Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ การแข่งขันสูง แต่ยังเติบโตต่อได้ แนะธุรกิจเร่งปรับโครงสร้าง รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม

    ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) 

    ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก 

    ขณะที่เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ 

    อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท  โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52%  จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท)

    แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ

    รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/the-thai-retail-business-is-at-a-critical-juncture-facing-intense-competition/news-update/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ax3kKg02E6cfbZFNx7ql9

  • ส่องตลาดหุ้นไทยปี 2569 ทยอยฟื้นตัว ทะยานสู่เป้าสิ้นปี 1,440 จุด

    ส่องตลาดหุ้นไทยปี 2569 ทยอยฟื้นตัว ทะยานสู่เป้าสิ้นปี 1,440 จุด

    หลังจากตลาดหุ้นไทยปี 2568 ต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันอย่างหนัก ทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ และภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกำแพงภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สงครามแถบตะวันออกกลาง ผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ  

    สะท้อนจากดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2568 (2 ม.ค.-30 ธ.ค.2568) ปรับตัวลดลง 140.54 จุด หรือลดลง 10.04% จากสิ้นปี 2567 ปิดที่ 1,400.21 จุด มาปิดที่ 1,259.67 จุด เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา    

    ทางด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ณ วันที่ 30 ธ.ค.2568 อยู่ที่ 15,931,939.88 ล้านบาท หรือลดลง 1,501,813.57 ล้านบาท จากสิ้นปี 2567 อยู่ที่ระดับ 17,433,753.45 ล้านบาท

    บล.บัวหลวง ประเมินว่า ในปี 2569 ตลาดตราสารทุนจะทยอยฟื้นตัวได้ หลังเศรษฐกิจไทยคาดผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3-4 ปี 2568 กดดันจากการค้าโลกที่อาจชะลอ สะท้อนผลกระทบมาตรการภาษีทรัมป์ ทั้งคำสั่งซื้อล่วงหน้า (frontloaded demand) ที่แผ่ว และการระบายสินค้าคงคลังรอบใหญ่ (major inventory correction) กดดันภาคการส่งออกของไทย 

    ทั้งนี้ แรงหนุนตลาดหุ้นไทยในปี 2569 คาดมาจาก

    วัฏจักรสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ (restocking cycle)

    คาดหนุนการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลกในปี 2569 การระบายสินค้าคงคลังรอบใหญ่ (major inventory correction) อาจเห็นชัดในช่วง 1-2 ไตรมาส หลังมาตรการภาษีทรัมป์เริ่มใช้ (อ้างอิงจากสงครามการค้ารอบแรก) อาจกดดันการค้าโลกในช่วงไตรมาส 4/2568-ไตรมาส 1/2569 แต่จะตามมาด้วยวัฏจักรสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ในช่วงไตรมาส 2 หลังตัวเลขสัดส่วนสินค้าคงคลังต่อคำสั่งซื้อใหม่สหรัฐฯ (US PMI Inventory-to-New Orders) อยู่ใกล้เคียงระดับต่ำสุดในรอบหลายปี (ไม่รวมช่วงวิกฤต) 

    สอดคล้องกับดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ (Manufacturing PMI) ที่ในอดีตมักทยอยฟื้นตัว หลังอยู่ในวัฏจักรชะลอตัว (down cycle) ต่อเนื่องราว 2-3 ปี อีกทั้งดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ (New order index) ของทั้งสหรัฐฯ และจีน ที่มักเป็นตัวนำ (leading indicator) ของดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ ราว 1-3 ไตรมาส ได้เข้าสู่โซนขยายตัวพร้อมกัน ทั้งสหรัฐฯ และจีน ในช่วงปลายไตรมาส 3/2568 สะท้อนโอกาสการฟื้นตัวของของภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 2/2569

    เศรษฐกิจโลกทยอยฟื้น คาดหนุน re-rating เปิด upside ตลาดหุ้นไทยปี 2569

    ในอดีตรอบการปรับ Valuations multiple (PER) ขึ้นของ SET อยู่ราว +0.75SD ถึง +1.25SD

    การลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

    ตัวเลขยื่นขอและอนุมัติรับการส่งเสริมการลงทุน BOI สำหรับธุรกิจดิจิทัล เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 3/2567 ถึงในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 ทั้งในแง่จำนวนโครงการเพิ่มขึ้นถึง 23% YoY และเงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 94% YoY ทั้งนี้ เม็ดเงินลงทุนโดยปกติจะทยอยเข้ามาหลังจากการอนุมัติรับการส่งเสริมการลงทุน BOI เฉลี่ยราว 1 ปี ดังนั้น คาดเม็ดเงินจะเข้ามาหนุนการลงทุนภาคเอกชนชัดเจนต่อเนื่องในปี 2569-2570

    ความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    เช่น ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ คาดยังหนุนการส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เติบโตต่อเนื่อง แม้การส่งออกภาพรวมอาจชะลอลง

    มาตรการกระตุ้นตลาดทุนคาดหนุนเม็ดเงินไหลเข้า

    หลังคลังเห็นชอบหลักการโครงการออมระยะยาว (Thailand Individual Investment Account : TISA) โดยให้สิทธินาวงเงินการซื้อขายหุ้นมาใช้ลดหย่อนภาษีทางตรงได้ เบื้องต้น ภาคเอกชนเสนอสิทธิลดหย่อนภาษีวงเงิน 500,000-1,000,000 บาทต่อราย โดยต้องลงทุนในหุ้นไทย และถือครองตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อคงสิทธิลดหย่อนภาษี

    นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงจะหนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปี 2569 เหลือ 1.00% หลังเริ่มลดดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ลงเหลือ 2.25% และเหลือ 1.25% ในปี 2568 ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อจำกัด คาดเงินเฟ้อทั่วไปราว -0.2% ในปี 2568 และ 0.1% ในปี 2569 (เทียบ 0.4% ในปี 2567) 

    สอดคล้องกับ Fed คาดจะลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่องอีก 1 ครั้งในเดือนมกราคม 2569 เหลือ 3.5% ก่อนจะหยุดเพื่อรอประเมินสถานการณ์ หากเงินเฟ้อชะลอต่อเนื่องเข้าใกล้เป้าหมาย longer run ของ Fed ที่ 2% มากขึ้น Fed มีแนวโน้มจะกลับมาลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หรืออย่างช้าไม่เกินต้นปี 2570 เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับเป้าหมายระยะยาวที่ 3%

    การทยอยฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจะยังเป็นแรงส่งให้กับภาพเศรษฐกิจและตลาดหุ้น

    การท่องเที่ยวผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/2568 จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ต่อเนื่องไปถึงปี 2569 แม้คาดจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัวจาก 35.5 ล้านคน ในปี 2567 เหลือ 33.2 ล้านคน ในปี 2568 แต่คาดจะฟื้นตัวขึ้นราว 34 ล้านคนในปี 2569 โดยคาดจะเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น YoY ตั้งแต่ไตรมาส 1/2569

    มาตรการกระตุ้นฯ ช่วยพยุงการบริโภค คาดเติบโตต่อเนื่อง แม้ยังอยู่ในระดับต่ำ

    มาตรการกระตุ้นฯ/แก้หนี้ คาดทยอยออกมาต่อเนื่องลดแรงกดดันหนี้ครัวเรือนสูง (86.8% ของ GDP ในไตรมาส 2/2568) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ Quick Big Win ที่ทยอยออกมาตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ได้แก่ คนละครึ่งพลัส (งบประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท เริ่มใช้ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568) และมีแนวโน้มดำเนินการโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ต่อ คาดเริ่มเดือนมกราคม 2026 หรืออาจมีมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการ Easy e-receipt 

    อย่างไรก็ดี ประเมินผลประโยชน์จำกัด คาดหนุน GDP ปี 2568-2569 ได้เพียง 0.1-0.2% และหนุนกำไรหุ้นไทยราว 0.4-0.8% ทั้งนี้ หลังหักงบมาตรการกระตุ้นคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ประเมินเหลืองบประมาณเพียง 3.9 หมื่นล้านบาท คาดจำกัดความสามารถในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่

    ความเสี่ยงหลักต่อตลาดหุ้นไทย นำโดย

    1) เศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอกว่าคาด กดดันจากภาคแรงงานของสหรัฐฯ และความเสี่ยงภาคอสังหาฯ ของจีน

    2) ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกลับมารุนแรง

    3) เศรษฐกิจในประเทศ อาจยังโดนกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนไทย-ระดับหนี้เสียอยู่ในระดับสูง กดดันการบริโภคในประเทศ

    4) ความเสี่ยงเสถียรภาพการคลัง หลังหนี้สาธารณะคงค้าง ณ กันยายน 2568 คิดเป็น 64.8% ของ GDP แม้ยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ไม่เกิน 70% แต่อาจเร่งสูงขึ้นอีก หากประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายต่ำกว่าคาด อีกทั้งการตั้งงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ความเสี่ยงการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น

