Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “รวมไทยสร้างชาติ” ค้านรัฐบาลส่งออก “น้ำมันเครื่องบิน” ไปประเทศคู่แข่ง ทำโรงกลั่นกำไรอื้อซ่า

    “รวมไทยสร้างชาติ” ค้านรัฐบาลส่งออก “น้ำมันเครื่องบิน” ไปประเทศคู่แข่ง ทำโรงกลั่นกำไรอื้อซ่า

    “อรรถวิชช์” นำ สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงค้าน “รัฐบาล” ส่งออก “น้ำมันเครื่องบิน” ไปเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ ทำโรงกลั่นกำไรอื้อซ่า ซัด “กระทรวงพลังงาน” ให้ข้อมูลไม่ครบ ยันคลังน้ำมันไม่ได้ล้น โรงกลั่นสามารถปรับปรุงสูตรเป็นดีเซลได้ ข้องใจขายให้ประเทศคู่แข่งการท่องเที่ยว? แนะขายให้ “บริษัทสายการบิน” ลดราคาตั๋วในประเทศ กระตุ้นท่องเที่ยวไทย

    นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ นำทีมแถลงคัดค้านกรณีสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.มีมติส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท Jet A-1 หรือน้ำมันเครื่องบิน ไปยังประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ จากข้อเสนอของกระทรวงพลังงานว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศ ดังนั้นพรรครวมไทยสร้างชาติ ขอให้รัฐบาลยุติการส่งออกน้ำมันเครื่องบินทันที เพราะขณะนี้สงครามในตะวันกลางและช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ จะส่งผลต่อการใช้น้ำมันภายในประเทศ และขณะนี้โรงกลั่นหลายโรงฯ ได้มีการปรับสูตรการกลั่นน้ำมันแล้ว ซึ่งไม่ใช่ว่าจะต้องกลั่นออกมาเป็นน้ำมันประเภท Jet A-1 จนล้นคลัง

    ดังนั้นขอยืนยันว่าข้อมูลของกระทรวงพลังงานที่ชี้แจงต่อ สมช. เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วน และไม่จริงคือ ที่บอกว่า คลังน้ำมันล้น ขอให้ไปดูบริษัทรัฐวิสาหกิจที่ชื่อว่า บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทรัฐวิสาหกิจ ที่มีคลังน้ำมันอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง โดยปัจจุบันคลังน้ำมันยังเก็บได้อีกเกือบครึ่ง ดังนั้นน้ำมันประเภท Jet A-1 ยังไม่ได้ล้นคลังจริง

    นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า ช้าราชการฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงานพูดไม่หมด เพราะปัจจุบันน้ำมัน สามารถกลั่นออกมาได้หลายประเภท และได้มีการปรับสูตรไปแล้วหลายโรงกลั่น ซึ่งเวลาปรับสูตรจะมีต้นทุน โดยเวลาปรับสูตรจะมีการปรับลดน้ำมันเครื่องบินลงมาเป็นน้ำมันดีเซล ซึ่งแปลว่า โรงกลั่นมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น และในส่วนที่กลายเป็นน้ำมันดีเซล เพราะส่งออกน้ำมันเครื่องบินไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงพลังงาน ไม่ได้รายงานต่อ สมช. ทำให้สิ่งที่ตามมาคือ การอนุมัติให้ส่งออกน้ำมันเครื่องบิน เพราะต้องการให้โรงกลั่นขายน้ำมันแพงได้ในตลาดโลก ทั้งที่ความจริงแล้ว ควรจะเก็บน้ำมันชุดนี้ไว้ใช้ภายในประเทศ

    นายอรรถวิชช์ ได้เสนอไปยังรัฐบาลว่า ต้องยกเลิกการส่งออกน้ำมันประเภท Jet A-1 และเก็บไว้ใช้ภายในประเทศ และไปเจรจากับบริษัทสายการบิน ให้ลดค่าตั๋วเครื่องบินลง ซึ่งตนได้ประสานงานไปยังบริษัทสายการบินบางสายการบินแล้ว โดยบริษัทเหล่านั้นยินดีที่จะลดราคา ถ้ารัฐบาลลดราคาน้ำมันเครื่องบิน Jet A-1 และราคาน้ำมันเครื่องบินดังกล่าว ไม่มีความจำเป็นต้องไปอ้างอิงจากราคาน้ำมันประเทศสิงคโปร์อีกต่อไป พร้อมขอให้ประเทศไทยกำหนดราคาเอง และทุบราคาหน้าโรงกลั่นของราคาน้ำมันเครื่องบินลงมา ก็จะทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลงได้ และให้เพิ่มจำนวนเที่ยวบินเพิ่มเติม เพราะขณะนี้แหล่งท่องเที่ยวไม่ว่า จะเป็นจังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย และภาคใต้ เงียบมาก ไม่มีเที่ยวบิน เนื่องจากตั๋วมีราคาแพง ซึ่งตรงนี้จะเป็นโอกาสให้รัฐบาลแก้ไข เพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนิน “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อลดค่าใช้จ่าย ที่ประชาชนต้องการท่องเที่ยว แต่ไม่มีเที่ยวบิน

    นอกจากนี้นายอรรถวิชช์ ยังได้เสนออีกว่า ขอให้มีการยกเลิกการขายน้ำมันเครื่องบินให้กับประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องจากประเทศเวียดนามถือเป็นคู่แข่งที่มีความสำคัญกับประเทศไทย ด้านการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลกำลังทำจุดอ่อนของประเทศเวียดนาม ให้แข็งขึ้น ซึ่งไม่เข้าใจว่า ทำไมข้าราชการฝ่ายประจำกระทรวงพลังงานถึงทำเช่นนี้ ต้องการให้เวียดนามมาเป็นคู่แข่งกับไทยหรือไม่ ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดมาก

    “ผมเข้าใจรัฐบาล แม้รวมไทยสร้างชาติ จะไม่ได้อยู่ใน ครม. แต่เราร่วมยกมือสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เราถึงอยากเห็นรัฐบาลนี้ ทำงานได้อย่างราบรื่น และแม่นยำ ดังนั้นขอให้ฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงาน รีบเสนอข้อมูลให้ถูกต้อง และครบถ้วนเดี๋ยวนี้ เพราะการส่งออกให้เวียดนาม จะทำให้โรงกลั่นมีกำไรอื้อซ่า เนื่องจากโรงกลั่นลดต้นทุนการปรับแต่งน้ำมัน และเพิ่มกำไรขึ้น โดยขายน้ำมันเครื่องบินให้กับต่างประเทศ ในราคาแพง“ นายอรรถวิชช์ กล่าว

    นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ตนได้คุยโทรศัพท์กับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตั้งแต่ก่อนที่จะมีเรื่องนี้เกิดขึ้น โดยได้บอกว่า ให้ระวังเรื่องน้ำมันเครื่องบิน และได้เสนอว่า ให้ไปลดราคาน้ำมันเครื่องลงมาดีกว่า เพราะเห็นว่า นายเอกนัฏ กล้าที่จะทุบราคาหน้าโรงกลั่น จึงได้บอกว่า ทำไมถึงไม่ทุบราคาน้ำมันเครื่องบินลงมา แล้วนำไปให้สายการบินภายในประเทศ แต่ตนคิดไม่ถึงว่า ตอนที่ฝ่ายประจำนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม สมช. กลับนำเสนอให้สามารถส่งออกได้ จนทำให้โรงกลั่น ได้กำไรหลายเด้ง ซึ่งไม่เป็นธรรมกับคนไทย แต่เชื่อว่า นายเอกนัฏ ได้ทำอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ข้าราชการกระทรวงพลังงานสวมหมวก 2 ใบ ซึ่งใบหนึ่งคือ ฝ่ายกำกับตรวจสอบ โดยระบบข้าราชการ และอีกใบคือ นั่งเป็นบอร์ดโรงกลั่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/463774&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZVt05Q1OXotPJyjJ5LBBJ

  • รพ.เอกชน แข่งเดือด เศรษฐกิจชะลอ-คนรัดเข็มขัด “วิมุต” ทรานส์ฟอร์ม ลุยเฉพาะทาง รุกหนักต่างชาติดันสัดส่วน 30% ใน 5 ปี

    รพ.เอกชน แข่งเดือด เศรษฐกิจชะลอ-คนรัดเข็มขัด “วิมุต” ทรานส์ฟอร์ม ลุยเฉพาะทาง รุกหนักต่างชาติดันสัดส่วน 30% ใน 5 ปี

    ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ยังคงเผชิญการแข่งขันสูง และความท้าทายด้านกำลังซื้อต่อเนื่อง ทำให้ ‘ปี 2569’ กลุ่ม รพ. ต้องปรับทัพขนานใหญ่

    ทรานส์ฟอร์มสู่ “Integrated Specialty Hospital”

    นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมการแข่งขันดุเดือด ทว่าผู้เล่นหลายรายในธุรกิจ รพ. เอกชน ยังคงรักษาการเติบโตต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญมาจาก Selective Growth หรือการเลือกเจาะตลาดที่เติบโต หรือ “การเน้นความโดดเด่นเฉพาะทาง”

