Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 24 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 24 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/169562&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_9_3ZS0_Sfc1g0vE620tr

  • “ศุภจี” ลุยศรีสะเกษ ติดตาม “ข้าวประณีต” ดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง พร้อมรับฟังปัญหา เร่งเชื่อมตลาดให้เกษตรกร

    “ศุภจี” ลุยศรีสะเกษ ติดตาม “ข้าวประณีต” ดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง พร้อมรับฟังปัญหา เร่งเชื่อมตลาดให้เกษตรกร

    “ศุภจี” ลุยศรีสะเกษ ติดตาม “ข้าวประณีต” ดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง พร้อมรับฟังปัญหา เร่งเชื่อมตลาดให้เกษตรกร


    23/08/2569 | 186 |

    วันที่ 23 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ประชุมหารือร่วมกับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร หรือ “ข้าวประณีต”บริษัท ไร่ทอง ออร์แกนิกส์ ฟาร์ม จำกัด อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีนายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นายวิทวัส ไตรสรณกุล สส. เขต 9 จังหวัดศรีสะเกษ ดร.รัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าศรีสะเกษ และตัวแทนจากกลุ่มข้าวประณีตในพื้นที่ อาทิ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ศูนย์ข้าวชุมชนเกษตรตำบลบ่อแก้ว และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ศรีสะเกษ จำกัด พร้อมเกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าร่วม

    นางศุภจี กล่าวว่า ตนมีความผูกพันกับจังหวัดศรีสะเกษเป็นพิเศษ และรู้สึกยินดีที่ได้เห็นความก้าวหน้าของเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน โดยเฉพาะบริษัท ไร่ทอง ออร์แกนิกส์ ฟาร์ม จำกัด และชุมชนโดยรอบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าข้าวสามารถพัฒนาได้มากกว่าการเป็นสินค้าเกษตรทั่วไป ทั้งการแปรรูป การสร้างมูลค่า และการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมกล่าวว่า “ดีใจที่เราไม่มองข้าวเป็นแค่ข้าว แต่ข้าวเป็นพืชที่สามารถสร้างประโยชน์ได้ในหลายเรื่อง และเป็นต้นแบบที่ดีได้”

    นางศุภจี กล่าวว่า จากการรับฟังปัญหา ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือเมล็ดพันธุ์ข้าว เพราะหากไม่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ข้าวไทยมีคุณภาพไม่แตกต่างจากคู่แข่งและต้องแข่งขันกันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ขณะที่ไทยยังมีผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง จึงต้องวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยต้องบูรณาการและพูดคุยต่อกับกรมการข้าว เพราะต้องแก้ตั้งแต่ต้นทาง

    นอกจากนี้ เกษตรกรยังสะท้อนปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนและเครื่องมือหลังการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะเครื่องลดความชื้นข้าว ซึ่งมีความจำเป็นต่อการรักษาคุณภาพผลผลิต แต่เนื่องจากแต่ละชุมชนมีความต้องการแตกต่างกัน และมีแผนดูแลให้ครบทั้ง 466 ชุมชนในโครงการข้าวประณีต นางศุภจีจึงมอบหมายให้สำรวจความต้องการของแต่ละชุมชน เพื่อสนับสนุนให้ตรงกับปัญหา โดยจะประสาน ธ.ก.ส. เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนที่มีต้นทุนเหมาะสมและมีวงเงินเพียงพอ

    สำหรับ “ข้าวประณีต” นางศุภจี กล่าวว่า เป็นแนวทางเปลี่ยนจาก “ขายปริมาณ” สู่ “ขายคุณค่า” โดยดูแลตั้งแต่การผลิต การเก็บเกี่ยว การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกร

    “ถ้าเราขายข้าวธรรมดาทั่วไป เราก็แข่งแต่ราคา แต่ข้าวประณีตเป็นข้าวที่มีเรื่องราว เป็นข้าวที่เราใส่ใจตั้งแต่ต้นทางถึงการแปรรูป เป้าหมายคือยกระดับมูลค่าของสินค้าข้าว และทำให้พื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการมีทั้งเครื่องมือและตลาด” นางศุภจี กล่าว

    ด้านตลาด กระทรวงพาณิชย์จะบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) ช่วยดูดซับผลผลิตในช่วงราคาตกต่ำ กรมการค้าต่างประเทศเร่งขยายตลาดส่งออก ขณะที่กรมการค้าภายในและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะช่วยเชื่อมโยงสินค้าข้าวและสินค้าแปรรูปของชุมชนกับผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการเจรจาธุรกิจ Business Matching และ Contract Farming ล่วงหน้า

    นางศุภจี กล่าวว่า ปีนี้กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าส่งออกข้าว 7 ล้านตัน พร้อมเดินหน้าหาตลาดใหม่และตลาดทดแทน เพื่อสร้างโอกาสให้ข้าวไทย ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับการทำให้ราคาที่ดีส่งผ่านไปถึงเกษตรกร ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่เฉพาะคนกลาง

    พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดทำงานใกล้ชิดกับจังหวัดและผู้ประกอบการ จัดทำ “ปฏิทินสินค้าเกษตร” เพื่อให้รู้ล่วงหน้าว่าสินค้าแต่ละชนิดจะออกสู่ตลาดช่วงใด และสามารถเตรียมตลาดก่อนผลผลิตออกจำนวนมาก เพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำ

    “วันนี้มาเห็นแล้วชื่นใจที่มีทั้งเกษตรกรตัวอย่าง ชุมชนตัวอย่าง และวิสาหกิจชุมชนตัวอย่าง เกษตรกรเองก็ต้องปรับตัว ถ้าเรายึดอยู่ในรูปแบบเดิม เราจะช่วยได้ยาก กระทรวงพาณิชย์จะช่วยเติมในสิ่งที่พื้นที่ขาด ทั้งเครื่องมือ ความรู้ และตลาด เพื่อให้ของดีที่มีอยู่แล้วสร้างมูลค่าเพิ่ม และทำให้รายได้กลับไปถึงเกษตรกรได้จริง” นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2123&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qzHdp5vnCNQ7KScUSaJUF

  • อิหร่านลั่น จะตอบโต้ประเทศที่ช่วยสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจเตหะราน

    อิหร่านลั่น จะตอบโต้ประเทศที่ช่วยสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจเตหะราน

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ออกโรงขู่ประเทศต่างๆ ว่า อย่าร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการคว่ำบาตรเศรษฐกิจของอิหร่าน มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญการตอบโต้ที่เขาอ้างว่า จะรุนแรงระดับ “แผ่นดินไหว”

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านออกมาขู่ว่า พวกเขาจะตอบโต้ประเทศใดก็ตามที่เข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาในการทำ “สงครามเศรษฐกิจ” กับอิหร่าน ในขณะที่อียิปต์เรียกร้องให้เตหะรานและวอชิงตัน “กลับสู่เส้นทางทางการทูต” และยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมานานเกือบ 6 เดือนแล้ว

    คำเตือนจากนายเรซาอีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 ส.ค. 2569) มีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ มีแผนจะประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ในวันจันทร์นี้ (24 ส.ค.) ซึ่งอาจสร้างความกดดันให้แก่เศรษฐกิจของเตหะรานหนักยิ่งขึ้น

    ตามรายงานของ สถานีโทรทัศน์ IRIB ของอิหร่าน นายเรซาอีกล่าวว่า อิหร่านกำลังเรียกร้องให้ทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ไม่เข้าร่วมใน “สงครามเศรษฐกิจ” ของสหรัฐฯ

    “ประเทศใดก็ตามที่มีส่วนร่วมในการบังคับใช้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจต่อเรา จะถือว่าเป็นศัตรู” เขากล่าว พร้อมเตือนถึงการตอบโต้ที่จะส่งผลสะเทือนระดับ “แผ่นดินไหว” ด้วย

    “แน่นอนว่า ขั้นแรกเราจะเจรจากับพวกเขาก่อน เราจะพูดคุยและบอกให้ถอยออกมาและรักษาระยะห่างจากสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าพวกเขายังไม่ทำ เราจะโจมตี โดยจะมุ่งเป้าหมายไปที่ผลประโยชน์ของประเทศนั้นๆ”

    ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า รัฐบาลของเขาจะดำเนินปฏิบัติการบดขยี้เศรษฐกิจของอิหร่านอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งยังรับปากว่าจะทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง ต่อประเทศใดก็ตามที่มอบความช่วยเหลือ “ทุกรูปแบบ” แก่อิหร่าน

    นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ย้ำคำขู่ดังกล่าวในวันถัดมา โดยส่งข้อความถึงชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ว่า “คุณจะอยู่ข้างเรา หรืออยู่ฝั่งตรงข้ามกับเรา” พร้อมทั้งเรียกร้องความร่วมมือจากจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันของอิหร่านประเภทขนส่งทางเรือมากกว่า 80%

    ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่แน่นอน โดยโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า ช่องแคบเปิดแล้ว แต่อิหร่านซึ่งปิดเส้นทางน้ำสายนี้มาตลอดนับตั้งแต่สงครามเริ่ม ยืนยันว่า จะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าสหรัฐฯ จะทำตามข้อเรียกร้องของพวกเขา ในขณะที่การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่มีความคืบหน้ามาหลายเดือนแล้ว

    ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของอียิปต์ได้ประกาศว่า บาดร์ อับเดลัตตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ และอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้หารือกันทางโทรศัพท์ เพื่อทบทวนภาพรวมสถานการณ์ในภูมิภาค รวมถึงความพยายามที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อ “สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลดความตึงเครียด”

    ทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับการ “กลับสู่เส้นทางทางการทูต ไม่ว่าจะเป็นกรอบการเจรจาระหว่างโอมานกับอิหร่าน หรือการฟื้นฟูการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุข้อตกลงที่ครอบคลุมและยั่งยืน เพื่อยุติสงคราม, สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค”

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : aljazeera

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2954754&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kX2775Xqhy6jIx58RlEFd

  • รวมคำทำนายราคาทองคำปี 69 จากหมอดูชื่อดังหลายสำนัก หมอลักษณ์ให้เป้าสูงสุด 100,000 บาท

    รวมคำทำนายราคาทองคำปี 69 จากหมอดูชื่อดังหลายสำนัก หมอลักษณ์ให้เป้าสูงสุด 100,000 บาท

    รวมคำทำนายราคาทองคำปี 69 จากหมอดูชื่อดังหลายสำนัก หมอลักษณ์ให้เป้าสูงสุด 100,000 บาท

    By

    สิงหาคม 23, 2026

    รวมคำทำนายราคาทองคำปี 69 จากหมอดูชื่อดังหลายสำนัก หมอลักษณ์ให้เป้าสูงสุด 100,000 บาท

    สรุปข่าว
    • กลุ่มหมอดูและโหราจารย์ชื่อดังหลายสำนักออกมาคาดการณ์ราคาทองคำในช่วงปลายปี 2569 ไปในทิศทางเดียวกันคือ “ขาขึ้น” นำโดย หมอลักษณ์ ฟันธง ที่มองว่าราคาทองคำมีโอกาสทะลุบาทละ 100,000 บาท ขณะที่ หมอปลาย พรายกระซิบ และ อ.โอเล่ ญาณสัมผัส มองเป้าหมายใกล้เคียงกันที่ประมาณ 90,000 บาท
    • อ.ภาวิดา มองเป้าหมายไว้ที่ 80,000 บาท ขณะที่อาจารย์ท่านอื่นอย่าง อ.เจน, อ.เพ็ชร และ อ.จู่เสียง ต่างมองทิศทางราคาทองคำในเชิงบวกเช่นกัน แม้จะไม่ได้ระบุตัวเลขเป้าหมายอย่างชัดเจน
    • เมื่อเทียบกับมุมมองของนักวิเคราะห์การเงินที่ประเมินจากปัจจัยพื้นฐาน เป้าหมายราคาทองคำในช่วงสิ้นปี 2569 ส่วนใหญ่อยู่ประมาณ 73,000-85,000 บาท ซึ่งยังต่ำกว่าตัวเลข 90,000-100,000 บาทจากคำทำนายบางสำนัก สะท้อนความแตกต่างระหว่างมุมมองจากสายโหราศาสตร์กับการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

    แม้คำทำนายจากหมอดูจะไม่ใช่การวิเคราะห์ราคาที่อ้างอิงปัจจัยเศรษฐกิจโดยตรง แต่การที่หลายสำนักออกมามองทองคำในทิศทางขาขึ้นพร้อมกัน อาจสะท้อน sentiment เชิงบวกของสังคมไทยที่มีต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำทั่วโลกกำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำจริงยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างทิศทางดอกเบี้ยของเฟด ค่าเงินดอลลาร์ เงินเฟ้อ และแรงซื้อจากธนาคารกลาง มากกว่าคำทำนายทางโหราศาสตร์

    ช่วงปลายปี 2569 กำลังกลายเป็นช่วงเวลาที่วงการ “สายมู” และตลาดทองคำมาบรรจบกันอีกครั้ง หลังหมอดูและโหราจารย์ชื่อดังหลายสำนักออกมาคาดการณ์ว่าราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ โดยรายที่ให้เป้าหมายสูงที่สุดคือ หมอลักษณ์ ฟันธง ซึ่งเคยวิเคราะห์ผ่านรายการ Thairath Talk ว่าทองคำกำลังเข้าสู่รอบขาขึ้นครั้งใหญ่ และมีโอกาสพุ่งแตะบาทละ 100,000 บาทในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 โดยมองทั้งจากหลักโหราศาสตร์และปัจจัยเศรษฐกิจโลกประกอบกัน ขณะที่ หมอปลาย พรายกระซิบ และ อ.โอเล่ ญาณสัมผัส มองเป้าหมายไว้ใกล้เคียงกันที่ประมาณ 90,000 บาท ส่วน อ.ภาวิดาประเมินไว้ที่ 80,000 บาท และยังมี อ.เจน, อ.เพ็ชร และ อ.จู่เสียง ที่มองแนวโน้มทองคำไปในทิศทางขาขึ้นเช่นกัน

