลังซื้อครัวเรือนที่ฟื้นช้า หนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งจะกดดันการฟื้นตัวของบางธุรกิจ โดยเฉพาะอสังหาฯ และยานยนต์

    ความเปราะบางของภาคครัวเรือนจากกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวช้า ประกอบกับข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังมีแนวโน้มคงอยู่ต่อเนื่องในปี 2026 ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะอสังหาฯ ที่อยู่อาศัยและสินค้าคงทนอย่างรถยนต์ ที่จะยังคงฟื้นได้ช้าและยังต้องเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในระยะข้างหน้า สะท้อนได้จากผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่ยังคงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการใหม่ อย่างไรก็ดี กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการจำเป็น เช่น ค้าส่งค้าปลีกในกลุ่ม Grocery อาหารและเครื่องดื่ม และคมนาคม ยังเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ สะท้อนจากรายได้ของกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

    3) ความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายภาครัฐจะกระทบธุรกิจกลุ่มที่พึ่งพานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ/งบลงทุนภาครัฐ

    หลังจากการประกาศยุบสภาในเดือน ธ.ค. 2025 ส่งผลให้ในปี 2026 ยังมีความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งยังต้องจับตาผลการเลือกตั้ง และการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2027 ซึ่งหากมีความล่าช้าไม่มาก ก็จะบรรเทาความเสี่ยงของการหยุดชะงักหรือความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณลงได้ อย่างไรก็ดี หากมีความล่าช้าออกไปมาก คาดว่าจะกระทบต่อการกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจตั้งแต่ ต.ค. 2026 จะส่งผลต่อธุรกิจที่พึ่งพาการลงทุนภาครัฐ เช่น โครงสร้างพื้นฐานและก่อสร้าง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังมีส่วนบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ กระทบแผนการลงทุน ขณะที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มแตะ 70% หากไม่ปรับแผนการคลัง จะจำกัดการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการอุดหนุนในบางอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี คาดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะยังคงมุ่งเน้นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจจาก New engine of growth ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับบางกลุ่มธุรกิจ เช่น เกษตรสมัยใหม่และอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต เทคโนโลยีชีวภาพ รวมทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative economy)

    4) ธุรกิจไทยเผชิญการแข่งขันรุนแรงทั้งในประเทศและตลาดโลก แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายธุรกิจยังมีความแข็งแกร่ง ขณะที่ SME เปราะบางมากขึ้นและยังถูกซ้ำเติมจากผู้เล่นต่างชาติมากขึ้น   

    แม้ภาพรวมการแข่งขันภายในประเทศของภาคธุรกิจจะรุนแรงมากขึ้น แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในหลายธุรกิจยังคงมีความสามารถในการแข่งขันที่สูง และมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่า SMEs จากฐานลูกค้ากว้าง ต้นทุนต่ำ และการเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยี ขณะที่ SMEs สูญเสียส่วนแบ่งรายได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น โรงแรม, ค้าปลีก, อาหารและเครื่องดื่ม และยานยนต์ นอกจากนี้ ปัญหาการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าจากจีน เช่น กลุ่มเหล็ก, เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนยานยนต์ ยังคงกดดันภาคการผลิตไทยให้อัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การแข่งขันในตลาดโลกก็มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น ทั้งด้านราคา คุณภาพ และแบรนด์ สะท้อนได้จากอัตรากำไรที่ลดลง ทั้งนี้แม้ว่าผู้ประกอบการรายใหญ่จะมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงกว่า SMEs หลายด้าน แต่ในระยะ 1-3 ปีที่ผ่านมา จะเริ่มเห็นการปรับตัวลดลงของอัตรากำไรของผู้ประกอบการรายใหญ่ในหลายอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, ค้าส่งค้าปลีก, อิเล็กทรอนิกส์, คมนาคมขนส่ง, อาหารและเครื่องดื่ม และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหากไทยไม่เร่งลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า จะมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถแข่งขันและเสี่ยงปิดกิจการเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ SME

    5) ธุรกิจไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงของ Mega trends ที่เร็วและกดดันมากขึ้น ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงประเด็นด้านความยั่งยืน

    โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย สร้างโอกาสใหม่ในธุรกิจบริการสุขภาพ ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ และผลิตภัณฑ์การเงินเฉพาะกลุ่ม ขณะเดียวกัน พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและสุขภาพ เปิดโอกาสให้ธุรกิจอาหารทางเลือก และบริการรองรับไลฟ์สไตล์อิสระยังเติบโตได้ดี ขณะที่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีขั้นสูงทำให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ อย่างเช่น Subscription หรือ AI solutions และส่งผลให้ธุรกิจดั้งเดิมต้องเร่งลงทุน ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนที่สูง นอกจากนี้ การเร่งเป้าหมาย Net zero ของไทยจากปี 2065 มาเป็นปี 2050 จะเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ทั้งนี้ไม่เพียงแต่ความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น (Climate mitigation) แต่ภาคธุรกิจยังมีแรงกดดันในการต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นด้วย (Climate adaptation) อย่างไรก็ดี อีกด้านหนึ่งของความท้าทาย ก็ยังเปิดโอกาสให้หลายธุรกิจ อาทิ ธุรกิจในห่วงโซ่พลังงานหมุนเวียน, ธุรกิจจัดการของเสีย และวัสดุฐานชีวภาพ ซึ่งหากภาคธุรกิจต่าง ๆ ไม่เร่งปรับตัวก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะสูญเสียความสามารถแข่งขันในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    แม้หลายธุรกิจที่เผชิญความเสี่ยงจะเป็นกลุ่มที่ต้องระมัดระวัง แต่บาง Subsegment สามารถเติบโตได้หากสามารถปรับตัวให้สอดรับ Mega trends

