Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผลักดันแลนด์บริดจ์ภาคใต้…  ประเทศไทยได้อะไร-แลกกับอะไร-คุ้มค่าไหม

    ผลักดันแลนด์บริดจ์ภาคใต้… ประเทศไทยได้อะไร-แลกกับอะไร-คุ้มค่าไหม

    ดร.ธนิต  โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ได้เผยแพร่บทความพิเศษวิเคราะห์ถึงโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล แลนด์บริดจ์ ‘ชุมพร–ระนอง’ โดยบทความระบุว่า

    อภิโปรเจ็กต์แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนองมูลค่าลงทุนมากกว่า 1.0 ล้านล้านบาท กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในสื่อทั้งกระแสหลักและออนไลน์ โครงการนี้ผลักดันมาหลายรัฐบาล กลับมาฟื้นคืนชีพพร้อมกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เดิมพันภาคใต้จะกลายเป็นเส้นทางเดินเรือข้ามทวีประดับโลก (Marine Global Hub) โดยมีท่าเรือขนาดใหญ่กว่าแหลมฉบังเกือบสองเท่าทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน คาดหวังว่าจะเป็นแม่เหล็กดึงการลงทุนและสร้างงาน 2.8 แสนตำแหน่ง คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของแรงงานจังหวัดชลบุรี มูลค่าทางเศรษฐกิจปีละ 5.0 แสนล้าน รัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกูล ประกาศเป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยเดินหน้าเร่งผ่านครม.เพื่อเปิดเฟสแรกปีพ.ศ. 2573 หากโครงการเสร็จในอีก 5 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ยร้อยละ 2.5 และภาคใต้เศรษฐกิจอาจขยายตัวร้อยละ 9 -10 จากปัจจุบันร้อยละ 2.0

    สถานะของท่าเรือด้วยขนาดและปริมาณสินค้าผ่านท่าตามที่โครงการระบุจะเป็นครึ่งหนึ่งของท่าเรือสิงคโปร์ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของโลกและขนาดเกือบสองเท่าของท่าเรือแหลมฉบังในปัจจุบันจะทำให้ท่าเรือระนองเป็นอันดับ 3 ของโลก เป้าหมายจะเป็นทางเลือกของสายการเดินเรือไม่ต้องผ่านช่องแคบ

    มะละกาสามารถร่นระยะเวลาได้มากกว่า 4 วัน ประเด็นคือการที่เส้นทางเดินเรือข้ามทวีปจะเปลี่ยนมาใช้แลนด์บริดจ์ของไทยผู้ที่ตัดสินใจคือผู้ประกอบการหรือเจ้าของสายเดินเรือ (Vessel Owner) ปัจจัยสำคัญเกี่ยวข้องกับอุปสงค์เชิงปริมาณสินค้าในพื้นที่ต้องมากพอที่จะรองรับเรือขนาดใหญ่ตั้งแต่เรือประเภท Super Post Panamax บรรทุกสินค้า 10,000 ตู้/TEU เรือเส้นทางยาวข้ามทวีปประเภทนี้สินค้าต้องเต็มลำทั้งเที่ยวเข้าและออก

    คำถามที่ข้องใจคือความสมดุลของปริมาณตู้สินค้าของท่าเรือ 2 ฝั่งควรจะสมดุลกันเพราะเป็นลักษณะสินค้าถ่ายลำ จุดหมายปลายทางไม่ใช่ประเทศไทยซึ่งท่าเรือแลนด์บริดจ์ทำหน้าที่เป็น “Transshipment Port” กล่าวคือท่าเรือชุมพรตามข้อมูลรองรับตู้สินค้าปีละ 13.8 ล้านตู้ ขณะที่ท่าเรือระนองมีพิสัยรองรับสินค้าปีละ 19.4 ล้านตู้ ปริมาณต่างกันถึง 5.6 ล้านตู้/TEU ซึ่งจะเป็นปัญหาเรือที่เข้ามาเทียบท่าบรรทุกสินค้าไม่เต็มลำทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น

    สำหรับหวังว่าส่วนที่ขาดหายจากท่าเรือชุมพรสามารถใช้อุปสงค์ในประเทศมาทดแทน ปัจจัยที่ต้องเข้าใจคือไทยค้าขายนำเข้า-ส่งออกกับซีกโลกตะวันออกสัดส่วนร้อยละ 73.9 คู่ค้าหลัก เช่น จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และประเทศในแถบอาเซียนซึ่งอยู่ในกลุ่ม “Intra-Asia” ยกเว้นเมียนมาที่อยู่ฝั่งอันดามัน เรือสินค้าที่เป็นเรือแม่รวมถึงเรือฟีดเดอร์จะไม่ใช้แลนด์บริดจ์เพราะจะขนส่งผ่านอ่าวไทยสู่ทะเลจีนใต้ออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกประเด็นที่กล่าวจะต้องนำมาพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ

    ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเกิดและไม่เกิดของโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ คือสามารถร่นระยะเวลาเดินทางผ่านช่องแคบมะละกามากน้อยเพียงใด เพื่อทำให้เกิดการประหยัดต่อเวลา (Time Economy) เกี่ยวข้องกับต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการเดินเรือ จากข้อมูลของโครงการระบุว่าร่นระยะเวลาได้มากกว่า 4 วัน แต่ข้อเท็จจริงซึ่งผู้เขียนเคยศึกษาดูงานจับเวลาผ่านช่องแคบมะละกาพบว่าไม่เกิน 2 วัน จากข้อมูลทางวิชาการระบุว่าการเดินทางในช่องแคบมะละกาโดยนำปัจจัยด้านจราจรและสภาพอากาศค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 48 ชั่วโมง ขณะที่การใช้ท่าเรือแลนด์บริดจ์เป็นลักษณะขนถ่ายข้ามลำเรือจากท่าหนึ่งไปอีกท่าและต้องมีการขนส่งข้ามแลนด์บริดจ์ทำให้ใช้เวลาประมาณ 54 ชั่วโมงใช้เวลามากกว่า 6 ชั่วโมงขึ้นไป ทำให้การประหยัดต่อเวลาไม่ใช่จุดแข็งของไทย

    ข้อด้อยของการขนถ่ายสินค้าแบบสองท่าเรือหรือ “One Port Two Side” ซึ่งโครงการถือเป็นหัวใจสำคัญแต่ในความเห็นกลับเป็นข้อด้อย เพราะจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ตามมากล่าวคือค่าใช้จ่ายหน้าท่าที่นำตู้ขึ้น-ลงต้องเสียเพิ่มถึงมากกว่า 1 เท่า จากการศึกษาโดยเทียบเคียงแหลมฉบังมีค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวเรือประมาณ 16.325 ล้านบาทหรือ 502,307 USD/VOY และยังต้องเสียค่าขนส่งข้ามแลนด์บริดจ์ที่เรียกว่า “Landbridge Shift Mode” ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตรด้วยรถบรรทุกและ/หรือรถไฟเป็นค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวประมาณ 730,769 USD/VOY จากการประเมินคร่าวๆ การใช้ท่าเรือแลนด์บริดจ์อาจมีต้นทุนหรือมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าใช้ท่าเรือบนช่องแคบมะละกาประมาณตู้ละ 252.3 เหรียญสหรัฐ

    ข้อมูลที่กล่าวข้างต้นเป็นการศึกษาส่วนบุคคลความน่าเชื่อถือต้องใช้ดุลยพินิจเป็นเพียง น้ำจิ้มเพื่อให้มีการศึกษาเชิงลึกถึงความคุ้มค่าโครงการ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธานบอร์ดกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์อย่าศึกษาแบบปักธงไว้ก่อน มีเวลา 90 วันควรไปศึกษาเชิงลึกทั้งด้านความคุ้มค่าของโครงการอย่าใช้ข้อมูลทางวิชาการเพียงด้านเดียวหรือบุคคลที่ไม่เข้าใจธุรกิจ คณะกรรมการแลนด์บริดจ์เกือบทั้งหมดมาจากภาครัฐควรเชิญบริษัทเรือรายใหญ่มาสอบถามถึงความคิดเห็นว่าสร้างแล้วเขามาใช้หรือไม่ หากศึกษารอบด้านชั่งน้ำหนักได้อะไร-เสียอะไรและต้องเสี่ยงอะไรหากรับได้โครงการก็เดินหน้า ในความเห็นเชิงพาณิชย์ของโครงการอย่างไรก็ไม่คุ้มค่าแต่หากจะทำรัฐไม่ควรลงทุนเพราะมีความเสี่ยงหรือลงทุนเป็นหุ้นเล็กๆ พอให้เห็นข้อมูลอินไซด์

