Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตร.ท่องเที่ยวภูเก็ตบุกจับกลางทะเล รัสเซียทำทัวร์เถื่อน เตรียมเพิกถอนวีซ่า-ผลักดันนอกประเทศ

    ตร.ท่องเที่ยวภูเก็ตบุกจับกลางทะเล รัสเซียทำทัวร์เถื่อน เตรียมเพิกถอนวีซ่า-ผลักดันนอกประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/145769&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bGZKfIwTmLmMVhyvWtafr

  • มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

    มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

    มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา

    วันนี้ ที่ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา นายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา รักษาการแทนกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา ตามที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นายกกิตติมศักดิ์และประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา พระราชทานพระราชานุญาตให้มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย และจังหวัดสมุทรสงคราม

    ดำเนินงานขับเคลื่อนการส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และสนับสนุนการเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางด้านอาหาร มีในกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปี โดยกำหนดแผนแม่บทเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารจังหวัดสมุทรสงคราม พุทธศักราช 2569 – 2573 และก้าวสู่การเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/exclusive/royalnews/462422&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FY9yvTGC9aJX3AXDjrTaF

  • เศรษฐกิจฮ่องกงแข็งแกร่งกลับมามีงบเกินดุลหลังขาดดุลต่อเนื่องสามปี

    เศรษฐกิจฮ่องกงแข็งแกร่งกลับมามีงบเกินดุลหลังขาดดุลต่อเนื่องสามปี

    Mr. Paul Chan Mo-po รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (Financial Secretary) ประกาศปรับตัวเลขงบเกินดุลทางการคลังของฮ่องกงในปีที่ผ่านมาเป็น 11,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1.91 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 2,900 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงถึง 8,100 ล้านดอลลาร์ โดยระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฮ่องกงไม่มากนัก และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ยังคงเติบโตแข็งแกร่งในไตรมาสแรก

    Mr. Paul Chan กล่าวว่าบัญชีรวมของรัฐบาลกลับมาเกินดุลเป็นบวกในปีงบประมาณการเงิน 25682569 หลังจากขาดดุลต่อเนื่องสามปี พร้อมย้ำว่ารัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ต่างๆ ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจฮ่องกงมีโครงสร้างหลักเป็นภาคบริการ และการส่งออกไปยังตะวันออกกลางมีสัดส่วนค่อนข้างเล็ก   จึงทำให้ผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโดยรวมมีจำกัด อย่างไรก็ตามภาคการขนส่งและธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้การพัฒนาอย่างมั่นคงของประเทศจีนยังคงเป็น “เสาหลักสร้างความมั่นคงที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจฮ่องกง พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าฮ่องกงมีศักยภาพเพียงพอในการรับมือกับผลกระทบจากภายนอกด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการคลังที่แข็งแกร่ง

    Mr. Paul Chan ได้เปิดเผยนโยบายหลายประการเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของเมือง รวมถึงการโอนเงินจำนวน 150,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงจากกองทุน Exchange Fund เพื่อสนับสนุนโครงการ Northern Metropolis และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ตลอดจนการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ AI+ ในการปฏิรูปอุตสาหกรรม  โดยโครงการ Northern Metropolis ของฮ่องกงมีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่กว่า 30,000 เฮกตาร์ (74,132 เอเคอร์) ให้เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ โดยคาดว่าจะรองรับประชากรประมาณ 2.5 ล้านคน และสร้างงานราว 650,000 ตำแหน่งภายในปี 2577  ระหว่างการอภิปรายงบประมาณ สมาชิกสภาบางรายได้แสดงความกังวลต่อการใช้เงินจาก Exchange Fund ซึ่งถือเป็นเสาหลักของระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่เชื่อมโยงและเสถียรภาพทางการเงินของฮ่องกง รวมถึงการออกพันธบัตรเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม Mr. Paul Chan ย้ำว่าการดำเนินการโครงการดังกล่าวจะไม่บั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินของฮ่องกงหรือสร้างภาระให้กับคนรุ่นต่อไป โดยได้ปฏิเสธความกังวลที่ว่า การออกพันธบัตรเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ Northern Metropolis จะสร้างภาระให้กับคนรุ่นต่อไป โดยเขากล่าวว่าเป็น “การตีความที่เกินจริง”         ทั้งนี้งบประมาณประจำปีของเขาได้รับการอนุมัติจากสภานิติบัญญัติเมื่อวันพุธที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา

