Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน – มติชนสุดสัปดาห์

    “ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน – มติชนสุดสัปดาห์

    Skip to content

    bg-single

    “ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน

    01.09.2026

    วันที่ 1 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) อดีตที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย ได้เดินทางเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมให้การต้อนรับ

    นายอภิสิทธิ์กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้าร่วมงานของนายตรีรัตน์ พร้อมระบุว่า ประสบการณ์ด้านธุรกิจพลังงานสะอาด การบริหารองค์กรขนาดใหญ่ และความเข้าใจเชิงนโยบายสาธารณะ จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาข้อเสนอด้านพลังงานและเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต

    ด้านนายตรีรัตน์ กล่าวว่า การตัดสินใจเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทั้งวิสัยทัศน์ นโยบายที่ถูกต้อง และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

    “ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว ผมเคยทำงานทั้งในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคการเมือง จึงอยากนำประสบการณ์และองค์ความรู้ที่มีเข้ามาช่วยทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในการตรวจสอบการใช้งบประมาณจากเงินกู้วงเงิน 200,000 ล้านบาทที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบ และการผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด” นายตรีรัตน์กล่าว

    นายตรีรัตน์ยังกล่าวถึงเหตุผลที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ว่า ตนเชื่อมั่นในอุดมการณ์และแนวทางการเมืองของพรรคที่ยึดมั่นในความสุจริต โปร่งใส และเป็นสถาบันทางการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

    “พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและยืนหยัดอยู่บนหลักการมาโดยตลอด เป็นพรรคของประชาชน ไม่ได้เป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มอำนาจใดกลุ่มอำนาจหนึ่ง ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะที่การเมืองไทยในปัจจุบันต้องการอย่างมาก ผมจึงตัดสินใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรค และพร้อมนำประสบการณ์ด้านการบริหาร การพัฒนาเศรษฐกิจ และพลังงานสะอาด มาช่วยเสริมศักยภาพให้กับพรรคและประเทศต่อไป”

    การเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์ของนายตรีรัตน์ในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมทีมบุคลากรด้านเศรษฐกิจและพลังงานของพรรค ด้วยผู้มีประสบการณ์ตรงจากภาคธุรกิจพลังงานสะอาดและงานนโยบายภาครัฐ สะท้อนความตั้งใจของพรรคในการผลักดันแนวทางเศรษฐกิจยุคใหม่ ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศในระยะยาว



    เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/weekly/hot-news/article_910001&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a4zfTY2f2-xq0-8JlSNCV

  • “สแกมเมอร์” ยังระบาดหนัก 7 เดือน สูญ 9.3 พันล้าน ฉุดเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

    “สแกมเมอร์” ยังระบาดหนัก 7 เดือน สูญ 9.3 พันล้าน ฉุดเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

    วันนี้ (1 ก.ย.2569) ศูนย์วิเคราะห์ SCB EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับ ภัยสแกมเมอร์ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยข้อมูลในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค.ที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ได้รับแจ้งเหตุอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและภัยจากสแกมเมอร์กว่า 190,000 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 9,300 ล้านบาท

    “สแกมเมอร์””ยังระบาดหนัก 7 เดือน สูญ 9.3 พันล้าน ฉุดเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

    “สแกมเมอร์””ยังระบาดหนัก 7 เดือน สูญ 9.3 พันล้าน ฉุดเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

    แม้จำนวนการรับแจ้งเหตุเฉลี่ยในปีนี้ลดลงเหลือประมาณ 902 เคสต่อวัน จากราว 1,040 เคสต่อวัน ในปี 2568 แต่ระดับการเกิดเหตุยังถือว่าสูง โดยการหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์มีจำนวนมากที่สุดกว่า 139,000 เคส หรือคิดเป็นประมาณ 73% ของจำนวนรับแจ้งทั้งหมด

    SCB EIC ระบุว่า การขยายตัวของการใช้โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มดิจิทัลในชีวิตประจำวัน ทำให้ช่องทางออนไลน์กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่สแกมเมอร์ใช้เข้าถึงประชาชน ส่งผลให้ผู้บริโภคยังเผชิญความเสี่ยงจากการหลอกลวงอย่างต่อเนื่องจากผลสำรวจ SCB EIC Consumer Survey พบว่า ผู้บริโภคไทยราว 1 ใน 4 เคยได้รับความเสียหายจากสแกมเมอร์ โดยรูปแบบที่พบมากที่สุดคือการหลอกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์