    ประเด็นที่ฝากบอร์ดแลนด์บริดจ์ต้องดูว่าไทยจะต้องลงทุนอะไร เช่น ค่าเวนคืนที่ดินอาจเป็นหลายหมื่นไร่ ค่าทำถนนมอเตอร์เวย์ ค่าระบบราง การทำสัญญาต้องรัดกุมหากไม่สร้างตามเวลาหรือหาเหตุไม่ทำเหมือนโครงการรถไฟ 3 สนามบินหรือทำครึ่งๆ กลางๆ แล้วทิ้งงานเหมือนโครงการ “โฮปเวลล์”ในอดีตที่มีแต่ตอม่อทางรถไฟทิ้งไว้ทำอะไรไม่ได้ อีกทั้งต้องศึกษาผลกระทบของชุมชนระบบนิเวศทางทะเลและผลกระทบสิ่งแวดล้อมชายฝั่งไปถึงแนวปะการังรวมถึงผลกระทบด้านประมงและการท่องเที่ยวทั้งฝั่ง

    อันดามันและอ่าวไทย ประเด็นเหล่านี้ต้องศึกษาให้ดีว่าคุ้มค่าไหมกับสิ่งที่เสียไปตลอดกาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/land-bridge-sec-business&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WXVMm91Z1cfcmgWxYgsj-

  • “ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต” บุกจับ “ชาวรัสเซีย” ลักลอบทำทัวร์เถื่อนกลางทะเล หลังซุ่มสืบหลายเดือน

    “ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต” บุกจับ “ชาวรัสเซีย” ลักลอบทำทัวร์เถื่อนกลางทะเล หลังซุ่มสืบหลายเดือน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/145927&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rS9muWCf_5lk6DaG_45NM

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายสำคัญ เดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวไทยแบบบูรณาการ ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความปลอดภัย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายสำคัญ เดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวไทยแบบบูรณาการ ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความปลอดภัย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

    ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลอมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มอบนโยบายให้ที่ประชุมทราบแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามสั่งการ พณฯ นายกรัฐมตรี ดังนี้
    ▫️1. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลายประเทศ เนื่องจากมีบทบาทในการเสนอการขายวัฒนธรรม เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ ของชาติ

    ▫️2. การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับการท่องเที่ยวและกีฬา เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ▫️3. การจัดเก็บเงินชาวต่างชาติเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพื่อนำมาดูแลนักท่องเที่ยว และสนับสนุนการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยโดยตำรวจท่องเที่ยว เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาทักษะของมัคคุเทศก์

    ▫️4. การเก็บภาษีคนเดินทางเที่ยวต่างประเทศเพื่อหารายได้มาสนับสนุนชุมชน และสนับสนุนให้คนเดินทางในประเทศ ทั้งนี้ อยู่ในระหว่างการศึกษาแนวทางเบื้องต้นถึงผลดีผลเสีย

    ▫️5. การกระจุกตัวของการท่องเที่ยวในบางจังหวัด ผลักดันให้เกิดการกระจายตัวด้านการท่องเที่ยวไปถึงทุกภาคส่วน

    📍ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯ และผู้บริหารระดับสูง ร่วมรับฟังความรับฟังความคิดเห็น มีสาระสำคัญได้แก่

    การ Rebranding พระนครศรีอยุธยา และการปรับเปลี่ยนอยุธยาสู่เมืองที่ต้องพักค้าง (อยุธยา วันเดียวเที่ยวไม่หมด) พบว่าภาคเอกชน มีความคิดเห็นต่อแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยว ภายในพระนครศรีอยุธยา (VOS) ประกอบด้วย :

    🔺️ ยกระดับภาพลักษณ์ในเรื่อง Gastronomy และ Wellness อาทิ สปา ให้อยู่ในระดับสากล

    🔺️ จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวระดับพรีเมี่ยม หรือ กิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีค่าใช้จ่ายสูง

    🔺️สร้างสรรค์กิจกรรมกลางคืน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพักค้าง

    🔺️บูรณาการเดินทางท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางที่กระจุกตัวอยู่ภายในเขตเกาะเมืองหรือเขตมรดกโลก ออกไปยังชุมชน/ แหล่งท่องเที่ยวรอบนอก รวมถึงการเชื่อมโยงท่องเที่ยวสายมูภายในจังหวัดอยุธยา การจองตั๋วรถไฟที่เอื้อให้เกิดการพักค้างและการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับจังหวัดท่องเที่ยวอื่น

    🔺️ยกระดับการท่องเที่ยวทางน้ำให้ได้มาตรฐาน ด้วยท่าเรือ จุดขึ้นลงเรือที่ได้มาตรฐาน ท่าเทียบเรือ การติดตั้งไฟฟ้าในเส้นทางล่องเรือ ท่าเทียบเรือในสถานที่ท่องเที่ยวและจุดสำคัญ มีการดูแลเรื่องการนำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่นของท่าเทียบเรือ

    🔺️บริหารจัดการศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว (การเปิดศูนย์ให้บริการข้อมูล) และการใช้ดิจิตอลเข้ามาจัดการข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยว (การยกระดับดิจิตอลมาขับเคลื่อนการท่องเที่ยว หรือ Smart Tourism)

    🔺️ ท่องเที่ยวโดยชุมชน เน้นการกระจายตัว และสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

    🔺️ส่งเสริมทักษะ Upskill/ Reskill มัคคุเทศก์

    🔺️สนับสนุนการตลาดเชิงรุก อาทิ การนำเสนออยุธยาในกิจกรรมส่งเสริมการขาย Roadshow เป็นต้น

    🔺️สนับสนุนการจัดประชุมสัมมนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้อยุธยาเป็น MICE City ภายใน 5 ปี

    🔺️จัดทำแผนแม่บท หรือ Action Plan เพื่อกำหนดกิจกรรมและผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และการจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยว เพื่อให้ภาคเอกชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสามารถนำไปเสนอขายต่อ

    ทั้งนี้ ททท. เชื่อมั่นว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมตอกย้ำความพร้อม มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    #AmazingThailand
    #ทันทีที่เที่ยวพระนครศรีอยุธยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1017359&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zPI0HDo1QbWz_b34LxjvJ

  • อย่ากู้มาโกง!

    อย่ากู้มาโกง!

    ขณะที่พรรคส้มดูเหมือนจะยังฝึกงานการเป็นฝ่ายค้านไม่ครบหน่วยกิจ ยังคิดไม่ออกว่าหน้าที่ฝ่ายค้านต้องทำอะไรบ้าง

    แต่ด้วยนิสัยชื่นชอบการเลือกตั้ง จึงไปมะรุมมะตุ้มอยู่กับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หวังจะเบียด “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ให้ตกคลองแสนแสบ

    ก็ว่ากันไปครับ บุญทํากรรมแต่ง คงคาดหวังคนกรุงจะเอ็นดูเหมือนตอนเลือกตั้ง สส.

