Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเกาหลีใต้ Q1/69 ขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ยังกังวลเงินวอนอ่อนค่า : อินโฟเควสท์

    ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเกาหลีใต้ Q1/69 ขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ยังกังวลเงินวอนอ่อนค่า : อินโฟเควสท์

    ผลสำรวจของหอการค้าและอุตสาหกรรมเกาหลี (KCCI) เผยให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจเกาหลีใต้ในไตรมาสแรกของปีหน้าขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ผู้ประกอบการยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับเงินวอนที่อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง

    ผลสำรวจบริษัทในภาคการผลิตของเกาหลีใต้จำนวน 2,208 แห่ง ซึ่งดำเนินการโดย KCCI พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (BSI) สำหรับช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. 2569 อยู่ที่ระดับ 77 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 74 ในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค. 2568

    ทั้งนี้ ดัชนีที่ต่ำกว่า 100 บ่งชี้ว่า ผู้ประกอบการที่มีมุมมองเป็นลบต่อเศรษฐกิจมีจำนวนมากกว่าผู้ประกอบการที่มีมุมมองเป็นบวก ซึ่งดัชนีอยู่ต่ำกว่า 100 มาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2564 จากการรวบรวมข้อมูลโดย KCCI

    KCCI ระบุว่า ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินวอน และการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศที่ช้ากว่าที่คาดการณ์ แม้ความไม่แน่นอนทางการค้าจะคลี่คลายลง และมีความคาดหวังต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นก็ตาม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tfjoUArhI0rK4b25mR4eT

  • สวนดุสิตโพลเผยดัชนีการเมือง ธ.ค.68 ลดลงเกือบทุกตัวชี้วัด ปชช.หวัง รบ.ใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจ

    สวนดุสิตโพลเผยดัชนีการเมือง ธ.ค.68 ลดลงเกือบทุกตัวชี้วัด ปชช.หวัง รบ.ใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนธันวาคม 2568” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,151 คน ระหว่างวันที่ 22-26 ธันวาคม 2568 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

    1. “ดัชนีการเมืองไทย” เดือนธันวาคม 2568 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 3.87 คะแนน ลดลงจาก 3.90 คะแนน ในเดือนพฤศจิกายน 2568

    2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัด “ดัชนีการเมืองไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

    (1) การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ 4.46 เพิ่มขึ้นจาก 4.41 (ในเดือนพฤศจิกายน 2568)
    (2) ผลงานของฝ่ายค้าน ได้ 4.45 ลดลงจาก 4.46
    (3) สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ได้ 4.37 เพิ่มขึ้นจาก 4.36
    (4) การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน ได้ 4.20 ลดลงจาก 4.21
    (5) ความมั่นคงของประเทศ ได้ 4.11 ลดลงจาก 4.13
    (6) เสถียรภาพทางการเมือง ได้ 4.00 ลดลงจาก 4.11
    (6) สภาพสังคมโดยรวม ได้ 4.00 ลดลงจาก 4.09
    (6) การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม ได้ 4.00 ลดลงจาก 4.02
    (9) ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ ได้ 3.99 ลดลงจาก 4.01
    (10) การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ได้ 3.90 ลดลงจาก 3.92
    (11) การแก้ปัญหาต่างๆ ในภาพรวม ได้ 3.89 ลดลงจาก 3.91
    (12) การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ได้ 3.87 ลดลงจาก 3.90
    (13) ราคาสินค้า ได้ 3.86 ลดลงจาก 3.98
    (14) การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ ได้ 3.85 ลดลงจาก 3.88
    (15) ผลงานของรัฐบาล ได้ 3.82 ลดลงจาก 3.85
    (16) การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง ได้ 3.72 ลดลงจาก 3.80
    (17) ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ได้ 3.68 เท่าเดิม
    (18) ผลงานของนายกรัฐมนตรี ได้ 3.66 ลดลงจาก 3.69
    (18) ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ได้ 3.66 ลดลงจาก 3.67
    (20) สภาพเศรษฐกิจโดยรวม ได้ 3.61 เท่าเดิม
    (21) กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ได้ 3.60 ลดลงจาก 3.73
    (22) การแก้ปัญหาการว่างงาน ได้ 3.51 ลดลงจาก 3.53
    (23) การแก้ปัญหาความยากจน ได้ 3.44 เท่าเดิม
    (24) การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้ 3.43 ลดลงจาก 3.55
    (25) การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ได้ 3.39 ลดลงจาก 3.50

    3. ประชาชนมีความตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือไม่

    อันดับ 1 ร้อยละ 78.38 ระบุ ไป
    อันดับ 2 ร้อยละ 17.95 ระบุ ไม่แน่ใจ
    อันดับ 3 ร้อยละ 3.67 ระยุ ไม่ไป

    4. ประชาชนอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบายด้านใดมากที่สุด

    อันดับ 1 ร้อยละ 34.11 ระบุ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ
    อันดับ 2 ร้อยละ 23.13 ระบุ ลดค่าครองชีพและแก้ปัญหาปากท้อง
    อันดับ 3 ร้อยละ 21.03 ระบุ แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา
    อันดับ 4 ร้อยละ 13.55 ระบุ ปราบสแกมเมอร์ ภัยสังคม แก๊งคอลเซ็นเตอร์
    อันดับ 5 ร้อยละ 8.18 ระบุ แก้หนี้สิน หนี้ครัวเรือน

    5. ประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

    อันดับ 1 ร้อยละ 26.55 ระบุ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
    อันดับ 2 ร้อยละ 18.22 ระบุ อนุทิน ชาญวีรกูล
    อันดับ 3 ร้อยละ 17.29 ระบุ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
    อันดับ 4 ร้อยละ 10.13 ระบุ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
    อันดับ 5 ร้อยละ 17.02 ระบุ ยังไม่ตัดสินใจ

    และร้อยละ 10.79 ระบุ อื่นๆ อาทิ พล.อ.รังษี, พีระพันธุ์, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์, คุณหญิงสุดารัตน์, สุชัชวีร์, ธรรมนัส และ พ.ต.อ.ทวี

    6. ประชาชนรู้หรือไม่ว่าการเลือกตั้ง 69 สว. ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี

    อันดับ 1 ร้อยละ 62.72 ระบุ รู้
    อันดับ 2 ร้อยละ 37.28 ระบุ ไม่รู้

    สรุปผลการสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย เดือนธันวาคม 2568” พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวม เฉลี่ย 3.87 คะแนน ลดงจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ได้ 3.90 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน เฉลี่ย 4.46 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.39 คะแนน

    เมื่อถามถึงการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างตั้งใจจะไปใช้สิทธิ ร้อยละ 78.38 และอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจมากที่สุด ร้อยละ 34.11

    ทั้งนี้ บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 26.55 และเมื่อถามว่ารู้หรือไม่ว่าการเลือกตั้ง 69 สว. ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่า รู้ ร้อยละ 62.72 และ ไม่รู้ ร้อยละ 37.28

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 ลดลงเล็กน้อยหลังการยุบสภา สะท้อนการเมืองที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง โดยประชาชนส่งสัญญาณชัดว่า ความหวังอยู่ที่ “เศรษฐกิจ” เพราะปัญหาปากท้องยังบีบคั้นชีวิตประจำวัน และพรรคใดเสนอทางออกที่จับต้องได้ แก้ได้จริง ไม่ใช่เพียงนโยบายเฉพาะหน้า ก็อาจได้เปรียบในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

    ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ดัชนีการเมืองไทย เดือนธันวาคม 2568 มีเพียงไม่กี่ตัวชี้วัดที่ขยับเพิ่มขึ้น คือ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” และ “สิทธิ-เสรีภาพ” การขยับดับกล่าวมิได้สะท้อนความสำเร็จของรัฐบาลเดิม หากสะท้อนการตื่นตัวของสังคมในช่วงหลังยุบสภาและก่อนเลือกตั้ง การเมืองกำลังกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ผ่านเวทีดีเบต และการถกเถียงสาธารณะ ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดเกือบทั้งระบบกลับปรับลดลงพร้อมกัน ภาพรวมจึงชี้ว่า ประชาชนเริ่มรับรู้ว่า “รัฐบาลเดิมกำลังเอาไม่อยู่” ต่ออำนาจนอกระบบและความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง นี่คือเหตุผลเชิงลึกที่ทำให้สังคมไทยกำลังมองหา “ผู้นำทางการเมืองชุดใหม่”

    ทั้งนี้ แม้ประชาชนกว่า 78% จะตั้งใจไปเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองเป็นเครื่องมือเพื่อเอาตัวรอดมากกว่าพิธีกรรมประชาธิปไตย เพราะความต้องการอันดับต้นล้วนเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความปลอดภัย และปัญหาชายแดน สะท้อนการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการโหวตจากความกังวลมากกว่าการโหวตจากอุดมการณ์ ประชาชนเกือบหนึ่งในห้ายังลังเลต่อการเลือกผู้นำ และที่น่ากังวลใจอย่างยิ่งคือ กว่า 37% ยังไม่ทราบว่า สว. ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แสดงว่าประชาชนยังไม่เข้าใจบทบาทที่แท้จริงของ สว. และนี่คือภาพของประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรมที่ประชาชนยังเข้าไม่ถึงโครงสรส้างอำนาจ ดังนี้ การเลือกตั้ง 2569 จึงเป็นการทดสอบว่าระบบการเมืองยังพาประเทศไปสู่ความมั่นคงได้จริงหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000125438&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VNhTYYsm6A1jmrHNjpDPG

  • เลือกตั้ง 2569 : “พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเศรษฐกิจเพียงคนเดียว

    เลือกตั้ง 2569 : “พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเศรษฐกิจเพียงคนเดียว

    “พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์” หัวหน้าพรรค ควบแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวของพรรคเศรษฐกิจ นำทีมผู้สมัคร สส. ลงสนามเลือกตั้ง 2569

    วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเปิดรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 โดยในส่วนของการยื่นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เริ่มวันนี้ (28 ธันวาคม) เป็นวันแรก มีพรรคการเมือง 52 พรรค มาลงเวลาก่อนเปิดรับสมัครในเวลา 08.30 น. จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการจับสลากหมายเลขที่จะใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

    สำหรับพรรคเศรษฐกิจ จับสลากได้หมายเลข 11 และได้ยื่นบัญชีรายชื่อทั้งหมด 63 คน ในส่วนของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีชื่อของ พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2904734&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LpMZ13c1p0p29PDczuXLI

  • เลือกตั้ง 2569 : ดุสิตโพล เผย ประชาชนส่งสัญญาณชัดความหวังอยู่ที่ “เศรษฐกิจ”

    เลือกตั้ง 2569 : ดุสิตโพล เผย ประชาชนส่งสัญญาณชัดความหวังอยู่ที่ “เศรษฐกิจ”

    ดุสิตโพล เปิด ดัชนีการเมืองไทย ธ.ค. 68 ประชาชนส่งสัญญาณชัดเจนว่าความหวังอยู่ที่ “เศรษฐกิจ” เนื่องจากปัญหาปากท้องยังบีบคั้นชีวิตประจำวัน

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สรุปผลการสำรวจเรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย เดือนธันวาคม 2568” โดยสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนธันวาคม 2568” จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,151 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 22–26 ธันวาคม 2568 พบว่า

    กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 เฉลี่ย 3.87 คะแนน ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งได้ 3.90 คะแนน

    ดุสิตโพล
    ดัชนีการเมืองเดือน ธ.ค.2569

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.46 คะแนน ขณะที่ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและความโปร่งใส ได้คะแนนเฉลี่ย 3.39 คะแนน

    เมื่อถามถึงการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ร้อยละ 78.38 และต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบาย ฟื้นฟูเศรษฐกิจ มากที่สุด ร้อยละ 34.11

    ส่วนบุคคลที่กลุ่มตัวอย่างอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 26.55

    เมื่อถามว่าทราบหรือไม่ว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา 69 คน ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่า ทราบ ร้อยละ 62.72 และ ไม่ทราบ ร้อยละ 37.28

    ดร.พรพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 ลดลงเล็กน้อยหลังการยุบสภา สะท้อนให้เห็นถึงการเมืองที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง

    โดยประชาชนส่งสัญญาณชัดเจนว่าความหวังอยู่ที่ “เศรษฐกิจ” เนื่องจากปัญหาปากท้องยังบีบคั้นชีวิตประจำวัน และพรรคการเมืองใดที่สามารถเสนอทางออกที่จับต้องได้ แก้ไขได้จริง ไม่ใช่เพียงนโยบายเฉพาะหน้า ก็อาจได้เปรียบในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

    ด้าน ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 มีเพียงไม่กี่ตัวชี้วัดที่ขยับเพิ่มขึ้น ได้แก่ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” และ “สิทธิและเสรีภาพ”

    โดยการขยับเพิ่มขึ้นดังกล่าวมิได้สะท้อนความสำเร็จของรัฐบาลเดิม หากแต่สะท้อนถึงการตื่นตัวของสังคมในช่วงหลังการยุบสภาและก่อนการเลือกตั้ง

    อย่างไรก็ตาม การเมืองกำลังกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ผ่านเวทีดีเบตและการถกเถียงในพื้นที่สาธารณะ ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดเกือบทั้งระบบกลับปรับลดลงพร้อมกัน ภาพรวมจึงสะท้อนว่าประชาชนเริ่มรับรู้ว่า “รัฐบาลเดิมกำลังเอาไม่อยู่” ต่ออำนาจนอกระบบและความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง นี่คือเหตุผลเชิงลึกที่ทำให้สังคมไทยกำลังมองหา “ผู้นำทางการเมืองชุดใหม่”

    ทั้งนี้ แม้ประชาชนกว่าร้อยละ 78 จะตั้งใจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น เครื่องมือเพื่อเอาตัวรอดมากกว่าพิธีกรรมทางประชาธิปไตย เนื่องจากความต้องการอันดับต้นของประชาชนล้วนเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความปลอดภัย และปัญหาชายแดน สะท้อนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการโหวตจากความกังวล มากกว่าการโหวตจากอุดมการณ์

    นอกจากนี้ ประชาชนเกือบหนึ่งในห้ายังลังเลต่อทางเลือกผู้นำ และที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ กว่าร้อยละ 37 ยังไม่ทราบว่าสมาชิกวุฒิสภาไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจบทบาทที่แท้จริงของสมาชิกวุฒิสภา และนี่คือภาพของ ประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรม ที่ประชาชนยังเข้าไม่ถึงโครงสร้างอำนาจอย่างแท้จริง

    ดังนั้น การเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นการทดสอบสำคัญว่า ระบบการเมืองไทยยังสามารถพาประเทศไปสู่ความมั่นคงได้จริงหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/264804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r-ettCXE5xpc7mEIZm18Q

