Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • OECD คาดการณ์เศรษฐกิจอิสราเอลขยายตัวมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลกในปี 2025-2027 แม้มีปัจจัยเสี่ยง

    OECD คาดการณ์เศรษฐกิจอิสราเอลขยายตัวมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลกในปี 2025-2027 แม้มีปัจจัยเสี่ยง

    OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) หรือองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ได้ออกรายงานว่า GDP อิสราเอล คาดว่าจะเติบโต +3.3% ในปี2025 ซึ่งสูงกว่าอัตราเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจโลก (ประมาณ +3.1%) ซึ่งนั่นหมายความว่าอิสราเอลเติบโต “เหนือค่าเฉลี่ยโลก” การเติบโตมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นต่อเนื่องในปี2026 ที่คาดว่าจะเติบโต +4.9% และยังคงแข็งแรงในปี2027 ขยายตัวอีก +4.6% หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตามมุมมองที่มีในปัจจุบันของ OECD

    โดยก่อนหน้านี้ OECD ได้การเติบโตทางเศรษฐกิจของอิสราเอลว่า จะมีอัตราขยายตัวที่ +3.4% ในปี2025 และ +5.5% ในปี2026 เมื่อพิจารณาการลดความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในภูมิภาคซึ่งยังคงไม่สงบในช่วงต้นปีที่ผ่านมาและเพิ่งคลี่คลายลงในช่วงตุลาคมที่ผ่านมาในปัจจุบัน  

    อย่างไรก็ดี อิสราเอลยังมีความเสี่ยงหลายด้านที่จะเป็นแรงกดดันและปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ สรุปได้ดังนี้

    1. ค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงสูง: การใช้จ่ายด้านการทหารและความขัดแย้งในภูมิภาคทำให้งบประมาณรัฐตึงตัวและรัดตัวกว่าแผนฐานก่อนหน้า

    2. การขาดแคลนแรงงานและการลงทุนภาคก่อสร้าง: แรงงานต่างชาติและแรงงานในบางอุตสาหกรรมหายไป ส่งผลให้การลงทุนชะลอลงในบางภาคส่วนของเศรษฐกิจ

    3. อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าช่วงเป้าหมาย: CPI คาดว่าจะอยู่เหนือเป้าหมาย 13% ในปี2025 ซึ่งจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

    4. หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่คลี่คลาย หรือมีความขัดแย้งใหม่เพิ่มขึ้น อัตราการเติบโตอาจถูกปรับลง และการขาดดุลงบประมาณอาจบานปลาย

    5. ปัญหาสังคมเช่น ค่าใช้จ่ายครองชีพสูง และอัตราการมีส่วนร่วมแรงงานต่ำในบางกลุ่มประชากร (เช่น กลุ่ม ultraOrthodox และผู้หญิงอาหรับในอิสราเอล) เป็นอุปสรรคต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาว 

    ทั้งนี้ หากความเสี่ยงที่ประเมินไว้ข้างต้นไม่มีความรุนแรง หรือเกิดขึ้นโดยมีนัยสำคัญแล้ว สิ่งที่จะสนับสนุนและทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปตามที่คาดไว้ สรุปได้ดังนี้

    1. ระบบการเงินและการคลังที่มั่นคงก่อนความขัดแย้งของอิสราเอล สามารถช่วยรองรับเศรษฐกิจให้ไม่ตกต่ำอย่างรุนแรงเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน 

    2. การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของภาคเทคโนโลยีและนวัตกรรม : อุตสาหกรรม AI, ไฮเทค และการส่งออกบริการเทคโนโลยีเป็นแรงหนุนการเติบโตสำคัญ, ช่วยสร้างรายได้และรักษาความสามารถในการแข่งขันของอิสราเอล

    3. ตลาดแรงงานเข้มแข็งและอัตราว่างงานต่ำ : อัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำ (ประมาณ 2-3%) ส่งเสริมการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม

    ทั้งนี้ OECD ยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ที่อยากจะแนะนำหรือนำเสนอให้ภาครัฐและภาคเอกชนของอิสราเอล ทำซึ่งมีดังต่อไปนี้

    1. แนะนำให้มีการปฏิรูปหลายด้านเพื่อเร่งการเติบโตในอนาคต เช่น

    • ลด อุปสรรคทางการค้าและกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อสนับสนุนการแข่งขันและการลงทุน

    • ปรับปรุง โครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาและแรงงาน เพื่อช่วยให้แรงงานในกลุ่มต่างๆ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    1. กระตุ้นนวัตกรรม โดยเฉพาะในภาค AI และการวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    2. ดำเนินมาตรการเพื่อลด ต้นทุนการครองชีพ เช่น การลดภาระภาษีที่มีผลบิดเบือนและการลดกำแพงทางเทคนิคที่จำกัดการนำเข้าสินค้า

    ความเห็นของ สคต.

    สคต. เห็นว่า การที่เศรษฐกิจอิสราเอลมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี จะช่วยให้การค้าระหว่างไทยกับอิสราเอลที่มีมูลค่าประมาณ 1,300 ล้านเหรีญสหรัฐฯ (USD) โดยไทยส่งออกมาปีละประมาณ 800 ล้าน USD และนำเข้าประมาณ 550 ล้าน USD ไทยได้ดุลการค้าประมาณ 200-300 ล้าน USD 

    โดยในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.68) ไทยส่งออกมาอิสราเอลมีมูลค่า 636 ล้าน USD ลดลง -7.15% แต่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเป็นทรงตัวจากปี 2567 หรือมูลค่าประมาณ 815 ล้าน USD ได้ เนื่องจากว่า เศรษฐกิจของอิสราเอลขยายตัวได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเริ่มมีการนำเข้าสินค้ามากขึ้น หลังความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสมีข้อตกลงหยุดยิงกัน ซึ่ง สคต. มองว่า จะมีการนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้นคามลำดับ โดยมีสินค้าสำคัญและมีศักยภาพ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักกร ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ ทูน่ากระป๋อง เป็นต้น

    ในการนำเข้าสินค้านั้น ไทยนำเข้าจากอิสราเอล ในปี 2568 (ม.ค.-ต.ค. 68) มีมูลค่าประมาณ 521.83 ล้าน USD ขยายตัวถึง +33.27% ทำให้คาดการณ์ว่าทั้งปีจะมีมูลค่าสูงถึง 600 ล้าน USD หรือขยายตัวถึง +33-35% เพราะสินค้าหลายชนิดของอิสราเอลเป็นที่ต้องการมากขึ้นของไทย เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ปุ๋ย แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องมือแพทย์ และยุทธปัจจัย เป็นต้น

    ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il

    ที่มา : https://www.oecd.org/en/publications/oecd-economic-outlook-volume-2025-issue-2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/jyp5qrar7h0akkmeq48xqev6&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36TIR3GY1d5mGv_7Kg6VT7

  • แบงก์ชาติเผย 4ปัจจัย หนุนเศรษฐกิจเดือนพ.ย.2568 ขยายตัวดีขึ้น  จับตา!5ปัจจัยกระทบธุรกิจ

    แบงก์ชาติเผย 4ปัจจัย หนุนเศรษฐกิจเดือนพ.ย.2568 ขยายตัวดีขึ้น จับตา!5ปัจจัยกระทบธุรกิจ

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยเดือนพ.ย.ที่ผ่านมาดีขึ้นกว่าเดือนก่อนหน้า โดยเครื่องชี้ด้านการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำเพิ่มขึ้น 2.0%จากเดือนก่อนหน้า   เป็นการปรับเพิ่มขึ้นในหลายหมวด

    โดยเฉพะหมวดเครื่องประดับ(ส่งออกเครื่องประดับไปอินเดีย) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์(ส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคมไปสหรัฐ,ส่งออกคอมพิวเตอร์ไปจีน)และส่งออกเหล็กกับโลหะ(ดีขึ้นตามการส่งออกอลูมิเนียมและทองแดงไปจีน)

    สำหรับการส่งออกบางหมวดที่ปรับลดได้แก่ หมวดเกษตรแปรรูป (ส่งออกน้ำมันปาล์มไปอินเดียปรับลดเนื่องจากเร่งส่งออกไปแล้วช่วงก่อนหน้า) หมวดยานยนต์(จากการส่งออกรถกะบะไปตะวันออกกลาง อาเซียนและเม็กซิโกที่อุปสงค์ชะลอลง)

    “ภาพรวมของการส่งออกกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐยังเห็นผลไม่มากโดยการส่งออกสินค้าที่โดนเก็บภาษีส่วนใหญ่ยังเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ยกเว้นการส่งออกสินค้าเกษตรซึ่งต้องติดตามผลในระยะต่อไป”

    สำหรับดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนพ.ย.ลดลง -3.7%จากเดือนก่อนเป็นการลดลงเกือบทุกหมวด ทั้งจากปัจจัยชั่วคราวและอุปสงค์ที่ลดลง  โดยปิโตรเลียมปรับลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นคาดว่าจะกลับมาผลิตได้ในเดือนธ.ค.  หมวดยานยนต์ลดลงทั้งรถยนต์นั่งและกะบะตามอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ชะลอลง  

    หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าปรับลดลงตามการผลิตเครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก หมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับลดลงเล็กน้อยตามการผลิตกลุ่มอาหารทะเลแช่เย็น แช่แข็งและทูน่ากระป๋องที่โรงงานหยุดผลิตชั่วคราวช่วงน้ำท่วมภาคใต้

    สำหรับภาคบริการเครื่องชี้เดือนพ.ย.เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 0.5%สอดคล้องกิจกรรมในภาคการท่องเที่ยวและการค้า  เมื่อดูธุรกิจหมวดโรงแรม  ภัตตาคารเพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    และนักท่องเที่ยวไทยซึ่งได้รับผลบวกจากมาตรกาภาครัฐ(เที่ยวดีมีคืน และคนละครึ่งพลัส) และธุรกิจขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจากการขนส่งที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวตามการขยายตัวของเส้นทางการบินของสายการบินในประเทศไทย

    ด้านภาคการค้านั้น ปรับตัวดีขึ้นตามการนำเข้าของสินค้าอุปโภคบริโภค  ส่วนภาคการท่องเที่ยวในแง่ของรายรับของนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน5.3% (จากการใช้จ่ายต่อทริปที่เพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล(Long Haul) ซึ่งช่วยชดเชยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Shot Haul)

    สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ2.9ล้านคนลดลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย เป็นการลดลงของนักท่องเที่ยวระยะใกล้ทั้งจีน  เกาหลีใต้  มาเลเซีย (Long Haul)  ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นปีถึง21ธ.ค.อยู่ที่  31.8ล้านคน

    เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนลดลง -0.3%เล็กน้อยจากเดือนก่อน หลักๆมาจากหมวดสินค้าไม่คงทน ลดลงจากยอดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและปริมาณการใช้ไฟฟ้า  แต่ยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 

    ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการคนละครึ่งพลัส ส่วนหมวดสินค้าคงทนปรับลดลง โดยเฉพาะยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ และยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ส่วนหนึ่งคาดว่าผู้บริโภครอโปรโมชั่น(ในงานMotor Expo)

    หมวดบริการปรับเพิ่มขึ้นจากหมวดโรงแรมและภัตตาคารเป็นสำคัญ  หมวดสินค้ากึ่งคงทนทรงตัว

    ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคหลังปรับฤดูกาลแล้วจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นหลัก

    อย่างไรก็ตามความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังถูกกดดันจากปัญหาหนี้สินที่ยังอยู่ในระดับสูง  รายได้ และการจ้างงานยังมีความไม่แน่นอนและสถานการณ์น้ำท่วม  ความขัดแย้งชายแดนไทยกัมพูชา

    เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนเดือนพ.ยปรับเพิ่มขี้นจากเดือนก่อน 3.3%หลักๆมาจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การนำเข้าสินค้าทุนสุทธิเดือนนี้ปรับลดลง

    สำหรับหมวดการลงทุนด้านพาหนะปรับลดลงจากยอดจดทะเบียนรถทุกประเภท(รถบรรทุก รถยนต์นั่ง ) ประกอบกับมูลค่านำเข้าเครื่องบินที่ปรับลดลงในเดือนนี้ด้วย  ส่วนการลงทุนด้านการก่อสร้างลดลงจากทั้งการก่อสร้างส่วนที่อยู่อาศัยและที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย 

    ด้านการนำเข้าสินค้าทุนมีทิศทางเพิ่มขึ้นตามการนำเข้าสินค้าทุนของธุรกิจในกลุ่มที่ไม่ใช่การผลิต (ธุรกิจการค้า , ธุรกิจขนส่งที่ยังนำเข้าสินค้าทุนเพิ่ม) สำหรับธุรกิจกลุ่มการผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากฮาร์ดดิสไดร์ฟ,อุปกรณ์ไฟฟ้า

    สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนเดือนพ.ย.ภาพรวมขยายตัวจากระยะเดียวกันของปีก่อน หลักๆมาจากรายจ่ายการลงทุน โดยรายจ่ายการลงทุนของรัฐบาลกลาง ขยายตัวซึ่งมาจากการเบิกจ่ายในโครงการทางหลวงและชลประทาน  ส่วนรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจขยายตัวจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางราง 

    ส่วนรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลาง “ทรงตัว”ในเดือนนี้ตามการเบิกจ่ายของบำเหน็จบำนาญ   งบบุคลากร  และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่ขยายตัวได้เล็กน้อยแต่การเบิกจ่ายค่าจัดการเรียนการสอนหดตัวจากปีก่อน

    ด้านตลาดแรงงานนั้น “ทรงตัว”ในเดือนพ.ย.สะท้อนจากผู้ประกันตน (ม.33) จำนวนผู้ประกันตนภาคบริการ ปรับขึ้นเล็กน้อย  แต่ยังต้องติดตามการจ้างงานในภาคการผลิตโดยเฉพาะกลุ่มที่เผชิญการแข่งขันสูงและในภาคก่อสร้าง

    สัดส่วนผู้ขอรับสิทธิการว่างงานต่อผู้ประกันตน พบว่าทั้งยอดคงค้างรวมและยอดรายใหม่ปรับลดลงจากเดือนก่อนทั้งภาคบริการและภาคการผลิต แต่ยังเห็นการเพิ่มขึ้นของผู้ขอรับสิทธิว่างงานในภาคการผลิต เช่น การผลิตเครื่องหนังและการผลิตเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย    

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ -0.49%ติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนที่-0.76%มาจากปัจจัยด้านอุปทาน ได้แก่ เงินเฟ้อในหมวดอาหารสดเป็นสำคัญ (ติดลบน้อยลงตามราคาผักที่ปรับเพิ่มขึ้นจากผลของน้ำท่วม)  หมวดพลังงานติดลบเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก  

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.66%ใกล้เคียงกับเดือนก่อนที่ 0.61% โดยหมวดผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร(Non-food)สูงขึ้นเล็กน้อยจากค่าโดยสารเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นและของใช้ส่วนตัวที่เพิ่มขึ้นหลังจากผู้ประกอบการลดโปรโมชั่นลง และหมวดอาหารลดลงเล็กน้อยจากฐานที่สูงในปีก่อน

    ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนพ.ย.ขาดดุลลดลง โดยขาดดุลที่ 0.6พันล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งลดลงจากเดือนก่อนที่ขาดดุล 1.6พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  โดยมาจากทั้งดุลการค้าและดุลบริการ  โดยดุลการค้าขาดดุลลดลงตามดุลทองคำที่ขาดดุลลดลง เป็นสำคัญ  และดุลบริการ   รายได้  เงินโอนเดือนพ.ย.นี้ขาดดุลลดลงจากเดือนก่อนตามรายรับภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

    ส่วนค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ(เดือนพ.ย.- 25ธ.ค.68) เงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าขึ้นโดยได้รับแรงกดดันจากทิศทางการดำเนินนโยบายของสหรัฐที่มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงิน  เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง  

    ประกอบกับไทยมีปัจจัยเฉพาะกดดันค่าเงินบาท ทั้งเงินทุนไหลเข้าพันธบัตรระยะยาว ในเดือนพ.ย. รายรับภาคท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลท่องเที่ยว และราคาทองคำที่สูงขึ้นต่อเนื่องส่งผลดัชนีค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับคู่ค้าและคู่แข่ง (NEER) แข็งค่าขึ้น

    มองไปข้างหน้า อุปสงค์ในภาคท่องเที่ยวปรับดีขึ้น สอดคล้องปริมาณการค้นหา ส่วนดัชนีการส่งออกมีแนวโน้มจะปรับดีขึ้นสะท้อนจาก PMI  ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐ ยุโรป  อาเซียน  ตามความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี  แต่สำหรับจีนเริ่มมีสัญญาณอาจจะชะลอลงซึ่งต้องติดตามต่อเนื่อง  

    สำหรับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจเดือนธ.ค. “ทรงตัว”จากเดือนก่อนหน้า  โดยแบ่งเป็น ความเชื่อมั่นในภาคการผลิตที่ลดลงจากผลกระทบของเงินบาทที่ “แข็งค่า” และสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ขณะที่ภาคที่ไม่ใช่การผลิตความเชื่อมั่นปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ขณะที่ความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้านั้น ยังดี และเพิ่มขึ้นในทุกองค์ประกอบ