    “สแกมเมอร์””ยังระบาดหนัก 7 เดือน สูญ 9.3 พันล้าน ฉุดเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

    “สแกมเมอร์””ยังระบาดหนัก 7 เดือน สูญ 9.3 พันล้าน ฉุดเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

    โดยสิ่งที่น่ากังวล คือ ผู้ที่ได้รับความเสียหายมากกว่าครึ่งระบุว่า ความเสียหายส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือเยียวยา ทั้งกรณีซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับสินค้าและการถูกหลอกให้โอนเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขณะที่กรณีถูกตัดบัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาตมีแนวโน้มได้รับการแก้ไขในระดับสูงกว่า สะท้อนประสิทธิภาพของระบบสถาบันการเงินในการตรวจสอบและระงับธุรกรรมผิดปกติ

    อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคไทยยังคงซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ โดยให้ความเชื่อมั่นกับแพลตฟอร์ม e-Commerce รายใหญ่และช่องทางทางการของแบรนด์มากกว่า เนื่องจากมองว่ามีกลไกคุ้มครองผู้บริโภคและระบบความปลอดภัยที่ดีกว่า

    “สแกมเมอร์””ยังระบาดหนัก 7 เดือน สูญ 9.3 พันล้าน ฉุดเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

    “สแกมเมอร์””ยังระบาดหนัก 7 เดือน สูญ 9.3 พันล้าน ฉุดเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

    ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังหลีกเลี่ยงการผูกบัตรเครดิตหรือบัญชีธนาคารเข้ากับแพลตฟอร์ม เพื่อลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูลทางการเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนการซื้อสินค้าจากร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็ก ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของร้านค้า โดยพิจารณาจากข้อมูลร้านค้า ประวัติการดำเนินงาน และรีวิวจากผู้ใช้งานจริง

    SCB EIC มองว่า ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม e-Commerce และร้านค้าออนไลน์จำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงต่อผู้บริโภค ทั้งการใช้ AI ตรวจจับสแกมเมอร์ การคัดกรองร้านค้าอย่างเข้มงวด และการใช้กลไกชะลอการจ่ายเงินจนกว่าผู้ซื้อจะยืนยันว่าได้รับสินค้า

    “สแกมเมอร์””ยังระบาดหนัก 7 เดือน สูญ 9.3 พันล้าน ฉุดเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

    “สแกมเมอร์””ยังระบาดหนัก 7 เดือน สูญ 9.3 พันล้าน ฉุดเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

    ขณะที่ร้านค้าออนไลน์ควรให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและตรวจสอบได้ ทั้งรายละเอียดสินค้า เงื่อนไขการซื้อขาย การรับประกัน และช่องทางติดต่อ พร้อมมีนโยบายคืนเงิน เปลี่ยนสินค้า หรือชดเชยความเสียหายที่ชัดเจน รวมถึงนำระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้มากขึ้น

    สำหรับภาครัฐ แม้การปราบปรามสแกมเมอร์ถูกกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ และดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการสกัดกั้นเครือข่ายสแกมเซ็นเตอร์ การอายัดบัญชี และความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่ยังมีช่องทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือปัญหา

    “สแกมเมอร์””ยังระบาดหนัก 7 เดือน สูญ 9.3 พันล้าน ฉุดเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

    “สแกมเมอร์””ยังระบาดหนัก 7 เดือน สูญ 9.3 พันล้าน ฉุดเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

    แนวทางสำคัญ ได้แก่ การออกกฎหมายให้เข้มงวดและครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงกำหนดความรับผิดชอบของภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจจับและระงับภัยได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนการนำ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยสแกมเมอร์ระดับชาติ

    ทั้งนี้การลดภัยสแกมเมอร์จึงไม่ใช่เพียงการปกป้องเงินของประชาชน แต่เป็นโจทย์สำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการเติบโตของการค้าออนไลน์และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในระยะยาว

    อ่านข่าว:

    “พาณิชย์” จับมือ 17 หน่วยงาน ปราบนอมินี–บัญชีม้า สกัดภัยร้ายทางเศรษฐกิจ

    เตือนภัยสายสุ่ม แอค X “คีมซัง” หลอกหาร-รับหิ้ว เสียหายพุ่ง 500 ราย

    สภาผู้บริโภคเปิด 8 เหตุผลยื่นฟ้อง “เฟซบุ๊ก” 8 มิ.ย.นี้

    ACSC เปิดสถิติ 4 เดือนแรก สแกมเมอร์พุ่ง 1.2 แสนคดี เสียหายกว่า 7 พันล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/510176&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QP8U8bGyuj7afGhA0Xr0T

  • G20 เปิดฉากถกแผนพยุงเศรษฐกิจโลก สหรัฐฯ ลั่นอิหร่านจ่อล่มสลายในไม่กี่เดือน : อินโฟเควสท์

    G20 เปิดฉากถกแผนพยุงเศรษฐกิจโลก สหรัฐฯ ลั่นอิหร่านจ่อล่มสลายในไม่กี่เดือน : อินโฟเควสท์

    รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ G20 เปิดฉากการประชุม 2 วัน ณ เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนาของสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ (31 ส.ค.) โดยมุ่งกำหนดยุทธศาสตร์ฟื้นฟูการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามฝ่ายสหรัฐฯ-อิสราเอลกับฝ่ายอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 6 ซึ่งกำลังบั่นทอนบรรยากาศการค้าและทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกเร่งตัวขึ้นอย่างหนัก

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะเดินหน้าเพิ่มแรงกดดันขั้นสูงสุด และเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจอิหร่านอาจล่มสลายลง “ภายในไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือนข้างหน้า”

    สหรัฐฯ จี้ G20 ร่วมโดดเดี่ยวอิหร่าน ขู่คว่ำบาตรจีนหากยังฝ่าฝืน

    เบสเซนต์ระบุว่า สหรัฐฯ หวังเห็นสมาชิก G20 ยืนหยัดร่วมมือกันตัดขาดอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจ พร้อมย้ำต่อสื่อมวลชนว่า “เศรษฐกิจของอิหร่านไม่จำเป็นต้องล่มสลาย หากระบอบการปกครองของพวกเขายอมกลับมามีสติและคิดได้”

    เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการที่สมาชิกกลุ่ม G20 โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของอิหร่าน จะต้องปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรอย่างเคร่งครัด หากต้องการทำธุรกรรมในระบบการเงินโลกตะวันตกต่อไป โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา เบสเซนต์ได้ประกาศยุทธการ “Operation Economic Outcast” เตือนว่าทุกประเทศที่ยังค้าขายกับอิหร่าน มีความเสี่ยงถูกลงโทษด้วยมาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ

    ดึงแม่ทัพ “วอลล์สตรีท” ร่วมโต๊ะ ชูเอกชนนำฟื้นฟูตลาด

    ในวันแรกของการประชุม เบสเซนต์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานร่วมกับ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ประเมินสุขภาพเศรษฐกิจโลกและวางแนวทางสร้างการเติบโต โดยกล่าวเปิดการประชุมว่า:

    “ภารกิจหลักและสำคัญที่สุดของเราคือการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้องอาศัยทรัพยากรที่เพียบพร้อม กฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และตลาดที่แข็งแกร่ง เมื่อเงื่อนไขเหล่านี้พร้อม ภาคเอกชนจะลงมือทำในสิ่งที่ภาครัฐไม่อาจทำได้”

    การประชุมครั้งนี้ สหรัฐฯ ยังสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้วยการเชิญผู้นำสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาทิ เจมี ไดมอน ซีอีโอเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค (JPMorgan Chase & Co.) และ เดวิด โซโลมอน ซีอีโอโกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป อิงค์ (Goldman Sachs Group Inc.) เข้าร่วมหารือกับผู้กำหนดนโยบาย G20 เพื่อช่วยชี้อุปสรรคและวางแนวทางปฏิรูปปลดล็อกเศรษฐกิจ

    จับตาวิกฤต “ช่องแคบฮอร์มุซ” สหรัฐฯ มุ่งออกแถลงการณ์ร่วม

    ด้านตัวแทนจากหลายประเทศได้หยิบยกปัจจัยเสี่ยงระดับโลกขึ้นมาหารือ โดยเฉพาะกรณีที่อิหร่านปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเรียกร้องให้จัดระบบการค้าระหว่างประเทศให้มีความเป็นธรรมยิ่งขึ้น