    ธุรกิจที่ปรับตัวช้าหรือไม่พร้อมตอบโจทย์โลกยุคใหม่มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและถูกตัดออกจากห่วงโซ่การผลิตโลก ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่ไม่สอดรับโครงสร้างประชากรใหม่ ไม่ปรับตัวตาม Mega trends หรือแนวทางความยั่งยืน ธุรกิจที่ไม่มีการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจเหล่านี้มีแนวโน้มกลายเป็น Sunset segment รายได้และมาร์จินลดลงต่อเนื่อง และเสี่ยงทยอยหายไปจากตลาด หากไม่เร่งปรับโมเดลธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่ ขณะที่บาง Subsegment หากสามารถปรับตัวให้สอดรับ Mega trends ได้ จะสามารถคว้าโอกาสเติบโตต่อได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่แม้ว่าจะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง แต่หากสามารถผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก อย่างเช่นด้าน AI ก็ยังมีโอกาสเติบโตได้ หรือกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ที่ยังมีโอกาสหากสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อย่างเช่น ผลิตสินค้าเกษตรที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน Smart agriculture หรือผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็น Functional food และ Medical food เป็นต้น

    ผู้ประกอบการสามารถใช้กลยุทธ์ READY เพื่อรับมือความท้าทายและคว้าโอกาสใหม่

    SCB EIC เสนอกลยุทธ์การปรับตัวของธุรกิจท่ามกลางความเสี่ยงรอบด้านและคว้าโอกาสใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า ดังนี้ R – Repositioning : การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยพัฒนาสินค้า/บริการให้มีมูลค่าเพิ่ม เช่น มีนวัตกรรมและมีคุณภาพสูงเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ตลอดจนตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ขณะเดียวกัน ต้องมีการกระจายตลาดและมองหาตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และลดความเสี่ยงจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานสะดุด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรประเมินศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจให้สอดคล้องกับ Mega trends และ Supply chain ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนปรับกระบวนการทางธุรกิจ ได้แก่ รูปแบบการทำงานแบบ Agile management ให้ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง หรือการนำแนวคิด Lean operations ที่เน้นเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ

    E – ESG principle : การวาง ESG roadmap ให้ชัดเจนและผนวกเป้าหมายกับกลยุทธ์องค์กร รวมไปถึงการยกระดับสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับ Circular economy และ Low-carbon Lifestyle โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและลดการปล่อยคาร์บอน ขณะเดียวกัน ยังต้องปรับตัวให้สอดรับกับกฎระเบียบใหม่ที่เกี่ยวกับ ESG ทั้งนี้นอกจากการวาง Roadmap ขององค์กรไปสู่ความยั่งยืนแล้ว หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวให้สอดรับกับเทรนด์ความยั่งยืนได้แล้ว ก็สามารถคว้าโอกาสหันไปเจาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับประเด็นความยั่งยืนได้มากขึ้นด้วย อาทิ ตลาด EU ที่มีการบังคับใช้มาตรการกีดกันการค้าที่เข้มงวดสำหรับสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูง ๆ หรือลูกค้ากลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม

    A – Alliance : การสร้างพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและลดต้นทุน โดยสามารถร่วมกันพัฒนาสินค้า จับกลุ่มเป็นคลัสเตอร์เพื่อขยายตลาดและเพิ่มอำนาจต่อรอง หรือสร้างแพลตฟอร์มใหม่เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังมีข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ การสร้างพันธมิตรจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังอาจหาพันธมิตรหรือมีการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึงการร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ ๆ การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจไม่เพียงช่วยเพิ่มยอดขายและพัฒนานวัตกรรม แต่ยังมีส่วนช่วยลดต้นทุนผ่านการใช้ทรัพยากรหรือระบบโลจิสติกส์ รวมถึงการทำการตลาดร่วมกัน ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง และมีเงินทุนเหลือสำหรับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ด้านอื่น ๆ ในอนาคต

    D – Digitalization : ลงทุนนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ เช่น AI, ระบบ Automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
    โดยผู้ประกอบการควรเชื่อมโยงตัวชี้วัดด้านดิจิทัลเข้ากับเป้าหมายกลยุทธ์ขององค์กร อีกทั้ง อาจใช้ประโยชน์จาก Digital channel มากขึ้น เช่น ใช้ Omni-channel เพื่อเชื่อมโยงการบริการทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และเข้าใจลูกค้าให้ลึกและละเอียดขึ้นกว่าเดิม ซึ่งข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อออกแบบพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงทำโพรโมชันที่ตอบโจทย์และตรงใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น สอดรับกับเทรนด์การสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Personalization) และมีส่วนช่วยสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand loyalty)

    Y – Youthfulness : สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีแนวคิดแบบคนรุ่นใหม่ มีความกระตือรือร้น คล่องตัวสูง และพร้อมปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ เปิดรับความคิดสร้างสรรค์ภายในองค์กรเพื่อนำไปสู่การพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงจัดทำแผน Reskill/Upskill พนักงาน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี อีกทั้ง อาจมีการ Diversify ไปยังธุรกิจอื่น ๆ เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากช่องทางเดียว โดยอาจสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อขยายไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ และใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีในการสร้างรายได้ประจำเพิ่มเติม