    ย้อนดูคำทำนายที่เคยให้ไว้ตั้งแต่ต้นปี

    คำทำนายเรื่องทองคำทะลุ 100,000 บาทไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งถูกพูดถึงในช่วงนี้ แต่มีการคาดการณ์มาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 โดย หมอปลาย พรายกระซิบ เคยให้สัมภาษณ์ในเดือนมีนาคมว่าไม่ควรรีบขายทองแม้ราคาจะขึ้นไปแตะระดับ 70,000 บาท พร้อมมองว่าช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมเป็นจังหวะสะสม ก่อนที่ราคาจะเริ่มขยับขึ้นหลังกลางปีและมีโอกาสแตะ 90,000 บาท และลุ้นไปถึงระดับ 100,000 บาทภายในปีเดียวกัน ขณะที่ หมอลักษณ์ เคยระบุไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของราคาทองจะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม และมองช่วงพีคเอาไว้ระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ถึง 9 กุมภาพันธ์ 2570 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าจับตาท่ามกลางการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำโลกในช่วงที่ผ่านมา

    สรุปคำทำนายราคาทองคำปี 2569

    • หมอลักษณ์ ฟันธง — 100,000 บาท/บาททองคำ
    • หมอปลาย พรายกระซิบ — 90,000 บาท/บาททองคำ
    • อ.โอเล่ ญาณสัมผัส — 90,000 บาท/บาททองคำ
    • อ.ภาวิดา — 80,000 บาท/บาททองคำ
    • อ.เจน — มองทองคำเป็นขาขึ้น (ไม่ได้ระบุตัวเลขเป้าหมายชัดเจน)
    • อ.เพ็ชร — มองทองคำเป็นขาขึ้น (ไม่ได้ระบุตัวเลขเป้าหมายชัดเจน)
    • อ.จู่เสียง — มองทองคำเป็นขาขึ้น (ไม่ได้ระบุตัวเลขเป้าหมายชัดเจน)

    เทียบกับมุมมองนักวิเคราะห์การเงิน ตัวเลขต่างกันแค่ไหน

    เพื่อให้เห็นภาพรอบด้านมากขึ้น คำทำนายเหล่านี้ควรถูกนำมาเปรียบเทียบกับมุมมองของนักวิเคราะห์ทองคำที่ใช้ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักด้วย นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ นักวิเคราะห์การลงทุนทองคำ เคยประเมินราคาทองคำในช่วงสิ้นปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 73,000-75,000 บาท โดยพิจารณาจากแนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด ปัญหาหนี้สาธารณะสหรัฐฯ และการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก ขณะที่บทวิเคราะห์จาก กรุงศรี มองกรอบราคาทองคำไว้ที่ประมาณ 80,000-85,000 บาทในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า จะเห็นว่าตัวเลขจากฝั่งนักวิเคราะห์การเงินยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 90,000-100,000 บาทที่หมอดูบางสำนักคาดการณ์เอาไว้ค่อนข้างมาก แม้ทั้งหมดจะมีมุมมองตรงกันว่าทองคำยังมีโอกาสอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น


    ผู้เขียนมองว่าการที่หมอดูหลายสำนักออกมาคาดการณ์ราคาทองคำไปในทิศทางเดียวกันนั้นน่าสนใจในแง่ของความเชื่อของสังคมไทยที่มีต่อทองคำ มากกว่าจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือคาดการณ์ราคาโดยตรง เพราะแม้แต่นักวิเคราะห์การเงินที่ใช้ข้อมูลเศรษฐกิจและตลาดเป็นหลักก็ยังประเมินราคาแตกต่างกันตั้งแต่ 73,000 ถึง 85,000 บาท สะท้อนให้เห็นว่าการฟันธงตัวเลขที่แน่นอนเป็นเรื่องยากในตลาดที่มีความผันผวนสูง

    สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลข 100,000 บาทจึงอาจเป็นการที่ทั้งฝั่งสายมูและนักวิเคราะห์การเงินต่างมองตรงกันว่าทองคำยังมีปัจจัยสนับสนุนในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะจากทิศทางดอกเบี้ย ดอลลาร์ที่อ่อนค่า ปัญหาหนี้สาธารณะ และแรงซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุน คำทำนายเหล่านี้ควรถูกมองเป็นข้อมูลประกอบหรือมุมมองด้าน sentiment มากกว่าจะใช้เป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจลงทุน เพราะท้ายที่สุดแล้วราคาทองคำจะถูกกำหนดจากปัจจัยเศรษฐกิจและตลาดจริงเป็นสำคัญ

    แหล่งอ้างอิง:

    รวมคำทำนายราคาทองคำปี 69 จากหมอดูชื่อดังหลายสำนัก หมอลักษณ์ให้เป้าสูงสุด 100,000 บาท

    Tharadon

    เริ่มรู้จักคริปโตในช่วงตลาดกระทิงปี 2020 และได้เห็นวัฏจักรขาขึ้น–ขาลงอย่างเต็มรูปแบบในปี 2021–2022 ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ตระหนักว่า “ราคา” อาจเป็นเพียงภาพสะท้อนของอารมณ์ตลาด แต่เทคโนโลยี Blockchain คือรากฐานที่แท้จริง และอาจเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ ของโลกในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/08/23/horoscope-gold-price-prediction-2026-100000-baht-mor-lak-mor-plai/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-YfaYQIoRlUJ10h0HsJeL

  • จากคนละครึ่งถึงไทยช่วยไทย พลัส: เศรษฐศาสตร์ของมาตรการร่วมจ่าย

    จากคนละครึ่งถึงไทยช่วยไทย พลัส: เศรษฐศาสตร์ของมาตรการร่วมจ่าย

    Loading…

    จากคนละครึ่งถึงไทยช่วยไทย พลัส: เศรษฐศาสตร์ของมาตรการร่วมจ่าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gsQaMJLC0ZksYkNpqGo1t

  • ซูเปอร์บอร์ด กทม. เคาะแผนพัฒนาเมือง ระยะที่ 4 ชู 9 ยุทธศาสตร์หนุนเศรษฐกิจคู่คุณภาพชีวิต : อินโฟเควสท์

    ซูเปอร์บอร์ด กทม. เคาะแผนพัฒนาเมือง ระยะที่ 4 ชู 9 ยุทธศาสตร์หนุนเศรษฐกิจคู่คุณภาพชีวิต : อินโฟเควสท์

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 3/2569 โดยที่ประชุมได้พิจารณา (ร่าง) แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2571–2575) ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมเห็นชอบการทบทวนวิสัยทัศน์ของเมือง จากเดิมที่ใช้ “กรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน” เปลี่ยนเป็น “กรุงเทพฯ เมืองที่สร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคน” เพื่อความท้าทายและก้าวกระโดด