    ทำไมต้องออกพระราชกำหนดกู้เงิน ๔ แสนล้านบาท

    ในมุมรัฐบาล “เอกนิติ ​นิติทัณฑ์​ประภาศ​” มองว่า ที่ผ่านมาดูทุกช่องทางแล้ว ทั้งการโยกงบประมาณปี ๒๕๖๙ ที่เบิกจ่ายล่าช้าหรือไม่มีประสิทธิภาพ ได้ไม่เกิน ๕ หมื่นล้านบาท

    ขณะที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี ๒๕๗๐ จะเริ่มวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

    เหลือระยะเวลาอีก ๕ เดือน

    แต่วิกฤตตอนนี้ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการให้ทันท่วงที ซึ่งจากการดูภาพรวมแล้ว งบไม่เพียงพอ

    ฉะนั้นยืนยันว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว มีความจำเป็นและเร่งด่วน

    “…ที่พรรคประชาธิปัตย์ จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น ไม่กังวล เพราะสมัยการออก พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง ก็ถูกฟ้อง ก็ไปช่วยอธิบายที่ศาลรัฐธรรมนูญ…”

    “เอกนิติ” เท้าความไปถึง พ.ร.ก.กู้เงิน ในโครงการไทยเข้มแข็ง เมื่อปี ๒๕๕๒ วงเงินกู้ ๔ แสนล้านบาทเท่ากันเป๊ะ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์

    รัฐบาลอภิสิทธิ์จำเป็นต้องกู้ เพื่อรับมือกับผลกระทบจาก วิกฤตเศรษฐกิจโลก ยุคนั้นคือ “แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส” 

    ถ้าไม่กู้ประเทศทรุด!

    ชื่อเต็ม พ.ร.ก.ฉบับนี้คือ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒

    หมายเหตุแนบท้าย พ.ร.ก.ฉบับนี้ระบุว่า…

    “…เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่ได้เกิดวิกฤตการณ์ของระบบสถาบันการเงินในต่างประเทศซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทยอย่างรุนแรง

    แม้ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแต่ยังไม่เพียงพอ

    ประกอบกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐต่ำกว่าที่ประมาณการไว้อย่างมาก ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐ ไม่อาจดำเนินการให้บรรลุผลได้

    ดังนั้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องใช้เงินในการดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง

    แต่เนื่องจากการกู้เงินของรัฐบาลตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีข้อจำกัดบางประการ ฉะนั้นเพื่อให้กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินในนามของรัฐบาลเพื่อนำมาใช้จ่ายหรือลงทุน หรือเพื่อดำเนินมาตรการที่สำคัญและจำเป็นต่อการฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้…”

    ครับ…เมื่อรัฐบาลมองเห็นอนาคตว่า ถ้าไม่กู้ประเทศฉิบหายแน่เนื่องจากประเทศมีเงินไม่พอที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

    รัฐบาลเพื่อไทยหลังจากนั้น เอามาอ้างในการออกพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือที่เรียกว่าโครงการ ๒.๒ ล้านล้านบาท หลังถูกฝ่ายค้านซึ่งก็คือพรรคประชาธิปัตย์ยื่นศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดกฎหมายหรือไม่

    ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญตีตก เนื่องจากมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ

    อีกประการขณะนั้นเศรษฐกิจโลกมิได้อยู่ในภาวะวิกฤตหนักแต่อย่างใด

    มาครั้งนี้รัฐบาลอนุทิน อ้างมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ว่าเมื่อพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วนและดูทางเลือกอื่นแล้ว สิ้นหนทาง นอกจากต้อง “กู้เงิน”

    ประเด็นข้อกฎหมายมันอยู่ที่กฎหมายกำหนดเพดานการกู้เงินชดเชยการขาดดุลไว้อย่างเข้มงวด โดยผูกโยงกับตัวเลขงบประมาณรายจ่ายและการเติบโตของ GDP

    เมื่อเศรษฐกิจโตต่ำ รายได้รัฐก็จำกัด ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่กู้เงินน้อยลงตามไปด้วย

    เงื่อนไขตามงบประมาณปี ๒๕๖๙ จึงเพิ่มขึ้นได้เพียง ๐.๗% จากปีก่อน

    ช่องว่างกู้จึงได้แค่หลักหมื่นล้านเท่านั้นเอง

    ก็ต้องไปสู้กันในศาลรัฐธรรมนูญครับ     

    มาตรา ๑๗๒ ใช้กันมาทุกครั้งในการกู้ ล่าสุดรัฐบาลลุงตู่ก็กู้มาเพื่อสู้กับวิกฤตโควิด-๑๙

    กู้ ๒ รอบกว่า ๑.๕ ล้านล้านบาท 

    ไทยเข้มแข็งของประชาธิปัตย์ก็มาตรา ๑๗๒ นี่แหละครับ

    แล้ววิกฤตแค่ไหนถึงต้องกู้

    สงครามในตะวันออกกลางคงไม่มีใครคิดว่าเป็นภาวะปกติของโลกนะครับ วันนี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจปั่นป่วนไปหมด

    ไม่เฉพาะไทย แต่เป็นกันทั่วโลก

    ผลกระทบจากสงครามตอนนี้ยังไม่ถือว่าเผาจริงด้วยซ้ำ

    เฉพาะผลกระทบด้านพลังงานจะอยู่กับโลกอีกเป็นปี

    สายป่านยาวอยู่ได้ สายป่านสั้นฉิบหาย ดู ศรีลังกา บังกลาเทศ เป็นตัวอย่าง

    ก็ไปลุ้นกันในศาลรัฐธรรมนูญ

    แต่จะฝากให้พิจารณาประเด็นหนึ่ง หากศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียวรัฐบาลอนุทินสามารถกู้ ๔ แสนล้านได้ ขอความกรุณา ใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส

    เรื่องคอร์รัปชันต้องไม่มี

    อย่าให้ซ้ำรอยการกู้เงินของรัฐบาลอื่น ที่ตกเป็นข่าวอื้อฉาวเพราะมีการโกงกินงบประมาณแผ่นดินจากการกู้

    คงจำกันได้นะครับ “ไทยเข้มแข็ง” มีการทุจริตอย่างกว้างขวาง

    อย่าย่ำรอยเดิมเด็ดขาด

    มาช่วยกันทำให้ประเทศไทยไม่มีที่ยืนสำหรับคนโกง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/991921/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xznYTwhBlR3FVaZUTh78e

  • เปิดขั้นตอนธุรกิจท่องเที่ยวยกระดับ  บุกตลาดศักยภาพด้วย‘Muslim Friendly’

    เปิดขั้นตอนธุรกิจท่องเที่ยวยกระดับ บุกตลาดศักยภาพด้วย‘Muslim Friendly’

    ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 5 อันดับแรกของประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม แต่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมุสลิม จากรายงาน GMTI 2025 (Global Muslim Tourism Index)

    สะท้อนถึงศักยภาพและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยด้านความปลอดภัย ระบบสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานระดับสากล การปรับตัวของภาคบริการที่ใส่ใจต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวมุสลิม (อาหารฮาลาล พื้นที่ละหมาด และการให้บริการที่เคารพในวิถีชีวิต) รวมถึงความมีอัธยาศัยไมตรีของคนไทย

    ดร.มูหัมหมัดอามีน เจะหนุ ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (กอท.) หรือ CICOT ได้จัดทำมาตรฐานสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว บริการและที่พักที่เป็นมิตรต่อมุสลิม หรือ Muslim Friendly  ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่กำหนดขึ้นโดยมีใบรับรองและโลโก้เฉพาะ เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ และส่งเสริมการเพิ่มรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเข้าประเทศ

    “สำหรับมาตรฐานและแนวทางปฎิบัติขณะนี้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพ่ียงทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เพื่อดำเนินการในส่วนกลุ่มนำร่องก่อนกำหนดใช้อย่างเป็นทางการ รวมถึงการนำข้อมูลเพื่อจัดทำแอปพลิเคชั่นเพื่อการใช้งานได้ทั้งฝั่งผู้ให้และผู้รับบริการ ส่วนโลโก้เบื้องต้นอยู่ระหว่างการออกแบบ” 

    คาดว่า ภายในปีนี้  ประเทศไทยจะมีมาตรฐาน Muslim Friendly สำหรับธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว และที่พัก ที่ชัดเจน ซึ่งมาตรฐานดังกล่าว อ้างอิงกับองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of the Islamic Cooperation: OIC) ดังนั้นมาตรฐานี้จะเป็นที่ยอมรับจากมุสลิมทั่วโลกที่จะมาเยือนไทย 

