Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 9 ราย (17 ธันวาคม 2568)

    เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เลขาธิการ ก.ค.ศ. เปิดเผยผลการประชุม อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ครั้งที่ 12/2568 ซึ่งมีมติอนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวนทั้งสิ้น 9 ราย โดยแบ่งตามสายงานประกอบด้วย

    • ครูเชี่ยวชาญ 2 ราย
    • ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ 1 ราย
    • ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ 3 ราย
    • รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ 1 ราย
    • ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญอีก 2 ราย

    สำหรับการอนุมัติในครั้งนี้พิจารณาผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ โดยมีรายละเอียดผู้ที่ได้รับการเลื่อนวิทยฐานะและผลงานทางวิชาการที่น่าสนใจ ดังนี้

    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93138&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZKgUfugagAtE_pqlQQgQ-

  • เปิดปฏิทินท่องเที่ยวแม่กลอง อัดแน่นงานวัฒนธรรม-อีเวนต์ใหญ่ตลอดปี 69 | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมบางช้าง ศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า) นางสาวปิ่มรัก หลักทอง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานประชุมจัดทำร่างปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจำปี 2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้ที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนรวมกว่า 30 คน ร่วมประชุมหารือ

    ทั้งนี้เนื่องจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงครามได้รับข้อสั่งการจากนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) สมุทรสงคราม ให้รวบรวมข้อมูลการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวและการจัดทำร่างปฏิทินในภาพรวมของจังหวัด เพื่อใช้ประชาสัมพันธ์แก่นักท่องเที่ยวรวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ในการวางแผนเพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยที่ประชุมได้ร่างปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงครามประจำปี 2569 มีกิจกรรมสำคัญเช่น เดือนมกราคม งานเปิดสะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง ภายในบริเวณวัดใหญ่ราชพงศ์ เขตเทศบาลเมือง พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร งานอัมพวาน้อมใจภักดีศรีศกใหม่ ที่โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ และเทศบาลตำบลอัมพวา และงานอรุณบุญบางน้อย (ตักบาตรปีใหม่ทางน้ำ) ที่ตลาดน้ำบางน้อย, เดือนกุมภาพันธ์ เทศกาลส้มโอขาวใหญ่และของดีเมืองแม่กลอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด งานเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 2 ที่อุทยาน ร.2 และจดทะเบียนสมรส ที่สถานีรถไฟแม่กลอง

    เดือนมีนาคม มหกรรมว่าวไทยกลางแม่น้ำ ที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ประเพณีแห่พระทางน้ำที่วัดพระยาญาติ มหกรรมชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี และฤดูกาลท่องเที่ยวหยอดหอยหลอด, เดือนเมษายน ประเพณีสงกรานต์ของหน่วยงานต่างๆ และงานก่อพระเจดีย์ทรายวัดปากสมุทร พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองและทำบุญเมืองจังหวัด ที่ศาลหลักเมือง งานตะวันรอนดอนหอยหลอด, เดือนพฤษภาคม ประเพณีไทยทรงดำที่วัดใหม่บางปืน และงานแม่ไม้มวยไทย รำลึก อภิเดช ศิษย์หิรัญ จอมเตะบางนกแขวก, เดือนมิถุนายน งานกาชาดจังหวัด, เดือนกรกฎาคม งาน SAMUTSONGKHRAM CITY OF GASTRONOMY แห่เทียนพรรษาทางน้ำที่ อำเภอบางคนที และขบวนผ้าป่าซาเล้งที่วัดดอนมะโนรา, เดือนสิงหาคม งานเชิดชูดุริยกวี 5 แผ่นดิน หลวงประดิษฐไพเราะ, เดือนกันยายน ประเพณีตักบาตรขนมครกน้ำตาลทราย ที่วัดแก่นจันทร์เจริญ และประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งที่วัดศรัทธาธรรม, เดือนตุลาคม ฤดูชมนกนางนวลที่ดอนหอยหลอด งานสืบสานประเพณีปิดทองหลวงพ่อโตที่วัดปราโมทย์ งานกวนกระยาสารทที่ตลาดน้ำท่าคา, เดือนพฤศจิกายน งานลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลองที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ลอยกระทงสไลเดอร์ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร และกระทงโคมสายที่ตลาดน้ำบางน้อย และเดือนธันวาคม เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด และมหกรรมอาหารริมเขื่อนอัมพวา เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามการจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปี 2569 ครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการประชาสัมพันธ์และวางแผนกิจกรรมของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชนและชุมชนท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5444306/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37iksiV4S7fpnfeAVcFxDZ