    แม้กลุ่ม G20 ซึ่งครองสัดส่วนเศรษฐกิจถึง 85% ของ GDP โลก จะเผชิญอุปสรรคในการสร้างฉันทามติร่วมกันมาหลายปี แต่ในฐานะที่สหรัฐฯ เป็นประธานในปีนี้ จึงพยายามดึงกลุ่มกลับสู่ภารกิจหลัก ทั้งการลดกฎระเบียบ การผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยี และการทำงานใกล้ชิดกับภาคธุรกิจ พร้อมตั้งเป้าผลักดันให้มีแถลงการณ์ร่วมหลังจบการประชุม แม้ยังมีประเด็นเห็นต่างที่ตกลงกันได้ยาก ก่อนที่สหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ในเดือนธ.ค. นี้

    วงถก G7 นอกรอบ: ลุยหนุนยูเครน-วางกรอบ AI

    ในวันเดียวกัน ผู้นำทางการเงินของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ หรือ G7 (สหราชอาณาจักร แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป) ได้เปิดการประชุมแยกคู่ขนานนอกรอบ เพื่อหารือเรื่องการเดินหน้าสนับสนุนยูเครน ตลอดจนแนวทางกำกับดูแลและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/640847&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GCp1uuMbykyi_0KEMOrHO

  • คมนาคม เตรียมเปิดเวทีฟังเสียงปชช. 14 จังหวัดใต้ ลุยแผนแม่บทเชื่อมเศรษฐกิจ-โลจิสติกส์ : อินโฟเควสท์

    คมนาคม เตรียมเปิดเวทีฟังเสียงปชช. 14 จังหวัดใต้ ลุยแผนแม่บทเชื่อมเศรษฐกิจ-โลจิสติกส์ : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้เป็นครั้งแรกว่า การประชุมคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ในวันนี้เป็นการประชุมครั้งแรก โดยได้พิจารณาภาพรวมของการพัฒนาภาคใต้ รวมทั้งกรอบการดำเนินงาน ขอบเขต กลไก และกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมจากประชาชนในทุกพื้นที่ และกำหนดหลักการให้มีการประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างต่อเนื่องใน 14 จังหวัดภาคใต้ เพื่อให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถูกนำมาประกอบการจัดทำแผนแม่บทฯ อย่างรอบด้านและครบถ้วน จากภาคประชาชนนำไปสู่การกำหนดโครงการเพื่อพัฒนาประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

    ทั้งนี้ การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้จะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ในภาพรวม โดยมุ่งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การเกษตร อุตสาหกรรม การค้าและการลงทุน ตลอดจนมิติด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ

    ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการมีความเห็นร่วมกันว่า การจัดทำแผนแม่บทพัฒนาภาคใต้ควรเป็นกระบวนการที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเกิดจากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยต้องกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ของแผนให้ชัดเจนว่าเป็นแผนภาพรวม แผนเชิงพื้นที่ หรือแผนเชิงประเด็น และนำข้อเสนอทั้งหมดไปกำหนดไว้ในขอบเขตการดำเนินการอย่างครบถ้วน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้และการสื่อสารกับประชาชนล่วงหน้า ก่อนลงพื้นที่ เพื่อป้องกันความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจบนข้อมูลข้อเท็จจริง โดยหน่วยงานส่วนภูมิภาคและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงออกแบบรูปแบบการรับฟังความคิดเห็นให้เข้าถึงประชาชน และคำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางเข้าร่วมให้ความคิดเห็นของภาคประชาชน

