Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เซ็ตซีโร่แท็กซี่สมุย! ห้ามตั้งก๊วนคิวเถื่อนยึดถนน-ฝ่าฝืนเพิกถอนป้ายทะเบียนทันที

    เซ็ตซีโร่แท็กซี่สมุย! ห้ามตั้งก๊วนคิวเถื่อนยึดถนน-ฝ่าฝืนเพิกถอนป้ายทะเบียนทันที

    เซ็ตซีโร่แท็กซี่สมุย! ห้ามตั้งก๊วนคิวเถื่อนยึดถนน-ฝ่าฝืนเพิกถอนป้ายทะเบียนทันที

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

    เซ็ตซีโร่แท็กซี่สมุย! ผนึกกำลังจัดระเบียบครั้งใหญ่ ห้ามตั้งก๊วนคิวเถื่อนยึดถนน ฝ่าฝืนโดนเพิกถอนป้ายทะเบียนทันที นายอำเภอย้ำไม่ยอมให้พังเพราะกลุ่มผลประโยชน์-ทำนักท่องเที่ยวหดหาย

    วันที่ 28 พ.ค. 69 จากปัญหาได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับกลุ่มอิทธิพลรถโดยสารสาธารณะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ล่าสุด นายอมร ชุมช่วย นายอำเภอเกาะสมุย พร้อมด้วยฝ่ายปกครองอำเภอเกาะสมุย ได้ทำการสนธิกำลังและบูรณาการร่วมกับ หัวหน้าสำนักงานขนส่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรบ่อผุด (สภ.บ่อผุด), ตำรวจท่องเที่ยวเกาะสมุย และเจ้าหน้าที่เทศกิจเทศบาลนครเกาะสมุย ร่วมกันปล่อยแถวเจ้าหน้าที่พนักงานออกตรวจพื้นที่ปูพรมกวดขันจับกุมรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) ที่กระทำผิดกฎหมาย พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการจัดระเบียบคมนาคมครั้งใหญ่บนเกาะสมุย

    สำหรับการลงพื้นที่แบบตาข่ายฟ้าในครั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อแก้ไขปัญหาการผูกขาดกลุ่มคิวรถแท็กซี่ ซึ่งจากฐานข้อมูลและข้อร้องเรียนที่ผ่านมาพบพฤติกรรมของกลุ่มคนขับบางราย เข้ามาจับจองพื้นที่ ขีดเส้นทำวินเถื่อน และตั้งรัศมีกลุ่มผลประโยชน์มิชอบในพื้นที่สาธารณะ พร้อมทั้งแสดงพฤติกรรมข่มขู่ กีดกัน ไม่ยอมให้รถแท็กซี่หรือรถโดยสารคันอื่น ๆ ที่แม้จะจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแต่ไม่ได้สังกัดกลุ่มหรือคิวของตน เข้ามาวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารในบริเวณดังกล่าว ซึ่งการกระทำลักษณะกลุ่มอิทธิพลนี้ถือเป็นการละเมิดและผิดกฎหมายอย่างชัดเจน

    นายอมร ชุมช่วย นายอำเภอเกาะสมุย เปิดเผยว่า หากทุกฝ่ายปล่อยให้ปัญหาการตั้งคิวผูกขาดและข่มขู่กันเองนี้เรื้อรังต่อไป โดยไม่มีการร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง เกาะสมุยจะประสบภาวะย่ำแย่ทางด้านการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับปัญหาแท็กซี่เจ้าถิ่นที่เคยเกิดขึ้นและทำลายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่อื่นมาแล้ว ซึ่งวิกฤตนี้จะส่งผลให้นักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่น หดหายไปจากพื้นที่ และสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในที่สุด

    นับจากนี้ มาตรการบังคับใช้กฎหมายและแนวทางจัดระเบียบใหม่ จะตั้งเป้าหมายกวาดล้างและสลายระบบคิวรถแท็กซี่ที่ยึดครองพื้นที่สาธารณะทั้งหมด โดยบนเกาะสมุยจะไม่มีระบบวินหรือระบบคิวปิดกั้นพื้นที่กีดกันผู้อื่นอีกต่อไป รถยนต์รับจ้างสาธารณะทุกคันที่จดทะเบียนถูกต้องตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก จะมีสิทธิ์วิ่งทำมาหากินและรับ-ส่งผู้โดยสารได้ทุกพื้นที่บนเกาะสมุยอย่างเท่าเทียม 100% ไม่มีใครหรือกลุ่มใดมีสิทธิ์มาอ้างตัวเป็นเจ้าของพื้นที่สาธารณะได้อีก