  • ในอนาคตบริษัทเยอรมันจะกลายร่างเป็นจีนมากขึ้น

    ในอนาคตบริษัทเยอรมันจะกลายร่างเป็นจีนมากขึ้น

    แม้จะมีการเรียกร้องให้ภาคเอกชนของเยอรมันลดการพึ่งพิงจีน แต่บริษัทหลายแห่งกลับพึ่งพาและร่วมมือกับจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือ ข้อมูลจากการสำรวจสภาพแวดล้อมทางธุรกิจล่าสุด โดยหอการค้าเยอรมันในต่างประเทศ (AHK – Die Deutschen Auslandshandelskammern) ประจำประเทศจีน พบว่า บริษัทเยอรมันหลายแห่งร่วมมือกับจีน เพราะไม่เพียงแต่ (1) ต้องเอาตัวรอดจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีน แต่ยังต้องการ (2) ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวไปทั่วโลกของบริษัทจีนด้วย โดยเมื่อเทียบกับปี 2024 บริษัทเยอรมันที่ประกอบธุรกิจในจีนกลับมองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจในปีปัจจุบันเชิงบวกมากขึ้น และปีต่อ ๆ ไปก็เช่นกัน ซึ่งความเชื่อมั่นในในปี 2018 เรียกได้ว่า อยู่ระดับต่ำที่สุด อย่างไรก็ตาม ตัวแทนจาก AHK ในจีนยังไม่มองว่า นี่เป็นการพลิกผันอย่างแท้จริง นาย Martin Hofmann ประธานคณะกรรมการ AHK ในจีนกล่าวว่า บริษัทเยอรมันต่างหวังว่า ในไม่ช้ารัฐบาลจีนจะออกมาตรการต่อต้านการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาดจีนออกมา จากตัวเลขอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยในไตรมาสที่สามเติบโตเพียง 4.8% อย่างไรก็ตาม 31% ของบริษัทเยอรมันในจีนคาดว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะดีขึ้นในปีหน้า ขณะที่ 23% คาดว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจน่าจะแย่ลง

    แบบสำรวจสภาพทางธุรกิจที่จัดทำขึ้นเป็นประจำทุกปีโดย AHK เยอรมัน – จีนถือว่า เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับสถานการณ์ทางธุรกิจของบริษัทเยอรมันในจีน โดยมีบริษัทสมาชิกเข้าร่วมตอบแบบสอบถามกว่า 627 บริษัท จากทั้งหมดประมาณ 2,000 บริษัท ซึ่งการสำรวจทำในช่วงเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สมาชิกส่วนใหญ่เป็น SMEs ในอุตสาหกรรมวิศวกรรมเครื่องกลและยานยนต์ ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่มีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับ ความท้าทายที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทเยอรมันในตลาดจีน คือ แรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มสูงขึ้น (60%) ตามมาด้วยความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอลงอย่างหนัก (52%) จีนในฐานะประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกกำลังเผชิญหน้ากับภาวะตกต่ำอย่างต่อเนื่องจากปัญหาราคาสินค้าที่ลดลง และความต้องการที่ลดลงพร้อมกัน ปัจจุบันรัฐบาลจีนกำลังพยายามต่อสู้กับภาวะเงินฝืดด้วยมาตรการต่าง ๆ อย่างหนัก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน หลังจากกำไรในเดือนสิงหาคมและกันยายนกลับมาฟื้นตัวชั่วคราว ในเดือนตุลาคมกำไรในภาคอุตสาหกรรมก็กลับมาลดลง 5.5% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วอีกครั้ง ในบริบทนี้ความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นในหมู่บริษัทเยอรมันจึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง แม้จะมีอุปสรรคมากมาย บริษัทเยอรมันส่วนใหญ่ที่ตอบแบบสำรวจ (93%) ยังตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจในจีนต่อไป 53% วางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในจีน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยเพียงหนึ่งในสามส่วนระบุว่า พวกเขาวางแผนที่จะลดการลงทุนในจีนลง