    ดร.มูหัมหมัดอามีน กล่าวอีกว่า  มาตรฐาน Muslim Friendly จะแยกต่างหากจากมาตรฐานฮาลาล ทั้งโลโก้ และวิธีการตรวจสอบก่อนให้การรับรอง โดย   Muslim Friendly  ใช้สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและบริการอื่นๆ แต่จะไม่ใช้กับกลุ่มอาหาร แบ่งเป็น ส่วนที่พัก หากธุรกิจใดต้องการได้รับ มาตรฐาน Muslim Friendly ก่อนอื่นต้องผ่านมาตรฐาน ครัวฮาลาลก่อน เพราะอาหารเป็นเรื่องสำคัญที่มุสลิมทุกคนต้องกินและดื่มสิ่งที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามหลักศาสนาเท่านั้น 

    เมื่อธุรกิจนั้นๆ มีครัวฮาลาลแล้วและต้องการจะยกระดับมาตรฐานเพิ่มขึ้นไปอีก ก็จะมีหลักการไม่กี่ข้อ หากเป็นห้องพักต้องมีสายฉีดชำระ มีเครื่องหมายบอกทิศทำละหมาด มีพื้นที่ทำละหมาดเพียงพอ ก็จะเป็นมาตรฐานในส่วนห้องพัก 

    จากนั้น หากจะขยับเพิ่ม เป็น บริการห้องประชุมที่ได้มาตรฐาน Muslim Friendly ก็จะเพิ่มในส่วนของ พื้นที่ทำละหมาดรวม (ห้องละหมาด) สำหรับผู้มาร่วมประชุมแต่ไม่ได้เข้าพักที่โรงแรมนั้น ๆ ซึ่งมาตรฐานนี้จะช่วยขยายตลาดการประชุมสัมมนาที่มีมูลค่ามหาศาลแยกต่างหากจากภาคการท่องเที่ยวได้อีก ในส่วนมาตรฐาน ด้านบริการอื่นๆ เช่น สระว่ายน้ำ ต้องแบ่งชายหญิง คนละส่วนหรือกำหนดแบ่งแยกโดยใช้ช่วงเวลาการเข้าใช้บริการ

    ดร.มูหัมหมัดอามีน เล่าอีกว่าการกำหนดมาตรฐาน Muslim Friendly มีเป้าหมายเพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจฮาลาลของประเทศไทย ผ่านภาคการท่องเที่ยวและบริการที่ได้มีศักยภาพอยู่แล้ว ดังนั้น จึงกำหนดมาตรฐานสำหรับบริการสปาซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากตะวันออกกลางอย่างมาก 

    หลักการสำหรับบริการสปาที่สำคัญคือการให้บริการแบ่งแยกชายหญิงชัดเจน คือ ผู้นวดต้องเป็นเพศเดียวกับผู้รับบริการนวด และแบ่งส่วนพื้นที่ชายหญิงที่ชัดเจน 

    ในส่วนธุรกิจนำเที่ยว กำหนดให้มัคคุเทศก์ต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการอิสลามเบื้องต้น เพื่อกำหนดแพ็คเกจท่องเที่ยวที่เหมาะสม เช่น ไม่พาไปแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่สมควร ผิดหลักศาสนา ต้องเข้าใจและจัดหาอาหารและบริการที่ถูกต้องให้นักท่องเที่ยวได้ด้วย  ซึ่งการมีพนักงานที่เป็นมุสลิม ก็จะเป็นอีกตัวช่วยที่ทำให้ธุรกิจนั้นๆ มีความเป็นมิตรต่อมุสลิมได้ เช่น ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องสวมฮิญาบ  ต้องมีอาหารที่ฮาลาล สามารถทำละหมาดและถือศีลอดได้ 

    “คือทำอย่างไรให้มุสลิมที่มาแล้วรู้สึกเป็นมิตร สบายใจที่จะท่องเที่ยวแบบไม่ผิดหลักศาสนา มันเป็นเรื่องของความรู้สึกและการใส่ใจที่คนไทยมีอยู่แล้วเพียงแต่เราบอกหลักการและทิศทางให้เพื่อช่วยกันพาเศรษฐกิจประเทศเติบโตไปได้ร่วมกัน”

    ทั้งนี้ ธุรกิจที่สนใจมาตรฐาน Muslim Friendly สามารถแจ้งที่ CICOT หรือ คณะกรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัดที่ธุรกิจตั้งอยู่ได้ จากนั้น จะมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมาตรฐานที่กำหนดไว้และให้คะแนนแต่ละภาคส่วน เมื่อรวมกันแล้วสอบผ่านก็จะส่งเรื่องมาที่ CICOT เพื่อออกหนังสือรับรองและมอบโลโก้เพื่อนำไปใช้ได้ 

    สำหรับเครื่องหมายรับรองจะมีอายุ 2 ปี จากนั้นจะมีการตรวจสอบใหม่ หากผ่านก็ได้รับมาตรฐานเหมือนเดิม ทั้งนี้ไม่ควรการนำเครื่องหมายไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือผ่านการตรวจสอบ

    “ผมคิดว่าไม่ได้ยากอะไรนะ ถ้าจะทำให้ได้มาตรฐานMuslim Friendly เพราะการปรับเปลี่ยนเพียงบางส่วนก็จะช่วยให้ธุรกิจนั้นขยายเพดานกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บริการได้มากขึ้น นั่นหมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย ” ดร.มูหัมหมัดอามีน กล่าวทิ้งท้าย 

    เปิดขั้นตอนธุรกิจท่องเที่ยวยกระดับ  บุกตลาดศักยภาพด้วย‘Muslim Friendly’ เปิดขั้นตอนธุรกิจท่องเที่ยวยกระดับ  บุกตลาดศักยภาพด้วย‘Muslim Friendly’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232757&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw086knugyd6YnnDrnNck-9X

  • กู้ 4 แสนล้านฟื้นเศรษฐกิจ ดึง 1.7 แสนล้านแจก 43 ล้านคน ลุยเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    กู้ 4 แสนล้านฟื้นเศรษฐกิจ ดึง 1.7 แสนล้านแจก 43 ล้านคน ลุยเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    ความขัดแย้งที่ยังยืดเยื้อในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพของกลุ่มเปราะบางและต้นทุนการผลิตของ SME จากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึง 3-4% ในปีนี้ กระทรวงการคลังออกมาประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศปีนี้อยู่ที่ราว 1.6%

    ในขณะที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการต่างๆ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากงบประมาณมีอย่างจำกัด เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการวิกฤต ได้นำไปสู่การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาเป็นงบประมาณส่วนหนึ่งในการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว โดยรัฐบาลยืนยันว่าการกู้เงินครั้งนี้จะยังคงรักษาดุลยภาพทางการคลัง ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับใกล้แต่ไม่เกินเพดาน 70% ของ GDP จากระดับล่าสุดในเดือนมีนาคมที่ 66.38%

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและ สร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ…หรือ “พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน” เพื่อเป็นเกราะป้องกันเศรษฐกิจไทยจากความผันผวนของสถานการณ์โลก และหยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูง และเศรษฐกิจชะลอตัว หรือStagflation ในระยะถัดไป

    วัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ จะประกอบด้วย 2 ภารกิจหลักที่ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ได้แก่

    1. ช่วยเหลือและบรรเทา มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมายเปราะบาง ได้แก่ ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เกษตรกร และผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะการลดภาระต้นทุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย และต้นทุนพลังงานในภาคการผลิต

    2. ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยใช้โอกาสนี้ในการปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และมุ่งสู่พลังงานสมัยใหม่ที่มั่นคงและราคาเป็นธรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    กู้ 4 แสนล้านฟื้นเศรษฐกิจ ดึง 1.7 แสนล้านแจก 43 ล้านคน ลุยเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    นายอนุทิน กล่าวอีกว่าการกู้เงินครั้งนี้ทำภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และยังคงยึดมั่นในวินัยการเงินการคลังอย่างสูงสุด ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกนั้นหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงที่จะรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. … วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาหลายระลอก โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางและการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่โครงสร้างพลังงานใหม่เพื่อความยั่งยืน

