Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เร่งสปีดSMEไทยด้วยนวัตกรรม

    เร่งสปีดSMEไทยด้วยนวัตกรรม

    ดังนั้น หัวใจสำคัญคือการพัฒนา ‘นวัตกรรม’ ควบคู่กับการพัฒนา ‘ผลิตภาพ’ ในการดำเนินธุรกิจ ที่ไม่ใช่การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการวางระบบการจัดการนวัตกรรมในองค์กรอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับบริบท ขนาด และศักยภาพของแต่ละธุรกิจ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ทั้งในมิติการเพิ่มรายได้ การลดต้นทุน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว จากแนวคิดดังกล่าว NIA จึงได้ริเริ่ม ‘โครงการ INNOProductivity for SMEs-เร่งสปีด SMEs ไทยให้เติบโตด้วยนวัตกรรม’ โดยผนึกความร่วมมือกับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการเพิ่มผลิตภาพ และบริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินและพัฒนาองค์กร เพื่อออกแบบกระบวนการสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การประเมินศักยภาพ การให้คำปรึกษาเชิงลึก ไปจนถึงการวางแผนพัฒนาองค์กรเชิงกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ

     “หนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการ คือ กระบวนการ Consultative Assessment ที่ทำหน้าที่เสมือน ‘กระจกสะท้อนศักยภาพองค์กร’ ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสในการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการประเมินเพื่อให้คะแนน แต่เป็นการใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อออกแบบแนวทางการยกระดับองค์กรด้วยนวัตกรรมและผลิตภาพที่เหมาะสมกับบริบทธุรกิจจริง ซึ่งจากการดำเนินโครงการที่ผ่านมา NIA มองเห็น 2 องค์ประกอบหลักที่จะช่วยยกระดับเอสเอ็มอีไทยสู่ธุรกิจยุคใหม่ ได้แก่ การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ (Management Transformation) ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการตัดสินใจบนพื้นฐานของสัญชาตญาณและประสบการณ์ส่วนบุคคล ไปสู่การใช้ข้อมูลสำหรับเป็นฐานในการตัดสินใจ โดยเริ่มจากการวางระบบจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลผลการดำเนินงานอย่างจริงจัง เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนด้านนวัตกรรม ควบคู่กับการกำหนดกลยุทธ์นวัตกรรมที่เชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมายทางธุรกิจ ไม่ให้นวัตกรรมเป็นเพียงโครงการเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจหลักที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง

    นอกจากนี้ต้องมี กรอบความคิดที่พร้อมปรับตัวอยู่เสมอ (Productivity Mindset) ที่เปรียบเสมือนฐานรากของการพัฒนาองค์กร โดยผู้ประกอบการควรเริ่มจากการปรับปรุงกระบวนการทำงานพื้นฐานก่อนการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Automation หรือ AI ผ่านเครื่องมืออย่าง 5ส Kaizen และ Lean เพื่อลดความสูญเปล่าในกระบวนการทำงาน พร้อมกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการนวัตกรรมอย่างชัดเจน ทั้งในมิติทางการเงิน เช่น รายได้และต้นทุน และมิติที่ไม่ใช่การเงิน เช่น ความพึงพอใจของลูกค้า และความรวดเร็วในการทำงาน

    นอกจากจะประเมินและวินิจฉัยจุดแข็ง-จุดอ่อนขององค์กรด้วยเครื่องมือมาตรฐาน พร้อมรับคำแนะนำเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังช่วยเตรียมความพร้อมสู่แหล่งเงินทุน สร้างมาตรฐานการบริหารจัดการที่น่าเชื่อถือ เพื่อโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนในอนาคต โดยมีผู้ประกอบการเข้ารับการถ่ายทอดการใช้เครื่องมือประเมิน และพัฒนาระบบนวัตกรรมและผลิตภาพภายในองค์กรมากกว่า 200 องค์กร ทั้งจากการฝึกอบรมทั่วประเทศและผ่านหลักสูตรออนไลน์ (NIA MOOC) โดยมีผู้ประกอบการจำนวน 41 องค์กรเข้ารับการประเมินและให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ แบบ 1-on-1”

    อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินศักยภาพด้านนวัตกรรมและผลิตภาพกลุ่มผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ สะท้อนให้เห็นว่าภาพรวมของสถานะความพร้อมด้านนวัตกรรมของเอสเอ็มอีไทยอยู่ในระดับที่มีการจัดการ โดยองค์กรมีการดำเนินกิจกรรมด้านนวัตกรรมและมีกระบวนการทำงานพื้นฐานแล้วแต่ยังขาดการบูรณาการอย่างเป็นระบบ และยังไม่ได้นำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจอย่างเต็มรูปแบบ กิจกรรมนวัตกรรมมักเกิดจากวิสัยทัศน์เจ้าของกิจการเป็นหลัก ยังไม่ถูกถ่ายทอดเป็นระบบงานขององค์กรที่ชัดเจน แต่ก็มีผู้ประกอบการบางส่วนที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารจัดการนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ และมีความพร้อมในการพัฒนาขีดความสามารถสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมที่เข้มแข็งในอนาคต
    ดังนั้นความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาเอสเอ็มอีไทยในเชิงโครงสร้าง ผ่านการผสานพลังของนวัตกรรม ผลิตภาพ และระบบการจัดการองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อวางรากฐานให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง และสามารถแข่งขันได้ในบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน.

    บุญช่วย ค้ายาดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/923283/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yVGzcSJxMAHZZRcgKx-v3

  • MPI พ.ค. ขยายตัวในรอบ 11 เดือน! ยานยนต์หนุนแรง แต่เศรษฐกิจยังเจอสัญญาณน่าห่วง

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/114506&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p8znqSB8aYIfz7vJ2LTu1

  • สิทธิโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เหลือเพียง 1.4 แสน คาดหมดกลาง ส.ค. นี้!

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/115243&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06Zzev-nliJwPLwBx79le1

  • เช็กด่วน! ไปรษณีย์ไทยปรับราคา EMS – eCo-Post เริ่ม 1 ม.ค. 69

    เช็กด่วน! ไปรษณีย์ไทยปรับราคา EMS – eCo-Post เริ่ม 1 ม.ค. 69

    เช็กด่วน! ไปรษณีย์ไทยปรับราคา EMS - eCo-Post เริ่ม 1 ม.ค. 69

    เช็กด่วน! ไปรษณีย์ไทยปรับราคา EMS – eCo-Post เริ่ม 1 ม.ค. 69

     ไปรษณีย์ไทย  ได้ประกาศแจ้งปรับปรุงอัตราค่าบริการฝากส่งสิ่งของประเภท EMS (ส่งด่วน) และ eCo-Post (ส่งประหยัด) สำหรับการส่งไปยังพื้นที่ปลายทางที่กำหนดไว้ 85 รหัสไปรษณีย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกาะ ภูเขาสูง และแหล่งท่องเที่ยวที่เข้าถึงยาก

    เช็กด่วน! ไปรษณีย์ไทยปรับราคา EMS - eCo-Post เริ่ม 1 ม.ค. 69

    โดยระบุว่า เนื่องจากต้นทุนค่าขนส่งทางบก ทางเรือและค่าแรงงานในพื้นที่ท่องเที่ยวพื้นที่ห่างไกล และพื้นที่เกาะสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนค่าบริการบางประเภทเพิ่มสูงขึ้น และเพื่อรักษามาตรฐานการจัดส่งและคุณภาพการให้บริการส่งด่วน EMS และส่งราคาประหยัด eCo-post ด้วยเหตุนี้ ไปรษณีย์ไทยจึงมีความจำเป็นต้องบวกเพิ่มค่าบริการพื้นที่ดังกล่าว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

    เช็กด่วน! ไปรษณีย์ไทยปรับราคา EMS - eCo-Post เริ่ม 1 ม.ค. 69

    สามารถตรวจสอบพื้นที่ที่มีการปรับค่าบริการ คลิก  หากมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ไปรษณีย์ไทยจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ขอขอบคุณที่ไว้วางใจใช้บริการไปรษณีย์ไทยเสมอมา

    เช็กด่วน! ไปรษณีย์ไทยปรับราคา EMS - eCo-Post เริ่ม 1 ม.ค. 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/611650&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bGJeLUvhwL8vrm5UzShLl