    image.png

    Mr. Paul Chan กล่าวโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์เพื่อการพัฒนาเมืองฮ่องกงในระยะยาว “หากเราล้มเหลวในการใช้โอกาสในการดึงดูดบริษัทและวิสาหกิจจากต่างประเทศ ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (I&T) และสร้างความหลากหลายให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อมอบโอกาสการจ้างงานที่ดีกว่าและมากขึ้นแก่คนรุ่นต่อไป นั่นจึงจะถือเป็นความไม่รับผิดชอบอย่างแท้จริง” ทั้งนี้ร่างจัดสรรงบประมาณดังกล่าวได้รับการอนุมัติด้วยการยกมือเสียงข้างมาก เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณี Mr. Junius Ho Kwan-yiu สมาชิกสภาผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นเพียงผู้เดียวที่ไม่สนับสนุนงบประมาณ Mr. Paul Chan ได้กล่าวขอบคุณเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นชอบต่อแผนงานของเขา พร้อมระบุว่าการลงคะแนนเสียงของ Mr. Ho ไม่มีผลกระทบต่อผลการพิจารณา

    ความคิดเห็นของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

    การเกินดุลทางการคลังของฮ่องกงสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและการบริหารจัดการทางการเงินที่มีเสถียรภาพ แม้จะอยู่ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลฮ่องกงยังคงเดินหน้าลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ Northern Metropolis และ      การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (AI) เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว เป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับนักธุรกิจไทยและผู้ประกอบการที่ทำการค้าส่งออกมายังฮ่องกง เศรษฐกิจฮ่องกงยังคงขับเคลื่อนด้วยภาคบริการและการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในด้านบริการดิจิทัล คอนเทนต์ และนวัตกรรมสินค้า การพัฒนาเขตเศรษฐกิจใหม่โครงการ Northern Metropolis จะสร้างความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งผู้ส่งออกไทยสามารถเข้ามามีบทบาทได้ แม้เศรษฐกิจจะผันผวน แต่ความต้องการสินค้าอาหารและวัตถุดิบคุณภาพยังคงมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะสินค้าที่ตอบโจทย์สุขภาพและความยั่งยืน ฮ่องกงยังคงต้องการสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพสูงจากประเทศไทย

    ผู้ประกอบการไทยที่ทำการค้าหรือทำธุรกิจกับฮ่องกงควรบริหารต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์อย่างระมัดระวัง เนื่องจากภาคการขนส่งและธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงในฮ่องกงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาการจัดการซัพพลายเชนและการขนส่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การแข่งขันในตลาดฮ่องกงสูง ผู้ประกอบการไทยควรเน้นการพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่ม สร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมเพื่อสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของฮ่องกง ฮ่องกงยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากจีน การใช้ฮ่องกงเป็นประตูสู่ตลาดจีนจึงยังเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไทยควรติดตามนโยบายการเงินและโครงการลงทุนของฮ่องกงอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการใหม่ การเสริมสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าและนักลงทุนในฮ่องกงสามารถสร้างเครือข่ายธุรกิจที่มั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้เศรษฐกิจฮ่องกงยังคงมีเสถียรภาพและมุ่งสู่การพัฒนาเชิงนวัตกรรม ยังคงมีโอกาสนี้ในการขยายตลาด โดยเน้นสินค้าที่มีคุณภาพสูง นวัตกรรม และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hyoev81z62rnj5cc14jbnasp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W3XfDkom8zSsD2IFrDpG9

  • “ศศินันท์” ชี้แก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ ต้องเปลี่ยน “การลงโทษ” เป็น “การฟื้นฟู”

    “ศศินันท์” ชี้แก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ ต้องเปลี่ยน “การลงโทษ” เป็น “การฟื้นฟู”

    “ศศินันท์”  ยกเคส “บุ้ง เนติพร-เอกชัย” สะท้อนระบบรักษาพยาบาลในเรือนจำเป็นคอขวด เสนอเพิ่มสิทธิสุขภาพ-ฝึกงาน-การศึกษา คืนคนปกติกลับสู่สังคมอย่างมีศักยภาพ 

