Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจไทยปีม้าอาจไม่คึก! หลายปัจจัยกดโตแผ่ว คาดราคาทองคำยังไปต่อ/จับตาประธานFEDคนใหม่

    เศรษฐกิจไทยปีม้าอาจไม่คึก! หลายปัจจัยกดโตแผ่ว คาดราคาทองคำยังไปต่อ/จับตาประธานFEDคนใหม่

    เริ่มต้นปีม้า 2569 กับความท้าทายและความไม่แน่นอนที่ต่อเนื่องมาจากปีที่ผ่านมา ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ขณะเดียวกันจากคาดการณ์ของหลายฝ่ายต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวกว่าเดิม ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ โดย ttb analytics ประเมินเศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัว 1.6% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดในรอบ 5 ปี จากการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งแม้ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากการขึ้นภาษีนำเข้าศุลกากรของทรัมป์จะไม่รุนแรงอย่างที่เคยประเมินไว้ แต่ปัจจัยชั่วคราวที่เคยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเร่งส่งออกสินค้าซึ่งส่งผลบวกต่อกิจกรรมในภาคส่งออกและภาคอุตสาหกรรมจะทยอยหมดลง ขณะที่แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เคยผลักดันเศรษฐกิจในอดีตก็มีข้อจำกัดในการเติบโต และยังไม่มีตัวไหนเป็นเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    โดยปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญในปี 2569 ไม่ว่าจะเป็น 1. การชะลอตัวของภาคส่งออกจากหลายสาเหตุ มาจากผลของการเร่งตัวผิดปกติในช่วงต้น (Front-loading) ในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา จึงทำให้ปริมาณสต็อกสินค้าในต่างประเทศค่อนข้างสูง รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ จากผลกระทบของภาษีทรัมป์ที่จะเห็นชัดเจนขึ้นในปี 2569 และความกังวลจากภาวะฟองสบู่ในการลงทุนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความเสี่ยงจากการถูกตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมภายใต้ข้อกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งจะครอบคลุมกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงจะถูกสวมสิทธิ (Transshipment Risk) และสินค้าที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (Strategic Products) และการแข่งขันในสินค้าส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ และตลาดหลักอื่นที่จะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จากความเสียเปรียบด้านราคา โดยเป็นผลพวงหลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการลดอัตราภาษีสูงเป็นระยะเวลา 1 ปี อีกทั้งจีนยังมีแนวโน้มกระจายการส่งออกไปยังประเทศอื่นมากขึ้นจากกำลังการผลิตที่อยู่ในระดับสูง

    ส่วน 2. การใช้จ่ายภาครัฐมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง แม้มีการส่งสัญญาณเลือกตั้งใหม่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองคาดว่าจะยังคงอยู่และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในระยะต่อไป ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการภาครัฐจำนวนมากในปีงบประมาณ 2569 แล้ว ยังอาจส่งผลให้การจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีความเสี่ยงที่จะล่าช้าออกไปจากช่วงเวลาปกติ นอกจากนี้ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและความพยายามลดการขาดดุลทางการคลัง จะทำให้พื้นที่ทางการคลังที่เหลืออยู่ถูกดึงไปใช้แก้ไขปัญหาแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อประคองภาพเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่    

    ขณะที่ 3. การบริโภคภาคเอกชนมีข้อจำกัดในการเติบโตมากขึ้น ส่วนหนึ่งจากเม็ดเงินกระตุ้นการจับจ่ายถูกดึงมาใช้ตั้งแต่ปลายปี 2568 มาจนถึงต้นปี 2569 และอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อประชาชนและเม็ดเงินที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงเกินกว่า 80% ของจีดีพีมาเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 10 ปี จะยังคงบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชนต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้แรงซื้อในหมวดสินค้าคงทน (เช่น รถยนต์และที่อยู่อาศัย) อาจยังไม่สามารถกลับสู่ระดับเดิมเหมือนในอดีต

    ในด้านเสถียรภาพทางการเงิน ttb analytics ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในรอบการประชุมเดือนธันวาคมสู่ระดับ 1.25% ณ สิ้นปี 2568 พร้อมกับการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อลงในปี 2568-2569 มองไปข้างหน้า ttb analytics ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงอยู่ที่ 0.75-1% ณ สิ้นปี 2569 ซึ่งจะเป็นการปรับนโยบายทางการเงินให้มีความสมดุล (Recalibration) และสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอลงในหลายภาคส่วน จากเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำลง อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีคาดว่าจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างเป้าหมายต่อไป นอกจากนี้ การผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่องจะมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้แก่ภาคครัวเรือนและ SMEs ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้แบบเฉพาะเจาะจงอื่น ๆ เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เป็นต้น

    สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2569 คาดว่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐมีทิศทางแข็งค่าขึ้นได้บ้างในช่วงครึ่งแรกของปี ตามการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงต่อเนื่องตลอดทั้งปี ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมถึงปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและวินัยทางการคลังของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี แนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทอาจมีค่อนข้างจำกัดจากความเปราะบางด้านปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาทองคำในตลาดโลกที่ลดลงอย่างมีนัย โดยเฉพาะหลังจากที่ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณเข้ามากำกับดูแลธุรกรรมทองคำอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เงินบาทมีจังหวะผันผวนและอ่อนค่าได้เพิ่มเติมในปีหน้า

    “ท่องเที่ยว-ลงทุน” ยังเป็นความหวังหลักแต่ฟื้นตัวจำกัด

    ภาคท่องเที่ยวจะยังคงเป็นตัวแปรที่สำคัญ แต่เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น โดย ttb analytics คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 34.5 ล้านคน หรือเติบโต 4.5% จากปีก่อน จากตลาดนักท่องเที่ยวในกลุ่มอินเดีย รัสเซีย และยุโรปที่คาดว่าจะยังขยายตัวได้ สวนทางกับตลาดนักท่องเที่ยวหลัก (อาทิ จีน อาเซียน และเกาหลีใต้) ที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ส่วนหนึ่งจากความสามารถในการดึงดูดการท่องเที่ยวของไทยลดลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ มิติของรายได้จากการท่องเที่ยวคาดว่าจะเติบโตเพียง 4% โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปยังต่ำกว่าปี 2562 จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ยิ่งกว่านั้น รายได้จากนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนเดียวกับจำนวนนักท่องเที่ยว ข้อจำกัดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากภาคบริการที่กระจุกอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจเมืองและภูมิภาคท่องเที่ยวหลัก เป็นจุดสะท้อนเพดานการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่จำกัดลงได้อย่างชัดเจน

