Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คาดการณ์เศรษฐกิจอิตาลี ปี 2569 มีแนวโน้มดีขึ้น โต 0.8% แต่ยังต่ำกว่า Euro Zone

    คาดการณ์เศรษฐกิจอิตาลี ปี 2569 มีแนวโน้มดีขึ้น โต 0.8% แต่ยังต่ำกว่า Euro Zone

    จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (ISTATประจำเดือนธันวาคม 2568 เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของอิตาลี ปี 2568 และ 2569 ขยายตัวอยู่ที่ 0.5% และ 0.8ตามลำดับ (ปี 2567 GDP ของอิตาลี อยู่ที่ 0.7%) ในขณะที่ GDP ของประเทศในยุโรป ปี 2568 และ 2569 ขยายตัวอยู่ที่ 1.3% และ 1.2% ตามลำดับ โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ GDP ของอิตาลี ปี 2568 และ 2569 ยังคงขยายตัว มาจากความต้องการบริโภคสินค้า/บริการภายในประเทศเป็นหลัก ขยายตัวอยู่ที่ 1.1% ทั้งปี 2568 และ 2569 ถึงแม้ความต้องการบริโภคสินค้า/บริการจากต่างประเทศจะหดตัวลดลง ปี 2568 หดตัวอยู่ที่ 0.6% และปี 2569 หดตัวอยู่ที่ 0.2% อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ จะมีความชัดเจนมากขึ้น ความต้องการระหว่างประเทศจะค่อนข้างทรงตัว ราคาวัตถุดิบด้านพลังงานจะยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง สำหรับการบริโภคภาคเอกชน ปี 2568 และ 2569 คาดการณ์ว่า จะเพิ่มขึ้นในอัตราปานกลาง ขยายตัวอยู่ที่ 0.8% และ 0.9% ตามลำดับ อันเป็นผลมาจากค่าจ้างและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงในปี 2569 การออมของประชาชนจะมีแนวโน้มลดลง การลงทุนขยายตัวขึ้นเป็นอย่างมาก ในปี 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 2.8% (จาก +0.5% ในปี 2567) และปี 2569 จะยังคงขยายตัวอยู่ที่ 2.7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการดำเนินงานแผนการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมของอิตาลี (The National Recovery and Resilience Plan (NRRP)) 

    ben-tofan-bheRmFMM4K8-unsplash.jpg

    GDP ของอิตาลี ไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 2 ปี 256โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากความต้องการภายในประเทศที่สำคัญทั้งหมดขยายตัวขึ้น โดยการบริโภคขั้นสุดท้ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น 0.1% และการลงทุนถาวรขั้นต้น เพิ่มขึ้น 0.6% การนำเข้าและการส่งออก เพิ่มขึ้น 1.2% และ 2.6% ตามลำดับ ในขณะที่ GDP ของอิตาลี ขยายตัวอยู่ที่ 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 3 ปี 256โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากความต้องการบริโภคขั้นสุดท้ายภายในประเทศ เพิ่มขึ้น 0.8% และการลงทุนถาวรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก 5.1% การนำเข้าและการส่งออก เพิ่มขึ้น 2.9% และ 2.7% ตามลำดับ

    นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี เปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Indexเดือนพฤศจิกายน 2568 หดตัวอยู่ที่ 0.2เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่ถือเป็นตัวเลขที่หดตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2568 (อยู่ที่ -0.3%เป็นผลมาจากราคาสินค้า ขยายตัวเพิ่มขึ้น (+0.1% จาก -0.2% ของเดือนตุลาคม 2568) โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาสินค้าด้านพลังงาน ขยายตัวเพิ่มขึ้น (+0.6% จาก -1.0% ของเดือนตุลาคม 2568) แบ่งเป็น ค่าไฟฟ้าในตลาดที่ได้รับการคุ้มครองและก๊าซสำหรับใช้ภายในครัวเรือน (-0.1จาก -6.4% ของเดือนตุลาคม 2568) และราคาเชื้อเพลิงยานยนต์ น้ำมันหล่อลื่น เชื้อเพลิงในครัวเรือน และไฟฟ้าในตลาดเสรี (+0.7% จาก -0.6% ของเดือนตุลาคม 2568

    ในขณะที่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายน 2568 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.1เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 256ซึ่งภาวะเงินเฟ้อดังกล่าวเป็นการปรับลดลงจากดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 (อยู่ที่ +1.2%) โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายน 2568 ขยายตัวลดลง อันเนื่องมาจากราคาบริการที่ขยายตัวลดลง (+2.3จาก +2.8% ของเดือนพฤศจิกายน 2567โดยเฉพาะราคาบริการด้านการขนส่งที่ขยายตัวลดลง (+0.9จาก +3.5% ของเดือนพฤศจิกายน 2567) ในขณะที่ ราคาสินค้าขยายตัวลดลง (+0.1จาก +0.2% ของเดือนพฤศจิกายน 2567โดยราคาสินค้าอาหารที่ขยายตัวลดลง (+1.8% จาก +2.6% ของเดือนพฤศจิกายน 2567

    สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ

    1. ข้อมูลจาก Global Trade Atlas การค้าระหว่างประเทศของอิตาลี ปี 2568 (มกราคมตุลาคม) มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,092,632.70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.57% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า แบ่งเป็น การนำเข้า มูลค่า 523,100.20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.27% และการส่งออก มูลค่า 569,532.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.84% โดยอิตาลีได้ดุลการค้า มูลค่า 46,432.29 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.57% 

    2. ปี 2568 (มกราคม – ตุลาคม) อิตาลีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกมีมูลค่า 523,100.20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.27% โดยแหล่งนำเข้าที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เยอรมนี มูลค่า 70,412.02 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-6.73%) อันดับ 2 จีน มูลค่า 58,681.55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+23.37%) อันดับ 3 ฝรั่งเศส มูลค่า 38,580.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-3.01%) อันดับ 4 สหรัฐอเมริกา มูลค่า 33,504.19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+47.56%) และอันดับ 5 เนเธอร์แลนด์ มูลค่า 32,219.89 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-0.24%) โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้า อันดับ 44 มูลค่า 1,966.43 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+5.35%) สินค้าสำคัญที่อิตาลีนำเข้าเพิ่มขึ้นจากไทย ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ มูลค่า 453.42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+22.53%) ไข่มุก เครื่องประดับที่มีค่า และกึ่งมีค่า มูลค่า 202.53 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+17.77%) และยาง และผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 195.67 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+15.50%) ในขณะที่ อิตาลีนำเข้าสินค้ายานยนต์และส่วนประกอบจากไทยลดลง มูลค่า 228.16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-8.51%