    “ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการแข่งขันด้านจำนวนสาขา สู่การแข่งขันด้านความชำนาญและผลลัพธ์การรักษา โดยเฉพาะในกลุ่มโรคซับซ้อนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก”

    นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด

    ดังนั้น ในวาระครบรอบ 5 ปี รพ.วิมุต ได้ทรานส์ฟอร์มใหญ่ ปรับโมเดลธุรกิจจากการเป็นโรงพยาบาลทั่วไป (General Hospital) สู่การเป็น โรงพยาบาลเฉพาะทางแบบบูรณาการ (Integrated Specialty Hospital) รองรับวิกฤตสุขภาพและสังคมสูงวัย โดยมุ่งเน้นไปที่ 5 กลุ่มโรคหลัก ที่กระทบคุณภาพชีวิตคนเมือง ได้แก่

    1.โรคระบบทางเดินหายใจ

    -เติบโตโดดเด่นถึง 40%

    -เกิดจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 การสูบบุหรี่ และการติดเชื้อโรคทางเดินหายใจ ระยะแรกมักเป็นโดยไม่รู้ตัว เพราะมีอาการแค่ไอเรื้อรัง แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย

    -ชูการตรวจคัดกรองเชิงรุกจากวิกฤต PM2.5 ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย อาทิ Low-dose CT Scan และ EBUS

    2.โรคหัวใจและหลอดเลือด

    -เติบโต 30%

    -พบในกลุ่มอายุน้อยขึ้น จากการนอนน้อยและภาวะความเครียด และโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน เป็นต้น

    -เน้นการผ่าตัดแผลเล็ก (MICS) และการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน (TAVI) เพื่อให้คนไข้ฟื้นตัวไว

    3.โรคกระดูกและข้อ

    -มีอัตราขยายตัว 30%

    -แม้ส่วนใหญ่เกิดกับคนสูงวัย แต่ตอนนี้พบในคนอายุน้อยมากขึ้น จากพฤติกรรมนั่งทำงานนาน

    -เน้นรักษาด้วยเทคนิคผ่าตัดส่องกล้อง และ Minimally Invasive Surgery แผลเล็ก ฟื้นตัวไว และลดโอกาสติดเชื้อ

    4.โรคระบบทางเดินอาหารและตับ (เปิดตัวใหม่ในปีนี้)

    -ปัญหาสุขภาพยอดฮิตของคนไทย จากพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตเร่งรีบ เช่น มะเร็งลำไส้ มักตรวจไม่พบในช่วงแรก

    -เน้นตรวจคัดกรองผ่าน Colonoscopy ในกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไป

    5.สุขภาพสตรีและมะเร็งสตรี (เปิดตัวใหม่ในปีนี้)

    -โรคในสตรี อาทิ มะเร็งเต้านม พบเป็นอันดับ 1 และมีแนวโน้มเจอในคนอายุน้อยลง

    -เน้นการตรวจคัดกรอง และรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized)

    แผนกสตรี รพ.วิมุต

    ผู้บริโภครัดเข็มขัด ปมพิษเศรษฐกิจ ชู Reasonable Price พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

    อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 เทรนด์ที่เห็นชัดเจน คนป่วยเท่าเดิม แต่เริ่มมาโรงพยาบาลน้อยลง เหตุผลหลัก ๆ มาจาก ‘เศรษฐกิจชะลอตัว’ และ ‘ภาวะสงคราม’ กระทบกำลังซื้อคนไทยให้น้อยลง

    รวมถึง เงื่อนไขประกันภัยรูปแบบใหม่ที่มี ‘Co-payment’ ผู้เอาประกันต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองบางส่วนสูงถึง 40%

    ปัจจัยดังกล่าวฉุดยอดการจับจ่าย ทำให้คนไข้ลดระดับเกรดของโรงพยาบาลลง เช่น จาก รพ.เอกชน ระดับบน เป็น รพ.เอกชน ระดับกลาง หรือเลือกไปรอคิวที่โรงพยาบาลรัฐมากขึ้น

    รพ.วิมุต มองเห็นช่องว่างในตลาดยุคสงครามราคานี้ จึงวางตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) เป็น “โรงพยาบาลระดับกลางที่มีคุณภาพสูง ในราคาที่สมเหตุสมผล (Reasonable Price)” ซึ่งสูงกว่าคลินิกพรีเมียมของโรงพยาบาลรัฐเพียงเล็กน้อย แต่ย่อมเยากว่าโรงพยาบาลเอกชนระดับบนมาก

    กลยุทธ์นี้กลายเป็นแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดกลุ่มคนไข้ที่เคยใช้โรงพยาบาลระดับบน (Top-Tier) ให้หันมาเลือกใช้วิมุตเพื่อความคุ้มค่า ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าประกันภัยเติบโตขึ้น 8% และลูกค้าองค์กรเติบโต 12% (โดยสัดส่วนลูกค้าปัจจุบันแบ่งเป็น เงินสด 40% และประกัน 40%)

    รพ.วิมุต

    เบนเข็มสู่อาเซียน ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ ตปท. แตะ 30% ใน 5 ปี

    ​ขณะที่ ในส่วนของลูกค้าต่างชาติ มีสัดส่วนอยู่ 10% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Expat ที่ทำงานในไทย โดย 5 ประเทศแรกที่สร้างรายได้สูงสุด (Top 5) ได้แก่ จีน, เมียนมา, กัมพูชา, มาเลเซีย และสิงคโปร์ และอีก 90% เป็นคนไทย

    อย่างไรก็ดี วิมุต เห็นแนวโน้มการเติบโตของตลาดต่างชาติ โดยโฟกัสตลาดที่มีศักยภาพสูงและอยู่ใกล้ประเทศไทยแทน (ยกเว้นกัมพูชา) ทดแทนตลาดตะวันออกกลางที่ชะงัดจากสงคราม และกัมพูชาที่มีความขัดแย้งระหว่างชายแดนกับไทย

    ทั้งนี้ ตลาดที่น่าจับตามากสุด คือ เมียนมา ที่มียอดเติบโต 141% ด้วยกลยุทธ์เชิงรุก จับมือกับเอเจนท์ท้องถิ่น และส่งทีมแพทย์เฉพาะทางบินไปออกตรวจเช็กเคส (Medical Visit) ที่พม่าถึง 2-3 รอบ เพื่อเจาะกลุ่มชนชั้นกลาง-สูงที่มีกำลังซื้อ

    โดยเน้นแผนกอายุรกรรม โรคกระดูก มะเร็ง และสูตินรีเวช หากเจอเคสยากซับซ้อนที่ฝั่งนู่นขาดแคลนเครื่องมือ ก็จะส่งต่อ (Refer) คนไข้บินมารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลวิมุตในประเทศไทยทันที

    “วิมุตตั้งเป้าหมายใหญ่ที่จะขยับสัดส่วนตลาดต่างประเทศให้ขึ้นไปอยู่ที่ 30% ภายใน 5 ปีนี้ จากปัจจุบันมีสัดส่วน 10%”

    รพ.วิมุต

    ตั้งเป้าโต 15% พร้อมฝ่าวิกฤตพลังงาน-ตรึงราคานานสุด

    ขณะที่ประเด็นสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ รพ.เอกชน ทางอ้อม อาทิ

    -ค่าน้ำมันและพลังงานให้ดีดตัวสูงขึ้น จากค่า FT ไฟฟ้าที่ได้มีการปรับขึ้น

    -ต้นทุนพลาสติก (ขวดน้ำเกลือ/อุปกรณ์การแพทย์) จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก

    -ต้นทุนค่ายาสูงขึ้น

    อย่างไรก็ดี วิมุตยังคงเลือกที่จะ “ตรึงราคายาและค่ารักษาเดิมให้นานที่สุด” เพื่อไม่ให้กระทบต่อกระเป๋าเงินของผู้บริโภค โดยหันไปเน้นการบริหารจัดการภายใน (Cost Saving) และควบคุมต้นทุนทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    “บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 1,500 ล้านบาท คาดเติบโต 15% จากปีก่อนหน้า ที่มีรายได้ 1,302 ล้านบาท สำหรับไตรมาสแรกปีนี้ทำผลงานอยู่ที่ 337 ล้านบาท เติบโต 19% (YoY)”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/strategic-move/113212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cfw4V6BM447bp29kU55gH

  • ผ่าวิกฤตน้ำเมา สร้างสมดุลแห่งอนาคต ดันเศรษฐกิจสุขภาพ-ปกป้องเยาวชน ภายใต้ พ.ร.บ. เหล้าฉบับใหม่

    ผ่าวิกฤตน้ำเมา สร้างสมดุลแห่งอนาคต ดันเศรษฐกิจสุขภาพ-ปกป้องเยาวชน ภายใต้ พ.ร.บ. เหล้าฉบับใหม่

    ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ทั้งนโยบายสุราก้าวหน้า การอนุญาตผลิตสุราพื้นบ้าน การขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 รวมถึงการเตรียมผ่อนปรนเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นำมาสู่โจทย์ท้าทายระดับชาติที่ว่า “เราจะหาจุดสมดุลระหว่างเม็ดเงินจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว กับความปลอดภัยและสุขภาวะของประชาชนได้อย่างไร?”

    เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เปิดเวที “การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง” เพื่อถกประเด็นนี้อย่างเจาะลึก โดยรวบรวมเสียงสะท้อนจากนักวิชาการ ผู้ดูแลนโยบาย และเครือข่ายภาคสังคม นี่คือบทสรุปวาระแห่งชาติที่จะพลิกโฉมการจัดการปัญหาแอลกอฮอล์ของประเทศ

    ดร.ภญ.อรทัย วลีวงศ์ จากกองการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์วิจัยปัญหาสุรา เผยถึงสถิติภาพรวมที่สะท้อนวิกฤตเงียบในสังคมไทยที่น่ากังวลในปี 2567 จากตัวเลขของคนที่ดื่มพุ่งขึ้น เริ่มดื่มไว และจ่ายแพงว่า
    ดร.ภญ.อรทัย วลีวงศ์ จากกองการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์วิจัยปัญหาสุรา เผยถึงสถิติภาพรวมที่สะท้อนวิกฤตเงียบในสังคมไทยที่น่ากังวลในปี 2567 จากตัวเลขของคนที่ดื่มพุ่งขึ้น เริ่มดื่มไว และจ่ายแพงว่า

    นักดื่มพุ่ง เริ่มดื่มไว ค่าใช้จ่ายแพง

    เวทีเริ่มต้นด้วยการกางสถิติภาพรวมที่สะท้อนวิกฤตเงียบในสังคมไทย โดย ดร.ภญ.อรทัย วลีวงศ์ จากกองการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ได้ระบุถึงตัวเลขที่น่ากังวลในปี 2567 ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนจากตัวเลขของคนที่ดื่มพุ่งขึ้น เริ่มดื่มไว และจ่ายแพงว่า

    “ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ผลักดันเรื่องสุราเสรีและการผ่อนคลายกฎหมาย เราพบว่าความชุกของการดื่มแอลกอฮอล์ในไทยพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี แตะ 35% หรือคิดเป็นประชากรถึง 20.9 ล้านคน กลุ่มวัยทำงาน (20-44 ปี) คือกลุ่มที่ดื่มหนักที่สุดถึง 45.1% ซึ่งเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอย่างตับแข็งและมะเร็งถึง 8 ชนิด แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือ เด็กไทยเริ่มดื่มไวขึ้น โดยอายุเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 19.9 ปีเท่านั้น”

    นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ให้เห็น “รายจ่ายแฝง” ที่มองไม่เห็น โดยครอบครัวไทยต้องเสียเงินซื้อสุราเฉลี่ยสูงถึง 5,302 บาท/เดือน (3.8% ของค่าอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมด) ซึ่งเบียดบังค่าใช้จ่ายจำเป็นในครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ

    รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. เผยมุมมองที่แตกต่างอย่างน่าสนใจ จากการควบคุมแอลกอฮอล์ ที่หลายคนมักมองว่าเป็นตัวขัดขวางเศรษฐกิจ
    รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. เผยมุมมองที่แตกต่างอย่างน่าสนใจ จากการควบคุมแอลกอฮอล์ ที่หลายคนมักมองว่าเป็นตัวขัดขวางเศรษฐกิจ

    เปลี่ยน Mindset สู่ “เศรษฐกิจสุขภาพ” ล้างภาพเมืองปาร์ตี้

    เมื่อพูดถึงการควบคุมแอลกอฮอล์ หลายคนมักมองว่าเป็นตัวขัดขวางเศรษฐกิจ แต่ รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. ได้ให้มุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างน่าสนใจ

    “สิ่งสำคัญแรกสุดคือ Mindset การควบคุมปัจจัยเสี่ยงไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้เติบโตบนฐานของความปลอดภัย เราต้องมุ่งสู่ ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ (Health Economy) ที่ไม่สร้างภาระค่ารักษาพยาบาลในระยะยาว แน่นอนว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีเทรนด์หันมาดื่ม Soft Drinks หรือ Mocktails ควบคู่กับการออกกำลังกายเพื่อหลั่งสารโดปามีนสร้างความสุขแทนแอลกอฮอล์ ชุมชนเองก็สามารถสร้างรายได้จากวิถีชีวิตและอาหารปลอดภัยได้โดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำเมา”

    ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัด กทม. เผยวิสัยทัศน์ในการยกระดับเมืองหลวงที่ได้มาตรฐาน เพื่อเปลี่ยนภาพจาก 'เมืองปาร์ตี้' ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูงระดับสากล
    ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัด กทม. เผยวิสัยทัศน์ในการยกระดับเมืองหลวงที่ได้มาตรฐาน เพื่อเปลี่ยนภาพจาก ‘เมืองปาร์ตี้’ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูงระดับสากล

    ด้าน ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัด กทม. ได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการยกระดับเมืองหลวงว่า

    “ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีคือมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่สุด กทม. จะจัดสรรการจัดโซนนิ่ง (Zoning) ที่ได้มาตรฐาน เพื่อเปลี่ยนภาพจาก ‘เมืองปาร์ตี้’ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูงระดับสากล เราจะดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อด้วยจุดขายด้านซอฟต์พาวเวอร์และวิถีชีวิตที่หลากหลาย แทนการมอมเมา”

    พ.ร.บ. ฉบับใหม่ มอบดาบให้ท้องถิ่น ชู 3 โมเดลความสำเร็จภาคกลาง

    ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเตรียมความพร้อมรับมือ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568) โดย รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ว่า

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของเวทีเสวนาถึงการเตรียมความพร้อมรับมือ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568)
    รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของเวทีเสวนาถึงการเตรียมความพร้อมรับมือ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568)

    “กฎหมายฉบับใหม่นี้เปรียบเสมือนการมอบอำนาจให้ ‘คณะกรรมการระดับจังหวัดและพื้นที่’ ได้เข้ามามีบทบาทตัดสินใจมากขึ้น เพื่อออกแบบมาตรการรับมือที่สอดคล้องกับบริบทปัญหาในพื้นที่ของตนเอง โดยต้องขับเคลื่อนบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-Driven) อย่างแท้จริง”

    ภายในเวทีเสวนา ตัวแทนเครือข่าย และผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ได้มาร่วมแชร์ “นวัตกรรมชุมชน” ที่ประสบความสำเร็จได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลราชบุรี (หยุดวงจรฝากซื้อ) ที่มีตัวแทนภาคประชาสังคมเล่าถึงวิกฤตที่เด็กกว่า 11,200 คนหลุดจากระบบการศึกษา โดยพบว่าต้นตอหนึ่งมาจาก “ผู้ใหญ่ใช้เด็กไปซื้อเหล้า” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่พรากอนาคตเด็ก ราชบุรีจึงแก้ปัญหาด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสร้านค้าที่ละเมิดกฎหมาย และผนึกกำลังกับ กสศ. ดึงเด็กกลุ่มเสี่ยงกลับสู่ห้องเรียน

    โมเดลอ่างทอง (กีฬาพา Strong) ตัวแทนคนทำงานพื้นที่เผยถึงกลยุทธ์การใช้ “ฟุตซอล” สู้กับน้ำเมา จัดแคมเปญ “สนุกได้ มันส์ได้ ไร้แอลกอฮอล์” สร้างเกราะคุ้มกันเยาวชนด้วยเครือข่ายครูฝึกสอน เปลี่ยนค่านิยมใหม่ให้กีฬาเป็นทางออกแทนวงเหล้า

    พร้อมปิดจบจากโมเดลนครปฐม (นักสืบดิจิทัล) ที่มีตัวแทนสาธารณสุขจังหวัดโชว์ความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล ให้เจ้าหน้าที่ใช้ตรวจตราบังคับใช้กฎหมายกับร้านค้าในพื้นที่ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

    ต่อยอดสู่การปฏิบัติจริงด้วย “นวัตกรรมแก้ปัญหา”

    นอกจากการเสวนาบนเวทีที่เข้มข้นแล้ว ภายในงานยังสร้างสีสันและความน่าสนใจด้วย นิทรรศการแสดงผลงานนวัตกรรม จากภาคีเครือข่ายและเยาวชน ที่นำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และแคมเปญที่ช่วยแก้ไขปัญหาแอลกอฮอล์ในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่การพูดคุยเชิงนโยบาย แต่มีการลงมือปฏิบัติจริง และมีพื้นที่เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถนำเสนอไอเดียเพื่อนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้จริงในอนาคต

    ทิศทางการทำงานในระยะถัดไป

    เพื่อให้ “สมดุลแห่งอนาคต” เกิดขึ้นจริง เวทีวิชาการได้สรุปแผนที่นำทาง ในการทำงานระยะต่อไปไว้ 5 ประเด็นหลัก