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์อุทกภัยอย่างฉับพลันในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมที่ผ่านมา ttb analytics ประเมินความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการท่องเที่ยวจะอยู่ที่ราว 1.4-2.7 หมื่นล้านบาทหรือ 0.07%-0.14% ต่อจีดีพี ภายใต้กรอบระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 1 ไตรมาส (ซึ่งความเสียหายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเดือนธันวาคม 2568) อีกทั้งยังกระทบต่อรายได้ของภาคธุรกิจทั้งหมดในพื้นที่น้ำท่วมราว 8.2 แสนล้านบาท ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยวหลักของหลายอำเภอในจังหวัดสงขลาช่วงเทศกาลท่องเที่ยว อีกทั้งยังส่งผลทางอ้อมต่อการตั้งเป้าหมายเม็ดเงินที่จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงที่มีการจัดงานซีเกมส์ในสนามหลายแห่งในเมืองสงขลาและหาดใหญ่ โดยเฉพาะการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่มาเยือนจังหวัดสงขลา

    สำหรับมิติของการลงทุนจากต่างชาติยังมีความท้าทายสูง แม้ที่ผ่านมาความต้องการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย สะท้อนจากมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2567 และ 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่แตะระดับ 1 ล้านล้านบาทอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบหลายปีและเติบโตอย่างมีนัยเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 แต่รูปแบบความต้องการลงทุนกลับไม่ได้กระจายไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีห่วงโซ่การผลิตยาวหรืออุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ซึ่งสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในวงกว้างอย่างที่เคยเป็นมา (เช่น ปิโตรเคมี การผลิตยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน เครื่องใช้ไฟฟ้า) แต่กลับมุ่งเป้าลงทุนในอุตสาหกรรมกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการให้บริการด้านเทคโนโลยีที่ยังมีห่วงโซ่การผลิตในประเทศค่อนข้างสั้น อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ (Cloud Infrastructure) และ AI เป็นต้น

    โจทย์ท้าทายที่สำคัญของประเทศไทยคือ การยกระดับห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมดั้งเดิมให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมโลกผ่านการเพิ่มกฎเกณฑ์ด้านถิ่นกำเนิด (Local Content / RVC) เพื่อสร้างแรงจูงใจการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งระบบห่วงโซ่การผลิต (System-level Incentive) รวมถึงการเปลี่ยน “มูลค่าการขอรับการสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่” ให้กลายเป็น “มูลค่าการลงทุนจริง” ภายในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะการสร้างความพร้อมด้านทักษะแรงงาน ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความชัดเจนด้านนโยบายภาษีและกฎระเบียบในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

    โดยสรุป ปี 2569 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความจริงมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา การเติบโตของเศรษฐกิจในระดับ 2% ต่อปีจะกลายเป็นภาพสะท้อนของดุลยภาพใหม่ในยุคที่เศรษฐกิจโตช้าลง (A New Balance of Lower Growth) ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของปัจจัยเชิงโครงสร้าง ภาระหนี้สูงรอบด้าน และแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กระจุกตัวในบางภาคส่วนในรูปแบบ K-Shape ที่รุนแรงมากขึ้น

    นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 69 มีโอกาสจะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโต GDP ของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายสำนักอยู่ในช่วง 1.5% – 2.0% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปีหากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจสำคัญ โดยการชะลอตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากการเผชิญกับ ความท้าทายเชิงโครงสร้างภายในประเทศ และแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซา ประกอบกับยังต้องติดตามการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี (8 ก.พ.69)อย่างใกล้ชิด เราคาดว่าดัชนียังคงแกว่งตัวลักษณะ Sideway ออกข้าง เพื่อรอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยให้เป้าดัชนีปี 69 ที่ 1,400 จุด

    ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนแนะนำหุ้นกลุ่มการเงินและเช่าซื้อ (Finance & Leasing) เป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง จากการที่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ย

    แนวโน้มราคาทองคำปีม้า 2569

    สำหรับราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อจากความคาดหวังที่ FED จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีหน้า 2569 และการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำอาจไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรงเหมือนปีที่ผ่านมา 2568 เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มผ่อนคลายลง ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามในตะวันออกกลาง หลังประธานาธิบดีทรัมป์ ขึ้นรับตำแหน่งในช่วงต้นปี 2568 และได้เสนอเป็นคนกลางในการเจรจาสันติภาพ นอกจากนี้สงครามการค้าที่คลี่คลายลงหลัง ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐเปิดทางให้ประเทศคู่ค้าที่โดนสหรัฐปรับขึ้นภาษีนำเข้า ได้เจรจาเพื่อตกลงการค้าร่วมกันกับสหรัฐ โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐ ทำให้นักลงทุนลดการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยคาดว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้โดยได้แรงหนุนจาก FED จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในการปี 2569 และความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่อาจทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น มองกรอบทองคำปีนี้ 4,165 – 4,650 $/Oz

    ส่วนปัจจัยบวกมองว่าปี 2569 คาดว่า FED จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวมเป็น 0.75% ขณะที่ปี 2570 คาดว่า FED จะคงอัตราดอกเบี้ย โดย FED ให้เหตุผลว่าปัจจุบันเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมายของ FED ที่ระดับ 2% ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้มาตรการภาษีศุลกากรของ ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ อีกทั้งตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การคัดเลือกประธาน FED คนใหม่ที่จะมาแทน นายเจอโรม พาวเวล ที่จะครบวาระในเดือนพ.ค.69 โดยตอนนี้มี 2 คน ที่อยู่ในการพิจารณา คือ 1.นาย เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และ 2. นาย เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการ FED  โดยทั้ง 2 คน มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต แต่ “แฮสเซตต์” สนับสนุนให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกมากกว่า อีกทั้ง “แฮสเซตต์” มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ทำให้อาจเกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของ FED  (ประธานาธิบดีทรัมป์ สนับสนุนให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ระดับ 1% หรือต่ำกว่านั้น ภายในปีหน้า)