    วิกฤตครั้งนี้มีความรุนแรงและรวดเร็ว โดยมาเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤตสงคราม ราคาพลังงานที่พุ่งสูง ต้นทุนการผลิตที่ขยับตัวตาม จนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชนในที่สุด หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปจะยิ่งแก้ไขยาก จึงจำเป็นต้องมีเม็ดเงินเข้ามาแทรกแซงเพื่อไม่ให้เกิดภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”

    “วิกฤตครั้งนี้มีความแตกต่างจากในอดีตอย่างเช่นช่วงโควิดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่ปัจจุบันวิกฤตมาในลักษณะเป็นระลอก เริ่มจากสงครามตามมาด้วยวิกฤตพลังงานราคานํ้ามันสูง และกำลังก้าวสู่ระลอกที่สามคือวิกฤตต้นทุนการผลิตที่จะสูงขึ้น ต่อเนื่องไปยังวิกฤตค่าครองชีพที่จะกระทบคนส่วนใหญ่ และระลอกที่ห้าคือวิกฤตด้านกำลังซื้อ ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่แก้ไขจะยิ่งทวีความรุนแรงและแก้ได้ยากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

    ทั้งนี้ จากการตรวจสอบสถานะงบประมาณปัจจุบัน พบว่างบประมาณปี 2569 ที่จะดำเนินการเกลี่ยงบประมาณมีเงินเหลือไม่ถึง 1 แสนล้านบาท โดยเบื้องต้นรวบรวมได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางก็เหลือเพียง 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งต้องสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินอื่นๆ ส่วนงบประมาณปี 2570 ยังต้องรออีกกว่า 5 เดือน จึงไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เร่งด่วน

    ผ่า พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน

    สำหรับวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ รัฐบาลได้แบ่งวัตถุประสงค์ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.วงเงิน 200,000 ล้านบาท ใช้เพื่อการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีกำลังเพียงพอในการรองรับแรงกระแทกจากค่าครองชีพ

    2.วงเงิน 200,000 ล้านบาท จะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพานํ้ามันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันไทยมีการนำเข้าสูงถึง 7-8% ของ GDP

    ยึดวินัยการคลัง กู้ในประเทศไร้เสี่ยง

    นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า สำหรับการกำหนดวงเงิน รัฐบาลได้ปรับลดจากก่อนหน้าที่ 500,000 ล้านบาท เหลือเพียง 400,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับหลักวินัยการคลัง โดยจากการประเมินของกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า การกู้ครั้งนี้จะไม่ทำให้หนี้สาธารณะเกินเพดาน 70% ของ GDP

    นอกจากนี้ การกู้เงินทั้งหมดจะเป็นการกู้ภายในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยอาศัยสภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารที่มีสูงกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับตํ่าทำให้ต้นทุนการกู้เงินไม่สูงจนเกินไป

    “วงเงินกู้จำนวนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งจากการประเมินของกระทรวงการคลังพบว่าสัดส่วนหนี้ยังคงอยู่ที่ 70% ของ GDP ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และเป็นการเน้นยํ้าถึงวินัยทางการคลัง หัวใจสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือที่เรียกว่าภาวะ Stagflation ซึ่งประกอบด้วยปัญหาเงินเฟ้อควบคู่ไปกับวิกฤตกำลังซื้อที่หากปล่อยไว้จะยิ่งแก้ไขได้ลำบาก” นายเอกนิติ ระบุ

    ถกใช้พ.ร.ก.เงินกู้ 14 พ.ค.นี้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ รัฐบาลจะดำเนินการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ โดยภายใต้กฎหมายฉบับนี้จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่าย ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อพิจารณาโครงการที่หน่วยงานต่างๆ เสนอเข้ามาให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย

    ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะพิจารณาโครงการต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดย พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ มีอายุถึง 30 กันยายน 2570

    อัดไทยช่วยไทยพลัส 1.7 แสนล้าน

    ทั้งนี้ จากการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ในส่วนของงบเพื่อการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน 200,000 ล้านบาท คาดว่าจะดึงงบมาให้สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ราว 1.72 แสนล้านบาท โดยจะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นี้ โดยกระทรวงการคลัง จะมีการทบทวนการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เพื่อให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน

    ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือในกรณีต่างๆ ตามสิทธิ์ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท เพื่อใช้จับจ่ายในร้านค้าสวัสดิการแห่งรัฐด้วย

    ในขณะที่กลุ่มประชาชนทั่วไปจะครอบคลุมกว่า 30 ล้านคน ด้วยวงเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน เพื่อประคองกำลังซื้อและสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลกที่ยังคงผันผวน โดยรัฐจะจ่ายให้ในสัดส่วน 60% และประชาชนจ่ายสัดส่วน 40%

    นอกจากนี้ การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทแล้ว รัฐบาลกำลังเตรียมจัดหาแหล่งเงินนอกงบประมาณที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตามนโยบายของรัฐบาล เบื้องต้นมีแผนจะดึงเงินฝากขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีอยู่ราว 7-8 แสนล้านบาท มาดำเนินโครงการลงทุนด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน การพัฒนาแหล่งนํ้า เพื่อป้องกันภัยแล้งและนํ้าท่วม เป็นต้น ซึ่งจะจะมีการออกหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนอีกครั้ง และจะออกมาเป็นแมชชิ่งฟันด์ กับภาครัฐที่จะช่วยสนับสนุนงบประมาณลงไปเพิ่มเติม ซึ่งน่าจะช่วยให้การบริหารจัดการโครงการต่างๆ ของรัฐบาลดำเนินการได้นอกเหนือจากงบประมาณปกติที่มีอยู่อย่างจำกัด

    คนละครึ่งช่วยกระตุ้นศก.โต 0.2%

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ประเมินว่า การเพิ่มสัดส่วนภาครัฐช่วยจ่ายเป็น 60% ประชาชนจ่าย 40% ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นมากกว่ามาตรการคนละครึ่งพลัสเดิมในรอบก่อน ส่วนตัวประเมินว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 0.2% จากเดิมที่ทำได้ประมาณ 0.1% แม้ตัวเลขจะไม่สูงมาก แต่ถือเป็นการขยับในทิศทางบวก

    อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่ฐานะการคลังของรัฐบาล เนื่องจากรายได้จากการจัดเก็บภาษียังตํ่ากว่าเป้าหมาย ส่งผลให้การดำเนินโครงการขนาดใหญ่อาจต้องพึ่งพาการกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งมีแนวโน้มแตะระดับ 5 แสนล้านบาท และต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อพื้นที่งบประมาณสำหรับการลงทุนพัฒนาในระยะยาวซึ่งอาจไปลดทอนงบประมาณในส่วนของการพัฒนาด้านอื่น ๆ ลง

    ทั้งนี้ อยากให้รัฐบาลเข้าไปกำกับดูแลเรื่อง “ค่าการตลาด” หรือส่วนต่างราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทานในสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ที่ปัจจุบันพบว่า เมื่อราคาวัตถุดิบลดลง เช่นราคายางพารา ลดลง แต่ราคาผลิตภัณฑ์ปลายทาง เช่นยางล้อรถยนต์ กลังไม่เคยลดลงเลย เพราะมีค่าการตลาดที่ไม่มีใครควบคุม ดังนั้นภาครัฐจึงควรเข้ามาดูแลความเหมาะสมของราคาสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

    จี้เร่งปรับโครงสร้าง ศก.ไปพร้อมกัน

    ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ในระยะสั้น และช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนในช่วง 4 เดือนของโครงการ แต่ไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้การกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริงต้องสร้างงานและสร้างโอกาสใหม่ควบคู่กันไป ไม่ใช่เพียงอัดเงินเข้าระบบชั่วคราว รัฐบาลต้องเร่งใช้งบประมาณด้านการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กัน

    งบมีจำกัดใช้เท่าที่จำเป็น

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทย พลัส ที่รัฐบาลจะจ่ายให้ 60% ประชาชนออก 40% เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายของประชาชนนั้น ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลในด้านกระตุ้นการบริโภคโดยตรง เพราะช่วยให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