    3. ปี 2568 (มกราคม – ตุลาคม) อิตาลีส่งออกสินค้าไปทั่วโลกมีมูลค่า 569,532.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.84% โดยตลาดส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา มูลค่า 64,429.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+12.63%) อันดับ 2 เยอรมนี มูลค่า 60,934.99 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-5.86%) อันดับ 3 ฝรั่งเศส มูลค่า 54,417.27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-2.76%) อันดับ 4 สวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 31,799.97 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+18.42%) และอันดับ 5 สเปน มูลค่า 31,567.98 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+2.36%) โดยไทยเป็นตลาดส่งออก อันดับ 56 มูลค่า 1,682.18 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-0.88%) สินค้าสำคัญที่อิตาลีส่งออกไปไทยเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ หม้อไอน้ำ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบ มูลค่า 426.07 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+6.75%) ไข่มุก เครื่องประดับที่มีค่า และกึ่งมีค่า มูลค่า 179.08 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+22.66%) และยานยนต์และส่วนประกอบ มูลค่า 92.50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+10.10%) ในขณะที่ อิตาลีส่งออกเครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไปไทยลดลง มูลค่า 146.54 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-13.71%

    4. ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ปี 2568 (มกราคม – พฤศจิกายน) การค้าระหว่างไทย-อิตาลี มีมูลค่า 4,655.31 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.42% แบ่งเป็น การนำเข้า มูลค่า 2,651.43 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.35% และการส่งออก มูลค่า 2,003.88 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.52% (ไทยขาดดุลการค้ากับอิตาลี มูลค่า 647.54 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.20%) โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยมายังอิตาลี 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่า 287.73 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+5.88%) อันดับ 2 เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มูลค่า 257.05 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+7.20%) อันดับ 3 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 162.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-22.87%) อันดับ 4 อาหารสัตว์เลี้ยง มูลค่า 160.47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+4.49%) และอันดับ 5 ผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 114.12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+13.39%)

    ความคิดเห็นของ สคต. ณ เมืองมิลาน

              1. จากการที่สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี รวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 ของอิตาลี จะขยายตัวอยู่ที่ 0.8% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจอิตาลีจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อันมีปัจจัยสนับสนุนมาจากความต้องการบริโภคสินค้าและบริการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลงอาจส่งผลให้ผู้บริโภคบริโภคสินค้า/บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเชีย-ยูเครน และระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ รวมถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของทรัมป์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของอิตาลีและโลก

    2. จากตัวเลขการนำเข้าข้างต้นจะพบว่า อิตาลีหันมานำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก อันสืบเนื่องมาจากการเปิดตลาดสินค้าของสหภาพยุโรปให้กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ (โดยปี 2567 สหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งนำเข้าของอิตาลี อันดับ 7) ซึ่งการที่อิตาลีหันมานำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ ที่มีสินค้าและบริการใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้ามายังตลาดอิตาลี ควรติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าอิตาลีอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมในการวางแผนและรับมือกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการค้าของอิตาลีที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยในปี 2569 

    ——————————————————————-

    ทีมา: 1. https://www.istat.it/comunicato-stampa/le-prospettive-per-leconomia-italiana-nel-2025-2026-2/

    2. https://www.istat.it/comunicato-stampa/prezzi-al-consumo-novembre-2025/

    3.Global Trade Atlas

    4.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    5.เครดิตรูปภาพประกอบข่าว Photo by Jakub Żerdzicki on Unsplash และ Photo by Ben Tofan on Unsplash

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zd43p2le15rb04xyq55drqj3&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PT2lC62u66bypGoIavP46

  • เงินบาทแข็ง…แต่เศรษฐกิจยังเปราะ ทำไมต้องจับตา “ธุรกรรมทองคำ”

    เงินบาทแข็ง…แต่เศรษฐกิจยังเปราะ ทำไมต้องจับตา “ธุรกรรมทองคำ”

    เงินบาทแข็ง…แต่เศรษฐกิจยังเปราะ ทำไมต้องจับตา “ธุรกรรมทองคำ”

    ในปี 2568 ค่าเงินบาทกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่แข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค ทั้งที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนแรงเงินทุนระยะสั้น แต่ยังทำให้หน่วยงานด้านนโยบายเริ่มตั้งคำถามถึง “ที่มา” ของความแข็งค่าที่เกิดขึ้น

    1 ในประเด็นสำคัญคือ บทบาทของธุรกรรมซื้อขายทองคำ ซึ่งส่งผลต่อการไหลของเงินตราต่างประเทศ และอาจเป็นตัวเร่งให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐาน

    เงินบาทแข็งนำกลุ่ม จากข้อมูลค่าเงินปี 2568 (YTD)

    ตารางการเปลี่ยนแปลงค่าเงินตั้งแต่ต้นปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า ค่าเงินบาทอยู่ในกลุ่มสกุลเงินที่แข็งค่ามากที่สุด เมื่อเทียบกับทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศในเอเชีย

    ตารางที่ 1 : การเปลี่ยนแปลงค่าเงินสำคัญ ปี 2568 (YTD)

    สกุลเงิน

    การเปลี่ยนแปลง (%)

    เงินบาท (THB)

    แข็งค่ามากกว่า 8%

    ดอลลาร์ไต้หวัน

    +4.3%

    ดอลลาร์สิงคโปร์

    +5.2%

    ยูโร

    +12.7%

    ปอนด์สเตอร์ลิง

    +6.6%

    เงินเยนญี่ปุ่น

    +2.0%

    เงินวอนเกาหลี

    อ่อนค่า -0.1%

    รูเปียห์ อินโดนีเซีย

    อ่อนค่า -3.3%

    ภาพรวมสะท้อนว่า เงินบาทแข็งค่ามากกว่าหลายประเทศที่มีเศรษฐกิจขยายตัวแข็งแรงกว่า

    แรงส่งจาก “ทองคำ” ไม่ใช่เศรษฐกิจจริง

    ข้อมูลในอินโฟกราฟิกชี้ว่า ธุรกรรมซื้อขายทองคำมีสัดส่วนสูงต่อ FX Flow โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำโลกผันผวน ทำให้เกิดการขายเงินตราต่างประเทศและแปลงกลับเป็นเงินบาทจำนวนมากในระยะสั้น