    ขณะเดียวกันธนาคารกลางทั่วโลกทยอยซื้อทองคำเพิ่มขึ้น โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่าในเดือนต.ค.68 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนจากนโยบายผ่อนคลายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งโกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่าธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำราว 49 ตันในเดือนต.ค. หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ย 12 เดือนที่ 66 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนปี 2565 ที่ 17 ตัน

    ขณะที่ปัจจัยลบยังเป็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ โดยหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ขึ้นรับตำแหน่ง ช่วงต้นปี 2568 ได้พยายามเข้าเป็นตัวกลางในการเจรจาให้กับสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ความรุนแรงจากสงครามชะลอตัวลง และมีแนวโน้มที่จะเจรจาสันติภาพได้ในอนาคต ทำให้นักลงทุนลดการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งนี้ หลังประธานาธิบดีทรัมป์ ขึ้นรับตำแหน่ง ช่วงต้นปี 2568 ได้เริ่มใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ต่อทุกประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วย ทำให้นักลงทุนกังวลว่าจะเกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้เปิดทางเพื่อให้เกิดการเจรจาภาษีกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะกับประเทศจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของสหรัฐ ได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าร่วมกันในหลายประเด็น

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มนำเข้าและรัฐต่างๆ ในสหรัฐ ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ต่อศาลการค้าระหว่างประเทศว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจตาม IEEPA ในการเก็บภาษีนำเข้าแบบกว้างขวาง โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนรอคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐ ซึ่งผู้พิพากษาแสดงความสงสัยต่อการใช้อำนาจของทรัมป์โดยอ้าง IEEPA และตั้งคำถามเชิงหนักแน่นเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่ามาตรการภาษีศุลกากรของ ประธานาธิบดีทรัมป์ อาจถูกระงับ หากศาลตัดสินว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ทั้งนี้คาดการณ์ว่าศาลจะประกาศคำตัดสินในช่วงต้นปี – กลางปี 2569 นี้

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตาไม่ว่าจะเป็นการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน  หรือการเจรจายุติสงครามในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งทางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่น รวมถึงการคัดเลือกประธาน FED คนใหม่ที่จะเข้ามาแทนตำแหน่งของ นายเจอโรม พาวเวล ที่จะครบวาระในช่วงเดือนพ.ค. 69 และการตัดสินคดีมาตรการภาษีศุลกากรของรัฐบาลทรัมป์ว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจของรัฐบาลหรือไม่

    มีโอกาสปรับตัวต่อและทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีก    

    นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่า แนวโน้มราคาทองคำในปี 2569 ยังคงอยู่ในทิศทางเชิงบวก โดยทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อและสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง หากปัจจัยสนับสนุนสำคัญยังดำเนินไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยกรอบเป้าหมายราคาทองคำโลกในเชิงบวกประเมินไว้ที่บริเวณ 4,750–4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งหากคำนวณเป็นราคาทองคำในประเทศ ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาทเฉลี่ยราว 32 บาทต่อดอลลาร์ จะเทียบเท่าระดับประมาณ 72,000–74,000 บาท

    ปัจจัยหนุนสำคัญที่ต้องติดตามในปี 2569ได้แก่ 1. สัญญาณทางเทคนิคของราคาทองคำ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กราฟราคาทองคำมีการเกิด Bullish Breakout หลายครั้ง และเมื่อพิจารณาในกรอบระยะยาวทั้งรายสัปดาห์และรายเดือน ยังคงสะท้อนภาพแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน การย่อตัวของราคาจึงถูกมองเป็นการพักฐานเพื่อสะสมกำลังมากกว่าการกลับทิศเป็นขาลง ส่วน 2. ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจ โดยตลาดส่วนใหญ่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่วัฏจักรขาลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2025–2026 ซึ่งถือเป็นแรงหนุนโดยตรงต่อราคาทองคำ แม้ Fed จะส่งสัญญาณการลดดอกเบี้ยในปี 2026 เพียง 1 ครั้ง แต่ตลาดกลับคาดหวังว่าการปรับลดดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นได้ถึง 2–3 ครั้ง สะท้อนมุมมองที่แตกต่างระหว่างท่าทีเชิงนโยบายและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    ขณะที่ 3. ความเป็นอิสระของ Fed และความกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองสหรัฐฯ อาจกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หากศาลฎีกามีคำตัดสินให้ ลิซา คุก พ้นจากตำแหน่งกรรมการ Fed ซึ่งคดีดังกล่าวมีกำหนดการตัดสินในช่วงปลายเดือนมกราคม นอกจากนี้ ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนตัวประธาน Fed จากเจอโรม พาวเวล ไปสู่บุคคลที่มีแนวคิดผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น ย่อมถูกตลาดมองว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในระยะถัดไป 4. อุปสงค์ระยะยาวอย่างการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกยังคงดำเนินต่อเนื่อง แม้อัตราการซื้ออาจชะลอลงบ้างจากระดับราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือธนาคารกลางโปแลนด์ ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนทองคำให้แตะระดับ 30% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ สะท้อนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

    และ 5. แรงซื้อจากกองทุน ETF ทองคำเริ่มส่งสัญญาณกลับมาอีกครั้ง ควบคู่กับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ แม้ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนจะเริ่มมีการเจรจามากขึ้น แต่ยังขาดความชัดเจนที่เป็นรูปธรรม ขณะที่ความตึงเครียดในเอเชีย โดยเฉพาะประเด็นจีน–ญี่ปุ่นที่มีไต้หวันเป็นชนวนสำคัญ กำลังเพิ่มระดับความรุนแรง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนช่วยตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกการเงิน

    ปัจจัยกดดันราคาทองคำไทยและบทบาทของค่าเงินบาท

    แม้ภาพรวมราคาทองคำโลกจะอยู่ในทิศทางเชิงบวก แต่สำหรับราคาทองคำในประเทศยังคงต้องติดตาม ทิศทางค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway Down หรือมีทิศทางแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทจะเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นได้ช้ากว่าราคาทองคำโลก