    • พุ่งเป้ากลุ่มเปราะบาง: ลดการหว่านแห แต่ใช้ข้อมูลเจาะลึกว่า เด็ก เยาวชน หรือกลุ่มด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบอยู่ที่ไหน เพื่อลงพื้นที่รักษาและเยียวยาแบบเฉพาะเจาะจง
    • ใช้ Data ขับเคลื่อนแบบ Real-time: เชื่อมโยงฐานข้อมูลอุบัติเหตุ อาชญากรรม และสาธารณสุข เพื่อรับมือปัญหาได้ทันท่วงที
    • ใช้พลังสื่อสร้างวาระทางสังคม: นำข้อมูลเชิงคุณภาพและเสียงจากผู้ได้รับผลกระทบ มา Set Agenda เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
    • ติดอาวุธให้คนทำงาน: พัฒนาศักยภาพคณะกรรมการระดับจังหวัด ให้นำข้อมูลไปใช้ออกแบบนโยบายได้อย่างเฉียบคม
    • มองภาพใหญ่แบบองค์รวม: เชื่อมโยงปัญหาแอลกอฮอล์เข้ากับความยากจน การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และโรคเรื้อรัง (NCDs) เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ

    การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยว ไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ตรงข้าม หรือแลกมาด้วยความสูญเสียทางสังคมเสมอไป หากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม รักษากลไกความร่วมมือ บังคับใช้กฎหมายอย่างชาญฉลาด และนำข้อมูลมาออกแบบการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด สังคมไทยก็จะสามารถก้าวสู่อนาคตที่มี “เศรษฐกิจดี ท่องเที่ยวปลอดภัย และคนไทยมีสุขภาวะที่ดี” ได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

    ภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2935421&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uxzMy_f2mPHTOgwd7RagY

  • ดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจร่วง ‘เทอร์ร่า’แนะปรับกลยุทธ์รับเมกะเทรนด์ Longevity

    ดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจร่วง ‘เทอร์ร่า’แนะปรับกลยุทธ์รับเมกะเทรนด์ Longevity

    ในวันที่เศรษฐกิจไทยยังเต็มไปด้วยคำถาม คนไทยกลับมี “สุขภาวะทางใจ” ดีเกินคาด แต่อีกด้านหนึ่ง พวกเขากลับลังเลที่จะควักเงินซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่! นี่คือภาพสะท้อนที่น่าสนใจจากผลสำรวจของ TerraBKK ที่เก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 1-15 พ.ค.ที่ผ่านมา จากคนไทย 400 คนทั่วประเทศเป็นคนกรุงเทพฯ 52% ต่างจังหวัด 48% 

    ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนปรากฏการณ์ใหม่ของผู้บริโภคไทย ที่แม้จะยังมีความหวังกับ “ชีวิตตัวเอง” แต่กลับไม่มั่นใจ “อนาคตเศรษฐกิจประเทศ” และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญ ว่าทำไมตลาดอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ และสินค้าราคาสูงกำลังเผชิญภาวะ คนอยากซื้อ แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจ
     

    สุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด หรือ TerraBKK ระบุว่า หากพิจารณาจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index) ของ TerraBKK จะพบว่าปี 2565 ดัชนีพุ่งขึ้นถึงระดับ 79 ก่อนค่อยๆ ชะลอลงในปีถัดมา ล่าสุดในครึ่งแรกของปี 2569 ดัชนีอยู่ที่ระดับ 56 แม้ยังสูงกว่าเส้น “ไม่เชื่อมั่น” ที่ระดับ 50 แต่ก็ถือว่าลดลงชัดเจนจากยุคหลังโควิด-19 ที่คนไทยเคยกลับมามั่นใจอีกครั้ง

    ประเด็นที่น่าสนใจ คือ คนไทยไม่ได้กังวล “ตัวเอง” มากที่สุด เพราะเมื่อถามถึงสถานะทางการเงินส่วนบุคคลในอีก 12 เดือนข้างหน้า ค่าดัชนีอยู่ในระดับสูงถึง 80  แปลว่า คนไทยจำนวนมากยังเชื่อว่าตัวเองจะเอาตัวรอดได้ รายได้อาจดีขึ้น หรืออย่างน้อยยังพอประคองชีวิตได้
     

    แต่เมื่อเปลี่ยนคำถามเป็น “เศรษฐกิจไทยในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะดีไหม?” คะแนนกลับร่วงเหลือค่าดัชนีเพียง 38 ต่ำกว่าระดับความเชื่อมั่นอย่างชัดเจน สะท้อนว่า คนไทยกำลังอยู่ในโหมด “เชื่อมั่นตัวเอง แต่ไม่เชื่อมั่นประเทศ”

    ทำไมคนยังมีเงิน แต่ไม่กล้าซื้อ?

    หนึ่งในตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดของผลสำรวจนี้ คือ ค่าดัชนี “โอกาสในการซื้อสินค้ามูลค่าสูง” เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม หรือ รถยนต์ อยู่ที่ระดับ 42 แม้คนจำนวนมากจะมองว่า ฐานะการเงินตัวเองไม่ได้แย่แต่กลับไม่กล้าตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ระยะยาว เพราะการซื้อบ้านหรือรถยนต์ในวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “มีเงินดาวน์หรือไม่” แต่คือคำถามว่า อีก 3-5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจจะยังไหวไหม? 

    ช่วงที่ผ่านมา คนไทยเผชิญทั้งดอกเบี้ยสูง หนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ระมัดระวังกับภาระระยะยาวมากขึ้น ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ “ดีมานด์มีอยู่จริง” แต่การตัดสินใจซื้อช้าลงกว่าเดิมมาก

    คนไทยเครียดเศรษฐกิจ แต่สุขภาพใจยังแข็งแรง

    สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ แม้เศรษฐกิจจะสร้างความกังวล แต่สุขภาวะทางใจของคนไทยกลับยังอยู่ในระดับดี ผลสำรวจพบว่า Wellbeing Index ของคนไทยในครึ่งแรกปี อยู่ที่ระดับ 73.7 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ “ดีมาก” คำอธิบายของปรากฏการณ์นี้ อาจสะท้อนว่า หลังผ่านวิกฤติหลายปี คนไทยเริ่มปรับตัวกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น หลายคนไม่ได้รอ “เศรษฐกิจดี” ก่อนค่อยมีความสุขอีกต่อไป แต่เริ่มหันมาให้คุณค่ากับเรื่องใกล้ตัว เช่น สุขภาพ ครอบครัว ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตรายวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนมากระหว่าง “สุขภาวะทางใจ” และ “ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ”

    กลุ่มคนที่มี Wellbeing สูง มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นด้านการเงินสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น คนที่มีสุขภาวะทางใจดี ให้ค่าดัชนีสถานะการเงินตัวเองในอีก 12 เดือนสูงถึงระดับ 90 ขณะที่กลุ่มสุขภาวะต่ำ ให้เพียงระดับ 67 หรือในการมองเศรษฐกิจไทยระยะ 5 ปี กลุ่มสุขภาวะสูงอยู่ค่าดัชนี 64 แต่กลุ่มสุขภาวะต่ำให้เพียง 27 พูดง่าย ๆ คือ คนที่ใจแข็งแรง มักมองอนาคตในแง่บวกมากกว่า

    6 รูปแบบชีวิตใหม่คนไทยยุคเศรษฐกิจเปราะบาง

    อีกข้อมูลที่น่าสนใจจาก TerraBKK คือการแบ่งคนไทยออกเป็น 6 กลุ่มพฤติกรรมด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ กลุ่มใหญ่ที่สุด คือ “The Presentist” สัดส่วน 23% คนกลุ่มนี้มีแนวคิด “ใช้ชีวิตให้มีความสุขในวันนี้”ส่วนใหญ่เป็น Gen Z และ Gen X อาศัยในคอนโดมิเนียมหรือหอพัก แทบไม่มีงบใช้จ่ายด้านสุขภาพ สะท้อนภาพคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่เริ่มมองว่าอนาคตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจึงเลือกใช้ชีวิตกับปัจจุบันมากขึ้น

    กลุ่ม “Longevity-Minded” มีราว 9% ซึ่งยอมลงทุนด้านสุขภาพเดือนละ 6,000-10,000 บาท เพื่อคุณภาพชีวิตระยะยาว คนกลุ่มนี้สะท้อนเทรนด์ใหม่ของสังคมไทยที่เริ่มมอง “สุขภาพ” เป็นสินทรัพย์ไม่ต่างจากการลงทุนทางการเงิน น่าสนใจว่า กลุ่ม “Intentional Nester” ซึ่งเน้นครอบครัวและความหมายของชีวิต กลับเป็นกลุ่มที่ยอมจ่ายด้านสุขภาพสูงที่สุด มากกว่า 10,000 บาทต่อเดือน แปลว่า หลังยุคเศรษฐกิจผันผวนคนไทยบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายชีวิต จากการสะสม “ทรัพย์สิน” ไปสู่การสะสม “คุณภาพชีวิต”

    เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน ผู้บริโภคก็เปลี่ยนวิธีใช้เงิน

    สิ่งที่ผลสำรวจนี้กำลังบอก อาจไม่ใช่แค่เรื่องกำลังซื้อที่ลดลง แต่คือ “วิธีคิดใหม่” ของผู้บริโภคไทย ในอดีต คนมักใช้รายได้ที่เพิ่มขึ้นไปกับบ้าน รถยนต์ หรือสินทรัพย์ขนาดใหญ่ แต่วันนี้ คนจำนวนมากกลับเลือกใช้เงินกับสุขภาพ จิตใจ การท่องเที่ยว หรือประสบการณ์ชีวิต เพราะในโลกที่อนาคตคาดเดายาก “ความสุขระยะสั้นที่จับต้องได้” อาจสำคัญกว่าภาระระยะยาวที่ต้องผ่อนหลายสิบปี