  • นายกสมาคมคอนโดมองเทรนด์

    นายกคอนโดมองเทรนด์อสังหาฯ ปี’69 สร้างสมดุลใหม่ หลังบอบช้ำพิษเศรษฐกิจ เขต กทม.-ปริมณฑล ประเมินตลาดรวมยอดขายปีละ 5 แสนล้านหดตัวครึ่งหนึ่ง แนวโน้มทรงตัว 2.6-3 แสนล้านต่อเนื่องอีกหลายปี จนกว่า GDP 5% จึงจะมีโอกาสฟื้นตัวได้จริง เสนอโรดแมปรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 8+3

       นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทยเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมในปี 2568 คาดว่าเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลยอดขายหดตัวแรง จากเคยพีกที่ 5 แสนล้านบาทในปี 2561 น่าจะหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง เหลือ 2.62 แสนล้านบาท จากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ถาโถมแบบเต็มปี นับเป็นสถิติยอดขายนิวโลว์ในรอบ 10 ปี

        จีดีพีต่ำ-อสังหาฯฟุบยาว

        เเนวโน้มปี 2569 คาดว่ายอดขายยังคงทรงตัวที่ 2.6-3 แสนล้านบาท และทรงตัวต่อเนื่องอีกหลายปี เพราะยังมองไม่เห็นปัจจัยบวกเข้ามาเป็นตัวช่วย ต้องรอจนกว่าจีดีพีเติบโต 5% จึงมีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

       โดยธีมการทำธุรกิจปี 2568 เป็นปีแห่งพายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ หรือ Year of The Great Perfect Storm ขณะที่ปี 2569 มองว่าเป็นปีแห่งการปรับสมดุลใหม่ หรือ The Year of New Balance & Complexity & Structural Problem

       คำอธิบายเริ่มจาก “New Balance” มาจากยอดขายและยอดโอนลดลงทั้งตลาด กทม.-ปริมณฑล และตลาดทั่วประเทศ, จีดีพีโตต่ำที่ 1-2%, กำลังซื้อหดตัวทั้งลูกค้าไทยและต่างชาติ, อสังหาฯราคาสูงขึ้นเกินกำลังซื้อของคนรุ่นใหม่ หันไปพึ่งการเช่ากับบ้านมือสอง และขาดโครงสร้างสนับสนุนจากภาครัฐ

       ถัดมา “Complexity” มาจากธุรกิจที่อยู่อาศัยมีความซับซ้อนของตลาดมากขึ้น อาทิ โปรดักต์มีทั้งคอนโดฯ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ รูปแบบมีทั้งซื้อกรรมสิทธิ์และเช่าระยะยาว 30-60 ปี มีคอนโดฯต่ำล้าน จนถึงห้องละ 500-1,000 ล้าน แบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ ทำให้ยอดกู้ไม่ผ่านสูงไปถึง 50-70% ไปจนถึงค่าใช้จ่ายการเดินทางต่อวันด้วยรถไฟฟ้าสูงมาก เป็นภาระค่าครองชีพก้อนใหญ่

       และ “Structural Problem” ประเทศไทยขาดโครงสร้างระยะยาวรองรับการถือครองอสังหาฯ โดยคนต่างชาติ และขาดโครงสร้างรองรับดีมานด์คนรุ่นใหม่ที่กำลังซื้อถดถอยจนไม่สามารถซื้อบ้านได้

       กู้ไม่ผ่านลามจากล่างขึ้นบน

       นายประเสริฐกล่าวว่า เมื่อพิจารณาลงลึกรายสินค้า พบว่าทาวน์เฮาส์ยุคนี้กลายเป็นสินค้าที่เริ่มเอาต์ไปจากตลาด สินค้าบ้านเดี่ยวยังไปได้ดี แต่ก็เจอแรงเสียดทานจากกำลังซื้อต่างชาติเริ่มหายไป ทั้งจากนโยบายประเทศต้นทางควบคุมการโอนเงินข้ามประเทศ การปราบปรามทุนเทา และนอมินี มีโอกาสเห็นการถดถอยของยอดขายบ้านเดี่ยวไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีสัญญาเช่าระยะยาว 60 ปีออกมารองรับ

       “สิ่งที่เกิดขึ้นลูกค้าต่างชาติเริ่มหันมาเช่ามากขึ้น โดยยอมเช่าเดือนละ 3-4 แสนบาท สำหรับบ้านหรือคอนโดฯราคา 50 ล้านบาท เพื่อตัดปัญหาการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐไทย ยอมเช่ารายเดือนดีกว่าถูกจับ กระทบต่อดีมานด์การซื้อที่จะลดลง”

       ในด้านระดับราคา พบว่ากลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านปีที่แล้วติดลบ -52% ปีนี้จะเหลือน้อยลงไปอีกเหลือ 1 ใน 3 เพราะถูกปฏิเสธสินเชื่อ 70% แม้ว่าดีมานด์ยังมีอยู่ เพราะโครงสร้างประชากรไม่เปลี่ยน แต่ซื้อบ้านไม่ได้ ในขณะที่จีดีพี 1-2% ไม่มีแรงผลักในการซื้ออสังหาฯ ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องก่อหนี้ระยะยาว

       นอกจากนี้ กลุ่มราคา 7-10 ล้านบาทเริ่มเห็นสัญญาณไม่ค่อยดี ยอดขาย 3 ไตรมาสแรกของปีเริ่มย่อตัวลงมา จากเดิมกลุ่มรับผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจเป็นกลุ่มราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท ส่วนห้องชุดราคา 50 ล้านบาทขึ้นไปจะมีการแข่งขันพัฒนาโครงการออกมามากขึ้น ส่วนเทรนด์บ้านมือสองดูเหมือนมีความสำคัญมากขึ้นในภาพตลาดรวม แต่ดูไส้ในจะเห็นว่าบ้านมือสองไม่ได้เติบโต เพียงแต่สัดส่วนที่ใกล้เคียงบ้านใหม่ เพราะไซซ์ตลาดเล็กลงจากคนไม่มีกำลังซื้อ

       แนะโรดแมปมาตรการ 8+3

       สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลหลังเลือกตั้ง นำเสนอในโมเดล 8+3 แบ่งเป็นมาตรการวางโครงสร้างระยะยาว ซึ่งต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ 8 ด้าน กับ 3 มาตรการเร่งด่วนหวังผลในปี 2569

       รายละเอียดการวางโครงสร้างระยะยาว 8 ข้อ ได้แก่

       1.มาตรการ LTV ในระยะยาวที่สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ และเศรษฐกิจ

       2.การขยายสัญญาเช่าจาก 30 ปีเป็น 60 ปี โดยเสนอให้รัฐบาลมีการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมการถือครองอสังหาฯของชาวต่างชาติในไทย และนำมาจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการมีบ้านของผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง จุดเน้นคือทำให้เป็นโครงสร้างถาวร

       3.การจัดระเบียบการพักอาศัยของชาวต่างชาติ ผ่านกฎหมายอาคารชุดและกฎหมายบ้านจัดสรร หลักการสำคัญคือการบริหารนิติบุคคลจะต้องมีเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติควบคุมการออกกฎระเบียบและบริหารนิติบุคคล

       4.รัฐต้องสนับสนุน Mortgage Insurance การค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับบ้านหลังแรกในสัดส่วน 10-20% (เทียบเท่าสัดส่วนเงินดาวน์) เพื่อสร้างหลักประกันให้กับแบงก์ในการยอมปล่อยสินเชื่อ และลดอัตรากู้ไม่ผ่านในตลาดกลาง-ล่าง

