Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ศุภจี” ชู 7 ก้าวต่อปลดล็อกเศรษฐกิจ  เปิดผลงาน 90 วันทำได้จริง พอใจแก้ปัญหาเกษตร

    “ศุภจี” ชู 7 ก้าวต่อปลดล็อกเศรษฐกิจ เปิดผลงาน 90 วันทำได้จริง พอใจแก้ปัญหาเกษตร

    วันนี้ (24 ส.ค.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า แนวทางการทำงานในระยะต่อไปจะเน้นการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ผ่านมาตรการที่เข้มข้น พร้อมขับเคลื่อนการแก้ปัญหาล่วงหน้าในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดแล้วจึงเข้าไปแก้ไข สำหรับ 7 ก้าว ที่กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าต่อ หนึ่งในภารกิจสำคัญที่สุด คือ การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ทั้ง FTA ความตกลง ART และมาตรา 301 ซึ่งต้องเร่งทำให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพื่อลดความไม่แน่นอนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะประเด็นการค้ากับสหรัฐ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

    แม้สินค้าไทยที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ จะมีส่วนที่ได้รับการยกเว้นแล้วประมาณ 72% แต่กระทรวงยังตั้งใจเร่งปิดประเด็นเจรจาให้เร็วและได้ผลดีที่สุด โดยยึดสิทธิประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

    ขณะเดียวกัน ไทยจะเดินหน้าผลักดันการส่งออกให้เติบโตระดับ 2 หลัก โดยปัจจุบันมูลค่าส่งออกอยู่ที่ประมาณ 6.2-6.3 ล้านล้านบาท และหากทั้งปีแตะระดับมากกว่า 12 ล้านล้านบาท มีโอกาสเห็นการขยายตัวอย่างน้อยประมาณ 8-10% แม้ยังต้องเผชิญปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งการขนส่ง ราคาพลังงาน และสถานการณ์ความขัดแย้ง

    “ศุภจี” ชู 7 ก้าวต่อปลดล็อกเศรษฐกิจ  เปิดผลงาน 90 วันทำได้จริง พอใจแก้ปัญหาเกษตร

    “ศุภจี” ชู 7 ก้าวต่อปลดล็อกเศรษฐกิจ เปิดผลงาน 90 วันทำได้จริง พอใจแก้ปัญหาเกษตร

    รมว.พาณิชย์ กล่าวอีกว่า กระทรวงจะเดินหน้ารักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมถึงบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ หลังมีการดูดซับทุเรียนและมังคุดจากภาคใต้ขึ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 200,000-300,000 ตัน เพื่อพยุงราคาและปิดฤดูผลไม้ภาคใต้ให้ดีที่สุด

    สินค้าเกษตร เป็นผลงาน 90 วัน ที่พอใจที่สุด เพราะเห็นผลที่เกิดขึ้นจริง และเป็นเรื่องที่กระทรวงลงรายละเอียดและดำเนินการจำนวนมาก แม้จะถูกวิจารณ์ แต่จะยังเดินหน้าต่อ เนื่องจากมองว่า การลงมือแก้ปัญหาให้ราคาและรายได้เกษตรกรดีขึ้นมีความสำคัญกว่า

    “ศุภจี” ชู 7 ก้าวต่อปลดล็อกเศรษฐกิจ  เปิดผลงาน 90 วันทำได้จริง พอใจแก้ปัญหาเกษตร

    “ศุภจี” ชู 7 ก้าวต่อปลดล็อกเศรษฐกิจ เปิดผลงาน 90 วันทำได้จริง พอใจแก้ปัญหาเกษตร

    ในกรณีข้าว กระทรวงมีมาตรการออกมาแล้ว 5 มาตรการ ครอบคลุมสินเชื่อเพื่อชะลอการขาย การสนับสนุนเกษตรกรและโรงสี การดูดซับผลผลิตประมาณ 3 ล้านตัน รวมถึงโครงการข้าวประณีตและการใช้เทคโนโลยีติดตามจุดที่ราคายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่

    เช่นเดียวกับงานด้าน SMEs กระทรวงจะเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าถึงโอกาสใหม่มากขึ้น เนื่องจาก SMEs มีบทบาทสูงต่อการจ้างงาน ขณะที่การช่วยเหลือในระยะที่ผ่านมาแม้มีผลแล้ว แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงผู้ประกอบการทั้งหมดได้ และต้องเดินหน้าต่อเนื่อง ส่วนการปราบปรามนอมินี ยืนยันว่า จะเพิ่มความเข้มข้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการบูรณาการร่วมกันแล้ว 23 หน่วยงาน และลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว 46 จังหวัด พร้อมเดินหน้าต่อเนื่อง เนื่องจากปัญหามีความซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือหลายหน่วยงาน

    “ศุภจี” ชู 7 ก้าวต่อปลดล็อกเศรษฐกิจ  เปิดผลงาน 90 วันทำได้จริง พอใจแก้ปัญหาเกษตร

    “ศุภจี” ชู 7 ก้าวต่อปลดล็อกเศรษฐกิจ เปิดผลงาน 90 วันทำได้จริง พอใจแก้ปัญหาเกษตร

    นอกจากนี้จะขับเคลื่อน 4 คณะทำงานภายใต้กรอบการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจผู้มาเยือน เกษตรและอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนเศรษฐกิจชุมชน โดยจะเน้นการแก้ปัญหาและการสร้างผลลัพธ์ มากกว่าการเพิ่มนโยบายใหม่เพียงอย่างเดียว

    รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการดูแลค่าครองชีพว่า จะเดินหน้าจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 1.21% ซึ่งกระทรวงมองว่า เป็นตัวชี้วัดหนึ่งของผลการดูแลค่าครองชีพ แต่ยังเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่อง

    การควบคุมราคาสินค้าบางประเภทมีข้อจำกัด เพราะต้นทุนไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ และพลังงาน โดยหน้าที่ของกระทรวงคือดูแลส่วนที่อยู่ในอำนาจและสร้างทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดได้