    และนี่อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่หลายธุรกิจกำลังต้องเผชิญเมื่อผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ถามแค่ว่า “ซื้อได้ไหม” แต่ถามว่า ซื้อแล้ว ชีวิตจะดีขึ้นจริงหรือเปล่า? เป็นโจทย์ใหม่ที่ผู้ประกอบการอสังหาฯต้องปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1235910&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15ueqKcdsabmmbT2-u3Fnr

  • กวางโจวเร่งเครื่องอุตสาหกรรมไมซ์ ตอกย้ำการแข่งขันการค้าโลกและโจทย์ใหม่ของไทย

    กวางโจวเร่งเครื่องอุตสาหกรรมไมซ์ ตอกย้ำการแข่งขันการค้าโลกและโจทย์ใหม่ของไทย

    เมืองกวางโจวเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ผ่านการจัดประชุมและงานแสดงสินค้านานาชาติอย่างต่อเนื่อง ในปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (2569-2573โดยมีงาน China Import and Export Fair หรือ Canton Fair ครั้งที่ 139 เป็นกลไกสำคัญ เน้นย้ำให้เห็นถึงบทบาทเมืองในฐานะศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้าระดับนานาชาติ

    งาน Canton Fair ดังกล่าว มีผู้ซื้อจากต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 314,000 ราย จาก 220 ประเทศ/ภูมิภาค มูลค่าคำสั่งซื้อในงานสูงถึง 25,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการทั่วโลกต่อศักยภาพของจีนในฐานะแหล่งจัดหาและศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลก

    ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 เมืองกวางโจวได้จัดงานแสดงสินค้ากว่า 100 งาน ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 4 ล้านตารางเมตร ครองอันดับสองของจีน ทั้งในด้านจำนวนงานและพื้นที่จัดแสดง สะท้อนการขยายตัวของอุตสาหกรรม MICE และบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางการจัดงานระดับประเทศ

    เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว มาจากการที่กวางโจวใช้จุดแข็งด้านฐานการผลิต และอุตสาหกรรมที่ครบวงจร พัฒนาโมเดล “หนึ่งอุตสาหกรรม หนึ่งนิทรรศการ” (One Industry, One Exhibition) เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ใช้การจัดแสดงส่งเสริมการผลิต และใช้การผลิตสนับสนุนการจัดแสดง” อย่างเป็นระบบ 

    ขณะเดียวกัน งานแสดงสินค้าในกวางโจวมีจำนวนผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้าร่วมเติบโตอย่างต่อเนื่อง อาทิ

    – งาน China International Furniture Fair หรือ CIFF (Guangzhou): แบรนด์ต่างประเทศอย่าง IKEA จากสวีเดน และ Kokuyo จากญี่ปุ่น เข้าร่วมเป็นครั้งแรก มีผู้ชมต่างชาติ 64,000 คน เพิ่มขึ้น 13.2%

    – งาน Printing South China & Sino-Label 2026: มีผู้ชมเกือบ 60,000 คน โดยเป็นชาวต่างชาติกว่า 8,000 คน เพิ่มขึ้น 9.2% จากสถิติสูงสุดในปี 2568

    – งาน Dental South China: คณะผู้ซื้อจากต่างประเทศสร้างสถิติใหม่ เติบโตขึ้นถึง 3 เท่า

    การผสาน “งานแสดง + อุตสาหกรรม” ขับเคลื่อนการยกระดับ

    เมืองกวางโจวผลักดันระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ 12218” ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมปัจจุบันและอนาคต โดยตั้งเป้าพัฒนา 15 อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ชีวการแพทย์ เซมิคอนดักเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมวางรากฐาน 6 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เทคโนโลยีอวกาศ และเทคโนโลยีทะเลลึก รวมถึงส่งเสริม 8 ภาคบริการสมัยใหม่ อาทิ การเงิน เทคโนโลยี และโลจิสติกส์

    ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 งานแสดงสินค้าเชิงอุตสาหกรรมมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80 ของงานทั้งหมด สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตกับแพลตฟอร์มการค้าอย่างเป็นรูปธรรม เช่น งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ (China International Furniture Fair) งานแสดงสินค้าความงาม (China International Beauty Expo) และงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมแสง สี เสียง (GETshow และ Prolight + Sound Guangzhou) ซึ่งล้วนมีผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    MICE+” การบูรณาการข้ามอุตสาหกรรม กระตุ้นการบริโภควิถีใหม่

    นอกจากนี้ เมืองกวางโจวยังต่อยอดแนวคิด “MICE+” โดยผสานงานแสดงสินค้าเข้ากับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และไลฟ์สไตล์ ตอกย้ำบทบาทของอุตสาหกรรมไมซ์ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง ตัวอย่างเช่น งาน Firefly ACG Expo ที่ผสมผสานวัฒนธรรมอนิเมชันกับธุรกิจบริการ สร้างรูปแบบการบริโภคใหม่และเชื่อมโยงกิจกรรมทั่วเมืองกว่า 38 จุด ดึงดูดผู้เข้าชมกว่า 230,000 คน และสร้างมูลค่าการใช้จ่ายโดยตรงกว่า 130 ล้านหยวน ขณะที่งานด้านอีสปอร์ต งานสัตว์เลี้ยง และงานแต่งงาน ยังช่วยขยายฐานผู้บริโภคในกลุ่มคนรุ่นใหม่และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

    ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย

    การเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ MICE ของจีนดังกล่าวส่งผลต่อประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการแข่งขันทางการค้า เนื่องจากผู้ผลิตจีนสามารถเข้าถึงผู้ซื้อทั่วโลกได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มงานแสดงสินค้านานาชาติ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันมากขึ้น นอกจากนี้ แนวโน้มการบูรณาการ “อุตสาหกรรม + งานแสดงสินค้า” ยังเอื้อต่อการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงผู้ซื้อระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยบางส่วนถูกลดบทบาทในห่วงโซ่มูลค่า อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของงานแสดงสินค้าระดับโลก เช่น Canton Fair ก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงผู้ซื้อจากนานาประเทศ ลดต้นทุนการทำตลาด และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจในระดับสากลได้มากขึ้น

    ดังนั้น ประเทศไทยอาจจะพิจารณายกระดับอุตสาหกรรม MICE จาก “ธุรกิจจัดงาน” ไปสู่ “เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” โดยพัฒนางานแสดงสินค้าที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมศักยภาพของไทย เช่น การแพทย์ อาหาร ดิจิทัล และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ควบคู่กับการใช้จุดแข็งด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และ Soft Power เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรเร่งพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เน้นนวัตกรรม ความยั่งยืน และอัตลักษณ์ไทย พร้อมใช้ประโยชน์จากเวทีงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในการขยายตลาดและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจในระยะยาว

    ………………………………………………….

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว

    26 พฤษภาคม 2569

    แหล่งข้อมูล

    https://mp.weixin.qq.com/s/3L3n85Ur0heJs5YMixZlzQ?scene=1

    https://www.gz.gov.cn/zt/gzlfzgzld/gzgzlfz/content/post_10061452.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wp9s71d7tx8vsg2r8fug0qmb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15hF2LFFeaky1vmlMP05M4

  • ตรวจเข้มร้านจำหน่ายกัญชา ย่านสุขุมวิท คุมใช้ทางการแพทย์ ฟันฝ่าฝืน 3 กฎเหล็ก

    ตรวจเข้มร้านจำหน่ายกัญชา ย่านสุขุมวิท คุมใช้ทางการแพทย์ ฟันฝ่าฝืน 3 กฎเหล็ก

    “กรมการแพทย์” ตรวจเข้มร้านกัญชา ย่านสุขุมวิท เพิกถอนใบอนุญาตทั่วประเทศแล้ว 418ราย พักใช้ใบอนุญาต 2,149 ราย ฝ่าฝืน 3 กฎเหล็กใช้ทางการแพทย์

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ ผนึกกำลัง กทม.-ตำรวจ ลงพื้นที่ “ย่านสุขุมวิท” แหล่งท่องเที่ยวและย่านเศรษฐกิจสำคัญ สร้างความเข้าใจกฎกระทรวงฉบับใหม่ ยกระดับกัญชาสู่มาตรฐานทางการแพทย์

    กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เดินหน้าสร้างความเข้าใจกฎกระทรวงฉบับใหม่ ปี 2569 ยกระดับร้านจำหน่ายกัญชาสู่ “มาตรฐานการแพทย์” จับมือสำนักงานเขตวัฒนา สน.ทองหล่อ และ สน.ลุมพินี ลงพื้นที่จัดระเบียบร้านจำหน่ายกัญชาย่านสุขุมวิท พร้อมเปิดตัวระบบ “สติกเกอร์ 3 สี” เช็กชัวร์ร้านถูกกฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นด้านสุขภาพและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวประเทศไทย

    วันนี้ 27 พฤษภาคม 2569 นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มอบหมายให้นายแพทย์พีรชา คูเกษมกิจ ผู้อำนวยการกองกัญชาทางการแพทย์ นำคณะพนักงานเจ้าหน้าที่ ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล สน.ทองหล่อ และ สน.ลุมพินี ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบร้านจำหน่ายกัญชาพื้นที่ซอยสุขุมวิท 11 – 13 จำนวน 6 ร้าน การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามและกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างใกล้ชิด