    ในขณะที่ผู้ประกอบการกำลังเร่งปรับตัว ภาครัฐยังมีส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ในการผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจโดยดำเนินมาตรการเชิงรุก โดย ระยะสั้น ต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านนโยบายที่ชัดเจน รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ผลักดันการเจรจาการค้าระหว่างประเทศและเปิดตลาดใหม่ สนับสนุนผู้ผลิตรายย่อย พร้อมเพิ่มสภาพคล่อง ลดต้นทุนทางการเงิน และปรับโครงสร้างหนี้ SMEs เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนง่ายขึ้น รวมถึงยกระดับมาตรการความปลอดภัยดิจิทัลและการท่องเที่ยวเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคและนักลงทุน สำหรับ ระยะกลาง-ยาว ควรมุ่งเน้นผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์และดิจิทัล ผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก ขณะเดียวกัน มุ่งส่งเสริมให้อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ยังมีศักยภาพ แต่อาจประสบปัญหาเชิงโครงสร้าง สามารถพลิกฟื้นและอยู่รอดได้ในสนามการค้าที่แข่งขันรุนแรง โดยใช้เครื่องมือสำคัญ อาทิ การสนับสนุนยกระดับนวัตกรรม ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะใหม่ การปรับปรุงนโยบายการลงทุน การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ และมุ่งเน้นขจัดอุปสรรคสำคัญในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/26/606675/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1c_QcpwjgQAwNt_Pf7Na7l

  • Green Economy 2026 เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจโลก มูลค่าพุ่ง 7 ล้านล้านดอลลาร์

    Green Economy 2026 เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจโลก มูลค่าพุ่ง 7 ล้านล้านดอลลาร์

    In Brief

    • เศรษฐกิจสีเขียวมีมูลค่าปัจจุบัน 5 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตเกิน 7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษนี้ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เติบโตเร็วเป็นอันดับสองของโลกรองจากเทคโนโลยี
    • บริษัทที่มีรายได้จากตลาดสีเขียวมักมีผลการดำเนินงานทางการเงินที่โดดเด่นกว่า ทั้งในด้านการเติบโตของรายได้ที่เร็วกว่า และได้รับมูลค่าหุ้น (valuation premium) ที่สูงขึ้นในตลาดทุน
    • ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลดลงของต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์และแบตเตอรี่ ประกอบกับการลงทุนมหาศาล โดยมีประเทศจีนเป็นผู้นำทั้งด้านการลงทุน นวัตกรรม และการผลิต

    ธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมกำลังได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เติบโตเร็วเป็นอันดับสองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รายงานฉบับใหม่ชื่อ Already a Multi-Trillion-Dollar Market: A CEO Guide to Growth in the Green Economy ระบุว่า เศรษฐกิจสีเขียวมีมูลค่าแตะระดับ 5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกิน 7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษนี้

    รายงานดังกล่าวจัดทำร่วมกับ Boston Consulting Group โดยผลการวิจัยชี้ว่า แม้จะเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและบริบทที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง รายงานจัดให้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก เป็นรองเพียงภาคเทคโนโลยี และชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบของบริษัทจำนวนมากที่หันมาใช้โซลูชันสีเขียว

    เมื่อ 2 ปีก่อน ในรายงาน Winning in Green Markets: Scaling Products for a Net Zero World ของ World Economic Forum เคยระบุว่าการบุกเบิกตลาดสีเขียวเป็นการเดิมพันที่คุ้มค่า และตลาดสีเขียวขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นจริงเพื่อพิสูจน์เหตุผลทางธุรกิจ แม้ปัจจุบันการขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศโลกจะเผชิญแรงต้าน รายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสีเขียวไม่ใช่โอกาสที่อยู่ไกลตัว แต่เป็นเครื่องยนต์การเติบโตหลักของทศวรรษนี้แล้ว

    งานวิจัยยังพบว่า บริษัทที่มีรายได้จากตลาดสีเขียวมักมีผลการดำเนินงานโดดเด่นในหลายตัวชี้วัดทางการเงิน โดยเฉลี่ยรายได้สีเขียวเติบโตเร็วกว่าไลน์ธุรกิจแบบดั้งเดิมถึง 2 เท่า ขณะเดียวกันต้นทุนเงินทุนของบริษัทที่มีรายได้สีเขียวมักต่ำกว่า บริษัทที่สร้างรายได้มากกว่า 50% จากตลาดสีเขียวมักได้รับส่วนเพิ่มของมูลค่าหุ้น (valuation premium) ประมาณ 12%–15% ในตลาดทุน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความยืดหยุ่นและความสามารถทำกำไรในระยะยาว

    การลดลงของต้นทุนเทคโนโลยีเป็นแรงเร่งสำคัญของแนวโน้มนี้ แม้โซลูชันในแต่ละตลาดจะพัฒนาเร็วช้าต่างกัน ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ต้นทุนโซลาร์โฟโตโวลตาอิกและแบตเตอรี่ลิเทียมลดลงราว 90% ส่วนพลังงานลมนอกชายฝั่งลดลงประมาณ 50% ทำให้โซลูชันคาร์บอนต่ำมีความสามารถแข่งขันด้านต้นทุนมากขึ้น

    รายงานประเมินว่า 55% ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกที่จำเป็นต่อการลดคาร์บอนสามารถทำได้แล้วด้วยโซลูชันที่มีต้นทุนแข่งขันได้ อีก 20% สามารถจัดการได้ด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และ 5% ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม ยังมีอีก 20% ของเทคโนโลยีการลดคาร์บอนเชิงลึกที่สำคัญซึ่งยังมีต้นทุนสูงมาก และจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายและอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเพื่อให้สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้

    การลดลงของต้นทุนเหล่านี้เกิดขึ้นควบคู่กับการลงทุนขนาดใหญ่ในพลังงานสะอาด ซึ่งจีนมีบทบาทนำมากขึ้น รายงานระบุว่าในปี 2024 จีนลงทุนในพลังงานสะอาดสูงถึง 6.59 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนมากกว่า 60% ของกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนใหม่ทั่วโลกที่จะเพิ่มขึ้นจนถึงปี 2030 จีนยังเป็นผู้นำโลกด้านสิทธิบัตรเทคโนโลยีโซลาร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ ซึ่งกำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก และขยับศูนย์กลางนวัตกรรมสีเขียวไปสู่ฝั่งตะวันออก