    ส่วนข้อกังวลด้านฐานะการคลัง จากการออก พ.ร.ก. กู้เงิน เชื่อว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารจัดการได้ภายใต้กรอบวินัยการคลังเดิม โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 66.6% จากเพดาน 70% จึงยังมีช่องว่างเหลืออีกประมาณ 4-5% ซึ่งคิดเป็นวงเงินหลายแสนล้านบาทที่ยังสามารถใช้ได้

    นอกจากนี้ รัฐบาลอาจใช้งบประมาณจากการประหยัดรายจ่ายภาครัฐ เช่น ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น งดการเดินทางศึกษาดูงานต่างประเทศ รวมถึงนำงบกลางจากส่วนราชการต่าง ๆ มารวมกันเพื่อจัดสรรช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง และได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากหลายปัจจัย

    อย่างไรก็ดี มองว่าเม็ดเงินของรัฐมีจำกัด ดังนั้นอาจต้องพิจารณาคัดกรองผู้ได้รับสิทธิตามความจำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

    อีกทั้ง รัฐบาลต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้สำหรับสถานการณ์ไม่คาดคิดในอนาคต เพราะหากใช้เม็ดเงินจนเต็มเพดาน 70% แล้วเกิดวิกฤตซํ้าซ้อน การจะไปขออนุมัติขยายเพดานหนี้จากสภาฯ ให้เป็น 75% จะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบาก

    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ยังพอมีความหวังเติบโตจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้ามูลค่าสูงที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว

    ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐยังเดินหน้าได้ภายใต้อัตราภาษี 10% และอยู่ระหว่างการเจรจามาตรการทางการค้าเพิ่มเติม ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดแต่หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าและการขนส่ง โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหารซึ่งยังสามารถส่งออกได้ เพียงแต่ต้นทุนภายในประเทศยังอยู่ในระดับสูง

    แนะเจาะกลุ่มรายได้ตํ่า

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ควรถูกพัฒนายกระดับมาตรการช่วยเหลือจากเดิมที่มุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายในวงกว้าง ไปสู่การช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่มมากขึ้น ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณของภาครัฐในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ มองว่ามาตรการในลักษณะดังกล่าวควรให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้มีรายได้ตํ่าถึงปานกลาง โดยเฉพาะผู้มีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีภาวะรายจ่ายสูงกว่ารายได้ จากการประเมินพบว่ากลุ่มรายได้ระดับ 12,000-20,000 บาทต่อเดือน มีภาระขาดดุลเฉลี่ยราว 3,000-5,000 บาทต่อเดือน

    หากภาครัฐจะพัฒนามาตรการเพิ่มเติม อาจพิจารณารูปแบบการสนับสนุนวงเงินในระดับที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และประคองกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ แม้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด แต่จะช่วยลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพในระยะสั้น

    พร้อมกันนี้ เสนอว่า การออกแบบมาตรการควรพิจารณาความเหมาะสมในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาจมุ่งเน้นไปยังกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อ แต่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ซึ่งจะสามารถช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้ต่อเนื่องมากกว่า

    นอกจากนี้ เห็นว่าภาครัฐอาจพิจารณาเชื่อมโยงมาตรการเข้ากับภาคธุรกิจและชุมชน เช่น ร้านอาหารหรือผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรในประเทศ หรือสนับสนุนสินค้าในท้องถิ่น เพื่อให้เม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสามารถกระจายไปยังห่วงโซ่อุปทาน และช่วยสร้างรายได้ให้กับภาคเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กัน

    อย่างไรก็ตาม มองว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเป็นเพียงเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น ไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากปัจจัยหลักยังอยู่ที่ระดับรายได้ของประชาชนที่ไม่เพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และค่าครองชีพที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนยังคงอยู่ในกรอบของการใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีพเป็นหลัก

    มั่นใจกระตุ้นคนจับจ่าย

    นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด สะท้อนว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เร็วที่สุดในตอนนี้ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากและสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้ประชาชน เหมือน “คลื่นลูกเล็ก” ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นวงกว้างและเข้าถึงชุมชนโดยตรง เช่น การจัดรถพุ่มพวง นำสินค้าไปวิ่งขาย, การทำโปรโมชั่นสินค้าไทย กระตุ้นให้เกิดการซื้อขายสินค้าภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    สิ่งเหล่านี้จะสร้างความเคลื่อนไหวในตลาดได้ เมื่อมีกิจกรรมหนึ่งเกิดขึ้น ก็อาจจะส่งผลให้ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดต้องขยับตัวตาม เกิดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคักขึ้น ช่วยการสร้างกลไกการแข่งขันเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค สร้างบรรยากาศการต่อสู้ในตลาดผ่านการเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องดีระหว่างภาครัฐและเอกชน

    “โครงการนี้น่าสนใจมากในสภาวะปัจจุบัน ถือเป็นแรงจูงใจให้ผู้บริโภคที่เดิมอาจจะชะลอการใช้จ่าย กลับออกมาจับจ่ายใช้สอยอีกครั้ง อาจคล้ายกับคนละครึ่งที่มีมาตรการเติมเงินของรัฐบาลให้ประชาชน แต่เงินเหล่านี้หมุนเวียนในระบบได้จริง ทั้งยังลดภาระค่าครองชีพทางอ้อม ซึ่งทุกคนกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ ถือว่าช่วยบรรเทาผลกระทบนี้ให้ชาวบ้านได้”

    ขณะที่ความท้าทายหลัก ๆ ยังเป็นเรื่องวิกฤตพลังงาน ค่าใช้จ่ายเรื่องนํ้ามันและค่าไฟฟ้า ภาครัฐควรส่งเสริมเรื่อง โซล่าเซลล์ อย่างจริงจังเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีเงินเหลือมากกว่าเงินที่ใช้จ่ายในโครงการไทยช่วยไทยพลัส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/658425&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oa86akfCrIR5H4U5uj3OC

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายสำคัญ เดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวไทยแบบบูรณาการ ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความปลอดภัย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายสำคัญ เดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวไทยแบบบูรณาการ ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความปลอดภัย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

    ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลอมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มอบนโยบายให้ที่ประชุมทราบแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามสั่งการ พณฯ นายกรัฐมตรี ดังนี้
    ▫️1. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลายประเทศ เนื่องจากมีบทบาทในการเสนอการขายวัฒนธรรม เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ ของชาติ

    ▫️2. การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับการท่องเที่ยวและกีฬา เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ▫️3. การจัดเก็บเงินชาวต่างชาติเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพื่อนำมาดูแลนักท่องเที่ยว และสนับสนุนการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยโดยตำรวจท่องเที่ยว เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาทักษะของมัคคุเทศก์

    ▫️4. การเก็บภาษีคนเดินทางเที่ยวต่างประเทศเพื่อหารายได้มาสนับสนุนชุมชน และสนับสนุนให้คนเดินทางในประเทศ ทั้งนี้ อยู่ในระหว่างการศึกษาแนวทางเบื้องต้นถึงผลดีผลเสีย

    ▫️5. การกระจุกตัวของการท่องเที่ยวในบางจังหวัด ผลักดันให้เกิดการกระจายตัวด้านการท่องเที่ยวไปถึงทุกภาคส่วน

    📍ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯ และผู้บริหารระดับสูง ร่วมรับฟังความรับฟังความคิดเห็น มีสาระสำคัญได้แก่

    การ Rebranding พระนครศรีอยุธยา และการปรับเปลี่ยนอยุธยาสู่เมืองที่ต้องพักค้าง (อยุธยา วันเดียวเที่ยวไม่หมด) พบว่าภาคเอกชน มีความคิดเห็นต่อแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยว ภายในพระนครศรีอยุธยา (VOS) ประกอบด้วย :

    🔺️ ยกระดับภาพลักษณ์ในเรื่อง Gastronomy และ Wellness อาทิ สปา ให้อยู่ในระดับสากล

    🔺️ จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวระดับพรีเมี่ยม หรือ กิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีค่าใช้จ่ายสูง

    🔺️สร้างสรรค์กิจกรรมกลางคืน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพักค้าง