    5) ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ เลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจกดดันการเบิกจ่ายงบลงทุน ซึ่งในอดีตมักลดลงจากระดับปกติราว 30-40% ซ้ำเติมกับงบลงทุนที่มีวงเงินน้อยกว่าปีก่อนอยู่แล้ว โดยงบประมาณปี 2568/2569 อยู่ที่ 3.78 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อน) ประกอบด้วยรายจ่ายประจำ ลดลง 1% YoY และรายจ่ายลงทุน ลดลง 7.3% YoY

    เป้าหมาย SET สิ้นปี 2569 อยู่ที่ 1,440 จุด อิงกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2569 ที่ 90 (+9.8%) โดยใช้ PER ที่ 15.7-16.0 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีราว 0.25-0.5SD

    กลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับช่วงปี 2569

    ยังเน้นกลุ่มหุ้นคุณภาพสูง และ/หรือหุ้นกลุ่มปันผลสูง-กระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรม ดังนี้

    กลุ่มผู้นำการเติบโตธีมดาต้าเซ็นเตอร์-Digital transformation

    การเติบโตรอบใหม่ของกลุ่มโรงไฟฟ้า-น้ำกำลังจะเริ่มต้น โดยเฉพาะกลุ่ม “Ready-to-Serve Utilities” ที่มีความพร้อมด้านกำลังการผลิตในทันที ความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจากดาต้าเซ็นเตอร์ คาดว่าจะเร่งตัวตั้งแต่ต้นปี 2569 หลังการอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ไตรมาส 4/2567 คาดภายในปี 2571 จะมีกำลังไฟฟ้าใหม่ (IT load) ราว 2 กิกะวัตต์ ในกรุงเทพฯ และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามสถิติในอดีต ราว 80% ของคำขอสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ยื่น BOI ได้รับการอนุมัติ โดยในจำนวนนี้ 30-40% จะออกบัตรส่งเสริมภายในอีก 3-6 เดือน และจะเริ่มมีการลงทุนจริงตามมาภายใน 6 เดือนถัดไป 

    ดังนั้น ตัวเลขอนุมัติฯ ที่เร่งตัวในช่วงไตรมาส 4/2567–ครึ่งแรกของปี 2568 คาดแปลงเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 ความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้จะหนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ทั้งโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้า เป็นบวกต่อกลุ่มผู้ก่อสร้างโครงข่ายไฟฟ้า “Power Grid Builders” 

    ขณะเดียวกัน ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง (Captive plant) รวมถึงกลุ่มสื่อสาร คาดเติบโตแกร่งตามกระแส Digital transformation) (WHAUP, GULF, trading GUNKUL, ADVANC)

    กลุ่มเชื่อมโยงการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ทั้งกลุ่มปิโตรฯ และกลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง

    การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลกในปี 2569 (manufacturing cycle) จะหนุนความต้องการปิโตรฯ และกำไรกลุ่มปิโตรฯ ฟื้นตัวชัดในปี 2569 ขณะที่ความเสี่ยงอุปทานยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนต่างผลิตภัณฑ์หลักอย่าง HDPE, PP และ PET อยู่ “ต่ำกว่าจุดคุ้มทุน (Breakeven) ซึ่งทำให้โครงการขยายกำลังการผลิตใหม่ชะลอลง 

    นโยบาย “Anti-involution” ของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีเป้าหมายจำกัดปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน ช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านอุปทานส่วนเกินเพิ่มเติม ระดับ Valuations อยู่ในภาวะถูกมากใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดในช่วงวิกฤตปี 2551 และช่วยจำกัด downside ในขณะที่ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงคาดยังแข็งแกร่ง ผลิตภัณฑ์ใหม่คาดหนุนอัตรากำไรเพิ่มเติม คาดหนุนการเติบโตกำไร (PTTGC, SCC, ITC)

    กลุ่มที่กำไรคาดเติบโตต่อเนื่อง-ได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐฯ

    มาตรการกระตุ้นฯ/แก้หนี้ คาดทยอยออกมาต่อเนื่องลดแรงกดดันหนี้ครัวเรือนสูง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ Quick Big Win ที่ทยอยออกมาตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ได้แก่ คนละครึ่งพลัส และมีแนวโน้มดำเนินการโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ต่อ คาดเริ่มได้ในเดือนมกราคม 2569 หรืออาจมีมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการ Easy e-receipt สำหรับผู้มีรายได้สูงและอยู่ในระบบภาษีราว 4 ล้านคน หนุนการบริโภคเพิ่มเติม 