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง เพื่อให้ครอบคลุมมิติการทำงานที่กว้างและชัดเจนยิ่งขึ้น เดิมทีแนวคิด “เมืองน่าอยู่” จะเน้นน้ำหนักไปที่ฝั่งคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่จากการทบทวนพบว่า เมืองจะอยู่ได้ต้องมี 2 องค์ประกอบขับเคลื่อนคู่กัน คือ คนและธุรกิจ เนื่องจากเมืองทำหน้าที่เป็นตลาดแรงงานและระบบเศรษฐกิจ ที่จะสร้างรายได้กลับมาหมุนเวียนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในเมือง หัวใจการพัฒนาจึงมุ่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับ Productivity และคุณภาพชีวิต เพื่อให้ผู้คนในเมืองมีความหวัง การพัฒนาเมืองที่น่าอยู่อย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องดึงดูดคนเก่ง ๆ ด้วยโอกาสในการทำธุรกิจด้วย

    สำหรับร่างยุทธศาสตร์ในแผนระยะที่ 4 นี้ ยึดตามกรอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ กรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ 9 ด้านหลัก ประกอบด้วย

    1.เดินทางดี

    2.ปลอดภัยดี

    3.โปร่งใสดี

    4.สิ่งแวดล้อมดี

    5.สุขภาพดี

    6.เรียนดี

    7.เศรษฐกิจดี

    8.สังคมดี

    9.บริหารจัดการดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/636015&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MS29nDT_GAPVQtsOp0Lkm

  • ‘บางคนที’ พลังข้อมูล ยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชน

    ‘บางคนที’ พลังข้อมูล ยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชน

    “อบต.บางคนที” งัดข้อมูลเป็นฐานแก้ปัญหายกระดับคุณภาพชีวิต ใช้ข้อมูลนำ-ตั้งวงถกปัญหา สร้างเศรษฐกิจยั่งยืนในพื้นที่

    23 ส.ค.2569 – นางสาวเรณู เล็กนิมิตร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางคนที จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยที่มาของการขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิดตำบลสุขภาวะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งแต่ปี 2555-จนถึงปัจจุบัน  โดยใช้เครื่องมือจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล เช่น TCNAP และ RECAP ทำให้เห็นภาพรวมชุมชนชัดเจน เช่น พบสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มจาก 32% ในปี 2568 เป็น 34% ในปี 2569 ตลอดจนมีข้อมูลคนพิการในพื้นที่จำนวน 140 คน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยชี้เป้าเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

    ถึงแม้เราจะมีทรัพยากรไม่มากมากนักรวมถึงเงินทุนน้อยแต่มันไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการที่เราจะพัฒนาเราเอาของดีของเราที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาหรือจิตอาสาของชุมชนซึ่งตรงนี้สสส. ก็สนับสนุนทุกด้านตั้งแต่มาหนุนเสริมให้เรารู้วิธีใช้ข้อมูลต่อมาก็มีเงินทุนมาเสริมบางส่วนช่วยให้เราค้นหาทุนศักยภาพต่างๆได้ดีมากนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงเป็นที่ประจักษ์และเป็นพื้นที่ตัวอย่างให้กับเครือข่ายและให้เราไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องนายก อบต.บางคนที กล่าว

    สำหรับกระบวนการทำงานของ อบต.บางคนที อาศัยการขับเคลื่อนผ่าน “4+1 องค์กรหลัก” ได้แก่ ท้องที่, ท้องถิ่น, ภาคประชาชน, หน่วยงานรัฐ และเพิ่มภาคศาสนา (วัด) เข้ามาเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรม โดยเน้นการเปิดเวทีประชาคมทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการอย่างต่อเนื่องมากว่า 16 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้สะท้อนปัญหาและรักษาสิทธิของตนเอง

    ความสำเร็จจากการทำงานเชิงบูรณาการและใช้ข้อมูลเป็นฐาน ส่งผลให้ อบต.บางคนที กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบและศูนย์ฝึกผู้นำให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อื่นๆ มากกว่า 65 แห่งทั่วประเทศที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ พร้อมรับโจทย์ท้าทายใหม่จาก สสส. ในการทดลองทำโครงการสร้างความยั่งยืนครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ อาหาร สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

     ชุมชนเราพร้อมมูลไปด้วยจิตอาสาน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการทำให้เกิดสุขภาวะเกิดความสามัคคีและความยั่งยืนในชุมชนนายกอบต. บางคนที กล่าวปิดท้าย

    หนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างเด่นชัดของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนตามแนวคิดตำบลสุขภาวะ คือการก่อตั้ง “ตลาดร่องสวนยายแพง” ตลาดแห่งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากงบประมาณก้อนใหญ่ แต่เกิดจากการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ ชาวบ้าน และทีม อบต. ที่ร่วมกันผลักดันและใช้ “เวทีกลางลานความคิด” ตกผลึกร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาพืชผลทางการเกษตร เช่น กล้วย หรือมะพร้าว ราคาตกต่ำ และโดนพ่อค้าคนกลางกดราคา

    ชาวบ้านจึงตัดสินใจสร้างตลาดร่องสวนยายแพงขึ้นมา โดยกำหนด “กฎ 3 ข้อ” ร่วมกัน คือ หน้าไม่งอ (บริการด้วยรอยยิ้ม), ราคาไม่แพง (สมเหตุสมผล), และ พร้อมรับ (ฟังคำติชมเพื่อปรับปรุง) จนเปลี่ยนจากพื้นที่ร่องสวนเงียบเหงาให้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจ ค้าขาย และสร้างรายได้เสริมทุกวันเสาร์-อาทิตย์ให้กับคนในชุมชน

    นางสาวสมหมาย ภูมรินทร์ เจ้าของร้านเต้าหู้ทอดตังกวย เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากมาร่วมค้าขายในตลาดร่องสวนยายแพงว่า การมีตลาดแห่งนี้ส่งผลดีมากกว่าเรื่องเงินทอง เพราะนอกจากจะช่วยฟื้นฟูรายได้ให้มีเงินมาเสริมค่าใช้จ่ายในครัวเรือนแล้ว ยังสร้าง “มิตรภาพและความสุข” ให้เกิดขึ้นในชุมชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

    ถามว่ามีความสุขไหมมีความสุขนะเพราะทุกคนจะช่วยกันตั้งแต่เช้าด้านนู้นช่วยด้านนี้ช่วยได้คุยได้เจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆพบปะคนใหม่ๆมันมากกว่าจะได้ตังค์แต่มันได้มิตรภาพได้ความสัมพันธ์ได้ความสามัคคีมีอะไรก็แบ่งปันกันกินและการที่ตลาดสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้คือความภูมิใจที่สุดของชาวบางคนทีเจ้าของร้านตังกวย กล่าวด้วยรอยยิ้มภูมิใจ

    หากตลาดร่องสวนยายแพงคือพลังเศรษฐกิจฐานราก “โครงการปันผัก ปันสุข” ณ วัดบางคนทีใน ที่ใช้พื้นที่มากกว่า 3 ไร่ (จากพื้นที่วัดทั้งหมด 16 ไร่) ปลูกผักสวนครัว จนกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ค้ำจุนสุขภาวะและความมั่นคงทางอาหาร ต่อยอดจิตวิญญาณแบ่งปันให้ผู้คน “พึ่งพาตนเอง” ได้ตามวิถีพอเพียง

