Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘กฎหมายโลกร้อน ปี 2026’ กับ 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

    ที่ผ่านมา ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของโลกผ่านการวางรากฐานทางกฎหมายเพื่อรับมือวิกฤตโลกร้อนอย่างเป็นระบบ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หรือที่เรียกว่า กฎหมายโลกร้อน ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ถูกออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้รองรับและปรับตัวต่อผลกระทบด้านภูมิอากาศที่เป็นภัยธรรมชาติได้ในระยะยาว


    จากบทความเรื่อง “จับตา พ.ร.บ.โลกร้อน ขับเคลื่อนการปรับตัวต่อภัยธรรมชาติ เสริมสร้างการลดก๊าซเรือนกระจกและวางกฎเกณฑ์แนวทางซื้อขายคาร์บอนเครดิต” ที่เผยแพร่ใน Facebook : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้อัปเดตให้เห็นว่าร่าง กฎหมายโลกร้อน ฉบับนี้มีเนื้อหา 14 หมวด 205 มาตรา และบทเฉพาะกาล มุ่งเน้นให้สามารถบริหารจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในส่วนของสาเหตุ คือ ก๊าซเรือนกระจก และปลายเหตุ คือ การปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหาย
    โดยใช้การเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยให้มีภูมิคุ้มกัน มีสภาพแวดล้อมในการจัดการปัญหาที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยมากยิ่งขึ้น ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยยึดหลัก “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Justice) ร่วมกับความเป็นธรรมทางสังคมและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กัน
    และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยตามกฎหมายนี้จะกำหนดให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และกำหนดเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐต้องรับดำเนินการและบูรณาการในแผนงาน เพื่อจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกัน ภายใต้โครงสร้างทางนโยบายที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมกรรมการจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อบูรณาการการทำงานและกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานร่วมกับนานาชาติ นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. ยังรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในกระบวนการกำหนดนโยบายและวางแผน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

    ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับตัวอย่างจริงจังคือ การจัดตั้งระบบกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanism) ซึ่งประกอบด้วยกลไกภาคบังคับ 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
    1. ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS – Emission Trading System)
    เป็นกลไกกำหนดเพดานสูงสุด (Emission Cap) เพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลในแต่ละภาคส่วน ซึ่งจะได้รับการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการให้เปล่าและ/หรือการประมูล โดยสิทธิดังกล่าว ถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถซื้อขายและโอนได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดอย่างเหมาะสม
    2. กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของไทย (CBAM – Carbon Border Adjustment Mechanism)
    เพื่อนำไปสู่การป้องกันปัญหา “การรั่วไหลของคาร์บอน” (Carbon Leakage) ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากมายังประเทศไทย รวมทั้งเพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดของสินค้าให้กับผู้ประกอบการในประเทศที่ผลิตสินค้ามีต้นทุนเพิ่มเติมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำ อันเนื่องมาจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการลดก๊าซเรือนกระจกในการผลิต อีกทั้งจะช่วยสนับสนุนการเตรียมพร้อมรับมือกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย
    3. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
    เป็นกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องจ่ายภาษีตามปริมาณการผลิตหรือนำเข้า ช่วยให้ธุรกิจคาดการณ์ต้นทุนได้ชัดเจนและมีแรงจูงใจลดการปล่อยก๊าซ โดยกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บ ทั้งนี้ รายได้จากภาษีต้องนำส่งคลังตามกฎหมายกระทรวงการคลัง และไม่สามารถใช้ในกองทุนภูมิอากาศได้

    ร่าง กฎหมายโลกร้อน นี้ยังได้กำหนดให้มีเครื่องมือสำคัญด้านการเงิน คือ กองทุนภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว โดยแหล่งเงินทุนนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการจัดเก็บรายได้มาจากกลไกราคาคาร์บอน ของกฎหมาย อาทิ รายได้จากการประมูลสิทธิในระบบ ETS กลไก CBAM  และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัย และพัฒนา ตลอดจนการรับมือกับผลกระทบจากความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage)
    นอกจากนี้ ร่างกฎหมายจะเป็นกรอบการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตของประเทศ โดยกำหนดมาตรฐาน มูลค่าและระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้การซื้อขายและการใช้คาร์บอนเครดิตมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และป้องกันการทุจริตจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะมีการจัทำมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Taxonomy) เพื่อเป็นมาตรฐานกลางสำหรับจำแนกกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย สำหรับใช้เป็นกรอบอ้างอิงทางด้านการเงินและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance and Investment) เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจตรงกัน และร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
    สำหรับกรอบกฎหมายด้านการปรับตัวและการสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้เกิดรูปแบบการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบในมิติต่างๆ เช่น น้ำ เกษตร สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสร้างความพร้อมไปสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดและท้องถิ่นตามสภาพพื้นที่และความต้องการที่แตกต่างกันอย่างแท้จริง

    ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยเร็วในระยะต่อไป ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร่งด่วน ในฐานะกฎหมายแม่บท โดยจะมีการเตรียมการพิจารณารายละเอียดกฎหมายระดับอนุบัญญัติ หรือกฎหมายลูก คู่ขนานกันไป เช่น กฎกระทรวงเรื่องการรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลจะต้องดำเนินการภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ หรือการจัดตั้งโครงสร้างเชิงสถาบันของกฎหมาย เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการ การเตรียมการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ ซึ่งต้องเริ่มเดินหน้าทันทีเพื่อให้เห็นผลเชิงปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมุ่งหวังว่าจะมีโอกาสได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569
    อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ หนึ่ง การวางแผนและจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และ สอง การกำหนดสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลซึ่งจะเป็นภาคบังคับเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ได้ข้อมูล CFO – Carbon Footprint Organization หรือการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยจะต้องเชื่อมโยงกับการจัดการเพื่อไม่ให้เกิดการฟอกเขียวหรือ Green wash ร่วมกับการซื้อคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจที่มีอยู่ในประเทศในปัจจุบัน
    ดังนั้น การประกาศเดินหน้ากฎหมายสำคัญฉบับนี้จึงถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง และเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่มีภูมิคุ้มกัน ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป

    เทรนด์ความยั่งยืนที่ต้องจับตาต่อในปี 2026

    ปฐมบท “คาร์บอนข้ามแดน” CBAM สหภาพยุโรป บังคับใช้ 1 ม.ค. 2569

    ไบโอมีเทน..เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานแห่งอนาคตของไทย สู่ศูนย์กลางอาเซียน

    เอทานอล E100 มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพ อนาคตยานยนต์ไทย “ฮับ” แห่งแรกของโลก

    Post Views: 207

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/01/hot-issues-in-global-warming-law-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mTMjvagEfLrmfLgPDs57B

  • จีนวางแผนกระตุ้นอัตราการเกิด ผ่านภาษีถุงยางอนามัยและลดราคาบริการดูแลเด็ก – BBC News ไทย

    จีนวางแผนกระตุ้นอัตราการเกิด ผ่านภาษีถุงยางอนามัยและลดราคาบริการดูแลเด็ก – BBC News ไทย

    ขึ้นภาษีถุงยาง-ลดค่าบริการดูแลเด็ก แผนกระตุ้นอัตราการเกิดของจีนจะได้ผลหรือไม่ ?

    A baby lying down on a patterned grey cloth while dressed in a red traditional Chinese outfit with gold linings. Some red flowers surround him.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ออสมันด์ เชีย
      • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
      • Author, หยาน เฉิน
      • Role, บีบีซีแผนกภาษาจีน

    ประชาชนชาวจีนจะต้องจ่ายภาษีการขาย (sales tax) 13% ที่เรียกเก็บจากการซื้อสินค้าและบริการ สำหรับอุปกรณ์คุมกำเนิดนับตั้งแต่วันนี้ (1 ม.ค.) เป็นต้นไป ขณะที่บริการดูแลเด็กจะได้รับการยกเว้น นี่เป็นมาตรการล่าสุดของจีน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับสองของโลกที่กำลังพยายามกระตุ้นอัตราการเกิด

    การยกเครื่องระบบภาษีที่ถูกประกาศออกมาเมื่อปลายปี 2024 ได้ยกเลิกข้อยกเว้นหลายอย่างที่เคยมีมาตั้งแต่ปี 1994 ในขณะที่จีนบังคับใช้นโยบายลูกคนเดียวมายาวนานหลายทศวรรษ

    นอกจากนี้ ทางการจีนยังยกเว้นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้กับบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงานและการดูแลผู้สูงอายุ โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการขยายมาตรการซึ่งรวมถึงการขยายระยะเวลาการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรและการแจกเงินสด

    ด้วยปัญหาประชากรสูงอายุและสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา รัฐบาลจีนจึงกำลังพยายามอย่างหนักที่จะสนับสนุนให้คนหนุ่มสาวชาวจีนแต่งงานกันมากขึ้น และสนับสนุนให้คู่รักมีลูก

    ตัวเลขทางการแสดงให้เห็นว่าจำนวนประชากรจีนลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสามปีติดต่อกันแล้ว มีเด็กเกิดเพียง 9.54 ล้านคนในปี 2024 ซึ่งเป็นเพียงราวครึ่งหนึ่งของตัวเลขจำนวนการเกิดที่ถูกบันทึกไว้เมื่อทศวรรษที่แล้ว เมื่อจีนเริ่มผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่บังคับว่าประชาชนสามารถมีลูกได้กี่คน

    กระนั้น ภาษีที่ถูกบังคับใช้กับอุปกรณ์คุมกำเนิดต่าง ๆ รวมถึงถุงยางอนามัยและยาคุมนั้น ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และอัตราการเกิดโรคเอชไอวี (HIV) โดยแนวทางนี้ก่อให้เกิดกระแสวิจารณ์และล้อเลียนมาตรการดังกล่าว บางคนบอกว่าต้องใช้วิธีการที่มากกว่าการกำหนดให้ถุงยางมีราคาสูงเพื่อจะโน้มน้าวให้พวกเขามีลูก

    ผู้ค้าปลีกรายหนึ่งบอกให้นักช็อปกักตุนไว้ล่วงหน้าก่อนจะมีการขึ้นราคา ซึ่งผู้ใช้โซเชียลมีเดียรายหนึ่งกล่าวติดตลกว่า “ผมจะซื้อถุงยางสำหรับใช้ได้ทั้งชีวิตเลยไว้เลยในตอนนี้”

    ขณะที่อีกรายระบุว่า ประชาชนทราบความแตกต่างระหว่างราคาถุงยางอนามัยและราคาของการเลี้ยงลูก

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • แคนดิเดตนายกฯ จาก 8 พรรค

    • หน้ากากทำจากหยกและเปลือกหอย ซึ่งฝังอยู่กับพระศพของกษัตริย์ “ทีคับชาก” (Te’ Kab Chaak)

    • Image of Murat Mukashev with a cemetery behind him

    • ภาพการส่งตัวทหารกัมพูชา 18 คน

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรสูงที่สุด จากรายงานในปี 2024 ของสถาบันวิจัยประชากรยูหวา (YuWa) ในกรุงปักกิ่ง รายงานดังกล่าวระบุว่าค่าใช้จ่ายที่สูงมาจากค่าธรรมเนียมของโรงเรียนในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันทางวิชาการในระดับสูงมาก และความท้าทายที่ผู้หญิงต้องรับมือกับการทำงานและเลี้ยงดูบุตรไปพร้อม ๆ กัน

    การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ ที่ส่งผลกระทบต่อเงินออม ทำให้หลายครอบครัว โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว รู้สึกไม่มั่นคงหรือมีความมั่นใจในอนาคตของพวกเขาน้อยลง

    “ผมมีลูกคนหนึ่ง และผมไม่อยากมีเพิ่มอีกแล้ว” แดเนียล ลั่ว วัย 36 ปี ที่อาศัยอยู่ในมณฑลเหอหนานทางตะวันออกของประเทศจีน ระบุ

    “มันก็เหมือนกับตอนที่มีการขึ้นค่าโดยสารรถไฟใต้ดิน เมื่อราคามันขึ้น 1 หรือ 2 หยวน คนที่ใช้รถไฟใต้ดินก็ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขา คุณก็ยังใช้รถไฟใต้ดินอยู่ ถูกไหม”

    เขาบอกว่าเขาไม่กังวลกับการขึ้นราคา “ถุงยางอนามัยกล่องหนึ่งอาจจะแพงขึ้นสัก 5 หรือ 10 หยวน หรืออย่างมากก็ 20 หยวน เทียบทั้งปีมันก็แค่ไม่กี่ร้อยหยวน เป็นราคาที่จ่ายได้อยู่แล้ว”

    A couple takes photos outside the Civil Affairs Bureau on May 20, 2025 in Guangzhou, Guangdong province of China.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, คนหนุ่มสาวในจีนกำลังมีลูกน้อยลงหรือไม่มีลูกเลย เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ

    อย่างไรก็ตาม เรื่องของราคาและค่าใช้จ่ายอาจเป็นปัญหาสำหรับคนอื่น ๆ เช่น โรซี จาว ผู้อยู่อาศัยในเมืองซีอานทางตอนกลางของจีน ซึ่งกังวลกับเรื่องนี้

    เธอระบุว่าการทำให้การคุมกำเนิดซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นมีราคาแพงขึ้นนั้น อาจทำให้นักเรียนหรือผู้ที่มีปัญหาทางการเงิน “ต้องรับความเสี่ยง”

    มันคือ “ผลลัพธ์ที่อันตรายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้” เธอกล่าวเสริม

    ผู้สังเกตการณ์มีความเห็นที่หลากหลายต่อการยกเครื่องภาษีครั้งนี้ อี้ ฟู่เสียน นักประชากรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน มองความคิดที่ว่าการขึ้นภาษีถุงยางอนามัยจะส่งผลกระทบต่ออัตราการเกิดเป็น “การคิดมากเกินไป”

    เขาเชื่อว่ารัฐบาลจีนกำลังมุ่งมั่นที่จะเก็บภาษี “ในทุกสิ่งที่เก็บได้” ในขณะที่ต้องรับมือกับภาวะตกต่ำของตลาดที่อยู่อาศัยและหนี้สินของประเทศที่เพิ่มขึ้น

    ในปี 2024 รายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มของจีนคิดเป็นมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ (กว่า 31 ล้านล้านบาท) คิดเป็นเกือบ 40% ของการเก็บภาษีทั้งประเทศ

    ด้าน เฮนเรียตตา เลวิน จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ (Center for Strategic and International Studies) ระบุว่าการเก็บภาษีถุงยางอนามัยเป็นความเคลื่อนไหว “เชิงสัญลักษณ์” และสะท้อนความพยายามของรัฐบาลจีนในการกระตุ้นให้ประชาชนเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์ซึ่ง “ต่ำสุด ๆ” ในจีน

    เธอกล่าวเสริมว่าสิ่งที่ขัดขวางความพยายามครั้งนี้ คือนโยบายและเงินอุดหนุนจำนวนมากจะต้องมาจากองค์การปกครองระดับมณฑลที่มีหนี้สินอยู่แล้ว และยังไม่ชัดเจนว่าพวกเขาจะสามารถสำรองทรัพยากรได้เพียงพอหรือไม่

    เธอระบุด้วยว่า แนวทางของจีนที่ต้องการกระตุ้นให้ประชาชนมีลูกยังมีความเสี่ยงที่จะส่งผลในทางตรงกันข้าม หากประชาชนเกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลเข้ามา “ล่วงล้ำมากเกินไป” ในเรื่องที่เป็นทางเลือกส่วนบุคคลอย่างยิ่ง

    เมื่อไม่นานมานี้มีรายงานสื่อหลายฉบับที่ระบุว่าสตรีในบางมณฑลได้รับสายโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นซึ่งถามพวกเธอเกี่ยวกับรอบประจำเดือนและแผนการมีบุตร ซึ่งสำนักสาธารณสุขท้องถิ่นในมณฑลยูนนานระบุว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องจำเป็นในการระบุตัวตนสตรีที่อาจตั้งครรภ์มีลูกได้

    แต่เลวินมองว่ามันไม่ได้ช่วยในด้านภาพลักษณ์ของรัฐบาลเลย “พรรค [คอมมิวนิสต์] อดไม่ได้ที่จะแทรกตัวเองเข้าไปในทุกการตัดสินใจที่พวกเขาสนใจ ดังนั้นมันจึงลงเอยด้วยการเป็นศัตรูตัวฉกาจของตัวเองในทางหนึ่ง”

    Children sitting around a classroom table participate in a game at a summer day care class in Nanchang, China

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, งานศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2024 พบว่าจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในการเลี้ยงดูบุตร