    ในขณะที่มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน คาดเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากการรับซื้อหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) จากธนาคารพาณิชย์และ Non-Bank โดยการจัดตั้ง JV AMC ในขณะที่รายได้จากการเกษตร (farm income) คาดกลับมาขยายตัวได้ราว 2-3% ในปี 2569 จากหดตัวราว 4.2% สำหรับมกราคม-กันยายน ปี 2568 กดดันจากราคาสินค้าเกษตร 

    อย่างไรก็ดี คาดผลประโยชน์จากมาตรการค่อนข้างจำกัด ยังคงเน้นหุ้นคุณภาพสูงที่มีทิศทางกำไรที่ชัดเจน หนุนจากรายได้สะท้อนอุปสงค์ที่ยังคงแข็งแกร่ง ยังเน้นกลุ่มค้าปลีกของใช้จำเป็น ห้างที่มีรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ กลุ่มท่องเที่ยว-สนามบิน (CPN, CPALL, CENTEL, AOT)

    กลุ่มหุ้นพื้นฐานดีปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสาร

    หลังคลังเห็นชอบหลักการโครงการออมระยะยาว (Thailand Individual Investment Account : TISA) โดยให้สิทธินำวงเงินการซื้อขายหุ้น และมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ นำมาใช้ลดหย่อนภาษีทางตรงได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อใช้เป็นหนึ่งในมาตรการฟื้นความเชื่อมั่น ทั้งนี้ คาดมาตรการกระตุ้นตลาดทุนโครงการออมระยะยาว (Thailand Individual Investment Account : TISA) จะหนุนกลุ่มหุ้นพื้นฐานดีปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสาร (KTB, SCB)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/735924&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0imoRvb-Osk-5K9wHDHlMO

  • พปชร. ชูนโยบายแก้จน เพิ่มวงเงินบัตรประชารัฐ เอ็กซ์ตร้า เป็น 700 บาทต่อเดือน

    พปชร. ชูนโยบายแก้จน เพิ่มวงเงินบัตรประชารัฐ เอ็กซ์ตร้า เป็น 700 บาทต่อเดือน

    พปชร. ชูนโยบาย “บัตรประชารัฐ เอ็กซ์ตร้า” เพิ่มวงเงินเป็น 700 บาทต่อเดือน มุ่งแก้ปัญหาความยากจนและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    3 มกราคม 2569 – นางสาวตรีนุช เทียนทอง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงเพียงหนึ่งเดียวในการเลือกตั้งครั้งนี้ จากพรรคพลังประชารัฐ ประกาศเดินหน้าสานต่อโครงการบัตรประชารัฐ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรค โดยเตรียมยกระดับเป็น “บัตรประชารัฐ เอ็กซ์ตร้า เพิ่มค่าทวีคูณ” ปรับเพิ่มวงเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยจากเดิม 300 บาท เป็น 700 บาทต่อเดือน

    นางสาวตรีนุชยืนยันว่า นโยบายดังกล่าวไม่ใช่เพียงคำสัญญา แต่เป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมและพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยบรรเทาปัญหาปากท้องของประชาชนได้จริง การเพิ่มวงเงินจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย สามารถรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น

    ขณะเดียวกัน พรรคพลังประชารัฐยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ชุมชนและท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว นโยบายนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยนางสาวตรีนุชกล่าวทิ้งท้ายว่า พรรคพร้อมเดินหน้าดำเนินนโยบายที่ทำได้จริงและเห็นผลชัดเจน เพื่อดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง 

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/925384/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ea9YSQg8nGFVI1xs8rNfV

  • คาดการณ์ราคา ‘แร่เงิน’ ปี 2026 รุ่งหรือร่วง น่าลงทุนแค่ไหน?

    คาดการณ์ราคา ‘แร่เงิน’ ปี 2026 รุ่งหรือร่วง น่าลงทุนแค่ไหน?

