Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พาณิชย์เตือนค้าปลีกไทยต้องเร่งปรับตัว ฝ่าจุดเปลี่ยนโครงสร้าง

    พาณิชย์เตือนค้าปลีกไทยต้องเร่งปรับตัว ฝ่าจุดเปลี่ยนโครงสร้าง

    พาณิชย์เตือนค้าปลีกไทยต้องเร่งปรับตัว ฝ่าจุดเปลี่ยนโครงสร้าง

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ กำลังยืนอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจค้าปลีกยังสามารถสร้างกำไรเพิ่มขึ้นได้ แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้วิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายจากจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    พาณิชย์เตือนค้าปลีกไทยต้องเร่งปรับตัว ฝ่าจุดเปลี่ยนโครงสร้าง

    นายพูนพงษ์กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าและความสามารถในการเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวสู่การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น การเพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ การสั่งซื้อผ่านออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่
     

    พาณิชย์เตือนค้าปลีกไทยต้องเร่งปรับตัว ฝ่าจุดเปลี่ยนโครงสร้าง

    ปัจจุบัน ประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซูเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคานต์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าปลีกอื่น ๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (พ.ศ. 2563–2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 รายในปี 2567 ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มขึ้นจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (มกราคม–พฤศจิกายน) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการพบว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2565–2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท) แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท หรือคิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    พาณิชย์เตือนค้าปลีกไทยต้องเร่งปรับตัว ฝ่าจุดเปลี่ยนโครงสร้าง

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 11,571 ล้านบาท โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น สัดส่วน 21.14% มูลค่า 2,446 ล้านบาท จีน สัดส่วน 18.98% มูลค่า 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ สัดส่วน 16.70% มูลค่า 1,932 ล้านบาท

    นายพูนพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่ต้องพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735881&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FA730S9_ukRVmROBZMATp

  • ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ การแข่งขันสูง แต่ยังเติบโตต่อได้ แนะธุรกิจเร่งปรับโครงสร้าง รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม

    ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) 

    ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก 

    ขณะที่เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ 

    อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท  โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52%  จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท)

    แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ

    รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/the-thai-retail-business-is-at-a-critical-juncture-facing-intense-competition/news-update/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ax3kKg02E6cfbZFNx7ql9

  • จับตาบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    จับตาบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    จับตาบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.30 น.

    Tag :

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ยังมีแรงส่งมาจากกิจกรรมในภาคบริการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และการบริโภคภาคเอกชนที่ยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการภาครัฐ แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม ,ผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่า ,การฟื้นตัวของธุรกิจหลังเหตุการณ์น้ำท่วม ,ผลกระทบจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา และผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

    สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ขยายตัวจากเดือนก่อน จากอุปสงค์ต่างประเทศ โดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวในหลายหมวด โดยเฉพาะเครื่องประดับ และอิเล็กทรอนิกส์ และจากรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับเพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน

    ส่วนอุปสงค์ในประเทศโดยรวม ขยายตัวจากการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงรายจ่ายลงทุนของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตามการบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยตามการใช้น้ำมันและไฟฟ้า แม้การใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการยังขยายตัว ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายหมวด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ หมวดปิโตรเลียมตามการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงโรงกลั่น และหมวดอาหารตามการหยุดผลิตชั่วคราวจากน้ำท่วมภาคใต้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มอุปสงค์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ชะลอลง
    ในขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อน ตามหมวดอาหารสด จากราคาผักที่สูงขึ้นจากผลของน้ำท่วม สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาค่าโดยสารสาธารณะ อาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาเครื่องประกอบอาหารลดลง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากทั้งดุลบริการ รายได้ เงินโอน และดุลการค้า ส่วนการจ้างงานในตลาดแรงงานทรงตัว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/938381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-Kj1lcOflFIlwojc-2gVP