    กรอบค่าเงินบาทที่ประเมินไว้ในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 31.00–33.20 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวได้ค่อนข้างจำกัด รวมถึงผลกระทบจากปัจจัยภายในประเทศ อาจทำให้การแข็งค่าของเงินบาทมีกรอบจำกัด ซึ่งจะช่วยพยุงราคาทองคำในประเทศไม่ให้ถูกกดดันมากเกินไป
    กลยุทธ์การลงทุนและกรอบราคาที่น่าสนใจ

    ในเชิงกลยุทธ์ หากราคาทองคำโลกมีการพักตัวแต่ไม่หลุดแนวรับสำคัญที่ระดับ 3,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะยังคงถูกมองเป็นการพักฐานเพื่อขึ้นต่อ โดยมีจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ โซนประมาณ 4,050–3,990 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการพักตัวระยะสั้นในลักษณะรูปแบบสามเหลี่ยม และโซนลึกลงมาในกรณีที่ราคาปรับฐานแรงกว่าปกติที่ 3,885–3,750 ดอลลาร์ สำหรับเป้าหมายทำกำไร ด่านแรกอยู่ที่บริเวณประมาณ 4,450 ดอลลาร์ ก่อนที่จะลุ้นปรับตัวขึ้นต่อไปยังเป้าหมายใหญ่ตามกรณี Bull Case ที่ 4,750–4,900 ดอลลาร์ ต่อไป

    ส่วนราคาทองคำไทยในปี 2569 ยังมีช่องว่างในการปรับตัว และในกรณีเชิงบวกสูงสุด มีโอกาสขยับขึ้นไปที่ช่วง 72,000–74,000 บาท ทั้งนี้ ค่าเงินบาทยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ หากเงินบาทแข็งค่าไปที่ระดับใกล้ 31 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองคำไทยอาจปรับขึ้นได้ช้ากว่าทองโลก แต่หากเงินบาทกลับมาอ่อนค่าในช่วง 33–34 บาทต่อดอลลาร์ อาจเห็นราคาทองคำในประเทศขยับขึ้นเหนือระดับ 75,000 บาทได้ไม่ยาก ดังนั้นหากเห็นการย่อตัวลงมาแถวโซนรับ 61,500-60,500บาท ก็สามารถพิจารณาเข้าเก็บสะสมเพิ่มเติมได้ 

    ส่วนนักลงทุนที่ถือครองทองคำอยู่แล้วในระดับราคาปัจจุบันบริเวณ 64,000 บาท ยังถือว่ามี Upside ให้ทำกำไรอยู่ประมาณ 7,000–10,000 บาท ตามกรอบเป้าหมายสูงสุดของปี 2569 ภายใต้เงื่อนไขที่ปัจจัยสนับสนุนหลักยังคงดำเนินไปตามที่ประเมินไว้

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/924779/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34j6h6cLZoTJgEyq__5Ni5

  • “ยิ่งลักษณ์” ขอคนไทย มีเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีในปี 69

    “ยิ่งลักษณ์” ขอคนไทย มีเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีในปี 69

    “ยิ่งลักษณ์” อวยพรขอปี 69 เป็นปีพี่น้องชาวไทยมีกำลังใจเข้มแข็ง เจริญก้าวหน้า ก้าวผ่านอุปสรรค สู่สิ่งดีๆ มีอนาคตที่สดใส เศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี

    วันที่ 1 ม.ค. 2569 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สวัสดีปีใหม่ 2569 ค่ะ ดิฉันขอส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนนะคะ ขอให้ทุกท่านและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็ง

    ขอให้ปี 2569 นี้ เป็นปีของความเจริญก้าวหน้า ก้าวผ่านอุปสรรค ก้าวข้ามความยากจน ก้าวสู่สิ่งดีๆ มีอนาคตที่สดใส เศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี มีรายได้กันทุกครอบครัวนะคะ สวัสดีปีใหม่ค่ะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2905353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o4GKbM3EQAEDyNzNCN_dK

  • พรรคพลวัต ชู เศรษฐกิจชุมชน-จะนะโมเดล “อภิสิทธิ์” เห็นศักยภาพต่อยอดทางเศรษฐกิจ “กัณวีร์” ยกการต่อสู้เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เป็นประวัติศาสตร์ภาคประชาชน

    พรรคพลวัต ชู เศรษฐกิจชุมชน-จะนะโมเดล “อภิสิทธิ์” เห็นศักยภาพต่อยอดทางเศรษฐกิจ “กัณวีร์” ยกการต่อสู้เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เป็นประวัติศาสตร์ภาคประชาชน

    วันที่ 1 ม.ค.69 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวห้าพรรคพลวัต เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ประธานยุทธศาสตร์และนโยบาย พรรคพลวัต ลงพื้นที่บ้านนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อพบปะเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และกลุ่มเต่าไข่ ที่ทำผลิตภัณฑ์ปลาเส้น และร้องเท้าไหมพรม ซึ่งเป็นตัวอย่างเศรษฐกิจชุมชน

    นายกัณวีร์ เปิดเผยว่า พรรคพลวัต มีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน จึงตั้งใจนำ นายอภิสิทธิ์ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มาดูตัวอย่างเศรษฐกิจชุมชน ที่เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ซึ่งได้ดูการสาธิตทำปลาเส้นของกลุ่มเต่าไข่ และการทำรองเท้าถักไหมพรม ที่สร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้าน สร้างรายได้จนกลายเป็นเป็นอีกอาชีพหนึ่ง

    นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า จากได้รับฟัง นายรุ่งเรือง ระหมันยะ เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และภรรยาซึ่งเป็นแม่บ้านกลุ่มเต่าไข่ พิสูจน์ให้เห็นว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่พยายามสร้างอาชีพ สร้างรายได้ จากทำงานสิ่งแวดล้อม ดูแลท้องทะเล ได้ผลผลิต มาเป็นปลาตากแห้ง และแปรรูปกลายเป็นปลาเส้น ซึ่งสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชน และยังมีรองเท้าถักไหมพรม ที่ทดลองฝึกทำให้คนในหมู่บ้าน ตั้งแต่ช่วงต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะ รวมถึงเวลาว่างช่วงโควิด ก็เริ่มผลิตขาย และได้นำไปขายที่โคลอมเบียด้วย