    ขณะที่โจชัว ดี. กลอว์สัน ผู้จัดการฝ่ายเนื้อหาของ Money Metals Exchange ให้ความเห็นว่า ราคาแร่เงินมีแนวโน้มขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2026 โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญจากความต้องการลงทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมดัชนีโลหะมีค่า กองทุน ETF รวมถึงตลาดพันธบัตร ซึ่งรัฐบาลของบางประเทศยังมีบทบาทในการสนับสนุนกองทุน ETF สินเงิน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและราคาสปอตของแร่เงินปรับตัวสูงขึ้น

    แม้จะยอมรับว่าไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างแน่นอน แต่กลอว์สันประเมินว่า แนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้ราคาสินเงินยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้นต่อไปตลอดปี 2026

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า หากธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2026 ราคาแร่เงินก็มีแนวโน้มที่จะลดลง สภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ผลตอบแทนจากเครื่องมือการลงทุนอื่นๆ เช่น บัญชีออมทรัพย์ผลตอบแทนสูง เพิ่มสูงขึ้น และนักลงทุนอาจเลือกความคล่องตัวและอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าของการลงทุนเหล่านั้นมากกว่าความผันผวนของแร่เงินซึ่งจะทำให้ความต้องการโลหะชนิดนี้ลดลง

    เฮนรี โยชิดะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนทางการเงิน ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Rocket Dollar กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่หดตัวและการชะลอตัวของการผลิตทั่วโลก อาจทำให้ราคาแร่เงินลดลงและร่วงลงในปี 2026 ดังนั้น นักลงทุนควรจับตาดูความต้องการของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาษีนำเข้าจำกัดการนำเข้าและผลักดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น เพราะหากความต้องการทางอุตสาหกรรมชะลอตัวและผลตอบแทนที่แท้จริงเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ราแร่สินเงินอาจทรงตัวหรือลดลงจากระดับราคาปัจจุบัน

    ทั้งนี้โดยรวมแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในโลหะมีค่าคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่า ราคาสินเงินจะปรับตัวสูงขึ้นในปี 2026 และเนื่องจากราคาสินเงินยังคงทรงตัวอยู่ใกล้หรือทำลายสถิติราคาล่าสุด นักลงทุนอาจมองว่าสินเงินเป็นทางเลือกที่ถูกกว่าทองคำ แต่หากคุณวางแผนที่จะลงทุนในโลหะมีค่าชนิดนี้ในปีใหม่ โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีความรู้และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการลงทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน และจะได้ผลกำไรดีที่สุดอได้ย่างไร 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VF0lFxyhhOd3QRsW9VLz1

  • “สมเกียรติ” ขอโทษหลังเคยสั่งทำโทษนำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเด็ก

    “สมเกียรติ” ขอโทษหลังเคยสั่งทำโทษนำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเด็ก

    “สมเกียรติ” ขอโทษหลังเคยสั่งทำโทษนำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเด็ก

    “สมเกียรติ” ขอโทษหลังเคยสั่งทำโทษนำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเด็ก

    จากกรณีดราม่ามีผู้เข้าไปสอบถามนายสมเกียรติ กู้เกียรติภูมิ ผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรี เขต 5 พรรคประชาชน ซึ่งขึ้นป้ายแนะนำตัวว่า “ลุง ผอ.พรรคส้ม” ในการหาเสียง เพราะเคยเป็นอดีตครูมาก่อน ผ่านบัญชีโซเชียลมีเดีย โดยผู้โพสต์อ้างว่าเป็นนักเรียนที่เคยถูกลงโทษเกินกว่าเหตุ ในขณะนั้นตนอายุ 10 ขวบ หลังไม่สวมรองเท้านักเรียนตามระเบียบแต่ใส่รองเท้าแตะมาแทนเนื่องจากเท้าบาดเจ็บ โดยนายสมเกียรติ ให้นำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเดินเท้าเปล่าตลอดทั้งวัน 

    โดยผู้ใช้โซเชียลรายนี้ได้คอมเมนต์ถามว่า “ขอถามท่านผู้สมัคร ส.ส. ในฐานะเคยเป็น “ครู” ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับการที่ “ผอ.” คนหนึ่งที่ทำโทษนักเรียน อายุ “10” ขวบ ที่เท้าเจ็บแล้วไม่สามารถใส่รองเท้าผ้าใบไปโรงเรียนได้และได้ใส่รองเท้าแตะไปโรงเรียน แล้วถูก ผอ. คนหนึ่งทำโทษ โดยการให้นำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเดินเท้าเปล่า ตลอดทั้งวัน อยากทราบความเห็นครับ