  • “เตอร์กิช แอร์ไลน์ส” เปิดโลกการท่องเที่ยวมุมใหม่ เปลี่ยนเวลารอต่อเครื่องเป็นประสบการณ์ประทับใจ

    “เตอร์กิช แอร์ไลน์ส” เปิดโลกการท่องเที่ยวมุมใหม่ เปลี่ยนเวลารอต่อเครื่องเป็นประสบการณ์ประทับใจ

    “เตอร์กิช แอร์ไลน์ส” เปิดโลกการท่องเที่ยวมุมใหม่ เปลี่ยนเวลารอต่อเครื่องเป็นประสบการณ์ประทับใจ

    “เตอร์กิช แอร์ไลน์ส” เปิดโลกการท่องเที่ยวมุมใหม่ เปลี่ยนเวลารอต่อเครื่องเป็นประสบการณ์ประทับใจ

    3 ม.ค. 2569 04:05 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/column/category/lifestyle/2905443&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw359xk91OSbBgbqfsYn6CcT

  • ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ การแข่งขันสูง แต่ยังเติบโตต่อได้ แนะธุรกิจเร่งปรับโครงสร้าง รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม

    ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) 

    ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก 

    ขณะที่เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ 

    อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท  โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52%  จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท)

    แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ

    รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/the-thai-retail-business-is-at-a-critical-juncture-facing-intense-competition/news-update/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ax3kKg02E6cfbZFNx7ql9

  • ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ การแข่งขันสูง แต่ยังเติบโตต่อได้ แนะธุรกิจเร่งปรับโครงสร้าง รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม

    ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) 

    ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก 

    ขณะที่เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ 

    อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท  โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52%  จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท)

    แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ

    รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/the-thai-retail-business-is-at-a-critical-juncture-facing-intense-competition/news-update/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ax3kKg02E6cfbZFNx7ql9

  • “เตอร์กิช แอร์ไลน์ส” เปิดโลกการท่องเที่ยวมุมใหม่ เปลี่ยนเวลารอต่อเครื่องเป็นประสบการณ์ประทับใจ

    “เตอร์กิช แอร์ไลน์ส” เปิดโลกการท่องเที่ยวมุมใหม่ เปลี่ยนเวลารอต่อเครื่องเป็นประสบการณ์ประทับใจ

    “เตอร์กิช แอร์ไลน์ส” เปิดโลกการท่องเที่ยวมุมใหม่ เปลี่ยนเวลารอต่อเครื่องเป็นประสบการณ์ประทับใจ

    “เตอร์กิช แอร์ไลน์ส” เปิดโลกการท่องเที่ยวมุมใหม่ เปลี่ยนเวลารอต่อเครื่องเป็นประสบการณ์ประทับใจ

    3 ม.ค. 2569 04:05 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2905443&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pQZaiTXTFWQ6Dt8hi1aAu

  • นักท่องเที่ยวพุ่งเมืองภูเก็ตรับไม่ไหว  จี้เร่งแก้ปัญหาวิกฤตโครงสร้างพื้นฐาน

    นักท่องเที่ยวพุ่งเมืองภูเก็ตรับไม่ไหว จี้เร่งแก้ปัญหาวิกฤตโครงสร้างพื้นฐาน

    นักท่องเที่ยวพุ่งเมืองภูเก็ตรับไม่ไหว จี้เร่งแก้ปัญหาวิกฤตโครงสร้างพื้นฐาน

    แม้การท่องเที่ยวและเมืองภูเก็ตจะขยายตัวต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหา คือ โครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่สามารถรองรับการขยายตัวของเมืองและการท่องเที่ยวได้ ทางสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต จึงต้องการชี้ให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาวิกฤตโครงสร้างพื้นฐานต่างๆในภูเก็ต เนื่องจากมีการพูดถึงกันมานาน แต่ไม่ได้ดำเนินการสักที

    นายธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า อย่างไรก็ตามแม้ภูเก็ตจะมีการเติบโตของการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ปัญหาของภูเก็ต คือ Carrying Capacity หรือ ขีดความสามารถในการรองรับของเกาะยังเป็นปัญหาใหญ่ 

