Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เบญจปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีม้า.!

    เริ่มต้นศักราชใหม่ปีม้า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวประมาณ 1.2-2.2% (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7%) ทำให้ปี 2569 เศรษฐกิจไทยถือว่าเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่ง โดย 5 ปัจจัยเสี่ยง..ที่ต้องเฝ้าระวังทั้งภายในและภายนอก ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด..

    1)การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยภาพรวมปริมาณการค้าโลกและเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโตอยู่ที่ประ มาณ 3.1-3.2% แม้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ระดับ 3% จะดูมากกว่าการเติบโตของจีดีพีประเทศไทย แต่มุมมองของเศรษฐกิจโลก ถือว่าไม่ได้สูงมากนัก เพราะเป็นระดับทรงตัวมาหลายปี นับตั้งแต่โลกเริ่มประสบปัญหาความ ขัด แย้งต่างๆ

    ที่สำคัญ..ปริมาณการค้าโลก มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2568 ด้วยเช่นกัน

    มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณการค้าโลกชะลอตัว มาจากผลกระทบของสงครามการค้า(Trade War) ที่ยังไม่จบสิ้น รวมถึงมีการเร่งนำเข้าสินค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยการชะลอตัวของปริมาณการค้าโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกปี2569 มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงจากปี 2568

    2)ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง จากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าของไทย ถือว่าผิดปกติและเร็วกว่าประ เทศอื่นๆในภูมิภาค ปัญหานี้อาจทอดยาวจนถึงไตรมาส 1/2569 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกระทรวงการคลัง พบว่า มาจากวอลุ่มการเทรดทองคำที่มีผลต่อค่าเงินบาทอย่างมาก โดยปริมาณการการเทรดทองคำปัจจุบันบางช่วง สูงกว่าปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากคนหันไปเก็งกำไรตลาดทองคำ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ผลจากค่าเงินบาทแข็งค่า แม้ว่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าทุน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มผู้ส่งออก ที่จะได้รับผลกระทบพอสมควรในแง่ของรายได้เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่า กระทบกับภาคการท่องเที่ยวโดยปี 2569 เช่นกัน

    มีการประมาณการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยประมาณ 35 ล้านคน ระยะต่อไป หนีไม่พ้นที่ประเทศไทย ต้องเร่งยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness & Medical Tourism) เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายนัก ท่องเที่ยวต่อหัวมากขึ้น

    3)ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics)เป็นความเสี่ยงสำคัญในเวทีโลก จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่จบและความขัดตามแย้งจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆของโลก สร้างความกังวลว่าจะลุกลามและขยายวงกว้างขึ้น หลายประเทศสหภาพยุโรป เริ่มมีการเพิ่มงบประมาณทางทหารและดูเรื่องการเกณฑ์ทหาร

    ขณะที่สหรัฐมีการส่งกำลังทหารเข้ายึดอำนาจในเวเนซุเอลา เป็นสัญญาณความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่ต้องมีการจับตาดูสถานการณ์มากขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งต่างๆเหล่านี้ อาจนำไปสู่การใช้เงื่อนไขกดดันที่กระทบการค้าเพิ่มเติม ทำให้ระบบการผลิตหรือซัพพลายเชนอุตสาหกรรมต่างๆทั่วโลกเกิดการหยุดชะงัก(Disruption) ได้

    3)ความเสี่ยงจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว ที่มาจากแรงส่งเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจที่ลดลง หลังมีการยุบสภาระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง และรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัว จึงเป็นเรื่องยากที่จะพึ่งพาการบริโภคของประชาชน มาเป็นตัวขับ เคลื่อนเศรษฐกิจหลัก

    เนื่องจากนปี 2569 เป็นปีที่มีการเลือกตั้ง ทำให้การจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้าเนื่องจากต้องรอ ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำงบประมาณดังกล่าว จึงจำเป็นต้องอาศัยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    5)ความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติที่มีความรุนแรงมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเป็นแรงกดดันงบประมาณประเทศ เนื่องจากต้องใช้วงเงินในการจ่ายเยียวยาภัยธรรมชาติปีละประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท การลงทุนเรื่องระบบน้ำของประเทศและการหาระบบการประกันภัยที่เหมาะสมให้กับประเทศ จึงถือว่ามีความจำเป็นในระยะต่อไป

    หลังมีการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ไม่ว่าผลคะแนนจะออกมาเป็นอย่างไร หรือพรรคไหน จะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะเป็นใคร..โจทย์ว่าด้วย“การฟื้นเศรษฐกิจ”นับเป็นเร่งด่วนเลยทีเดียว..!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08fgvNWkR6LkQG8w5d0oUt

  • เบญจปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีม้า.!

    เริ่มต้นศักราชใหม่ปีม้า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวประมาณ 1.2-2.2% (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7%) ทำให้ปี 2569 เศรษฐกิจไทยถือว่าเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่ง โดย 5 ปัจจัยเสี่ยง..ที่ต้องเฝ้าระวังทั้งภายในและภายนอก ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด..