    🔺️บูรณาการเดินทางท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางที่กระจุกตัวอยู่ภายในเขตเกาะเมืองหรือเขตมรดกโลก ออกไปยังชุมชน/ แหล่งท่องเที่ยวรอบนอก รวมถึงการเชื่อมโยงท่องเที่ยวสายมูภายในจังหวัดอยุธยา การจองตั๋วรถไฟที่เอื้อให้เกิดการพักค้างและการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับจังหวัดท่องเที่ยวอื่น

    🔺️ยกระดับการท่องเที่ยวทางน้ำให้ได้มาตรฐาน ด้วยท่าเรือ จุดขึ้นลงเรือที่ได้มาตรฐาน ท่าเทียบเรือ การติดตั้งไฟฟ้าในเส้นทางล่องเรือ ท่าเทียบเรือในสถานที่ท่องเที่ยวและจุดสำคัญ มีการดูแลเรื่องการนำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่นของท่าเทียบเรือ

    🔺️บริหารจัดการศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว (การเปิดศูนย์ให้บริการข้อมูล) และการใช้ดิจิตอลเข้ามาจัดการข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยว (การยกระดับดิจิตอลมาขับเคลื่อนการท่องเที่ยว หรือ Smart Tourism)

    🔺️ ท่องเที่ยวโดยชุมชน เน้นการกระจายตัว และสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

    🔺️ส่งเสริมทักษะ Upskill/ Reskill มัคคุเทศก์

    🔺️สนับสนุนการตลาดเชิงรุก อาทิ การนำเสนออยุธยาในกิจกรรมส่งเสริมการขาย Roadshow เป็นต้น

    🔺️สนับสนุนการจัดประชุมสัมมนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้อยุธยาเป็น MICE City ภายใน 5 ปี

    🔺️จัดทำแผนแม่บท หรือ Action Plan เพื่อกำหนดกิจกรรมและผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และการจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยว เพื่อให้ภาคเอกชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสามารถนำไปเสนอขายต่อ

    ทั้งนี้ ททท. เชื่อมั่นว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมตอกย้ำความพร้อม มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    #AmazingThailand
    #ทันทีที่เที่ยวพระนครศรีอยุธยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1017359&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zPI0HDo1QbWz_b34LxjvJ

  • อีก 75 ปี เศรษฐกิจ-ประชากรกัมพูชามีโอกาสแซงหน้าไทย? | เข้มข่าวค่ำ | 6 พ.ค. 69

    อีก 75 ปี เศรษฐกิจ-ประชากรกัมพูชามีโอกาสแซงหน้าไทย? | เข้มข่าวค่ำ | 6 พ.ค. 69

    อดีตประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชาเผย อีก 75 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจและประชากรของกัมพูชาอาจแซงหน้าประเทศไทยได้

    #ไทยกัมพูชา #หอการค้า #เศรษฐกิจ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวค่ำ

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/217848&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Rnf4jMyQ1PqTkHuknIfQZ

  • สาธารณรัฐเช็กติดอันดับ 19 ประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลก

    สาธารณรัฐเช็กติดอันดับ 19 ประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลก

    จากดัชนี “HelloSafe Prosperity Index 2026” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเปรียบเทียบทางการเงิน HelloSafe มีเป้าหมายที่จะก้าวข้ามการจัดอันดับแบบดั้งเดิมที่อิงตาม GDP เพียงอย่างเดียว ที่ระบุว่าอาจทำให้คลาดเคลื่อนเมื่อวัดความมั่งคั่งที่แท้จริง แต่ดัชนีนี้พิจารณาจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวที่ปรับค่าครองชีพแล้ว รายได้ประชาชาติ ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และอัตราความยากจน ซึ่งการวัดนี้ไม่เพียงแต่วัดผลผลิตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกระจายความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียมกันและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ซึ่งสาธารณรัฐเช็กถูกจัดให้อยู่อันดับที่ 19 จาก 31 ประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วทั่วโลก และอันดับที่ 13 ในยุโรปแซงหน้าฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ด้วยความเหลื่อมล้ำทางรายได้ต่ำและตัวชี้วัดทางสังคมที่แข็งแกร่ง ทั้งด้าน“คุณภาพชีวิตและความเท่าเทียม” การจัดอันดับสะท้อนให้เห็นว่าแม้เศรษฐกิจของเช็กจะมีขนาดเล็กกว่าหลายประเทศในยุโรปตะวันตก แต่ก็มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในด้านต่างๆ เช่น ความเท่าเทียมกันทางรายได้และอัตราความยากจนต่ำ ตามรายงานระบุว่า แต่ละปัจจัยจะถูกถ่วงน้ำหนักเพื่อสะท้อนทั้งความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและผลลัพธ์ทางสังคม โดยคะแนนสุดท้ายจะรวม “อำนาจทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการกระจายรายได้” เข้าไว้ในมาตรวัดเดียว วิธีการนี้ยังเน้นให้เห็นถึงความบิดเบือนในการจัดอันดับโดยใช้เฉพาะ GDP เท่านั้น ตัวอย่างเช่น ไอร์แลนด์ที่มีความมั่งคั่งในทางทฤษฎีเนื่องจากกิจกรรมของบริษัทข้ามชาติ แต่ผลผลิตส่วนใหญ่ไม่ได้แปลงเป็นรายได้ครัวเรือนโดยตรง ดังที่ดัชนีระบุไว้ว่า “GDP ต่อหัวคือการจัดอันดับที่ทุกคนอ้างถึง และยังเป็นสิ่งที่บิดเบือนได้ง่ายที่สุด” ซึ่งชี้ ให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างตัวเลขทางเศรษฐกิจโดยรวมกับมาตรฐานการครองชีพที่แท้จริง โดยอันดับที่ค่อนข้างสูงของสาธารณรัฐเช็กนั้นเกิดจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในตัวชี้วัดทางสังคมมากกว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจโดยรวม จากข้อมูลของ Eurostat ที่ใช้ในการจัดทำดัชนี สาธารณรัฐเช็กมีระดับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป นอกจากนี้ยังมีอัตราความยากจนค่อนข้างต่ำอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.4 ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้สาธารณรัฐเช็กมีผลงานดีกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายประเทศ รวมถึงฝรั่งเศส ซึ่งมีระดับรายได้โดยรวมสูงกว่า แต่มีคะแนนต่ำกว่าในด้านความเหลื่อมล้ำและความยากจน นอกจากนี้ สาธารณรัฐเช็กยังได้คะแนนดีในด้านตัวชี้วัดการพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น การศึกษา สุขภาพ และมาตรฐานการครองชีพโดยทั่วไป ซึ่งใกล้เคียงกับระดับของประเทศในยุโรปตะวันตก อย่างไรก็ตาม ดัชนีระบุว่าสาธารณรัฐเช็กยังคงล้าหลังประเทศที่มีฐานะร่ำรวยที่สุดในแง่ของระดับรายได้โดยรวม ทำให้ยังคงอยู่นอกกลุ่มประเทศชั้นนำของโลก โดยอันดับหนึ่งของโลกคือ นอร์เวย์ ตามมาด้วยไอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก ซึ่ง 10 อันดับแรกเกือบทั้งหมดเป็นประเทศในยุโรป โดยมีสิงคโปร์เป็นประเทศเดียวที่ไม่ใช่ประเทศในยุโรปที่อยู่ในอันดับต้นๆ สหรัฐอเมริกาอยู่อันดับที่ 17 สะท้อนให้เห็นถึงผลผลิตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่มีระดับความเหลื่อมล้ำและความยากจนสูงกว่าเมื่อเทียบกับยุโรป แคนาดาอยู่ในอันดับที่ 18 สาธารณรัฐเช็กอยู่หลังแคนาดาและอยู่เหนือฝรั่งเศสซึ่งอยู่ในอันดับที่ 20 โดยรวม แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่าแบบจำลองทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐเช็กยังคงได้รับประโยชน์จากการกระจายรายได้ที่ค่อนข้างสมดุลและระบบสังคมที่มั่นคง แม้ว่าระดับค่าจ้างจะยังคงต่ำกว่ายุโรปตะวันตกมากก็ตาม