    รายงานนำเสนอกรณีศึกษาจำนวน 14 กรณีจากสมาชิก Alliance of CEO Climate Leaders ของ World Economic Forum แสดงให้เห็นว่าบริษัทผู้บุกเบิกสามารถเปลี่ยนการมีส่วนร่วมในตลาดสีเขียวให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างไร

    ตอนท้ายรายงานยังสรุปเป็น “คู่มือสำหรับซีอีโอ” ที่อธิบายวิธีที่บริษัทชั้นนำใช้ตัวเร่งการเติบโต เช่น การขยายขนาดเทคโนโลยีจนถึงจุดคุ้มทุน การกำหนดระบบนิเวศด้านกฎระเบียบ และการเปิดทางสู่แหล่งเงินทุนที่หลากหลาย เพื่อคว้าชัยในเศรษฐกิจสีเขียว

    มี 3 ประเด็นที่โดดเด่น ได้แก่ ความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจสีเขียวที่การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้กระแสข่าวและความเชื่อมั่นสาธารณะจะเปลี่ยนแปลง ความเป็นผู้นำของจีนด้านการผลิต นวัตกรรม และการใช้งานเทคโนโลยีสีเขียว และโอกาสที่บริษัทในตลาดสีเขียวจะสร้างผลการดำเนินงานเหนือกว่าและได้รับมูลค่าเพิ่มในตลาดทุน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/647583&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WSd_G8fLQvUj2i0GgSdhq

  • ปชป. ส่ง “แป้ง อรกฤติย์” ชิง ส.ส. เขต 1 ดัน EEC Plus เปลี่ยนแปดริ้ว เป็นเมืองเศรษฐกิจ

    ปชป. ส่ง “แป้ง อรกฤติย์” ชิง ส.ส. เขต 1 ดัน EEC Plus เปลี่ยนแปดริ้ว เป็นเมืองเศรษฐกิจ


    ปชป. ส่ง “แป้ง อรกฤติย์” ชิง ส.ส. เขต 1 สู้บ้านใหญ่ ฉะเชิงเทรา ดัน EEC Plus เปลี่ยนแปดริ้วจากเมืองผ่าน เป็นเมืองเศรษฐกิจ

    น.ส.อรกฤติย์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สมัครส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ นำเสนอนโยบายเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับจังหวัดฉะเชิงเทรา ภายใต้กรอบแนวคิด EEC Plus โดยชี้ว่าการพัฒนาในช่วงที่ผ่านมาไม่สามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้กลายเป็นรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เนื่องจากจังหวัดยังคงถูกใช้เป็นเพียง “ทางผ่าน” ของการพัฒนา

    น.ส.อรกฤติย์ ระบุว่า หากยังคงเดินตามแนวทางเดิม ฉะเชิงเทราจะยังคงเสียโอกาสจาก EEC ต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์จากการ “รองรับการลงทุน” มาเป็นการ “ออกแบบระบบเศรษฐกิจเมือง” ที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจตกอยู่ในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    ภายใต้นโยบาย EEC Plus ได้เสนอ 3 แกนยุทธศาสตร์หลัก เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด ได้แก่

    1. High Skills Hub: ยกระดับทุนมนุษย์ให้แข่งขันได้ระดับสากล

    มุ่งสร้างระบบพัฒนาทักษะขั้นสูง (High Skills Ecosystem) เชื่อมโยงสถานศึกษา สถานประกอบการ และอุตสาหกรรมอนาคต เพื่อรองรับแรงงานคุณภาพในพื้นที่ โดยต่อยอดศักยภาพเยาวชนที่มีความสามารถเฉพาะด้าน ทั้งสายอาชีพ กีฬา และดนตรี ให้สามารถทำงานในจังหวัด แต่สร้างรายได้ในระดับสากล ลดการย้ายถิ่นของแรงงานฝีมือ และเพิ่มอำนาจต่อรองของคนในพื้นที่

    2. Check-in City: ปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ยกระดับฉะเชิงเทราจากเมืองผ่านทางคมนาคม สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจสายศรัทธา (Faith-based Economy) ควบคู่กับ Sport Tourism และ Gastronomy บริเวณลุ่มน้ำบางปะกง เพื่อกระตุ้นการพักค้างคืน การใช้จ่าย และการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ

    3. Smart City: บริหารเมืองด้วยข้อมูล แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    นำนโยบายเมืองอัจฉริยะมาใช้แก้ปัญหาที่สะสมมายาวนาน โดยเฉพาะปัญหาการจราจรในช่วงวันหยุดและเทศกาล ผ่านการใช้ข้อมูล การผังเมือง และการบูรณาการการทำงานระหว่างรัฐ เอกชน และท้องถิ่น พร้อมยกระดับระบบสาธารณสุขและบริการสาธารณะให้เข้าถึงประชาชนอย่างเท่าเทียม

    น.ส.อรกฤติย์ ย้ำว่า การผลักดันนโยบายทั้งหมดจะต้องตั้งอยู่บนหลัก การเมืองสุจริตและการบริหารแบบมืออาชีพ โดยชี้ว่าหากงบประมาณยังรั่วไหล การพัฒนาจะไม่สามารถเกิดผลลัพธ์ได้จริง พร้อมเสนอกรอบการทำงานเชิงนโยบายภายใต้แนวคิด “กล้าผลักดัน” ได้แก่ การสร้างแพลตฟอร์มพัฒนาเยาวชน การเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและองค์กรระดับโลก และการบรรจุนโยบายที่ประสบความสำเร็จเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม

    ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า เป้าหมายสูงสุดของนโยบาย EEC Plus คือการเปลี่ยนฉะเชิงเทราให้เป็น ฐานเศรษฐกิจที่ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จริง ไม่ใช่เพียงพื้นที่รองรับการลงทุน พร้อมย้ำว่าพร้อมนำทุกประสบการณ์และองค์ความรู้มาผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

    แม้จะเป็น ผู้สมัคร หน้าใหม่ และเจ้าของพื้นที่ครองแชมป์มาหลายสมัย แต่ น.ส.อรกฤติย์ ย้ำว่า เมื่อตัดสินใจสวมเสื้อประชาธิปัตย์แล้ว ก็พร้อมสู้เต็มที่ และมั่นใจว่านโยบายที่นำเสนอสามารถทำได้จริงและสามารถจะพลิกโฉมเมืองแปดริ้วได้ 

    สำหรับ แป้ง อรกฤติย์ จบการศึกษาปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิตสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และได้มีโอกาสไป transfer technology ที่ Texas Instruments ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้านอุตสาหกรรม wafer fabrication ในตำแหน่ง Process engineer  ปริญญาโท  การจัดการมหาบัณฑิต ด้านการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เคยนำความรู้ความสามารถลงพื้นที่ชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทราด้านพัฒนาสินค้าจากพืชผลเกษตรของชุมชน นำนวัตกรรมมาใช้แปรรูปสินค้าเกษตร สร้างให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้สู่เกษตรกรชุมชน ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาเอก  ด้านการจัดการการท่องเที่ยว ที่นิด้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/38916&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23fBrtgShl2iNWfqavPbU9

  • หุ้นไทยปิดเช้าลบ 5.28 จุด วอลุ่มบางใกล้วันหยุดยาว กังวลบาทแข็งค่า-เศรษฐกิจชะลอข้ามปีกดดัน : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยปิดเช้าลบ 5.28 จุด วอลุ่มบางใกล้วันหยุดยาว กังวลบาทแข็งค่า-เศรษฐกิจชะลอข้ามปีกดดัน : อินโฟเควสท์

    SET ปิดเช้าวันนี้ที่ 1,259.49 จุด ลดลง 5.28 จุด (-0.42%) มูลค่าซื้อขายราว 7,779 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยเช้านี้ดัชนีปรับตัวลงไม่มีปัจจัยขับเคลื่อน ปริมาณการซื้อขายเบาบางใกล้เข้าสู่วันหยุดยาว ขณะที่ตลาดต่างประเทศหยุดในวัน Boxing day ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยยังกังวลผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ขณะที่กลุ่มค้าปลีกและการเงินปรับลงจากความกังวลช่วงปลายปีและต้นปีหน้าขาดปัจจัยหนุนจากมาตรการรัฐ แนวโน้มช่วงบ่ายคาดดัชนียังเคลื่อนไหวทรงตัว โดยให้กรอบแนวรับ 1,250 จุด และแนวต้าน 1,280 จุด

    • ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดช่วงเช้าวันนี้ 1,259.49 จุด ลดลง 5.28 จุด (-0.42%) มูลค่าซื้อขายราว 7,779 ล้านบาท
    • การซื้อขายช่วงเช้า ดัชนีแกว่งตัวลง โดยทำจุดต่ำสุด 1,256.63 จุด และสูงสุด 1,267.30 จุด

    นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง ไม่มีปัจจัยขับเคลื่อนดัชนี โดยตลาดยังมีความกังวลผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกดดันหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งยังมีปัจจัยกดดันจากต้นทุนทองแดงที่ปรับขึ้น

    ขณะที่กลุ่มค้าปลีกและกลุ่มการเงิน ปรับตัวลงกังวเศรษฐกิจช่วงปลายปีและต้นปีหน้าอาจไม่มีแรงหนุนนโยบาย ประกอบกับกลุ่มการเงินกังวลใกล้จบวัฎจักรดอกเบี้ยขาลง ทำให้ไม่มีปัจจัยบวกด้านต้นทุนการเงิน ด้านปริมาณการซื้อขายวันนี้ยังเบาบาง แม้ยังเหลือวันทำการอีก 2 วันก่อนปิดทำการเทศกาลปีใหม่ แต่นักลงทุนบางส่วนหยุดไปแล้ว ขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศบางตลาดยังปิดทำการเนื่องในวัน Boxing day

    แนวโน้มช่วงบ่ายคาดดัชนียังเคลื่อนไหวทรงตัว ยังไม่มีปัจจัยลบกดดัน โดยสัปดาห์นี้ลุ้นเชิงบวกผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งหากมีผลการเจรจาหยุดยิงอาจเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย

    โดยให้กรอบแนวรับ 1,250 จุด และแนวต้าน 1,280 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    • DELTA มูลค่าการซื้อขาย 500.11 ล้านบาท ปิดที่ 171.00 บาท ลดลง 1.00 บาท
    • BBL มูลค่าการซื้อขาย 346.80 ล้านบาท ปิดที่ 168.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท
    • SCB มูลค่าการซื้อขาย 326.93 ล้านบาท ปิดที่ 137.50 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
    • PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 276.98 ล้านบาท ปิดที่ 111.50 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
    • AOT มูลค่าการซื้อขาย 268.25 ล้านบาท ปิดที่ 53.75 บาท ลดลง 0.50 บาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/556804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HmvV_NKu50vv361sl2jXN

  • อุตสาหกรรม มอง เศรษฐกิจปีม้า 69 ตั้งหลักให้มั่นท่ามกลางความผันผวน

    อุตสาหกรรม มอง เศรษฐกิจปีม้า 69 ตั้งหลักให้มั่นท่ามกลางความผันผวน

    ความผันผวนทางเศรษฐกิจที่มีรอยต่อมาจากปี2568 ประเมินว่าปี2569จะเป็นอีกปีที่ท้าทายท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้านที่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมต้องรับมือ

    แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมประเมินเศรษฐกิจปีม้า พ.ศ. 2569 ถือเป็นปีแห่ง “การทรงตัวท่ามกลางความผันผวน” มากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดด

    เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำประเทศพัฒนาแล้วยังเผชิญผลพวงจากดอกเบี้ยสูงในช่วงก่อนหน้าขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาโตได้ แต่ไม่สม่ำเสมอ

    ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สงครามการค้าและความขัดแย้งเชิงอำนาจยังไม่จบง่ายส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนพลังงาน

    อีกความเสี่ยงคือเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาดกระทบการค้า การท่องเที่ยว และราคาสินค้าโภคภัณฑ์รวมถึงประเทศในอาเซียนอย่างไทยโดยตรง

    ด้านการเงิน โลกยังอยู่ในช่วง “ดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คิด”ทำให้ภาระหนี้ภาครัฐ เอกชน และครัวเรือนตึงตัวความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินจึงยังต้องจับตา

    สำหรับไทย ปี 2569 จะโตแบบค่อยเป็นค่อยไปแรงขับเคลื่อนหลักมาจากท่องเที่ยว การบริโภค และบริการแต่การส่งออกและการลงทุนเอกชนยังฟื้นไม่เต็มที่

    แนวทางรับมือคือเน้นเสริมความแข็งแกร่งจากภายในรัฐควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจดิจิทัลพร้อมดูแลวินัยการคลังอย่างรอบคอบ

    ภาคธุรกิจต้องปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพ และกระจายความเสี่ยง
    ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดใหม่เป็นเครื่องมือลดการพึ่งพาตลาดหรือคู่ค้ารายเดียว

    ภาคประชาชนควรบริหารหนี้อย่างระมัดระวังเพิ่มทักษะใหม่เพื่อรองรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนเร็ว
    สรุปแล้ว ปีม้า 2569 ไม่ใช่ปีวิกฤต แต่เป็นปีแห่งการ “ตั้งหลักให้มั่น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/647569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eenPGTWLLYBO4GP-T01ND

  • พรรคประชาชนเปิดตัวเว็บไซต์ ‘Election 69’ กางนโยบายกว่า 200 ชุด  วางเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก ปั้นรัฐแพลตฟอร์ม แก้ปัญหาโครงสร้างประเทศ

    พรรคประชาชนเปิดตัวเว็บไซต์ ‘Election 69’ กางนโยบายกว่า 200 ชุด วางเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก ปั้นรัฐแพลตฟอร์ม แก้ปัญหาโครงสร้างประเทศ

    พรรคประชาชนเปิดตัวเว็บไซต์นโยบายเลือกตั้ง “Election 69” อย่างเป็นทางการ เพื่อเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 พร้อมนำเสนอนโยบายมากกว่า 200 ชุด ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยอยู่แบบเดิมไม่ได้” โดยวางเทคโนโลยีเป็นหัวใจหลักในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ 

    “เราไม่สามารถส่งต่อสังคมแบบนี้ให้คนรุ่นหลังได้” คือจุดตั้งต้นของการเปิดตัวเว็บไซต์ Election 69 และเป็นที่มาของ 4 เสาหลักนโยบายของพรรคประชาชน ซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อว่า ประเทศไทยต้องถูกออกแบบใหม่ทั้งระบบ พรรคประชาชนประกาศวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าอยากเห็นประเทศที่มี ประชาธิปไตยและนโยบายความมั่นคงแบบใหม่ สิทธิเสรีภาพได้รับการเชิดชู มีกติกาที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

    ชูแนวคิด ‘รัฐแพลตฟอร์ม (Platform State)’

    ไฮไลต์สำคัญคือแนวคิด ‘รัฐแพลตฟอร์ม (Platform State)’ ที่เปลี่ยนรัฐดิจิทัลแบบเดิมให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางซึ่งหน่วยงานรัฐเชื่อมต่อข้อมูลถึงกันได้ทั้งหมด ประชาชนไม่ต้องยื่นเอกสารซ้ำหลายที่อีกต่อไป ติดตามสถานะงานภาครัฐได้แบบเรียลไทม์เสมือนการติดตามพัสดุ พร้อมเป้าหมายปฏิรูประบบราชการให้คล่องตัว วัดผลจากคุณภาพชีวิตประชาชน และยุบรวมหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน

    นโยบายปฏิรูปรอบด้าน

    ด้านเศรษฐกิจ พรรคประชาชนวางหมากใหญ่ด้วยการผลักดันการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักเดิม โดยเฉพาะการชู Defense Tech เป็น New S-Curve สำคัญ สนับสนุนให้เกิดการผลิตโดรนสำรวจ และ แบตเตอรี่คุณภาพสูงภายในประเทศ แนวคิดนี้ไม่เพียงมุ่งปฏิรูปกองทัพในเชิงโครงสร้าง แต่ยังตั้งใจเปลี่ยนงบประมาณด้านความมั่นคงให้กลายเป็นงบวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในระยะยาว พร้อมต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสีเขียวและหุ่นยนต์ในอนาคต 

    ในขณะเดียวกัน พรรคยังพยายามแก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วยนโยบาย “หวยใบเสร็จ” ซึ่งนำกลไก Gamification และการใช้ข้อมูลเข้ามาจูงใจผู้บริโภค ทุกการซื้อสินค้าจากร้านรายย่อยจะถูกแปลงเป็นโอกาสลุ้นรางวัล เป้าหมายไม่ใช่แค่กระตุ้นการใช้จ่าย แต่คือการดึง SMEs เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ให้มีตัวตน มีข้อมูล และมีแต้มต่อในการแข่งขันกับทุนขนาดใหญ่ 

    อีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชนยกระดับปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งสแกมเมอร์ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ โดยเสนอแนวทางแก้ไขแบบเบ็ดเสร็จผ่านยุทธศาสตร์ 3 ชั้น 

    1. ปิดช่องโหว่ระบบการเงินและความปลอดภัย Fintech
    2. จัดการฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดนด้วยเทคโนโลยี 
    3. ประสานความร่วมมือสากลเพื่อทลายเครือข่ายฟอกเงิน

    นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจและความมั่นคงดิจิทัล เว็บไซต์ Election 69 ยังรวบรวมนโยบายด้าน การเมืองและโครงสร้างรัฐที่เข้มข้น ตั้งแต่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร ไปจนถึงการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ควบคู่กับนโยบายเชิงโครงสร้างอย่าง Data Bureau, Economic Model 2.0 และการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มในยุค Gig Economy ทั้งหมดสะท้อนภาพของรัฐที่ถูกออกแบบใหม่ให้ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนการเติบโตของประชาชนและเศรษฐกิจยุคดิจิทัล มากกว่าการเป็นเพียงผู้ควบคุมเหมือนที่ผ่านมา

    จากเวทีหาเสียง สู่นโยบายที่เข้าถึงได้แค่คลิกเดียว

    เว็บไซต์ Election 69 ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มสาธารณะที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงนโยบายได้ง่าย ค้นหาและทำความเข้าใจแต่ละนโยบายได้ด้วยตนเอง ลดระยะห่างระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน และทำให้นโยบายไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือจำกัดอยู่แค่เวทีหาเสียง

    การเปิดตัวเว็บไซต์ Election 69 ครั้งนี้คือการประกาศ ทิศทางประเทศใหม่ ภายใต้ 4 เสาหลักของพรรคประชาชน ที่ใช้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และข้อมูล เป็นเครื่องมือหลักในการคืนอำนาจให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ ปรับรัฐให้ทำงานมีประสิทธิภาพ และวางรากฐานเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    อ้างอิง: Election69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/people-party-election-69-platform&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DsNMFVll-WGTLORAnix1u

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D561041&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YtmH9-NA3SVSmQmFBf2cE

  • “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดต ปชป. ผนึกกำลัง “อภิสิทธิ์-กรณ์” ผลักดันแก้หนี้กู้เศรษฐกิจ | TOPNEWS

    “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดต ปชป. ผนึกกำลัง “อภิสิทธิ์-กรณ์” ผลักดันแก้หนี้กู้เศรษฐกิจ | TOPNEWS

    เมื่อถามว่า เชื่อมั่นว่าแคนดิเดตของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 3 คน เมื่อเทียบกับพรรคอื่น แล้วสู้ได้หรือไม่ นางการดีกล่าวว่า เราไม่ได้เทียบในลักษณะตัวบุคคล แต่มองว่าวันนี้ประเทศต้องการอะไร และเราเลือกในทักษะที่เรามี ก็จะเห็นว่าเป็นส่วนผสมที่กลมกล่ม และเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ที่เรามี สิ่งที่เราเคยทำและสำเร็จไปแล้ว ดังนั้นการที่เราทำเป็นจริงๆ จะช่วยได้

    “ลองมองภาพดูพี่มาร์คมีความเป็นผู้นำในระดับประเทศ และระดับสากล ในแนวคิดที่มุ่งมั่นชัดเจน ต้องการทำการเมืองโปร่งใสและสุจริต มีความเข้าใจเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเรื่องในประเทศ และต่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ ขณะที่พี่กรณ์ มีฝีมือที่ชัดเจนสุดยอด เป็นรัฐมนตรีคลังระดับโลก และในภาวะที่เราตกต่ำในอดีต ตอนที่พี่กรณ์เป็นรมว.คลัง ก็นำพาประเทศเติบโตจีดีพีกว่า7% ในวันนี้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เทคโนโลยี ดิฉันก็น่าจะเป็นองค์ประกอบที่ขับเคลื่อนนำพาประเทศไปสู่เศรษฐกิจใหม่และโอกาสใหม่ในอนาคต ซึ่งจากนี้ไปก็ต้องช่วยกันเต็มที่ ทั้งการช่วยหาเสียง และการให้ข้อมูล การกำหนดและวิเคราะห์นโยบาย โดยจะร่วมลงพื้นที่หาเสียงกับผู้สมัครทุกคน”นางการดี กล่าว

    ส่วนหากได้เป็นนายกฯสิ่งแรกที่คิดไว้จะทำอะไร นางการดีกล่าวว่า ตอนนี้ยังเป็นแค่แคนดิเดตนายกฯ ไม่อยากให้มองที่ตัวบุคคล อยากให้มององค์ประกอบที่เราเข้ามา และประสบการณ์ในการอาสาเป็นแคนดิเดตนายกฯ สิ่งหนึ่งที่สนุกในการทำงาน คือเราไม่ได้โยนเรื่องแล้วมาวางอยู่โดดๆ แต่เรารู้จักและทำงานด้วยกันมานาน ว่าง่ายๆ เรามี DNA เหมือนๆกันในเรื่องความสุจริตและความตั้งใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1435992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26ngJWqgvmjY4ddCfHjt9M

  • แบงก์ชาติ ผนึกคลังและธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน หนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    แบงก์ชาติ ผนึกคลังและธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน หนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือ การหดตัวต่อเนื่องของสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบ 13 ไตรมาสติดต่อกัน จากทั้งความต้องการสินเชื่อธุรกิจที่ลดลง และความระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อเพราะต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (credit cost) เพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้สินเชื่อธุรกิจกลับมาขยายตัวได้และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    rn