    ต่อมา นายสมเกียรติ ได้ตอบกลับไปว่า “ในฐานะที่ผมเคยเป็นครูมาก่อน ผมรู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์นี้ครับ เด็กอายุเพียง 10 ขวบ ควรได้รับการเข้าใจและการดูแล ไม่ใช่การลงโทษที่กระทบทั้งร่างกายและจิตใจ โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย ใช้เหตุผล เมตตา และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กเป็นหลัก หากมีปัญหา ควรพูดคุย หาทางช่วยเหลือ มากกว่าการทำโทษให้เกิดความอับอาย ผมเชื่อว่าการศึกษาไทยต้องยืนอยู่บนความเข้าใจ ไม่ใช่ความกลัวครับ ฝากเบอร์ 4 ด้วยนะครับ” จากนั้น ผู้ใช้โซเชียลรายดังกล่าวได้มาแสดงความเห็นตอบกลับว่า “แต่ทำไม คุณถึงทำกับผม ในวัยเด็กแบบนั้นละครับ ถ้าคอมเมนต์นี้ ผอ. สมเกียรติ เป็นคนมาตอบเอง ผมเชื่อว่าคอมเมนต์แบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นครับ”

    “สมเกียรติ” ขอโทษหลังเคยสั่งทำโทษนำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเด็ก

    ซึ่งต่อมาคอมเมนต์ดังกล่าวได้มีการลบออกไป และผู้ใช้โซเชียลรายเดิม ออกมาเปิดเผย “ผมลบโพสต์ไปละ ได้คุยกันไปแล้วถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และ ผู้สมัครท่านนี้มาขอโทษผมแล้ว แล้วผมก็รับด่าขอโทษนี้ไปแล้ว แต่สิทธิการให้อภัยของผมก็คงยังไม่ได้ให้อภัยเพราะเขาจำเหตุการณ์นี้ไม่ได้ ซึ่งการให้อภัยในส่วนของความผิดที่ผู้ก่อไม่สามารถจำได้ผมก็ไม่รู้จะให้อภัยยังยังไง แต่คำขอโทษผมรับไว้แล้ว (ไม่ได้มีการข่มขู่ให้ลบหรืออะไรคุยกันด้วยเหตุและผลอย่างราบรื่นดี)

    ล่าสุด นายสมเกียรติ ออกมาโพสต์ขอโทษ โดยระบุว่า คำแถลงการณ์ นายสมเกียรติ กู้เกียรติภูมิ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี เขต 5 ผม นายสมเกียรติ กู้เกียรติภูมิ ขอแถลงต่อสาธารณชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กคนหนึ่งและกลายเป็นบาดแผลทางความรู้สึกที่เขาจดจำมาจนถึงปัจจุบัน ผมขอยอมรับโดยตรงว่าแม้ผมจะไม่สามารถระลึกถึงรายละเอียดของการกระทำในเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน แต่จากผลกระทบที่ผู้เสียหายได้รับและความรู้สึกที่ยังคงฝังอยู่ในใจของเขา ผมตระหนักได้ดีว่าเหตุการณ์นั้นได้สร้างความเจ็บปวดขึ้น

    ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ผมได้ติดต่อและกล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียหายเป็นการส่วนตัวแล้ว ทั้งนี้อดีตนักเรียนท่านนั้นได้รับคำขอโทษของผมแล้ว ผมขอใช้โอกาสนี้ย้ำว่าผมจะนำบทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นเครื่องเตือนใจในการดำเนินชีวิต การทำงาน และการรับใช้สังคม ด้วยความระมัดระวัง และผมขอความกรุณาต่อทุกคนรบกวนไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหาย กล่าวหา หรือใช้คำพูดในทางที่ไม่เหมาะสมให้เสียชื่อเสียง

    ผมขอขอบคุณทุกเสียงสะท้อน และขอยืนยันว่าทั้งการศึกษาและการเมือง ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชน

    “สมเกียรติ” ขอโทษหลังเคยสั่งทำโทษนำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอเด็ก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/social/611865&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27TIJEwciGrPOavXcXlW4W

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯ ทรงบาตร 109 ปีอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯ ทรงบาตร 109 ปีอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

    Skip to content

    เมื่อวันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ ไปยังอาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทรงบาตร เนื่องในโอกาส 109 ปี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ โดยมี ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ รศ.ดร.สุรเดช โชติอุดมพันธ์ คณบดีคณะอักษรศาสตร์ ผู้บริหารคณะอักษรศาสตร์ คณาจารย์ บุคลากร นิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบัน เฝ้าฯ รับเสด็จและร่วมบำเพ็ญกุศลในการนี้ด้วย
    ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงบาตรพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป จากนั้น เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสินค้าของมูลนิธิมหาจักรีสิรินธรเพื่อคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