    “ศุภจี” ชู 7 ก้าวต่อปลดล็อกเศรษฐกิจ  เปิดผลงาน 90 วันทำได้จริง พอใจแก้ปัญหาเกษตร

    “ศุภจี” ชู 7 ก้าวต่อปลดล็อกเศรษฐกิจ เปิดผลงาน 90 วันทำได้จริง พอใจแก้ปัญหาเกษตร

    อย่างไรก็ตาม 7 ภารกิจในระยะต่อไปไม่สามารถเทน้ำหนักไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ เพราะทุกเรื่องมีความสำคัญและต้องดำเนินควบคู่กัน พร้อมระบุว่า กระทรวงจะยังเดินหน้าทำงานเชิงรุกและบูรณาการทั้งภายใน ภายนอก และกับภาคเอกชนต่อไป

    อ่านข่าว:

    สัญญาณ “เงินเฟ้อ” ยังน่าห่วง ชี้ต้นทุนผลิตดันราคาสินค้าสูงกว่าก่อนสงคราม

    “วิทยากร มณีเนตร” กับโจทย์ใหญ่คุมค่าครองชีพ ฝ่าวิกฤตราคาสินค้า

    เงินเฟ้อ มิ.ย.พุ่ง 2.42% เผยอาหารตามสั่ง 7 เมนู ราคาขยับ 5-10 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IbalAOzAGNTgS9XvQ0W2h

  • ยุทธศาสตร์ไทย 2027: จาก “ประตูสู่ CLMV” สู่ “ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานแห่งอาเซียน”

    ยุทธศาสตร์ไทย 2027: จาก “ประตูสู่ CLMV” สู่ “ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานแห่งอาเซียน”

    ยุทธศาสตร์ไทย 2027: จาก “ประตูสู่ CLMV” สู่ “ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานแห่งอาเซียน”


    24/08/2569 | 53 |

    ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Reconfiguration) ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้กลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) กลายเป็นเป้าหมายหลักของการลงทุนจากทั่วโลก สำหรับประเทศไทย การดำรงสถานะเป็นเพียง “ทางผ่าน” หรือประตูการค้า (Gateway) อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในก้าวต่อไปคือการยกระดับตนเองสู่การเป็น “ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างยั่งยืน” (Sustainable Global Supply Chain Hub)

    1. โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์: เส้นเลือดใหญ่เชื่อมพรมแดน
    ความสำเร็จของการเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน เริ่มต้นจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Connectivity) นอกเหนือจากโครงการขนาดใหญ่อย่างระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) แล้ว หัวใจสำคัญอยู่ที่การยกระดับด่านการค้าชายแดน

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการพัฒนา เขตศุลกากรด่านนครพนม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนเส้นทาง R12 การพัฒนาระบบการตรวจปล่อยสินค้าและบริการแบบ One Stop Service ที่นครพนม ช่วยร่นระยะเวลาและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในการเชื่อมต่อการค้าชายแดนจากไทย สู่ สปป.ลาว ทะลุเวียดนาม และมุ่งตรงสู่ตอนใต้ของจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การบูรณาการหน่วยงานตรวจปล่อยสินค้าควบคุม เช่น พืช สัตว์ และอาหาร ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างครบถ้วน ทำให้เส้นทางนี้กลายเป็นระเบียงเศรษฐกิจที่ทรงพลัง

    2. ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก: โอกาสของนวัตกรรมเกษตรและ SME
    การเป็นฮับด้านห่วงโซ่อุปทานไม่ได้จำกัดประโยชน์ไว้แค่กลุ่มทุนข้ามชาติ แต่เป็นสปริงบอร์ดสำคัญสำหรับเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและท้องถิ่น โครงข่ายโลจิสติกส์ที่รวดเร็วขึ้นเปิดประตูให้ผู้ประกอบการ SME และผลิตภัณฑ์ OTOP สามารถกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาด CLMV และจีนตอนใต้ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร การผลักดันนวัตกรรม เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) เพื่อเพิ่มผลผลิตและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรแปรรูป ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ผลไม้สด หรือยางพารา จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ได้อย่างมหาศาล เมื่อกระบวนการผลิตในท้องถิ่นได้มาตรฐานสากลและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) สินค้าเกษตรของไทยก็จะสามารถเจาะตลาดที่มีกำลังซื้อสูงทั้งในเอเชียและยุโรป ผ่านเส้นทางการค้าพรมแดนที่ได้รับการพัฒนาแล้ว

    3. โมเดล “Thailand Plus One” และการเจาะตลาดโลก
    ในมิติของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ไทยกำลังใช้ยุทธศาสตร์ “Thailand Plus One” โมเดลนี้ส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติใช้ไทยเป็นสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (International Business Center) หรือเป็นฐานการผลิตส่วนหน้าที่มีความซับซ้อนและเน้นเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงกับ CLMV ซึ่งใช้เป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนหรือกระบวนการที่เน้นแรงงาน

    การวางตำแหน่งเช่นนี้ ทำให้ไทยกลายเป็น “จุดประกอบร่าง” ที่สำคัญของสินค้าจากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การที่ไทยสามารถเชื่อมโยงการค้าชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้นักลงทุนจากจีน (ภายใต้ยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative) และอินเดีย (นโยบาย Look East) เลือกใช้ไทยเป็นฐานการกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดอาเซียน รวมไปถึงความร่วมมือด้านอาหารฮาลาลและพลังงานสะอาด ที่ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนในกลุ่มตะวันออกกลางและกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds)

    บทสรุป
    การก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานแห่งอาเซียน” ของไทย ไม่ใช่เพียงเรื่องของความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นผลจากการบูรณาการยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ตั้งแต่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับไฮเอนด์ การปลดล็อกศักยภาพด่านชายแดนเพื่อเชื่อมโยงเส้นทางสายเศรษฐกิจ (เช่น นครพนม-ลาว-เวียดนาม-จีน) การผลักดันนวัตกรรมเกษตรและ SME ในท้องถิ่น ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืน หากทุกภาคส่วนสามารถดำเนินการได้อย่างสอดประสาน ประเทศไทยจะไม่เป็นเพียงทางผ่าน แต่จะเป็นหัวใจสำคัญที่สูบฉีดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไปทั่วทั้งภูมิภาค