    ผู้สังเกตการณ์และสตรีส่วนหนึ่งกล่าวว่า ผู้นำของประเทศที่อยู่ภายใต้สังคมชายเป็นใหญ่ล้มเหลวในการเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดการขยับปรับเปลี่ยนในวงกว้าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะกับจีนแห่งเดียวเท่านั้น

    หลายประเทศตะวันตกและแม้กระทั่งประเทศในภูมิภาคเดียวกันกับจีน เช่น เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างประสบปัญหาในความพยายามเพิ่มอัตราการเกิดในขณะที่ประชากรของประเทศสูงอายุมากขึ้น

    สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภาระในการดูแลเด็ก ซึ่งงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าภาระต่าง ๆ ตกอยู่กับผู้หญิงอย่างไม่ได้สัดส่วน แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อัตราการแต่งงาน หรือแม้กระทั่งอัตราการออกเดตที่ลดลง

    นายลั่วจากเมืองเหอหนานมองว่า มาตรการมากมายของจีนไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริง นั่นคือ วิธีการมีปฏิสัมพันธ์ของคนหนุ่มสาวในปัจจุบันนี้หลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างมนุษย์มากขึ้น

    เขากล่าวถึงการเพิ่มขึ้นของยอดขายเซ็กส์ทอยในจีน ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นสัญญาณของการที่ “ผู้คนแค่ต้องการทำให้ตัวเองพึงพอใจ” เพราะ “การปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นกลายเป็นเรื่องยุ่งยากมากขึ้น”

    เขามองว่าการอยู่บนโลกออนไลน์นั่นง่ายดายและสบายใจกว่า เพราะ “แรงกดดัน [ในชีวิต] มีอยู่จริง ๆ”

    “คนหนุ่มสาวในทุกวันนี้รับมือกับความเครียดที่มากขึ้นจากสังคมของคนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แน่นอนว่าพวกเขาเหนือกว่าในทางวัตถุ แต่พวกเขาก็เผชิญกับความคาดหวังที่มากกว่าเดิมมาก ทุกคนก็แค่เหนื่อยล้า”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cre2dgxd0w1o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0m1dZ8erWQti5javTF7B4i

  • ‘กฎหมายโลกร้อน ปี 2026’ กับ 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

    ที่ผ่านมา ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของโลกผ่านการวางรากฐานทางกฎหมายเพื่อรับมือวิกฤตโลกร้อนอย่างเป็นระบบ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หรือที่เรียกว่า กฎหมายโลกร้อน ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ถูกออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้รองรับและปรับตัวต่อผลกระทบด้านภูมิอากาศที่เป็นภัยธรรมชาติได้ในระยะยาว


    จากบทความเรื่อง “จับตา พ.ร.บ.โลกร้อน ขับเคลื่อนการปรับตัวต่อภัยธรรมชาติ เสริมสร้างการลดก๊าซเรือนกระจกและวางกฎเกณฑ์แนวทางซื้อขายคาร์บอนเครดิต” ที่เผยแพร่ใน Facebook : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้อัปเดตให้เห็นว่าร่าง กฎหมายโลกร้อน ฉบับนี้มีเนื้อหา 14 หมวด 205 มาตรา และบทเฉพาะกาล มุ่งเน้นให้สามารถบริหารจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในส่วนของสาเหตุ คือ ก๊าซเรือนกระจก และปลายเหตุ คือ การปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหาย
    โดยใช้การเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยให้มีภูมิคุ้มกัน มีสภาพแวดล้อมในการจัดการปัญหาที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยมากยิ่งขึ้น ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยยึดหลัก “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Justice) ร่วมกับความเป็นธรรมทางสังคมและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กัน
    และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยตามกฎหมายนี้จะกำหนดให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และกำหนดเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐต้องรับดำเนินการและบูรณาการในแผนงาน เพื่อจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกัน ภายใต้โครงสร้างทางนโยบายที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมกรรมการจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อบูรณาการการทำงานและกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานร่วมกับนานาชาติ นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. ยังรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในกระบวนการกำหนดนโยบายและวางแผน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

    ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับตัวอย่างจริงจังคือ การจัดตั้งระบบกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanism) ซึ่งประกอบด้วยกลไกภาคบังคับ 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
    1. ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS – Emission Trading System)
    เป็นกลไกกำหนดเพดานสูงสุด (Emission Cap) เพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลในแต่ละภาคส่วน ซึ่งจะได้รับการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการให้เปล่าและ/หรือการประมูล โดยสิทธิดังกล่าว ถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถซื้อขายและโอนได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดอย่างเหมาะสม
    2. กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของไทย (CBAM – Carbon Border Adjustment Mechanism)
    เพื่อนำไปสู่การป้องกันปัญหา “การรั่วไหลของคาร์บอน” (Carbon Leakage) ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากมายังประเทศไทย รวมทั้งเพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดของสินค้าให้กับผู้ประกอบการในประเทศที่ผลิตสินค้ามีต้นทุนเพิ่มเติมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำ อันเนื่องมาจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการลดก๊าซเรือนกระจกในการผลิต อีกทั้งจะช่วยสนับสนุนการเตรียมพร้อมรับมือกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย
    3. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
    เป็นกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องจ่ายภาษีตามปริมาณการผลิตหรือนำเข้า ช่วยให้ธุรกิจคาดการณ์ต้นทุนได้ชัดเจนและมีแรงจูงใจลดการปล่อยก๊าซ โดยกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บ ทั้งนี้ รายได้จากภาษีต้องนำส่งคลังตามกฎหมายกระทรวงการคลัง และไม่สามารถใช้ในกองทุนภูมิอากาศได้