    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาญัตติขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำและการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด โดย นาง ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะผู้เสนอญัตติ ได้อภิปรายถึงหลักการและเหตุผลสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในเรือนจำไทย

    นางศศินันท์ระบุว่า จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน พบว่าถึงแม้จะมีการศึกษาเรื่องนี้มาหลายสมัย แต่ปัญหานักโทษล้นเรือนจำยังคงวิกฤต โดยปัจจุบันมีผู้ต้องขังจริงกว่า 300,000 คน ขณะที่ความจุรองรับได้เพียง 200,000 คน อีกทั้งเรือนจำหลายแห่งมีอายุกว่า 100 ปีโดยขาดการปรับปรุง ทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ต่ำกว่าระดับสากล สิ่งที่ตนเสนอจึงไม่ใช่การศึกษาซ้ำรอยเดิม แต่เป็นการมองในมิติ “เชิงคุณภาพ” ทั้งระบบการรักษาพยาบาลและกระบวนการคืนคนสู่สังคม

    นางศศินันท์ชี้ให้เห็นว่า สิทธิในสุขภาพคือสิทธิพื้นฐาน แต่ในทางปฏิบัติระบบส่งต่อผู้ป่วยในเรือนจำยังเป็น “คอขวด” จนนำมาซึ่งความสูญเสีย เช่นกรณีของ “บุ้ง” เนติพร เสน่ห์สังคม นักกิจกรรมทางการเมืองที่เสียชีวิต ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเรือนจำไม่มีแพทย์เวรดึกและมีปัญหาเรื่องการจัดการกุญแจห้องขังในยามฉุกเฉิน รวมถึงกรณีของเอกชัย หงส์กังวาน ที่ป่วยหนักแต่กลับได้รับการปฏิบัติไม่เหมือนนักโทษการเมืองคนอื่นที่สามารถออกไปรักษานอกเรือนจำได้ ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ต้องเร่งหาทางแก้ไข

    นอกจากนี้ นางศศินันท์ยังเน้นย้ำถึงปัญหาการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสูงถึง 33.87% โดยมองว่าเป้าหมายของเรือนจำต้องเปลี่ยนจาก “จองจำ” เป็น “ฟื้นฟู” ปัจจุบันวิธีคิดของกรมราชทัณฑ์ยังเน้นเพียงการฝึกระเบียบวินัย หรือโครงการคืนคนดีสู่สังคมที่ขาดการเชื่อมโยงกับโลกความจริง เช่น การทำโคกหนองนาซึ่งนักโทษส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินรองรับ หรือการฝึกสมาธิและเรียนบาลี ในขณะที่ต่างประเทศใช้การทำ MOU กับสภาอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการฝึกอาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการจริง

    นางศศินันท์กล่าวต่อไปว่า ภายใต้สภาวะที่เด็กเกิดต่ำและแรงงานลดลง รัฐควรเปลี่ยนวิธีคิดจากการลงโทษให้เข็ดหลาบหรือการตัดสิทธิพลเมือง มาเป็นการทำให้รัฐแบกรับภาระน้อยที่สุดผ่านมาตรการขังนอกเรือนจำ การให้สิทธิประกันตัว และการสร้างความเข้าใจกับชุมชนเพื่อรับผู้พ้นโทษกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยต้องเปลี่ยน “ห้องขังเป็นโอกาส” ผ่านการฝึกงานในเรือนจำ การเรียนออนไลน์ หรือการทำ MOU กับมหาวิทยาลัยเพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าถึงการศึกษาและจัดสอบได้ตามสิทธิ

    นางศศินันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้ไม่ได้ผูกพันแค่กระทรวงยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอุดมศึกษาฯ ถ้าทำงานอย่างเป็นระบบ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพื่อร่วมกันออกแบบระบบที่ไม่ใช่เป็นเพียงการคุมขัง แต่เป็นการสร้างคนมากขึ้น เราสามารถคืน “คนปกติ” ไม่ใช่แค่คนดีอย่างเดียว กลับสู่สังคมไทยได้อย่างสง่างามและปลอดภัยสำหรับทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2931048&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wXbxxEprgnf9wXs142ESx

  • สพม.เชียงใหม่ ประชุมคณะกรรมการบริหารอัตรากำลังระดับเขตพื้นที่ฯ

    สพม.เชียงใหม่ ประชุมคณะกรรมการบริหารอัตรากำลังระดับเขตพื้นที่ฯ

    สพม.เชียงใหม่ ประชุมคณะกรรมการบริหารอัตรากำลังระดับเขตพื้นที่ ยึดหลักเกณฑ์ ก.ค.ศ.