    “ผลผลิตของชุมชนจะนะ เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งแวดล้อม และความคิดสร้างสรรค์ เมื่อต่อยอด และมีวิธีการขาย ก็สร้างรายได้ได้ และสามารถทำงานที่บ้าน สามารถมีชีวิตครอบครัว ดูแลคนในบ้านได้ง่าย ซึ่งทราบว่ามีรายได้อยู่ได้สบายมาก เมื่อก่อนต้องขายของที่ตลาด ก็ได้รายได้ที่แน่นอนกว่า ถือเป็นเศรษฐกิจชุมชนเล็ก ๆ ถ้าเราเอาจริงกับมัน จะประสปความสำเร็จอย่างที่เห็น แต่ของบางอย่าง ต้องการความรู้ ต้องเอาความรู้ใหม่ ๆ เช่น ตู้อบอนามัยไว้สำหรับอบปลาแห้งมาทำปลาเส้นก็ต้องมีเทคโนโลยีมาช่วยตรงนี้”

    นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า จะนะถือเป็นโมเดลเศรษฐกิจชุมชน ที่ตนยอมรับว่าประหลาดใจมากที่เขาทำสำเร็จ ก็สามารถนำเทคโนโลยีมาเพิ่ม ทำให้ต้นทุนถูกลง เป็นอีกหนึ่งแนวทาง Design thinking เปิดทางความคิดใหม่อย่างที่เรามักจะพูดว่า เราอาจไม่เห็นปลาเป็นปลา แต่เห็นปลาเป็นอย่างอื่น ก็จะทำให้มีมูลค่าเพิ่มได้นายกัณวีร์กล่าวว่า เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และพี่น้องจะนะ ถือเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้เรื่องนิคมอุตสาหกรรมจะนะจ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่มีประวัติศาสตร์ ปลาเส้น ปลาเค็มฝังทราย รองเท้า มีประวัติศาสตร์ของนักรบผ้าถุง ที่ไปต่อสู้หน้าทำเนียบรัฐบาล ถูกจารึกไว้ในร้องเท้า ถือเป็นมูลค่า ทางด้านจิตใจ และเป็นประวัติศาสตร์ของชุมชน

    นายรุ่งเรือง กล่าวด้วยว่า พวกเราต่อสู่ต่อต้านการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เพราะอุตสาหกรรมพวกนั้นไม่ใช่แค่กลืนสินค้าพวกนี้ แต่กลืนทั้งจิตวิญญาณของคนที่นี่ด้วย อย่างนิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ถ้าถมที่ตรงนี้ 20,000 ไร่ หาดใหญ่จะน้ำท่วมหนักกว่านี้ และปัญหาน้ำท่วมจะนะก็หนักมากในปีนี้ ถ้ามีนิคมอุตสาหกรรมจะนะตั้งอยู่ปลายน้ำ เมืองจะนะคงน้ำท่วมมิดหลังคา เพราะภัยพิบัติเชื่อมโยงไปหมด เป็นเรื่องเดียวกัน

    “ตอนนี้พวกเราไม่ไว้วางใจ SEA ที่มีผลการศึกษามาแล้วว่าพื้นที่จะนะไม่เหมาะที่จะทำนิคมอุตสาหกรรม แม้เป็นยุทธศาสตร์ 15+1 ที่รวมพื้นที่สงขลาและปัตตานี แม้สภาพัฒน์ฯจะสรุปมาแล้วแต่จะไว้วางใจยังไม่ได้ เราไม่มั่นใจกับรัฐมนตรีใหม่ หากใครเป็นรัฐบาลก็อยากฝากเรื่องนี้ด้วย”

    นายรุ่งเรือง กล่าวย้ำ นายกัณวีร์ กล่าวย้ำด้วยว่า พรรคพลวัต จะต่อต้านอย่างถึงที่สุดหากรัฐบาลใหม่ ไม่นำผลการศึกษา SEA มาเป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่จะนะ เพราะต้องยอมรับในกลไกกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน หากไม่มียึดถือตรงนี้แล้วจะศึกษาไปทำไม

    “ถ้ามีรัฐบาลไหนมาผลักดัน ผมจะต่อสู้อย่างเต็มที่ เพราะมีกลไก SEA สามารถมีเหตุผลในการตัดสินใจ เมื่อบอกว่าจัดตั้งไม่ได้จะมีผลกระทบสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม การดำเนินชีวิตก็ต้องพิจารณาไปตามผลการศึกษา หากใครจะดันทุรังไม่ทำตาม เราจะต่อสู้ให้เต็มที่”

    นายกัณวีร์ ยืนยันว่า พรรคพลวัต ที่ส่งผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เบอร์ 7 สนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน ที่ใช้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มาเป็นองค์ความรู้เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน และเชื่อมั่นว่า ถ้าชุมชนใช้ฐานทรัพยากรมาต่อยอดสร้างรายได้ได้จะเป็นรากฐานเศรษฐกิจสำคัญ เป็นพลวัตทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/268529&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a7BIYxbQMn2oKmMe-Rslz

  • ผู้ว่าฯ ราชบุรี นำพุทธศาสนิกชนตักบาตรรับปีใหม่ 2569 มุ่งเสริมสิริมงคลและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ผู้ว่าฯ ราชบุรี นำพุทธศาสนิกชนตักบาตรรับปีใหม่ 2569 มุ่งเสริมสิริมงคลและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ผู้ว่าฯ ราชบุรี นำพุทธศาสนิกชนตักบาตรรับปีใหม่ 2569 มุ่งเสริมสิริมงคลและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น


    1/01/2569 | 14 |

    ผู้ว่าฯ ราชบุรี นำพุทธศาสนิกชนตักบาตรรับปีใหม่ 2569 มุ่งเสริมสิริมงคลและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    จังหวัดราชบุรีจัดพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมหลวงยกกระบัตร เพื่อสืบสานประเพณีไทยและเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมสร้างความสามัคคีเพื่อพัฒนาชาติ

    เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ณ บริเวณศูนย์ศิลปวัฒนธรรมหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี อ.เมือง จ.ราชบุรี นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ประจำปี 2569 โดยมีส่วนราชการ และประชาชนชาวจังหวัดราชบุรีเข้าร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น เพื่อร่วมกันต้อนรับพุทธศักราชใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล
    ในภาคพิธีสงฆ์ ได้รับเมตตาจาก พระธรรมปัญญาภรณ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 15 และเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์รับบิณฑบาตและกล่าวสัมโมทนียกถาให้พรแก่พุทธศาสนิกชน โดยก่อนเริ่มพิธีทางศาสนา ประธานในพิธีและผู้เข้าร่วมงานได้พร้อมใจกันถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสู่สวรรคาลัย