    ตารางที่ 2 : บทบาทธุรกรรมทองคำต่อกระแสเงิน (FX)

    ประเด็น

    สถานการณ์ที่พบ

    สัดส่วนธุรกรรมทองคำ

    สูงในบางช่วงของตลาด FX

    ลักษณะเงินทุน

    ระยะสั้น ไม่ผูกกับเศรษฐกิจจริง

    ผลต่อค่าเงินบาท

    แข็งค่าเร็ว ผันผวนสูง

    ความเสี่ยง

    ค่าเงินไม่สะท้อนพื้นฐาน

    สถานการณ์นี้ทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวแรงกว่าประเทศอื่น แม้การส่งออก การลงทุน และการบริโภคภายในประเทศยังไม่ได้ฟื้นตัวในระดับเดียวกัน

    เศรษฐกิจไทย: โตช้า แต่ค่าเงินแรง

    เมื่อพิจารณาควบคู่กับตารางฉายภาพเศรษฐกิจ จะเห็นความไม่สมดุลชัดเจนระหว่าง “ค่าเงิน” กับ “ความแข็งแรงของเศรษฐกิจ”

    ตารางที่ 3 : ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ปี 2568

    ตัวชี้วัด

    ภาพสะท้อนจากข้อมูล

    การเติบโตเศรษฐกิจ

    อยู่ในระดับต่ำ จากอดีต 7% เป็นราว 2.2%

    Potential GDP

    เหลือ 2.7%

    เงินเฟ้อ

    อยู่ในกรอบต่ำ

    การส่งออก

    ฟื้นตัวช้า

    อุตสาหกรรม

    ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนวิกฤต

    ค่าเงินบาทที่แข็งในบริบทนี้ กลายเป็นแรงกดดันซ้ำต่อภาคเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะผู้ส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง

    เหตุผลที่ ธปท.–คลัง ต้องเข้ามาดูแล

    การแข็งค่าของเงินบาทจากธุรกรรมที่ไม่สะท้อนเศรษฐกิจจริง ทำให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ต้องประสานงานเพื่อ

    • ติดตามธุรกรรม FX ที่เกี่ยวข้องกับทองคำ
    • ลดความผันผวนที่อาจกระทบเสถียรภาพค่าเงิน
    • ป้องกันผลกระทบต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    โจทย์สำคัญไม่ใช่การแทรกแซงค่าเงินโดยตรง แต่คือการดูแลไม่ให้เงินบาท “แข็งเกินศักยภาพเศรษฐกิจ”

    Nation Story: ค่าเงินที่แข็ง ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจแข็ง

    ตัวเลขในปี 2568 กำลังบอกว่า เงินบาทแข็งค่าจากโครงสร้างตลาดการเงิน มากกว่าความแข็งแรงของเศรษฐกิจจริง หากไม่บริหารจัดการอย่างระมัดระวัง ค่าเงินที่แข็งเกินไปอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว มากกว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของเสถียรภาพ ในวันที่เศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงประคอง เสถียรภาพค่าเงิน สำคัญกว่าค่าเงินที่แข็งเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/nation-story/story/378971440&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qKlR905KTV_SkzZrxStZ3

  • ทิสโก้ เก็งโอกาสเลือกตั้งดัน SET พุ่ง 73% แนะ 8 หุ้นเด่นรับอานิสงส์-ชูหุ้นปันผลสูงสู้เศรษฐกิจซบ : อินโฟเควสท์

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า การเมืองในประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศและนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง

    จากการศึกษาของ บล.ทิสโก้ พบว่า ในเชิงสถิติ SET Index ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (Pre-election Rally) ราว 1-2 เดือนมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 53-73% และให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย +2.0% ถึง +2.3% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกและเคลื่อนไหวดีกว่าตลาด (Outperform) ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FOOD, FIN, CONMAT, ENERG และ COMM เป็นต้น

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่าจะเติบโตต่ำเพียง +1.6% โดย 2 เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวเผชิญความท้าทายจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นภายใต้การสู้รบที่ยืดเยื้อบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาและเงินบาทที่แข็งค่ามากในปีที่ผ่านมา

    ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คาดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ โดยหากมาตรการ “Fast Pass” สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt

    แต่ในทางกลับกันหากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความล่าช้าเกินกว่าไตรมาส 2 ปีนี้ อาจส่งผลให้งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้ามากกว่า 2 เดือน โดยหากงบประมาณปี 2570 เริ่มเบิกจ่ายได้ในต้นปีถัดไป บล.ทิสโก้ ประเมินว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจราว 0.3 ppt

    บล.ทิสโก้ ยังคงเป้า SET Index ปี 69 ที่ 1,388 จุด (อิงจาก Fwd. PER เหมาะสมที่ประมาณ 16 เท่า และ EPS ปี 69-70 ที่ 81.2 และ 84.9) คิดเป็น Upside ราว 100 จุด ถูกจำกัดด้วยการเติบโตที่ต่ำทั้งทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้มองหุ้นไทยก็มี Downside จำกัดเช่นกัน หลังร่วงสวนทางหุ้นโลก 3 ปีซ้อน!