    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ดร.เทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารอัตรากำลัง ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่

    การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อพิจารณาและกำหนดแนวทางการบริหารอัตรากำลังในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสภาพความต้องการของสถานศึกษา และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาข้อมูลอัตรากำลังครูและบุคลากรทางการศึกษาในภาพรวม วิเคราะห์ความเหมาะสมของการจัดสรรกำลังคนในแต่ละสถานศึกษา ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาให้เกิดความสมดุล อันจะส่งผลต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3929378/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uBta7wG6pDzJkZ9k1fc6M

  • “สิริพงศ์” ชูแลนด์บริดจ์คุ้มกว่าคลองไทย ดึงเอกชนร่วมลงทุน PPP

    “สิริพงศ์” ชูแลนด์บริดจ์คุ้มกว่าคลองไทย ดึงเอกชนร่วมลงทุน PPP

    6 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการศึกษา “โครงการแลนด์บริดจ์” ของคณะกรรมการชุดที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จะนำผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาร่วมพิจารณาด้วยหรือไม่ โดยบอกว่า รัฐบาลจะนำรายงานของ สนข. เข้ามาประกอบการพิจารณาร่วมด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา สนข. ได้มีรายงานฉบับเดิมและรายงานฉบับใหม่ ซึ่งรายงานฉบับใหม่ได้นำที่ปรึกษาเอกชนมาช่วยในการศึกษาด้วย 

    ที่ผ่านมาโครงการแลนด์บริดจ์อาจจะพูดถึงเพียงระบบรางเท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเดิมทีเรามีการขนส่งน้ำมันและก๊าซเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าว เราจะมีในฝั่งตะวันตกด้วย ซึ่งผลการศึกษาล่าสุดจะทำให้เห็นประโยชน์ของท่าเรือน้ำลึก การขนส่งที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้น

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

    สำหรับข้อเสนอให้ทำเฟสย่อยของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเริ่มจากท่าเรือบางฝั่งก่อน รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ข้อเสนอต่างๆ มีความเป็นไปได้ทั้งหมด โดยการลงทุน รัฐไม่ได้เป็นผู้ลงทุนแต่ฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (แบบ PPP) โดยการลงทุนของภาคเอกชน รัฐบาลไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นการลงทุนเฉพาะต่างชาติหรือนักลงทุนจากไทย ซึ่งเป็นเอกชนรายใดก็ได้ทั้งไทยและต่างประเทศที่มีความสนใจในโครงการนี้ ซึ่งเอกชนจะเข้ามาศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้ สิ่งที่รัฐบาลจะพิจารณาเมื่อดูตัวเลขทั้งหมด รัฐบาลจะกำหนดรูปแบบของการลงทุนแบบ PPP ว่าการลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน

    “การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย

    ส่วนข้อกังวลที่มองว่าหากโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน แล้วจะมีการขุดคลองไทยเพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเล เหมือนโครงการคลองปานามาหรือไม่ นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า คงไม่มีการดำเนินการในรูปแบบนั้น เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาพบว่าโครงการคลองไทย ใช้งบประมาณมากกว่าโครงการแลนด์บริดจ์มากกว่าหนึ่งเท่าตัว โดยโครงการแลนด์บริดจ์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 900,000 ล้านบาท ส่วนโครงการคลองไทยใช้โครงการ 2,000,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อดูความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ดีกว่า 

    เมื่อถามย้ำว่า โครงการคลองไทย ปิดประตูไปเลยใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ บอกว่า ณ วันนี้เท่าที่ดู เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่าง 2 โครงการ แลนด์บริดจ์ มีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าต้องเลือกโครงการคลองไทย ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378977021&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oUldMSgouoo8u7ZR0vMpP