    โดยภาครัฐยืนยันให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาด้านสุขภาพ การป้องกันไม่ให้มีการนำกัญชาไปใช้ในทางที่ผิด ควบคู่ไปกับการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และการให้บริการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

    นายแพทย์พีรชา คูเกษมกิจ ผู้อำนวยการกองกัญชาทางการแพทย์ เปิดเผยว่า จากการเข้มงวดกวดขันที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้ทำการตรวจสอบสถานประกอบการกัญชาทั่วประเทศไปแล้วกว่า 9,158 ร้าน เฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 2,175 ร้าน โดยมีผลการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด ดังนี้ พักใช้ใบอนุญาต 2,149 ราย เพิกถอนใบอนุญาต 418 ราย จับกุมดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืน 394 ราย ยึดอายัดของกลางมากกว่า 600 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 55 ล้านบาท

    สำหรับกฎกระทรวงควบคุมกัญชาเพื่อการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการดึง “กัญชา” กลับมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์อย่างจริงจัง ผ่าน 3 มาตรการหลัก ได้แก่ ยกระดับสู่มาตรฐานการแพทย์ ผู้ขออนุญาตรายใหม่ต้องเป็นสถานพยาบาล ร้านขายยา ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือหมอพื้นบ้านที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น

    สำหรับใบอนุญาตเดิมใช้ได้จนหมดอายุ แต่การต่ออายุต้องเป็นไปตามเกณฑ์ใหม่ ควบคุมมาตรฐานสถานประกอบการ ต้องมีระบบจัดการกลิ่นและควัน ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน และต้องมีผู้ผ่านการอบรมประจำร้านตลอดเวลาทำการ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด , นายอำเภอ, กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา สามารถตรวจค้น ยึด อายัด และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้รวดเร็วขึ้น โดยประชาชนสามารถร่วมเป็นหูเป็นตา

    โดยแจ้งเบาะแสร้านผิดกฎหมายผ่าน Line @traffyfondue เช็กพิกัดและใบอนุญาตผ่านระบบMC-GIS ผ่านเว็บไซต์ cannabis-gis.dtam.moph.go.th หรือ Super App “หมอพร้อม” เช็กได้ทั้งร้านค้าแปลงปลูก และวันหมดอายุ ปรึกษาสายด่วน ศูนย์ประสานงานกัญชาทางการแพทย์ โทร. 0 2257 7042 (วันและเวลาราชการ)

    นายแพทย์พีรชา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้จัดทำระบบสติกเกอร์สำหรับติดหน้า สถานประกอบการจำหน่ายกัญชา เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ทันที โดยแบ่งออกเป็น 3 สี ตามปีที่หมดอายุใบอนุญาต ดังนี้ สีแดง หมดอายุวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สีเหลือง หมดอายุวันที่ 31 ธันวาคม 2570 สีเขียว หมดอายุวันที่ 31 ธันวาคม 2571 บนสติกเกอร์จะระบุข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ชื่อร้าน, วันหมดอายุ และรหัสประจำสถานประกอบการ 8 หลัก ประกอบด้วยรหัสเขตสุขภาพ 2 หลักแรก, รหัสจังหวัด 2 หลักถัดมา และ เลขลำดับใบอนุญาต 4 หลักสุดท้าย โดยขณะนี้ได้ประสานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทั่วประเทศ ดำเนินการปูพรม ติดสติกเกอร์ให้กับร้านที่ได้รับอนุญาตถูกต้องแล้ว 

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการทุกแห่งปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด การลงพื้นที่ ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนจากภาครัฐในการ “ตัดวงจรการละเมิดกฎหมายกัญชา” เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและสวัสดิภาพของสังคมไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2935772&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2c9B32o1cOGdFEqysz-Azs

  • สงครามจะร้อนแค่ไหน พลังงานและเศรษฐกิจไทยต้องไม่สะดุด เจาะแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติรับมือวิกฤต

    สงครามจะร้อนแค่ไหน พลังงานและเศรษฐกิจไทยต้องไม่สะดุด เจาะแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติรับมือวิกฤต

    สงครามจะร้อนแค่ไหน พลังงานและเศรษฐกิจไทยต้องไม่สะดุด เจาะแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติรับมือวิกฤต

    วิกฤตสงครามที่ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น พร้อมๆ กับที่ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อนในช่วงที่ผ่านมา ปตท. ในฐานะ 1 ใน 5 Shipper (ผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ) ของประเทศ พร้อมเป็นกลไกสำคัญของภาครัฐ ดูแลความมั่นคงทางพลังงาน เร่งปรับแผนจัดหาก๊าซธรรมชาติ นำเข้า Spot LNG ตามที่ได้รับมอบหมาย พร้อมประสานเพิ่มกำลังผลิตอ่าวไทย เพื่อคนไทยมีไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มใช้เพียงพอ และภาคการผลิตของประเทศไม่สะดุด

    ช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติของคนไทยพุ่งสูงปรี๊ด แต่ในขณะเดียวกัน โลกเราก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง จนทำให้ผู้ผลิต LNG รายใหญ่อย่างกาตาร์ ไม่สามารถจัดส่งก๊าซได้ตามสัญญา คำถามที่หลายคนสงสัยคือ แล้วแบบนี้ไฟจะดับไหม? พลังงานจะพอใช้หรือเปล่า?

    บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ในฐานะองค์กรพลังงานของชาติ จึงต้องงัดมาตรการเชิงรุกออกมาสู้กับวิกฤตนี้ ภายใต้หลักการ “มั่นคง โปร่งใส เพื่อประเทศไทย”

    แก้เกมวิกฤต ดึงก๊าซอ่าวไทย-นำเข้า Spot LNG

    เมื่อก๊าซจากตะวันออกกลางสะดุด ปตท. จึงแก้เกมด้วยการประสานผู้ผลิต เพิ่มกำลังการผลิต ดึงก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมกับเจรจาประเทศเพื่อนบ้านเลื่อนแผนซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซบนพื้นที่ทับซ้อนออกไปก่อน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้มากกว่าปกติ

    นอกจากนี้ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานภาครัฐยังได้มอบหมายให้ ปตท. จัดหา LNG แบบรายเที่ยวเรือ หรือที่เรียกว่า “Spot LNG” จำนวน 2 เที่ยวเรือ จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางเข้ามาทดแทน โดยการจัดหาแบบ Spot LNG นี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากภาครัฐทุกครั้ง และมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสผ่านเว็บไซต์ของ ปตท. ทำให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะมีไฟฟ้าใช้อย่างไม่ขาดแคลน

    อย่าเอาไม้สักไปทำฟืน! ทำไมต้องผ่าน “โรงแยกก๊าซฯ”

    ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยไม่ได้มีดีแค่เอาไปเผาทำไฟฟ้า ปตท. เปรียบเปรยว่า การส่งก๊าซจากอ่าวไทยไปเผาทำไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอา “ไม้สักไปทำฟืน”

    ดังนั้น เราจึงต้องใช้ประโยชน์ให้ได้อย่างคุ้มค่า ด้วยการนำเข้าไปผ่านกระบวนการแยกก๊าซใน “โรงแยกก๊าซธรรมชาติ” เพื่อคัดแยกสารประกอบที่มีมูลค่าออกมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น:

    • ก๊าซมีเทน: นำไปผลิตไฟฟ้า ให้ความร้อนในโรงงาน เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (NGV) และทำปุ๋ยเคมี
    • ก๊าซอีเทน: นำไปผลิตพลาสติก เช่น ถุงพลาสติก หลอดยาสีฟัน
    • ก๊าซโพรเพน และ บิวเทน: นำไปผลิตเป็นก๊าซหุงต้ม (LPG) และส่วนประกอบอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

    กระบวนการนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิด Bypass Gas หรือการปล่อยก๊าซธรรมชาติผ่านไปให้ผู้ใช้ปลายทางโดยไม่ได้แยกสารที่มีมูลค่าออก ซึ่งถือเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมาก และในช่วงวิกฤตนี้ ปตท. ได้เลื่อนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 ออกไป เพื่อเดินเครื่องเต็มกำลัง ผลิตก๊าซ LPG ป้อนให้คนไทยได้อย่างพอเพียง

    ส่องสถิติ ยุคสงคราม ใครใช้ก๊าซธรรมชาติเท่าไร?