    นอกจากนี้ หุ้นไทยยังต่ำกว่าที่เห็น เพราะถูกหุ้น DELTA บิดเบือนไปมากทั้งระดับราคาและมูลค่า โดยหากไม่นับรวมหุ้น DELTA ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวม SET Index ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,160 จุดเท่านั้น และระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยโดยผ่านตัวแบบ Earning Yield Gap ที่ไม่รวมหุ้น DELTA ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะอยู่สูงเกือบ 6% หรือคิดเป็น +2SD ถูกเทียบเท่าช่วงวิกฤติ COVID-19 เลยทีเดียว

    โดยสรุป แม้ บล.ทิสโก้ มอง Upside และ Downside ของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัดอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก แต่มี 2 ธีมการลงทุนหลักที่น่าสนใจในช่วงต้นปี (1) ธีมหุ้นเลือกตั้ง แนะนำ AEONTS, CPAXT, MC, TASCO (2) ธีมหุ้นปันผลสูง (คาด Div. Yield ที่เหลือปี 25F สูงกว่า 4%) แนะนำ BTG, PRM, PTTEP, SCCC

    ดังนั้น หุ้นเด่นที่แนะนำในเดือน ม.ค. คือ AEONTS, BTG, CPAXT, MC, PRM, PTTEP, SCCC และ TASCO (ทั้งนี้ AEONTS, PRM, PTTEP, TASCO หรือครึ่งหนึ่งของหุ้นแนะนำในเดือนหน้าอยู่ใน SETHD Index ด้วย)

    ด้านแนวรับสำคัญของหุ้นไทยเดือน ม.ค.69 อยู่ที่ 1,240-1,250 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,200-1,220 จุด แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,285 จุด 1,300 จุด และ 1,340 จุด ตามลำดับ

    ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR แนะนำ NOVOB80 (Novo Nordisk) และ SMIC23 (Semiconductor Manufacturing International Corp) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตดีและราคาหุ้นมีการย่อตัวในช่วงที่ผ่านมา โดย Novo Nordisk (NOVO_B) ล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง FDA อนุมัติยา GLP-1 สำหรับลดน้ำหนัก ทำให้ราคาหุ้นที่ย่อตัวจากจุดสูงสุดในช่วงต้นปีกว่า 50% มีโอกาสฟื้นตัว

    ในขณะที่ Semiconductor Manufacturing International Corp (981 HK) เป็นบริษัทผู้นำด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของจีนที่กำลังเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นลดลงจากจุดสูงสุดราว 24% ทำให้มีโอกาสในการรีบาวด์สูง

    และ บล.ทิสโก้มองว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจเริ่มกลับสู่ปกติมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IKr-0aponiy60Aq5TpsC-

  • ดาวเทียม3ดวงของอิหร่านถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ

    ดาวเทียม3ดวงของอิหร่านถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ

    ดาวเทียม3ดวงของอิหร่านถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ
    🔻 ดาวเทียม3ดวงของอิหร่าน ได้แก่ «ซาฟัร 2» «พายา» และ «เกาซัร 1.5» ได้ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ (วันอาทิตย์ที่ 7 เดือนเดย์ 1404 ตามปฏิทินอิหร่าน) เวลา 16:48 ตามเวลาที่เตหะราน โดยใช้จรวดโซยุซ-2.1บี จากฐานอวกาศเวสโตชนี ประเทศรัสเซีย
    🔸 บริษัทอวกาศภาครัฐของรัสเซียที่ชื่อรอสคอสมอส รายงานเมื่อ 30 นาทีก่อนการปล่อยจรวดเกี่ยวกับขั้นตอนการเตรียมความพร้อมสุดท้ายสำหรับการปล่อยจรวดขนส่งดาวเทียม
    🔻 ตามรายงานของรองรัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ และประธานสถาบันวิจัยอวกาศของอิหร่าน ดาวเทียมสำรวจทั้งสามดวงที่ส่งขึ้นจากฐานรัสเซียวันนี้ ถูกสร้างโดยภาคเอกชน

  • Hurry Sickness วิถีใหม่คนยุคไอที.!?

    ด้วยยุคแห่งเทคโนโลยีการสื่อสาร นำมาสู่การสื่อสารผ่าน “โซเชียลมีเดีย” การใช้อุปกรณ์สื่อสาร ที่อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่างในการดำรงชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างรวดเร็วทันใจ จนกลายเป็นชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และหลายคนเคยชินจนแทบลืมวิถีเดิมที่เคยเป็นไปแล้ว..!!

    แหละนั่นทำให้พฤติกรรมยุคไอทีเปลี่ยนไป กลายเป็นคนขี้เบื่อ ใจร้อน หงุดหงิดง่าย เครียดง่าย แม้แต่เรื่องเล็กน้อย เช่น ทนรอการดาวน์โหลดรูปภาพนาน ๆ ไม่ได้ เกิดการหงุดหงิดทุกครั้ง เมื่อคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเกิดอาการค้าง บางรายเกิดอาการกระวนกระวายใจ และลุกลามสู่ความสัมพันธ์เชิงลบต่อคนรอบข้าง..

    จึงกลายเป็นที่มาของ “โรคทนรอไม่ได้” หรือ Hurry Sickness นั่นเอง..!!!

    สำหรับโรคทนรอไม่ได้ (Hurry Sickness) คือพฤติกรรมที่มีอาการใจร้อน หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่ายกับการรออะไรบางสิ่งบางอย่าง เป็นผลกระทบจากการทำงานกับคอมพิวเตอร์ หรือมักเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่เสพติดการใช้โซเชียลมีเดีย การเปลี่ยนไปสู่โรคทนรอไม่ได้นี้จะทำให้ร่างกายและจิตใจเข้าสู่ภาวะผิดปกติ

    แม้ว่า “โรคทนรอไม่ได้” จะเกิดขึ้นในยุคสมัยของคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี  แต่นิยามคำว่า Hurry Sickness เกิดขึ้นช่วงค.ศ. 1974 จาก 25 แพทย์รักษาโรคหัวใจ นั่นคือ Meyer Friedman และ Ray Rosenman นิยามถึงพฤติกรรม หรือลักษณะอาการคนที่มักจะรู้สึกหงุดหงิด ฉุนเฉียว เร่งรีบ ผ่านหนังสือเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคลหมู่เลือด A กับเรื่องหัวใจ (Type A Behavior And Your Heart) ภาวะทนรอไม่ได้นี้ เป็นหนึ่งในลักษณะคนหมู่เลือด A เช่นเดียวกัน

    สำหรับ 6 อาการ Hurry Sickness เริ่มจาก 1)ทุกการกระทำคือการแข่งขัน อาทิ การซื้อของ การกินหรือแม้แต่รถติดไฟแดง ที่ก่อให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดได้

    2)หนึ่งเวลาทำหลายงาน โดยคนประเภทนี้เวลาเดียวกันมักจะหยิบหลาย ๆ งานขึ้นมาทำ เพราะรู้สึกว่าจะได้ไม่เสีย เวลา