    1)การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยภาพรวมปริมาณการค้าโลกและเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโตอยู่ที่ประ มาณ 3.1-3.2% แม้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ระดับ 3% จะดูมากกว่าการเติบโตของจีดีพีประเทศไทย แต่มุมมองของเศรษฐกิจโลก ถือว่าไม่ได้สูงมากนัก เพราะเป็นระดับทรงตัวมาหลายปี นับตั้งแต่โลกเริ่มประสบปัญหาความ ขัด แย้งต่างๆ

    ที่สำคัญ..ปริมาณการค้าโลก มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2568 ด้วยเช่นกัน

    มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณการค้าโลกชะลอตัว มาจากผลกระทบของสงครามการค้า(Trade War) ที่ยังไม่จบสิ้น รวมถึงมีการเร่งนำเข้าสินค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยการชะลอตัวของปริมาณการค้าโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกปี2569 มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงจากปี 2568

    2)ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง จากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าของไทย ถือว่าผิดปกติและเร็วกว่าประ เทศอื่นๆในภูมิภาค ปัญหานี้อาจทอดยาวจนถึงไตรมาส 1/2569 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกระทรวงการคลัง พบว่า มาจากวอลุ่มการเทรดทองคำที่มีผลต่อค่าเงินบาทอย่างมาก โดยปริมาณการการเทรดทองคำปัจจุบันบางช่วง สูงกว่าปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากคนหันไปเก็งกำไรตลาดทองคำ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ผลจากค่าเงินบาทแข็งค่า แม้ว่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าทุน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มผู้ส่งออก ที่จะได้รับผลกระทบพอสมควรในแง่ของรายได้เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่า กระทบกับภาคการท่องเที่ยวโดยปี 2569 เช่นกัน

    มีการประมาณการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยประมาณ 35 ล้านคน ระยะต่อไป หนีไม่พ้นที่ประเทศไทย ต้องเร่งยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness & Medical Tourism) เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายนัก ท่องเที่ยวต่อหัวมากขึ้น

    3)ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics)เป็นความเสี่ยงสำคัญในเวทีโลก จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่จบและความขัดตามแย้งจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆของโลก สร้างความกังวลว่าจะลุกลามและขยายวงกว้างขึ้น หลายประเทศสหภาพยุโรป เริ่มมีการเพิ่มงบประมาณทางทหารและดูเรื่องการเกณฑ์ทหาร

    ขณะที่สหรัฐมีการส่งกำลังทหารเข้ายึดอำนาจในเวเนซุเอลา เป็นสัญญาณความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่ต้องมีการจับตาดูสถานการณ์มากขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งต่างๆเหล่านี้ อาจนำไปสู่การใช้เงื่อนไขกดดันที่กระทบการค้าเพิ่มเติม ทำให้ระบบการผลิตหรือซัพพลายเชนอุตสาหกรรมต่างๆทั่วโลกเกิดการหยุดชะงัก(Disruption) ได้

    3)ความเสี่ยงจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว ที่มาจากแรงส่งเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจที่ลดลง หลังมีการยุบสภาระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง และรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัว จึงเป็นเรื่องยากที่จะพึ่งพาการบริโภคของประชาชน มาเป็นตัวขับ เคลื่อนเศรษฐกิจหลัก

    เนื่องจากนปี 2569 เป็นปีที่มีการเลือกตั้ง ทำให้การจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้าเนื่องจากต้องรอ ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำงบประมาณดังกล่าว จึงจำเป็นต้องอาศัยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    5)ความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติที่มีความรุนแรงมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเป็นแรงกดดันงบประมาณประเทศ เนื่องจากต้องใช้วงเงินในการจ่ายเยียวยาภัยธรรมชาติปีละประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท การลงทุนเรื่องระบบน้ำของประเทศและการหาระบบการประกันภัยที่เหมาะสมให้กับประเทศ จึงถือว่ามีความจำเป็นในระยะต่อไป

    หลังมีการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ไม่ว่าผลคะแนนจะออกมาเป็นอย่างไร หรือพรรคไหน จะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะเป็นใคร..โจทย์ว่าด้วย“การฟื้นเศรษฐกิจ”นับเป็นเร่งด่วนเลยทีเดียว..!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08fgvNWkR6LkQG8w5d0oUt

  • แบงก์ชาติจีนให้คำมั่นหั่นดอกเบี้ย, ลด RRR กระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติจีนให้คำมั่นหั่นดอกเบี้ย, ลด RRR กระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางจีน (PBOC) ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายปานกลางในปี 2569 โดยจะใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น การปรับลดอัตราส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) และการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบให้เพียงพอ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า PBOC ได้ออกแถลงการณ์หลังการประชุมการทำงานประจำปีในวันอังคาร (6 ม.ค.) ซึ่งเป็นการสรุปภารกิจสำคัญที่จะดำเนินการสำหรับปีนี้ โดยระบุว่า PBOC จะกำหนดให้การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพสูงและการฟื้นตัวอย่างเหมาะสมของเงินเฟ้อ เป็นเป้าหมายหลักของนโยบายการเงิน

    ทั้งนี้ PBOC จะพยายามรักษาค่าเงินหยวนให้มีเสถียรภาพในระดับที่เหมาะสมและมีความสมดุลตามปัจจัยพื้นฐาน และจะป้องกันไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความเคลื่อนไหวมากเกินไป

    ขณะเดียวกัน PBOC จะยกระดับการสนับสนุนทางการเงินในด้านสำคัญต่าง ๆ เช่น การเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ การพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อม นอกจากนี้ PBOC จะใช้เครื่องมือการให้สินเชื่อต่อ (refinancing tools) อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับการอุปโภคบริโภคด้านการบริการและการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อผลักดันให้มีการจัดสรรสินเชื่อในภาคการอุปโภคบริโภคด้านการบริการเพิ่มมากขึ้น

    ส่วนลำดับความสำคัญอื่น ๆ นั้น PBOC ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมความเสี่ยงทางการเงินในภาคส่วนสำคัญ โดยมีแผนที่จะจัดตั้งกลไกเพื่อจัดสรรสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ในสถานการณ์ที่เจาะจง

    นอกจากนี้ PBOC จะเดินหน้าปฏิรูปทางการเงินและการเปิดกว้างในระดับที่ลึกขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการปฏิรูปธรรมาภิบาลทางการเงินโลก และเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการทางการเงินและการบริการของธนาคารกลาง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/559035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KeExrCM65hFIF6wCvKPpE

  • เบญจปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีม้า.!