    นอกจากนี้ ทางอำเภอได้เน้นย้ำและประชาสัมพันธ์ให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด 4 ข้อหลัก ประกอบด้วย 1.การแต่งกาย: ต้องสวมใส่ชุดเครื่องแบบที่สุภาพเรียบร้อยตามที่กฎหมายกำหนด 2.การคิดค่าโดยสาร: บังคับให้เปิดมาตรวัดมิเตอร์ทุกครั้งที่รับผู้โดยสาร ห้ามปฏิเสธการเปิดมิเตอร์ 3.พฤติกรรมการจอด: ห้ามจอดรถแช่เพื่อรอเรียกราคาเหมาจ่ายอันเป็นการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว และ 4.ความปลอดภัยทางถนน: ให้หยุดจอดรับ-ส่งผู้โดยสารในจุดที่ปลอดภัยและไม่กีดขวางเส้นทางจราจร

    ทางด้าน นายวิชัย ลิ้มภูวนนท์ หัวหน้าสำนักงานขนส่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย กล่าวสำทับว่า ทางขนส่งฯ พร้อมบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดและเฉียบขาดที่สุด หากหลังจากวันนี้ยังตรวจพบผู้ขับขี่รถสาธารณะรายใดที่ยังคงดื้อแพ่งฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามระเบียบคมนาคม หรือมีพฤติกรรมอันธพาลข่มขู่กีดกันผู้ขับขี่รายอื่น เจ้าหน้าที่จะดำเนินการลงโทษปรับสถานหนักตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก

    และหากพบความผิดซ้ำซากหรือพฤติกรรมเข้าข่ายผู้มีอิทธิพล จะดำเนินมาตรการขั้นสูงสุดทันที ตั้งแต่การสั่งพักใช้และยึดใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ไปจนถึงขั้น “เพิกถอนป้ายทะเบียนรถ” ทันที เพื่อไม่ให้สิทธิ์นำรถมาวิ่งบริการได้อีก โดยจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและไม่มีการละเว้นโทษให้แก่ผู้ใดทั้งสิ้น เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนเกาะสมุย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/967441&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14o2rKLXIOPU-6Q_OW2nbm

  • กรมโยธาฯ แจงยิบ! ปม “ศูนย์รวมท่องเที่ยวอ่าวพังงา” ล่าช้า กางแผนบี้ผู้รับเหมา ลั่นต้องเสร็จปี 2569

    กรมโยธาฯ แจงยิบ! ปม “ศูนย์รวมท่องเที่ยวอ่าวพังงา” ล่าช้า กางแผนบี้ผู้รับเหมา ลั่นต้องเสร็จปี 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/government-administration/150603&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3swX3PFIR4oVXHLdL0IkFn

  • ชิงไห่จัดกิจกรรมท่องเที่ยวธีม ‘แม่น้ำเหลือง’ รับวันท่องเที่ยวจีน

    ชิงไห่จัดกิจกรรมท่องเที่ยวธีม ‘แม่น้ำเหลือง’ รับวันท่องเที่ยวจีน

    ซีหนิง, 27 พ.ค. (ซินหัว) — กิจกรรมท่องเที่ยวในธีม “แม่น้ำเหลืองอันบริสุทธิ์” (Pure Yellow River) ได้เปิดฉากขึ้นที่อุทยานธรณีโลกแห่งยูเนสโก (UNESCO) ข่านปู้ลาในมณฑลชิงไห่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมฉลองวันท่องเที่ยวจีนประจำปี 2026 โดยมีคาราวานขับรถท่องเที่ยวด้วยตัวเองจาก 9 มณฑลตลอดลุ่มแม่น้ำเหลือง ผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และนักท่องเที่ยว มารวมตัวกันเพื่อสัมผัสความงดงามทางระบบนิเวศและวัฒนธรรมอันหลากหลายของพื้นที่แห่งนี้

    อุทยานธรณีโลกข่านปู้ลาครอบคลุมพื้นที่ 3,149 ตารางกิโลเมตร และมีแหล่งมรดกทางธรณีวิทยาที่โดดเด่นถึง 176 แห่ง ควบคู่ไปกับป่าดึกดำบรรพ์ม่ายซิ่ว (Maixiu virgin forest) นอกจากนี้ยังมักพบเห็นสัตว์ป่าหายาก เช่น เสือดาวหิมะและมิงค์ในพื้นที่แห่งนี้ด้วย โดยเมื่อเดือนเมษายน 2025 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้ข่านปู้ลาเป็นหนึ่งในเครือข่ายอุทยานธรณีโลกอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ข่านปู้ลากลายเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งที่สองของมณฑลชิงไห่