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/533461&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00nKtIgZJvW9uNrWQ33vAc

  • โลกเปลี่ยน ไทยต้อง SHIFT เร่งปรับเศรษฐกิจ-ธุรกิจรับกติกาใหม่ | เดลินิวส์

    โลกเปลี่ยน ไทยต้อง SHIFT เร่งปรับเศรษฐกิจ-ธุรกิจรับกติกาใหม่ | เดลินิวส์

    โลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้น ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้าใหม่ ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ล้วนเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับต้นทุนธุรกิจ การลงทุน การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทานของไทยมากขึ้น คำถามที่ตามมาคือ ไทยจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตในระยะยาว

    โจทย์ดังกล่าวเป็นกลายเป็นคีย์หลักของงาน ‘GCNT Expo 2026’ ที่สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand) เตรียมจัดวันที่ 2-4 กันยายน 2569 ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด ‘From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World’ เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน องค์การระหว่างประเทศ และคนรุ่นใหม่ ร่วมมองทิศทางการเปลี่ยนผ่านของไทยในโลกที่กติกากำลังเปลี่ยนไป

    กติกาโลกเปลี่ยน

    ‘ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ’ ผู้อำนวยการ GCNT กล่าวว่า สิ่งที่ไทยต้องมองในเวลานี้คือแรงกระเพื่อมจากโลกกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและธุรกิจอย่างไร เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลตั้งแต่การค้า การลงทุน ไปจนถึงการผลิตและการเข้าถึงตลาด อย่างแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่แบ่งขั้วมากขึ้นก็ทำให้การค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันกติกาการค้าโลกกำลังให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน และความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น ธุรกิจไทยจึงต้องเตรียมตัวให้ทัน เพราะเงื่อนไขเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ

    อีกด้านคือสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงของทุนธรรมชาติ ซึ่งกระทบต้นทุนธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ประเทศไทยกำลังเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ ทั้งกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ กลไกกำหนดราคาคาร์บอน โครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

    เมื่อกฎด้านสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทานเข้มข้นขึ้น ความยั่งยืนจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโดยตรง การปรับตัวจึงต้องเข้าไปอยู่ในวิธีคิดและการวางแผนธุรกิจ ไม่ควรรอให้กฎใหม่กลายเป็นข้อจำกัดเสียก่อน

    เศรษฐกิจไทยติดทางแยก

    ดร.ธันยพร กล่าวต่อไปว่าแรงกดดันจากภายนอกเกิดขึ้นพร้อมกับปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงก้ำกึ่งของเส้นทางรูปตัวเค (K-Curve) ซึ่งเป็นจุดที่ธุรกิจบางกลุ่มยังเดินหน้าต่อได้ ขณะที่อีกส่วนมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกำลังเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และมุ่งไปสู่ทิศทางการเติบโตแบบเอส-เคิร์ฟ (S-Curve) ทำให้ไทยต้องเร่งหาจุดเปลี่ยนของตัวเอง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาค

    นอกจากนี้วิกฤตสภาพภูมิอากาศยังอาจทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทยลดลงถึง 10% ภายใน 20 ปี หรือเฉลี่ย 0.5% ต่อปี โดยภาคเกษตรเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ราคาพลังงานยังเป็นอีกแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ

    ดร.ธันยพร ย้ำว่าโครงสร้างธุรกิจไทยยังพึ่งพาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสูงถึง 95% ของธุรกิจทั้งหมด ทำให้การเปลี่ยนผ่านของประเทศต้องคำนึงถึงผู้ประกอบการกลุ่มนี้ด้วย เพราะความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการปรับตัวของแต่ละธุรกิจมีไม่เท่ากัน

    คนไทยต้องปรับทักษะ

    อีกโจทย์ที่ตามมาคือแรงงานไทย จากประชากรประมาณ 66 ล้านคน มีประชากรวัยทำงานที่ต้องการทำงานราว 40 ล้านคน หรือประมาณ 61% ของประชากรทั้งหมด ในจำนวนนี้มีแรงงานที่ได้รับการคุ้มครองในระบบประกันสังคมประมาณ 30% ขณะที่อีกราว 70% อยู่นอกระบบ ซึ่งรวมถึงแรงงานอิสระและกลุ่มเศรษฐกิจงานรับจ้างเป็นครั้งคราว

    แม้อัตราการว่างงานของไทยอยู่เพียงระดับ 1.8% แต่ตลาดแรงงานยังมีปัญหาเรื่องทักษะไม่ตรงกับงาน ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาคือบัณฑิตจบใหม่ที่เรียนในสาขาเฉพาะทางต้องออกมาทำงานขับรถส่งอาหาร ขณะที่อดีตพนักงานสายการบินบางส่วนต้องเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น ปัญหานี้ทำให้ตัวเลขการว่างงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการมองภาพตลาดแรงงานไทย

    เมื่อปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ความกังวลเรื่องการทดแทนแรงงานก็เพิ่มขึ้น รายงานของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติระบุว่า สัดส่วนการใช้ปัญญาประดิษฐ์ทดแทนแรงงานมนุษย์ในระบบการจ้างงานไม่ควรเกิน 35% เพื่อรักษาความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ

    ปัจจุบันการจ้างงานทั่วโลกมีการลดจำนวนคนและใช้ปัญญาประดิษฐ์ทดแทนแล้วราว 10% ส่วนในเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้และจีน อยู่ที่ประมาณ 20% และมีการใช้ในงานบัญชีและระบบการเงินของธนาคารมากขึ้น หากสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มเกินระดับ 35% อาจนำไปสู่การตกงานจำนวนมาก กระทบรายได้และกำลังซื้อของประชาชน