    การผลิต การวิจัย และการพัฒนาในท้องถิ่น – บริษัทต่างๆ ของเยอรมันที่ต้องการลงทุนเพิ่มในจีนมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มการผลิตในท้องถิ่น โดยนาย Martin Hofmann เปิดเผยว่า นี่คือคลื่นลูกที่สามของการขยายการผลิตในท้องถิ่นของจีน ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่การผลิตในจีนส่วนใหญ่มีไว้สำหรับตลาดจีนเอง ปัจจุบันการวิจัย และการพัฒนาก็ยังดำเนินการในท้องถิ่นอีกด้วย เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริษัทต่าง ๆ หวังว่า สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับบริษัทเยอรมันในการชนะการประมูลงานภาครัฐในจีนได้ บริษัทที่ไม่ใช่สัญชาติจีนได้ร้องเรียนมานานแล้วว่า ตนเองเสียเปรียบในการประมูลเหล่านี้ นอกจากนี้บริษัทเยอรมันในจีนยังมองว่า คู่แข่งชาวจีนมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นเรื่อย ๆ โดย 60% ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า บริษัทจีนจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในภาคส่วนของตนภายในห้าปีข้างหน้า นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ 56ต้องการกระชับความร่วมมือกับพันธมิตรชาวจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม 55% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า การถ่ายทอดความรู้ (Know-How-Transfer) ส่วนใหญ่ยังคงไหลจากสำนักงานใหญ่ของบริษัทในเยอรมนีไปยังบริษัทสาขาในจีน ถึงกระนั้น 1 ใน 3 ก็เริ่มสังเกตเห็นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากจีนไปยังเยอรมนีแล้วด้วย บริษัทเยอรมันกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลกลางเยอรมันส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อจีนในเยอรมนีมากขึ้น เนื่องจากความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ดีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจของพวกเขา บริษัทเหล่านี้ได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อการเลื่อนการเดินทางของนาย Johann Wadephul รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสังกัดพรรคสหภาพคริสต์เตียนเพื่อประชาธิปไตยประเทศเยอรมนี (CDU – Christlich Demokratische Union Deutschlands) ครั้งที่แล้วอีกด้วย

    จาก Handelsblatt 26 ธันวาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xl5y6f6b1d3q2ijdi8m984xd&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b3HgHOEA9xOHzOeN8Gd0A

  • ส่งออกไทยปี 69 ทรุดเหลือลบ 1.5- ลบ 0.5% เหตุสงครามการค้าพ่นพิษ

    ส่งออกไทยปี 69 ทรุดเหลือลบ 1.5- ลบ 0.5% เหตุสงครามการค้าพ่นพิษ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรมไทยปี 69 ว่า ภาคการส่งออกของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวมาอยู่ที่ -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้าและความไม่แน่นอนทางนโยบายของประเทศมหาอำนาจ

    ขณะเดียวกันความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลต่อเศรษฐกิจชายแดนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก ภาคอุตสาหกรรมจึงเห็นว่าการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าใหม่จะเป็นกลไกสำคัญในการขยายตลาด ลดการพึ่งพาตลาดเดิม และเสริมความสามารถในการแข่งขันในปี 69

    ทั้งนี้ ในปี 69 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ยังต้องดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากปัจจัยภายนอกประเทศและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศเอง 

    ส่งออกไทยปี 69 ทรุดเหลือลบ 1.5- ลบ 0.5% เหตุสงครามการค้าพ่นพิษ

    ภาคอุตสาหกรรมจึงยังอยู่ในภาวะประคองตัวมากกว่าการฟื้นตัวอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งหากปล่อยให้เศรษฐกิจชะลอลงต่อเนื่องโดยไม่มีแรงพยุง ก็มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะชะงักงันคล้ายกับรถติดหล่ม คือแม้จะพยายามเร่งเครื่อง แต่ไม่สามารถขยับไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง

    โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีการประเมินเศรษฐกิจไทย ปี 69 โดยคาดว่ามีแนวโน้มจะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 1.6–2.0% ซึ่งชะลอตัวลงจากปี 68 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2.0% 

    ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีและนโยบายการค้าของสหรัฐฯ การแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่รุนแรงขึ้น รวมถึงแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อภายในประเทศ 

    “ภายใต้บริบทดังกล่าว การแก้ไขปัญหาในระยะสั้น โดยเฉพาะการฟื้นฟูผลกระทบจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/647559&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17n9iT0qNXGQ8NfUgbd-MH

  • ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 9 ราย (17 ธันวาคม 2568)

    เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เลขาธิการ ก.ค.ศ. เปิดเผยผลการประชุม อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ครั้งที่ 12/2568 ซึ่งมีมติอนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวนทั้งสิ้น 9 ราย โดยแบ่งตามสายงานประกอบด้วย