     พระปลัดอนุชา สุทฺธิวโร เจ้าอาวาสวัดบางคนทีใน เล่าว่า โครงการเริ่มตั้งแต่ปี 2558 จากการปลูกผักสวนครัวในวัดเป็นผักประดับ จนเมื่อโควิด-19 ระบาดทำให้ชาวบ้านถูกเลิกจ้างและตลาดนัดปิด วัดจึงจับมือ อบต.บางคนที ขยายพื้นที่ปลูกผักปลอดสารพิษ โดย อบต.สนับสนุนเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย เพื่อใช้ผักสดเหล่านี้เป็นคลังอาหารบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้เดือดร้อน  โครงการยังต่อยอดเป็น “โครงการพันธุ์กล้า” แจกต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ให้ชาวบ้านนำไปปลูกที่บ้าน ผลผลิตส่วนเกินนำมาแลกเปลี่ยนที่วัด และทุกวันศุกร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน วัดจัดกิจกรรม “ปันผัก ปันสุข” แจกผัก ข้าวสาร ไข่ไก่ และของแห้งจากสังฆทานให้ผู้ยากไร้กว่า 150 คนต่อครั้ง ซึ่งช่วยประหยัดค่าครองชีพให้กับกลุ่มเปราะบางได้หลายร้อยบาท

     ในหลวงรัชกาลที่9 ท่านเคยสอนไว้ว่าการช่วยเหลือคนที่ดีที่สุดคือช่วยเหลือให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ใครอยากได้พันธุ์ผักอะไรก็มารับที่วัดเอาไปปลูกพอเหลือจากกินและแบ่งเพื่อนบ้านแล้วก็มารวมกันที่วัดวันศุกร์เพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนกันตอนนี้สัมฤทธิ์ผลมากขึ้นคือคนในท้องถิ่นมา “รับ” น้อยลงแต่มา “ให้” มากขึ้นปัจจุบันกลายเป็นคนนอกพื้นที่ทางอัมพวาดำเนินสะดวกเข้ามารับการแบ่งปันแทน เจ้าอาวาสวัดบางคนทีใน กล่าว

    การสร้างระบบสุขภาวะของ อบต.บางคนที ยังครอบคลุมการตั้งรับ “สังคมสูงวัย” โดยเฉพาะตำบลยายแพงที่มีผู้สูงอายุสูงถึง 34-35% ของประชากร หลายครอบครัวมีผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงที่ต้องการดูแลใกล้ชิด จึงใช้กลไก กฎหมายจ้างงานคนพิการมาตรา 33 และ 35 บูรณาการกับระบบสาธารณสุข เปลี่ยนบทบาทคนพิการที่พอทำงานได้และผู้ดูแลคนพิการ ให้มีรายได้ประจำจากการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยในชุมชน

    โดย นางสายฝน สุวรรณ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.ยายแพง เล่าว่า ข้อจำกัดสำคัญคือ รพ.สต.ในพื้นที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 2 คน แต่ต้องดูแลผู้สูงอายุมากกว่า 300 คน และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูงและเบาหวานอีกหลายร้อยราย การได้รับสนับสนุนทีม Caregiver (CG) หลัก ซึ่งรวมถึงผู้ที่ได้รับการจ้างงานผ่านมาตรา 35 ผ่านการอบรมทักษะจากสาธารณสุขจังหวัด จึงกลายเป็นกำลังสำคัญในการทำหน้าที่เยี่ยมบ้าน ทำกายภาพบำบัด ทำความสะอาด ทำแผลกดทับ ตรวจเช็กสัญญาณชีพ และให้กำลังใจผู้ป่วยติดบ้านและติดเตียงตามตารางงานประจำวัน

    ขณะที่ นางสาวนันทพร บัวศิริ Caregiver ประจำ อบต.บางคนที เล่าว่า เดิมตนเปิดร้านเสริมสวย แต่สามีพิการกว่า 20 ปี และย่าป่วยติดเตียง ทำให้ต้องลาออกมาดูแลเต็มเวลา ขาดรายได้นาน 4 ปี จนได้เป็น Caregiver รุ่นแรกของตำบลผ่านมาตรา 35 ได้รับอบรมจากสาธารณสุขจังหวัด มีรายได้มั่นคงเดือนละ 9,000-10,000 บาท

    ตอนแรกที่เราลาออกมาดูแลย่าและสามีที่บ้านเราไม่มีรายได้เลยถึง4 ปีพอเขาชวนมาทำCaregiver และได้ไปอบรมกับสาธารณสุขจังหวัดความรู้ตรงนั้นนอกจากจะเอามาดูแลคนในบ้านเราได้ดีขึ้นแล้วเรายังเอาไปดูแลคนพิการและผู้ป่วยคนอื่นๆในตำบลได้ด้วย ทำให้เรามีรายได้ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตมันดีขึ้นมาก Caregiver ประจำ อบต.บางคนที กล่าว

     อีกผลผลิตจากเวทีกลางลานความคิด คือการฟื้นฟูธรรมชาติผ่านกิจกรรมจิตอาสา “ลงแขก-ลงคลอง” ต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยไม่ใช้งบราชการ

    นายพิชัย อยู่เชื้อ รองประธานสภา อบต.บางคนที เล่าว่า กิจกรรมนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2552 หลังควบรวมตำบลบางคนทีและยายแพง ผู้บริหารจึงคิดกิจกรรมสร้างความสามัคคีระหว่างสองตำบล จนได้ข้อสรุปว่าการลงเรือเก็บขยะและตัดแต่งกิ่งไม้ในคลองคือคำตอบที่ดีที่สุด ความพิเศษคือไม่ใช้งบ อบต. แต่ใช้การลงขันจากผู้นำท้องที่ 13 หมู่บ้าน คนละ 100 บาทต่อเดือน เป็นกองกลางซื้ออุปกรณ์และเสบียง จัดกิจกรรมหมุนเวียนตามคลองต่างๆ เดือนละครั้ง หากผู้นำติดภารกิจก็ส่งลูกหลานมาแทน เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมดูแลธรรมชาติ หรือหากส่งตัวแทนไม่ได้ก็บริจาคเพิ่มเป็น 300 บาท

    กิจกรรมนี้เราไม่ใช้งบประมาณของอบต. เลยแต่เกิดจากผู้นำท้องที่ท้องถิ่น13 หมู่บ้านร่วมกันลงขันคนละ100 บาทต่อเดือนเป็นค่าเสบียงและอุปกรณ์พอเราทำต่อเนื่องน้ำในคลองก็สะอาดขึ้นพฤติกรรมคนทิ้งขยะลงคลองลดลงอย่างเห็นได้ชัดชาวบ้านริมคลองก็หันมาช่วยกันดูแลคลองสะอาดกุ้งธรรมชาติชอบน้ำใสก็กลับมาเยอะขึ้น รองประธานสภา อบต.บางคนที สรุป