  • TOPNEWS ทั่วไทย ร่วมสนับสนุนงาน “ใต้เงาเขา” ดันเมืองคอนสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงดนตรี | TOPNEWS

    TOPNEWS ทั่วไทย ร่วมสนับสนุนงาน “ใต้เงาเขา” ดันเมืองคอนสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงดนตรี | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชเตรียมกลับมาคึกคักอีกครั้ง กับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงดนตรีภายใต้ชื่องานคอนเสิร์ต “ใต้เงาเขา” ที่กำหนดจัดขึ้น ณ โคกหนองนาชายเขาแหล ต.เขาโร อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช โดยมี TOPNEWS ทั่วไทย ร่วมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ สำหรับงาน “ใต้เงาเขา” ถูกออกแบบในรูปแบบคอนเสิร์ตแนวธรรมชาติ ที่ผสมผสานกิจกรรมแคมป์ปิ้งเข้ากับดนตรีสดอย่างลงตัว ท่ามกลางบรรยากาศขุนเขา อากาศเย็นสบาย และธรรมชาติอันสวยงาม พร้อมตกแต่งพื้นที่ด้วยแสงไฟสไตล์แคมป์ กองไฟ และบรรยากาศยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงดาว เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวและผู้รักเสียงเพลง

    ภายในงานพบกับศิลปินและวงดนตรีชื่อดังหลากหลายแนว นำโดย “ตุด นาคอน” ศิลปินไฮไลต์เจ้าของเอกลักษณ์ด้านการแสดงและพลังเสียงสุดมันส์ ร่วมด้วย “ชาลี สมหวัง”, “น้องรวงข้าว & เก๋ นาโพธิ์”, “สมยศ นวลศรี” กับบทเพลงสากลยอดนิยม รวมถึง “วงบ้านนอกเมือง” และ “วงจิปาถะ” ที่พร้อมมอบความสุขและความสนุกสนานตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวอย่างครบครัน ทั้งลานกางเต็นท์สำหรับสายแคมป์ โซนอาหารและเครื่องดื่ม มุมถ่ายภาพเช็กอิน รวมถึงกิจกรรมสันทนาการอีกมากมาย เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอทุ่งสง

    ทั้งนี้ ผู้จัดงานเปิดเผยว่า รายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดกิจกรรมจะนำไปจัดซื้ออุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนวัดเขาโร และโรงเรียนบ้านวังหิน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของเยาวชนในพื้นที่ และสร้างประโยชน์คืนสู่สังคม สำหรับคอนเสิร์ต “ใต้เงาเขา” จะจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ โคกหนองนาชายเขาแหล ต.เขาโร อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช โดยมี TOPNEWS ทั่วไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้พื้นที่ก้าวสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงดนตรีอย่างยั่งยืน

    วิริทธิ์พล รักษ์พงศ์ ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1567490&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_EYAWJWnlDNubAsszx09V

  • กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์

    กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์

    กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์ “5 Must” ปักหมุดสามย่านมิตรทาวน์ ดึงเสน่ห์เมืองริมโขงกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว


    6/05/2569 | 34 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์ “5 Must” ปักหมุดสามย่านมิตรทาวน์ ดึงเสน่ห์เมืองริมโขงกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ บริเวณลาน PO1 และ PO3 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must (Visit, Eat, Shop, Mu, Rest) โดยมีว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ประธานกรรมการมูลนิธิ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ดร.มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 2 นายชาญชัย คำจำปา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 4 นายธนพัต ทีฆธนานนท์ กรรมการหอการค้าไทย และประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 พร้อมด้วย ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารส่วนราชการจังหวัดนครพนม ผู้บริหารภาคเอกชน ผู้แทนภาคีเครือข่าย ผู้ประกอบการ OTOP นักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าร่วมงานฯ อย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาแบรนด์และสร้างการรับรู้อัตลักษณ์ที่โดดเด่นของจังหวัดนครพนมสู่ระดับสากล