    เปลี่ยนประเทศต้องเปลี่ยนคน

    บทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านชี้ให้เห็นว่า การเตรียมคนเป็นหนึ่งในจุดที่ใช้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านได้ สิงคโปร์เลือกเพิ่มทักษะแรงงานและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีเงินสนับสนุนให้ประชาชนใช้พัฒนาทักษะอาชีพ ขณะที่เกาหลีใต้กำหนดให้มหาวิทยาลัยบรรจุวิชาปัญญาประดิษฐ์เป็นวิชาบังคับ เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีทักษะด้านเทคโนโลยีควบคู่กับวิชาชีพ

    ส่วนเวียดนามเดินหน้า 3 ด้าน ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล และการลดอุปสรรคทางการค้า ซึ่งช่วยสร้างเงื่อนไขใหม่ให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้เร็วขึ้น

    แนวคิดดังกล่าวจะถูกนำมาพูดคุยในงาน GCNT Expo 2026 ตลอด 3 วัน โดยวันแรกจะเปิดเวทีด้วยมุมมองระดับประเทศและเศรษฐกิจ โดยมีนายกรัฐมนตรีมีกำหนดกล่าวปาฐกถาพิเศษ รวมถึงผู้แทนองค์การสหประชาชาติและผู้นำภาคธุรกิจ อาทิ ศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และผู้บริหารจากทรู คอร์ปอเรชั่น ซีพีเอฟ บีเจซี และเอสซีจี รวมถึง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    วันที่สองจะเจาะเรื่องกฎกติกาใหม่ การค้าและห่วงโซ่อุปทาน ทุนธรรมชาติ และการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน ส่วนวันสุดท้ายจะพูดถึงพลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ นวัตกรรม ทุนมนุษย์ การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดี

    สำหรับ GCNT การเปลี่ยนผ่านของไทยต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งระดับประเทศ เศรษฐกิจ ธุรกิจ และผู้คน เพราะเมื่อโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น ความสามารถในการปรับตัวของแต่ละส่วนจะเป็นตัวกำหนดว่าไทยจะอยู่ตรงไหนในเศรษฐกิจยุคใหม่ จาก ‘SHOCK’ ที่กำลังเกิดขึ้น จึงต้องขยับไปสู่ ‘SHIFT’ ที่ไทยเป็นผู้กำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6135285/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jx-BXqjGDP1D8VYVgYwQx

  • ส่อง 11 หุ้นไทย รับอานิสงส์จีนอัดฉีด 2 ล้านล้านหยวนกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ส่อง 11 หุ้นไทย รับอานิสงส์จีนอัดฉีด 2 ล้านล้านหยวนกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ส่อง 11 หุ้นไทย รับอานิสงส์จีนอัดฉีด 2 ล้านล้านหยวนกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญกับสภาวะชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 2/2569 เติบโตเพียง 4.3% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายประจำปีที่รัฐบาลจีนตั้งไว้ที่ 5.0% อย่างมีนัยสำคัญ 

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลจีนต้องเร่งหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเตรียมผลักดันมาตรการทางการคลังชุดใหม่ที่มีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านหยวน ซึ่งจะทำงานประสานร่วมกับระบบการเงินของประเทศ เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนการกู้ยืมเงินของทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภคทั่วไป

    ความคืบหน้าของยุทธศาสตร์นี้ได้รับการเปิดเผยโดย นายเหลียว หมิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของจีน ซึ่งแถลงเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ว่า รัฐบาลจีนกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำมาตรการด้านการคลังและการเงินชุดใหม่ที่เน้นการสอดประสานทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยมีกำหนดที่จะทยอยประกาศและบังคับใช้อย่างเป็นทางการในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 

    ภายใต้แผนงานกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 2 ล้านล้านหยวน รัฐบาลจีนได้มุ่งเน้นการดำเนินงานผ่าน 4 มาตรการหลักที่สำคัญ ได้แก่

    1.การเร่งรัดการออกพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับใช้ในโครงการพัฒนาต่าง ๆ

    2.การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังคงค้างอยู่ ให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด

    3.การตรวจสอบและลงโทษเชิงนโยบายต่อพื้นที่หรือหน่วยงานท้องถิ่นที่ดำเนินการล่าช้าเพื่อกำจัดคอขวดในการทำงาน

    4.การผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศให้สามารถเริ่มดำเนินงานและเดินเครื่องได้รวดเร็วที่สุด

    โอกาสตลาดหุ้นไทยภายใต้กระแส “China Play”

    การเคลื่อนไหวเชิงนโยบายครั้งนี้ของจีนไม่เพียงแต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อตลาดหุ้นไทย 

    บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ล้านล้านหยวน สัมฤทธิ์ผลและสามารถดึงกำลังซื้อของชาวจีนให้ฟื้นคืนกลับมาได้ หุ้นไทยกลุ่มที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีนหรือกลุ่ม “China Play” จะได้รับอานิสงส์อย่างมาก และมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นกว่าตลาด (Outperform SET Index) ในระยะถัดไป

    กลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยที่คาดว่าจะได้รับผลดีและเป็นกลุ่มเด่นในการเติบโต ได้แก่

    • กลุ่มท่องเที่ยว (Tourism) ได้แก่ AOT, ERW, CENTEL และ SPA ซึ่งจะได้รับประโยชน์โดยตรงหากกำลังซื้อและการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนกลับมาฟื้นตัว 
    • กลุ่มบรรจุภัณฑ์และปิโตรเคมี (Packaging & Petrochemical) ได้แก่ SCGP และ PTTGC ซึ่งเชื่อมโยงกับภาคการผลิตและการบริโภคระดับอุตสาหกรรม
    • กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ (Logistics) ได้แก่ PSL, TTA และ RCL ซึ่งจะได้รับปัจจัยหนุนจากกิจกรรมการค้าและการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศที่คึกคักขึ้น
    • กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) ได้แก่ CBG และ TKN ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกและพึ่งพาตลาดผู้บริโภคในจีนเป็นสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/747493&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cPaeD1OZAUmIEENzkgDm7

  • สหรัฐฯ ประกาศสงครามเศรษฐกิจ เตรียม ‘คว่ำบาตร’ อิหร่านครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์

    สหรัฐฯ ประกาศสงครามเศรษฐกิจ เตรียม ‘คว่ำบาตร’ อิหร่านครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์