    เริ่มต้นศักราชใหม่ปีม้า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวประมาณ 1.2-2.2% (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7%) ทำให้ปี 2569 เศรษฐกิจไทยถือว่าเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่ง โดย 5 ปัจจัยเสี่ยง..ที่ต้องเฝ้าระวังทั้งภายในและภายนอก ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด..

    1)การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยภาพรวมปริมาณการค้าโลกและเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโตอยู่ที่ประ มาณ 3.1-3.2% แม้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ระดับ 3% จะดูมากกว่าการเติบโตของจีดีพีประเทศไทย แต่มุมมองของเศรษฐกิจโลก ถือว่าไม่ได้สูงมากนัก เพราะเป็นระดับทรงตัวมาหลายปี นับตั้งแต่โลกเริ่มประสบปัญหาความ ขัด แย้งต่างๆ

    ที่สำคัญ..ปริมาณการค้าโลก มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2568 ด้วยเช่นกัน

    มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณการค้าโลกชะลอตัว มาจากผลกระทบของสงครามการค้า(Trade War) ที่ยังไม่จบสิ้น รวมถึงมีการเร่งนำเข้าสินค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยการชะลอตัวของปริมาณการค้าโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกปี2569 มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงจากปี 2568

    2)ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง จากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าของไทย ถือว่าผิดปกติและเร็วกว่าประ เทศอื่นๆในภูมิภาค ปัญหานี้อาจทอดยาวจนถึงไตรมาส 1/2569 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกระทรวงการคลัง พบว่า มาจากวอลุ่มการเทรดทองคำที่มีผลต่อค่าเงินบาทอย่างมาก โดยปริมาณการการเทรดทองคำปัจจุบันบางช่วง สูงกว่าปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากคนหันไปเก็งกำไรตลาดทองคำ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ผลจากค่าเงินบาทแข็งค่า แม้ว่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าทุน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มผู้ส่งออก ที่จะได้รับผลกระทบพอสมควรในแง่ของรายได้เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่า กระทบกับภาคการท่องเที่ยวโดยปี 2569 เช่นกัน

    มีการประมาณการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยประมาณ 35 ล้านคน ระยะต่อไป หนีไม่พ้นที่ประเทศไทย ต้องเร่งยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness & Medical Tourism) เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายนัก ท่องเที่ยวต่อหัวมากขึ้น

    3)ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics)เป็นความเสี่ยงสำคัญในเวทีโลก จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่จบและความขัดตามแย้งจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆของโลก สร้างความกังวลว่าจะลุกลามและขยายวงกว้างขึ้น หลายประเทศสหภาพยุโรป เริ่มมีการเพิ่มงบประมาณทางทหารและดูเรื่องการเกณฑ์ทหาร

    ขณะที่สหรัฐมีการส่งกำลังทหารเข้ายึดอำนาจในเวเนซุเอลา เป็นสัญญาณความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่ต้องมีการจับตาดูสถานการณ์มากขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งต่างๆเหล่านี้ อาจนำไปสู่การใช้เงื่อนไขกดดันที่กระทบการค้าเพิ่มเติม ทำให้ระบบการผลิตหรือซัพพลายเชนอุตสาหกรรมต่างๆทั่วโลกเกิดการหยุดชะงัก(Disruption) ได้

    3)ความเสี่ยงจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว ที่มาจากแรงส่งเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจที่ลดลง หลังมีการยุบสภาระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง และรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัว จึงเป็นเรื่องยากที่จะพึ่งพาการบริโภคของประชาชน มาเป็นตัวขับ เคลื่อนเศรษฐกิจหลัก

    เนื่องจากนปี 2569 เป็นปีที่มีการเลือกตั้ง ทำให้การจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้าเนื่องจากต้องรอ ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำงบประมาณดังกล่าว จึงจำเป็นต้องอาศัยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    5)ความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติที่มีความรุนแรงมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเป็นแรงกดดันงบประมาณประเทศ เนื่องจากต้องใช้วงเงินในการจ่ายเยียวยาภัยธรรมชาติปีละประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท การลงทุนเรื่องระบบน้ำของประเทศและการหาระบบการประกันภัยที่เหมาะสมให้กับประเทศ จึงถือว่ามีความจำเป็นในระยะต่อไป

    หลังมีการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ไม่ว่าผลคะแนนจะออกมาเป็นอย่างไร หรือพรรคไหน จะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะเป็นใคร..โจทย์ว่าด้วย“การฟื้นเศรษฐกิจ”นับเป็นเร่งด่วนเลยทีเดียว..!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08fgvNWkR6LkQG8w5d0oUt

  • “ลดค่าเงินบาท” สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

    “ลดค่าเงินบาท” สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดในเดือนธันวาคม 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.25% ต่อปี หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมกันถึง 6 ครั้ง เพื่อตัดสินใจว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามคำร้องขอของรัฐบาลหรือไม่ ผลสรุปคือมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงทั้งหมด 3 ครั้ง ตรึงไว้ 2 ครั้ง และก่อนจะปิดปี 2568 กนง. มีมติปรับลดดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 4 อีก 0.25% จนมาอยู่ที่ระดับ 1.25% ในที่สุด