       5.มาตรการในการอนุมัติสินเชื่อตามความเสี่ยงผู้กู้ กล่าวคือความเสี่ยงน้อยคิดดอกเบี้ยน้อย ความเสี่ยงสูงคิดดอกเบี้ยสูงกว่า แนวทางนี้ทำให้ผู้กู้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ จากปัจจุบันที่แบงก์ปฏิเสธสินเชื่อเพียงอย่างเดียว

       6.มาตรการรวมหนี้ หรือ Debt Warehouse โดยรวมหนี้จากบัตรเครดิต หนี้รถยนต์ หนี้ที่อยู่อาศัย โดยใช้บ้านเป็นหลักประกันสินเชื่อ เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบของประชาชน

       7.มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ หรือ Man Made Project เพื่อพัฒนาประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการเฮลท์แคร์เซ็นเตอร์, เอดูเคชั่นฮับ, สวนสนุกขนาดใหญ่ในรูปแบบดิสนีย์แลนด์ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ศูนย์การประชุมนานาชาติ และศูนย์ความบันเทิงด้านการกีฬา โดยมีจุดเน้นย้ำคือไม่มีกาสิโน

       8.การสร้างมูลค่าเพิ่มของโครงการอสังหาฯ จากการเชื่อมต่อและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สาธารณูปโภคภาครัฐที่โครงการสิ้นสุดแล้วในเวลาที่กำหนด รวมทั้งเสนอให้ริเริ่มการจัดเก็บภาษีลาภลอย หรือ Windfall Tax จากภาคเอกชนที่ได้รับประโยชน์ตามแนวเส้นทางเมกะโปรเจ็กต์รัฐ

       ต่ออายุ LTV-ลดค่าโอน 1 ปี

       นายประเสริฐกล่าวด้วยว่า ปี 2569 เสนอ 3 มาตรการทำทันทีเพื่อประคับประคองภาคอสังหาฯ ได้แก่

       1.เสนอต่ออายุมาตรการ LTV-Loan to Value (กู้ซื้อบ้าน-คอนโดฯวงเงินสินเชื่อ 100%) ที่มีกำหนดหมดอายุ 30 มิถุนายน 2569 ขยายอีก 1 ปีให้หมดอายุ 30 มิถุนายน 2570

       2.เสนอต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง ให้หมดอายุ 30 มิถุนายน 2570 โดยขยายเพดานจากไม่เกิน 7 ล้านบาท ปรับเป็นบ้านทุกระดับราคา

       และ 3.มาตรการกำกับควบคุมให้มีการลดดอกเบี้ยแท้จริงของธนาคาร ทั้งอัตราดอกเบี้ย MRR สำหรับผู้กู้รายย่อย และ MLR สำหรับผู้ประกอบการ ให้สอดรับหรือลดเท่ากับการลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการการเงิน หรือ กนง.

       ทั้งนี้ ทาง กนง.มีการลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุด 0.25% หรือ 25 สตางค์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 แต่รอบนี้ปรากฏว่าธนาคารปรับลดให้เพียง 5-10 สตางค์เท่านั้น และอาจเป็นคำอธิบายว่าทำไม กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่หุ้นกลุ่มธนาคารกลับสวนทางทำสถิตินิวไฮ ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของผู้กู้ทั้งประเทศ

       ทำธุรกิจประคับประคองอีกปี

       นายกสมาคมคอนโดฯกล่าวตอนท้ายว่า เทรนด์ปีม้าไฟยังคงเป็นปีที่ยากลำบากต่อเนื่องอีกปี การปรับตัวของผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการ 2 ข้อหลักให้แม่น ๆ แบ่งเป็นด้าน Financial Side กับ Commercial Side

       โดยด้านการเงินอสังหาฯ กฎเหล็กต้องบริหารจัดการกระแสเงินสด วางความสำคัญเป็นอันดับแรกในการดำเนินธุรกิจ กับตั้งการ์ดสูง มีความระมัดระวังการลงทุนในภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แถมกำลังซื้อถดถอย

       ส่วนการพัฒนาโครงการมีจุดเน้นผู้ประกอบการต้องมีความตื่นตัวสูง มีความยืดหยุ่นรองรับทุกการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปัจจัยอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ ที่มีตัวอย่างเกิดขึ้นจริงให้เห็นแล้ว กับการปรับตัวเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในเซ็กเมนต์ที่ยังมีกำลังซื้อในตลาด ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35-UwQ-p7aIiz0FK6XjktZ

  • ปาร์ตี้ลิสต์พรรคเศรษฐกิจ 63 รายชื่อ ชู “คริส โปตระนันทน์” ลำดับ 1 “พล.อ.รังษี” ลำดับ 10

    ปาร์ตี้ลิสต์พรรคเศรษฐกิจ 63 รายชื่อ ชู “คริส โปตระนันทน์” ลำดับ 1 “พล.อ.รังษี” ลำดับ 10

    เปิดผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ 63 คน ชู “คริส โปตระนันทน์” ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 1 “พล.อ.รังษี” ลำดับ 10 ควบหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

    วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อของพรรคเศรษฐกิจ (ศก.) ซึ่งพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ในการเลือกตั้ง 2569 จำนวน 63 คน และวันนี้ พลเอกรังษี จับสลากได้หมายเลข 11 ในการหาเสียง โดยมีรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์เรียงตามลำดับ ดังนี้

    บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ

    1. นายคริส โปตระนันทน์

    2. นายพีรพล กนกวลัย

    3. นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล

    4. พลตำรวจตรีไพบูลย์ มะระพฤษณ์วรรณ

    5. นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์

    6. นายส่งศักดิ์ ฉัตรชูสกุล

    7. นายณัชพล สุพัฒนะ

    8. นพ.กอบชัย เปี่ยมเพชรกุล

    9. นายศรัทธา คชพลายุกต์

    10. พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์

    11. นายวรินทร อัศนีวุฒิกร

    12. นางนงเยาว์ วราโชติเศรษฐ์

    13. นายจิณณฉัตร อริยสวโรจน์

    14. นางปนัดดา ลีลาอุดมลิปิ

    15. นายจุฬาบุตร คุ้มเจริญ

    16. นายนรวิช อนากุล

    17. ดร.ธีร์ลดา ธีราวรชรเศรษฐ์

    18. นายปวัน เลิศพยับ

    19. นายชาติพรรณ โชติช่วง

    20. นายภูริพงศ์ จงสกุล

    21. พลเอกชัยชนะ นาคเกิด

    22. นายไพศาล เชิดชุ

    23. ว่าที่ร้อยตรีธวีพงษ์ สิทธิธัญกิจ

    24. นายพัฒนพัฒน์ คุ้มวิเชียร

    25. นายศักดินา รักอุดมการณ์

    26. นายอิทธิศักดิ์ สันต์ธัญดิฐ

    27. นางรัชนี ยิ่งฉายรักษ์

    28. พลตรีฉัตรมงคล เกิดปั้น

    29. นายสวาท สุทธิอาคาร

    30. นายเขมธนวัฒน์ ชูชาติสกุล

    31. นายจิรวัฒน์ สมบูรณ์สาร

    32. นายสไว ทัศนีย์ภาพ

    33. นาวาโท ดร.สุปัญญา จันทร์เพ็ญศรี

    34. นายคงธัช เตชะวิเชียร

    35. นายสกนธ์ อาภาภรณ์กุล

    36. นายฐณวัฒน์ เขื่อนวงค์วิน

    37. นางสาวผ่องศรี ชาญตระกูลทวี

    38. นายสรรเสริญ บุญเกษม

    39. นายกฤษติเดช จันทร์งาม

    40. นายสิทธิโชค คล้อยแสงอาทิตย์

    41. นายไพฑูรย์ หอมกลุ่น

    42. นายกาญจนพฤก มาสดใส

    43. นายกานนท์ แสนเภา

    44. นายณัฐวัชร จันทโรธรณ์

    45. ดาบตำรวจชิษณุชา สะมะเหตุ

    46. นายพิพัฒน์ วินโก

    47. นายศุภชัย วันอัน

    48. นายอานนท์ กระบอกโท

    49. นายวุฒิไกร ศรีจันไชย

    50. นายพิชิตชัย รัชตามพร

    51. นายณัฐกฤช อยู่มั่นธรรมา

    52. นางสาวพรลภัส ตั้งจตุรงค์ไพศาล

    53. พันเอกพปริญไชย เสวกวี

    54. นายประชา โพธิ์ศรี

    55. พันตำรวจเอกพิทักษ์ เอียดแก้ว

    56. พลเอกสาละวิน อุทรักษ์

    57. นายจักรกฤษณ์ ยั่งยืน

    58. นายศุภณัฐ วุฒิพันธ์

    59. นายกฤษณทัสค์ ทำไหมธาราสีห์

    60. นายธนารัชต์ สมคเน

    61. นายสมนึก สุชัยธนาวนิช

    62. ดร.ประกาสิต เลิศมุกดา

    63. นายธนโชติ แสงวิมาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2904722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XGYzX31qN37gTHJ3pcNoW

  • “ณัฐพงษ์” นำโด่ง สวนดุสิตโพล อยากให้นั่งนายกฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    “ณัฐพงษ์” นำโด่ง สวนดุสิตโพล อยากให้นั่งนายกฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    “ณัฐพงษ์” นำโด่ง สวนดุสิตโพล อยากให้นั่งนายกฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    เปิดผลสำรวจ สวนดุสิตโพล อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจมากที่สุด ส่วนบุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน

    สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนธันวาคม 2568” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,151 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 22-26 ธันวาคม 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 เฉลี่ย 3.87 คะแนน ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ได้ 3.90 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน เฉลี่ย 4.46 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ

    “ณัฐพงษ์” นำโด่ง สวนดุสิตโพล อยากให้นั่งนายกฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.39 คะแนน เมื่อถามถึงการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ตั้งใจจะไปใช้สิทธิ ร้อยละ 78.38 และอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจมากที่สุด ร้อยละ 34.11 ทั้งนี้บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 26.55

    และเมื่อถามว่ารู้หรือไม่ว่าการเลือกตั้ง 69 สว.ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่า รู้ ร้อยละ 62.72 และไม่รู้ ร้อยละ 37.28

    พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 ลดลงเล็กน้อยหลังการยุบสภา สะท้อนการเมืองที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง โดยประชาชนส่งสัญญาณชัดว่าความหวังอยู่ที่ “เศรษฐกิจ” เพราะปัญหาปากท้องยังบีบคั้นชีวิตประจำวัน และพรรคใดเสนอทางออกที่จับต้องได้ แก้ได้จริง ไม่ใช่เพียงนโยบายเฉพาะหน้า ก็อาจได้เปรียบในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

    งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนธันวาคม 2568 มีเพียงไม่กี่ตัวชี้วัดที่ขยับเพิ่มขึ้น คือ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” และ“สิทธิ–เสรีภาพ” การขยับดังกล่าวมิได้สะท้อนความสำเร็จของรัฐบาลเดิม

    หากสะท้อนการตื่นตัวของสังคมในช่วงหลังยุบสภาและก่อนเลือกตั้ง การเมืองกำลังกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ผ่านเวทีดีเบตและการถกเถียงสาธารณะ ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดเกือบทั้งระบบกลับปรับลดลงพร้อมกัน ภาพรวมจึงชี้ว่าประชาชนเริ่มรับรู้ว่า “รัฐบาลเดิมกำลังเอาไม่อยู่” ต่ออำนาจนอกระบบและความ ไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง

    นี่คือเหตุผลเชิงลึกที่ทำให้สังคมไทยกำลังมองหา “ผู้นำทางการเมืองชุดใหม่”

    ทั้งนี้ แม้ประชาชนกว่า 78% จะตั้งใจไปเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองเป็นเครื่องมือเพื่อเอาตัวรอดมากกว่าพิธีกรรมประชาธิปไตยเพราะความต้องการอันดับต้นล้วนเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความปลอดภัย และปัญหาชายแดน สะท้อนการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการโหวตจากความกังวล มากกว่าการโหวตจากอุดมการณ์

    ประชาชนเกือบหนึ่งในห้ายังลังเลต่อทางเลือกผู้นำ และที่น่ากังวลใจอย่างยิ่ง คือ กว่า 37% ยังไม่ทราบว่า สว. ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แสดงว่าประชาชนยังไม่เข้าใจบทบาทที่แท้จริงของ สว. และ นี่คือภาพของประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรมที่ประชาชนยังเข้าไม่ถึงโครงสร้างอำนาจ

    ดังนั้น การเลือกตั้ง 2569 จึงเป็นการทดสอบว่าระบบการเมืองยังพาประเทศไปสู่ความมั่นคงได้จริงหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/735696&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aXKwGFoxGyKoSIJtLw1Kw

  • เบอร์ปาร์ตี้ลิสต์พรรคการเมือง รทสช. ได้เบอร์ 6-เศรษฐกิจ 11-ทสท. 48-ไทรวมพลัง 21

    เบอร์ปาร์ตี้ลิสต์พรรคการเมือง รทสช. ได้เบอร์ 6-เศรษฐกิจ 11-ทสท. 48-ไทรวมพลัง 21

    เปิดเบอร์พรรคการเมือง พรรครวมไทยสร้างชาติ ของ “พีระพันธุ์” ได้เบอร์ 6 พรรคไทยสร้างไทย ของ “คุณหญิงสุดารัตน์” ได้เบอร์ 48 พรรคเศรษฐกิจ ของ “พล.อ.รังษี” ได้เบอร์ 11 พรรคไทรวมพลัง ของ “กังฟู” ได้เบอร์ 21

    วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซนเตอร์ แจ้งวัฒนะ วันแรกของการสมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ภายหลังพรรคการเมืองตรวจสอบเอกสารการสมัครรับเลือกตั้งพร้อมชำระเงินค่าสมัครเรียบร้อยแล้ว และมีการตกลงกันว่าใครจะจับก่อนจับหลัง ปรากฏว่า

    พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 6
    พรรคพลวัต ที่มี นายกัณวีร์ สืบแสง เป็นหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 7
    พรรคเศรษฐกิจ ที่มีพล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ เป็นหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 11
    พรรคเสรีรวมไทย ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 12
    พรรคไทรวมพลัง ที่มีนายวสวรรธน์ พวงพรศรี (กังฟู) เป็นหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 21
    พรรคไทยภักดี ที่มี นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม เป็นหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 29
    พรรคประชาชาติ ที่มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 33
    พรรครักชาติ ที่มี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เป็นหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 35
    พรรคพลังประชารัฐ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 43
    พรรคโอกาสใหม่ ที่มีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ (ปลัดตุ๋ม) เป็นหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 44
    พรรคเป็นธรรม ที่มีนายปิติพงศ์ เต็มเจริญ เป็นหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 45
    พรรคไทยก้าวใหม่ ที่มีนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ดร.เอ้ เป็นหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 49
    พรรคไทยสร้างไทย ที่มีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 48

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2904670&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20KAXUqzjTR-UVaVtg1HQf