    สหรัฐอเมริกาเตรียมประกาศใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านครั้งใหญ่ในวันนี้ โดยมีเป้าหมายตัดช่องทางการเงิน การค้า และรายได้ของอิหร่าน รวมถึงกดดันประเทศและบริษัทที่ยังทำธุรกิจกับเตหะราน

    ขณะที่อิหร่านออกมาตอบโต้ว่า หากสหรัฐฯ เดินหน้าทำสงครามทางเศรษฐกิจ เตหะรานจะสกัดการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้อาจขยายความเสี่ยงสู่ความมั่นคงพลังงานและเศรษฐกิจโลกโดยตรง

    ‘D-Day ทางเศรษฐกิจ’ คืออะไร

    เมื่อคืนนี้ (23 สิงหาคม) สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุผ่านบทความใน Financial Times ว่า สหรัฐฯ จะประกาศใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ พร้อมเรียกมาตรการครั้งนี้ว่า เป็นปฏิบัติการโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยใช้กับฝ่ายตรงข้าม

    เบสเซนต์กล่าวโจมตีอิหร่านว่า ตลอด 47 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเตหะรานทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกอยู่ในภาวะย่ำแย่จากการทุจริต และกดขี่ประชาชนภายในประเทศ ขณะที่ในต่างประเทศ ยังดำเนินนโยบายสนับสนุนเครือข่ายกลุ่มตัวแทนกลุ่มก่อการร้าย

    แต่เบสเซนต์ระบุว่า ภายใต้รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ยุคสมัยแห่งความหวาดกลัวอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะผู้นำสหรัฐฯ พร้อมใช้อำนาจและมาตรการทุกประเภทที่หลายคนเคยคิดว่าจะไม่กล้าใช้

    “โลกควรเข้าใจว่า เป้าหมายของเราคือการตัดเส้นเลือดทางเศรษฐกิจทุกเส้นที่ยังหล่อเลี้ยงรัฐบาลเผด็จการนี้ จนกว่าเตหะรานจะต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว”

    รัฐมนตรีการคลังสหรัฐฯ ยังอ้างแนวคิด ‘การเดิมพันของปาสกาล’ (Pascal’s Wager) ของแบลส ปาสกาล นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เพื่อเปรียบเทียบกับการตัดสินใจของประเทศที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่าน

    เบสเซนต์ระบุว่า ประเทศเหล่านี้กำลังเดิมพันว่า การยอมอ่อนข้อให้เตหะรานจะปลอดภัยกว่าการเผชิญหน้า แต่ควรคำนึงด้วยว่า การเลือกช่วยอิหร่านอาจนำมาซึ่งต้นทุนจากสหรัฐฯ ที่สูงกว่า ขณะที่ยังย้อนกลับไปถึงบริบทปี 1943 ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรและสหรัฐฯ กำลังวางแผนยกพลขึ้นบกนอร์มังดี

    ขณะเดียวกัน เบสเซนต์ยังส่งคำเตือนไปถึงประเทศที่ช่วยให้อิหร่านรักษาความเชื่อมโยงเหล่านี้ โดยระบุว่า ประเทศใดที่ยังทำหน้าที่เป็น ‘เส้นเลือดทางการเงิน’ ให้รัฐบาลอิหร่าน ก็ควรเตรียมถูกโดดเดี่ยวไปพร้อมกับเตหะราน

    เบื้องต้น ยังไม่มีการเปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวมีรายละเอียดอย่างไร แต่จากบทความของเบสเซนต์ เป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือการตัดช่องทางทางเศรษฐกิจที่ยังช่วยให้อิหร่านมีรายได้และเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ

    ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยประกาศบน Truth Social ว่า ประเทศใดก็ตามที่ช่วยเหลืออิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นผ่านสถาบันการเงิน ธุรกิจ หรือสนามบิน จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล พร้อมย้ำว่า เตหะรานล้มเหลวในการคว้าโอกาสทำข้อตกลง และจะถูกคว่ำบาตรในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    ขณะที่เบสเซนต์ เคยให้สัมภาษณ์ CNBC ว่า สงครามทางเศรษฐกิจรอบใหม่นี้ จะพุ่งเป้าไปถึงประเทศอื่นๆ หรือบริษัทที่ทำธุรกิจกับอิหร่านโดยตรง เช่น ประเทศที่ซื้อหรือขนส่งน้ำมันของอิหร่าน ไปจนถึงใช้ระบบธนาคารหรือถ่ายโอนเชื้อเพลิงทางทะเลให้

    อนึ่ง เบสเซนต์มีกำหนดแถลงข่าวในวันที่ 24 สิงหาคม เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือวันที่ 25 สิงหาคม เวลา 01.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

    อิหร่านขู่ตอบโต้ด้วยน้ำมัน

    อย่างไรก็ตาม อิหร่านส่งสัญญาณว่า หากสหรัฐฯ ทำสงครามทางเศรษฐกิจ เตหะรานก็พร้อมตอบโต้ในจุดที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้มากที่สุด นั่นคือการสกัดการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย

    โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านระบุว่า หากสงครามทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไป น้ำมันแม้แต่หยดเดียวก็จะไม่ถูกส่งออก ไม่ว่าจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือจากที่ใดก็ตามในอ่าวเปอร์เซีย พร้อมยังเตือนว่า ประเทศที่เข้าร่วมหรือสนับสนุนสงครามทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ถือเป็นการ ‘กระทำสงคราม’

    จีนอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกกดดันมากที่สุด

    ขณะเดียวกัน สื่อต่างประเทศระบุว่า จีนถูกจับตาในมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ และได้รับน้ำมันนำเข้าราวครึ่งหนึ่งจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

    ก่อนหน้านี้ เบสเซนต์เคยเรียกร้องให้จีนร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการกดดันอิหร่าน แต่สถานทูตจีนในกรุงวอชิงตันตอบว่า มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหา และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้วิธีการทางการทูต

    อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ก็อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว โดยล่าสุด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่งปรับตัวลงหนักที่สุดในรอบ 3 สัปดาห์ หลังดัชนี Dow Jones ร่วงมากกว่า 700 จุดในวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ เพิ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก โดยที่ราคาพลังงานและค่าครองชีพเพิ่มขึ้นจากผลของสงคราม

    ปัจจุบัน กาตาร์ ปากีสถาน และตุรกียังคงพยายามผลักดันการเจรจา โดยผู้บัญชาการกองทัพปากีสถานมีกำหนดเยือนกรุงเตหะรานในวันนี้ ท่ามกลางความพยายามป้องกันไม่ให้การเผชิญหน้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

    ภาพ: Thaier Al-Sudani / Reuters

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    อัยย์ลดา แซ่โค้ว

    Content Creator กองบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/us-iran-economic-sanctions/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JahrUNfH5Sbl5Etxsr5cE

  • สหรัฐฯ ขู่ใช้ “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” กดดันอิหร่าน ขณะที่เตหะรานขู่หยุดส่งออกน้ำมันทั้งหมด

    สหรัฐฯ ขู่ใช้ “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” กดดันอิหร่าน ขณะที่เตหะรานขู่หยุดส่งออกน้ำมันทั้งหมด

    สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่ออิหร่านและประเทศคู่ค้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจอิหร่าน โดยรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่า “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นการโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยใช้กับอิหร่าน ขณะที่อิหร่านขู่ปิดกั้นการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด หากสงครามเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป

    สหรัฐฯ เตรียมเปิดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปยังประเทศและภาคธุรกิจที่ยังคงทำการค้าหรือเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจและการเงินของอิหร่าน ขณะที่เตหะรานประกาศพร้อมตอบโต้ด้วยการระงับการส่งออกน้ำมันทั้งหมดจากอ่าวเปอร์เซีย หากแรงกดดันทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุในบทความที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ว่า มาตรการครั้งนี้จะเป็น “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” และเป็นปฏิบัติการโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยระดมใช้กับฝ่ายตรงข้าม โดยเขามีกำหนดแถลงรายละเอียดมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ในวันนี้ (24 ส.ค.)

    เบสเซนต์ส่งสัญญาณว่า มาตรการจะไม่ได้มุ่งเป้าเฉพาะอิหร่าน แต่รวมถึงประเทศที่เขามองว่า “ยอมอ่อนข้อ” และยังคงมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการเงินกับเตหะราน พร้อมเตือนว่าประเทศเหล่านั้นควรพิจารณาผลที่จะตามมาจากการสนับสนุนเศรษฐกิจอิหร่าน

    ด้านโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ประกาศตอบโต้ว่า หากสงครามเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป อิหร่านจะไม่ส่งออกน้ำมันแม้แต่หยดเดียว ไม่ว่าจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซหรือพื้นที่อื่นใดในอ่าวเปอร์เซีย พร้อมเตือนว่าอิหร่านจะถือว่าประเทศใดก็ตามที่เข้าร่วมหรือสนับสนุนมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นการกระทำที่เท่ากับการประกาศสงคราม

    ขณะที่คาเซ็ม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอิหร่าน โต้แย้งคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าสามารถทำลายขีดความสามารถทางทหารและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ โดยตั้งคำถามว่า หากสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการทำลายศักยภาพดังกล่าวจริง เหตุใดจึงยังจำเป็นต้องระดมหน่วยงานและอำนาจทั้งหมดเพื่อเปิด “การโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

    ความตึงเครียดครั้งใหม่เกิดขึ้นหลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค

    แม้การหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายนจะยุติการโจมตีอย่างหนักเกือบ 40 วัน แต่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ยังคงเป็นจุดขัดแย้งสำคัญ โดยอิหร่านยังคงควบคุมเส้นทางดังกล่าว ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการให้เปิดเส้นทางเดินเรือเพื่อฟื้นฟูการขนส่งน้ำมันและก๊าซ

    อิหร่านยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่าน ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน และปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่านในต่างประเทศ

    สหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้ประเทศอื่น โดยเฉพาะจีน เข้าร่วมมาตรการกดดันและแยกอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยเบสเซนต์เคยเรียกร้องให้จีนให้ความร่วมมือ เนื่องจากจีนพึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียในสัดส่วนสูง

    อย่างไรก็ตาม จีนระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ พร้อมเรียกร้องให้ใช้แนวทางการทูต

    ขณะเดียวกัน อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักอยู่แล้วจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่มีมายาวนานนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 โดยก่อนเกิดสงคราม อิหร่านมีปัญหาเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนแอ การขาดแคลนพลังงาน และปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

    สงครามยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์จากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของการค้า การสูญเสียกำลังการผลิต และต้นทุนมหาศาลในการฟื้นฟูประเทศ ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านเตือนว่า มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมอาจทำให้ประชาชนเผชิญความยากลำบากมากขึ้น จุดชนวนความไม่สงบภายในประเทศ และบั่นทอนความชอบธรรมของรัฐบาล

    ปากีสถาน กาตาร์ และตุรกี ต่างพยายามทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อผลักดันการเจรจา โดยอิหร่านระบุว่า พลเอกอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน จะเดินทางเยือนกรุงเตหะรานในวันจันทร์ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์และความพยายามฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

    ด้านอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับจีนมีความลึกซึ้งและเป็นระบบมากขึ้น ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้จีนและประเทศอื่น ๆ ลดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเตหะราน

    สหรัฐฯ ยืนยันเดินหน้านโยบาย “กดดันสูงสุด” ต่ออิหร่านอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่อิหร่านยังคงยืนยันว่ามาตรการคว่ำบาตรและการข่มขู่จะไม่สามารถบังคับให้อิหร่านเปลี่ยนจุดยืนได้.