    ร่าง กฎหมายโลกร้อน นี้ยังได้กำหนดให้มีเครื่องมือสำคัญด้านการเงิน คือ กองทุนภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว โดยแหล่งเงินทุนนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการจัดเก็บรายได้มาจากกลไกราคาคาร์บอน ของกฎหมาย อาทิ รายได้จากการประมูลสิทธิในระบบ ETS กลไก CBAM  และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัย และพัฒนา ตลอดจนการรับมือกับผลกระทบจากความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage)
    นอกจากนี้ ร่างกฎหมายจะเป็นกรอบการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตของประเทศ โดยกำหนดมาตรฐาน มูลค่าและระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้การซื้อขายและการใช้คาร์บอนเครดิตมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และป้องกันการทุจริตจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะมีการจัทำมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Taxonomy) เพื่อเป็นมาตรฐานกลางสำหรับจำแนกกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย สำหรับใช้เป็นกรอบอ้างอิงทางด้านการเงินและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance and Investment) เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจตรงกัน และร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
    สำหรับกรอบกฎหมายด้านการปรับตัวและการสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้เกิดรูปแบบการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบในมิติต่างๆ เช่น น้ำ เกษตร สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสร้างความพร้อมไปสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดและท้องถิ่นตามสภาพพื้นที่และความต้องการที่แตกต่างกันอย่างแท้จริง

    ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยเร็วในระยะต่อไป ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร่งด่วน ในฐานะกฎหมายแม่บท โดยจะมีการเตรียมการพิจารณารายละเอียดกฎหมายระดับอนุบัญญัติ หรือกฎหมายลูก คู่ขนานกันไป เช่น กฎกระทรวงเรื่องการรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลจะต้องดำเนินการภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ หรือการจัดตั้งโครงสร้างเชิงสถาบันของกฎหมาย เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการ การเตรียมการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ ซึ่งต้องเริ่มเดินหน้าทันทีเพื่อให้เห็นผลเชิงปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมุ่งหวังว่าจะมีโอกาสได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569
    อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ หนึ่ง การวางแผนและจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และ สอง การกำหนดสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลซึ่งจะเป็นภาคบังคับเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ได้ข้อมูล CFO – Carbon Footprint Organization หรือการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยจะต้องเชื่อมโยงกับการจัดการเพื่อไม่ให้เกิดการฟอกเขียวหรือ Green wash ร่วมกับการซื้อคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจที่มีอยู่ในประเทศในปัจจุบัน
    ดังนั้น การประกาศเดินหน้ากฎหมายสำคัญฉบับนี้จึงถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง และเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่มีภูมิคุ้มกัน ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป

    เทรนด์ความยั่งยืนที่ต้องจับตาต่อในปี 2026

    ปฐมบท “คาร์บอนข้ามแดน” CBAM สหภาพยุโรป บังคับใช้ 1 ม.ค. 2569

    ไบโอมีเทน..เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานแห่งอนาคตของไทย สู่ศูนย์กลางอาเซียน

    เอทานอล E100 มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพ อนาคตยานยนต์ไทย “ฮับ” แห่งแรกของโลก

    Post Views: 191

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/01/hot-issues-in-global-warming-law-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mTMjvagEfLrmfLgPDs57B

  • คลังเผย ยอดใช้จ่ายคนละครึ่งพลัส 31 ธ.ค. 68 รวมกว่า 84,000 ล้านบาท

    คลังเผย ยอดใช้จ่ายคนละครึ่งพลัส 31 ธ.ค. 68 รวมกว่า 84,000 ล้านบาท

    สิ้นสุดโครงการคนละครึ่งพลัส คลังเผยยอดใช้จ่าย ณ 31 ธ.ค. 68 รวมกว่า 84,000 ล้านบาท

    นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยตัวเลขเบื้องต้นการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งพลัส ที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 68 เวลา 23.00 น. โดยมีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการฯ รวม 84,185.73 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น

    ส่วนที่ 1 เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วย

    • ใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 41,251.73 ล้านบาท
    • ใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) จำนวน 1,558.91 ล้านบาท

    ส่วนที่ 2 เงินที่รัฐร่วมจ่าย 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วย

    • ใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 39,899.53 ล้านบาท
    • รัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 1,475.56 ล้านบาท

    สำหรับจำนวนร้านค้าในโครงการฯ จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 ธ.ค. 68 เวลา 23.00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลจำนวน 999,350 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 89,799 ราย

    ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลังกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินโครงการฯ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการที่มีส่วนช่วยส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินโครงการฯ ทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.2 ในปี 2568 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการฯ

    นอกจากนี้ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ได้ก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่ง ตามมาเป็นวงกว้าง และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569

    1160357

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/946324/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mFdDN5hhPszHYZ_O6AMfp

  • ปิดฉาก “คนละครึ่ง พลัส” เม็ดเงินสะพัดกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท – ใช้ไม่ทัน 2.6 พันล้านบาท

    ปิดฉาก “คนละครึ่ง พลัส” เม็ดเงินสะพัดกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท – ใช้ไม่ทัน 2.6 พันล้านบาท

    ปิดฉาก “คนละครึ่ง พลัส” เม็ดเงินสะพัดกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ดัน GDP ปี 68 เพิ่ม 0.2% ขณะใช้ไม่ทันถึง 2.6 พันล้านบาท

    นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยตัวเลขเบื้องต้นการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. โดยมีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการฯ รวม 84,185.73 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น

    ส่วนที่ 1 เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 41,251.73 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) จำนวน 1,558.91 ล้านบาท