    3)ความล่าช้าคือความน่าหงุดหงิด ตัวอย่างเช่นหากเริ่มกดลิฟต์ซ้ำ ๆ เพราะอยากให้ถึงเร็ว หรือหงุดหงิดกับการต่อแถวยาว ๆ เริ่มเป็นสัญญาณเตือนชัดเจน

    4)รู้สึกตัวเองล่าช้าตลอดเวลา มักเกิดจากคนที่พยายามทำอะไรให้สำเร็จแบบรวดเร็วเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการงาน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การเดินทาง หากไม่สำเร็จในเวลาที่ต้องการก็จะเกิดความหงุดหงิด อารมณ์เสียได้ง่าย ๆ

    5)ขัดจังหวะผู้อื่นบ่อย ๆ ด้วยการขัดจังหวะเวลาอยู่ในวงสนทนา แม้บางครั้งไม่ได้ตั้งใจ แต่มันเกิดจากอาการที่ทนรอไม่ได้

    6)หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ต้องทำมากเกินไป เป็นอาการรู้สึกกระวนกระวายที่อยากจะทำงานใหม่ เพราะอยากที่จะให้มันสำเร็จ สิ่งนี้อาจไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพงาน แต่กลายเป็นผลเสียต่องานและสุขภาพใจโดยไม่รู้ตัว

    แม้ปัจจุบันภาวะ “ทนรอไม่ได้” ไม่ได้ถูกบรรจุเป็น “โรคทางจิตเวช” แต่คนที่ประสบกับภาวะเช่นนี้และยังไม่ทำการแก้ไข จะส่งผลให้มีความเสี่ยง จนกลายเป็นโรคทางประสาทได้ และหากแก้ไขด้วยตนเองแล้ว แต่ยังรู้สึกว่าไม่สบายใจ หรือยังไม่สามารถปล่อยวางอารมณ์ฉุนเฉียวลงได้ การปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะเป็นทางออกได้

    นี่คือ “ภัยเงียบ” ที่ซ่อนแอบมายุคเทคโนโลยีสื่อสาร ที่มิอาจมองข้ามได้เลยทีเดียว..!!

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/804868&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s63rPsHjj4F0FT5ByOQU2

  • Hurry Sickness วิถีใหม่คนยุคไอที.!?

    ด้วยยุคแห่งเทคโนโลยีการสื่อสาร นำมาสู่การสื่อสารผ่าน “โซเชียลมีเดีย” การใช้อุปกรณ์สื่อสาร ที่อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่างในการดำรงชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างรวดเร็วทันใจ จนกลายเป็นชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และหลายคนเคยชินจนแทบลืมวิถีเดิมที่เคยเป็นไปแล้ว..!!

    แหละนั่นทำให้พฤติกรรมยุคไอทีเปลี่ยนไป กลายเป็นคนขี้เบื่อ ใจร้อน หงุดหงิดง่าย เครียดง่าย แม้แต่เรื่องเล็กน้อย เช่น ทนรอการดาวน์โหลดรูปภาพนาน ๆ ไม่ได้ เกิดการหงุดหงิดทุกครั้ง เมื่อคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเกิดอาการค้าง บางรายเกิดอาการกระวนกระวายใจ และลุกลามสู่ความสัมพันธ์เชิงลบต่อคนรอบข้าง..

    จึงกลายเป็นที่มาของ “โรคทนรอไม่ได้” หรือ Hurry Sickness นั่นเอง..!!!

    สำหรับโรคทนรอไม่ได้ (Hurry Sickness) คือพฤติกรรมที่มีอาการใจร้อน หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่ายกับการรออะไรบางสิ่งบางอย่าง เป็นผลกระทบจากการทำงานกับคอมพิวเตอร์ หรือมักเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่เสพติดการใช้โซเชียลมีเดีย การเปลี่ยนไปสู่โรคทนรอไม่ได้นี้จะทำให้ร่างกายและจิตใจเข้าสู่ภาวะผิดปกติ

    แม้ว่า “โรคทนรอไม่ได้” จะเกิดขึ้นในยุคสมัยของคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี  แต่นิยามคำว่า Hurry Sickness เกิดขึ้นช่วงค.ศ. 1974 จาก 25 แพทย์รักษาโรคหัวใจ นั่นคือ Meyer Friedman และ Ray Rosenman นิยามถึงพฤติกรรม หรือลักษณะอาการคนที่มักจะรู้สึกหงุดหงิด ฉุนเฉียว เร่งรีบ ผ่านหนังสือเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคลหมู่เลือด A กับเรื่องหัวใจ (Type A Behavior And Your Heart) ภาวะทนรอไม่ได้นี้ เป็นหนึ่งในลักษณะคนหมู่เลือด A เช่นเดียวกัน

    สำหรับ 6 อาการ Hurry Sickness เริ่มจาก 1)ทุกการกระทำคือการแข่งขัน อาทิ การซื้อของ การกินหรือแม้แต่รถติดไฟแดง ที่ก่อให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดได้

    2)หนึ่งเวลาทำหลายงาน โดยคนประเภทนี้เวลาเดียวกันมักจะหยิบหลาย ๆ งานขึ้นมาทำ เพราะรู้สึกว่าจะได้ไม่เสีย เวลา

    3)ความล่าช้าคือความน่าหงุดหงิด ตัวอย่างเช่นหากเริ่มกดลิฟต์ซ้ำ ๆ เพราะอยากให้ถึงเร็ว หรือหงุดหงิดกับการต่อแถวยาว ๆ เริ่มเป็นสัญญาณเตือนชัดเจน

    4)รู้สึกตัวเองล่าช้าตลอดเวลา มักเกิดจากคนที่พยายามทำอะไรให้สำเร็จแบบรวดเร็วเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการงาน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การเดินทาง หากไม่สำเร็จในเวลาที่ต้องการก็จะเกิดความหงุดหงิด อารมณ์เสียได้ง่าย ๆ

    5)ขัดจังหวะผู้อื่นบ่อย ๆ ด้วยการขัดจังหวะเวลาอยู่ในวงสนทนา แม้บางครั้งไม่ได้ตั้งใจ แต่มันเกิดจากอาการที่ทนรอไม่ได้