    ข้อมูลการจัดสรรก๊าซธรรมชาติในช่วงสถานการณ์สงคราม (มี.ค. – เม.ย. 2569) เทียบกับสถานการณ์ปกติ (ปี 2568) ชี้ให้เห็นว่ามีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนเพื่อรองรับความต้องการที่จำเป็นสูงสุด

    • ภาคการผลิตไฟฟ้า: ปรับเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ปกติที่ 61% เป็น 64%
    • ภาคอุตสาหกรรม: ลดลงจาก 17% เหลือ 15%
    • ภาคปิโตรเคมี: ลดลงเล็กน้อยจาก 14% เหลือ 13%
    • ภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน (LPG): รักษาระดับคงที่ 6%
    • ภาคการขนส่ง (รถ NGV): รักษาระดับคงที่ 2%

    จากตัวเลขนี้จะเห็นว่า การบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติของประเทศ เทน้ำหนักไปที่การผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อให้รอดพ้นช่วงหน้าร้อนไปได้ พร้อมกับเตรียมความพร้อมสถานีบริการ NGV เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น และรักษาระดับการผลิต LPG เพื่อใช้ในประเทศ รวมถึงจัดส่งวัตถุดิบปิโตรเคมีเพื่อหล่อเลี้ยงระบบการผลิตของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2935610&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w4fzQYBFQau2WACREBNX8

  • รัฐบาลเร่งปลุกเศรษฐกิจ แต่ภาคอสังหาฯ ยัง“โคม่า-ขาดออกซิเจน”

    รัฐบาลเร่งปลุกเศรษฐกิจ แต่ภาคอสังหาฯ ยัง“โคม่า-ขาดออกซิเจน”

    รัฐบาลเร่งปลุกเศรษฐกิจ แต่ภาคอสังหาฯ ยัง“โคม่า-ขาดออกซิเจน”

    รัฐบาลเร่งปลุกเศรษฐกิจ แต่ภาคอสังหาฯ ยัง“โคม่า-ขาดออกซิเจน”

    *** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,204 ระหว่างวันที่ 28-30 พ.ค.2569 โดย…กาแฟขม

    *** อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะเยือนฝรั่งเศส เจรจาการค้าการลงทุน ความร่วมมือในหลากหลายมิติ ขอแรงสนับสนุนจากฝรั่งเศสหัวเรือใหญ่สหภาพยุโรป(อียู) ในการผลักดันขับเคลื่อนเขตการค้าเสรีไทย-อียูให้ปิดจบให้ได้โดยเร็ววัน ตลาดอียูเป็นตลาดใหญ่ ถ้าปิดดีลข้อตกลงกันได้ การค้าๆขายๆก็คงคล่องตัวขึ้น แต่ต้องไม่ลืมอียูมาตรฐานสูง ตั้งการ์ดตึงเปรี๊ยะ ฝ่ายไทย ก็ต้องละเมียดกันหน่อยในการรักษาตลาดนี้และโอกาสขยายตลาดเพิ่ม

    *** ในประเทศห้วงนี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ประกาศให้ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส รัฐ 60 ประชาชน 40 และเพิ่มเงินเข้าไปให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน ช่วงนี้ดูวุ่นๆ หน่อยกับการลงทะเบียน โดยเฉพาะผู้สูงอายุในต่างจังหวัดหัวเมือง ที่ไม่มีมือถือสมาร์ทโฟนไปเข้าแถวต่อคิวยาวที่ธนาคารกรุงไทยในต่างจังหวัด ภาพที่เห็นเข้าคิวต่อแถวยาวๆ จริงๆ และต้องตื่นลากสังขารกันมาตั้งแต่ ตี 4-5 เช้ามืด ก่อนธนาคารเปิด เหมือนเข้าแถวรอเติมนํ้ามันช่วงเดือนก่อน ถ้ามีการจัดระบบโมบายยูนิตธนาคารร่วมกับฝ่ายปกครองที่มีข้อมูลอยู่แล้ว วิ่งลงไปหาชาวบ้านตามชุมชนต่างๆ ก็คงจะดีไม่น้อย

    *** เป็นความพยายามของรัฐบาลนี้ในการฟื้นเศรษฐกิจ กระตุกกระตุ้นกำลังซื้อ ผ่านระบบโค-เปย์ร่วมจ่ายให้เศรษฐกิจรื่นไหล มีการจับจ่ายใช้สอยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนสะพัดไปหลายๆ มือ ที่อาจถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะให้ร่วมจ่ายได้อย่างไร ในเมื่อเงินไม่มี โดนค่านํ้ามันไป 30-40 % ขณะที่รายได้ยังคงเดิม แถมหนี้บานตะไท แล้วจะลากกระเตงกันไปอย่างไร อีกด้านก็เอาน่าให้ใช้จ่าย พอกล้อมแกล้มกันไปก่อน รัฐบาลมีแผนเดียวซะเมื่อไหร่

    *** ว่าก็ว่าเรื่องเศรษฐกิจ ฐานรากสำคัญไม่น้อยอยู่ที่ ภาคอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้าง เป็นกระดูกสันหลังที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานนับร้อยชีวิต คาบนี้เป็นยักษ์ใหญ่ที่กำลังหมดแรง ที่ต้องใช้ยาให้ถูกตัว ค่าธรรมเนียมการโอนไม่ได้ตอบโจทย์ไปเสียทุกเรื่อง ไปดูหน้างานที่เกิดวิกฤตแรงงานขาดแคลน แรงงานฝีมือชาวไทยพากันหนีไปขุดทองต่างแดน ทิ้งให้ไซต์งานไทยต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว ที่ข้ามแดนมาแบบลักลอบจนเกิดขบวนการกินหัวคิวกันเป็นทอดๆ ไซต์งานก่อสร้างไทยวันนี้ไม่ต่างจาก “เตียงผู้ป่วย” ที่ขาดออกซิเจน งานดีเลย์กันวินาศสันตะโร 

    *** ตามมาด้วยบาดแผล “นอมินีผู้รับเหมาต่างชาติในโครงการ PPP” รัฐบาลเปิดกว้างให้เกิดการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ในเมกะโปรเจกต์ แต่ทุนต่างชาติสอดแทรกเข้ามาในคราบ “ผู้รับเหมานอมินี” โดยอาศัยการซุกหุ้นและตั้งบริษัทบังหน้า เข้ามาซับงานต่อ บางกลุ่ม “มือไม่ถึง” บินมาตีตั๋วคว้างานเป็นพันล้าน ถึงเวลาลงมือทำจริงกลับ “ทิ้งงาน-ดึงเชง-กดราคารับเหมาช่วง” ปล่อยให้ผู้รับเหมาช่วงชาวไทย รับกรรมกลายเป็นผู้แบกรับหนี้สินจนเจ๊งระนาว กลายเป็นต่างชาติรุกคืบอธิปไตยทางเศรษฐกิจ ผ่านเม็ดเงินโครงสร้างพื้นฐานกันชื่นมื่นยังไงก็เมียงมองมุมนี้หน่อยท่าน

    *** อีกประการเรื่องของผู้รับเหมา ที่อาจจะดีพอหรือไม่ ไม่ทราบ เมื่อกลางเดือน พ.ค. ทาง ครม.เพิ่งพยักหน้าอนุมัติมาตรการผ่อนผันเกณฑ์ค่า K ชั่วคราว ลดกรอบแบกรับภาระส่วนต่างของผู้รับเหมาจาก 4% เหลือ 2% เพื่อลดแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานโลก แต่ต้องมองให้ลึกลงไปอีกนิด ลดภาระค่า K ลงมาแล้ว ต้องอย่าให้เม็ดเงินจ่ายผู้นับเหมาค้างท่อด้วย ผู้รับเหมาเขาโอดครวญ มาตรการน่ะดี แต่ “เงินมาช้าจัง” ระบบราชการไทยใช้เวลาตรวจสอบและอนุมัติจ่ายเงินชดเชยค่า K ยาวนานข้ามปี กว่าเม็ดเงินจะไหลผ่านขั้นตอนที่อืดอาดยืดยาดมาถึงหน้างาน ผู้รับเหมากลางและเล็ก ก็ “ขาดใจตาย” คาไซต์งานไปเรียบร้อย การผ่อนเกณฑ์เหมือนให้ยาพารากับคนเป็นมะเร็ง หรือเปล่า ไม่รู้นะ 

    *** ส่องกล้องมองเกมอสังหาฯ อิงข้อมูลคาดการณ์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย และ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ (REIC) เขาหน่อย ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2569 นี่ตํ่าสุดแล้ว ตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลาง-ล่าง ถูกแช่แข็งด้วยยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) สูงถึง 60-70% จากสถาบันการเงินที่ตั้งการ์ดสูง จึงอาจเห็นสัญญาณ การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 โดยเซ็กเมนต์ที่จะฟื้นก่อน ไม่ใช่บ้านจัดสรรทั่วไป แต่เป็นอสังหาฯ นิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มคลังสินค้า (Logistics) ที่ได้อานิสงส์จากการย้ายฐานทุนภูมิรัฐศาสตร์โลก รวมถึงคอนโดมิเนียมในเมืองท่องเที่ยว ส่วนตลาดรับเหมาก่อสร้างภาคเอกชนจะยังคงทรงตัวยาวไปจนกว่าสต็อกเก่า (Inventory) จะถูกระบายออกจนหมด 

                           รัฐบาลเร่งปลุกเศรษฐกิจ แต่ภาคอสังหาฯ ยัง“โคม่า-ขาดออกซิเจน”

    *** ถ้ารัฐบาลจะขยับในภาคนี้ ก็ลองหาทางเติมสภาพคล่อง ให้ผู้รับเหมาในระบบทันที หาทางจัดการนอมินีรับเหมาก่อสร้างต่างชาติ หรือจะเข้ามาก็ต้องถูกต้องตามระบบการเข้าลงทุน อนุญาตให้คนระดับไหนเข้ามาทำงานได้ในสัดส่วนเท่าไร วางแนวทางปฏิรูประบบนำเข้าแรงงานถูกกฎหมายแบบ One-Stop Service ขจัดการกินหัวคิวเปิดทางให้ผู้รับเหมาไทยนำเข้าแรงงานต่างด้าวฝีมือดีได้อย่างรวดเร็วและต้นทุนตํ่าที่สุด แก้ปัญหางานดีเลย์เชิงโครงสร้างให้สัมฤทธิ์ผลโดยพลัน… 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/660076&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2c1IKnHfk8wL_gvFaenEOw

  • ตอนเช้า “ห้ามล้างหน้าแบบนี้” กูรูเตือน 3 พฤติกรรมยอดฮิต กับดักพังไมโครไบโอม!