    ส่วนในด้านการพัฒนา โดยใช้ข้อมูลเศรษฐกิจและศักยภาพของพื้นที่เป็นข้อมูลฐาน ก่อนพิจารณากำหนดแนวทางการพัฒนา และการกำหนดโครงการ พร้อมมองการเชื่อมโยงทั้งระบบ ตั้งแต่โครงข่ายคมนาคม โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนเศรษฐกิจใหม่ เช่น Wellness, Blue Economy และการเชื่อมโยง BIMSTEC โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มความเท่าเทียมในการเข้าถึงระบบขนส่ง ะยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว สนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน และลดต้นทุนการเดินทางและโลจิสติกส์ ทั้งนี้ ยังได้ให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ว่า การศึกษาต้องไม่มีการกำหนดธงหรือข้อสรุปล่วงหน้าก่อนการศึกษา แต่ให้ได้มาซึ่งผลการศึกษาและข้อมูลเชิงวิชาการเป็นหลักในการตัดสินใจ พร้อมถอดบทเรียนจากกระบวนการ SEA
    เพื่อช่วยสร้างฉันทามติและจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ โดยยึดแนวคิด “ร่างแผนไปพร้อมกับคนภาคใต้ ไม่ใช่ทำแผนให้คนภาคใต้” เพื่อให้แผนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและเกิดประโยชน์ต่อพื้นที่อย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ กำหนดให้มีการประชุมติดตามผลและให้ข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม มีข้อเสนอเชิงนโยบาย กลไกการขับเคลื่อน การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และระบบติดตามประเมินผลที่ชัดเจน ก่อนนำเสนอแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ฉบับสมบูรณ์ต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/641398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0di2OInXh4Lt36D7G5zG8b

  • รัฐมนตรีคลัง G20 ร่วมประชุมที่สหรัฐฯ หารือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

    รัฐมนตรีคลัง G20 ร่วมประชุมที่สหรัฐฯ หารือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

    รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G20 เริ่มประชุมที่สหรัฐฯ หารือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น

    วันที่ 1 กันยายน 2569 รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่มประเทศ G20 เริ่มการประชุม 2 วันที่เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ของสหรัฐฯ เพื่อหารือแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและแนวทางรับมือกับความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยมีประเด็นเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานเป็นหัวข้อสำคัญ

    โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมองว่าโลกกำลังเผชิญภาระหนี้ในระดับสูง หลังผ่านวิกฤตการเงินโลกและการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหนทางสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้น

    การประชุมครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งสร้างความกังวลว่าราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ที่ประชุมจึงหารือแนวทางลดความเสี่ยง รวมถึงการสร้างความมั่นคงให้ห่วงโซ่อุปทานของแร่สำคัญที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2956664&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Dcsz44THRQYAAb5GGrWEf

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 2.83%  ดาวโจนส์ร่วง 374.09 จุด จับตาราคาน้ำมันไทย  – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 2.83%  ดาวโจนส์ร่วง 374.09 จุด จับตาราคาน้ำมันไทย  – สยามรัฐ

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นในวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2569 หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 6 อาจกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลก รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ

    สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 2.36 ดอลลาร์ หรือ 2.83% ปิดที่ 85.76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 2.39 ดอลลาร์ หรือ 2.71% ปิดที่ 90.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    แรงหนุนสำคัญมาจากสถานการณ์ทางทหารที่รุนแรงขึ้น หลังศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐฯ ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีฐานยิงจรวด 2 แห่งของอิหร่านบนเกาะลารัค ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม หลังตรวจพบว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านกำลังเตรียมยิงจรวดที่บรรทุกทุ่นระเบิดทางน้ำลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซ

    หลังจากนั้น อิหร่านเปิดฉากตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธข้ามแดนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดน พร้อมส่งโดรนโจมตีฐานทัพอากาศอัล มินฮัด ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมุ่งเป้าไปยังจุดประจำการของทหารและฝูงเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ

    อิหร่านระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้กรณีสมาชิกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านและพลเรือนชาวอิหร่านถูกสังหารบนเกาะลารัค ขณะที่สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลต่อตลาดน้ำมัน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุปทานพลังงานของโลก

    ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศเตรียมตอบโต้อิหร่าน หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน พร้อมขู่ว่าจะทำลายเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน หากสถานการณ์ยังคงทวีความรุนแรง

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นักลงทุนจับตาความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจขยายวงกว้าง โดยเฉพาะผลกระทบต่อการผลิตและการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน รวมถึงเส้นทางลำเลียงน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นต่อไป

    ขณะที่ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นนิวยอร์ก โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2569 ลดลง 374.09 จุด หรือ 0.70% ปิดที่ 53,185.90 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,686.14 จุด ลดลง 25.62 จุด หรือ 0.33% และดัชนีแนสแด็กปิดที่ 26,370.89 จุด ลดลง 31.53 จุด หรือ 0.12%