    ตามความเชื่อมั่นในภาคการผลิตที่มองว่า สำหรับกลุ่มชิ้นส่วนและอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับผลดีจาก ดาต้าเช็นเตอร์และวัฎจักรอิเล็กทรอนิกส์ ขณะภาคที่ไม่ใช่ภาคการผลิตอาจจะปรับลดลงบ้างจากการเข้าสู่ช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว(คือ 3เดือนหลังจากนี้)และกำลังซื้ออ่อนแอลงหลังหมดมาตรการภาครัฐ

    โฆษกธปท.ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลสำรวจภาคธุรกิจยังมองว่า  ตัวเองเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน  เช่น การปรับราคาสินค้าได้ยาก ยังเป็นอุปสรรคอันดับแรกที่ธุรกิจมีความกังวล 

    ขณะที่อุปสรรคที่มีผู้ตอบเพิ่มขึ้นต่อเนื่องคือ  เรื่องความต้องกาสินค้าในประเทศที่มีไม่มาก ซึ่งมาจากหลายปัจจัยทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอ  ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาและสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา เหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    “ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนพ.ย.ขยายตัวจากเดือนก่อน หลักๆมาจากอุปสงค์ต่างประเทศ (การส่งออก  และรายรับจากนักท่องเที่ยว) ส่วนอุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้นในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐ แต่การบริโภคภาคเอกชนปรับลดลงเล็กน้อย 

    ขณะที่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงหลายหมวด สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน ส่วนตลาดแรงงานทรงตัว  ดุลบัญชีเดือนสะพัดขาดดุลลดลง

    ในระยะต่อไปเศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากภาคบริการที่จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว และการบริโภคภาคเอกชนที่ยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการภาครัฐ”นางสาวชญาวดีกล่าวพร้อมระบุว่า

    สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า ได้แก่  การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม    ผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่า  การฟื้นตัวของธุรกิจหลังน้ำท่วม  ผลกระทบจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา และผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/647936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29oLGprqC7ye5UVTj4uw48

  • ภาวะ”เศรษฐกิจการเกษตรโลก”ปี69ชะลอตัว | เดลินิวส์

    ภาวะ”เศรษฐกิจการเกษตรโลก”ปี69ชะลอตัว | เดลินิวส์

    ความผันผวนและแนวโน้มที่ยังไม่ชัดเจนของมาตรการทางภาษี ซึ่งอาจจะ ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงของหลายประเทศ ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ไม่มากนัก คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2568 จะขยายตัวร้อยละ 3.2 ชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ขยายตัวร้อยละ 3.3 โดยปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.0 ในการประมาณการครั้งก่อน   เนื่องจากการเจรจาการค้าของสหรัฐอเมริกากับประเทศห่างๆ มีทิศทางดีขึ้น ส่งผลให้ความดึงเครียดลดลง  รวมถึงภาคเอกชนสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและมีการเร่งส่งสินค้าสหรัฐอเมริกาก่อนมาตรการทางภาษีจะมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ยังคงขยายตัว

    เมื่อพิจารณาถึงเศรษฐกิจของประเทศที่สำคัญ พบว่า สหรัฐอเมริกา ขยายตัวร้อยละ 2.0ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในปี 2567 เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการ กีดกันทางการค้าที่ส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าสินค้า ทำให้กระทบต่อการอุปโภคบริโภคและห่วงโช่อุปทานภายในประเทศ รวมถึงภาวะการชะลอตัวของการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม การนำเข้าและการลงทุนทางธุรกิจ ที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนมาตรการทางภาษีจะมีผลบังคับใช้ รวมถึงการกระตุ้นทางการคลัง ผ่านร่างกฎหมาย One Big Beautiful Bill Acts (OBBBA) และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

    สำหรับเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซน (เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน) ขยายตัวร้อยละ 1.2 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.9ในปี 2567 เนื่องจากแรงหนุนของการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนจากค่าจ้างแรงงานที่ปรับสูงขึ้นและการกระตุ้นทางการคลัง โดยเฉพาะประเทศเยอรมนี ในด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น ขยายตัวร้อยละ 1.1เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.1 ในปี 2567 เนื่องจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่สูงขึ้นเศรษฐกิจจีน ขยายตัวร้อยละ 4.8 ชะลอลงจากร้อยละ 5.0 ในปี 2567 เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ดีเกินกว่าที่คาดไว้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 รวมถึงอัตราภาษีระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่ปรับลดลงอย่างมาก ทำให้แรงขับเคลื่อนด้านการส่งออกสินค้าดีขึ้น ประกอบกับเงินหยวนที่อ่อนค่า อย่างไรก็ตามแม้การส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาจะปรับตัวลดลง แต่ในภาพรวมยังสามารถส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆได้มากขึ้น และเศรษฐกิจอาเซียน 5 (ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ไทย และเวียดนาม) ขยายตัว ร้อยละ 4.8 ชะลอลงจากร้อยละ 5.0 ในปี 2567 เนื่องจากการส่งออกที่ลดลงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา และการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ส่งผลต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโดยรวมของอาเซียน 5 ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

    สถานการณ์ด้านราคาสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดโลก สะท้อนจากดัชนีราคาอาหารอยู่ที่ระดับ 127.6  เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6โดยกลุ่มสินค้าที่มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นได้แก่ เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม และน้ำมันพืช ส่วนกลุ่มสินค้าที่มีราคาลดลง ได้แก่ ธัญพืช และน้ำตาล แยกแต่ละกลุ่มสินค้า อาทิ กลุ่มเนื้อสัตว์เฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยราคาเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการนำเข้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น หลังจากเยอรมนีได้รับการรับรองสถานะปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยและประเทศคู่ค้ายกเลิกมาตรการห้ามนำเข้า ทำให้ราคาเนื้อสุกรในสหภาพยุโรปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จีนมีความต้องการนำเข้าลดลงหลังการประกาศใช้อัตราภาษีนำเข้าใหม่ ด้านราคาเนื้อวัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการของตลาดโลกอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะจากจีนและสหรัฐอเมริกา ทำให้ราคาเนื้อวัวของออสเตรเลียและบราซิลปรับตัวสูงขึ้นขณะที่ปริมาณผลผลิตสำหรับส่งออกมีจำกัด สำหรับราคาเนื้อแกะเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการนำเข้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์เหนือ สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลางและจีน ส่งผลให้ราคาในโอเชียเนียเพิ่มขึ้น

     ส่วนราคาเนื้อสัตว์ปีกลดลง เนื่องจากราคาส่งออกของบราซิลลดลง แม้จะมีการประกาศว่าไม่มีการระบาดของไข้หวัดนกชนิดรุนแรงในฟาร์มเชิงพาณิชย์ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน 2568 แต่จีน ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักยังคงบังคับใช้มาตรการจำกัดการนำเข้า ทำให้ผู้ส่งออกต้องปรับช่องทางจำหน่ายไปยังตลาดที่มีระดับราคาต่ำกว่า

    ราคาสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์นมเฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยราคาเนยเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการ ทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากเอเชียและตะวันออกกลาง ขณะที่การผลิตนมในโอเชียเนียและสหภาพยุโรปลดลงตามฤดูกาล และบางพื้นที่ในยุโรปตะวันตกยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสบลูทังก์ ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2567 อีกทั้งปริมาณสินค้าคงคลังในออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา มีปริมาณลดลง ราคาเนยแข็งเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการในการส่งออกเพิ่มขึ้นจากธุรกิจการค้าและบริการด้านอาหาร   ราคานมผงขาดมันเนยเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณการส่งออก ที่มีจำกัดในนิวชีแลนด์ และความต้องการจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีอย่างต่อเนื่อง ส่วนราคานมผงลดลง เนื่องจากผู้นำเข้ารายใหญ่มีความต้องการนำเข้าลดลง

    ราคาสินค้ากลุ่มน้ำมันพืชเฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการนำเข้าผลผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปริมาณส่งออกจะตึงตัว หลังจากประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตหลักมีแผนจะเพิ่มสัดส่วนการผสมในไบโอดีเซลจากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 50ในปี 2569 ราคาสินค้ากลุ่มธัญพืชเฉลี่ยลดลง โดยราคาข้าวสาลีลดลง เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง โดยเฉพาะจากผู้ค้าหลักในเอเชียและแอฟริกาเหนือ ขณะที่ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นในรัสเชีย และประเทศผู้ผลิตหลักในยุโรปและอเมริกาเหนือ ราคาข้าวโพดเลียงสัตว์ลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในอาร์เจนตินา บราซิลและสหรัฐอเมริกา แม้ว่ายังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของคลื่นความร้อนที่มีต่อผลผลิตในสหภาพยุโรป และนโยบายทางการค้าเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีส่งออกที่ยังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ส่วนราคาข้าวลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิต ที่มีอยู่ในระดับสูง ขณะที่ความต้องการนำเข้าของประเทศต่าง ๆ ลดลง และตลาดส่งออก มีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น สำหรับราคาข้าวฟ่างลดลง ในขณะที่ราคาข้าวบาร์เลย์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