  • (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ลั่วหยางปลุกเสน่ห์ ‘ฮั่นฝู’ ชุดจีนโบราณดันท่องเที่ยวคึกคัก | TOPNEWS

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ลั่วหยางปลุกเสน่ห์ ‘ฮั่นฝู’ ชุดจีนโบราณดันท่องเที่ยวคึกคัก | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 28/12/2025 20:44

    ลั่วหยาง, 24 ธ.ค. (ซินหัว) — มีคำกล่าวกันว่าทุกสามก้าวเดินบนท้องถนนในเมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน จะได้พบเจอผู้คนแต่งตัวเป็น “เจ้าหญิง” และ “อัศวิน” ด้วยชุดฮั่นฝูหลากหลายรูปแบบ โดยนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยนิยมสวมชุดจีนโบราณนี้เพื่อถ่ายรูปเช็กอินพร้อมโบกสะบัดพัด ช่วยให้ชุดฮั่นฝูและสถาปัตยกรรมโบราณเสริมส่งกันจนกลายเป็นมนต์เสน่ห์ของการมาเยือนเมืองลั่วหยาง

    ปัจจุบันเมืองลั่วหยางทำให้ชุดฮั่นฝูกลายเป็นสะพานวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์กับนักท่องเที่ยว รวมถึงเครื่องมือในการขับเคลื่อนตลาดการท่องเที่ยว โดยเมืองลั่วหยางอาศัยแนวคิด “ความสร้างสรรค์แหวกแนว การดื่มด่ำประสบการณ์” ทลายข้อจำกัดของการท่องเที่ยวแบบเดิม ส่งเสริมการพัฒนาเชิงประสานระดับภูมิภาค และใช้เป็นที่จัดงานแสดงต่างๆ เช่น ค่ำคืนรื่นเริงในเมืองเทพ คืนงานเลี้ยงแห่งวังถัง และระบำหงส์ไฟในเมืองเทพ

    ชุดฮั่นฝูได้เชื่อมโยงบริบททางประวัติศาสตร์กับการท่องเที่ยว ฉากนักท่องเที่ยวเพลิดเพลินกับการสวมชุดฮั่นฝูสะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมจับต้องได้และเข้าถึงได้ง่าย แนวคิด “ชุดฮั่นฝู+ดื่มด่ำประสบการณ์” ของเมืองลั่วหยางทำให้มรดกทางวัฒนธรรมมีชีวิตชีวา บูรณาการวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวในอดีตเมืองหลวงโบราณแห่งนี้ ช่วยดึงดูดผู้คนให้เดินทางมาเยือนแหล่งวัฒนธรรมเก่าแก่พันปี

    เครดิต: สำนักข่าวซินหัว

    2112

    605572620_904568145334635_2750144896990015011_n

    พรรคไทยชนะจับได้เบอร์ 17 วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน ชู สัญลักษณ์กอบกู้ชาติ ส่งผู้สมัครบัญชีรายชื่อ 28 คน

    ฉลองครบรอบ 1 ปี เทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ หาดราไวย์ อย่างยิ่งใหญ่

    บำบัดไม่ขาด หนุ่ม 23 ตัดสินใจพกสิ่งเสพติดเข้ามอบตัว

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ลั่วหยางปลุกเสน่ห์ ‘ฮั่นฝู’ ชุดจีนโบราณดันท่องเที่ยวคึกคัก

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ครอบครัว’เสือโคร่งไซบีเรีย’ เดินโชว์ตัวกลางป่าในจีน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ครูจีนประดิษฐ์ ‘จรวดขวดน้ำ’ พุ่งฉิวสู่ท้องฟ้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1438628&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BDx7ht0paPPV30GXgFfB9

  • สิทธิโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เหลือเพียง 1.4 แสน คาดหมดกลาง ส.ค. นี้!