    6)หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ต้องทำมากเกินไป เป็นอาการรู้สึกกระวนกระวายที่อยากจะทำงานใหม่ เพราะอยากที่จะให้มันสำเร็จ สิ่งนี้อาจไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพงาน แต่กลายเป็นผลเสียต่องานและสุขภาพใจโดยไม่รู้ตัว

    แม้ปัจจุบันภาวะ “ทนรอไม่ได้” ไม่ได้ถูกบรรจุเป็น “โรคทางจิตเวช” แต่คนที่ประสบกับภาวะเช่นนี้และยังไม่ทำการแก้ไข จะส่งผลให้มีความเสี่ยง จนกลายเป็นโรคทางประสาทได้ และหากแก้ไขด้วยตนเองแล้ว แต่ยังรู้สึกว่าไม่สบายใจ หรือยังไม่สามารถปล่อยวางอารมณ์ฉุนเฉียวลงได้ การปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะเป็นทางออกได้

    นี่คือ “ภัยเงียบ” ที่ซ่อนแอบมายุคเทคโนโลยีสื่อสาร ที่มิอาจมองข้ามได้เลยทีเดียว..!!

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/804868&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s63rPsHjj4F0FT5ByOQU2

  • Hurry Sickness วิถีใหม่คนยุคไอที.!?

    ด้วยยุคแห่งเทคโนโลยีการสื่อสาร นำมาสู่การสื่อสารผ่าน “โซเชียลมีเดีย” การใช้อุปกรณ์สื่อสาร ที่อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่างในการดำรงชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างรวดเร็วทันใจ จนกลายเป็นชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และหลายคนเคยชินจนแทบลืมวิถีเดิมที่เคยเป็นไปแล้ว..!!

    แหละนั่นทำให้พฤติกรรมยุคไอทีเปลี่ยนไป กลายเป็นคนขี้เบื่อ ใจร้อน หงุดหงิดง่าย เครียดง่าย แม้แต่เรื่องเล็กน้อย เช่น ทนรอการดาวน์โหลดรูปภาพนาน ๆ ไม่ได้ เกิดการหงุดหงิดทุกครั้ง เมื่อคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเกิดอาการค้าง บางรายเกิดอาการกระวนกระวายใจ และลุกลามสู่ความสัมพันธ์เชิงลบต่อคนรอบข้าง..

    จึงกลายเป็นที่มาของ “โรคทนรอไม่ได้” หรือ Hurry Sickness นั่นเอง..!!!

    สำหรับโรคทนรอไม่ได้ (Hurry Sickness) คือพฤติกรรมที่มีอาการใจร้อน หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่ายกับการรออะไรบางสิ่งบางอย่าง เป็นผลกระทบจากการทำงานกับคอมพิวเตอร์ หรือมักเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่เสพติดการใช้โซเชียลมีเดีย การเปลี่ยนไปสู่โรคทนรอไม่ได้นี้จะทำให้ร่างกายและจิตใจเข้าสู่ภาวะผิดปกติ

    แม้ว่า “โรคทนรอไม่ได้” จะเกิดขึ้นในยุคสมัยของคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี  แต่นิยามคำว่า Hurry Sickness เกิดขึ้นช่วงค.ศ. 1974 จาก 25 แพทย์รักษาโรคหัวใจ นั่นคือ Meyer Friedman และ Ray Rosenman นิยามถึงพฤติกรรม หรือลักษณะอาการคนที่มักจะรู้สึกหงุดหงิด ฉุนเฉียว เร่งรีบ ผ่านหนังสือเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคลหมู่เลือด A กับเรื่องหัวใจ (Type A Behavior And Your Heart) ภาวะทนรอไม่ได้นี้ เป็นหนึ่งในลักษณะคนหมู่เลือด A เช่นเดียวกัน

    สำหรับ 6 อาการ Hurry Sickness เริ่มจาก 1)ทุกการกระทำคือการแข่งขัน อาทิ การซื้อของ การกินหรือแม้แต่รถติดไฟแดง ที่ก่อให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดได้

    2)หนึ่งเวลาทำหลายงาน โดยคนประเภทนี้เวลาเดียวกันมักจะหยิบหลาย ๆ งานขึ้นมาทำ เพราะรู้สึกว่าจะได้ไม่เสีย เวลา

    3)ความล่าช้าคือความน่าหงุดหงิด ตัวอย่างเช่นหากเริ่มกดลิฟต์ซ้ำ ๆ เพราะอยากให้ถึงเร็ว หรือหงุดหงิดกับการต่อแถวยาว ๆ เริ่มเป็นสัญญาณเตือนชัดเจน

    4)รู้สึกตัวเองล่าช้าตลอดเวลา มักเกิดจากคนที่พยายามทำอะไรให้สำเร็จแบบรวดเร็วเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการงาน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การเดินทาง หากไม่สำเร็จในเวลาที่ต้องการก็จะเกิดความหงุดหงิด อารมณ์เสียได้ง่าย ๆ

    5)ขัดจังหวะผู้อื่นบ่อย ๆ ด้วยการขัดจังหวะเวลาอยู่ในวงสนทนา แม้บางครั้งไม่ได้ตั้งใจ แต่มันเกิดจากอาการที่ทนรอไม่ได้

    6)หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ต้องทำมากเกินไป เป็นอาการรู้สึกกระวนกระวายที่อยากจะทำงานใหม่ เพราะอยากที่จะให้มันสำเร็จ สิ่งนี้อาจไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพงาน แต่กลายเป็นผลเสียต่องานและสุขภาพใจโดยไม่รู้ตัว

    แม้ปัจจุบันภาวะ “ทนรอไม่ได้” ไม่ได้ถูกบรรจุเป็น “โรคทางจิตเวช” แต่คนที่ประสบกับภาวะเช่นนี้และยังไม่ทำการแก้ไข จะส่งผลให้มีความเสี่ยง จนกลายเป็นโรคทางประสาทได้ และหากแก้ไขด้วยตนเองแล้ว แต่ยังรู้สึกว่าไม่สบายใจ หรือยังไม่สามารถปล่อยวางอารมณ์ฉุนเฉียวลงได้ การปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะเป็นทางออกได้

    นี่คือ “ภัยเงียบ” ที่ซ่อนแอบมายุคเทคโนโลยีสื่อสาร ที่มิอาจมองข้ามได้เลยทีเดียว..!!