    • ครูเชี่ยวชาญ 2 ราย
    • ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ 1 ราย
    • ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ 3 ราย
    • รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ 1 ราย
    • ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญอีก 2 ราย

    สำหรับการอนุมัติในครั้งนี้พิจารณาผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ โดยมีรายละเอียดผู้ที่ได้รับการเลื่อนวิทยฐานะและผลงานทางวิชาการที่น่าสนใจ ดังนี้

    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93138&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZKgUfugagAtE_pqlQQgQ-

  • เปิดปฏิทินท่องเที่ยวแม่กลอง อัดแน่นงานวัฒนธรรม-อีเวนต์ใหญ่ตลอดปี 69 | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมบางช้าง ศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า) นางสาวปิ่มรัก หลักทอง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานประชุมจัดทำร่างปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจำปี 2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้ที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนรวมกว่า 30 คน ร่วมประชุมหารือ

    ทั้งนี้เนื่องจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงครามได้รับข้อสั่งการจากนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) สมุทรสงคราม ให้รวบรวมข้อมูลการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวและการจัดทำร่างปฏิทินในภาพรวมของจังหวัด เพื่อใช้ประชาสัมพันธ์แก่นักท่องเที่ยวรวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ในการวางแผนเพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยที่ประชุมได้ร่างปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงครามประจำปี 2569 มีกิจกรรมสำคัญเช่น เดือนมกราคม งานเปิดสะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง ภายในบริเวณวัดใหญ่ราชพงศ์ เขตเทศบาลเมือง พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร งานอัมพวาน้อมใจภักดีศรีศกใหม่ ที่โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ และเทศบาลตำบลอัมพวา และงานอรุณบุญบางน้อย (ตักบาตรปีใหม่ทางน้ำ) ที่ตลาดน้ำบางน้อย, เดือนกุมภาพันธ์ เทศกาลส้มโอขาวใหญ่และของดีเมืองแม่กลอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด งานเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 2 ที่อุทยาน ร.2 และจดทะเบียนสมรส ที่สถานีรถไฟแม่กลอง

    เดือนมีนาคม มหกรรมว่าวไทยกลางแม่น้ำ ที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ประเพณีแห่พระทางน้ำที่วัดพระยาญาติ มหกรรมชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี และฤดูกาลท่องเที่ยวหยอดหอยหลอด, เดือนเมษายน ประเพณีสงกรานต์ของหน่วยงานต่างๆ และงานก่อพระเจดีย์ทรายวัดปากสมุทร พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองและทำบุญเมืองจังหวัด ที่ศาลหลักเมือง งานตะวันรอนดอนหอยหลอด, เดือนพฤษภาคม ประเพณีไทยทรงดำที่วัดใหม่บางปืน และงานแม่ไม้มวยไทย รำลึก อภิเดช ศิษย์หิรัญ จอมเตะบางนกแขวก, เดือนมิถุนายน งานกาชาดจังหวัด, เดือนกรกฎาคม งาน SAMUTSONGKHRAM CITY OF GASTRONOMY แห่เทียนพรรษาทางน้ำที่ อำเภอบางคนที และขบวนผ้าป่าซาเล้งที่วัดดอนมะโนรา, เดือนสิงหาคม งานเชิดชูดุริยกวี 5 แผ่นดิน หลวงประดิษฐไพเราะ, เดือนกันยายน ประเพณีตักบาตรขนมครกน้ำตาลทราย ที่วัดแก่นจันทร์เจริญ และประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งที่วัดศรัทธาธรรม, เดือนตุลาคม ฤดูชมนกนางนวลที่ดอนหอยหลอด งานสืบสานประเพณีปิดทองหลวงพ่อโตที่วัดปราโมทย์ งานกวนกระยาสารทที่ตลาดน้ำท่าคา, เดือนพฤศจิกายน งานลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลองที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ลอยกระทงสไลเดอร์ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร และกระทงโคมสายที่ตลาดน้ำบางน้อย และเดือนธันวาคม เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด และมหกรรมอาหารริมเขื่อนอัมพวา เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามการจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปี 2569 ครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการประชาสัมพันธ์และวางแผนกิจกรรมของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชนและชุมชนท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5444306/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37iksiV4S7fpnfeAVcFxDZ