    ราคาน้ำตาลเฉลี่ยลดลง เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ส่งผลให้ผลผลิตในพื้นที่เพาะปลูกสำคัญทางตอนใต้ของบราชิลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อีกทั้งอินเดียและไทยมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อย ส่งผลให้น้ำตาลทั่วโลกมีเพียงพอ ในขณะที่ความต้องการน้ำตาลทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำตาลในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ทำให้มีการนำอ้อยมาผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำตาลลดลง

    ทั้งนี้มีการคาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3.1 ชะลอลงจากร้อยละ 3.2ในปี 2568 เนื่องจากต้องเผชิญกับความผันผวนและแนวโน้มที่ยังไม่ชัดเจนของมาตรการทางภาษี ซึ่งอาจจะ ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงของหลายประเทศ ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ไม่มากนัก  รวมทั้งมีมีปัจจัยเสี่ยง จาก กระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มขึ้นเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่ AI  ที่จะซ้ำร้อยภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ในปี 2543  เศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอจากวิกฤตด้านอสังหาริมทรัพย์ที่อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สินและภาวะเงินฝืด รวมถึงการรักษาเสถียรภาพการส่งออกสินค้า  ความเปราะบางด้านการคลัง โดยเฉพาะประเทศที่มีหนี้สาธารณะและอัตราดอกเบี้ย ที่สูงขึ้น และ  แรงกดดันต่อความน่าเชื่อถือของสถาบัน โดยเฉพาะธนาคารกลางและสถาบันอิสระต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน ดังนั้น MF จึงคาดการณ์ว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา กลุ่มยูโรโซน ญี่ปุ่น จีน และอาเซียน 5 จะขยายตัวร้อยละ 2.1 1.1 0.6 4.2 และ 4.1

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5457636/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IFAQWJSLhjlovbKYKG1OB

  • สรุป ปี 68 แบรนด์ดังทยอยอำลาไทย จากร้านในตำนานถึงแพลตฟอร์มยักษ์

    สรุป ปี 68 แบรนด์ดังทยอยอำลาไทย จากร้านในตำนานถึงแพลตฟอร์มยักษ์

    ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ภาคธุรกิจไทยต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง การแข่งขันที่ทวีความรุนแรง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว

    ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เกิดภาพ “การปิดกิจการ” ในธุรกิจหลากหลายประเภท ตั้งแต่ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจค้าปลีก ไปจนถึงอุตสาหกรรมหนัก

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ลุกลามไปถึงแบรนด์ระดับโลกและกิจการในตำนานของไทย หลายรายจำเป็นต้องยุติการดำเนินงาน ทั้งในระดับสาขาและระดับบริษัท สะท้อนความเปราะบางของระบบธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 (มกราคม–มิถุนายน 2568) มีการจดทะเบียนเลิกกิจการจำนวน 6,244 ราย เพิ่มขึ้น 205 ราย หรือ 3.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 6,039 ราย

    สำหรับ 3 ธุรกิจที่มีการเลิกประกอบกิจการมากที่สุด ได้แก่

    • ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 547 ราย
    • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 316 ราย
    • ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร จำนวน 276 ราย

    คิดเป็นสัดส่วน 8.76%, 5.06% และ 4.42% ของจำนวนการจดทะเบียนเลิกธุรกิจทั้งหมดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ตามลำดับ

    แบรนด์ดังในตำนาน โบกมือลาไทยในปี 2568

    “โพสต์ทูเดย์” ได้รวบรวมข่าวคราวการปิดกิจการของธุรกิจและแบรนด์ต่าง ๆ ในปี 2568 ที่เป็นกระแส เพื่อบันทึกความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทย ทั้งในกลุ่มร้านอาหาร เครื่องดื่ม ความงาม และตลาด–ค้าปลีก

    ไตรมาส 1 สัญญาณเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ต้นปี

    • The Body Shop

    เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2568 ข่าวเดอะ บอดี้ช็อป (The Body Shop) แบรนด์ชื่อดังจากสหราชอาณาจักร ประกาศยุติการให้บริการทุกสาขาในประเทศไทย พร้อมหยุดจำหน่ายทุกช่องทางตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2568

    The Body Shop เป็นแบรนด์ความงามที่ยืนหยัดจุดยืนด้านวัตถุดิบจากธรรมชาติ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และการไม่ทดลองกับสัตว์ 

    อย่างไรก็ตาม เส้นทางธุรกิจตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเต็มไปด้วยการเปลี่ยนมือบริหาร ตั้งแต่การขายให้ L’Oréal ในปี 2549 ต่อด้วย Natura จากบราซิลในปี 2560 และล่าสุดในปี 2566 ถูกซื้อโดย Aurelius บริษัท Private Equity จากเยอรมนี

    แรงกดดันจากต้นทุน การแข่งขันในตลาดความงาม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ทำให้แบรนด์ต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ รวมถึงการล้มละลายในสหราชอาณาจักร และการปิดสาขาในหลายประเทศ ก่อนตัดสินใจถอนตัวจากตลาดไทยในที่สุด

    • TSUJIRI Thailand

    แม้ “มัทฉะ” จะกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของสายสุขภาพ แต่ร้านชาเขียวระดับตำนานจากญี่ปุ่นอย่าง TSUJIRI (ซึจิริ) กลับประกาศปิดกิจการทุกสาขาในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568

    TSUJIRI ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1860 ณ เมืองอุจิ จังหวัดเกียวโต แหล่งปลูกชาเขียวชั้นนำของญี่ปุ่น โดดเด่นด้านมัทฉะคุณภาพสูงและการสืบสานศิลปะการทำชาแบบดั้งเดิม ภายใต้แนวคิด YUWA ที่ผสานนวัตกรรมเข้ากับประเพณี แม้แบรนด์จะมีชื่อเสียงระดับโลก แต่การแข่งขันด้านราคาและต้นทุนในตลาดไทย กลับกลายเป็นโจทย์ท้าทายที่ยากจะฝ่าฟัน

    ไตรมาส 2 ดิจิทัล–ค้าปลีกเริ่มสะเทือน

    • The One Ratchada

    The One Ratchada หรือ ตลาดดิ วัน รัชดา ไนท์มาร์เก็ตชื่อดัง ประกาศปิดกิจการอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 หลังเปิดดำเนินการมาได้ราว 2 ปี นับตั้งแต่กลางปี 2565

    รายงานจากหลายสื่อระบุว่า ตลาดหมดสัญญาเช่ากับเจ้าของพื้นที่ ประกอบกับบริเวณดังกล่าวมีแผนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันตก ซึ่งแนวเส้นทางจะเชื่อมต่อกับสายสีส้มตะวันออกที่สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

    • foodpanda Thailand

    แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีรายใหญ่ foodpanda ประกาศยุติการให้บริการในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 หลังดำเนินธุรกิจในไทยมาเป็นเวลากว่า 13 ปี

    บริษัทระบุว่า สภาพตลาดในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะยาว แม้ที่ผ่านมา foodpanda จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจเดลิเวอรี ร้านค้า และไรเดอร์จำนวนมาก แต่การแข่งขันที่รุนแรงและต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ต้องตัดสินใจถอนตัวจากตลาดไทย

    ไตรมาส 3 ร้านอาหาร–แฟรนไชส์ถอยทัพ

    • Evaime Shabu Shabu

    ร้านชาบูสไตล์ไต้หวันชื่อดัง ประกาศปิดให้บริการทุกสาขา โดยสาขา ICONSIAM เป็นสาขาสุดท้ายที่ปิดตัวลงเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 หลังเปิดดำเนินการยาวนานถึง 17 ปี สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของตลาดร้านอาหารที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง

    • Tenya

    เช่นเดียวกับ เชนร้านอาหารญี่ปุ่น “เทนยะ” ประกาศปิดทุกสาขาในไทย ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2568 หลัง CRG ปรับยุทธศาสตร์ มุ่งโฟกัสแบรนด์ที่มีศักยภาพเติบโตสูงกว่า แม้ Tenya จะเคยขยายสาขาถึง 14 แห่ง และมีฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่ม แต่ไม่อาจต้านแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาดอาหารญี่ปุ่นที่อิ่มตัว

    • GREE

    ไม่เพียงเท่านั้น GREE บริษัท กรี อิเล็คทริคไทยแลนด์ (จำกัด) ตัวแทนจำหน่ายเครื่องปรับอากาศจากจีน ยุติบทบาทในไทย ตั้งแต่ 1 กันยายน 2568 จากการปรับนโยบายบริษัทแม่