    ผลจากคลองที่สะอาดขึ้น ทำให้กุ้งแม่น้ำธรรมชาติกลับมาชุกชุม นำไปสู่การรวมตัวของเยาวชนก่อตั้ง “ชมรมคนตกกุ้ง” เปลี่ยนวิถีดั้งเดิมเป็นอาชีพสร้างรายได้ควบคู่การเป็นหูเป็นตาอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งการตั้งชมรมมีเป้าหมายรับรอง “กุ้งแม่น้ำแท้” ป้องกันคนนอกจับผิดกฎหมายหรือทำลายพันธุ์กุ้ง และเฝ้าระวังน้ำเสียกับขยะร่วมกับ อบต. และหน่วยงานในจังหวัด

    ความสำเร็จจากเวทีกลางลานความคิด ส่งผ่านตลาดร่องสวนยายแพง ปันผักปันสุข การจ้างงาน Caregiver ตลอดจนลงแขก-ลงคลองและชมรมคนตกกุ้ง คือบทพิสูจน์ของ อบต.บางคนที ในการใช้ข้อมูล พลังจิตอาสา และการบูรณาการทุกภาคส่วน สร้างสุขภาวะและเศรษฐกิจฐานรากที่ “เข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน”  ภายใต้การทำงานร่วมกับ สำนัก 3 สสส.มายาวนานนับ10 ปี

    นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าวว่า สสส. ไม่ได้เข้ามาสั่งการหรือแจกจ่ายงบประมาณแบบเดิม แต่ทำหน้าที่ “ผู้จุดประกายและกระตุ้นส่งเสริม” ให้ชุมชนเรียนรู้และขับเคลื่อนงานด้วยตนเองผ่านข้อมูลและปัญญาท้องถิ่น โดยนำเครื่องมือจัดเก็บข้อมูล ชวนคิดวิเคราะห์ปัญหา และเชื่อมโยง “4+1 องค์กรหลัก” เข้าทำงานร่วมกัน น้อมนำศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เพื่อให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ซึ่งอบต.บางคนที คือตัวอย่างเด่นชัดของการ “ระเบิดจากข้างใน” เพราะทุกโครงการไม่ได้เกิดจากคำสั่งภาครัฐ แต่เกิดจากคนในชุมชนเห็นปัญหาร่วมกัน ตกผลึกผ่านเวทีกลางลานความคิด แล้วลุกขึ้นแก้ปัญหาด้วยตนเอง

     ที่นี่จะเห็นภาพการระเบิดจากข้างในเช่นลงแขกลงคลองเกิดจากความคิดเห็นของชาวบ้านตรงกันว่าเห็นปัญหาของผักตบชวาและขยะมันเยอะมากก็มาช่วยกันทำหัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือการสร้างความสุขความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับชุมชนซึ่งไม่ใช่แค่ความมั่งคั่งทางการเงินแต่เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและพึ่งตนเองได้ ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าว.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/1055859/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_HM9kuc7h54E2IsFQlV8h

  • คมนาคมเล็งเซ็นสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา 31 ส.ค.คาดเปิดปี 72 เชื่อมทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว-ขนส่งสินค้า : อินโฟเควสท์

    คมนาคมเล็งเซ็นสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา 31 ส.ค.คาดเปิดปี 72 เชื่อมทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว-ขนส่งสินค้า : อินโฟเควสท์

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม พร้อมด้วยนายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม นำคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคมลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ประชุมติดตามการดำเนินงานและแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของหน่วยงานในสังกัด ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ พร้อมรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอจากจังหวัดและผู้แทนประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำมาบูรณาการเป็นแผนพัฒนาโครงข่ายการเดินทางของจังหวัดกระบี่ในระยะต่อไป

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จังหวัดกระบี่มีศักยภาพทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการค้า แต่ภาคเศรษฐกิจที่มีโอกาสเติบโตและสร้างรายได้ให้จังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ การพัฒนากระบี่จะต้องมองเป็นโครงข่ายเดียวกัน ตั้งแต่สนามบิน ถนน ระบบขนส่งสาธารณะ ท่าเรือ ไปจนถึงการเชื่อมต่อหมู่เกาะและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยได้กำชับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทให้ดูแลและพัฒนาถนนสายหลักและสายรองเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว พร้อมประสานแผนงานของหน่วยงาน ให้บูรณาการกัน เพื่อให้การลงทุนด้านคมนาคมสามารถต่อยอดเศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หนึ่งในโครงการสำคัญที่กระทรวงคมนาคมและทุกฝ่ายในพื้นที่ร่วมกันผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง คือ โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งกำลังเข้าสู่หมุดหมายสำคัญ โดยกรมทางหลวงชนบทเตรียมลงนามสัญญาก่อสร้างในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในปี 2572

    โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อแก้ข้อจำกัดการเดินทางระหว่างเกาะลันตากับแผ่นดินใหญ่ ซึ่งปัจจุบันต้องพึ่งพาแพขนานยนต์ ทำให้มีข้อจำกัดทั้งด้านระยะเวลา ความสะดวกในการเดินทาง การขนส่งสินค้า การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน ตลอดจนการอพยพประชาชนในกรณีเกิดภัยพิบัติ โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลที่มีปริมาณรถจำนวนมาก

    สะพานมีจุดเริ่มต้นจากทางหลวงหมายเลข 4206 ฝั่งแผ่นดินใหญ่ ตำบลเกาะกลาง ข้ามคลองช่องลัดไปเชื่อมกับทางหลวงชนบทสาย กบ.5035 บนเกาะลันตาน้อย มีความยาวสะพานประมาณ 1,780 เมตร พร้อมถนนเชื่อมต่อประมาณ 747 เมตร รวมระยะทางโครงการประมาณ 2.5 กิโลเมตร เป็นถนน 2 ช่องจราจร โดยช่วงสะพานหลักออกแบบเป็นสะพานขึง ผสมผสานกับสะพานคานยื่นสมดุล และออกแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมโดยนำอัตลักษณ์ “เสากระโดงเรือสำเภา” และ “กระบี่ไขว้” มาประยุกต์ เพื่อให้สะพานแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของจังหวัดกระบี่

    โครงการมีกำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 1,080 วัน ซึ่งเมื่อเปิดใช้งานจะช่วยลดข้อจำกัดจากการใช้แพขนานยนต์อย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความแน่นอนในการเดินทาง และรองรับการเดินทางได้มากกว่า 10,000 คันต่อวัน พร้อมยกระดับความปลอดภัย การขนส่งสินค้า การแพทย์ฉุกเฉิน และการอพยพประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติและจากนี้เราต้องช่วยกันกำกับให้การก่อสร้างเดินหน้าตามแผน มีคุณภาพ และปลอดภัย เพื่อให้สะพานแห่งนี้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด

    ด้าน ประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ได้กล่าวขอบคุณนายพิพัฒน์และกระทรวงคมนาคมที่ร่วมผลักดันโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดกระบี่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้พื้นที่อย่างชัดเจน และเชื่อว่าหากโครงการสำคัญต่าง ๆ เดินหน้าต่อเนื่อง จะช่วยยกระดับกระบี่ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงขึ้น กระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในพื้นที่