    กรมการพัฒนาชุมชน ได้กำหนดดำเนินโครงการนี้โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อศึกษาและกำหนดแนวทางการพัฒนาแบรนด์ รวมถึงกลยุทธ์การใช้อัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนม ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ให้มีความชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการจัดงานมหกรรมเผยแพร่อัตลักษณ์เมืองนครพนม ครั้งที่ 2 โดยมุ่งเน้นการใช้สื่อประชาสัมพันธ์และกลยุทธ์การสื่อสารที่ทันสมัยเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างผ่านการจัดนิทรรศการทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดนครพนม ภายใต้แนวคิดทางการตลาด 5 Must ซึ่งประกอบด้วย Visit (ต้องไปเที่ยว), Eat (ต้องไปกิน), Shop (ต้องไปช้อป), Mu (ต้องไปมู) และ Rest (ต้องไปพัก) เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตและมนต์เสน่ห์ของจังหวัดนครพนมมากยิ่งขึ้น

    สำหรับการจัดงานมหกรรมในครั้งนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการอัตลักษณ์เมืองนครพนม การแสดงศิลปวัฒนธรรมประจำท้องถิ่น และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีความโดดเด่น ซึ่งคาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นให้มีความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับแบรนด์จังหวัดนครพนมให้เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญทางการท่องเที่ยวที่สะท้อนถึง DNA ของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

    #นครพนม

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/359308&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18KBUpVS3yl-3FoBvHAvKJ

  • ‘เอกนิติ’ ปลื้ม ‘มูดี้ส์’ มองไทย เป็นตลาดเกิดใหม่ รับมือภาวะช็อกเศรษฐกิจโลก

    ‘เอกนิติ’ ปลื้ม ‘มูดี้ส์’ มองไทย เป็นตลาดเกิดใหม่ รับมือภาวะช็อกเศรษฐกิจโลก

    “เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” มองไทย เป็นตลาดเกิดใหม่ ชูติดกลุ่มประเทศที่มีความพร้อม รับมือกับภาวะช็อกเศรษฐกิจโลก

    6 พ.ค. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายก รัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยินดี หลัง “มูดี้ส์ เรทติ้งส์” สถาบันจัดอันดับความเชื่อถือระหว่างประเทศ ออกรายงานฉบับล่าสุด ระบุว่า ไทย อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก เป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ ที่มีความพร้อมมากกว่าหลายประเทศในการรับมือกับภาวะช็อก ของเศรษฐกิจโลกในอนาคต
    รายงานระบุว่า ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศดังกล่าว เนื่องจากได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ตลาดเผชิญความตึงเครียด

    มูดี้ส์ ระบุว่า ไทยได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยต่อไปนี้  
    1) กรอบนโยบายที่แข็งแกร่ง
    ไทยมีกรอบนโยบายการเงินที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ ซึ่งบ่งชี้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับการมองว่ามีความน่าเชื่อถือ และมีเสถียรภาพในการจัดการด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย
    2) การคาดการณ์เงินเฟ้อที่มั่นคง สิ่งนี้หมายความว่า ภาคธุรกิจและนักลงทุนโดยทั่วไปเชื่อว่าเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม ซึ่งช่วยลดความตื่นตระหนกเมื่อเกิดภาวะช็อกจากภายนอก
     3) อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น
    สกุลเงินบาทสามารถปรับค่าได้เมื่อมีความจำเป็น ซึ่งช่วยดูดซับแรงกระแทก แทนที่จะต้องใช้มาตรการทางการเงินที่รุนแรง
    4) ไทยสามารถรับมือแรงกระแทกผ่านการปรับตัวของราคา
    มูดี้ส์ระบุว่า ประเทศไทยซึ่งมีเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น มักรับมือความผันผวนผ่านการปรับตัวของราคาในตลาด เช่น ค่าเงิน ผลตอบแทนพันธบัตร และราคาหุ้น โดยไม่สูญเสียความสามารถในการเข้าถึงตลาดทุน
              

    ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 เม.ย. มูดี้ส์ ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ” (Negative Outlook) เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) อยู่ที่ Baa1 โดยการปรับมุมมองในครั้งนี้ สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1232764&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26JEUQPGG1wskpN4ihlwj6

  • บทบาทของอียิปต์ในกรอบองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

    บทบาทของอียิปต์ในกรอบองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

    1. ความเป็นมาของอียิปต์ในการเข้าร่วม OECD

    อียิปต์มีความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกับ OECD มาอย่างยาวนาน โดยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่ไต่ระดับความร่วมมือมาเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้