    คณะอักษรศาสตร์ เป็นหนึ่งในสี่คณะแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีการจัดตั้งวันอักษรศาสตร์ขึ้น ตรงกับวันที่ 3 มกราคมของทุกปี เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาพระฤกษ์ตึกบัญชาการอันเป็นอาคารหลังแรกของมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2458 ตึกบัญชาการนี้ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นตึกอักษรศาสตร์ 1 และใช้เป็นอาคารเรียนของคณะอักษรศาสตร์เรื่อยมา กระทั่งได้มีการบูรณะและเปลี่ยนชื่อเป็นอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ปัจจุบันคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วยภาควิชา 11 ภาควิชา รวมทั้งยังมีศูนย์ความเป็นเลิศและศูนย์บริการทางวิชาการต่าง ๆ เปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก หลักสูตรสำหรับบุคคลภายนอก รวมทั้งงานบริการสังคมเพื่อมุ่งพัฒนาวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ที่ลุ่มลึกและทันโลกทันสมัย โดยเฉพาะมนุษยศาสตร์ดิจิทัล สร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความเข้าใจในวิชาการด้านมนุษยศาสตร์เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมมีทัศนคติที่สอดคล้องกับความเป็นพลเมืองโลก

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเข้าศึกษาในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2516 และทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาประวัติศาสตร์และระดับปริญญาโท สาขาวิชาบาลี-สันสกฤต

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/280246/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P-IePkqBy-qsDQR_8lWCF

  • มกช.เชียงใหม่ เตรียมพร้อมจัดการสัมมนาวิชาการระดับชาติ

    มกช.เชียงใหม่ เตรียมพร้อมจัดการสัมมนาวิชาการระดับชาติ

    มกช. เชียงใหม่ จัด Symposium อธิการบดี มกช. ผศ.ดร.วีรศักดิ์ วิศาลาภรณ์ เดินทางมาเองโดยมีผู้ร่วมเสวนาจาก มช. มรภ. ม.กีฬาฮานอยมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่ (มกช. เชียงใหม่) ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการสัมมนาวิชาการระดับชาติ ด้านการศึกษาทางกีฬา วิทยาศาสตร์การกีฬา ธุรกิจ และอุตสาหกรรมการบริการ “Chiang Mai Digital Active + Sustainability: CMDAS”วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ โรงแรม ดิ เอ็มเพลส จ.เชียงใหม่

    ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในการขับเคลื่อนการกีฬาสู่สังคมดิจิทัลและความยั่งยืน พร้อมขยายเครือข่ายอุตสาหกรรมกีฬา ด้วยกิจกรรมคับคั่ง ได้แก่ ช่วงเช้า การปาฐกถา หัวข้อ “มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติกับการพัฒนากีฬาสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืน” โดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (ผศ.ดร.วีรศักดิ์ วิศาลาภรณ์)

    การเสวนา เรื่อง “บทบาทสถาบันอุดมศึกษากับการขับเคลื่อนกีฬาสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืน” โดย ทีมวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย- อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล) – อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (รศ.ดร.ชาตรี มณีโกศล)

    อธิการบดีมหาวิทยาลัยพลศึกษาและกีฬาฮานอย (Associate Professor Dr.Nquyen Duy Quyet)- รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา มาเลเซีย (Dr.Hanafiah Bin Ayub) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (ผศ.ดร.วีรศักดิ์ วิศาลาภรณ์) ช่วงบ่าย การบรรยายเชิงปฏิบัติการ 5 เรื่อง
    1.) “การบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ความทนทานและป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ” โดย อ.ดร.ชลชัย อานามนารถ และ นางสาวจรัญญา ดวงคำ (อดีตนักกีฬาเพาะกายหญิงทีมชาติไทย แชมป์โลก 4 สมัย)
    2.) “กลยุทธ์การสร้าง Storytelling สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการ : การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวและการบริการให้เข้มแข็งและยั่งยืน” โดย คุณศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ (นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่)
    3.) ”การสอนพลศึกษาในยุคดิจิทัล” โดย อ.ดร.ประกิต หงษ์แสนยาธรรม
    4.) “การจัดการสถานออกกำลังกายภาคเอกชนเพื่อตอบสนองสังคมดิจิทัล: วิวัฒนาการพฤติกรรมการออกกำลังกายของผู้บริโภค” (ชำระค่าลงทะเบียน 100 บาท ในวันสัมมนาฯ) โดย ว่าที่ร้อยตรี ผศ.ดร.ธเนษฐ์พงษ์ สุขวงศ์
    5.) “เทคนิคการปลูกฝัง Physical Literacy สำหรับครูในศตวรรษที่ 21” โดย ผศ.ดร.พิชิต เมืองนาโพธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3858942/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YFw-fMeo0_Ti9_mP3oT2V