    แบงก์ชาติให้เหตุผลในการปรับลดครั้งล่าสุดว่า เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน ทั้งการบริโภคที่ซบเซา การส่งออกที่ได้รับผลกระทบ และภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงแข่งขันยาก ทำให้ต้องการผ่อนคลายดอกเบี้ยลงเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว บรรเทาภาระหนี้กลุ่มเปราะบาง ทั้ง SMEs และรายย่อย ตลอดจนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินฝืด

    อันที่จริงแบงก์ชาติน่าจะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า เศรษฐกิจปี 2569 จะเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้และอาจต่ำกว่า 2% เพราะมองเห็นการบริโภคที่ลดลงและความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังรับรู้สถานการณ์ผ่านอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสะท้อนว่าไม่มีแรงกดดันด้านอุปสงค์จากการที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ในขณะที่หนี้ครัวเรือนและกลุ่มเปราะบางยังคงเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อยาก ขาดสภาพคล่องจนหนี้กลายเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) มากขึ้น

    เมื่อเห็นว่าสถานการณ์มาถึงขั้นที่เศรษฐกิจไปต่อไม่ไหว ที่สุดแบงก์ชาติโดย กนง. จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวและเสริมมาตรการอื่นๆ ของภาครัฐ ในเวลาเดียวกันก็ยังยืนยันจะรักษาขีดความสามารถ (Policy Space) โดยการยืนหยัดว่าจะเก็บโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อให้การส่งผ่านสู่เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพที่สุด

    ว่ากันตามจริง เหตุผลของการเก็บกระสุนหรือโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่แบงก์ชาติเห็นว่าเหมาะสมนั้น ท้ายที่สุดมันมักจะล่าช้ากว่าเวลาที่ควรจะเป็น หรือควรจะลดในทุกๆ ครั้ง ทั้งที่มีเหตุผลสำคัญมากมายที่รอให้ภาวะทางการเงินเข้าช่วยผ่อนคลายตลอดทั้งปี 2568 ถ้าจะพูดว่า แบงก์ชาติมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิบากกรรมมาตลอด ก็คงจะพูดได้ไม่ผิดนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รัฐบาลของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน มองเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและจำต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผู้บริหารแบงก์ชาติกลับไม่ให้ความร่วมมือด้วย

    มาถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นปี 2569 ปีที่สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งทำนายทายทักตรงกันว่า ประเทศและคนไทยจะเผชิญความยากลำบากหนักหนาสาหัสกว่าปีที่ผ่านมา ที่สำคัญนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันหยิบยกเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาถกเถียงกันว่า ต่อให้แบงก์ชาติปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็น 0% ก็ไม่อาจช่วยชะลอการล้มลงทีละหน่วยของภาคเศรษฐกิจไทยได้ในช่วง 8-12 เดือนข้างหน้า ด้วยเหตุผลเพราะ It’s too late… หรือช้าเกินไปแล้วนั่นเอง

    อัตราดอกเบี้ยจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป โดยเฉพาะกับการซื้อเวลาสำหรับการปรับตัวของเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากการปรับลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของปี 2568 ที่ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่ออัตราแลกเปลี่ยนเลย ตรงกันข้ามเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นอีกจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการส่งออกที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ทางเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัวได้เร็วที่สุดในยามนี้ก็คือ “ลดค่าเงินบาท” ให้อยู่ในระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ คำว่าลดค่าเงินบาทนั้นฟังดูเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่ใครจะกล้าหาญประกาศออกมา เพราะแน่นอนว่าต้องมีคน ดาหน้าออกมาคัดค้านกันจมกระเบื้อง ด้วยเหตุว่าสินค้านำเข้าอย่างพลังงานจะมีราคาแพงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบและเครื่องจักรก็จะแพงตามไปด้วย

    แต่การอ่อนค่าของเงินบาทแบบควบคุมได้ มีแนวโน้มช่วยภาคการส่งออกและท่องเที่ยว รวมถึงการขยายตัวของ GDP ได้จริงถ้าไม่ลดค่าเงินแรงหรือเร็วเกินไป ในเชิงทฤษฎีนั้นการส่งออกจะดีขึ้นเพราะสินค้าไทยราคาถูกลงในสายตาต่างชาติ และกำไรของผู้ส่งออกเมื่อคิดเป็นบาทจะเพิ่มขึ้น แม้ในทางปฏิบัติผลอาจไม่แรงเท่าเดิมเพราะสินค้าไทยจำนวนมากพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและการค้าโลกชะลอตัว แต่สำหรับผลต่อการท่องเที่ยวนั้นจะชัดเจนและได้ผลเร็วกว่า นักท่องเที่ยวจะรู้สึกว่ามาไทยแล้วคุ้มค่าขึ้น ค่าโรงแรมและอาหารราคาถูกลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น

    หากมองในมิติของ GDP ผลเชิงบวกจะมีแน่นอนเพราะการส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้น ส่วนเงินเฟ้อที่แบงก์ชาติพยายามรักษาเป้าหมายไว้ที่ 0-3% นั้น ผลจากการไม่ยอมลดดอกเบี้ยนานเกินไปทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2568 เงินเฟ้อจะติดลบเล็กน้อยหรือใกล้ศูนย์ที่ -0.1 ถึง 0.0% ส่วนปี 2569 คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกที่ 0.4% ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่ต่ำมาก

    คำถามคือทำไมธนาคารกลางทั่วโลกไม่ค่อยพูดว่าอยากให้ค่าเงินอ่อน นั่นก็เพราะเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็น การบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulation) รวมถึงความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าออก แบงก์ชาติไทยจึงเลือกที่จะ “ดูแลความผันผวนโดยไม่ตั้งเป้าระดับค่าเงิน”