    • จุดเริ่มต้นและการลงนามปฏิญญา (ปี 2550) อียิปต์เข้าเป็นประเทศลำดับที่ 40 ที่ลงนามใน ปฏิญญา OECD ว่าด้วยการลงทุนระหว่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติ (Declaration on International Investment and Multinational Enterprises) เพื่อส่งเสริมมาตรฐานบรรษัทภิบาลและการลงทุนที่โปร่งใส

    • การมีบทบาทในภูมิภาค อียิปต์เป็นหนึ่งในผู้ร่วมขับเคลื่อนและดำรงตำแหน่งประธานร่วม (Co-chair) ในกรอบความริเริ่ม MENA-OECD Initiative ซึ่งเน้นการพัฒนาธรรมาภิบาลและการลงทุนในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ

    • โครงการความร่วมมือรายประเทศ (Country Programme)อียิปต์ได้ลงนามดำเนินโครงการ OECD-Egypt Country Programme ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือแบบทวิภาคีขนาดใหญ่ ประกอบด้วยโครงการย่อยกว่า 35 โครงการ ครอบคลุม 5 เสาหลัก ได้แก่

      1. การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth)

      2. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation)

      3. ธรรมาภิบาล (Governance)

      4. สถิติเชิงโครงสร้าง (Statistics)

      5. การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)

    2. สถานะและการประเมินล่าสุด (อัปเดต พฤษภาคม 2569)

    ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างอียิปต์และ OECD กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ” โดยมีสถานะล่าสุด ดังนี้

    • การสิ้นสุดเฟสแรกและการขยายเวลา เดิมทีโครงการ Country Programme มีกำหนดสิ้นสุดลง แต่ในเดือนมกราคม 2569 รัฐบาลอียิปต์ได้ตกลงขยายระยะเวลาโครงการออกไปอีก 6 เดือนจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อสะสางรายงานและกิจกรรมที่ค้างอยู่ให้เสร็จสิ้น

    • การปิดฉากเฟสแรกและการเผยแพร่รายงานนโยบาย (เมื่อวันที่ พฤษภาคม 2569) นายกรัฐมนตรีอียิปต์ (Mostafa Madbouly) และรัฐมนตรีกระทรวงวางแผนฯ ได้เข้าร่วมการประชุมระดับสูงเพื่อปิดโครงการเฟสแรกอย่างเป็นทางการ โดยมีการเปิดตัวรายงานข้อเสนอแนะเชิงนโยบายใหม่ 10 ฉบับ ครอบคลุมเรื่องบรรยากาศการลงทุน พลังงานสะอาด นวัตกรรม การใช้จ่ายภาครัฐ และนโยบายปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    • การยกระดับสถานะในคณะกรรมการ อียิปต์ได้รับการตอบรับให้เข้าร่วมในฐานะผู้เข้าร่วม” (Participant) ในคณะกรรมการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และการเป็นผู้ประกอบการ (SME & Entrepreneurship Committee) ของ OECD ซึ่งถือเป็นการขยับเข้าใกล้มาตรฐานการทำงานของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วไปอีกขั้น

    3. เป้าประสงค์ของอียิปต์ (Egypt’s Strategic Goals)

    รัฐบาลอียิปต์วางเป้าหมายในการร่วมมือกับ OECD ไว้ 3 ประกาสำคัญ คือ

    • การเข้าเป็นสมาชิกภาพสมบูรณ์ (Full Membership) นายกรัฐมนตรีอียิปต์ได้ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในเดือนพฤษภาคม 2569 ว่าเป้าหมายสูงสุดคือ การปฏิบัติตามเกณฑ์เพื่อเข้าเป็นสมาชิกสามัญของ OECD ในอนาคต ซึ่งโครงการ Country Programme ที่เพิ่งจบเฟสแรกไปนั้นเปรียบเสมือนการเตรียมความพร้อม (Accession Road)

    • การปฏิรูปเชิงโครงสร้างตาม Vision 2030ใช้องค์ความรู้และมาตรฐานของ OECD ในการปฏิรูประบบราชการ การคลัง การส่งเสริมบทบาทภาคเอกชน และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