    ไตรมาส 4 ปิดฉากตำนาน ตั้งฮั่วเส็ง

    ห้างตั้งฮั่วเส็ง บางลำพู ถือเป็นห้างคู่ย่านที่อยู่ในความทรงจำของคนกรุงเทพฯ มายาวนานกว่า 6 ทศวรรษ ให้บริการวันสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ถือเป็นการปิดฉากสาขาสุดท้ายของแบรนด์สรรพสินค้าชื่อดัง หลังสาขาธนบุรีปิดตัวไปก่อนหน้าเมื่อกันยายน 2567

    ภายในสิ้นปี 2568

    • ไอศกรีมกูลิโกะ 

    ภายในสิ้นปี 2568 บริษัท ไทยกูลิโกะ จำกัด แจ้งยุติการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไอศกรีมในประเทศไทย หลังทำตลาดไอศกรีมมายาวนานกว่าทศวรรษ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น อาทิ ขนม และเครื่องดื่มน้ำนมอัลมอนด์ต่อไป พร้อมย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อส่งมอบสินค้าที่มีรสชาติอร่อยและดีต่อสุขภาพให้แก่ผู้บริโภค

    • Watts

    Watts ร้านจำหน่ายสินค้าราคาเริ่มต้น 60 บาทจากญี่ปุ่น ประกาศอำลาตลาดไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 โดย Watts เป็นร้าน 100 เยนจากญี่ปุ่นที่จำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ด และเข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2009

    การดำเนินงานของ Watts ในประเทศไทยอยู่ภายใต้บริษัท ไทย วัตตส์ จำกัด ซึ่งมีบริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ถือหุ้นในสัดส่วน 51%

    ทั้งนี้ Thai Watts ดูแลแบรนด์รวม 3 แบรนด์ ได้แก่ Watts, Komonoya และ Watts.up+ ซึ่งมีรูปแบบธุรกิจใกล้เคียงกัน คือจำหน่ายสินค้าในราคาเริ่มต้น 60 บาท โดยอาจมีความแตกต่างกันในประเภทสินค้าเล็กน้อย

    รอยต่อปี 2568–2569 ปิดฉากต้นปีใหม่

    และล่าสุด RedSun ร้านหม้อไฟเกาหลีชื่อดัง ที่เคยเป็นหนึ่งในแบรนด์ขวัญใจคนไทย ประกาศเตรียม ปิดบริการในประเทศไทย โดยจะเปิดให้บริการถึง วันที่ 11 มกราคม 2569 เป็นวันสุดท้าย หลังเข้ามาทำตลาดตั้งแต่ปี 2557 รวมเวลากว่า 11 ปี ตามที่เพจ RedSun Thailand Tokpokki 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735762&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ECaBwSziViBmKxc9BbIV4

  • ส่งออกเครื่องประดับ-อิเล็กทรอนิกส์ หนุนเศรษฐกิจ พ.ย. ขยายตัว

    ส่งออกเครื่องประดับ-อิเล็กทรอนิกส์ หนุนเศรษฐกิจ พ.ย. ขยายตัว

    ส่งออกเครื่องประดับ-อิเล็กทรอนิกส์ หนุนเศรษฐกิจ พ.ย. ขยายตัว

    วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.10 น.

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายนขยายตัวจากเดือนก่อน จากอุปสงค์ต่างประเทศโดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวในหลายหมวดโดยเฉพาะเครื่องประดับและอิเล็กทรอนิกส์ และรายรับภาคการท่องเที่ยวปรับเพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน

    ส่วนอุปสงค์ในประเทศโดยรวมขยายตัวจากการลงทุนภาคเอกชนรวมถึงรายจ่ายลงทุนของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยตามการใช้น้ำมันและไฟฟ้า แม้การใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการยังขยายตัว ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายหมวด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ หมวดปิโตรเลียมตามการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงโรงกลั่น และหมวดอาหารตามการหยุดผลิตชั่วคราวจากน้ำท่วมภาคใต้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ชะลอลง
     
    ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนตามหมวดอาหารสด จากราคาผักที่สูงขึ้นจากผลของน้ำท่วม สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาค่าโดยสารสาธารณะ อาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาเครื่องประกอบอาหารลดลง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากทั้งดุลบริการ รายได้ และเงินโอน และดุลการค้า สำหรับการจ้างงานในตลาดแรงงานทรงตัว
     

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/938110&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07HR6r5hbl0W5dkg4cfnPv

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนพฤศจิกายน 2568

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายนขยายตัวจากเดือนก่อน จากอุปสงค์ต่างประเทศโดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวในหลายหมวดโดยเฉพาะเครื่องประดับและอิเล็กทรอนิกส์ และรายรับภาคการท่องเที่ยวปรับเพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน ส่วนอุปสงค์ในประเทศโดยรวมขยายตัวจากการลงทุนภาคเอกชนรวมถึงรายจ่ายลงทุนของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยตามการใช้น้ำมันและไฟฟ้า แม้การใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการยังขยายตัว ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายหมวด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ หมวดปิโตรเลียมตามการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงโรงกลั่น และหมวดอาหารตามการหยุดผลิตชั่วคราวจากน้ำท่วมภาคใต้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ชะลอลง

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนตามหมวดอาหารสด จากราคาผักที่สูงขึ้นจากผลของน้ำท่วม สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาค่าโดยสารสาธารณะ อาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาเครื่องประกอบอาหารลดลง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากทั้งดุลบริการ รายได้ และเงินโอน และดุลการค้า สำหรับการจ้างงานในตลาดแรงงานทรงตัว

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    30 ธันวาคม 2568

    rn”}}” id=”text-1978a79aef”>

    เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายนขยายตัวจากเดือนก่อน จากอุปสงค์ต่างประเทศโดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวในหลายหมวดโดยเฉพาะเครื่องประดับและอิเล็กทรอนิกส์ และรายรับภาคการท่องเที่ยวปรับเพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน ส่วนอุปสงค์ในประเทศโดยรวมขยายตัวจากการลงทุนภาคเอกชนรวมถึงรายจ่ายลงทุนของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยตามการใช้น้ำมันและไฟฟ้า แม้การใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการยังขยายตัว ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายหมวด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ หมวดปิโตรเลียมตามการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงโรงกลั่น และหมวดอาหารตามการหยุดผลิตชั่วคราวจากน้ำท่วมภาคใต้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ชะลอลง

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนตามหมวดอาหารสด จากราคาผักที่สูงขึ้นจากผลของน้ำท่วม สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาค่าโดยสารสาธารณะ อาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาเครื่องประกอบอาหารลดลง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากทั้งดุลบริการ รายได้ และเงินโอน และดุลการค้า สำหรับการจ้างงานในตลาดแรงงานทรงตัว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    30 ธันวาคม 2568

    เอกสารแถลงข่าวและรายงานเศรษฐกิจรายเดือน

    rn”}}” id=”anchor2″>

    เอกสารแถลงข่าวและรายงานเศรษฐกิจรายเดือน

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251230-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00LylXD67I1ciWXNkw44cN

  • “สันติสุข” คาใจหนัก “พรรคเศรษฐกิจ” ซ่อนเงื่อนปมอะไร ทำไม “พล.อ.รังษี” ยอม “คริส โปตระนันทน์” อดีตผู้ก่อตั้งพรรคส้ม เคยแซะ “ลุงตู่” หนุนรื้อแก้ ม.112 ขึ้นลำดับ 1 สส.ปาร์ตี้ลิสต์ | TOPNEWS

    ข้อสังเกตสำคัญ คือ “คริส โปตระนันทน์” ไม่ใช่แค่ผู้ร่วมก่อตั้ง พรรคอนาคตใหม่ แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง “กลุ่มเส้นด้าย” (Zendai) ที่เคยมีภารกิจเพืช่วยเหลือผู้ป่วย โควิด-19 ในการหาเตียงและรถรับส่ง ต่อมาได้จดทะเบียนเป็น “พรรคเส้นด้าย” แล้ว “คริส โปตระนันทน์” ลาออกจากพรรคก้าวไกลเมื่อต้นปี 2023 โดยอ้างว่า เนื่องจากความเห็นต่างเรื่องการบริหารจัดการภายในพรรค

    “สันติสุข” ระบุว่า โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่ม “เส้นด้าย” ซึ่งนายคริสและบุคคลในเครือข่ายมีบทบาทสำคัญ อาจเป็นกลุ่มอิทธิพลหลักในพรรคเศรษฐกิจ เนื่องจากรายชื่อในลำดับต้น ๆ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเดียวกัน

    จุดที่ถือเป็นประเด็นร้อน ก็คือ เท่ากับว่า หากประชาชนตัดสินใจเลือกพรรคเศรษฐกิจ ด้วยเหตุผลที่ต้องการสนับสนุน พล.อ. รังษี ก็เท่ากับต้อง “ยอมรับแพ็กเกจ” ปาร์ตี้ลิสต์ 9 คนแรกไปพร้อมกัน หรือ ต้องทำให้ “คริส โปตระนันทน์” เป็นสส.ก่อน ขณะที่ตามระบบเลือกตั้ง โอกาส พล.อ.รังษีจะได้เป็น ส.ส. ต้องอาศัยคะแนนพรรคเศรษฐกิจจำนวนมากหลายล้านเสียง

    นอกจากนี้ ยังมีคำถามต่อไปว่า หากพรรคเศรษฐกิจได้เข้าร่วมรัฐบาลจริง ใครจะถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี หรือผู้มีบทบาททางการเมืองสูงสุด ระหว่าง “พล.อ. รังษี” กับ “คริส โปตระนันทน์” เนื่องจากตามโครงสร้างปาร์ตี้ลิสต์ “คริส โปตระนันทน์” มีโอกาสเข้าสภาสูงกว่าชัดเจน

    และเมื่อย้อนกลับไปดูพฤติการณ์ในอดีตของ “คริส โปตระนันทน์” พบว่าไม่ต่างกับแกนนำพรรคส้ม หรือ ผู้นำจิตวิญญาณทั้งหลาย โดยพบว่าเคยมีการโพสต์ในโซเชียลมีเดียหลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง เช่น

    * แชร์ข่าวกรณี **พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา** จ่ายค่าน้ำค่าไฟบ้านหลวง พร้อมข้อความเชิงเสียดสี
    * โพสต์กล่าวหาว่า พลเอกประยุทธ์เป็นผู้ “ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ” ให้นายทักษิณ ชินวัตร แต่เป็นข้อมูลคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอย่างมาก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเพียงผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

    นอกจากนี้ “คริส โปตระนันทน์” ยัง เคยโพสต์วิจารณ์กฎหมาย มาตรา 112 ว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา และเคยแสดงความเห็นให้กำลังใจผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตราดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน พรรคเศรษฐกิจ ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า จะไม่แก้ไขมาตรา 112 แม้ตัวนายคริสจะเคยมีจุดยืนในอดีตที่แตกต่างออกไป

    แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนควรพิจารณา “ทั้งพรรค ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล” เพราะการกากบาทเลือกพรรคหนึ่ง เท่ากับยอมรับโครงสร้างอำนาจและบุคคลที่ถูกจัดวางไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่หัวหน้าพรรคไม่ได้อยู่ในลำดับต้นของปาร์ตี้ลิสต์

    ท้ายที่สุด การจะเลือกหรือไม่เลือกพรรคเศรษฐกิจ จึงเป็นดุลยพินิจของประชาชน ว่ามั่นใจ เชื่อใจ และยอมรับโครงสร้างดังกล่าวได้หรือไม่ พร้อมจับตาว่า พรรคเศรษฐกิจ จะออกมาชี้แจงต่อสังคมอย่างไรเกี่ยวกับการจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์ ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในขณะนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1440474&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fJKbTYwjscam-E181EhJ8

  • “สันติสุข” คาใจหนัก “พรรคเศรษฐกิจ” ซ่อนเงื่อนปมอะไร ทำไม “พล.อ.รังษี” ยอม “คริส โปตระนันทน์” อดีตผู้ก่อตั้งพรรคส้ม เคยแซะ “ลุงตู่” หนุนรื้อแก้ ม.112 ขึ้นลำดับ 1 สส.ปาร์ตี้ลิสต์ | TOPNEWS

    ข้อสังเกตสำคัญ คือ “คริส โปตระนันทน์” ไม่ใช่แค่ผู้ร่วมก่อตั้ง พรรคอนาคตใหม่ แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง “กลุ่มเส้นด้าย” (Zendai) ที่เคยมีภารกิจเพืช่วยเหลือผู้ป่วย โควิด-19 ในการหาเตียงและรถรับส่ง ต่อมาได้จดทะเบียนเป็น “พรรคเส้นด้าย” แล้ว “คริส โปตระนันทน์” ลาออกจากพรรคก้าวไกลเมื่อต้นปี 2023 โดยอ้างว่า เนื่องจากความเห็นต่างเรื่องการบริหารจัดการภายในพรรค

    “สันติสุข” ระบุว่า โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่ม “เส้นด้าย” ซึ่งนายคริสและบุคคลในเครือข่ายมีบทบาทสำคัญ อาจเป็นกลุ่มอิทธิพลหลักในพรรคเศรษฐกิจ เนื่องจากรายชื่อในลำดับต้น ๆ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเดียวกัน

    จุดที่ถือเป็นประเด็นร้อน ก็คือ เท่ากับว่า หากประชาชนตัดสินใจเลือกพรรคเศรษฐกิจ ด้วยเหตุผลที่ต้องการสนับสนุน พล.อ. รังษี ก็เท่ากับต้อง “ยอมรับแพ็กเกจ” ปาร์ตี้ลิสต์ 9 คนแรกไปพร้อมกัน หรือ ต้องทำให้ “คริส โปตระนันทน์” เป็นสส.ก่อน ขณะที่ตามระบบเลือกตั้ง โอกาส พล.อ.รังษีจะได้เป็น ส.ส. ต้องอาศัยคะแนนพรรคเศรษฐกิจจำนวนมากหลายล้านเสียง

    นอกจากนี้ ยังมีคำถามต่อไปว่า หากพรรคเศรษฐกิจได้เข้าร่วมรัฐบาลจริง ใครจะถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี หรือผู้มีบทบาททางการเมืองสูงสุด ระหว่าง “พล.อ. รังษี” กับ “คริส โปตระนันทน์” เนื่องจากตามโครงสร้างปาร์ตี้ลิสต์ “คริส โปตระนันทน์” มีโอกาสเข้าสภาสูงกว่าชัดเจน

    และเมื่อย้อนกลับไปดูพฤติการณ์ในอดีตของ “คริส โปตระนันทน์” พบว่าไม่ต่างกับแกนนำพรรคส้ม หรือ ผู้นำจิตวิญญาณทั้งหลาย โดยพบว่าเคยมีการโพสต์ในโซเชียลมีเดียหลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง เช่น

    * แชร์ข่าวกรณี **พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา** จ่ายค่าน้ำค่าไฟบ้านหลวง พร้อมข้อความเชิงเสียดสี
    * โพสต์กล่าวหาว่า พลเอกประยุทธ์เป็นผู้ “ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ” ให้นายทักษิณ ชินวัตร แต่เป็นข้อมูลคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอย่างมาก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเพียงผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

    นอกจากนี้ “คริส โปตระนันทน์” ยัง เคยโพสต์วิจารณ์กฎหมาย มาตรา 112 ว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา และเคยแสดงความเห็นให้กำลังใจผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตราดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน พรรคเศรษฐกิจ ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า จะไม่แก้ไขมาตรา 112 แม้ตัวนายคริสจะเคยมีจุดยืนในอดีตที่แตกต่างออกไป

    แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนควรพิจารณา “ทั้งพรรค ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล” เพราะการกากบาทเลือกพรรคหนึ่ง เท่ากับยอมรับโครงสร้างอำนาจและบุคคลที่ถูกจัดวางไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่หัวหน้าพรรคไม่ได้อยู่ในลำดับต้นของปาร์ตี้ลิสต์

    ท้ายที่สุด การจะเลือกหรือไม่เลือกพรรคเศรษฐกิจ จึงเป็นดุลยพินิจของประชาชน ว่ามั่นใจ เชื่อใจ และยอมรับโครงสร้างดังกล่าวได้หรือไม่ พร้อมจับตาว่า พรรคเศรษฐกิจ จะออกมาชี้แจงต่อสังคมอย่างไรเกี่ยวกับการจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์ ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในขณะนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1440474&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fJKbTYwjscam-E181EhJ8

  • ครม. มีมติอนุมัติเป้าหมาย”เงินเฟ้อทั่วไป” ปี 2569 อยู่ช่วงร้อยละ 1 – 3

    ครม. มีมติอนุมัติเป้าหมาย”เงินเฟ้อทั่วไป” ปี 2569 อยู่ช่วงร้อยละ 1 – 3

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนากยรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป้าหมายของนโยบายการเงิน ประจำปี 2569 พร้อมข้อตกลงร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ในการกำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลาง และเป้าหมายสำหรับปี 2569 ที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงร้อยละ 1 – 3 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ 

    ทำเนียบรัฐบาล
    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนากยรัฐมนตรี

    อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปอาจมีความไม่แน่นอนสูงจากแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงานโลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งนี้ หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมาย ก็เห็นควรให้ กนง. เร่งพิจารณาหาแนวทางแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวและรายงานผลการดำเนินการต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนต่อไป