    ภายในงานมีการจัดแสดงวิดีโอประชาสัมพันธ์ที่ถ่ายทอดทัศนียภาพอันงดงามตระการตาตลอดลุ่มน้ำเหลืองในมณฑลชิงไห่ ซึ่งรวมถึงภูเขาหิมะ ภูมิลักษณ์ตานเสีย หุบเขา และทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ และเพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความงามเหล่านี้อย่างเต็มที่ จึงมีการเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวแบบบูติก ที่เชื่อมโยงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเข้าด้วยกัน อาทิ ต้นกำเนิดของแม่น้ำเหลือง ภูมิลักษณ์ตานเสียแห่งข่านปู้ลา หุบเขาหลงหยาง และหุบเขาเหอหวง

    นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวแพ็กเกจโปรโมชันท่องเที่ยวเนื่องในวันท่องเที่ยวแห่งชาติจีนประจำปี 2026 โดยข้อเสนอสุดพิเศษเหล่านี้รวมถึงส่วนลดค่าเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ทั่วทั้งมณฑล คูปองส่วนลดเพื่อการอุปโภคบริโภคด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ส่วนลดค่าที่พักและโฮมสเตย์ รวมถึงราคาพิเศษสำหรับบัตรเข้าชมการแสดงต่าง ๆ

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดตลาดนัดท้องถิ่นที่รวบรวมผลิตภัณฑ์มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และสินค้าเกษตรแปรรูปชนิดพิเศษที่หลากหลายและน่าตื่นตาตื่นใจ โดยสินค้าดั้งเดิมอย่าง  “โยเกิร์ตนมจามรี” ได้กลายเป็นสินค้ายอดนิยมที่นักท่องเที่ยวเลือกซื้อเนื่องจากอุทยานธรณีโลกแห่งยูเนสโก ข่านปู้ลา เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากขึ้น

    ชาวบ้านรายหนึ่งที่มาร่วมออกร้านในงานกล่าวว่า การจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองดั้งเดิมเหล่านี้ช่วยสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนเป็นจำนวนมาก และการพัฒนาการท่องเที่ยวก็มีส่วนช่วยให้เอกลักษณ์ของหมู่บ้านทิเบต ข้ามผ่านขุนเขาที่โอบล้อมและขยายไปสู่โลกภายนอกได้อย่างสำเร็จ 

    (แฟ้มภาพซินหัว : ท่าเรือในอุทยานธรณีโลกแห่งยูเนสโก ข่านปู้ลา)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3941849/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xBV8VhC3PaxSNAxscpppi

  • “บริโภค-ลงทุนเอกชน ท่องเที่ยว” ยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจภูมิภาค เม.ย.ขยายตัวดี : อินโฟเควสท์

    “บริโภค-ลงทุนเอกชน ท่องเที่ยว” ยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจภูมิภาค เม.ย.ขยายตัวดี : อินโฟเควสท์

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคเดือนเม.ย.69 มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคใต้ ตะวันออก และภาคตะวันตก ขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ในภาคตะวันตก และ กทม. และปริมณฑล

    • เศรษฐกิจภาคใต้

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวได้ดี

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 10.6% 31.9% 12.2% และ 1.8% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 12.6% และ 19.9% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 75.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 77.9

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -2.7% และ -5.0% ต่อปี ตามลำดับ

    • เศรษฐกิจภาคตะวันออก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี และการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 31.3% 9.1% 4.5% และ 1.0% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 38.9% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -11.6% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 10.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 89.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 91.6

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 1.0% ต่อปี รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -6.2% ต่อปี

    • เศรษฐกิจภาคตะวันตก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ดี การบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 15.2% 9.3% และ 3.2% ต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -7.6% ต่อปี

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -0.9% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 19.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -38.4% ต่อปี

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 95.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.2

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 1.4% และ 1.0% ต่อปี ตามลำดับ

    • เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ดี

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 11.8% และ 1.9% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -2.3% และ -7.1% ต่อปี

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -20.5% และ -10.9% ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 8.0% และ 13.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 63.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 65.7

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัวที่ 1.9% ต่อปี ขณะที่จำนวนผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -0.4% ต่อปี

    • เศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค การบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 5.5% 5.9% และ 5.5% ต่อปี ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -4.5% ต่อปี

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -8.1% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 1.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -36.6% ต่อปี

    เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 95.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.2

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 1.8% และ 0.6% ต่อปี

    • เศรษฐกิจภาคเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 4.6% และ 1.6% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -7.0% และ -4.3% ต่อปี