  • อังกฤษสร้างสถิติใหม่ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 47% เอาชนะก๊าซธรรมชาติที่ 28%

    อังกฤษสร้างสถิติใหม่ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 47% เอาชนะก๊าซธรรมชาติที่ 28%

    อังกฤษทำลายสถิติการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปี 2025 โดยพลังงานลม แสงอาทิตย์ และชีวมวลรวมกันสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ถึง 47% ของความต้องการทั้งประเทศ ตามรายงานจากเว็บไซต์ Carbon Brief เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศและพลังงาน

    โดยผลการศึกษาพบว่า พลังงานหมุนเวียนเอาชนะก๊าซธรรมชาติซึ่งจ่ายไฟฟ้าเพียง 28% ขณะที่พลังงานนิวเคลียร์อยู่อันดับ 3 ด้วยสัดส่วน 11% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด

    การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างพลังงาน

    การใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นหลังจากประเทศปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งสุดท้ายในช่วงปลายปี 2024 การศึกษาระบุว่าพลังงานนิวเคลียร์ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี เนื่องจากปัญหาการหยุดดำเนินงานของโรงไฟฟ้า

    โดยรวมแล้ว การผลิตไฟฟ้าของอังกฤษมีมลพิษเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2025

    — Carbon Brief สรุปพร้อมเสริมว่าการส่งออกไฟฟ้าของประเทศเพิ่มขึ้นและการนำเข้าลดลงในปีที่ผ่านมา

    ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

    อังกฤษเผชิญกับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 1% “หลังจากลดลงมาหลายปี” เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้า ปั๊มความร้อน และศูนย์ข้อมูลเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าในจำนวนที่มากขึ้น

    เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

    อังกฤษถือเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนในยุโรป โดยอาศัยพลังงานลมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง ประเทศได้กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 81% ภายในปี 2035 เมื่อเทียบกับระดับปี 1990 และมุ่งหวังบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในกลางศตวรรษนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/uk-record-renewable-electricity-2025&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3djDcNJtGWg4dXa-3hrPtv

  • ‘บุ๋ม-ปนัดดา’ เติมฝันวันเด็ก! มอบอุปกรณ์กีฬา สร้างรอยยิ้มให้น้องๆ บางขุนเทียนศึกษา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ดารานักแสดงชื่อดัง ในฐานะประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ได้แสดงพลังแห่งการให้ ด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาหลากหลายรายการ เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ให้แก่โรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา กรุงเทพมหานคร

    สำหรับการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ของที่โรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา นำโดยนางจิราภรณ์ จ้อยเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้นำทัพการจัดกิจกรรมที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 ม.ค.นี้ ภายใต้คำขวัญวันเด็กประจำปี 2569 คือ รักชาติไทยใส่ใจโลก โดยจะมีการแจกของขวัญและกิจกรรมต่างๆ มากมายจากทั้งภาครัฐและเอกชน

    การสนับสนุนในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่นักเรียนได้มีอุปกรณ์ที่พร้อมต่อการเรียนรู้ อันจะช่วยพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยมีคณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และนักเรียนโรงเรียนบางขุนเทียนศึกษา ร่วมรับมอบอุปกรณ์ด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น

    โดยการสนับสนุนอุปกรณ์ของมูลนิธิองค์กรทำดีในครั้งนี้ เพราะเด็กและเยาวชนถือเป็นกำลังสำคัญของชาติ การสนับสนุนด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับประเทศ ซึ่งมูลนิธิองค์กรทำดีจะยังคงเดินหน้าทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือและแบ่งปันโอกาสให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน

    ทั้งนี้ การมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่สะท้อนถึงความตั้งใจจริงในการคืนกำไรสู่สังคม และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ได้เห็นคุณค่าของการให้และการแบ่งปันอย่างแท้จริง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5465651/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pwtAw1E62Itz6M_jfsNiZ

  • ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ การแข่งขันสูง แต่ยังเติบโตต่อได้ แนะธุรกิจเร่งปรับโครงสร้าง รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม

    ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) 

    ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก 

    ขณะที่เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ 

    อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท  โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52%  จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท)

    แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ

    รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/the-thai-retail-business-is-at-a-critical-juncture-facing-intense-competition/news-update/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ax3kKg02E6cfbZFNx7ql9