    ส่วนที่ 2 เงินที่รัฐร่วมจ่าย 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วย การใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 39,899.53 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 1,475.56 ล้านบาท

    สำหรับจำนวนร้านค้าในโครงการฯ จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลจำนวน 999,350 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 89,799 ราย

    ผลการดำเนินโครงการฯ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการที่มีส่วนช่วยส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินโครงการฯ ทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการฯ นอกจากนี้ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ได้ก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่ง ตามมาเป็นวงกว้าง และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/454356&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dXXXq3OO4YTbP2DCld5kq

  • ‘กฎหมายโลกร้อน ปี 2026’ กับ 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

    ที่ผ่านมา ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของโลกผ่านการวางรากฐานทางกฎหมายเพื่อรับมือวิกฤตโลกร้อนอย่างเป็นระบบ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หรือที่เรียกว่า กฎหมายโลกร้อน ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ถูกออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้รองรับและปรับตัวต่อผลกระทบด้านภูมิอากาศที่เป็นภัยธรรมชาติได้ในระยะยาว


    จากบทความเรื่อง “จับตา พ.ร.บ.โลกร้อน ขับเคลื่อนการปรับตัวต่อภัยธรรมชาติ เสริมสร้างการลดก๊าซเรือนกระจกและวางกฎเกณฑ์แนวทางซื้อขายคาร์บอนเครดิต” ที่เผยแพร่ใน Facebook : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้อัปเดตให้เห็นว่าร่าง กฎหมายโลกร้อน ฉบับนี้มีเนื้อหา 14 หมวด 205 มาตรา และบทเฉพาะกาล มุ่งเน้นให้สามารถบริหารจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในส่วนของสาเหตุ คือ ก๊าซเรือนกระจก และปลายเหตุ คือ การปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหาย
    โดยใช้การเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยให้มีภูมิคุ้มกัน มีสภาพแวดล้อมในการจัดการปัญหาที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยมากยิ่งขึ้น ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยยึดหลัก “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Justice) ร่วมกับความเป็นธรรมทางสังคมและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กัน
    และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยตามกฎหมายนี้จะกำหนดให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และกำหนดเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐต้องรับดำเนินการและบูรณาการในแผนงาน เพื่อจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกัน ภายใต้โครงสร้างทางนโยบายที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมกรรมการจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อบูรณาการการทำงานและกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานร่วมกับนานาชาติ นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. ยังรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในกระบวนการกำหนดนโยบายและวางแผน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

    ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับตัวอย่างจริงจังคือ การจัดตั้งระบบกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanism) ซึ่งประกอบด้วยกลไกภาคบังคับ 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
    1. ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS – Emission Trading System)
    เป็นกลไกกำหนดเพดานสูงสุด (Emission Cap) เพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลในแต่ละภาคส่วน ซึ่งจะได้รับการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการให้เปล่าและ/หรือการประมูล โดยสิทธิดังกล่าว ถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถซื้อขายและโอนได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดอย่างเหมาะสม
    2. กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของไทย (CBAM – Carbon Border Adjustment Mechanism)
    เพื่อนำไปสู่การป้องกันปัญหา “การรั่วไหลของคาร์บอน” (Carbon Leakage) ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากมายังประเทศไทย รวมทั้งเพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดของสินค้าให้กับผู้ประกอบการในประเทศที่ผลิตสินค้ามีต้นทุนเพิ่มเติมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำ อันเนื่องมาจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการลดก๊าซเรือนกระจกในการผลิต อีกทั้งจะช่วยสนับสนุนการเตรียมพร้อมรับมือกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย
    3. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
    เป็นกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องจ่ายภาษีตามปริมาณการผลิตหรือนำเข้า ช่วยให้ธุรกิจคาดการณ์ต้นทุนได้ชัดเจนและมีแรงจูงใจลดการปล่อยก๊าซ โดยกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บ ทั้งนี้ รายได้จากภาษีต้องนำส่งคลังตามกฎหมายกระทรวงการคลัง และไม่สามารถใช้ในกองทุนภูมิอากาศได้

    ร่าง กฎหมายโลกร้อน นี้ยังได้กำหนดให้มีเครื่องมือสำคัญด้านการเงิน คือ กองทุนภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว โดยแหล่งเงินทุนนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการจัดเก็บรายได้มาจากกลไกราคาคาร์บอน ของกฎหมาย อาทิ รายได้จากการประมูลสิทธิในระบบ ETS กลไก CBAM  และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัย และพัฒนา ตลอดจนการรับมือกับผลกระทบจากความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage)
    นอกจากนี้ ร่างกฎหมายจะเป็นกรอบการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตของประเทศ โดยกำหนดมาตรฐาน มูลค่าและระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้การซื้อขายและการใช้คาร์บอนเครดิตมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และป้องกันการทุจริตจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะมีการจัทำมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Taxonomy) เพื่อเป็นมาตรฐานกลางสำหรับจำแนกกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย สำหรับใช้เป็นกรอบอ้างอิงทางด้านการเงินและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance and Investment) เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจตรงกัน และร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
    สำหรับกรอบกฎหมายด้านการปรับตัวและการสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้เกิดรูปแบบการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบในมิติต่างๆ เช่น น้ำ เกษตร สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสร้างความพร้อมไปสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดและท้องถิ่นตามสภาพพื้นที่และความต้องการที่แตกต่างกันอย่างแท้จริง

    ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยเร็วในระยะต่อไป ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร่งด่วน ในฐานะกฎหมายแม่บท โดยจะมีการเตรียมการพิจารณารายละเอียดกฎหมายระดับอนุบัญญัติ หรือกฎหมายลูก คู่ขนานกันไป เช่น กฎกระทรวงเรื่องการรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลจะต้องดำเนินการภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ หรือการจัดตั้งโครงสร้างเชิงสถาบันของกฎหมาย เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการ การเตรียมการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ ซึ่งต้องเริ่มเดินหน้าทันทีเพื่อให้เห็นผลเชิงปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมุ่งหวังว่าจะมีโอกาสได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569
    อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ หนึ่ง การวางแผนและจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และ สอง การกำหนดสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลซึ่งจะเป็นภาคบังคับเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ได้ข้อมูล CFO – Carbon Footprint Organization หรือการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยจะต้องเชื่อมโยงกับการจัดการเพื่อไม่ให้เกิดการฟอกเขียวหรือ Green wash ร่วมกับการซื้อคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจที่มีอยู่ในประเทศในปัจจุบัน
    ดังนั้น การประกาศเดินหน้ากฎหมายสำคัญฉบับนี้จึงถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง และเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่มีภูมิคุ้มกัน ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป

    เทรนด์ความยั่งยืนที่ต้องจับตาต่อในปี 2026

    ปฐมบท “คาร์บอนข้ามแดน” CBAM สหภาพยุโรป บังคับใช้ 1 ม.ค. 2569

    ไบโอมีเทน..เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานแห่งอนาคตของไทย สู่ศูนย์กลางอาเซียน

    เอทานอล E100 มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพ อนาคตยานยนต์ไทย “ฮับ” แห่งแรกของโลก

    Post Views: 170

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/01/hot-issues-in-global-warming-law-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mTMjvagEfLrmfLgPDs57B

  • “ไพศาล” กาง 2 สูตรตั้งรัฐบาล! เพื่อไทยแกนนำ จับตา “กล้าธรรม” ตัวแปรยืนหนึ่งทุกขั้ว | เดลินิวส์

    “ไพศาล” กาง 2 สูตรตั้งรัฐบาล! เพื่อไทยแกนนำ จับตา “กล้าธรรม” ตัวแปรยืนหนึ่งทุกขั้ว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 ม.ค. นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า

    ชัดขึ้นแล้วว่า สูตรจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งจะมี 2 สูตร

    – เพื่อไทยกับภูมิใจไทย ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล

    – เพื่อไทยกับประชาชน ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล

    โดยพรรคกล้าธรรม ร่วมรัฐบาลทั้ง 2 สูตร

    และพรรคประชาชาติ กับพรรคเศรษฐกิจ จะร่วมกับพรรคเล็ก อีก 3 พรรค เข้าร่วมรัฐบาลด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5461117/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z5NdhYwqJCJu5e1f3nSDj

  • ‘กฎหมายโลกร้อน ปี 2026’ กับ 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

    ที่ผ่านมา ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของโลกผ่านการวางรากฐานทางกฎหมายเพื่อรับมือวิกฤตโลกร้อนอย่างเป็นระบบ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หรือที่เรียกว่า กฎหมายโลกร้อน ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ถูกออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้รองรับและปรับตัวต่อผลกระทบด้านภูมิอากาศที่เป็นภัยธรรมชาติได้ในระยะยาว


    จากบทความเรื่อง “จับตา พ.ร.บ.โลกร้อน ขับเคลื่อนการปรับตัวต่อภัยธรรมชาติ เสริมสร้างการลดก๊าซเรือนกระจกและวางกฎเกณฑ์แนวทางซื้อขายคาร์บอนเครดิต” ที่เผยแพร่ใน Facebook : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้อัปเดตให้เห็นว่าร่าง กฎหมายโลกร้อน ฉบับนี้มีเนื้อหา 14 หมวด 205 มาตรา และบทเฉพาะกาล มุ่งเน้นให้สามารถบริหารจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในส่วนของสาเหตุ คือ ก๊าซเรือนกระจก และปลายเหตุ คือ การปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหาย
    โดยใช้การเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยให้มีภูมิคุ้มกัน มีสภาพแวดล้อมในการจัดการปัญหาที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยมากยิ่งขึ้น ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยยึดหลัก “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Justice) ร่วมกับความเป็นธรรมทางสังคมและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กัน
    และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยตามกฎหมายนี้จะกำหนดให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และกำหนดเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐต้องรับดำเนินการและบูรณาการในแผนงาน เพื่อจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกัน ภายใต้โครงสร้างทางนโยบายที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมกรรมการจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อบูรณาการการทำงานและกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานร่วมกับนานาชาติ นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. ยังรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในกระบวนการกำหนดนโยบายและวางแผน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

    ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับตัวอย่างจริงจังคือ การจัดตั้งระบบกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanism) ซึ่งประกอบด้วยกลไกภาคบังคับ 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
    1. ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS – Emission Trading System)
    เป็นกลไกกำหนดเพดานสูงสุด (Emission Cap) เพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลในแต่ละภาคส่วน ซึ่งจะได้รับการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการให้เปล่าและ/หรือการประมูล โดยสิทธิดังกล่าว ถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถซื้อขายและโอนได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดอย่างเหมาะสม
    2. กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของไทย (CBAM – Carbon Border Adjustment Mechanism)
    เพื่อนำไปสู่การป้องกันปัญหา “การรั่วไหลของคาร์บอน” (Carbon Leakage) ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากมายังประเทศไทย รวมทั้งเพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดของสินค้าให้กับผู้ประกอบการในประเทศที่ผลิตสินค้ามีต้นทุนเพิ่มเติมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำ อันเนื่องมาจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการลดก๊าซเรือนกระจกในการผลิต อีกทั้งจะช่วยสนับสนุนการเตรียมพร้อมรับมือกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย
    3. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
    เป็นกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องจ่ายภาษีตามปริมาณการผลิตหรือนำเข้า ช่วยให้ธุรกิจคาดการณ์ต้นทุนได้ชัดเจนและมีแรงจูงใจลดการปล่อยก๊าซ โดยกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บ ทั้งนี้ รายได้จากภาษีต้องนำส่งคลังตามกฎหมายกระทรวงการคลัง และไม่สามารถใช้ในกองทุนภูมิอากาศได้