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -17.0% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 33.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -25.2% ต่อปี

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 89.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 91.7

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัวที่ -0.2% และ -0.2% ต่อปี

    • เศรษฐกิจภาคกลาง

    มีปัจจัยสนับสนุนจากภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทน และการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 23.6% และ 1.4% ต่อปี ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -4.6% และ -3.0% ต่อปี

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 15.5% และ 0.8% ต่อปี

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 95.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.2

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.9% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 5.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.5% ต่อปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/596886&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2erhbAeiFveWEQPL7pwiib

  • ยโสธรเปิดฟาร์มสเตย์เฟส 2 ดันท่องเที่ยวเชิงเกษตร ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    ยโสธรเปิดฟาร์มสเตย์เฟส 2 ดันท่องเที่ยวเชิงเกษตร ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/150594&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pApogvTo_TffREueiZmEz

  • คลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในปท. ยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจไทย เม.ย. จับตาความไม่แน่นอนตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    คลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในปท. ยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจไทย เม.ย. จับตาความไม่แน่นอนตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนเม.ย.69 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนเม.ย.69 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว

    ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาท ราคาน้ำมัน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้า และเศรษฐกิจไทย

    • เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน

    มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนเม.ย.69 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 8.8% และ 3.7% ตามลำดับ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนเม.ย.69 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.6 โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน รวมถึงราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค

    อย่างไรก็ดี ประชาชนมีความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่วนรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.4%

    • เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน

    มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนเม.ย.69 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 27.9% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนเม.ย.69 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -11.3% สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ ในเดือนเม.ย.69 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -0.2%

    • มูลค่าการส่งออกสินค้า ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนเม.ย.69 อยู่ที่ 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ที่ 23.1% และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมัน และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัว 25.7% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะในตลาดทวีปออสเตรเลีย สหรัฐฯ อาเซียน (5) และญี่ปุ่น

    • เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน

    โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยว จากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย กลับมาขยายตัว โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนเม.ย.69 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.37 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -7.0% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 25.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2.7%

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนเม.ย.69 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.2% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ข้าวโพด และหมวดไม้ผล อย่างไรก็ดี ผลผลิตปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง ลดลงจากเดือนก่อน

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนเม.ย.69 ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -0.4% ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนเม.ย.69 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 85.3 โดยได้รับปัจจัยกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานและราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรม

    • เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี

    สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเม.ย.69 อยู่ที่ 2.89% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 0.83% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 66.4% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ ตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

    สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 286.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/596875&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw037li2Br-fp7pkRqGuqrc3

  • 4 สส.กระบี่ ยื่น คมนาคม ขอเพิ่มเที่ยวบินค่ำ “กระบี่-ดอนเมือง” หนุนท่องเที่ยว | TOPNEWS

    4 สส.กระบี่ ยื่น คมนาคม ขอเพิ่มเที่ยวบินค่ำ “กระบี่-ดอนเมือง” หนุนท่องเที่ยว | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2569  4 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอให้พิจารณาเพิ่มเที่ยวบินเส้นทาง “ดอนเมือง-กระบี่” และ “กระบี่-ดอนเมือง” ในช่วงเวลาหลัง 18.00 น. หลังได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวว่าประสบปัญหาการเดินทาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด โดย นายกิตติ กิตติธรกุล หรือ “สส.หนึ่ง” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ สส.จังหวัดกระบี่ ยื่นหนังสือถึง นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อขอให้พิจารณาเพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ รวมถึงพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และผู้ใช้บริการสายการบินในจังหวัดกระบี่และพื้นที่ใกล้เคียง ถึงปัญหาความไม่สะดวกในการเดินทางทางอากาศ โดยปัจจุบันไม่มีเที่ยวบินให้บริการในเส้นทาง “ดอนเมือง-กระบี่” และ “กระบี่-ดอนเมือง” ในช่วงเวลาหลัง 18.00 น. ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเดินทางต่อเชื่อมธุรกิจ การท่องเที่ยว หรือเดินทางฉุกเฉินในช่วงค่ำ

    สส.กระบี่ ระบุเพิ่มเติมว่า การเพิ่มเที่ยวบินในช่วงเวลาดังกล่าว จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดกระบี่และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของฝั่งอันดามัน พร้อมขอความอนุเคราะห์จากกระทรวงคมนาคมให้เร่งพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อรองรับความต้องการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

    ประดิษฐ์ รอดเกิด ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.กระบี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1586491&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aFogoUvrlSaDPpSe1wvOO

  • คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    วันนี้ (28 พ.ค.2569) กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ เกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า เกียรตินาคิน ประเมินสถานะทางการคลังของไทยจากกรณีกู้เงินดังกล่าวว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นแตะเพดาน 70% ภายในปี 2027 และมีแนวโน้มที่จะต้องปรับเพดานขึ้นในที่สุด แม้ว่าความกังวลเรื่องเครดิตเรตติ้งอาจจะยังไม่เป็นประเด็นในระยะสั้น หลังจาก Moody’s ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญในอนาคตหากไม่สามารถปรับลดหนี้สาธารณะได้ตามแผนการคลังระยะปานกลางที่วางไว้

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    โดยสิ่งที่ต้องติดตามสำคัญสำหรับสถานะทางการคลังของไทยในระยะต่อไป คือ 1) มาตรการการคลังที่อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจถึง 4 แสนล้านบาทจะสามารถพยุงเศรษฐกิจหรือเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจริงหรือไม่ 2) รัฐบาลจะสามารถลดการขาดดุลในอนาคตได้หรือไม่ หลังจากมีการใช้จ่ายเงินกู้ออกไป และ 3) การลดระดับหนี้และรักษาวินัยการคลังหลังจากวิกฤตผ่านพ้นไปได้หรือไม่

    การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบจากราคาน้ำมันและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จะเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และคาดว่าจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้น 0.3 % ในไตรมาสที่ 3 ของปี และทำให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือ Technical Recession ที่ก่อนหน้านี้คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    เปิด 3 ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง “ลงทุน-ท่องเที่ยว-บริโภค”

    อย่างไรก็ตาม หากมองไปในช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างน้อย 3 ช่องทาง การลงทุนของภาคเอกชนและการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีอาจจะไม่ได้ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ เนื่องจากการลงทุนของไทยอาจมีสัดส่วนของการนำเข้า หรือ import content ที่สูงถึง 60-70% (โดยเฉพาะ Data Centers ที่อาจสูงไปได้ถึง 80-85%) ขณะที่การส่งออกมีความเสี่ยงต่อประเด็นสินค้าสวมรอย หรือ transshipment สะท้อนจากตัวเลขการนำเข้าที่สูงติดต่อกันมากกว่า 20-30% ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจมากนัก เมื่อเทียบกับตัวเลขเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนหรือได้จากการส่งออกดังกล่าว

    ในขณะที่ จำนวนท่องเที่ยวทั้งปีอาจหดตัวจากภาวะสงครามและราคาน้ำมันแพง จากเดิมที่คาดว่าการท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์สำหรับในปีนี้ โดยคาดว่านักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางอาจจะได้รับผลกระทบโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังและไม่เพียงพอที่นักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มฟื้นตัวจะมาชดเชยได้ KKP Research ปรับเพิ่มประมาณเล็กน้อยจาก 31.2 ล้านคน เป็น 31.8 ล้านคนจากตัวเลขในไตรมาสแรกที่ยังคงแข็งแกร่งอยู่ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมทั้งปีจะหดตัวติดต่อกันเป็นปีที่สอง

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    รวมถึง การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากราคาพลังงาน แม้ว่าจะมีการช่วยเหลือจากมาตรการไทยช่วยไทย แต่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมากคาดว่าจะยังคงเป็นแรงกดดันของการบริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและประชาชนที่สถานะทางการเงินของครัวเรือนในปัจจุบันที่ตึงตัวอย่างมากสะท้อนจากหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว

    นอกจากนี้ ความเสี่ยงสำคัญ คือ หากสงครามยืดเยื้อต่อไปนานกว่าที่คาด เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านอุปทานจากภาวะขาดแคลน โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน วัตถุดิบกลุ่มปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และปุ๋ย ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจผ่านห่วงโซ่การผลิตในธุรกิจอื่น ๆ แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยในปัจจุบัน แต่ผลกระทบในกรณีนี้จะสูงและทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วได้

    นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาใกล้ชิดคือบัญชีเดินสะพัดที่มีโอกาสเปลี่ยนเป็นขาดดุล ทั้งจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยชั่วคราว โดยปัญหาเชิงโครงสร้างมาจากการเร่งตัวของการลงทุนของเอกชน ที่จะทำให้การนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่คาดว่าจะได้รับการชดเชยจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และอาจจะมองว่าเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ดีได้ แต่ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงอาจไม่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากเท่าสมัยก่อน