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/115243&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06Zzev-nliJwPLwBx79le1

  • คลังเบรกปฏิรูปภาษี หวั่นกระทบเศรษฐกิจ สรรพสามิตยิ้มรายได้ภาษีน้ำมันพุ่ง

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/115121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XgSH_6HAYeRFWG6N0zYPJ

  • สวนดุสิตโพลเผยดัชนีการเมือง ธ.ค.68 ลดลงเกือบทุกตัวชี้วัด ปชช.หวัง รบ.ใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจ

    สวนดุสิตโพลเผยดัชนีการเมือง ธ.ค.68 ลดลงเกือบทุกตัวชี้วัด ปชช.หวัง รบ.ใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนธันวาคม 2568” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,151 คน ระหว่างวันที่ 22-26 ธันวาคม 2568 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

    1. “ดัชนีการเมืองไทย” เดือนธันวาคม 2568 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 3.87 คะแนน ลดลงจาก 3.90 คะแนน ในเดือนพฤศจิกายน 2568

    2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัด “ดัชนีการเมืองไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

    (1) การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ 4.46 เพิ่มขึ้นจาก 4.41 (ในเดือนพฤศจิกายน 2568)
    (2) ผลงานของฝ่ายค้าน ได้ 4.45 ลดลงจาก 4.46
    (3) สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ได้ 4.37 เพิ่มขึ้นจาก 4.36
    (4) การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน ได้ 4.20 ลดลงจาก 4.21
    (5) ความมั่นคงของประเทศ ได้ 4.11 ลดลงจาก 4.13
    (6) เสถียรภาพทางการเมือง ได้ 4.00 ลดลงจาก 4.11
    (6) สภาพสังคมโดยรวม ได้ 4.00 ลดลงจาก 4.09
    (6) การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม ได้ 4.00 ลดลงจาก 4.02
    (9) ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ ได้ 3.99 ลดลงจาก 4.01
    (10) การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ได้ 3.90 ลดลงจาก 3.92
    (11) การแก้ปัญหาต่างๆ ในภาพรวม ได้ 3.89 ลดลงจาก 3.91
    (12) การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ได้ 3.87 ลดลงจาก 3.90
    (13) ราคาสินค้า ได้ 3.86 ลดลงจาก 3.98
    (14) การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ ได้ 3.85 ลดลงจาก 3.88
    (15) ผลงานของรัฐบาล ได้ 3.82 ลดลงจาก 3.85
    (16) การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง ได้ 3.72 ลดลงจาก 3.80
    (17) ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ได้ 3.68 เท่าเดิม
    (18) ผลงานของนายกรัฐมนตรี ได้ 3.66 ลดลงจาก 3.69
    (18) ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ได้ 3.66 ลดลงจาก 3.67
    (20) สภาพเศรษฐกิจโดยรวม ได้ 3.61 เท่าเดิม
    (21) กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ได้ 3.60 ลดลงจาก 3.73
    (22) การแก้ปัญหาการว่างงาน ได้ 3.51 ลดลงจาก 3.53
    (23) การแก้ปัญหาความยากจน ได้ 3.44 เท่าเดิม
    (24) การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้ 3.43 ลดลงจาก 3.55
    (25) การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ได้ 3.39 ลดลงจาก 3.50

    3. ประชาชนมีความตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือไม่

    อันดับ 1 ร้อยละ 78.38 ระบุ ไป
    อันดับ 2 ร้อยละ 17.95 ระบุ ไม่แน่ใจ
    อันดับ 3 ร้อยละ 3.67 ระยุ ไม่ไป

    4. ประชาชนอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบายด้านใดมากที่สุด

    อันดับ 1 ร้อยละ 34.11 ระบุ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ
    อันดับ 2 ร้อยละ 23.13 ระบุ ลดค่าครองชีพและแก้ปัญหาปากท้อง
    อันดับ 3 ร้อยละ 21.03 ระบุ แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา
    อันดับ 4 ร้อยละ 13.55 ระบุ ปราบสแกมเมอร์ ภัยสังคม แก๊งคอลเซ็นเตอร์
    อันดับ 5 ร้อยละ 8.18 ระบุ แก้หนี้สิน หนี้ครัวเรือน

    5. ประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

    อันดับ 1 ร้อยละ 26.55 ระบุ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
    อันดับ 2 ร้อยละ 18.22 ระบุ อนุทิน ชาญวีรกูล
    อันดับ 3 ร้อยละ 17.29 ระบุ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
    อันดับ 4 ร้อยละ 10.13 ระบุ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
    อันดับ 5 ร้อยละ 17.02 ระบุ ยังไม่ตัดสินใจ