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/804868&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s63rPsHjj4F0FT5ByOQU2

  • เศรษฐกิจไทยยัง ‘อ่วม’ สัญญาณร้ายส่งต่อปี 69

    เศรษฐกิจไทยยัง ‘อ่วม’ สัญญาณร้ายส่งต่อปี 69

    Editorial

    30 ธ.ค. 2025 เวลา 7:00 น.

    เศรษฐกิจไทยยัง ‘อ่วม’ สัญญาณร้ายส่งต่อปี 69

    ปลายปี 2568 ตัวเลขเศรษฐกิจไทยกำลังส่งสัญญาณที่น่ากังวลมากกว่าน่าดีใจ แม้ภาพส่งออกจะดูสวยหรู เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 และขยายตัวกว่า 12% ในช่วง 11 เดือนแรกของปี

        แต่เมื่อหันกลับมามอง “ภาคการผลิตจริง” กลับเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เมื่อดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน พ.ย.ลดลงถึง 4.24% เหลือเพียงระดับ 90.54 ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่แค่ 55.49% ต่ำกว่าศักยภาพอย่างมาก ตัวเลขชุดนี้ไม่ใช่แค่ความผันผวนระยะสั้น แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมและไม่ได้รับการแก้ไขจริงจัง
        ปัจจัยลบที่ถาโถมตลอดปี ตั้งแต่หยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่ เงินบาทแข็งค่ากดดันความสามารถแข่งขัน อุทกภัยภาคใต้ ไปจนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ทรุดหนัก ล้วนเป็น “วิกฤติซ้ำซ้อน” ฉุดให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถขยับขึ้นได้อย่างมั่นคง แม้มาตรการกระตุ้นจากรัฐ จะช่วยพยุงบางภาคส่วน แต่เป็นเพียงประคองระยะสั้น ไม่อาจชดเชยการหดตัวของการลงทุนภาคเอกชนและความเปราะบางภาคอุตสาหกรรมหลักได้อย่างแท้จริง

        ความย้อนแย้งที่ส่งออกโต แต่ภาคการผลิตไม่โต ชี้ให้เห็นปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือ โครงสร้างการค้าของไทยที่พึ่งพาการเป็น “ทางผ่าน” มากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ตัวเลขนำเข้าที่ขยายตัวใกล้เคียงหรือสูงกว่าการส่งออก สะท้อนภาวะ Import Flooding และการนำเข้าเพื่อส่งออกต่อ มากกว่าการเดินเครื่องโรงงานในประเทศเต็มกำลัง เมื่อกำลังการผลิตไม่กระเตื้อง การจ้างงาน รายได้ และความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจย่อมไม่ฟื้นตามไปด้วย
        อีกไม่กี่ชั่วโมง จะก้าวสู่ปี 2569 ซึ่งความเสี่ยงต่างๆ ไม่ได้ลดลงเลย แต่กลับมีแนวโน้ม “ซับซ้อนและหนักขึ้น” ท่ามกลางบริบท “การเมือง” ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งทั่วไป ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมความเชื่อมั่นของนักลงทุน หากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังติดอยู่กับมาตรการระยะสั้น ขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ปัญหาที่ซ่อนอยู่ตลอดปี 2568 อาจปะทุชัดเจนขึ้นในปีหน้า ทั้งภาระหนี้ครัวเรือน การลงทุนที่หดตัว และความสามารถแข่งขันที่ถดถอย

        คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เศรษฐกิจจะโตได้กี่เปอร์เซ็นต์” แต่คือ ไทยจะรับมือกับความเปราะบางเชิงโครงสร้างอย่างไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกล้าปรับแผน ปรับยุทธศาสตร์ จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้างฐานการผลิตใหม่ที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่โลกอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน นักธุรกิจและประชาชนที่ต้อง “หาเช้ากินค่ำ” ก็จำเป็นต้องได้รับสัญญาณที่ชัดเจน ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมุ่งไปทางไหน ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเลขสวยด้านหนึ่ง กลบความอ่อนแรงอีกด้านหนึ่ง
        ดังนั้นปีหน้าอาจไม่ใช่แค่ปีแห่งความเสี่ยง แต่เป็นปีที่ตัดสินว่าเศรษฐกิจไทยจะ “ตั้งหลักได้” หรือ “ติดกับดักเดิม” ที่ยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1214447&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JakEajjjht5l_67CfcG2j

  • ดร.กอบศักดิ์ ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 ไม่ง่าย แนะรัฐบาลใหม่ปลดล็อกลงทุน-แก้หนี้นอกระบบ | เดลินิวส์

    ดร.กอบศักดิ์ ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 ไม่ง่าย แนะรัฐบาลใหม่ปลดล็อกลงทุน-แก้หนี้นอกระบบ | เดลินิวส์

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 69 ยังคงมีความท้าทายสูง ประเมินว่าเศรษฐกิจจะไม่ง่ายมากนัก และคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีไว้ที่ 1.5% โดยปัจจัยที่น่ากังวลใจที่สุดในปี 69 คือเรื่องของการเมือง เนื่องจากยังต้องจับตาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิดและสามารถพลิกผันได้ โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นมานั้นจะมีเสถียรภาพและมีเสียงในสภาเพียงพอหรือไม่

    นอกจากนี้ กระบวนการยุบสภาและการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่งผลให้กระบวนการพิจารณางบประมาณปี 70 ต้องหยุดชะงัก คาดว่าในเดือน ต.ค. 69 ภาครัฐอาจต้องใช้จ่ายงบประมาณไปพลางก่อน ซึ่งจะนำไปสู่ความล่าช้าและความชะลอตัวในการเบิกจ่าย ซึ่งในส่วนภาคเอกชน สิ่งที่ต้องการคือรัฐบาลที่มีเสถียรภาพพอควรและแข็งแกร่ง หากได้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ จะเป็นเรื่องยากในการดำเนินนโยบาย เพราะอาจต้องเอาใจทุกฝ่าย พร้อมทั้งเสนอให้ดึงมืออาชีพ (โปรเฟสชันนัล)เข้ามาบริหารในบางกระทรวง