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายทั้งปี

    นอกจากนี้ ประเด็นความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนค่าขนส่ง และการนำเข้าบริการต่างๆ ก็จะสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัด การเปลี่ยนผ่านไปยังรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่เบียดบังรายได้ของการส่งออกของบริษัทรถยนต์สันดาปเดิม การนำเข้าบริการความบันเทิงในรูปแบบ subscription ต่าง ๆ หรือการใช้บริการ AI และค่าบริการขนส่งจากการนำเข้า (Transport balances) ที่มากขึ้น ทำให้บัญชีเดินสะพัดของไทยมีแนวโน้มขาดดุลมากขึ้น

    เมื่อรวมเข้ากับผลกระทบจากสงครามที่กระทบต่อต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ภาคท่องเที่ยวที่อ่อนแอ และการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้น อาจเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ซึ่งอาจนำไปสู่เงินเฟ้อและต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชาชนหรือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงอยู่แล้ว

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    มองว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะเข้าสู่ปัญหาที่เรียกว่า Dual หรือ Twin Deficit คือขาดดุลการคลังพร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินที่อ่อนลง เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว และสร้างความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจไทยอาจยังเดินไปไม่ถึงจุดดังกล่าวตอนนี้ แต่เป็นประเด็นที่ควรต้องจับตามอง

    อย่างไรก็ตามคาดว่า กนง. จะมองข้ามเงินเฟ้อที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-side inflation shock) โดยจากการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ มองว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 5% ในช่วงปลายปี 2026 และปรับลดลงหลังจากเข้าสู่ฐานราคาพลังงานใหม่ในปีหน้า ขณะที่อุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอจะเป็นแรงกดดันให้ กนง. เลือกที่จะคงดอกเบี้ยไว้ในปีนี้

    ทั้งนี้ กนง. อาจปรับเปลี่ยนมุมมองต่อดอกเบี้ยนโยบายจาก 2 ปัจจัย คือ เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% อย่างมีนัยสำคัญ และธนาคารกลางอื่น ๆ ทั่วโลกปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นจนกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าและซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้วมากขึ้นไปอีก

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    TISCO ESU เตือนพายุ “วิกฤตพลังงาน” จ่อซัดซ้ำ

    ด้าน นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า ทิสโก้ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ขึ้นเป็น 1.8% จากเดิมที่คาดไว้ 1.2% หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกออกมาดีกว่าคาด และภาครัฐมีการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัสอย่างไรก็ตาม สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะเติบโตชะลอลงเหลือ 1.7% จากเดิมคาด 2.4% เนื่องจากผลของฐานที่สูงขึ้นและการหมดมาตรการกระตุ้นแบบชั่วคราวของภาครัฐ

    แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกจะดูดี แต่เมื่อเจาะลึกลงไปกลับพบสัญญาณความเปราะบางและการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม อย่างชัดเจน ในด้าน การส่งออก แม้ภาพรวมจะขยายตัวดีโดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center แต่พบว่าดุลการค้าในไตรมาส 1/69 กลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนว่าสินค้าหลายรายการเข้าข่ายเป็นสินค้าทางผ่าน หรือแค่รับจ้างประกอบ

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    โดยพบว่าสินค้าหมวด ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ และ หน่วยประมวลผลข้อมูลแบบดิจิทัล มีความเกี่ยวโยง ระหว่างการนำเข้าและส่งออกในรอบ 10 ปีสูงถึง 0.85 และ 0.92 ตามลำดับ อีกทั้งยังมีคะแนนความน่าสงสัย และ Re-routing Index สูงสุด 2 ลำดับแรกจากทั้งหมด 104 รายการที่เป็นสินค้าในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งที่ผ่านมาสินค้ากลุ่มเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภาคการส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าการส่งออกที่โตดี แทบไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือกระจายรายได้สู่ภาคส่วนอื่นในประเทศเลย

    ด้านการลงทุนรวม ที่ดูเหมือนจะเป็นพระเอกด้วยการเติบโต 9.9% จากเงินลงทุนต่างชาติและการตื่นตัวเรื่อง AI แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ มีจำนวนโรงงานที่ ปิดกิจการ มากกว่า เปิดใหม่ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก สวนทางกับโรงงานขนาดใหญ่และกลางที่ขยายกิจการ ภาพนี้ตอกย้ำว่าธุรกิจดั้งเดิม (Traditional Industry) กำลังย่ำแย่ ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งโดยมากเป็นรายใหญ่ มีเงินทุนมาก โตกระจุกตัว และยังได้อานิสงส์จากอุปสงค์โลกที่มีต่อสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center ที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    ไทยช่วยไทยพลัส แค่ประคอง เตือน “พายุจริง” กำลังจะมา