    ที่มา Reuters /AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2954917&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Wa079wFxqKYJU6Unk8p2g

  • ม.สวนดุสิตร่วม อบต.-วัด เปิดตลาดชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ม.สวนดุสิตร่วม อบต.-วัด เปิดตลาดชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    ม.สวนดุสิตร่วม อบต.-วัด เปิดตลาดชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.31 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ที่ตลาดชุมชนวัดโคกโคเฒ่า อำเภอเมืองสุพรรณบุรี   ดร.สรชัด  สุ​จิตต์​ สส.สุพรรณบุรี​ เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมตลาดชุมชนโคกโคเฒ่า โดยมีดร.วรานี เวสสุนทรเทพ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ฝ่ายวิทยาเขตสุพรรณบุรี  กล่าวรายงาน  และนำเสนองานวิจัยผลิตภัณฑ์​แปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร ในพื้นที่สุพรรณบุรี  นำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า  อาทิ  แคลเซี่ยมจากก้างปลาสลิด ชนิดอัดเม็ด, โจ้กแป้งแห้วกึ่งสำเร็จรูป, เบอร์เกอร์เนื้อเทียมผสมแป้งแห้ว, น้ำซุปเข้มข้นบรอท, คุกกี้กลูเตนฟรี และ บิสกิตข้าวเจ้าบราวนี่อบกรอบ  ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) จากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)
     

    โดยมีเป้าหมายสำคัญในการวิเคราะห์และพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดเชิงพื้นที่ บูรณาการจุดแข็ง 4 มิติหลักของสุพรรณบุรี ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เกษตรกรรมมูลค่าเพิ่ม เศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนาเมืองสุขภาพ เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนจังหวัดสู่การเป็นเมืองสุขภาวะดีอย่างยั่งยืน และได้สนับสนุน ส่งเสริมตลาดชุมชนโคกโคเฒ่า เพื่อส่งเสริมชุมชนนำสินค้าจากชุมชน อาทิปลาสลิดแปรรูป เครื่องจักสาน ไม้กวาด อาหารพื้นบ้าน ขนมดอกจอก ผักและ ผลไม้จากชาวบ้าน  มาจัดจำหน่าย เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และ หาตลาดรองรับเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชน

    นอกจากนี้ยังมีการแสดงของน้องๆรุ่นฟันน้ำนม ซึ่งขณะจะทำการแสดง  น้องๆนักเต้น จากศูนย์พัฒนาเด็ดเล็ก อบต.โคกโคเฒ่า และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.ดอนตาล กลายร่างเป็นนักร้อง (  ร้องไห้ ) ตื่นเวที  มีทั้งครู และ ผู้ปกครองต้องมาคอยปลอบใจ  แต่ไม่ได้ผล  น้องบางคน ร้องไห้ไม่หยุดไม่ยอมรับรางวัลจากประธานในพิธีด้วย 

    ไฮไลท์งานนี้ อยู่ที่ การแข่งกิจจุ จาก 5 ชุมชน ซึ่งมีการแข่งขัน 3 รุ่น ทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ และ รุ่น VIP โดนนำสินค้า จากชุมชนที่มาจัดจำหน่ายในตลาดนัดชุมชนโคกโคเฒ่า มาเป็นเมนูแข่งกิน  โดยทาง อบต.โคกโคเฒ่า  สนับสนุนเงินรางวัล ผู้ชนะเลิศ 400 บาท รองชนะเลิศ 300 , 200 ตามลำดับ และ 100 บาท แก่ผู้แข่งขัน  โดยเด็กบางคนกล่าวว่าศึกษาการกินจากยูทูปมาอย่างดี เชื่อว่าจะชนะแน่นอน แต่ปรากฏว่าได้ที่ 3  พร้อมกล่าวว่าที่ดูมาใช้ไม่ได้จริง สร้างเสียงหัวเราะให้แก่กองเชียร์ และผู้ร่วมงาน ด้วยบรรยากาศที่คึกคักท่ามกลางบรรยากาศสายฝนที่ตกปรอยๆ
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/487772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lE4-GWsLArKRF3bLL4olg

  • มทร.ล้านนา ถกจัดตั้งคณะรองรับวิทยาเขตตาก รับเศรษฐกิจชายแดน ผลิตกำลังคนตรงโจทย์พื้นที่ | เดลินิวส์

    มทร.ล้านนา ถกจัดตั้งคณะรองรับวิทยาเขตตาก รับเศรษฐกิจชายแดน ผลิตกำลังคนตรงโจทย์พื้นที่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 24 ส.ค.รศ.วิเชษฐ์ ทิพย์ประเสริฐ รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือโครงการการศึกษาจัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีบูรณาการสร้างสรรค์ และคณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์สร้างสรรค์ เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาโครงสร้างมหาวิทยาลัยให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทและศักยภาพของพื้นที่ รองรับการพัฒนาสู่การเป็น “วิทยาเขตตาก” ในอนาคต ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้คณะทำงานได้รับฟังมุมมองจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก เพื่อนำข้อมูลไปศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอการจัดตั้งคณะใหม่ทั้งสองคณะ ให้มีโครงสร้างและแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและความต้องการกำลังคนในอนาคต ตลอดจนเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาแนวทางการปรับโครงสร้างการบริหาร โดยให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจสู่พื้นที่ การบริหารบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานประกอบการ รวมถึงการขยายความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่และการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว

    รศ.วิเชษฐ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังมีการหารือแนวทางการบริหารงบประมาณและการสร้างรายได้เพื่อรองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้นจากการปรับโครงสร้าง โดยมุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนนักศึกษา การพัฒนาหลักสูตรสมัยใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ตลอดจนการเพิ่มบทบาทด้านบริการวิชาการ งานวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับมหาวิทยาลัยในระยะยาว โดยได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อุปนายกสภามหาวิทยาลัยฯ รศ.พิเศษ ดร.กฤษฎา เสกตระกูล กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ทรงคุณจากภาครัฐและภาคเอกชนในจ.ตาก ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงาน โดยผู้ทรงคุณวุฒิได้เสนอให้มหาวิทยาลัยนำจุดแข็งของจังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการค้าชายแดนและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน มาใช้กำหนดทิศทางการจัดการศึกษาและการพัฒนากำลังคน โดยเฉพาะในสาขาโลจิสติกส์ การค้าชายแดน เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และการบริหารธุรกิจ เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะตรงกับความต้องการของพื้นที่และภูมิภาค