  • ดอลลาร์แข็งค่า หลังเผยเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

    ดอลลาร์แข็งค่า หลังเผยเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ธ.ค. 68)

    ดอลลาร์แข็งค่าเทียบสกุลเงินหลัก หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

    ณ เวลา 21.58 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.01% สู่ระดับ 97.951 ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่า 0.42% สู่ระดับ 156.44 เยน และดีดตัว 0.05% สู่ระดับ 1.178 เทียบยูโร

    นักลงทุนพากันลดน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนม.ค.และมี.ค.2569 หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

    กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 10,000 ราย สู่ระดับ 214,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 232,000 ราย

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2568 โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 4.3% ในไตรมาสดังกล่าว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.2% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRBP0IQ73K79G95MYD8WDFRX67PRS70C&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39EPErIxa_GEtrVU97efFV

  • “พิพัฒน์”ย้ำยุทธศาสตร์ภูมิใจไทย ชูเศรษฐกิจฐานราก 10 พลัส ศึกเลือกตั้ง 69

    “พิพัฒน์”ย้ำยุทธศาสตร์ภูมิใจไทย ชูเศรษฐกิจฐานราก 10 พลัส ศึกเลือกตั้ง 69

    การเมืองไทยช่วงโค้งก่อนศึกเลือกตั้ง ปี 2569 คึกคักขึ้นเรื่อยๆ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ขยับเปิดแพ็กนโยบายใหญ่ของพรรคอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 พร้อมประกาศความตั้งใจพาพรรคเดินหน้าสู่การบริหารประเทศต่อรอบใหม่ โดยย้ำว่า นโยบายครั้งนี้ “ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนเวทีดีเบต” แต่คือการเชื่อมโยงถึงวิถีชีวิตของประชาชนในทุกภาคส่วน 

    หัวใจสำคัญชู นโยบาย “รั้วของชาติ” ที่ไม่ได้จำกัดเพียงมิติทหารหรือชายแดน แต่เน้นการสกัดภัยรอบด้าน ตั้งแต่แรงงานผิดกฎหมาย สินค้าเถื่อน ยาเสพติด เครือข่ายสแกมเมอร์ การพนัน ไปจนถึงทุนสีเทา 

    พรรคประกาศยืนยันจุดยืน “ไม่เอาเศรษฐกิจสีเทา” เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของประเทศบนเวทีโลก
    อีกหนึ่งข้อเสนอที่ถูกจับตาคือ โครงการ “ทหารอาสา 100,000  อัตรา” เปิดรับประชาชนสมัครใจเข้ารับราชการ 4 ปี พร้อมรายได้มั่นคง การฝึกอาชีพ และเส้นทางต่อหลังปลดประจำการ โดยนิยามว่าเป็นการสร้าง “กองทัพของประชาชน” ควบคู่การจ้างงานอย่างมีศักดิ์ศรี 

                        พิพัฒน์ รัชกิจประการ

    ด้านเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทยวางกรอบใหญ่ “เศรษฐกิจ 10 Plus” เน้นการเติบโตที่กระจายถึงผู้ประกอบการตัวเล็ก เกษตรกร และแรงงานฐานราก พร้อมเตรียมฟื้น “คนละครึ่งพลัส” ในรูปแบบใหม่ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ 

    ในมิติระยะยาว พรรคเสนอทิศทาง Made in Thailand + Net Zero ผลักดันสินค้าไทยเข้าตลาดโลก ด้วยมาตรฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างแบรนด์อุตสาหกรรมไทยในแนวเศรษฐกิจสีเขียว และเพิ่มมูลค่าให้ภาคการผลิตยุคใหม่ 
    อีกด้าน พรรคเตรียมวางระบบรองรับความเสี่ยงใหม่ของโลก ด้วยแนวคิดจัดตั้ง กองทุนภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อบริหารจัดการภัยธรรมชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นระบบ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” 

                          พิพัฒน์ รัชกิจประการ

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นโยบายทั้งหมดตั้งแต่เด็ก เยาวชน การศึกษา สุขภาพ เศรษฐกิจครัวเรือน เกษตร ไปจนถึงโอกาสการลงทุนระดับประเทศ ต้องเดินคู่กับทีมบริหารที่มีประสบการณ์ พร้อมเริ่มงานทันที รับผิดชอบต่อประชาชนทุกวัน เป้าหมายคือ “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศไทย”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/647588&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z6kPmWEA_dlVTs4fDcnq8