    แรงกดดันต่อตลาดหุ้นเกิดขึ้นหลังราคาน้ำมันดิบ WTI และเบรนท์พุ่งขึ้นมากกว่า 2.5% ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน นักลงทุนกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว และเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

    นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตลาดกังวลว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อรุนแรงขึ้น โดยนักลงทุนยังจับตาถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ประธานเฟด ซึ่งกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา

    วอร์ชระบุว่า เฟดจำเป็นต้องมั่นใจว่าเงินเฟ้อพื้นฐานกำลังปรับตัวเข้าใกล้เป้าหมายอย่างชัดเจนและรวดเร็วเพียงพอ หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เฟดยังคงมีภารกิจที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม

    ถ้อยแถลงดังกล่าวยิ่งเพิ่มความวิตกในตลาดว่า หากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ก็อาจทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นและลดโอกาสที่เฟดจะผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะต่อไป นักลงทุนจึงเพิ่มความระมัดระวัง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ตลาดปิดในแดนลบ

    สำหรับราคาน้ำมันในประเทศไทยประจำวันที่ 1 กันยายน 2569 มีการรายงานราคาขายปลีกจากผู้ให้บริการน้ำมัน 4 สถานี ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ โดยข้อมูลที่ระบุในรายงานอ้างอิงการอัปเดต ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 05.00 น. และเป็นราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร

    ราคาน้ำมันปั๊มปตท. ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 37.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 32.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 28.63 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.32 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 38.39 บาทต่อลิตร และเบนซิน 95 ราคา 46.68 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊มบางจาก ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 37.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 32.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 28.63 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.32 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 38.39 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊มพีที ได้แก่ ดีเซล ราคา 38.39 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 ราคา 38.39 บาทต่อลิตร เบนซิน ราคา 47.18 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 37.69 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.32 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 32.69 บาทต่อลิตร

    ส่วนราคาน้ำมันปั๊มเชลล์ ได้แก่ เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 32.89 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.82 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.19 บาทต่อลิตร เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 49.84 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 38.39 บาทต่อลิตร เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 33.39 บาทต่อลิตร และเชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 49.84 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน โดยมีการอัปเดตราคาทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาในเวลา 05.00 น. ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลง

    ราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/318569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2McEx10iOQMfuWbVqh4Rc_

  • ครม.อนุมัติย้ายสถานที่จัดงาน ‘พืชสวนโลก’ ไป ‘ปากช่อง’ | เดลินิวส์

    ครม.อนุมัติย้ายสถานที่จัดงาน ‘พืชสวนโลก’ ไป ‘ปากช่อง’ | เดลินิวส์

    เดลินิวส์

    ครม.อนุมัติย้ายสถานที่จัดงาน ‘พืชสวนโลก’ ไป ‘ปากช่อง’

    “สุริยะ” เผย ครม. อนุมติย้ายสถานที่จัดพืชสวนโลก 2027 จากเดิม อ.คง ไปเป็น อ.ปากช่อง เตรียมเสนอต่อที่ประชุมของสมาคมพืชสวนโลกระหว่างประเทศ (AIPH) ในวันที่ 4 กันยายนนี้

    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา อนุมัติให้มีการย้ายสถานที่จัดงานพืชสวนโลกปี 2027 จากเดิมเป็น อ.คง จ.นครราชสีมา ไป อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แทน เพื่อความเหมาะสมในหลายด้าน ตามข้อเสนอของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการทบทวนความคุ้มค่าในการลงทุนในระยะยาว เพื่อให้ทันต่อการเสนอต่อที่ประชุมของสมาคมพืชสวนโลกระหว่างประเทศ (AIPH) ในวันที่ 4 กันยายนนี้..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6154507/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ikFrrv2bxNJ3sauURGaPf

  • ปชป.ต้อนรับ ‘ตรีรัตน์’ ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ

    ปชป.ต้อนรับ ‘ตรีรัตน์’ ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ

    ปชป.ต้อนรับ ‘ตรีรัตน์’ ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ

    ปชป.ต้อนรับ 'ตรีรัตน์' ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ

    พรรคประชาธิปัตย์ ต้อนรับ “ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน

    • นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ผู้บริหารธุรกิจพลังงานสะอาดและอดีตนักการเมือง เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ
    • พรรคประชาธิปัตย์ต้อนรับเพื่อเสริมทีมบุคลากรด้านนโยบายพลังงานและเศรษฐกิจ โดยคาดหวังว่าจะนำประสบการณ์มาช่วยพัฒนานโยบายของพรรค
    • นายตรีรัตน์ตั้งใจนำความรู้ความสามารถมาช่วยผลักดันนโยบายด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด และรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศ

    พรรคประชาธิปัตย์ ต้อนรับ “ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน

    วันที่ 1 ก.ย. 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) อดีตที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย ได้เดินทางเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมให้การต้อนรับ

    หัวหน้าพรรคปชป. กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้าร่วมงานของนายตรีรัตน์ พร้อมระบุว่า ประสบการณ์ด้านธุรกิจพลังงานสะอาด การบริหารองค์กรขนาดใหญ่ และความเข้าใจเชิงนโยบายสาธารณะ จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาข้อเสนอด้านพลังงานและเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต

    ปชป.ต้อนรับ 'ตรีรัตน์' ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ

    ทางฝั่งตรีรัตน์ เผยการตัดสินใจเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทั้งวิสัยทัศน์ นโยบายที่ถูกต้อง และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

    ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว ตนเคยทำงานทั้งในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคการเมือง จึงอยากนำประสบการณ์และองค์ความรู้ที่มีเข้ามาช่วยทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในการตรวจสอบการใช้งบประมาณจากเงินกู้วงเงิน 200,000 ล้านบาทที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบ และการผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

    ตนเชื่อมั่นในอุดมการณ์และแนวทางการเมืองของพรรคที่ยึดมั่นในความสุจริต โปร่งใส และเป็นสถาบันทางการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

    ปชป.ต้อนรับ 'ตรีรัตน์' ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ

    พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและยืนหยัดอยู่บนหลักการมาโดยตลอด เป็นพรรคของประชาชน ไม่ได้เป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มอำนาจใดกลุ่มอำนาจหนึ่ง ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะที่การเมืองไทยในปัจจุบันต้องการอย่างมาก ผมจึงตัดสินใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรค และพร้อมนำประสบการณ์ด้านการบริหาร การพัฒนาเศรษฐกิจ และพลังงานสะอาด มาช่วยเสริมศักยภาพให้กับพรรคและประเทศต่อไป

    การเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์ของนายตรีรัตน์ในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมทีมบุคลากรด้านเศรษฐกิจและพลังงานของพรรค ด้วยผู้มีประสบการณ์ตรงจากภาคธุรกิจพลังงานสะอาดและงานนโยบายภาครัฐ สะท้อนความตั้งใจของพรรคในการผลักดันแนวทางเศรษฐกิจยุคใหม่ ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/864865&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10MhamRULUxqjEU9viPZOo

  • ม็อบพรึ่บนับพันคนบุก ‘ครม.สัญจร’ กดดันรัฐบาล ‘นายกฯอนุทิน’ แก้ 3 ปมร้อน | เดลินิวส์

    ม็อบพรึ่บนับพันคนบุก ‘ครม.สัญจร’ กดดันรัฐบาล ‘นายกฯอนุทิน’ แก้ 3 ปมร้อน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาคประชาชนตั้งแต่ก่อนเริ่มการประชุม เมื่อเครือข่ายประชาชน 3 กลุ่มใหญ่นับพันคน รวมตัวยื่นหนังสือถึงรัฐบาล เพื่อสะท้อนปัญหาปากท้องและข้อกังวลต่อการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตัดสินใจแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

    โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้แทนรัฐบาลรับหนังสือด้วยตนเอง พร้อมยืนยันว่าจะนำข้อเสนอทั้งหมดเสนอต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา

    สำหรับเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทยพัฒนาเพื่อความยั่งยืน นำโดยนายปรีชา สุขเกษม ยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจากับประเทศมาเลเซีย หลังระงับการนำเข้ากุ้งไทยตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 ส่งผลให้ราคากุ้งในประเทศลดลง 40-80 บาทต่อกิโลกรัม กระทบผู้เลี้ยงกุ้ง ผู้ประกอบการ และแรงงานในอุตสาหกรรมจำนวนมาก พร้อมระบุว่าปัญหามีต้นเหตุมาจากมาตรการตรวจสอบปลากะพงที่ล่าช้า จนกระทบการค้าระหว่างสองประเทศ และขอให้รัฐบาลเร่งปลดล็อกการส่งออกกุ้งไทยภายใน 15 วัน เพื่อให้การค้ากลับสู่ภาวะปกติ โดยย้ำว่า “กุ้งไทยไม่ควรถูกมองเป็นกุ้งเถื่อน”