    อีกทั้งได้เสนอให้จังหวัดและภาคการท่องเที่ยวร่วมกันต่อยอดแนวคิด “คลองท่อมเมืองสปา” ซึ่งเคยผลักดันมาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยอำเภอคลองท่อมมีศักยภาพจากทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งน้ำพุร้อนเค็ม น้ำตกร้อน สระมรกต ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ลูกปัดโบราณ

    ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางสำคัญคือการเชื่อมแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ให้เป็นเส้นทางเดียวกัน พัฒนาบริการสุขภาพ สปา และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เพื่อเพิ่มระยะเวลาพำนักและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว กระจายรายได้จากพื้นที่ท่องเที่ยวหลักไปยังชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/636050&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw196IcaEDwKVoK-aII15UJP

  • เกาะประเด็นการเมือง นักเคลื่อนไหวสุดฉาว ล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อสาว | เดลินิวส์

    เกาะประเด็นการเมือง นักเคลื่อนไหวสุดฉาว ล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อสาว | เดลินิวส์

    เกิดเรื่องราวฉาวๆ ในหมู่นักกิจกรรม รณรงค์ทางสังคม เมื่อไม่กี่วันก่อน เพจเฟซบุ๊กชื่อ “socialgaze.” เปิดเผยเรื่องราวของนักกิจกรรมทางการเมืองหญิงรายหนึ่ง ใช้นามสมมติว่า “คุณ A” ถูกนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอาวุโสชายรายหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักในขบวนการแรงงาน ล่วงละเมิดทางเพศหลายครั้งระหว่างไปทำกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายโอกาส จนกลายเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในแวดวงนักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น

    ต่อมา นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมการเมืองอาวุโส และเคยเป็นผู้ต้องหาคดี ม.112 ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Somyot Pruksakasemsuk” ขอโทษที่เข้าใจผิด คิดว่าคุณ A ยินยอม หลังจากการกระทำหลายครั้ง คุณ A ย้ายมาอยู่กินด้วยกัน คิดว่าความสัมพันธ์จะราบรื่นไปด้วยกันได้ในเรื่องความรัก ขณะนั้นคุณ A อายุ 25 ปี ส่วนตนอายุ 64 ปี มีความแตกต่างด้านอายุ แต่เมื่อได้อยู่ร่วมกัน 2 ปี ซึ่งในปีแรกยังสามารถประคับประคองความสัมพันธ์ไปด้วยกันได้ แต่ในปีที่ 2 ความสัมพันธ์เริ่มแปลกแยกจากกัน ทะเลาะกันและมีปากเสียงต่อกันรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนต้องเลิกลาจากกัน ขอโทษคุณ A อีกครั้ง ขอโทษทุกท่านที่ทำให้ขุ่นเคืองกับการกระทำที่ผิดพลาดครั้งนี้จึงขอรับโทษทัณฑ์ทั้งหลายทั้งปวง”

    กลับมีนักกิจกรรมทางการเมืองหลายรายเข้าแสดงความคิดเห็นต่อโพสต์ดังกล่าว โดยระบุว่านายสมยศกระทำพฤติกรรมลักษณะนี้กับนักกิจกรรมคนอื่นๆด้วย อาทิ นายพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักวิชาการอิสระ ทวงถามว่า จะไม่ขอโทษกรณีอื่นด้วยหรือ เพราะเห็นคนอื่นพูดกันมีหลายกรณีมาก นายสมยศได้เขียนตอบกลับความคิดเห็นนี้ ว่า “ได้ครับ ผมขอโทษทุกกรณี และสัญญาว่าจะไม่ทำเช่นนี้อีก”

    นางอังคณา นีละไพจิตร สว. และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ขอโทษอย่างไรให้เป็นความผิดของเหยื่อ อ้างอยู่กินกัน 2 ปี อยู่กินบนความสัมพันธ์แบบไหนก่อน ผู้เสียหายบอกแล้วว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากัน หนีไม่ได้เพราะมีบุญคุณ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เวลาไปทำงานต่างจังหวัดก็ถูกบังคับให้นอนห้องเดียวกัน อ้างประหยัด อายุขนาดนี้คิดเรื่องความเหมาะสม ความควรไม่ควร

    “บิดเบือนสาเหตุที่อยู่กินกันไม่ได้เพราะช่องว่างระหว่างวัยอีก ที่พูดที่เขียนนี่ไม่ได้ฟังจากผู้เสียหายรายนี้รายเดียว แต่ได้ยินได้ฟังพฤติกรรมแบบนี้มานานจากผู้หญิงหลายคน จนคนเขารู้กันทั่ว อุตส่าห์เขียนขอโทษ แต่เป็นการขอโทษโดยไม่สำนึกผิด ชอบอ้างประชาธิปไตย ความเป็นธรรม อ้างหลักสากล แต่ใช้อำนาจกดทับ แสวงประโยชน์ทางเพศ อยากถามว่าจะเยียวยาผู้เสียหาย โดยการคืนศักดิ์ศรี และทำให้เขากลับสู่สภาพเดิมได้ยังไง”

    ซึ่งเรื่องนี้ กำลังจะถูกขยายประเด็นว่า ในกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา มีกรณีอื่นที่นักกิจกรรมรุ่นพี่ อ้างล่วงละเมิดทางเพศนักกิจกรรมรุ่นน้องอีกหรือไม่ โดยใช้อำนาจเหนือกว่าบังคับ และที่ผ่านมา คนที่รู้เห็นในขบวนการได้ช่วยเหยื่อหรือไม่ หรือพยายามปกปิดโดยการอ้างความสมยอม อ้างเป็นเสรีภาพเหนือร่างกาย ไปจนถึงปั่นหัวเหยื่อว่า หากเปิดโปงเรื่อง จะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองที่ทำอยู่เสียกระบวน

    วันที่ 22 ส.ค. “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ประกอบภารกิจวันสุดท้าย นายกฯได้กล่าวสรุปภาพรวมความสำเร็จของภารกิจครั้งนี้ ว่า ภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างไทย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก ได้วางกลยุทธ์และลงนามข้อตกลง (MOU) เพื่อยกระดับสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการค้า เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และการลงทุน โดยจะมีการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) อย่างเต็มรูปแบบ

    มิติของความมั่นคง ยืนยันว่า สถานการณ์ชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวชายแดนกัมพูชา สระแก้ว ปราจีนบุรี บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี จันทบุรี ตราด ล้วนมีความสงบเรียบร้อย ไม่มีการปะทะทางทหารใดๆ สำหรับประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชานั้น รัฐบาลได้ใช้นโยบายชะลอการเจรจาข้อพิพาท เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และมุ่งเน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

    มิติทางเศรษฐกิจว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่เป็นบวกอย่างชัดเจน เพื่อตอกย้ำเสถียรภาพของรัฐบาล ปัจจุบันตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เติบโตขึ้นเกือบ 100% ขณะที่การส่งออกขยายตัวถึง 20% ประกอบกับค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพ ตลาดหลักทรัพย์ที่แข็งแกร่ง และความน่าเชื่อถือของประเทศที่อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ขอให้ทุกคนรอข่าวดีในเร็วๆนี้เกี่ยวกับการที่สายการบินไทยมีแผนจะกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์ อีกครั้ง