    ทว่าคำตอบจากนักเศรษฐศาสตร์ด้านเศรษฐมิติจากฮาร์วาร์ด กระทรวงการคลัง ระบุว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ของไทยควรอยู่ที่ประมาณ 34.5 – 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ภายใต้จุดสมดุลดีที่สุดแถวๆ 35 บาท +/- 0.5) เป้าหมายนี้ไม่ใช่การตรึงราคา แต่เป็นช่วงที่ควรพยายามไม่ให้หลุดออกไปนาน เพื่อชดเชยแรงกดดันจากภาษีของทรัมป์ พยุง GDP และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

    จากการคำนวณคร่าวๆ หากเจอภาษี 10% เราต้องการค่าเงินอ่อน 8-10% เพื่อซับแรงกระแทก ซึ่งระดับ 35-36 บาทนั้นช่วยพยุงผู้ส่งออกได้โดยไม่สร้างเรื่องช็อก แต่ถ้าเกิน 38 บาทจะเริ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเงินเฟ้อทันที

    ประเด็นสำคัญคือ ค่าเงินไม่ใช่ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่แท้จริง แต่มันคือ “เวลาหายใจ” (Breathing Space) ค่าเงินบาทที่เหมาะสมต้องไม่แข็งเกินจนบีบผู้ประกอบการ และไม่อ่อนเกินจนทำให้ธุรกิจขี้เกียจลงทุนอัพเกรดกิจการ ต้องไม่ลืมว่าค่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือเสริม ส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจคือเครื่องมือหลัก ค่าเงินบาทในโลกของ “ทรัมป์ 2.0” จึงไม่ใช่แค่การทำให้อ่อนที่สุด แต่คือการซื้อเวลาให้เศรษฐกิจไทยปรับตัว

    หากรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาไม่ทำอะไรเชิงนโยบายอย่างจริงจังภายในปี 2569 ประเทศไทยจะเข้าสู่สถานะลำบากเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ชะลอตัวชั่วคราว ไม่ใช่เป็นปีที่ไทยจะล้ม แต่เป็นปีที่ไทยจะถูกจัดอันดับใหม่ในสายตาโลก และในสถานการณ์นั้น เงินบาทอาจอ่อนค่าไปถึง 37-38 บาทเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะตลาดไม่เชื่อในศักยภาพการเติบโต ไม่มี Growth Story ให้เล่าขาน

    สิ่งที่น่ากลัวในเวลานี้คือการที่ไทยไม่มี Narrative ดีๆ นอกจากตัวเลขโตต่ำกว่า 2% การปฏิรูปโครงสร้างที่ไม่ชัดเจน สิ่งที่ควรทำภายใน 12-18 เดือนข้างหน้าจึงคือการคุมค่าเงินบาทให้อยู่ในกรอบ 35-36 บาท เพื่อใช้เป็น Buffer พร้อมๆ กับเร่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อัพเกรดอุตสาหกรรม และส่งสัญญาณเชิงนโยบายให้ตลาดเห็นทิศทางที่ชัดเจนที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาในสายตาชาวโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2905460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kKq0_upGaETfdtvqeMh-t

  • แบงก์ชาติจีนให้คำมั่นหั่นดอกเบี้ย, ลด RRR กระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติจีนให้คำมั่นหั่นดอกเบี้ย, ลด RRR กระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางจีน (PBOC) ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายปานกลางในปี 2569 โดยจะใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น การปรับลดอัตราส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) และการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบให้เพียงพอ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า PBOC ได้ออกแถลงการณ์หลังการประชุมการทำงานประจำปีในวันอังคาร (6 ม.ค.) ซึ่งเป็นการสรุปภารกิจสำคัญที่จะดำเนินการสำหรับปีนี้ โดยระบุว่า PBOC จะกำหนดให้การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพสูงและการฟื้นตัวอย่างเหมาะสมของเงินเฟ้อ เป็นเป้าหมายหลักของนโยบายการเงิน

    ทั้งนี้ PBOC จะพยายามรักษาค่าเงินหยวนให้มีเสถียรภาพในระดับที่เหมาะสมและมีความสมดุลตามปัจจัยพื้นฐาน และจะป้องกันไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความเคลื่อนไหวมากเกินไป

    ขณะเดียวกัน PBOC จะยกระดับการสนับสนุนทางการเงินในด้านสำคัญต่าง ๆ เช่น การเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ การพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อม นอกจากนี้ PBOC จะใช้เครื่องมือการให้สินเชื่อต่อ (refinancing tools) อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับการอุปโภคบริโภคด้านการบริการและการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อผลักดันให้มีการจัดสรรสินเชื่อในภาคการอุปโภคบริโภคด้านการบริการเพิ่มมากขึ้น

    ส่วนลำดับความสำคัญอื่น ๆ นั้น PBOC ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมความเสี่ยงทางการเงินในภาคส่วนสำคัญ โดยมีแผนที่จะจัดตั้งกลไกเพื่อจัดสรรสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ในสถานการณ์ที่เจาะจง

    นอกจากนี้ PBOC จะเดินหน้าปฏิรูปทางการเงินและการเปิดกว้างในระดับที่ลึกขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการปฏิรูปธรรมาภิบาลทางการเงินโลก และเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการทางการเงินและการบริการของธนาคารกลาง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRC60IQEVFZD3OWV6T8JICM1BN2J6PJO&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nlptbOPUoKqkFf7MLFdlu

  • เบญจปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีม้า.!