    สำหรับนโยบายแจกเงิน ไทยช่วยไทยพลัส ประเมินว่าจะช่วยบวกจีดีพีได้ราว 0.3 ซึ่งมองว่าเป็นการประคองมากกว่ากระตุ้น และมีผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากรูปแบบโครงการมีตัวทวีคูณทางการคลังต่ำ แม้จะช่วยให้เม็ดเงินวิ่งเข้าหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งช่วยคนตัวเล็กในสภาวะที่ยากลำบากได้บาง แต่ขาดความยั่งยืน

    ตัวเลขไตรมาสแรกที่ดี เป็นภาพก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลางที่รุนแรง ต้นทุนต่างๆ ยังไม่พุ่ง รัฐบาลยังตรึงราคาน้ำมันได้ แต่ภาพวันนี้ต่างออกไป เตือนว่าอย่าประมาท เพราะพายุของจริงกำลังจะโถมเข้ามา หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจดีดขึ้นไปได้อีก 40-50% และเสี่ยงจะขาดแคลน

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    นอกจากนี้ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยังส่งผลให้ปุ๋ยและเม็ดพลาสติกขาดตลาด ราคาอาหารจ่อจะปรับขึ้น ธุรกิจบางรายขาดของต้องหยุดผลิต ผู้คนเริ่มรัดเข็มขัดและลดรายจ่ายอย่างจริงจัง และอัตราการว่างงานเริ่มถีบตัวสูงขึ้น ดังนั้นต่อจากนี้จะเริ่มเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เราจึงมองว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยยังโน้มไปทางด้านต่ำ

    ส่วนทิศทางค่าเงินบาท มองว่ามีแนวโน้มอ่อนค่า โดยในช่วง 3 เดือนข้างหน้ามีโอกาสแตะระดับ 34.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 3 ปัจจัยกดดัน คือ ตลาดกังวลเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจทำให้ Fed ขยับขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ปีนี้ แนวโน้มดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในช่วงที่เหลือจ่อขาดดุลสูงต่อเนื่อง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี จ่อพุ่งแตะ 2.5% และอาจทะลุไปถึง 2.8% จากความเสี่ยงเงินเฟ้อและปริมาณพันธบัตร (Bond Supply) จากการที่รัฐเตรียมกู้เพิ่ม ซึ่งจะกดดันให้เม็ดเงินต่างชาติไหลออก

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น  เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    คลังกู้ 4 แสนล้าน ดันจีดีพีโตระยะสั้น เกียรตินาคินห่วงปี 2027 หนี้ท่วม

    นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ค่าเงินบาทนั้นอาจอ่อนค่าไปได้ไกลกว่าระดับ 34.0 โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันพุ่งแรง (Spike) 40-50% ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากสงครามยังหาข้อยุติไม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องทวีความรุนแรง แต่แค่สถานการณ์ยืดเยื้อไปอีก 3-4 เดือน อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ในคลังของประเทศหลักปรับลดลงจนถึงจุดวิกฤติก็เพียงพอแล้วที่ตลาดการเงินจะเกิดความกลัวขึ้น

    อ่านข่าว:

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    สภาพัฒน์ฯประเมิน 3 ฉากทัศน์ ชี้ทุกการปรับขึ้น “น้ำมัน” ฉุดจีดีพีลด 0.02%

    รบตะวันออกกลาง ฉุดสินทรัพย์ลงทุนเสี่ยง กรุงไทยแนะถือทองคำ 5-10%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506451&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gL_QhHdLdXJBlHtQvzysd

  • ไทย-เวียดนาม ลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    ไทย-เวียดนาม ลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต

    วันนี้, 14:35น.

             นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (H.E. Mr. To Lam, General Secretary of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam and the President of the Socialist Republic of Viet Nam) ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม  จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่

              1. แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย–เวียดนาม ปี 2569 – 2574

              2. การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม เพื่อยืนยันว่าทั้งสองกระทรวงเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินงานและการประสานความร่วมมือภายใต้ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

              3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท

              4. บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

              จากนั้น นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเวียดนามได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข “5” ที่สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” ที่สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน 

               นายกรัฐมนตรียินดีที่ประธานาธิบดีเวียดนามเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนภายหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในปีแห่งการครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม

                ด้านประธานาธิบดีเวียดนาม ขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ โดยชื่นชมความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาประเทศในระยะต่อไปได้อย่างประสบความสำเร็จ

                นอกจากนั้น ไทยและเวียดนามยังได้ร่วมหารือเเบบเต็มคณะ ถึงประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