  • ธปท.-คลัง-แบงก์พาณิชย์ อัดกลไกค้ำประกัน ดันสินเชื่อใหม่ 1 แสนล้าน ฟื้น SMEs

    ธปท.-คลัง-แบงก์พาณิชย์ อัดกลไกค้ำประกัน ดันสินเชื่อใหม่ 1 แสนล้าน ฟื้น SMEs

    ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทย ที่มีกว่า 3.2 ล้านราย ครอบคลุมการจ้างงานถึง 70% ของประเทศ ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุน ทำให้ภาคธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น จาความไม่แน่นอนและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้ความต้องการสินเชื่อธุรกิจที่ลดลง และสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้สินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องถึง 13 ไตรมาส

    ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้สินเชื่อธุรกิจกลับมาขยายตัวได้และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    ล่าสุด กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จึงร่วมกันผลักดัน “โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ: SMEs Credit Boost” เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น 

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ขยายบทบาทจากการมุ่งเน้นเพียงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหาภาค มาสู่การเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ 

    การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากความตั้งใจที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือภาคธุรกิจและประชาชนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไม่สามารถจัดการได้ด้วยเครื่องมือทางการเงินแบบเดิม

    “ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากปัญหาเหล่านี้มีความซับซ้อนและเฉพาะตัว จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดในแต่ละภาคส่วน” นายวิมัย กล่าว 

    โดย ธปท.เล็งเห็นวิกฤตของ SMEs ที่มียอดสินเชื่อติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 13 ไตรมาส ทั้งที่ SMEs เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมีการจ้างงานสูงถึง 70% ของแรงงานทั้งหมด และคิดเป็น 35% ของ GDP จึงร่วมมือกับกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย ผลักดัน “โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost” 

    วิทัย รัตนากร

    โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost เป็นโครงการที่ 2 ต่อเนื่องจากโครงการแก้ปัญหาหนี้เสีย (NPL) รายย่อยวงเงินต่ำกว่า 100,000 บาท จำนวน 1.6 ล้านราย ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ที่เป็นมาตรการเฉพาะจุด เพื่อปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนของโครงการจะมาจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ปี 2569 ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดตั้งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการ SMEs ในฐานะ เสาหลักที่ 3 ใน Quick Big Win ของนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนและสภาพคล่องในอัตราที่เหมาะสม หลังสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่องยาวนานถึง 13 ไตรมาส ซึ่งหัวใจของนโยบายไม่ใช่เพียงการลดดอกเบี้ย แต่คือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึง สินเชื่อใหม่ได้จริง

    คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้เห็นชอบ มาตรการทางการเงินวงเงินรวม 267,000 ล้านบาท ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ในการประชุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่ Micro SME, SME ขนาดกลาง ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่บางส่วน พร้อมมาตรการ ชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตสำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงของสถาบันการเงินและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการ

    “มาตรการนี้มุ่งเปิดทางให้ SME เข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้จริง ไม่ใช่แค่ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน แต่ต้องทำให้ระบบการเงินกล้าปล่อยกู้ และผู้ประกอบการมีโอกาสกลับมาเดินหน้าธุรกิจได้อีกครั้ง” นายเบญจรงค์ กล่าว

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งยกระดับ ห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ผ่านโครงการ “พี่ช่วยน้อง” ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับ SME ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้และการสนับสนุนสภาพคล่อง ควบคู่กับการปรับปรุง เครดิตเทอม ให้ผู้ประกอบการมีเงินหมุนเวียนเร็วขึ้น และใช้กลไก การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นอีกช่องทางสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจไทย

    เบญจรงค์ สุวรรณคีรี

    นายเบญจรงค์ กล่าวด้วยว่า ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันการค้าเสรี สถานการณ์ความไม่มั่นคงในพื้นที่ชายแดน และภัยพิบัติทางธรรมชาติ รัฐบาลจึงมุ่งสนับสนุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand และอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บสย. ธนาคารรัฐ ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างชาติ รวมถึงภาคเอกชน โดยรัฐบาลหวังให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุดและสร้างระบบการเงินที่สนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    นางสาววิภาวิน พรหมบุญ  ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวถึงรายละเอียดโครงการดังกล่าวว่า โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘ตรงจุด มี impact กระจาย คล่องตัว’ ดังนี้ 