    และร้อยละ 10.79 ระบุ อื่นๆ อาทิ พล.อ.รังษี, พีระพันธุ์, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์, คุณหญิงสุดารัตน์, สุชัชวีร์, ธรรมนัส และ พ.ต.อ.ทวี

    6. ประชาชนรู้หรือไม่ว่าการเลือกตั้ง 69 สว. ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี

    อันดับ 1 ร้อยละ 62.72 ระบุ รู้
    อันดับ 2 ร้อยละ 37.28 ระบุ ไม่รู้

    สรุปผลการสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย เดือนธันวาคม 2568” พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวม เฉลี่ย 3.87 คะแนน ลดงจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ได้ 3.90 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน เฉลี่ย 4.46 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.39 คะแนน

    เมื่อถามถึงการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างตั้งใจจะไปใช้สิทธิ ร้อยละ 78.38 และอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจมากที่สุด ร้อยละ 34.11

    ทั้งนี้ บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 26.55 และเมื่อถามว่ารู้หรือไม่ว่าการเลือกตั้ง 69 สว. ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่า รู้ ร้อยละ 62.72 และ ไม่รู้ ร้อยละ 37.28

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 ลดลงเล็กน้อยหลังการยุบสภา สะท้อนการเมืองที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง โดยประชาชนส่งสัญญาณชัดว่า ความหวังอยู่ที่ “เศรษฐกิจ” เพราะปัญหาปากท้องยังบีบคั้นชีวิตประจำวัน และพรรคใดเสนอทางออกที่จับต้องได้ แก้ได้จริง ไม่ใช่เพียงนโยบายเฉพาะหน้า ก็อาจได้เปรียบในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

    ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ดัชนีการเมืองไทย เดือนธันวาคม 2568 มีเพียงไม่กี่ตัวชี้วัดที่ขยับเพิ่มขึ้น คือ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” และ “สิทธิ-เสรีภาพ” การขยับดับกล่าวมิได้สะท้อนความสำเร็จของรัฐบาลเดิม หากสะท้อนการตื่นตัวของสังคมในช่วงหลังยุบสภาและก่อนเลือกตั้ง การเมืองกำลังกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ผ่านเวทีดีเบต และการถกเถียงสาธารณะ ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดเกือบทั้งระบบกลับปรับลดลงพร้อมกัน ภาพรวมจึงชี้ว่า ประชาชนเริ่มรับรู้ว่า “รัฐบาลเดิมกำลังเอาไม่อยู่” ต่ออำนาจนอกระบบและความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง นี่คือเหตุผลเชิงลึกที่ทำให้สังคมไทยกำลังมองหา “ผู้นำทางการเมืองชุดใหม่”

    ทั้งนี้ แม้ประชาชนกว่า 78% จะตั้งใจไปเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองเป็นเครื่องมือเพื่อเอาตัวรอดมากกว่าพิธีกรรมประชาธิปไตย เพราะความต้องการอันดับต้นล้วนเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความปลอดภัย และปัญหาชายแดน สะท้อนการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการโหวตจากความกังวลมากกว่าการโหวตจากอุดมการณ์ ประชาชนเกือบหนึ่งในห้ายังลังเลต่อการเลือกผู้นำ และที่น่ากังวลใจอย่างยิ่งคือ กว่า 37% ยังไม่ทราบว่า สว. ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แสดงว่าประชาชนยังไม่เข้าใจบทบาทที่แท้จริงของ สว. และนี่คือภาพของประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรมที่ประชาชนยังเข้าไม่ถึงโครงสรส้างอำนาจ ดังนี้ การเลือกตั้ง 2569 จึงเป็นการทดสอบว่าระบบการเมืองยังพาประเทศไปสู่ความมั่นคงได้จริงหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000125438&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cuyxlxgMp4uvCMwQsjV4x

  • คลังเบรกปฏิรูปภาษี หวั่นกระทบเศรษฐกิจ สรรพสามิตยิ้มรายได้ภาษีน้ำมันพุ่ง

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/115121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XgSH_6HAYeRFWG6N0zYPJ

  • ปชช.ส่วนใหญ่ พอใจ คนละครึ่งพลัส มองกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/130444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NsOF7QfYvHLJ_wqx0bNme