    เริ่มต้นศักราชใหม่ปีม้า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวประมาณ 1.2-2.2% (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7%) ทำให้ปี 2569 เศรษฐกิจไทยถือว่าเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่ง โดย 5 ปัจจัยเสี่ยง..ที่ต้องเฝ้าระวังทั้งภายในและภายนอก ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด..

    1)การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยภาพรวมปริมาณการค้าโลกและเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโตอยู่ที่ประ มาณ 3.1-3.2% แม้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ระดับ 3% จะดูมากกว่าการเติบโตของจีดีพีประเทศไทย แต่มุมมองของเศรษฐกิจโลก ถือว่าไม่ได้สูงมากนัก เพราะเป็นระดับทรงตัวมาหลายปี นับตั้งแต่โลกเริ่มประสบปัญหาความ ขัด แย้งต่างๆ

    ที่สำคัญ..ปริมาณการค้าโลก มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2568 ด้วยเช่นกัน

    มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณการค้าโลกชะลอตัว มาจากผลกระทบของสงครามการค้า(Trade War) ที่ยังไม่จบสิ้น รวมถึงมีการเร่งนำเข้าสินค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยการชะลอตัวของปริมาณการค้าโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกปี2569 มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงจากปี 2568

    2)ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง จากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าของไทย ถือว่าผิดปกติและเร็วกว่าประ เทศอื่นๆในภูมิภาค ปัญหานี้อาจทอดยาวจนถึงไตรมาส 1/2569 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกระทรวงการคลัง พบว่า มาจากวอลุ่มการเทรดทองคำที่มีผลต่อค่าเงินบาทอย่างมาก โดยปริมาณการการเทรดทองคำปัจจุบันบางช่วง สูงกว่าปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากคนหันไปเก็งกำไรตลาดทองคำ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ผลจากค่าเงินบาทแข็งค่า แม้ว่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าทุน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มผู้ส่งออก ที่จะได้รับผลกระทบพอสมควรในแง่ของรายได้เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่า กระทบกับภาคการท่องเที่ยวโดยปี 2569 เช่นกัน

    มีการประมาณการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยประมาณ 35 ล้านคน ระยะต่อไป หนีไม่พ้นที่ประเทศไทย ต้องเร่งยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness & Medical Tourism) เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายนัก ท่องเที่ยวต่อหัวมากขึ้น

    3)ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics)เป็นความเสี่ยงสำคัญในเวทีโลก จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่จบและความขัดตามแย้งจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆของโลก สร้างความกังวลว่าจะลุกลามและขยายวงกว้างขึ้น หลายประเทศสหภาพยุโรป เริ่มมีการเพิ่มงบประมาณทางทหารและดูเรื่องการเกณฑ์ทหาร

    ขณะที่สหรัฐมีการส่งกำลังทหารเข้ายึดอำนาจในเวเนซุเอลา เป็นสัญญาณความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่ต้องมีการจับตาดูสถานการณ์มากขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งต่างๆเหล่านี้ อาจนำไปสู่การใช้เงื่อนไขกดดันที่กระทบการค้าเพิ่มเติม ทำให้ระบบการผลิตหรือซัพพลายเชนอุตสาหกรรมต่างๆทั่วโลกเกิดการหยุดชะงัก(Disruption) ได้

    3)ความเสี่ยงจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว ที่มาจากแรงส่งเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจที่ลดลง หลังมีการยุบสภาระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง และรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัว จึงเป็นเรื่องยากที่จะพึ่งพาการบริโภคของประชาชน มาเป็นตัวขับ เคลื่อนเศรษฐกิจหลัก

    เนื่องจากนปี 2569 เป็นปีที่มีการเลือกตั้ง ทำให้การจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้าเนื่องจากต้องรอ ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำงบประมาณดังกล่าว จึงจำเป็นต้องอาศัยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    5)ความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติที่มีความรุนแรงมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเป็นแรงกดดันงบประมาณประเทศ เนื่องจากต้องใช้วงเงินในการจ่ายเยียวยาภัยธรรมชาติปีละประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท การลงทุนเรื่องระบบน้ำของประเทศและการหาระบบการประกันภัยที่เหมาะสมให้กับประเทศ จึงถือว่ามีความจำเป็นในระยะต่อไป

    หลังมีการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ไม่ว่าผลคะแนนจะออกมาเป็นอย่างไร หรือพรรคไหน จะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะเป็นใคร..โจทย์ว่าด้วย“การฟื้นเศรษฐกิจ”นับเป็นเร่งด่วนเลยทีเดียว..!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08fgvNWkR6LkQG8w5d0oUt

  • ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้เศรษฐกิจไทยฟอร์มตก ‘ไม่มีทรง’  โจทย์ใหญ่เร่งออกแบบประเทศใหม่!

    ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้เศรษฐกิจไทยฟอร์มตก ‘ไม่มีทรง’ โจทย์ใหญ่เร่งออกแบบประเทศใหม่!

    ธุรกิจ

    ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้เศรษฐกิจไทยฟอร์มตก ‘ไม่มีทรง’ โจทย์ใหญ่เร่งออกแบบประเทศใหม่!

    07 ม.ค. 2026 เวลา 5:30 น.

    ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้เศรษฐกิจไทยฟอร์มตก ‘ไม่มีทรง’  โจทย์ใหญ่เร่งออกแบบประเทศใหม่!