    ภูเก็ตถูกออกแบบมา เพื่อรองรับประชากรเพียงประมาณ 400,000 คน แต่มีคนเข้ามาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจอีก 400,000 กว่าคน มีแรงงานต่างด้าวที่ลงทะเบียนอีก 130,000 คน และนักท่องเที่ยวในช่วงพีคอาจสูงถึงเกือบ 1 ล้านคน ซึ่งเกินการรองรับของเกาะภูเก็ต โดยเราเห็นปัญหานี้มาตั้งแต่ตอนทำภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แล้ว  

    ธเนศ ตันติพิริยะกิจ

    ดังนั้นภูเก็ตเน้นกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาเพิ่มขึ้น ทำให้เห็นว่านักท่องเที่ยวที่มาภูเก็ตในปัจจุบันมีการพักอาศัยนานขึ้นและมีการใช้จ่ายที่ดีขึ้น

    การใช้จ่ายต่อหัวโดยรวมของทุกตลาดในภูเก็ตตอนนี้ประมาณ 50,000 บาทบวกๆ ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19  เพื่อให้แน่ใจว่าการเติบโตของการท่องเที่ยวภูเก็ต จะไม่ทำลายคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น

    รวมถึงเสนอให้โปรโมทการท่องเที่ยวแบบ การจับคู่เมือง (เป็นแพ็คเกจ) โดยใช้ภูเก็ตเป็นศูนย์กลางแล้วขายควบคู่ไปกับเมืองรอง เช่น พังงาและระนอง เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางง่ายขึ้น

    การท่องเที่ยวภูเก็ต  
    รัฐบาลต้องจริงจังกับการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานเร่งด่วน เพราะแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคของภูเก็ต จริงๆมีอยู่นานหลายสิบปีแล้ว แต่ปัญหา คือ การดำเนินโครงการที่ยังไม่คืบหน้า  ไม่ว่าจะเป็น โครงการ “อุโมงค์กะทู้ป่าตอง” ซึ่งก่อนหน้านี้พอจะเดินหน้า แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาล  ก็ทำให้โครงการล่าช้า 

    อุโมงค์กะทู้ป่าตอง

    หรือแม้แต่โครงการแผนน้ำ ที่มีแผนจะนำน้ำจากเขื่อนเชี่ยวหลานมาใช้ ซึ่งเป็นแผน 20-30 ปีแล้ว และเส้นทางที่น้ำผ่านก็จะได้ประโยชน์ เดิมโครงการใช้งบหลักพันล้านบาท แต่ปัจจุบันถ้าจะลงทุนต้องใช้งบหลายหมื่นล้านบาทแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/648042&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27v8nbpb8AHsNjEbUQjhYU

  • ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ การแข่งขันสูง แต่ยังเติบโตต่อได้ แนะธุรกิจเร่งปรับโครงสร้าง รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม

    ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) 

    ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก 

    ขณะที่เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ 

    อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท  โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52%  จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท)

    แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ

    รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/the-thai-retail-business-is-at-a-critical-juncture-facing-intense-competition/news-update/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ax3kKg02E6cfbZFNx7ql9

  • สหรัฐฯ เลื่อนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ ออกไปเป็นปี 2027

    สหรัฐฯ เลื่อนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ ออกไปเป็นปี 2027

          ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ปรับมาตรการการนำเข้าไม้ซุง ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากไม้ เข้าสู่สหรัฐอเมริกา โดยได้ลงนามในประกาศ (Proclamation) ช่วงคืนวันส่งท้ายปีเก่าในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 232 ของพระราชบัญญัติการขยายการค้าปี ค.ศ. 1962 เพื่อชะลอการปรับขึ้นอัตราภาษีออกไปอีกหนึ่งปี จากเดิมที่มีผลในวันที่ 1 มกราคม 2569 เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 สำหรับเฟอร์นิเจอร์บุผ้า (Upholstered Furniture) ตู้ครัว (Kitchen Cabinets)  และตู้ล้างหน้า (Vanities)  โดยยังคงอัตราภาษีเดิมที่ร้อยละ 25  
         การตัดสินใจดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองและสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ การลดแรงกดดันต่อค่าครองชีพของผู้บริโภค และการเปิดโอกาสให้มีการเจรจาทางการค้ากับประเทศคู่ค้าเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง และบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น  
        เมื่อต้นปีนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กำหนดภาษีนำเข้า ไม้ซุง ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากไม้ (ผลิตภัณฑ์ไม้) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมอเมริกันและปกป้องความมั่นคงแห่งชาติการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เสร็จสิ้นการสอบสวนตามมาตรา 232 ภายใต้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งพบว่า ปริมาณและเงื่อนไขปัจจุบันของการนำเข้าผลิตภัณฑ์ไม้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ 
         ประธานาธิบดีทรัมป์ตระหนักว่า การพึ่งพาไม้ซุง ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากไม้จากต่างประเทศมากเกินไป อาจบ่อนทำลายขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมก่อสร้าง และความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา การพึ่งพาไม้แปรรูปนำเข้าของอเมริกายังรุนแรงขึ้นจากเงินอุดหนุนของรัฐบาลต่างชาติและแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้ของสหรัฐฯ ด้วยการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ไม้ ประธานาธิบดีจึงตัดสินใจชะลอการปรับขึ้นภาษี เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาเพิ่มเติมกับประเทศอื่น ๆ
        ประกาศฉบับนี้ต่อยอดจากมาตรการการคุ้มครองอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญก่อนหน้านี้ของรัฐบาลทรัมป์ เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายการค้าและอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ รับใช้ผลประโยชน์แห่งชาติ ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กำหนดนโยบายการค้า “อเมริกาต้องมาก่อน” เพื่อทำให้เศรษฐกิจอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใช้มาตรา 232 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ และเสริมสร้างภาคการผลิตที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจ รวมถึงอุตสาหกรรมเหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดงและยานยนต์
                   ปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กำลังดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในหลายอุตสาหกรรม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยา เครื่องบินพาณิชย์ กังหันลม หุ่นยนต์ ระบบอากาศยานไร้คนขับ และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กำหนดภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) เพื่อทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจของอเมริกา แก้ไขความสัมพันธ์ทางการค้าที่ไม่เท่าเทียมซึ่งคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติ และเยียวยาผลกระทบจากการค้าที่ไม่เท่าเทียมโดยได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร ประกาศ และบันทึกประธานาธิบดีหลายฉบับ เพื่อส่งเสริมการทำเหมือง การผลิต และการลงทุนในอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงการลดกฎระเบียบและขจัดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ

    ข้อคิดเห็น

                 การเลื่อนภาษีดังกล่าวจากเดิมเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะมีแผนจะปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 30 และตู้ครัวและตู้ล้างหน้าจะปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 50 จึงทำให้ผู้ประกอบการนำเข้าและผู้บริโภคยังไม่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะสั้น ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมภายในประเทศยังได้รับการคุ้มครองในระดับหนึ่งจากอัตราภาษีที่มีอยู่ ซึ่งการปรับขึ้นภาษีอาจส่งผลให้ราคาสินค้าเฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของครัวเรือนอเมริกันในช่วงที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง

                มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ในประเทศ โดยเฉพาะในรัฐที่เป็นฐานการผลิตสำคัญ เช่น รัฐนอร์ทแคโรไลนา พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว  ซึ่งอาจทำให้อุตสาหกรรมไม้ของสหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

               การคงอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 25 จนถึงต้นปีหน้า จึงเป็นโอกาสให้ภาครัฐและเอกชนประสานงานร่วมกันในการเร่งการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/mje3b6abrkojqjy22voyora0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fa3IXt25H8Id7yi8NeMew