     

    rn

    กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จึงร่วมกันผลักดัน ‘โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost’ ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ ‘สินเชื่อใหม่’ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุม (1) SMEs ในภาคธุรกิจภายใต้โครงการ Reinvent Thailand (เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูปยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของอุตสาหกรรมข้างต้น) และโลจิสติกส์ และ (2) SMEs และธุรกิจรายใหญ่[1] ที่มีแผนว่าจะนำสินเชื่อที่ได้รับไปใช้ยกระดับศักยภาพธุรกิจหรือพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน (เช่น ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต) หรือเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนของโครงการจะมาจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ปี 2569 ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดตั้งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

    rn

     

    rn

    โครงการ SMEs Credit Boost ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘ตรงจุด มี impact กระจาย คล่องตัว’ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    rn

      rn

    • ตรงจุด เน้นให้สินเชื่อใหม่แก่ SMEs ในภาคธุรกิจเป้าหมาย หรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อให้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
    • rn

    • มี impact ช่วยให้มีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่ช้า โดยกำหนดวงเงินชดเชยสูงสุด ในช่วง 15-30% (ขึ้นกับขนาดของผู้ประกอบการ) ของยอดสินเชื่อปล่อยใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายในช่วง 2 ปีนับจากวันเริ่มโครงการ ระยะเวลาการค้ำประกันสูงสุด 7 ปีนับจากวันปล่อยสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 5 เท่า
      rnของวงเงินชดเชย
    • rn

    • กระจาย เน้นช่วย SMEs และกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการได้หลายราย จึงกำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุกธนาคารพาณิชย์สูงสุดต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่
    • rn

    • คล่องตัว ธนาคารพาณิชย์บริหารจัดการสินเชื่อได้คล่องตัวเพราะทราบโควตาวงเงินชดเชยที่ได้รับการจัดสรรอย่างชัดเจน ณ วันปล่อยสินเชื่อ อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการการขอรับเงินชดเชยภายในโควตาได้สะดวก จากกระบวนการขอรับเงินชดเชยที่ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ
    • rn

    rn

     

    rn

    โครงการนี้จะช่วยเสริมการดำเนินงานของโครงการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อ และสนับสนุนการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ อันจะส่งผลบวกไปยังการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการลงทุน ซึ่งจะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการโครงการได้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

    rn

     

    rn

    กระทรวงการคลัง

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    สมาคมธนาคารไทย

    rn

    สมาคมธนาคารนานาชาติ

    rn

    26 ธันวาคม 2568

    rn

     

    rn


    rnrn

    [1] หากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องแสดงให้เห็นว่าสินเชื่อที่ได้รับจะนำไปช่วยสร้างประโยชน์หรือส่งเสริม SMEs ใน supply chain ด้วย

    rn”}}” id=”anchor1″>

    ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือ การหดตัวต่อเนื่องของสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบ 13 ไตรมาสติดต่อกัน จากทั้งความต้องการสินเชื่อธุรกิจที่ลดลง และความระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อเพราะต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (credit cost) เพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้สินเชื่อธุรกิจกลับมาขยายตัวได้และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จึงร่วมกันผลักดัน ‘โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost’ ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ ‘สินเชื่อใหม่’ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุม (1) SMEs ในภาคธุรกิจภายใต้โครงการ Reinvent Thailand (เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูปยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของอุตสาหกรรมข้างต้น) และโลจิสติกส์ และ (2) SMEs และธุรกิจรายใหญ่[1] ที่มีแผนว่าจะนำสินเชื่อที่ได้รับไปใช้ยกระดับศักยภาพธุรกิจหรือพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน (เช่น ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต) หรือเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนของโครงการจะมาจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ปี 2569 ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดตั้งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

    โครงการ SMEs Credit Boost ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘ตรงจุด มี impact กระจาย คล่องตัว’ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • ตรงจุด เน้นให้สินเชื่อใหม่แก่ SMEs ในภาคธุรกิจเป้าหมาย หรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อให้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
    • มี impact ช่วยให้มีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่ช้า โดยกำหนดวงเงินชดเชยสูงสุด ในช่วง 15-30% (ขึ้นกับขนาดของผู้ประกอบการ) ของยอดสินเชื่อปล่อยใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายในช่วง 2 ปีนับจากวันเริ่มโครงการ ระยะเวลาการค้ำประกันสูงสุด 7 ปีนับจากวันปล่อยสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 5 เท่า
      ของวงเงินชดเชย
    • กระจาย เน้นช่วย SMEs และกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการได้หลายราย จึงกำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุกธนาคารพาณิชย์สูงสุดต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่
    • คล่องตัว ธนาคารพาณิชย์บริหารจัดการสินเชื่อได้คล่องตัวเพราะทราบโควตาวงเงินชดเชยที่ได้รับการจัดสรรอย่างชัดเจน ณ วันปล่อยสินเชื่อ อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการการขอรับเงินชดเชยภายในโควตาได้สะดวก จากกระบวนการขอรับเงินชดเชยที่ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ

    โครงการนี้จะช่วยเสริมการดำเนินงานของโครงการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อ และสนับสนุนการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ อันจะส่งผลบวกไปยังการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการลงทุน ซึ่งจะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการโครงการได้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

    กระทรวงการคลัง

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    สมาคมธนาคารไทย

    สมาคมธนาคารนานาชาติ

    26 ธันวาคม 2568


    [1] หากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องแสดงให้เห็นว่าสินเชื่อที่ได้รับจะนำไปช่วยสร้างประโยชน์หรือส่งเสริม SMEs ใน supply chain ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251226.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MyaiRbzZukWEfNLMZvvxV