    • ตรงจุด เน้นให้สินเชื่อใหม่แก่ SMEs ในภาคธุรกิจเป้าหมายครอบคลุม 2 ส่วน ได้แก่ 

    (1) SMEs ในภาคธุรกิจภายใต้โครงการ Reinvent Thailand (เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของอุตสาหกรรมข้างต้น) และโลจิสติกส์
    (2) SMEs และธุรกิจรายใหญ่  ที่มีแผนว่าจะนำสินเชื่อที่ได้รับไปใช้ยกระดับศักยภาพธุรกิจหรือพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน (เช่น ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต) หรือเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ต่อเศรษฐกิจไทย

    • มี impact ช่วยให้มีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่ช้า โดยกำหนดวงเงินชดเชยสูงสุด ในช่วง 15-30% (ขึ้นกับขนาดของผู้ประกอบการ) ของยอดสินเชื่อปล่อยใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายในช่วง 2 ปีนับจากวันเริ่มโครงการ ระยะเวลาการค้ำประกันสูงสุด 7 ปีนับจากวันปล่อยสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 5 เท่าของวงเงินชดเชย 
    • กระจาย เน้นช่วย SMEs และกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการได้หลายราย จึงกำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุกธนาคารพาณิชย์สูงสุดต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่  
    • คล่องตัว ธนาคารพาณิชย์บริหารจัดการสินเชื่อได้คล่องตัวเพราะทราบโควตาวงเงินชดเชยที่ได้รับการจัดสรรอย่างชัดเจน ณ วันปล่อยสินเชื่อ อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการการขอรับเงินชดเชยภายในโควตาได้สะดวก จากกระบวนการขอรับเงินชดเชยที่ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ 

    โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost

    โครงการนี้จะช่วยเสริมการดำเนินงานของโครงการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อ และสนับสนุนการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ อันจะส่งผลบวกไปยังการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการลงทุน ซึ่งจะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการโครงการได้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2569-15 มกราคม 2571 

    นายณัฐธรรม จูฑศรีพานิช ผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ SMEs Credit Boost จะต้องเป็นคนไทยสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งในประเทศไทย ผู้ถือหุ้นมากกว่า 50% เป็นคนไทย และไม่เป็น NPL รวมไปถึงส่วนทุนของนิติบุคคลที่ขอสินเชื่อจะต้องไม่ติดลบ นอกจากนี้ ต้องไม่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZFMo1hU5HdIx97SP374_G

  • วิทยุการบินฯ ลดค่าบริการ 30% หนุนสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    วิทยุการบินฯ ลดค่าบริการ 30% หนุนสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    วิทยุการบินฯ เตรียมความพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยรองรับการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ภายใต้หัวข้อการรณรงค์ “เทศกาลความสุข ทุกที่ทั่วไทย เดินทางสะดวก ปลอดภัยบนโครงข่ายคมนาคม” ของกระทรวงคมนาคม พร้อมลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% ให้สายการบิน สำหรับเที่ยวบิน Extra Flight และเที่ยวบินที่มีการให้ส่วนลดค่าโดยสาร (Discount of ceiling fare flight) ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569

    นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม ได้หารือแนวทางเตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามมาตรการอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยรองรับการเดินทางของประชาชน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการร่วมกันอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางด้วยความปลอดภัยสูงสุด ทั้งระบบขนส่งสาธารณะทั้งทางบก ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ สำหรับวิทยุการบินฯ ได้ลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% ให้สายการบิน สำหรับเที่ยวบินเพิ่มเติมช่วงเทศกาล (Extra Flight) และเที่ยวบินที่มีการให้ส่วนลดค่าโดยสาร (Discount of ceiling fare flight) ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569

    นายสุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการของวิทยุการบินฯ ถือเป็นการสนับสนุนให้มีการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในช่วงปีใหม่ (วันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569) คาดการณ์ว่าจะมีเที่ยวบิน รวม 30,420 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยวันละ 2,760 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 ทั้งนี้ วิทยุการบินฯ ได้เตรียมความพร้อมและเตรียมมาตรการด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น บริหารจราจรทางอากาศปลอดภัยมีประสิทธิภาพ และลดความล่าช้า รวมถึงบริหารอัตรากำลังในส่วนของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศและวิศวกร ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับการขยายเวลาการให้บริการของสนามบิน อำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารด้านการบิน อีกทั้งเตรียมมาตรการรองรับกรณีฉุกเฉินอย่างเหมาะสม

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2904342&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lv39owkt3Ca0y9T50Teyy