    ตอนเช้า “ห้ามล้างหน้าแบบนี้” กูรูเตือน 3 พฤติกรรมยอดฮิต กับดักพังไมโครไบโอม!

     หยุดทำด่วน! สิ่งที่ห้ามทำกับผิวหน้าในตอนเช้า ผู้เชี่ยวชาญเตือน ขยันผิดวิธีทำเกราะผิวพัง-สิวบุกโดยไม่รู้ตัว

    ผิวหน้าไม่ใช่พื้นบ้าน! เลิกคลั่งสะอาดในตอนเช้า

    คุณคิดว่าการล้างหน้าอย่างหมดจดในตอนเช้าคือจุดเริ่มต้นของผิวโกลว์สุขภาพดีใช่ไหม? แต่ในความเป็นจริง ดร.ปิออตร์ โนวาชิก (Dr. Piotr Nowaczyk) นักจุลชีววิทยา ได้ออกมาเตือนถึงพฤติกรรมยอดฮิตที่คนส่วนใหญ่ทำพลาด เพราะมันกำลังเข้ามาทำลาย “ไมโครไบโอม” (Microbiome) หรือระบบนิเวศแบคทีเรียดีบนผิวหน้า ซึ่งเป็นปราการด่านแรกที่ปกป้องผิวจากสิ่งสกปรกและสารเคมี จนทำให้หน้าแห้งกร้าน ระคายเคือง และสิวขึ้นง่ายกว่าเดิม

    ดร.โนวาชิก เน้นย้ำว่า การล้างหน้าวันละ 1-2 ครั้งนั้นเพียงพอแล้ว การใช้สารทำความสะอาดที่รุนแรงหรือน้ำที่ร้อนเกินไปบ่อยๆ จะเข้าไปลอกน้ำมันธรรมชาติและทำลายเกราะป้องกันผิวโดยตรง

    เช้า-เย็น ล้างไม่เหมือนกัน: สูตรลับที่หลายคนไม่รู้

    ตามหลักจุลชีววิทยา ผิวหน้าในแต่ละช่วงเวลาต้องการการดูแลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

    • ตอนเย็น: จำเป็นต้องล้างทำความสะอาดอย่างล้ำลึก เพื่อขจัดคราบเครื่องสำอาง ครีมกันแดด ฝุ่นควัน และมลภาวะที่สะสมมาตลอดทั้งวัน

    • ตอนเช้า: หลังจากนอนหลับมาทั้งคืน ผิวไม่ได้เผชิญกับมลภาวะหนักหนาขนาดนั้น ดังนั้น แค่ล้างด้วยน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นสลับเย็นก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้โฟมล้างหน้าสูตรขจัดความมันเลยด้วยซ้ำ

    เช็กด่วน! 3 พฤติกรรมทำร้ายผิวหน้าตอนเช้าที่ต้องหยุดทันที

     1. เอามะนาวหรือสบู่ล้างมือมาล้างหน้า

    สบู่ล้างมือถูกออกแบบมาสำหรับผิวบริเวณมือที่มีความทนทานสูง จึงมีส่วนผสมของสารซักฟอก (Detergents) เข้มข้น หากนำมาใช้กับผิวหน้าที่บอบบาง จะทำให้ผิวแห้งขอด เกิดภาวะผิวเสียสมดุล (Dysbiosis) และส่งผลให้แบคทีเรียก่อโรคเติบโตได้ง่ายขึ้น

     2. ใช้น้ำอุ่นจัดหรือน้ำร้อนล้างหน้า

    น้ำที่ร้อนเกินไปจะชะล้างน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวออกไปจนหมด ทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัวจนแตกง่าย และกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันออกมาทดแทนมากกว่าเดิม ส่งผลให้หน้ามันเยิ้มระหว่างวัน

     3. ใช้เช็ดหน้าแรงๆ ด้วยผ้าเช็ดตัวผืนหนา

    แทนที่จะใช้ผ้าขนหนูซับและถูหน้าแรงๆ ซึ่งเป็นการรบกวนผิวและทำให้ผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย เปลี่ยนเป็นใช้วิธี “ซับเบาๆ” ด้วยกระดาษทิชชูสำหรับเช็ดหน้า หรือผ้าสะอาดเนื้อนุ่มก็พอ

    บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ

    ผิวหนังคือระบบนิเวศที่มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอาศัยอยู่ ไม่ใช่พื้นผิววัตถุที่ต้องขัดถูให้ขาวสะอาดวิ้ง การลดการใช้สารเคมีที่รุนแรง หันมาใส่ใจความอ่อนโยน และเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวและเพศ (เนื่องจากสภาพผิวชายและหญิงมีความหนาและชั้นน้ำมันต่างกัน) คือหนทางที่ง่ายที่สุดในการรักษาผิวให้แข็งแรงและดูอ่อนเยาว์ไปได้นานๆ

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9891134/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PhHqeS6vjWXhF2J6E2J_Y

  • ปปส.ภ.2 ผนึกกำลังหน่วยงานภาคี เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ในพื้นที่เมืองพัทยา

    ปปส.ภ.2 ผนึกกำลังหน่วยงานภาคี เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ในพื้นที่เมืองพัทยา

    ปปส.ภ.2 ผนึกกำลังหน่วยงานภาคี เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ในพื้นที่พัทยา จับกุมผู้ต้องหาชาวจีน – ชาวไทย พร้อมยึดไอซ์ ยาอี และ “พอตเค” รวมถึงทรัพย์สินเกี่ยวเนื่อง มูลค่ารวมเกือบ 8 แสนบาท

    (25 พฤษภาคม 2569) สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม เดินหน้าปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติที่แฝงตัวในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ โดยนายสราวุธ ภักดี ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส. ภาค 2 มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ส่วนบังคับใช้กฎหมาย (บก.) บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ปส. (กก.1 บก.ปส.2 พัทยา), สภ.หนองปรือ, สภ.ห้วยใหญ่, ตำรวจท่องเที่ยว และทัพเรือภาคที่ 1 เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายเครือข่ายยาเสพติด 2 จุด ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
    ผลการปฏิบัติการ มีดังนี้

    พื้นที่ ต.หนองปรือ
    เจ้าหน้าที่นำหมายค้นศาลจังหวัดพัทยาเข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ม.10 ต.หนองปรือ โดยพบ หญิงไทย แสดงตัวเป็นเจ้าบ้าน จากการตรวจค้นโดยละเอียด ไม่พบยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย

    พื้นที่ ต.ห้วยใหญ่
    เจ้าหน้าที่นำหมายค้นศาลจังหวัดพัทยาเข้าตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ ม.3 ต.ห้วยใหญ่ ก่อนจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนและชาวไทย พร้อมของกลางจำนวนมาก โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1. จับกุม ชายและหญิง สัญชาติจีน ในข้อหา “มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี” ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560
    2. จับกุม ผู้ชาย สัญชาติจีน และ ผู้หญิงชาวไทย พร้อมของกลางไอซ์ 11.44 กรัม ยาอี 12 เม็ด และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 หรือ “พอตเค” (เอโทมิเดต) พร้อมแจ้งข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย, ร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 ไว้ในครอบครอง, ช่วยซ่อนเร้นหรือรับไว้ซึ่งของหนีภาษี ตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ และเสพยาเสพติดให้โทษโดยผิดกฎหมาย

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน 10 รายการ มูลค่ารวมประมาณ 800,000 บาท ประกอบด้วย รถยนต์ จำนวน 1 คัน, กระเป๋าแบรนด์เนม Louis Vuitton และ Gucci จำนวน 2 ใบ, อุปกรณ์ดำน้ำจำนวน 1 ชุด, โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต รวม 4 เครื่อง ได้แก่ iPhone 17 Pro, iPhone 17, iPhone 14 Pro Max และ iPad Air รวมถึงสมุดบัญชีธนาคารอีก 2 เล่ม

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ บก.ปส.2 พัทยา และ ปปส.ภ.2 จะเร่งสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงินและบุคคลที่เกี่ยวข้องในเครือข่าย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

    ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดและกลุ่มทุนจีนสีเทาอย่างจริงจัง รวมถึงข้อสั่งการของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ที่กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการกำลังร่วมกันสกัดกั้นยาเสพติดรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะ “พอตเค” และกวาดล้างอาชญากรรมที่กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ

    Superball th 


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72645&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UiioQWYA9dL9LHDdt1zLU