    • สร้างความน่าเชื่อถือเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) เพื่อปลดล็อกวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศ อียิปต์ต้องการการรับรองมาตรฐานจาก OECD เพื่อยืนยันกับนักลงทุนว่า อียิปต์มีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ปลอดภัยและโปร่งใส

    ข้อสังเกตุและข้อเสนแนะ

    • อียิปต์เผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างหนักในช่วงปีที่ผ่านมา การปรับนโยบายตามคำแนะนำของ OECD จะช่วยสร้างกรอบวินัยการเงินการคลังที่แข็งแกร่ง (Macroeconomic Stability) ให้แก่อียิปต์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้อียิปต์จัดการกับวิกฤตหนี้และเงินเฟ้อในครั้งนี้ได้

    • การปฏิรูปกฎระเบียบราชการที่ซับซ้อนตามมาตรฐาน OECD จะช่วยลดขั้นตอนการนำเข้า-ส่งออก ยกระดับการจดทะเบียนสิทธิบัตร และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะช่วยดึงดูดทุนข้ามชาติมาสู่อียิปต์ได้มากขึ้น

    • อียิปต์เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อระหว่างเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา (ผ่านคลองสุเอซและเขตเศรษฐกิจพิเศษ SCZone) การพัฒนาประเทศให้ได้มาตรฐาน OECD จะช่วยเพิ่มแต้มต่อทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Leverage) ให้อียิปต์กลายเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับการย้ายฐานการผลิต (Nearshoring/Friendshoring) ของชาติตะวันตกที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากจีน

    • การที่อียิปต์พยายามปฏิรูปประเทศตามกรอบ OECD จะช่วยให้กลไกคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ไทย-อียิปต์ และแผนปฏิบัติการร่วมฯ (ปี 2567-2572) ของกระทรวงพาณิชย์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากกฎระเบียบทางการค้าของทั้งสองประเทศจะมีความสอดคล้องกันมากขึ้น

    • อียิปต์กำลังโปรโมตเขตเศรษฐกิจพิเศษคลองสุเอซ (SCZone) กระทรวงพาณิชย์มองว่านี่คือโอกาสสำคัญของนักลงทุนไทยในการใช้เป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปยังแอฟริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง (เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่อียิปต์มีกับภูมิภาคเหล่านั้น) ปัจจุบัน เริ่มมีเอกชนไทยเข้าไปตั้งโรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปในพื้นที่นี้แล้ว

    • มาตรฐานการจัดการห่วงโซ่อาหารของอียิปต์ที่ดีขึ้นตามเกณฑ์ OECD จะช่วยให้ผู้ส่งออกอาหารไทยทำงานได้สะดวกขึ้น เปิดโอกาสให้กลุ่มสินค้าศักยภาพสูงของไทย ได้แก่ อาหารฮาลาลและอาหารแปรรูป และชิ้นส่วนยานยนต์และผลิตภัณฑ์ยาง  ทั้งนี้ อียิปต์มุ่งเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศของตน ไทยจึงสามารถส่งออกวัตถุดิบและชิ้นส่วนสนับสนุนได้

    • แม้อียิปต์จะปฏิรูปตาม OECD แต่ในระยะสั้นอียิปต์ได้ออกกฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อลดการขาดดุลการค้า เช่น การห้ามสติกเกอร์แก้ไขข้อมูลฉลากสินค้าอาหารแปรรูปหลังนำเข้า และระบบการลงทะเบียนโรงงานก่อนส่งออก (Factory Registration) ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ

    • อียิปต์ยังอยู่ในช่วงการลอยตัวค่าเงินและแก้ปัญหาเงินเฟ้อ กระทรวงพาณิชย์จึงแนะนำให้ผู้ส่งออกไทยใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงความเสี่ยงอื่นๆ อย่างรอบด้าน

    ————————————

    ที่มา 

    https://www.dailynewsegypt.com/2026/05/04/egypt-oecd-complete-first-phase-of-country-programme-with-35-projects-planning-minister/

    https://news.frontierafricareports.com/article/egypt-concludes-five-year-oecd-policy-programme-launches-five-structural-economic-reports

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/post-knowledge/t1947r5izpae5i2a3dfdn2pw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dj0gwApi4ELToN_1KYftm