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะประธาน กนง. ได้ประชุมหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 และได้เห็นชอบร่วมกันในการกำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลาง และเป้าหมายสำหรับปี 2569 และต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีหนังสือ ด่วน ที่ ธปท. 8137/2568 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้พิจารณา ลงนามในข้อตกลงร่วมกันระหว่าง กนง. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการกำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลาง และเป้าหมายสำหรับปี 2568 โดยข้อตกลงดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้

    1. ข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดเป้าหมายนโยบายการเงิน

    • กำหนดให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงร้อยละ 1-3 เป็นเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลาง โดยเป้าหมายสำหรับปี 2569 จะดูแลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายระยะปานกลาง รวมทั้งดูแลไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด หรืออัตราเงินเฟ้อที่ติดลบอย่างต่อเนื่องจากราคาสินค้าและบริการที่ลดลงในวงกว้าง โดยเป้าหมายเงินเฟ้อระยะปานกลางที่ร้อยละ 1-3 มีความเหมาะสม เนื่องจากที่ผ่านมาเป้าหมายดังกล่าวทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพด้านราคาได้ดี ผ่านการยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ในขณะที่ช่วงร้อยละ 1-3 มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยด้านอุปทาน

    2. การบรรลุเป้าหมายของนโยบายการเงินในระยะปานกลาง

    • การดำเนินนโยบายการเงินมุ่งดูแลเสถียรภาพด้านราคา ควบคู่ไปกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพและเสถียรภาพระบบการเงิน ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting: FIT) โดยการบรรลุเป้าหมายนโยบายการเงินในระยะปานกลาง อาศัยการยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนและธุรกิจเป็นสำคัญ เพื่อให้เงินเฟ้อไม่ต่ำหรือสูงเกินไปต่อเนื่องจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือกระทบเสถียรภาพระบบการเงิน

    ทั้งนี้ในระยะข้างหน้าที่เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายหลายด้าน กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจะร่วมมือในการดำเนินนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน เพื่อดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนสอดคล้องกับศักยภาพ และเอื้อให้แนวโน้มเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย โดยการดำเนินนโยบายการเงินจะมุ่งดูแลภาวะเศรษฐกิจการเงินโดยใช้เครื่องมือแบบผสมผสาน ทั้งในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการใช้มาตรการทางการเงินในการแก้ปัญหานี้และสนับสนุนสินเชื่อใหม่ เพื่อเสริมการส่งผ่านของนโยบายการเงิน

    3. ข้อตกลงในการติดตามและรายงานผลการดำเนินนโยบาย รวมถึงการหารือร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนโยบายการเงิน

    • กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย จะหารือร่วมกันเป็นประจำและ/หรือเมื่อมีเหตุจำเป็นอื่นตามที่ทั้งสองหน่วยงานจะเห็นสมควร เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของนโยบายการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้การดำเนินนโยบายการคลังและนโยบายการเงินเป็นไปในทิศทางที่สอดประสานร่วมกันอันนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    กนง. จะจัดทำรายงานผลการดำเนินนโยบายการเงินทุกครึ่งปี ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับ

    1. การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา
    2. แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะถัดไป
    3. การคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบ รวมถึงจะเผยแพร่รายงานนโยบายการเงินทุกไตรมาสเป็นการทั่วไป อันจะช่วยเพิ่มการรับรู้ของสาธารณชนถึงแนวทางการตัดสินนโยบายการเงินของ กนง. ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต

    4. ข้อตกลงในการออกจดหมายเปิดของ กนง. ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเคลื่อนไหวออกนอกเป้าหมายนโยบายการเงิน

    • กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ในระดับต่ำ โดย กนง. จะกำหนดนโยบายการเงินที่เอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายระยะปานกลางในปี 2570 อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อระยะข้างหน้ามีความไม่แน่นอนสูงจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยด้านอุปทาน อาทิ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงานโลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นตามภูมิทัศน์การค้าโลกใหม่ การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ดังนั้น กนง. จะติดตามและประเมินผลกระทบของปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อพลวัตเงินเฟ้อไทยในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด

    ทั้งนี้ กนง. จะมีจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมาหรือประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนข้างหน้าเคลื่อนไหวออกนอกเป้าหมายระยะปานกลาง เพื่อสื่อสารและสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาให้แก่สาธารณชน โดยจะชี้แจงถึง

    1.  สาเหตุของการเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมายดังกล่าว
    2. แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมาและในระยะต่อไปเพื่อนำอัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะเวลาที่เหมาะสม และ
    3. ระยะเวลาที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย นอกจากนี้ กนง. จะมีจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทุก 6 เดือน หากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยตามแนวทางข้างต้นยังคงอยู่นอกเป้าหมายและจะรายงานความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาเป็นระยะตามสมควร

    5. ข้อตกลงในการแก้ไขเป้าหมายนโยบายการเงินหากมีเหตุจำเป็น

    • ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรหรือจำเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ กนง. อาจตกลงร่วมกัน เพื่อแก้ไขเป้าหมายของนโยบายการเงินได้ก่อนนำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/264951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wrm5UQqORP_6ONLTIVtef

  • “อภิสิทธิ์” เตือนเลือกตั้ง 2569 แข่งดุ ชี้หากการเมืองไม่เปลี่ยน เศรษฐกิจไทยติดหล่มยาว

    “อภิสิทธิ์” เตือนเลือกตั้ง 2569 แข่งดุ ชี้หากการเมืองไม่เปลี่ยน เศรษฐกิจไทยติดหล่มยาว

    “อภิสิทธิ์” เตือนเลือกตั้ง 2569 แข่งดุ ย้ำหากการเมืองไม่เปลี่ยน เศรษฐกิจไทยติดหล่มยาว ยอมรับประชานิยม ยังจำเป็น แต่ไม่ใช่ต้องพึ่งพาตลอด ตั้งเป้ามุ่งเพิ่ม สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หลายเท่าตัว

    วันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงภาพรวมการเมืองในปี 2569 ว่า ประเทศไทยเริ่มต้นปีใหม่ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่มีการแข่งขันสูง เพราะมีหลายพรรคการเมือง ที่ตั้งใจจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพรรคที่อาจเข้ามาเป็นตัวแปรทางการเมือง เลือกตั้งครั้งนี้จึงเข้มข้นเป็นพิเศษ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญของประเทศ ว่าประชาชนต้องการให้การเมืองเป็นจุดเปลี่ยนหรือไม่ เพราะประชาชนเริ่มตระหนักว่าทำไมประเทศไทยจึงพัฒนาได้ช้ากว่าหลายประเทศ ทั้งนี้ ความจำเป็นในอนาคตประเทศต้องมีเศรษฐกิจที่ดีและเข้มแข็งเพื่อสร้างรายได้เพียงพอสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ และเสริมความมั่นคงในชีวิตให้กับประชาชนในมิติอื่นๆ การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสในการพลิกการเมืองไปสู่ความสุจริต หรือจะยังคงอยู่ในสภาพที่พรรคการเมืองพูดถึงเพียงข้อตกลงระหว่างกันโดยไม่ชัดเจนว่าประเทศจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

    “หากผลการเลือกตั้งออกมาแล้วเป็นแบบเดิมๆ เราก็จะอยู่ในสภาพการเมืองและเศรษฐกิจแบบที่เป็นอยู่ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ถ้ามันเปลี่ยนแปลงได้ ก็จะเป็นโอกาสให้ประเทศเราเปลี่ยนแปลง และเดินต่อไปได้”

    ส่วนที่ขณะนี้พรรคการเมืองต่างๆ ยังวนอยู่กับพฤติกรรมเดิมๆ โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่กวาดต้อน สส. เข้ามาสังกัดพรรค นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถาม โดยยกตัวอย่างผลสำรวจของนิด้าโพลในแต่ละไตรมาส ที่พบว่าเมื่อเวลาผ่านไป กลุ่มประชาชนที่ตอบว่า ยังไม่เลือกใคร หรือไม่มีใครให้เลือก กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบทบาทของ “ทุนทางการเมือง” ที่เข้ามาอย่างมหาศาลในครั้งนี้ว่า ทุนเหล่านี้เข้ามาอย่างไร มีที่มาแบบใด และอยู่ภายใต้สีทางการเมืองแบบไหน หากปล่อยให้เงินเข้ามาซื้อทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ รวมถึงการซื้ออำนาจ และการหลีกเลี่ยงการอยู่ภายใต้กฎหมาย จะส่งผลกระทบต่อระบบการเมืองและประเทศในระยะยาวอย่างไร จึงถือเป็นโอกาสสำคัญว่า เราจะปล่อยให้การเมืองเป็นแบบนี้ต่อไปหรือไม่ หรือเราจะเลือกอยู่กันแบบไหน และจะพาประเทศเดินไปในทิศทางใด