    “ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญในการจัดทำข้อเสนอการจัดตั้งคณะ และกำหนดทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่การเป็นวิทยาเขตตาก ที่มีความพร้อมทั้งด้านการบริหารจัดการ การจัดการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียน ตลาดแรงงาน ภาคธุรกิจและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดตากและพื้นที่ใกล้เคียงในอนาคต” รศ.วิเชษฐ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6134673/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z7YS_0uid3OCUn9gThMBj

  • ราคาทองคำแท่งวันนี้บาทละ 71,500.00 บาท : อินโฟเควสท์

    ราคาทองคำแท่งวันนี้บาทละ 71,500.00 บาท : อินโฟเควสท์

    บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด
    888/178 ถนนเพลินจิต ชั้น 17 อาคารมหาทุนพลาซ่า แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

    เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร: 0105533120440 (สนญ.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/636143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bgcwPkRnBMOKRqo6f6I-P

  • สหรัฐฯ ประกาศวันดีเดย์เศรษฐกิจ-อิหร่านขู่ปิดทางส่งออกน้ำมัน

    สหรัฐฯ ประกาศวันดีเดย์เศรษฐกิจ-อิหร่านขู่ปิดทางส่งออกน้ำมัน

    สหรัฐฯ ประกาศวันดีเดย์เศรษฐกิจ-อิหร่านขู่ปิดทางส่งออกน้ำมัน

    วอชิงตันเตรียมเปิดฉาก “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” ประกาศยกระดับการคว่ำบาตรขั้นสูงสุด ด้านอิหร่านลั่นพร้อมปิดการส่งออกน้ำมันดิบในอ่าวเปอร์เซียทันที หากสงครามการค้ายังไม่ยุติ

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐอเมริกาเตรียมเปิดฉากมาตรการกดดันทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ต่อประเทศอิหร่าน โดยเรียกมาตรการระลอกใหม่นี้ว่าเป็นการเปิดฉาก “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” (Economic D-Day) ขณะที่ฝ่ายเตหะรานได้ออกมาประกาศขู่ว่าจะระงับและปิดกั้นการส่งออกน้ำมันดิบทั้งหมดออกจากอ่าวเปอร์เซีย ทันที หากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าสงครามการค้าต่อไป

    สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เขียนบทความลงในสื่อต่างประเทศระบุว่า ทางการสหรัฐฯ กำลังจะเริ่มปฏิบัติตามแผนการโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยใช้กับคู่สงคราม โดยจะเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันจันทร์นี้ (24 ส.ค.) เพื่อมุ่งเป้าการคว่ำบาตรไปยังประเทศคู่ค้าที่ยังคงดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและให้การสนับสนุนระบบการเงินกับอิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยังนานาชาติให้พิจารณาถึงผลกระทบที่จะตามมา หากยังให้ความช่วยเหลือรัฐบาลเตหะราน

    เตหะรานลั่น “น้ำมันจะไม่ไหลผ่านอ่าวเปอร์เซียแม้แต่หยดเดียว”

    ด้าน มอห์เซน เรซาอี (Mohsen Rezaei) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ได้ออกมาตอบโต้อย่างแข็งกร้าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่า หากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าสงครามทางเศรษฐกิจต่อไป จะไม่มีน้ำมันแม้แต่หยดเดียวถูกส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือจากพื้นที่ใดๆ ในอ่าวเปอร์เซียอีกเลย นอกจากนี้ อิหร่านจะถือว่าประเทศใดก็ตามที่มีส่วนร่วมหรือให้การสนับสนุนสงครามทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่อประชาชนชาวอิหร่าน เป็นการกระทำอันเข้าข่าย “การก่อสงคราม” กับอิหร่านด้วยเช่นกัน

    ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจระลอกใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางการหยุดยิงในมิติทางทหารชั่วคราว หลังจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือน ได้คร่าชีวิตผู้คนไปนับพันราย โดยเฉพาะในอิหร่านและเลบานอน จากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งรวมถึงการสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงรักษากำลังขีปนาวุธและโดรนไว้ได้มากพอที่จะคุกคามการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ จนส่งผลให้การจราจรทางเรือในเส้นทางยุทธศาสตร์ดังกล่าวเกือบหยุดชะงักลงสิ้นเชิง

    สหรัฐฯ กดดันจีนร่วมมือ – วิกฤตเศรษฐกิจอิหร่านดิ่งเหว

    ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ประเทศจีนให้ความร่วมมือกับมาตรการดังกล่าว โดยชี้ว่าจีนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียสูงถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ทว่าโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีน ณ กรุงวอชิงตัน ได้ออกมาปฏิเสธและย้ำว่า การคว่ำบาตรและการกดดันไม่สามารถแก้ปัญหาได้ พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขวิกฤตผ่านทางการทูตและการเมืองเท่านั้น

    สถานการณ์ทางเศรษฐกิจภายในของอิหร่านกำลังรวบรวมความเสี่ยงรอบด้าน ตั้งแต่ปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ค่าเงินเรียลที่อ่อนค่าลงอย่างหนัก การขาดแคลนพลังงาน ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงคราม ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านยอมรับว่า การถูกลงโทษทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมอาจซ้ำเติมความยากลำบากของประชาชนและบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาล

    ทั้งนี้ ท่ามกลางภาวะสุญญากาศของการเจรจาโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ประเทศตัวกลางอย่าง ปากีสถาน กาตาร์ และตุรกี กำลังพยายามผลักดันทางการทูตอย่างหนัก โดย อาสิม มูเนียร์ (Asim Munir) ผู้นำกองทัพปากีสถาน มีกำหนดเดินทางเยือนกรุงเตหะรานในวันจันทร์นี้ เพื่อหารือและหาทางออกทางออกเกี่ยวกับภัยคุกคามจากการคว่ำบาตรระลอกใหม่ของสหรัฐฯ

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378982170&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dXlcWRNFSQqvV4kavb_LK