    นายศักดิ์ชัย พิศาลผล นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรี ในฐานะผู้จัดงานกล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้ร่วมกันอนุรักษ์สืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในจังหวัดราชบุรีผ่านกิจกรรมการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ที่เป็นมาตรฐานสากล

    ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้กล่าวคำอวยพรแก่ชาวราชบุรี ใจความตอนหนึ่งว่า “ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็งในการดำเนินชีวิตและหน้าที่การงาน พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงด้วยศีล สมาธิ สติ และปัญญา และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันเป็นพลเมืองที่ดี เสริมสร้างความรักความสามัคคี และร่วมกันเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อความเจริญมั่นคงของประเทศชาติสืบไป”
    บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีการประดับตกแต่งสถานที่อย่างสวยงาม สร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับประชาชนที่มาร่วมเฉลิมฉลองการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างอบอุ่น


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/461240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nEyJ8_8imGpALktDzfNaF

  • ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงมอบของขวัญปีใหม่ | TOPNEWS

    ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงมอบของขวัญปีใหม่

    • เผยแพร่ : 31/12/2025 17:32

    ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ สารวัตรด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารกองร้อยป้องกันชายแดนที่ 1 (กปช.1) และตำรวจตระเวนชายแดนที่ 445 ร่วมกันให้การต้อนรับนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างความมั่นใจและความประทับใจในการเดินทางท่องเที่ยว

    พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ กล่าวว่า ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงได้จัดกิจกรรมสื่อถึงความรักและความปรารถนาดีผ่านของขวัญปีใหม่ ด้วยการมอบลูกอมมินิฮาร์ตและพวงกุญแจให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาร่วมงาน Amazing Betong Festival ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อให้การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นไปด้วยความสุข ความปลอดภัย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของอำเภอเบตง

    25690101005

    25690101003

    ปชช.นับพันคนแห่ไหว้ ท้าวเวสสุวรรณทรงราหู หนึ่งเดียวในประเทศไทยเพื่อขอพร ขอโชคลาภปีใหม่ 2569 กันและหวังว่าจะถูกรางวัลที่ 1 คนที่19

    ผวาทั้งหาด! สุนัขฝรั่งรุมกัดนักท่องเที่ยวชายหาดสวนหลวง

    วันขึ้นปีใหม่ แห่เจิมมือนะพระแม่โพสพ จากหลวงพ่อสง่า วัดเขาไม้แดง

    ประชาชนชาวมุกดาหารร่วมทำบุญตักบาตร รับศักราชใหม่ ปี 2569

    โคราชทำบุญตักบาตรรับศักราชใหม่ 2569 เสริมสิริมงคลเมืองย่าโม

    ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เนื่องในวันขึ้นปีใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1441698&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ww5mM3HE2fXsYrNp2HX19

  • ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงมอบของขวัญปีใหม่ | TOPNEWS

    ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงมอบของขวัญปีใหม่

    • เผยแพร่ : 31/12/2025 17:32

    ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ สารวัตรด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารกองร้อยป้องกันชายแดนที่ 1 (กปช.1) และตำรวจตระเวนชายแดนที่ 445 ร่วมกันให้การต้อนรับนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างความมั่นใจและความประทับใจในการเดินทางท่องเที่ยว

    พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ กล่าวว่า ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงได้จัดกิจกรรมสื่อถึงความรักและความปรารถนาดีผ่านของขวัญปีใหม่ ด้วยการมอบลูกอมมินิฮาร์ตและพวงกุญแจให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาร่วมงาน Amazing Betong Festival ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อให้การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นไปด้วยความสุข ความปลอดภัย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของอำเภอเบตง

    25690101003

    dfbdbr

    ผวาทั้งหาด! สุนัขฝรั่งรุมกัดนักท่องเที่ยวชายหาดสวนหลวง

    วันขึ้นปีใหม่ แห่เจิมมือนะพระแม่โพสพ จากหลวงพ่อสง่า วัดเขาไม้แดง

    ประชาชนชาวมุกดาหารร่วมทำบุญตักบาตร รับศักราชใหม่ ปี 2569

    โคราชทำบุญตักบาตรรับศักราชใหม่ 2569 เสริมสิริมงคลเมืองย่าโม

    ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เนื่องในวันขึ้นปีใหม่

    จังหวัดฉะเชิงเทราจัดพิธีสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคล ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่ พร้อมกันหลายวัด ทั่วจังหวัด เพื่อถวายพระราชกุศล และส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมแก่ประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1441698&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ww5mM3HE2fXsYrNp2HX19

  • เช็กดวงเมือง’69 กลุ่มอำนาจเก่ารีเทิร์น พิบัติภัยแรง-เศรษฐกิจสาหัส!

    เช็กดวงเมือง’69 กลุ่มอำนาจเก่ารีเทิร์น พิบัติภัยแรง-เศรษฐกิจสาหัส!

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของไทยโพสต์ได้ทุกช่องทางที่

    Website : https://www.thaipost.net/

    Youtube : https://www.youtube.com/c/ThaipostTV

    Facebook : https://www.facebook.com/thaipost

    Twitter : https://twitter.com/thaipost

    Instagram : https://www.instagram.com/thaipost_ig/

    Tiktok : https://www.tiktok.com/@thaiposttk?lang=th-TH

    Line : https://lin.ee/ukteb32

    เพิ่มเพื่อน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    โฉมแรก รัฐบาลหน้า | ห้องข่าวไทยโพสต์

    ห้องข่าวไทยโพสต์ : ประจำวันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

    🛑LIVE ผู้คุมเกมไร้หลัก โลกไร้ระเบียบ..! | ห้องข่าวไทยโพสต์

    ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

    ปิดฉากซีเกมส์ เต็ม 10 ให้เท่าไหร่… | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์

    ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/924717/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aTNXUWrT0OyX6pBFW_pL9

  • “ไทยคม”วางแผนรุก “สเปซ อีโคโนมี” รับเศรษฐกิจอวกาศยิงดาวเทียมใหม่ปี 69-70 | เดลินิวส์