    ร่าง กฎหมายโลกร้อน นี้ยังได้กำหนดให้มีเครื่องมือสำคัญด้านการเงิน คือ กองทุนภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว โดยแหล่งเงินทุนนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการจัดเก็บรายได้มาจากกลไกราคาคาร์บอน ของกฎหมาย อาทิ รายได้จากการประมูลสิทธิในระบบ ETS กลไก CBAM  และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัย และพัฒนา ตลอดจนการรับมือกับผลกระทบจากความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage)
    นอกจากนี้ ร่างกฎหมายจะเป็นกรอบการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตของประเทศ โดยกำหนดมาตรฐาน มูลค่าและระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้การซื้อขายและการใช้คาร์บอนเครดิตมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และป้องกันการทุจริตจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะมีการจัทำมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Taxonomy) เพื่อเป็นมาตรฐานกลางสำหรับจำแนกกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย สำหรับใช้เป็นกรอบอ้างอิงทางด้านการเงินและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance and Investment) เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจตรงกัน และร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
    สำหรับกรอบกฎหมายด้านการปรับตัวและการสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้เกิดรูปแบบการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบในมิติต่างๆ เช่น น้ำ เกษตร สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสร้างความพร้อมไปสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดและท้องถิ่นตามสภาพพื้นที่และความต้องการที่แตกต่างกันอย่างแท้จริง

    ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยเร็วในระยะต่อไป ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร่งด่วน ในฐานะกฎหมายแม่บท โดยจะมีการเตรียมการพิจารณารายละเอียดกฎหมายระดับอนุบัญญัติ หรือกฎหมายลูก คู่ขนานกันไป เช่น กฎกระทรวงเรื่องการรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลจะต้องดำเนินการภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ หรือการจัดตั้งโครงสร้างเชิงสถาบันของกฎหมาย เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการ การเตรียมการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ ซึ่งต้องเริ่มเดินหน้าทันทีเพื่อให้เห็นผลเชิงปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมุ่งหวังว่าจะมีโอกาสได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569
    อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ หนึ่ง การวางแผนและจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และ สอง การกำหนดสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลซึ่งจะเป็นภาคบังคับเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ได้ข้อมูล CFO – Carbon Footprint Organization หรือการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยจะต้องเชื่อมโยงกับการจัดการเพื่อไม่ให้เกิดการฟอกเขียวหรือ Green wash ร่วมกับการซื้อคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจที่มีอยู่ในประเทศในปัจจุบัน
    ดังนั้น การประกาศเดินหน้ากฎหมายสำคัญฉบับนี้จึงถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง และเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่มีภูมิคุ้มกัน ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป

    เทรนด์ความยั่งยืนที่ต้องจับตาต่อในปี 2026

    ปฐมบท “คาร์บอนข้ามแดน” CBAM สหภาพยุโรป บังคับใช้ 1 ม.ค. 2569

    ไบโอมีเทน..เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานแห่งอนาคตของไทย สู่ศูนย์กลางอาเซียน

    เอทานอล E100 มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพ อนาคตยานยนต์ไทย “ฮับ” แห่งแรกของโลก

    Post Views: 157

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/01/hot-issues-in-global-warming-law-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mTMjvagEfLrmfLgPDs57B

  • ปิดฉาก “คนละครึ่ง พลัส” ยอดใช้จ่าย 84,185.73 ลบ. หนุนเศรษฐกิจไทย

    นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยตัวเลขเบื้องต้นการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23:00 น. โดยมีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการรวม 84,185.73 ล้านบาท

    ยอดใช้จ่ายแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 41,251.73 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 1,558.91 ล้านบาท ขณะที่เงินที่รัฐร่วมจ่ายมีจำนวน 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วยการร่วมจ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 39,899.53 ล้านบาท และร่วมจ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 1,475.56 ล้านบาท

    จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23:00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 999,350 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 89,799 ราย

    นายพงศ์นคร ระบุว่า ผลการดำเนินโครงการสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีโครงการ

    นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อในภาคประชาชนยังส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนในภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งอย่างเป็นวงกว้าง และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/805158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SZ61WxcuqeaDbGnM7487y

  • ปิดฉาก “คนละครึ่ง พลัส” ยอดใช้จ่าย 84,185.73 ลบ. หนุนเศรษฐกิจไทย

    นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยตัวเลขเบื้องต้นการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23:00 น. โดยมีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการรวม 84,185.73 ล้านบาท

    ยอดใช้จ่ายแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 41,251.73 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 1,558.91 ล้านบาท ขณะที่เงินที่รัฐร่วมจ่ายมีจำนวน 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วยการร่วมจ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 39,899.53 ล้านบาท และร่วมจ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 1,475.56 ล้านบาท

    จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23:00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 999,350 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 89,799 ราย

    นายพงศ์นคร ระบุว่า ผลการดำเนินโครงการสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีโครงการ

    นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อในภาคประชาชนยังส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนในภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งอย่างเป็นวงกว้าง และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/805158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SZ61WxcuqeaDbGnM7487y