  • วิกฤตซ้อนวิกฤต เศรษฐกิจไทยปี 68 เจอ 4 แรงกระแทกใหญ่ ลากยาวถึงปี 69

    วิกฤตซ้อนวิกฤต เศรษฐกิจไทยปี 68 เจอ 4 แรงกระแทกใหญ่ ลากยาวถึงปี 69

    ปี 2568 ถูกบันทึกไว้ในฐานะปีที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันซ้อนทับจากหลายวิกฤตพร้อมกัน ทั้งจากภายนอกประเทศที่รุนแรงขึ้น และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

    การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเคยถูกคาดหวังตั้งแต่ช่วงต้นปี จึงดำเนินไปอย่างเปราะบาง ไม่สม่ำเสมอ และต้องเผชิญแรงสะดุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท้ายสุดคาดการณ์ว่าทั้งปี 2568 จะขยายตัวเพียง 2.2% และจะเหลือ 1.5% ในปี 2569  

    “ภาษีทรัมป์” โลกสะท้าน ค้าไทยสะเทือนต่อปี 69 

    ตั้งแต่ต้นปี 2568 ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกเริ่มก่อตัวชัดเจนอีกครั้ง จากการหวนกลับมาของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา ภายใต้กรอบที่ถูกเรียกว่า “ภาษีทรัมป์” ซึ่งไม่ใช่เพียงมาตรการทางเศรษฐกิจ แต่สะท้อนการใช้การค้าเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ

    การประกาศใช้นโยบาย Reciprocal Tariff หรือภาษีตอบโต้ประเทศคู่ค้าในอัตราที่แตกต่างกันทั่วโลก ได้สั่นคลอนห่วงโซ่อุปทานโลก และกระทบประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างไทยโดยตรง 

    ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่สหรัฐจับตาอย่างใกล้ชิด โดยในช่วงแรกมีความเสี่ยงถูกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 36% ก่อนที่การเจรจาจะทำให้อัตราภาษีสุดท้ายลดลงเหลือ 19% และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568

    แม้อัตราดังกล่าวจะต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงแรก และใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการค้าและทิศทางการส่งออกของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    ก่อนที่ภาษีตอบโต้จะมีผลบังคับใช้ ผู้นำเข้าในสหรัฐจำนวนมากเลือกใช้กลยุทธ์ “เร่งตุนสินค้า” จากประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่กำลังจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การส่งออกไทยไปสหรัฐในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวสูงกว่าปกติ

    โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรมต่อเนื่อง แรงเร่งดังกล่าวช่วยพยุงภาพรวมการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีแรก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และทำให้สหรัฐยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย 

    อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์มองว่า การขยายตัวดังกล่าวเป็นเพียง “ดีมานด์ที่ถูกดึงมาใช้ล่วงหน้า” มากกว่าจะสะท้อนความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง เมื่อภาษี Reciprocal Tariff เริ่มมีผลเต็มรูปแบบในช่วงครึ่งหลังของปี การส่งออกไทยไปสหรัฐเริ่มชะลอตัวอย่างชัดเจนในไตรมาสสุดท้าย

    ต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น 19% ทำให้ผู้นำเข้าบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อ ขณะที่บางอุตสาหกรรมเริ่มพิจารณาเปลี่ยนแหล่งนำเข้าไปยังประเทศที่มีภาษีต่ำกว่า หรือมีข้อตกลงทางการค้าที่ได้เปรียบกว่า 

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพเดียวกับหลายประเทศทั่วโลกที่ต้องเผชิญนโยบายภาษีของสหรัฐในระดับที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การค้าโลกก้าวเข้าสู่ยุค “เลือกข้าง–เลือกแหล่งผลิต” อย่างชัดเจน ห่วงโซ่อุปทานโลกถูกบังคับให้ปรับโครงสร้างอีกครั้ง

    ขณะที่ประเทศที่แข่งขันด้านราคาสูงอย่างไทยต้องเผชิญแรงกดดันหนักขึ้น โดยเฉพาะในปี 2569 ซึ่งภาษี 19% จะมีผลบังคับใช้ตลอดทั้งปี โดยไม่มีแรงหนุนจากการเร่งส่งออกเหมือนช่วงก่อนเดดไลน์

    จากแม่สายถึงหาดใหญ่ ภัยพิบัติถล่มซ้ำเศรษฐกิจไทย 

    ปี 2568 ยังถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นปีที่ประเทศไทยเผชิญ “ภัยพิบัติซ้อนวิกฤต” รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่วิกฤตดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลากในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โศกนาฏกรรมอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่มจากแรงแผ่นดินไหว ไปจนถึงมหาอุทกภัยลุ่มน้ำสงขลา–หาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นน้ำท่วมใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 25 ปี 

    จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันที่ 28 มีนาคม 2568 จากเหตุแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศเมียนมาที่ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพมหานคร แม้ศูนย์กลางจะอยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร แต่ลักษณะชั้นดินอ่อนของกรุงเทพฯ กลับขยายแรงสั่นสะเทือนให้รุนแรงกว่าที่คาด ก่อนนำไปสู่การพังถล่มของอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ในย่านจตุจักร ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 

    เหตุการณ์ดังกล่าวคร่าชีวิตแรงงานมากกว่า 90 ราย และมีผู้บาดเจ็บและสูญหายจำนวนมาก นับเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมด้านการก่อสร้างที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงชีวิตและทรัพย์สิน แต่ลุกลามไปสู่ความเชื่อมั่นในมาตรฐานการออกแบบอาคาร ระบบควบคุมงานก่อสร้าง และกลไกตรวจสอบโครงการภาครัฐ

    ภายหลังพบข้อสงสัยทั้งด้านการออกแบบ การก่อสร้าง และความโปร่งใสของกิจการร่วมค้าที่รับงานมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท จนกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและธรรมาภิบาลที่ฝังลึกมานาน 

    ต่อมาในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เผชิญภัยน้ำท่วมและดินโคลนถล่มรุนแรงจากฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูงชันทำให้ดินอิ่มตัวและพังทลาย กลายเป็นมวลน้ำป่าที่พัดพาโคลนตะกอนจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่เขตเมืองแม่สายอย่างฉับพลัน

    พื้นที่ซึ่งเป็นคอขวดจากการปลูกสร้างรุกล้ำแนวทางน้ำไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ทัน ส่งผลให้ชุมชนและย่านการค้าชายแดนถูกน้ำและดินโคลนทับถมอย่างหนัก 

    ความเสียหายของแม่สายแตกต่างจากน้ำท่วมทั่วไป เพราะหลังน้ำลด สิ่งที่หลงเหลือคือดินโคลนหนาและแข็งตัว การฟื้นฟูต้องใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง ภาคการค้าชายแดนซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักหลายสัปดาห์ มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 1,500 ครัวเรือน และรัฐต้องเร่งวางแผนทั้งการเยียวยาและการจัดการลำน้ำระยะยาว 

    ขณะที่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ภาคใต้ตอนล่างเผชิญมหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จากฝนแช่ตกหนักหลายวัน น้ำจากหลายลุ่มน้ำไหลรวมกัน ประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้ระบบระบายน้ำล้มเหลว

    เมืองหาดใหญ่ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่างถูกน้ำท่วมสูงหลายเมตร ความเสียหายทางเศรษฐกิจประเมินในช่วง 1.18–2.36 หมื่นล้านบาท บ้านเรือนและสถานประกอบการได้รับผลกระทบกว่าหนึ่งแสนหลังคาเรือน 