    “ไทยคม”วางแผนรุก “สเปซ อีโคโนมี” รับเศรษฐกิจอวกาศยิงดาวเทียมใหม่ปี 69-70 | เดลินิวส์

    นายปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 69 เตรียมจะรุกธุรกิจ เศรษฐกิจอวกาศ ( สเปซ อีโคโนมี) อย่างเต็มที่  โดยในไตรมาส 2 ปี 69 จะส่ง ไทยคม 9  สู่วงโคจรและให้บริการได้  โดยเป็นดาวเทียมขนาดเล็ก ให้บริการในตลาดอินดัยและไทย และในปี 70 จะส่งดาวเทียมไทยคม 10  ซึ่งเป็นดาวเทียมบรอดแบนด์ โดยบอร์ดไทยได้อนุมัติงบสำหรับดาวเทียม 2 ดวงดังกล่าวที่ 14,000 ล้านบาท หลังจากที่ไม่ได้ยิงดาวดทียมดวงใหม่มาเป็นเวลากว่า 10 ปี  เมื่อให้บริการแล้วทั้งสองดวง คาดว่าจะมีรายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด 

    “ปัจจุบันไทยคมให้บริการดาวเทียม 4 ดวง ได้แก่ ไทยคม 7 และไทยคม 8 ซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรง ได้ใบอนุญาตของ กสทช. ส่วนอีก 2 ดวง คือ ไทยคม 4 และ ไทยคม 6 โดยไทยคมได้ส่งมอบดาวเทียม 2 ดวงนี้ ให้แก่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ไปแล้ว และไทยคมได้ทำการเช่าซื้อสัญญาณกลับคืนมา เพื่อนำมาให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับเศรษฐกิจอวกาศ เป็นตลาดที่ใหญ่ มีมูลค่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 9.6 ล้านล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 9% ทุกปี”

    นายปฐมภพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะมุ่งใน 3 ธุรกิจที่จะช่วยสร้างรายได้ใหม่ๆ คือ  1.ธุรกิจวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อใช้ช่วยด้านการเกษตร การวิเคราะห์พื้นที่เพาะปลูกพืช ตรวจสอบน้ำท่วม ภัยแล้ง และการเผาป่าที่ทำให้เกิดฝุ่น พีเอ็ม 2.5    และ  2. ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (ลีโอ) โดนมีพันธมิตร คือ โกลบอล สตาร์ และวันเว็บ เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมไปแล้ว ยังกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ให้บริการดาวเทียมลีโอรายอื่นเพิ่มด้วย โดยเจาะตลาดอินเตอร์เน็ตบรอดแบนสำหรับเครื่องบินพาณิชย์ เรือสำราญ เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ และ3. ธุรกิจด้านความมั่นคง โดยกำลังศึกษาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เข่น การสื่อสารชายแดน เทคโนโลยีต่อต้านโดรน และโดรนเพื่อการทหาร เพื่อหวังลดการพึ่งพาอุปกรณ์จากต่างประเทศ  นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมยื่นซองประมูลงานบางส่วนจากโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและเพื่อสังคม (ยูโซ่ เฟส 3) ของสำนักงาน กสทช.มูลค่าประมาณ 5,500 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี  ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารของผู้ที่เข้าประมูลทุกราย คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ และน่าจะทราบผลการประมูลในช่วงต้นปี 69 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5461332/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nwmFFSPwKukCVIrn8fU8g

  • เลือกตั้ง69 : พรรคเศรษฐกิจ กับเกมปาร์ตี้ลิสต์ประตูหลัง

    เลือกตั้ง69 : พรรคเศรษฐกิจ กับเกมปาร์ตี้ลิสต์ประตูหลัง

    ภาพใหญ่—เกมที่คนดูเห็น แต่ผลลัพธ์ซ่อนอยู่

    การเลือกตั้งปี 2569 เปิดฉากด้วยปรากฏการณ์ชวนตั้งคำถาม เมื่อ พรรคเศรษฐกิจ ส่ง พลเอก รังสี กิตติญาณทรัพย์ เป็นทั้งหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่กลับวางชื่อไว้ลำดับที่ 10 ในบัญชีรายชื่อ สวนทางกับความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มักผูกภาพ “ผู้นำพรรค” เข้ากับลำดับต้นของปาร์ตี้ลิสต์ การจัดวางเช่นนี้ทำให้คำอธิบายเชิงยุทธศาสตร์ถูกตั้งคำถามทันทีว่า เป็นความกล้าท้าระบบ หรือเป็นการเลี่ยงระบบโดยแยบยล

    ในทางการเมือง บัญชีรายชื่อไม่ใช่แค่ลำดับตัวเลข แต่คือสัญญาณอำนาจภายในพรรค ลำดับ 1–3 ของพรรคเศรษฐกิจถูกครอบครองโดย คริส โปตระนันทน์, พีรพล กนกวลัย และ อังซนา ซึ่งล้วนมีที่มาและเครือข่ายทางความคิดที่แตกต่างจากภาพ “พรรคอนุรักษ์นิยมใหม่” ที่พรรคพยายามสื่อสาร ภาพใหญ่จึงไม่ใช่แค่เรื่องอันดับ แต่คือคำถามว่า ใครคือผู้กำหนดทิศทางจริงของพรรค

    เมื่อประชาชนกาบัตรให้พรรคเพราะเชื่อมั่นในตัวแคนดิเดตนายกฯ เสียงเหล่านั้นจะกลายเป็นตั๋วส่งผู้สมัครลำดับต้นเข้าสภาก่อนถึง 9 คน นี่คือจุดที่คำว่า “ขายพ่วง” เริ่มถูกหยิบยก และทำให้พรรคเศรษฐกิจถูกจับตาในฐานะกรณีศึกษาคลาสสิกของการเมืองเชิงโครงสร้าง มากกว่าการเมืองเชิงอุดมการณ์

    กลไก—Backdoor Politics กับความชอบธรรม

    ทฤษฎี “Backdoor” ในทางการเมือง ไม่ได้หมายถึงสิ่งผิดกฎหมายเสมอไป แต่หมายถึงการใช้ช่องว่างของกติกาเพื่อสร้างความได้เปรียบโดยไม่ต้องเผชิญการตรวจสอบโดยตรง กรณีนี้สะท้อนลักษณะคล้าย “Backdoor MMP” ที่เคยถูกวิจารณ์ในอดีต คือการจัดวางตัวบุคคลและการคำนวณโอกาสทางอำนาจ โดยอาศัยความซับซ้อนของระบบเลือกตั้งเป็นฉากบังหน้า