    ขณะที่กลุ่มชุมชนจะนะต้นแบบ ยื่นข้อเสนอสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอจะนะ แต่ยืนยันว่าการพัฒนาจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมเสนอข้อเรียกร้อง 5 ประการ ได้แก่ การให้ชุมชนถือสิทธิในใบอนุญาตโรงไฟฟ้าขนาด 1,100 เมกะวัตต์ การกำหนดสัดส่วนการจ้างแรงงานในพื้นที่ การจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมที่มีตัวแทนชุมชนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง การจัดสรรรายได้ภาษีคืนสู่ท้องถิ่น และการเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกิจกรรม CSR ของภาคเอกชน พร้อมประกาศจุดยืนว่า หากรัฐบาลไม่รับข้อเสนอและยังเดินหน้าโครงการโดยไม่รับฟังเสียงประชาชน ก็พร้อมคัดค้านโครงการอย่างเต็มที่

    ขณะเดียวกันเครือข่ายปกป้องแผ่นดินชุมพร-ระนอง ยื่นหนังสือเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรียกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง และถอนร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) โดยอ้างผลการศึกษาของคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ที่ระบุว่า โครงการยังมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมสูง และไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่าก่อนหน้านี้ภาครัฐและกระทรวงคมนาคมได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับภาคประชาชนว่าจะชะลอโครงการ และร่วมจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

    ภายหลังรับหนังสือ นายพิพัฒน์ยืนยันว่า รัฐบาลรับฟังข้อเสนอของทุกเครือข่าย และจะนำข้อเรียกร้องทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีและที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและสร้างความชัดเจนต่อการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ในระยะต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6154592/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZC52Zoj9D0qqOLpg73-UX

  • อิหร่านประณาม EU หนุนสหรัฐฯ กดดันเศรษฐกิจ ชี้ยุโรปหมดความเป็นอิสระ : อินโฟเควสท์

    อิหร่านประณาม EU หนุนสหรัฐฯ กดดันเศรษฐกิจ ชี้ยุโรปหมดความเป็นอิสระ : อินโฟเควสท์

    อิหร่านออกโรงประณามสหภาพยุโรป (EU) ที่ประกาศสนับสนุนปฏิบัติการกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน พร้อมชี้ว่ายุโรปไม่สามารถอ้างเรื่อง “ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์” (strategic autonomy) ได้อีกต่อไป

    เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์เมื่อวันจันทร์ (31 ส.ค.) ว่า ยุโรปไม่สามารถพูดถึง “ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์” ได้อีกต่อไป หากยังทำเพียงปฏิบัติตามคำสั่งของสหรัฐฯ

    ข้อความของโฆษก กต. อิหร่านมีขึ้นเพื่อตอบโต้แถลงการณ์ของ EU ที่ออกระหว่างการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G20 ที่เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐฯ

    ในแถลงการณ์ดังกล่าว EU แสดงการสนับสนุนความพยายามที่มุ่งให้อิหร่านยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายเสถียรภาพ และกลับเข้าสู่การเจรจาสันติภาพด้วยความจริงใจ โดยอาจใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม รวมถึงปฏิบัติการ “Operation Economic Outcast” ที่นำโดยสหรัฐฯ

    ขณะเดียวกัน EU เรียกร้องให้เดินหน้าการทูตกับอิหร่านต่อไป เพื่อรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคและเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมย้ำว่ายังคงพร้อมใช้มาตรการเพิ่มเติม และร่วมกับสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่น ๆ รักษาแรงกดดันต่ออิหร่าน

    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศสิ่งที่เขาเรียกว่า “ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งหนักหน่วงที่สุดเท่าที่เคยมีต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง” พร้อมเตือนประเทศที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่านว่าอาจต้องเผชิญ “ผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง”

    โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/641133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32VCDsXBX_MiEhDSqB1r_M