    สามภัยพิบัติใหญ่ในปีเดียวกันจึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ธรรมชาติ แต่สะท้อนต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นจาก Climate Change และความล้มเหลวในการเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้าง เมื่อภัยพิบัติกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ เศรษฐกิจไทยจึงต้องแบกรับภาระที่ลึกและยาวไกลกว่าความสูญเสียระยะสั้น 

    1 ปี 2 นายกฯ การเมืองไทยพลิกผันแรง เดิมพันใหญ่ก่อนเลือกตั้ง 2569 

    ปี 2568 ยังถูกบันทึกเป็นหนึ่งในปีที่การเมืองไทยผันผวนรุนแรงที่สุด ทั้งการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างฉับพลัน การมีนายกรัฐมนตรีถึง 2 คนในปีเดียว และการยุบสภาเพื่อนำประเทศกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้งภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี 

    จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง และทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมืองทันที 

    ในช่วงรอยต่อดังกล่าว นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี พยายามใช้กลไกยุบสภาเป็นทางออก โดยยื่นทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568

    อย่างไรก็ตาม สำนักงานองคมนตรีได้ส่งคืนร่างดังกล่าว เนื่องจากมีข้อกังขาทางกฎหมายว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภาหรือไม่ ทำให้ทางเลือกดังกล่าวถูกปิดลง 

    สถานการณ์นำไปสู่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 5 กันยายน 2568 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนน 311 ต่อ 152 เสียง ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้สมการอำนาจที่เปราะบาง 

    รัฐบาลนายอนุทินถูกนิยามว่าเป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” โดยมีเสียงสนับสนุนอย่างเป็นทางการเพียง 146 เสียง แต่ได้รับคะแนนโหวตจากพรรคประชาชน พรรคฝ่ายค้านหลัก ภายใต้บันทึกข้อตกลง (MOA) 5 ข้อ ซึ่งรวมถึงเงื่อนไขการยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย และการจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ขณะที่พรรคประชาชนยืนยันบทบาทฝ่ายค้าน ไม่ร่วมคณะรัฐมนตรี 

    อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพของรัฐบาลเสียงข้างน้อยถูกทดสอบอย่างหนักจากความขัดแย้งในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 2 ที่ไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ สุดท้ายนายอนุทินตัดสินใจยื่นพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรในช่วงกลางดึกของวันที่ 11 ธันวาคม 2568 และมีผลในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ปิดฉากรัฐบาลอายุไม่ถึง 4 เดือน 

    คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน 

    ขณะเดียวกัน ปี 2568 ยังมีหมุดหมายสำคัญในกระบวนการยุติธรรม เมื่อศาลฎีกาฯ มีคำสั่งให้นายทักษิณ ชินวัตร กลับเข้าสู่เรือนจำเพื่อรับโทษจำคุก 1 ปี ตามพระบรมราชโองการลดโทษ หลังตรวจสอบพบว่าการพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจไม่เป็นไปตามกรอบกฎหมาย 

    ปี 2568 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งการเปลี่ยนตัวผู้นำ แต่เป็นปีที่ระบบการเมืองไทยต้องเผชิญบททดสอบด้านเสถียรภาพ ความชอบธรรม และความเชื่อมั่น ก่อนที่คำตอบสุดท้ายจะถูกส่งต่อไปยังการเลือกตั้งปี 2569 

    วิกฤตไทย–กัมพูชา 2568 การค้าชายแดนล่มสลาย 

    ปิดท้ายปี 2568 ยังเป็นปีที่ความขัดแย้งไทย–กัมพูชาปะทุรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติความมั่นคงหรือการทหาร หากแต่ลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจชายแดนและความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

    ความตึงเครียดที่เริ่มจากข้อพิพาทด้านดินแดนได้ยกระดับสู่การปะทะทางทหารและปฏิบัติการกวาดล้าง “กองกำลังสแกมเมอร์” ในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งความเชื่อมั่น การค้า และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

    ผลกระทบที่ชัดเจนและรุนแรงที่สุดคือการล่มสลายของการค้าชายแดน หลังรัฐบาลทั้งสองประเทศใช้มาตรการจำกัดเวลาเปิดจุดผ่านแดนและคุมเข้มการขนส่งสินค้าตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 เพื่อรับมือสถานการณ์ความมั่นคง

    เศรษฐกิจชายแดนซึ่งเคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ของหลายจังหวัดหยุดชะงักแทบจะในทันที มูลค่าการค้าชายแดนที่เคยเฉลี่ย 15,000–18,000 ล้านบาทต่อเดือน ลดลงเหลือเพียง 9–11 ล้านบาทในบางด่านสำคัญ หรือลดลงเกือบทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสะสมกว่า 18,000 ล้านบาท 

    การชะงักงันของการค้าชายแดย ไม่ได้กระทบแค่ตัวเลขการส่งออก–นำเข้า แต่ลามไปถึงห่วงโซ่อุปทานระดับท้องถิ่น ผู้ประกอบการ SME แรงงานรายวัน โลจิสติกส์ และเศรษฐกิจชุมชนที่พึ่งพาการค้าข้ามแดน หลายพื้นที่กลายเป็น “เมืองเศรษฐกิจปิด” สภาพคล่องหาย รายได้ประชาชนลดลงรวดเร็ว และภาครัฐต้องออกมาตรการเยียวยาเฉพาะหน้าเพื่อประคองสถานการณ์ 

    ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งยังส่งผลกระทบเชิงลึกต่อความมั่นคงด้านพลังงานของไทย เมื่อการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA) ซึ่งมีมูลค่าทรัพยากรก๊าซธรรมชาติกว่า 10 ล้านล้านบาท ถูกแช่แข็งอย่างไม่มีกำหนด

    แม้ต้นปีจะมีความพยายามเดินหน้าผ่านคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (JTC) แต่การปะทะบนบกทำให้ประเด็นพลังงานกลายเป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองที่ไม่สามารถขยับได้ การปิดตาย OCA จึงหมายถึงต้นทุนโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล ในช่วงที่ไทยต้องเผชิญความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นและต้นทุนพลังงานโลกผันผวน 

    สถานการณ์ด้านความมั่นคงทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 หลังเหตุทหารไทยลาดตระเวนเหยียบทุ่นระเบิด ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่า เป็นการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศ การปะทะขยายตัวเป็นวงกว้าง มีการใช้อาวุธหนักและส่งผลกระทบต่อพลเรือน เกิดการอพยพประชาชนตามแนวชายแดน เพิ่มภาระด้านมนุษยธรรมและงบประมาณรัฐ 

    แม้จะมีความพยายามคลี่คลายผ่านคำแถลงร่วมกัวลาลัมเปอร์ในช่วงปลายปี แต่กระบวนการสันติภาพกลับสะดุดอีกครั้ง ทำให้ความไม่แน่นอนยืดเยื้อ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและคู่ค้าต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ 

    เมื่อแรงกดดันด้านความมั่นคง การค้า และพลังงานเกิดขึ้นพร้อมกัน เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จึงชะลอลงจากที่คาดไว้ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือ 2.2% สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กำลังทอดยาวสู่ปี 2569 

    ปี 2568 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งวิกฤตซ้อนวิกฤต แต่เป็นปีที่ส่งสัญญาณเตือนชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ

    หากยังตั้งรับต่อแรงกดดันจากโลก การเมือง และภัยพิบัติ โดยไม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ กระจายตลาด ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเทศอาจต้องเผชิญแรงกระแทกที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมในปี 2569 และปีถัดไป

    หน้า 1  หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,161 วันที่ 28 – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/647720&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18KtYX6yteixG-vLwIC3Y2