    “รมต.หนิม” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า นโยบายด้านแรงงานของรัฐบาล มุ่งเน้นการยกระดับความร่วมมือกับนิวซีแลนด์ ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานไทยเดินทางเข้ามาทำงานในลักษณะแรงงานตามฤดูกาลในภาคการเกษตรเป็นหลักประมาณ 7,800 คนต่อปี กระทรวงแรงงานเตรียมนำประเด็นแรงงานเข้าไปเจรจาควบคู่กับการปรับปรุงข้อตกลงการค้าเสรีฉบับเดิมเพื่อเพิ่มโอกาส และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    “เราจะดูแลในเรื่องของการลดข้อจำกัดเช่นเรื่องของภาษา เสนอปรับลดข้อจำกัดด้านทักษะภาษาอังกฤษสำหรับแรงงานบางสาขาอาชีพอาทิภาคการเกษตร เชฟ และพนักงานนวด เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการจ้างงานมากขึ้น โดยจะเสนอให้ลดระดับความต้องการทางภาษาจากระดับวิชาการลงมาเป็นเพียงการสื่อสารขั้นพื้นฐานเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการทำงานจริง และสร้างโอกาสการเข้าถึงงานที่กว้างขวาง เพื่อให้แรงงงานมายังนิวซีแลนด์ให้ได้มากขึ้น”

    “รมต.เอก” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจประเทศไทยมากขึ้น ทั้งในฐานะตลาด ฐานการผลิต และจุดเชื่อมต่อไปยังภูมิภาค ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยก็มีบทบาทในนิวซีแลนด์อย่างน่าภาคภูมิใจ เช่น การเข้าไปถือหุ้น 20% ในธุรกิจน้ำผึ้งคุณภาพสูง คอมวิต้า ( แบรนด์ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ) รวมถึงการลงทุนในธุรกิจโรงแรมชั้นนำ ซึ่งสะท้อนว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจขยายได้ทั้ง 2 ฝั่ง

    “โฆษกเอิร์ธ” พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง การแต่งตั้งนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เนื่องจากตลอดเส้นทางรับราชการเติบโตมาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ได้มีประสบการณ์สายตรงด้านการบริหารนโยบายพลังงาน การแต่งตั้งครั้งนี้ให้น้ำหนักกับความใกล้ชิดทางการเมือง หรือความต้องการคนรู้ใจ มากกว่าศักยภาพความรู้เฉพาะทางหรือไม่ นายกฯ และรมว.พลังงาน ควรออกมาชี้แจงเกณฑ์การประเมินความเหมาะสม”

    สำหรับเรื่องที่ กมธ.สามัญของสภา แย่งกันสอบเวลามีประเด็นในสังคม อย่างเรื่องโกงข้อสอบ ก็มี กมธ.ราว 3 ชุดที่สอบ ซึ่งอาจถูกวิจารณ์ได้ว่า หวังผลทางการเมือง “เฮียเม้ง”วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ประธาน กมธ.การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า สนับสนุนแนวคิดของ“บังซุป”ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่เสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณากำหนดกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะให้มีความชัดเจน เพื่อป้องกันการทำงานที่ซ้ำซ้อนและก้าวก่ายอำนาจกันเอง

    ประธาน กมธ. บางคณะ ใช้อำนาจมุ่งหวังผลทางการเมืองเป็นหลัก นำประเด็นจากสื่อมาปั้นน้ำเป็นตัว หรือจับแพะชนแกะเพื่อสร้างเรื่องราว ทำให้บุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกพาดพิงเสียหาย หากยังคงใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียก โดยมิชอบหรือเกินขอบเขตจนเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผู้เสียหายมีสิทธิใช้ช่องทางกฎหมายตอบโต้กลับได้ ทั้งการแจ้งความดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 และยื่นสอบจริยธรรมผ่านประธานสภาฯ และส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบและเอาผิดต่อไปได้ ต้องการให้ประธานสภาฯ มีแนวปฏิบัติกลางสำหรับ กมธ. ทั้ง 35 คณะ และจะช่วยลดภาระแก่หน่วยงานรัฐและประชาชนที่ถูกเรียกชี้แจง

    “สส.จั้ม” สกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประธาน กมธ. การสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบปัญหาลูกของคนต่างชาติสวมสิทธิ์เป็นบุตรของคนไทยเพื่อให้ได้รับสัญชาติไทย ว่า กมธ.รอเอกสารจากหน่วยงาน ในส่วนของกรุงเทพมหานคร กมธ. ได้ขอรายชื่อผู้ที่มีแนวโน้มเป็นพ่อทิพย์ประมาณ 500 กว่าคน แต่ยังรอเอกสารอยู่ เราไม่อยากให้ถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกของ กมธ. ถ้าขอกันแบบปกติไม่ได้ คงต้องใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก หรือเชิญหน่วยงานนั้นมาทุกสัปดาห์ จากการตรวจสอบเบื้องต้นเดือนที่ผ่านมามี รพ.เอกชนประมาณ 8 แห่ง ที่เกี่ยวข้อง แต่ตอนนี้พบเกือบ 20 กว่าแห่งแล้ว

    สส.จั้ม กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 25 ส.ค. จะมีการประชุมพรรคนัดสำคัญ คาดจะมีการหารือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วาง รวมถึงเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญและอีกหลายอย่าง ที่รัฐบาลจะนำเข้าสู่การประชุมสมัยหน้านี้ โดยในส่วนของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนเองกำลังดู ในเรื่องการปล่อยปละละเลยในกระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องกัญชา พ่อทิพย์ หมอพร้อมทิพย์ รัฐมนตรีละเลยการในการบริหารและการแก้ไขหรือไม่ รวมถึงปัญหาที่หมักหมมในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช. ) ฝ่ายค้านล้มรัฐบาลเรื่องการซักฟอกยากอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็เป็นเวทีเปิดเผยข้อมูล.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6130823/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a8JY2ppLA3B5unb3VtdV4

  • อิหร่านไม่หวั่นสงครามเศรษฐกิจ ขู่ขวางส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซทั้งหมด | เข้มข่าวค่ำ | 23 ส.ค. 69

    อิหร่านไม่หวั่นสงครามเศรษฐกิจ ขู่ขวางส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซทั้งหมด | เข้มข่าวค่ำ | 23 ส.ค. 69

    เลขาฯ สมช.อิหร่านให้สัมภาษณ์สื่อ เตือนประเทศที่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ อาจถูกถือว่าเป็นศัตรูและอาจถูกโจมตี พร้อมแสดงความมั่นใจว่าจะเอาชนะสงครามเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้ และยังขู่จะตัดเส้นทางการขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซด้วย

    #สงครามตะวันออกกลาง #อิหร่าน #สหรัฐ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวค่ำ

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/225258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SlvBJRKKr3G2Po4Vr3nbN