    ส่วนสภาพเศรษฐกิจที่ประชาชนต้องห่วงปากท้องตนเอง กับสิ่งที่คาดหวังจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้บอกว่า ห้ามพี่น้องประชาชนรับเงิน หากมีใครเอามาให้ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า จะเลือกทำไม ที่ผ่านมาหลายคนรู้สึกดีที่ได้รับโครงการประชานิยม เช่น โครงการคนละครึ่ง นั่นเพราะเขามีสิทธิ์ที่จะได้และพึงพอใจ แต่ไม่เหมือนกับการอยู่ดีๆ มีคนมาขอซื้อสิ่งที่เป็นอำนาจของเราในการกำหนดอนาคตประเทศ ตรงนี้ไม่เหมือนกัน

    “ผมไม่ได้มองโลกสวย แต่มองตามความเป็นจริงว่า ถ้าเราอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ ทุกคนเดือดร้อนหมด จะเหลือคนหยิบมือเดียวที่ยังเหลือความพึงพอใจสภาพแบบนี้ ผมยังไม่กล้าฟันธง ถึงบอกว่ามันเป็นบททดสอบ แต่เชื่อว่าวันหนึ่งมันจะต้องเกิดขึ้น เพียงแต่ว่าวันนี้ผมจับจากอารมณ์ของคน ก็มีความคิดที่จะท้าทายการเมืองแบบปัจจุบันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จะเพียงพอหรือไม่ เราจะได้คำตอบในวันเลือกตั้ง เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้ประชาชนจำนวนมาก มีความไม่พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่”

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยืนยันชัดเจนตั้งแต่วันที่กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งแล้วว่า ต้องการให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีทางเลือกอยู่ หากครั้งนี้ยังไม่เกิดจุดเปลี่ยน ก็หวังว่า เราจะสามารถจุดประกายให้เห็นว่าประเทศยังมีทางเลือก ที่ไม่ใช่แค่เพียงการเมืองที่ทำข้อตกลงกัน จะ MOU หรือ MOA อะไรก็ตาม ส่วนที่มองว่า คะแนนนิยมของพรรคที่เพิ่มขึ้นเป็นเพราะความเชื่อมั่นในตัวนายอภิสิทธิ์ หรือสิ่งที่นำเสนอ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่อยากให้มองที่ตัวบุคคล แต่ตนได้พิสูจน์แล้ว คือความชัดเจนตรงไปตรงมา ที่ประกาศว่า มีความคิดการเมืองเป็นแบบนี้ แต่เมื่อมันไม่เป็นตามที่ต้องการ ตนก็สละทุกตำแหน่งทางการเมืองเพื่อยืนหยัดทางความคิดนั้น ซึ่งน่าจะเป็นจุดหนึ่ง ที่คนมองหานักการเมืองที่วันหนึ่งพูดอย่างนี้ แต่อีกวันทำเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้า หรือจะบอกว่าทดลองหรืออะไรก็ตาม แล้วไปทำข้อตกลง มันได้เห็นถึงความแตกต่าง

    เมื่อถามถึงจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์มีอะไรบ้างที่จำเป็นต้องปิดในการเลือกตั้งที่จะมาถึง นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า พรรคที่อยู่มานานย่อมมีทั้งความสำเร็จและล้มเหลว มีทั้งสิ่งที่คนชอบและไม่ชอบ และเมื่อเราตัดสินใจเดินในแนวทางที่ต้องเอาคนใหม่ๆเข้ามา แต่ประสบการณ์ทางการเมืองก็อาจจะน้อยลงไป จึงถือเป็นจุดแข็งและจุดอ่อนก็ได้ ยิ่งเมื่อทุกอย่างใหม่และมาเจอกรอบเวลาที่สั้น จำกัด ทำให้เราต้องเร่งทำ ถ้ามีเวลามากกว่านี้ เราคงสามารถพูดได้มั่นใจว่า จะสามารถผลักดันอะไรต่างๆ ได้

    ส่วนการตั้งเป้าจำนวน สส. เท่าไรนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนพูดได้อย่างเดียวคือ ต้องทำให้ สส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นให้มากกว่าเดิมหลายเท่า ดูเหมือนเราจะมาถูกทางอยู่ เมื่อดูจากโพล แต่ก็ยังต้องทำงานหนัก เพื่อรักษาคะแนนของเดิมและต้องขยายเพิ่มขึ้นด้วย ในอดีตเราเคยได้ประมาณ 11 ล้านเสียง ซึ่งคงยากที่จะกลับไปแบบนั้นในระยะเวลาแบบนี้ และเลือกตั้งครั้งล่าสุดเราได้เพียง 9 แสนคะแนน ที่ตนใช้ว่าคำว่าหลายเท่าตัวคือ ต้องทำให้ได้หลายล้านคะแนนเสียง ส่วนในสนามเลือกตั้งภาคใต้ ตนไม่กล้าที่จะเจาะจงขนาดนั้น แต่จากการไปช่วยประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่และพื้นที่อื่นๆ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก และมีคนที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ กว่า 50-60 เปอร์เซ็นต์ ดูเหมือนจะเริ่มจะทยอยกลับมาและพูดชัดว่าจะกลับมาให้การสนับสนุนอีกครั้ง

    ส่วนสนามกรุงเทพฯ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นจากที่เห็นผู้สมัครรุ่นใหม่ที่เข้ามา ตนค่อนข้างดีใจที่มีคนเก่งๆ และมีมุมมองในการแก้ปัญหาอาสาตัวเข้ามา อาจจะมีข้อเสียเปรียบคือไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง แต่เที่ยวนี้ตนมองว่ามีความเปลี่ยนแปลงในภาพของคนที่มองทั้งผู้สมัครและพรรค โดยเราจะพยายามเต็มที่ที่จะดึงฐานเสียงเดิมกลับมา รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ด้วย ที่แม้จะได้รับเสียงตอบรับดี แต่หากประชาชนมีความคิดเลือกใช้เกณฑ์ในการเลือกบัญชีรายชื่อและสส.คนละแบบก็อาจจะยังเหนื่อยอยู่ แต่จะพยายามทำให้เห็นว่าที่สุดแล้วไปแยกแบบนั้นไม่ได้

    “จะมองว่าเลือกปาร์ตี้ลิสต์เป็นการเลือกรัฐบาล ส่วน สส.เขตเป็นการเลือกนายกฯ นั้นไม่ได้ ตรงกันข้ามใครจะได้เป็นรัฐบาลหรือนายกฯ มันอยู่ที่ สส.เขตว่าโดยรวมได้เท่าไร เพราะมีมากกว่าจำนวน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 4 เท่า หากทำให้ประชาชนเข้าใจแบบนี้ได้ ผมคิดว่าคะแนนเสียงที่เราได้รับจากคะแนนพรรค ก็จะช่วยการเลือกตั้งเขตได้ ยืนยันว่าประชาธิปัตย์ต้องการตอบโจทย์ให้คนทุกภาค แม้ที่ผ่านมาพื้นที่อีสานเราไม่ได้เข้มแข็งนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้ให้ความสนใจ แต่เท่าที่ผมประเมินทั้งหมดแล้วเราน่าจะได้คะแนนบัญชีรายชื่อมากกว่า เพราะเชื่อว่าครั้งนี้การแข่งขันแบบเขตจะมีความรุนแรงอย่างมาก”

    นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงนโยบายที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องมีนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเช่นกัน แต่เป้าหมายสำคัญคือการเสนอแนวทางที่สามารถ “เปลี่ยนหรือพลิก” ประเทศให้เดินหน้าได้จริง ไม่ใช่เพียงรอคอยนโยบายที่หวือหวาในทุก ๆ รอบการเลือกตั้ง ตนไม่เชื่อว่า นโยบายที่หวือหวา จะตอบโจทย์ประเทศได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน เราคิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด และพยายามสื่อสารให้ดีที่สุด ยอมรับว่า นโยบายประชานิยมช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ยังมีความจำเป็น เช่น โครงการ “คนละครึ่ง” ที่ช่วยบรรเทาความลำบากของประชาชนได้จริงในช่วงวิกฤต แต่ไม่สามารถหวังพึ่งได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพราะล้วนเป็นภาระงบประมาณของรัฐ และหากไม่มีการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจด้านอื่น ภาครัฐย่อมหมดกำลังในที่สุด ดังนั้นการสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือเฉพาะหน้า กับการวางรากฐานระยะยาวเพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน ไม่ติดอยู่ในวงจรเดิมของนโยบายระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2905095&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uu1ySK4KeJAy4ZCAoBkVU