    เหตุผลที่พรรคเศรษฐกิจชี้แจงว่า หัวหน้าพรรคไม่ถนัดงานนิติบัญญัติ และต้องการมุ่งสู่ฝ่ายบริหาร อาจฟังขึ้นในเชิงแนวคิด แต่ในทางการเมือง ความชอบธรรมของฝ่ายบริหารยังคงผูกโยงกับอำนาจนิติบัญญัติ การไม่ยืนอยู่แถวหน้าของบัญชีรายชื่อ จึงทำให้ภาพ “ผู้นำที่พร้อมรับผิดชอบต่อสภา” ถูกตั้งคำถามโดยอัตโนมัติ

    ยิ่งไปกว่านั้น ลำดับต้นของพรรคยังแบกรอยเท้าอุดมการณ์จากอดีต ทั้งท่าทีต่อผู้นำทหารในอดีต และมุมมองต่อกฎหมายอ่อนไหวอย่างมาตรา 112 แม้จะมีคำชี้แจงว่าจุดยืนเปลี่ยนไปแล้ว แต่ในยุคดิจิทัล “รอยเท้าดิจิทัล” ไม่เคยลบหาย และถูกใช้เป็นเครื่องมือประเมินความจริงใจของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
     

    ผลกระทบ—ความเสี่ยงทางการเมืองที่มากกว่าคะแนนเสียง

    ในเชิงตัวเลข การที่พลเอก รังสี จะเข้าสภาผ่านปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 10 ต้องอาศัยคะแนนเสียงระดับหลายล้านเสียง ซึ่งเป็นโจทย์ยากสำหรับพรรคที่ยังใหม่ในสนามใหญ่ หากทำไม่ถึง เป้าหมายการเป็นฝ่ายบริหารก็จะกลายเป็นเพียงวาทกรรมหาเสียง

    ขณะเดียวกัน หากทำได้จริง คำถามใหม่จะเกิดขึ้นทันทีว่า ใครคือผู้มีอำนาจต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ระหว่าง “ตัวจริงตามลำดับ” กับ “ตัวหลักทางการเมือง”

    ภาพรวมจึงสะท้อน“ความพิเรนทร์ทางการเมือง”ในเชิงโครงสร้าง มากกว่าความผิดพลาดเฉพาะบุคคล พรรคเศรษฐกิจอาจไม่ได้ผิดกติกา แต่กำลังเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ยุทธศาสตร์” กับ “ทางลัด” ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตีความว่าเป็นการเมืองแบบประตูหลัง หากไม่สามารถสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างโปร่งใส

    สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บทเรียนสำคัญคือ การเลือกพรรคไม่ต่างจากการเลือก “ชุดเมนู” ทั้งเซต หากเมนูหลักถูกวางไว้ท้ายสุด ผู้เลือกย่อมต้องยอมรับเครื่องเคียงทั้งหมดก่อนหน้า การรู้เท่าทันโครงสร้างบัญชีรายชื่อจึงสำคัญไม่แพ้นโยบายบนเวทีปราศรัย

    กรณีพรรคเศรษฐกิจสะท้อนความซับซ้อนของการเมืองระบบบัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกฯ อาจเป็นแม่เหล็ก แต่ลำดับคืออำนาจที่แท้จริง ประชาชนจึงต้องอ่านเกมให้ขาด ก่อนตัดสินใจมอบเสียงให้ใครบางคนที่อาจไม่ได้อยู่แถวหน้า แต่กำหนดอนาคตทั้งพรรคและประเทศ

     
    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/735850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jt7TD6rSIltFQHKS0skFM

  • สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026 เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-การป้องกันประเทศ

    สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026 เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-การป้องกันประเทศ

    สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวอวยพรปีใหม่ 2026 ยืนยันบรรลุเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับเก่าทั้งหมดแล้ว และจะเดินหน้าพัฒนาประเทศให้เจริญยิ่งขึ้นต่อไป

    เมื่อวันพุธที่ 31 ธ.ค. 2568 สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวาระปีใหม่ 2026 ถึงประชาชนชาวจีน ว่าจีนบรรลุเป้าหมายต่างๆ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 (2021-2025) และสร้างความก้าวหน้าอันเป็นรูปธรรมในการเดินทางครั้งใหม่ของการสร้างความทันสมัยแบบจีน โดยความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศักยภาพการป้องกันประเทศ และความเข้มแข็งของชาติโดยรวมล้วนก้าวสู่ระดับสูงใหม่

    สี จิ้นผิงกล่าวว่าปี 2025 เป็นจุดสิ้นสุดของแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 และเป็นหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันมิอาจลืมเลือน โดยจีนได้รำลึกวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก รวมถึงกำหนดวันรำลึกการฟื้นคืนไต้หวัน ซึ่งความพยายามเหล่านี้กำลังระดมพลังอันใหญ่ยิ่งสำหรับการฟื้นฟูประเทศชาติอันยิ่งใหญ่ของเรา

    สี จิ้นผิงเน้นย้ำว่าจีนมุ่งกระตุ้นการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงผ่านการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เปลี่ยนตัวเองเป็นหนึ่งในประเทศที่มีขีดความสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด ขณะประชาชนชาวจีนพยายามบ่มเพาะสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจด้วยการพัฒนาทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดกระแสความสนใจวัตถุทางวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ และมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เพิ่มขึ้นในหมู่สาธารณชน โดยวัฒนธรรมจีนกำลังรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้น

    สี จิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนชาวจีนร่วมมือกันสร้างและใช้ชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วยกัน พร้อมเสริมว่าไม่มีเรื่องไหนของประชาชนที่เป็นเรื่องเล็ก เราเอาใจใส่ใบไม้ทุกใบและดูแลกิ่งก้านทุกกิ่งภายในสวนแห่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เมื่อทุกบ้านมีชีวิตประจำวันที่มีความสุข ประเทศชาติของเราที่เปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ย่อมจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : facebook

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2905277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNv9xdUnXpaZb98c840sv