  • เศรษฐกิจไทย 2568 “วิ่งวิบาก” GDP โตช้าท่ามกลางภาษีสหรัฐฯ-ปะทะชายแดน

    เศรษฐกิจไทย 2568 “วิ่งวิบาก” GDP โตช้าท่ามกลางภาษีสหรัฐฯ-ปะทะชายแดน

    วันนี้ (28 ธ.ค.2568) ปี 2568 ถือเป็นปีที่ท้าทายหนักหน่วงสำหรับเศรษฐกิจไทย เปรียบเสมือน “การวิ่งวิบาก” ที่แต่ละไตรมาสเต็มไปด้วยอุปสรรค รัฐบาลเพื่อไทยของ นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เริ่มต้นด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อชดเชยความล่าช้าของงบประมาณประจำปี

    ทำให้ไตรมาสแรกคึกคักที่สุด GDP ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 3.1 จากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทนำร่อง 4 จังหวัด 1 อำเภอ การแจกเงิน 10,000 บาท ให้ผู้พิการและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงสิทธิลดหย่อนภาษี Easy E-Receipt สูงสุด 50,000 บาทสำหรับชนชั้นกลาง ซึ่งช่วยอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและปลอบประโลมฐานเสียง

    การกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร ในรอบ 21 ปี สร้างกระแสประชานิยมตามสไตล์ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” เช่น การแจกเงิน 10,000 บาทให้ประชาชน 50 ล้านคน โครงการแลนด์บริดจ์ การใช้กองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินซื้อหนี้ประชาชน 1.2 ล้านล้านบาท และเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

    คลื่นสึนามิเศรษฐกิจ! ภาษีสหรัฐฯ กระทบส่งออกไทย

    แต่ระหว่างนั้น สหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ร้อยละ 37 ต่อประเทศเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ รวมไทย สร้างคลื่นสึนามิเศรษฐกิจโลกในไตรมาส 2 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกสหรัฐฯ ร้อยละ 32 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และอุปนายกสมาคมเซมิคอนดักเตอร์ไทย ชี้ว่าอุตสาหกรรมไทยตกอยู่ในวังวนภูมิรัฐศาสตร์และกำแพงภาษีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แต่สหรัฐฯ เลื่อนบังคับใช้ 90 วัน เปิดโอกาสเจรจา

    รัฐบาลยกเลิกโครงการเรือธงหลังทุ่มงบ 175,000 ล้านบาท 2 เฟส แต่กระตุ้น GDP ได้แค่ร้อยละ 0.4 เพราะเงินส่วนใหญ่ใช้หนี้ โยกงบกลาง 157,000 ล้านบาท (เคาะจริง 131,000 ล้านบาท) ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ร้อยละ 80 เป็นงานประจำปี เช่น ซ่อมถนน เปลี่ยนหลอดไฟ ทาสีถนน เบิกจ่ายได้เพียง 42,000 ล้านบาท จากวงเงินก่อหนี้ 65,000 ล้านบาท ผู้นำเข้าสต็อกสินค้าก่อนภาษีทรัมป์ ส่งออกพุ่งร้อยละ 29 GDP ไตรมาส 2 โตร้อยละ 2.8 แม้มีแผ่นดินไหวถล่มตึกกลางกรุง

    ไตรมาส 3 เศรษฐกิจสะดุด ดัชนีทุกตัวร่วง GDP โตแค่ร้อยละ 1.2 หลังสต็อกสินค้าเต็ม ส่งออกไม่ช่วยการผลิตและจ้างงานมากนัก วิกฤตคลิปเสียง “อังเคิล” นำไปสู่ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และการปะทะรุนแรงด้วยจรวด BM-21 ที่ปั๊มน้ำมัน อ.กันทรลักษณ์ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ส่งผลสั่นคลอนสถานะนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร และ เสถียรภาพรัฐบาล จนไทยเปลี่ยนนายกฯ 3 คนในปีเดียว โรงงานลดกำลังผลิต ลดโอที และเลิกจ้างเพราะขาดมาตรการสนับสนุน

    เกษตรกรภาคกลางเสียหายจากน้ำท่วมต่อเนื่อง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นักท่องเที่ยวต่างชาติต่ำกว่าเป้า โดยเฉพาะจีนที่กังวลสแกมเมอร์ ไม่ต่างจากภาคอสังหาฯ ที่แม้จะเข็นมาตรการลดค่าโอน จดจำนอง ปลดล็อกเงื่อนไขเพดาน ปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ LTV แต่ยอดขายอสังหาฯ โดยรวม ยังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สต็อกเหลือขายบาน คนถูกยึดบ้านเพิ่มขึ้นร้อยละ 200 โครงการเปิดใหม่หดตัว

    ปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอสวีโอ และกรรมการสภาดิจิทัลฯ สถาบันผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี ชี้ ไทยก้าวไม่ทันโลก ขาดแม่เหล็กดึงดูดลงทุน AI ที่ควรเป็นแกนหลัก ไม่ใช่แค่ตัวช่วย ไทยหลุดอันดับประสิทธิภาพภาครัฐจาก 24 เป็น 32 คะแนนรวมอันดับ 30 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ

    คนละครึ่งพลัสปลุกการจับจ่ายโค้งท้ายปี

    รัฐบาลใหม่ 4 เดือน วางนโยบาย Quick Big Win กระตุ้นสั้นผลยาว “คนละครึ่งพลัส” ปลุกจับจ่ายปลายปี โยกงบคงค้าง 44,000 ล้านบาท แจกประชาชน 2,000-2,400 บาท เติมบัตรสวัสดิการ 1,700 บาท Top up ร้านค้า 2,000 บาท หมุนเงิน 80,000 ล้านบาท กระทรวงคลัง-ธปท. ทำ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” แก้หนี้รายย่อยไม่เกิน 100,000 บาท ตั้ง AMC ซื้อหนี้เสีย ช่วย 4,000,000 คนหลุดเครดิตบูโร ปลดล็อกสินเชื่อ SME ลดกระบวนการ BOI แก้ฐานะคลังไม่เกินร้อยละ 3 ของ GDP

    แต่ไตรมาส 4 สะดุดอีก น้ำท่วมหาดใหญ่สูญ 15,700 ล้านบาท กระทบ GDP ลากยาว ชายแดนปะทุหนัก ไฮซีซันนักท่องเที่ยวยกเลิกร้อยละ 30-100 ยุบสภาเลือกตั้งปีหน้า ขาดมาตรการประคอง คาดปี 2569 GDP โตร้อยละ 1.5 ต่ำสุดรอบ 3 ทศวรรษ จากเศรษฐกิจโลกอ่อน กีดกันการค้า ตลาดเงินปั่นป่วน โครงสร้างเปราะบาง การเมืองไม่แน่นอน เงินทุนสีเทาแทรกซึม

    สำนักเศรษฐกิจมองปี 2569 “เหนื่อยที่สุด” เป็นคนป่วยใหม่อาเซียน GDP ร้อยะ 2 ศักยภาพใหม่ ไร้สัญญาณบวกกินบุญเก่า ฝากหวังเลือกตั้งนำรัฐบาลเสถียร มุ่งประชาชนอย่างแท้จริง

    อ่านข่าวอื่น :

    กกต.เผยรับสมัครปาร์ตี้ลิสต์วันแรก 32 พรรค ส่งแคนดิเดตนายกฯ 68 คน

    ชาวเมียนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง “มิน ออง ไลง์” ย้ำมีความเสรี-เป็นธรรม

    เปิดเทรนด์บริโภคอาหารปี 2026   โอกาสทองผปก.ไทยเจาะตลาดชาวอเมริกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/500584&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WcGpFTubTcL1RrWTQ3N1G