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการที่สาธารณรัฐเช็กมีความเหลื่อมล้ำต่ำ หมายความว่า “คนส่วนใหญ่” ในประเทศมีรายได้ในระดับที่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มคนรวยเพียงกลุ่มเดียว ประกอบกับอัตราความยากจนที่ต่ำส่งผลให้สภาพสังคมมีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพ ซึ่งเอื้อต่อการทำธุรกิจในระยะยาว ถึงแม้ว่าค่าแรงจะยังต่ำกว่าเยอรมนี แต่คุณภาพชีวิตและมาตรฐานการบริโภคขยับขึ้นมาใกล้เคียงกับยุโรปตะวันตกอย่างมาก ดังนั้น สินค้าไทยไม่ควรเน้นเรื่อง “ราคาถูก” แต่ควรเน้น “คุณภาพในราคาที่คุ้มค่า” สินค้ากลุ่มของใช้ในบ้าน ของตกแต่ง และสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีดีไซน์จะตอบโจทย์คนชั้นกลางในสาธารณรัฐเช็ก นอกจากนี้ ผู้บริโภคในประเทศที่มั่งคั่งและมีดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) สูง มักจะใส่ใจเรื่องสุขภาพ ดังนั้น สินค้าออร์แกนิก อาหารจากพืช (Plant-based) และอาหารพร้อมทานที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงจากไทยรวมถึงธุรกิจนวดไทย สปา และผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จึงมีโอกาสในการเจาะตลาดเพิ่มเติม นอกเหนือจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม/ความยั่งยืน (Sustainability) ที่ตลาดยุโรปและสาธารณรัฐเช็กให้ความสำคัญ โดยสินค้าไทยที่ใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก หรือมีกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ จะได้รับการยอมรับและมีแต้มต่อในการวางจำหน่ายมากกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qunryanrhx77ctksoifuh1no&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ppmygojyYTUY2I2MObbIw

  • BH ส่ง”ไวทัลไลฟ์”จับมือ”หัวเว่ย”ศึกษาการประเมินความเสี่ยงน้ำตาลในเลือดสูงผ่านนาฬิกาอัจฉริยะ : อินโฟเควสท์

    BH ส่ง”ไวทัลไลฟ์”จับมือ”หัวเว่ย”ศึกษาการประเมินความเสี่ยงน้ำตาลในเลือดสูงผ่านนาฬิกาอัจฉริยะ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ [BH] ประกาศความร่วมมือกับ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย ในการต่อยอดศักยภาพของเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล ผ่านโครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงโดยใช้นาฬิกาอัจฉริยะของหัวเว่ยเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงรุกและขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านสุขภาพใน ประเทศไทย

    ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของหัวเว่ยในการยกระดับเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ให้ ก้าวข้ามบทบาทของการเป็นเพียงเครื่องมือในการติดตามสุขภาพประจำวัน สู่การเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐาน ด้านสุขภาพดิจิทัลที่สามารถสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยการ ผสานเทคโนโลยีเซนเซอร์ขั้นสูง การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์จากพันธมิตรชั้นนำ โครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจึงเป็น อีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยี มาเสริมศักยภาพให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ เข้าใจและตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมส่งเสริมแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่เชื่อมโยงใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น

    โดยเป็นการผสานความเชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายได้แก่ หัวเว่ย ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยี อุปกรณ์สวมใส่และแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลสุขภาพ เพื่อรองรับกระบวนการลงทะเบียนการเข้าร่วมโครง การการจัดการอุปกรณ์ ฟังก์ชันการประเมินความเสี่ยงและบริการด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและการดูแลสุขภาพเชิงลึกที่มีมาตรฐาน การดูแลรักษาในระดับสากล เพื่อร่วมกันศึกษาศักยภาพของข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ในการสนับสนุน การประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพในเบื้องต้น รวมถึงจะมีบทบาทในการสนับสนุนกระบวนการคัดเลือกผู้ เข้าร่วมโครงการรวมถึงการประเมินข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน

    โครงการนี้เกิดมาจากการที่หัวเว่ยได้ดำเนินงานวิจัยด้านสุขภาพในประเทศจีนมาอย่างต่อเนื่องผ่าน Huawei Research Platform ครอบคลุมการศึกษาในหลายมิติ อาทิ สุขภาพหัวใจ การหายใจ สุขภาพตับ ความดันโลหิตสูง และหัวข้อด้านสุขภาพอื่น ๆ โดยหัวเว่ยได้ร่วมมือกับองค์กรวิจัยมากกว่า 170 แห่ง และเข้าถึงผู้ใช้งานมากกว่า 17 ล้านรายซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นว่าข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่สามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าการติดตามการออก กำลังกาย และยังสามารถต่อยอดสู่การศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพในอนาคต และต่อยอดจากความสำเร็จของงานวิจัยก่อนหน้าในประเทศจีนโครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาล ในเลือดสูง ถือเป็นก้าวสำคัญของหัวเว่ยในการนำการศึกษาด้านสุขภาพรูปแบบนี้ออกสู่ตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายในการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดผ่านอุปกรณ์สวมใส่เพื่อช่วยให้การคัดกรอง ความเสี่ยงเบื้องต้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ผู้ใช้งานตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองได้เร็วขึ้น

    สำหรับการทำงานของโครงการเมื่อผู้ใช้งานกดเข้าร่วมโครงการและให้ความยินยอมตามขั้นตอนที่กำหนด ระบบจะเริ่ม กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์สวมใส่ภายในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมิน ระดับความเสี่ยงในเบื้องต้น โดยผลการประเมินอาจแสดงในรูปแบบระดับความเสี่ยง เช่น ความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงสูง หรือไม่พบความเสี่ยงในเบื้องต้นเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถรับรู้ข้อมูลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม และทันท่วงที เพื่อสนับสนุนความแม่นยำและคุณค่าทางวิชาการของการศึกษา ผู้เข้าร่วมโครงการบางรายอาจได้รับการติดต่อจาก โรงพยาบาลเพื่อขอความร่วมมือในการเข้ารับการตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มเติม โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูก นำมาใช้ประกอบการประเมินผลการศึกษาผ่านการเปรียบเทียบข้อมูลจากนาฬิกาอัจฉริยะกับผลการตรวจทาง คลินิกจากโรงพยาบาล เพื่อช่วยปรับปรุงและพัฒนาโมเดลการประเมินความเสี่ยงให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายในการยกระดับความแม่นยำของโมเดลให้มากกว่า 90% ในอนาคต

    ความร่วมมือครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายยังมีเป้าหมายในการต่อยอดองค์ความรู้จากผลการศึกษาไปสู่การแลกเปลี่ยนทางวิชาการและอุตสาหกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจด้านสุขภาพเชิงป้องกันและยกระดับระบบนิเวศ เทคโนโลยี สุขภาพ ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยอุปกรณ์รุ่นแรกที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการศึกษานี้คือ HUAWEI WATCH FIT 5 Pro ซึ่งเตรียมเปิดตัวในประเทศไทย เร็วๆ นี้ จะเป็นอุปกรณ์สวมใส่รุ่นแรกที่ถูกนำมาใช้ในโครงการศึกษาครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของหัวเว่ยในการพัฒนา อุปกรณ์สวมใส่ให้เป็นมากกว่าสมาร์ทวอทช์สำหรับการออกกำลังกาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศสุขภาพ ดิจิทัลที่สามารถสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงรุกในชีวิตประจำวัน ผ่านการผสานเทคโนโลยีเซนเซอร์ ข้อมูลสุขภาพ และแพลตฟอร์มการวิจัย เพื่อยกระดับประสบการณ์การดูแลสุขภาพให้เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่

    ทั้งนี้ อุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้ในโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเชิงสังเกตและการวิจัยเท่านั้น มิได้มีวัตถุ ประสงค์เพื่อใช้แทนการวินิจฉัย การรักษา หรือคำแนะนำทางการแพทย์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/590445&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33avh9FxzeMLncEpNVGjXI