    สำหรับปัจจัยอื่นๆ ของเศรษฐกิจในปี 69 ในเรื่องการส่งออกยังไม่ฟื้นตัวดี เพราะการค้าโลกยังคงไม่ใช่งานง่าย แม้จะรอความชัดเจนเรื่องภาษีของสหรัฐฯ ส่วนการบริโภคและการลงทุนภายใน กำลังซื้อภายในประเทศยังไม่เข้มแข็ง สัญญาณความเปราะบางภายในปรากฏชัดจากการที่สินเชื่อธนาคารติดลบมาหลายไตรมาส ขณะที่การท่องเที่ยว ยังไม่แน่ใจว่าจะดีอย่างที่คิดไว้หรือไม่ แม้จะมีการคาดการณ์กันว่าปี 69 จะดีขึ้น แต่ตัวเลขที่ประมาณการไว้ก็อยู่ที่เพียง 35 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าที่เคยคาดหวังว่าจะกลับไปสู่ระดับก่อนโควิด รวมถึงปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมาเลเซียซึ่งปกติเข้ามาในไทยจำนวนมากเดินทางลดลง โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ซึ่งเป็นจุดสำคัญ

    นอกจากนี้ ปัญหาด้านความมั่นคงก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของไทย สถานการณ์ในกัมพูชาเองก็ยังไม่นิ่ง โดยมีการอพยพของผู้คนหลายแสนคน ซึ่งสร้างภาระและกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ และยังมีความกังวลในบางพื้นที่เมืองเกี่ยวกับอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงได้ในระยะทางที่ไกลขึ้น

    นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ด้านนโยบายการเงินเริ่มมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่ควรต้องกังวลว่าดอกเบี้ยจะไม่ลดลงต่อหรือไม่ เนื่องจากหัวใจสำคัญคือ ระดับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ซึ่งการที่อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลงมาอยู่ที่ 1.25% ถือเป็นระดับต่ำพอสมควร จะเป็นตัวกระตุ้นอยู่แล้ว ดังนั้น การจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า รัฐบาลควรหันไปใช้แนวทางอื่นควบคู่กันไป

    ทั้งนี้แนวทาง 2 เรื่องสำคัญ คือ ปลดล็อกการลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลควรระดมสรรพกำลังเพื่อปลดล็อกให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดประตูน้ำให้กระแสน้ำไหลออกไป และรัฐบาลต้องเอาจริงกับปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งการที่รัฐบาลแก้หนี้เฉพาะในระบบ แต่ไม่แก้หนี้นอกระบบนั้น จะทำให้ประชาชนไม่สามารถเดินต่อไปได้ เนื่องจากคนหนึ่งอาจมีหนี้ทั้งสองส่วน การแก้ไขเพียงด้านเดียวจะทำให้กำลังซื้อยากที่จะกลับมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5455138/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KBIwvv0CLKFN1p4sotoAH

  • มาตรการรัฐหนุนดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคขยายตัวต่อเนื่อง

    มาตรการรัฐหนุนดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคขยายตัวต่อเนื่อง

    มาตรการรัฐหนุนดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคขยายตัวต่อเนื่อง

    วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.43 น.

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนธันวาคม 2568 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง นำโดยภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐยังคงเป็นแรงสนับสนุนหลักที่สำคัญ ทั้งนี้ ควรติดตามทิศทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้จัดทำแบบสำรวจพิเศษเพื่อประเมินนโยบาย Quick Big Win พบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และโครงการเที่ยวดีมีคืน เป็นมาตรการที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคมากที่สุด

    นายวินิจ  วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนธันวาคม 2568 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนธันวาคม 2568 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง นำโดยภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐยังคงเป็นแรงสนับสนุนหลักที่สำคัญ ทั้งนี้ ควรติดตามทิศทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้จัดทำแบบสำรวจพิเศษเพื่อประเมินนโยบาย Quick Big Win พบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และโครงการเที่ยวดีมีคืน เป็นมาตรการที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคมากที่สุด” โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกอยู่ที่ระดับ 79.1 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม จากการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและมาตรการส่งเสริมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงอุปสงค์สินค้าอุตสาหกรรมที่มีต่อเนื่อง และคาดว่า รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่อยู่ที่ระดับ 84.0 ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 75.2 โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเพาะปลูก สภาพอากาศคาดว่าจะเอื้ออำนวย ขณะที่อุปสงค์สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 73.8 โดยมีปัจจัยบวกจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม จากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่คาดว่าจะมีต่อเนื่อง และคาดว่า จะมีผลผลิตเกษตรซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูปเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมที่มีต่อเนื่อง สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตกอยู่ที่ระดับ 71.2 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการและภาคเกษตรเป็นสำคัญ จากนโยบายกระตุ้นการบริโภคและสนับสนุนเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีต่อเนื่องจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันความต้องการสินค้าเกษตรคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นจากทั้งในและต่างประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้อยู่ที่ระดับ 70.3 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากภาคบริการและการลงทุน ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และคาดว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวและภาคเกษตร รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันในตลาดโลกที่สูงขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลางอยู่ที่ระดับ 67.6 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคเกษตรและภาคบริการ จากมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล การขยายตัวของตลาดสินค้าเกษตร ประกอบกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและงานเทศกาลในหลายพื้นที่ ทั้งนี้ สภาพอากาศที่แปรปรวนและความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศอาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทย นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 67.0 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ อย่างไรก็ตาม ควรติดตามประเด็นแนวโน้มต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากประเทศจีน ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่คาดว่าจะมีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกและการเดินทางท่องเที่ยว และความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่บรรเทาลง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุน

    สำหรับเดือนธันวาคม 2568 กระทรวงการคลังได้จัดทำการสำรวจพิเศษเพื่อประเมินผลกระทบของนโยบาย Quick Big Win ซึ่งสะท้อนความสำเร็จตามเป้าหมาย “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” อย่างชัดเจน โดยในระยะสั้นพบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนมากที่สุด เนื่องจากเป็นนโยบายที่สามารถเข้าถึงประชาชนในทุกภูมิภาค และมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดือนก่อน รองลงมาคือ โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2568 และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว (เที่ยวดีมีคืน) ตามลำดับ สำหรับในระยะปานกลางถึงระยะยาว โครงการที่คาดว่าจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคมากที่สุด คือ โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว (เที่ยวดีมีคืน)  ตามลำดับ

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/937870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XWBkGBLrqEDe0traDKtPH