               1. ด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ Online Scam และการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และย้ำหลักการไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้ดินแดนของอีกฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และจะร่วมกันผลักดันการดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมถึงการธำรงบทบาทแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาค

                2. ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยจะไปเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย-เวียดนามในบ่ายวันนี้ด้วย พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเร็ว รวมถึงส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยน MOU ระหว่างบริษัท Vietjet กับ EEC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC

                ไทยและเวียดนามจะร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Three Connects” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ ประกอบด้วย การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียว โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กันไป

                 3. ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยินดีที่ได้มีการแลกหนังสือทางการทูตระหว่างหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีการเกษตร ตลอดจนหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้ไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ร่วมกันมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาในอนุภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

    #ไทยเวียดนาม 

    #ประธานาธิบดีเวียดนามเยือนไทย 

    Cr:รัฐบาลไทย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161780&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JC5iAueki8-LLSHr7NXdH

  • สศอ.หั่นเป้าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 69 เหลือโต 1-2% พิษสงครามตะวันออกกลาง

    สศอ.หั่นเป้าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 69 เหลือโต 1-2% พิษสงครามตะวันออกกลาง

    สศอ.หั่นเป้าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 69 เหลือโต 1-2% พิษสงครามตะวันออกกลาง

    นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเมษายน 2569 ว่า อยู่ที่ระดับ 92.76 หดตัวเล็กน้อยที่ 0.36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 56.41%

    ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมไทย ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ 

    ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาหดตัวหลังราคาน้ำมันสูงและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว กระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น นมสดพร้อมดื่ม มันฝรั่งทอดกรอบ แฮม และไส้กรอก นอกจากนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 86.7% ต่อ GDP ยังคงเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    มาตรการภาครัฐหนุน

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนเมษายน 2569 มีแรงสนับสนุนสำคัญจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการช่วยเหลือภาคขนส่งผ่านการสนับสนุนค่าน้ำมัน รวมถึงการตรึงค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนและภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ 

    นอกจากนี้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยเดือนเมษายน 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่า 25,937 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 27.5% และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) มีมูลค่า 24,404 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 29.0% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 

    ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนยังได้รับแรงสนับสนุนจากการที่ Moody’s Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดีขึ้นสะท้อนเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ซึ่งช่วยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจไทย

    ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนพฤษภาคม 2569 ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง โดยปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ลดลงตามความกังวลต่อวัตถุดิบในการผลิตของกลุ่มปิโตรเคมีและพลาสติก ส่วนการนำเข้ายังขยายตัวในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากผลกระทบของสงครามที่ผลักดันให้ต้นทุนภาคการผลิตและการขนส่งปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มูลค่าการส่งออกของจีนยังคงสามารถขยายตัวได้

    ปรับ MPI ปี 69 เหลือ 1-2%

    สำหรับแนวโน้มปี 2569 สศอ. ได้ปรับประมาณการ MPI และ GDP ภาคอุตสาหกรรมปี 2569 จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 1.5-2.5% มาอยู่ที่ 1.0-2.0% เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการค้าระหว่างประเทศของไทยกับคู่ค้าหลักที่ยังเติบโตต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะช่วยประคับประคองภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนเมษายน 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 

    • เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 19.53% จากโซดาไฟ คลอรีน และเอทานอล เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งการผลิตเอทานอลที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นหลังจากปัญหาราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
    • น้ำตาล ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.54% จากน้ำตาลทรายดิบ กากน้ำตาล และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เป็นหลัก โดยปีนี้มีการปิดหีบช้าเมื่อเทียบกับปีก่อน จากสถานการณ์ชายแดนไทยทำให้ขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวอ้อย รวมถึงการขาดแคลนน้ำมันในช่วงก่อนหน้า
    • เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.06% จากท่อเหล็กกล้า เหล็กลวด เหล็กเส้นข้ออ้อย และเหล็กแผ่นรีดร้อน เป็นหลัก เนื่องจากฐานต่ำในปีก่อน ประกอบกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพิ่มขึ้น เช่น บรรจุภัณฑ์และยานยนต์ ประกอบกับผู้ผลิตบางรายขยายตลาดเพิ่ม

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนเมษายน 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 

    • เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.86% จากเครื่องปรับอากาศเป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิตหลังได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าลดลง ประกอบกับความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจ 
    • น้ำมันปาล์มหดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.12% จากน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ เป็นหลัก ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดลดลง หลังอากาศร้อนจัด 
    • ปุ๋ยเคมีและสารประกอบไนโตรเจน หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 27.98% เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิต จากการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/660133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hUFaD52CSb2Df9j1sbn67