    ในห้วงเวลาที่หลายคนมองเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่าเป็นเหมือน “เป็ดง่อย” ที่อ่อนแรงและขาดพลังขับเคลื่อน! ยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กลับมองว่า ภาพที่สะท้อนสถานการณ์ได้ชัดเจนกว่า คือคำว่า “ไม่มีทรง” เหมือนนักฟุตบอลที่ฟอร์มตก ไม่ใช่เพราะขาดความสามารถ แต่เพราะร่างกาย ระบบ และสภาพแวดล้อมไม่เอื้อให้กลับไปเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดิม

    ตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจสะท้อนภาพ “ไม่มีทรง” อย่างชัดเจน การเติบโตของจีดีพี (GDP) อยู่ในระดับตํ่า การลงทุนเอกชนชะลอตัว การส่งออกมีแนวโน้มติดลบ ขณะที่การบริโภคภายในประเทศถูกจำกัดด้วยหนี้ครัวเรือนที่สูงและกำลังซื้อที่อ่อนแรง เศรษฐกิจไทยจึงอยู่ในภาวะ “ไปต่อก็ลำบาก ถอยหลังก็เสี่ยง” ยิ่งไปกว่านั้น โลกกำลังเผชิญ “ความไม่แน่นอน” จากภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกีดกันทางการค้า และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ประเทศไทยซึ่งเคยได้ประโยชน์จากระบบการค้าเสรีและการย้ายฐานการผลิต กำลังสูญเสียความได้เปรียบจากต้นทุนที่สูงขึ้น ผลิตภาพที่ตํ่า และระบบนิเวศทางธุรกิจที่ไม่ทันสมัยพอ

    “ภาคการท่องเที่ยว” ซึ่งเคยเป็นเสาหลักอีกต้นหนึ่ง ก็ไม่ใช่คำตอบเดิมอีกต่อไป นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งพัฒนาอย่างจริงจัง หากประเทศไทยยังขายภาพเดิมๆ อาจกลายเป็นตัวเลือกที่ “พอใช้ได้” แต่ไม่ใช่ “ตัวเลือกแรก”

    ขณะเดียวกัน การใช้นโยบายการคลังแบบเดิมที่เน้นการอัดฉีดระยะสั้น กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อวินัยทางการเงินและความเชื่อมั่นของประเทศ หากเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ ทั้งเงินฝืด หนี้เสียและความเปราะบางของระบบการเงิน จะยิ่งทวีความรุนแรง และอาจลุกลามไปสู่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขยากกว่าเดิมหลายเท่า

    “ถึงเวลา ‘Thailand Do Over’ เพราะโจทย์ของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่คือการออกแบบประเทศใหม่ ให้หลุดพ้นจากโมเดลเดิมที่พึ่งพาการเติบโตแบบใช้แรงงาน ราคาถูก และทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก แนวคิด Investment-led Growth Plus จึงมีความสำคัญ ไม่ใช่เพียงดึงเงินลงทุน แต่ต้องผสมผสานการดูดซับความสามารถจากต่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรมในประเทศไปพร้อมกัน”

    โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องเร่งเดินหน้าไม่ใช่แค่ถนนหรือรถไฟ แต่รวมถึงระบบโลจิสติกส์ครบวงจร โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โครงสร้างพลังงานที่ยั่งยืน โครงสร้างพื้นฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุดคือ “การยกระดับทักษะแรงงาน” ให้ทันโลกใหม่ เพราะในยุคที่เงินลงทุนเคลื่อนย้ายได้ง่าย สิ่งที่นักลงทุนมองหามากกว่าแรงจูงใจทางภาษี คือ “คุณภาพของคน” และ “ความคล่องตัวของระบบ”

    ยุทธศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้าง “อุตสาหกรรมใหม่” เพื่อทดแทนความได้เปรียบที่กำลังหายไป เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด เทคโนโลยีขั้นสูง และบริการมูลค่าสูง คือพื้นที่ที่ไทยยังมีโอกาส หากภาครัฐและเอกชนเดินไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกันนั้น บทบาทของไทยในเวทีโลกก็ต้องถูกออกแบบใหม่ภายใต้หลัก “สมดุลอย่างยืดหยุ่น” ไม่เลือกข้าง แต่เลือกผลประโยชน์ของชาติเป็นศูนย์กลาง รักษาความสัมพันธ์กับทุกมหาอำนาจ เพื่อใช้ความขัดแย้งของโลกเป็นโอกาส มากกว่าปล่อยให้เป็นความเสี่ยง

    ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น หากรัฐยังทำงานด้วยความเชื่องช้า ระบบราชการที่ซับซ้อน และวัฒนธรรมที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยต้องการรัฐที่เน้น “Speed” คือ ความเร็ว ความโปร่งใส และความสะดวกในการทำธุรกิจ ต้องลดขั้นตอน ลดขนาดองค์กร และจัดการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ยึดหลักนิติธรรม ไม่สนับสนุนพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง “เทาไม่ทำ ดำไม่เอา” เพราะการปฏิรูประบบอื่นจะไร้ผล หากฐานรากของรัฐยังไม่แข็งแรง

    นโยบายประชานิยมแบบล้างผลาญอาจสร้างความนิยมระยะสั้น แต่ทิ้งภาระระยะยาวให้ประเทศ โดยเฉพาะในสังคมสูงวัยที่รายจ่ายรัฐจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องหันมาเน้นวินัยทางการคลัง การบริหารทรัพย์สินรัฐอย่างมืออาชีพ และการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจริง

    “เศรษฐกิจไทยวันนี้อาจ ‘ไม่มีทรง’ แต่ไม่ได้หมายความว่า ‘หมดทาง’ ตรงกันข้าม นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญที่สุดในการรีเซ็ตประเทศ หากเรากล้าคิดใหม่ กล้าทำจริง และกล้าเปลี่ยนโครงสร้างที่ฉุดรั้งเรามานาน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า เศรษฐกิจไทยจะโตได้แค่ไหนในปีหน้า แต่คือเราจะออกแบบประเทศไทยให้พร้อมสำหรับอีก 20 ปีข้างหน้าได้หรือไม่ ตั้งแต่วันนี้” ประธานกรรมการ กนอ. กล่าวปิดท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1215394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GiBfmYqaS8Fagz_2LkjOh

  • เปิดประวัติ “กรณ์ จาติกวณิช” จากขุนพลเศรษฐกิจสู่แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ประชาธิปัตย์

    เปิดประวัติ “กรณ์ จาติกวณิช” จากขุนพลเศรษฐกิจสู่แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ประชาธิปัตย์

    พรรคประชาธิปัตย์เปิดตัว “กรณ์ จาติกวณิช” แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ในศึกเลือกตั้ง 2569 ชูจุดเด่นความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจระดับสากลของ อดีต รมว.คลัง เจ้าของรางวัลระดับโลก พร้อมกลับมาร่วมทัพกับ “อภิสิทธิ์” ขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน

    นายกรณ์ จาติกวณิช หรือที่รู้จักกันว่า “ดอน” เกิดเมื่อวันที่ 19 ก.พ.2507 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เติบโตในครอบครัวข้าราชการระดับสูง โดยเป็นบุตรคนกลางของ นายไกรศรี จาติกวณิช อดีตอธิบดีกรมศุลกากร และนางรัมภา จาติกวณิช

    ตระกูลจาติกวณิชมีประวัติรับใช้ราชการมายาวนาน อาทิ พระยาอธิกรณ์ประกาศ และพระยาบุรีสรานุชิต ซึ่งทั้งคู่เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ ด้านชีวิตครอบครัว นายกรณ์สมรสกับ นางวรกร จาติกวณิช และมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายกานต์ และนายไกรสิริ จาติกวณิช

    ในด้านการศึกษา กรณ์เริ่มต้นเรียนชั้นอนุบาลที่ รร.สมถวิล และ ประถมศึกษาที่ รร.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่ วินเชสเตอร์ คอลเลจ (Winchester College) สหราชอาณาจักร เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียนและกัปตันทีมกีฬา จากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม

    เส้นทางการทำงานของกรณ์ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง เริ่มต้นในภาคการเงิน โดยทำงานที่บริษัท เอส จี วอร์เบิร์ก (S.G. Warburg & Co.) ณ กรุงลอนดอน ต่อมาในวัยเพียง 24 ปี เขาได้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม จำกัด และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจพี มอร์แกน (ประเทศไทย) ในช่วงปี 2544 – 2547 ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในปี 2548 ตามคำชักชวนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อนนักเรียนจากสมัยศึกษาที่อังกฤษ

    บทบาททางการเมืองของกรณ์ เริ่มต้นอย่างโดดเด่นในฐานะ สส.เขตยานนาวา-สาทร พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกเป็น สส. ต่อเนื่องถึง 5 สมัย เขาเป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญและเคยดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2551

    ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดคือการนำประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจโลก (Hamburger Crisis) ได้รวดเร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยมาตรการ “ไทยเข้มแข็ง” ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” (Global Finance Minister of the Year) และ “รัฐมนตรีคลังเอเชียแห่งปี” จากนิตยสาร The Banker ในเครือ Financial Times เมื่อปี 2553 ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติยศนี้

    อย่างไรก็ตาม กรณ์ ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงต้นปี 2563 หลังจากการเปลี่ยนแปลงทีมบริหารพรรคเพื่อไปจัดตั้ง “พรรคกล้า” และต่อมาได้ควบรวมกับพรรคชาติพัฒนาเป็น “พรรคชาติพัฒนากล้า” จนกระทั่งในปี 2568 กรณ์ ได้ตัดสินใจกลับเข้าสู่บ้านเดิมอย่างพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

    ปัจจุบัน นายกรณ์ จาติกวณิช ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายเศรษฐกิจ และประธานคณะกรรมการนโยบายพรรค โดยเขาได้รับการเปิดตัวเป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 2 ของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยมุ่งเน้นการนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาความยากจนภายใต้แนวคิด “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” สะท้อนถึงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ผ่านมาหลายทศวรรษ

    อ่านข่าวอื่น :

    รู้จัก แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

    “ทรัมป์” เดินหน้าขู่ใช้กำลังยึดหลายชาติหลังปราบ “มาดูโร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/500824&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LK032gYjd_uPyuR2RKyXz

  • เบญจปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีม้า.!

    เริ่มต้นศักราชใหม่ปีม้า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวประมาณ 1.2-2.2% (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7%) ทำให้ปี 2569 เศรษฐกิจไทยถือว่าเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่ง โดย 5 ปัจจัยเสี่ยง..ที่ต้องเฝ้าระวังทั้งภายในและภายนอก ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด..

    1)การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยภาพรวมปริมาณการค้าโลกและเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโตอยู่ที่ประ มาณ 3.1-3.2% แม้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ระดับ 3% จะดูมากกว่าการเติบโตของจีดีพีประเทศไทย แต่มุมมองของเศรษฐกิจโลก ถือว่าไม่ได้สูงมากนัก เพราะเป็นระดับทรงตัวมาหลายปี นับตั้งแต่โลกเริ่มประสบปัญหาความ ขัด แย้งต่างๆ

    ที่สำคัญ..ปริมาณการค้าโลก มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2568 ด้วยเช่นกัน

    มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณการค้าโลกชะลอตัว มาจากผลกระทบของสงครามการค้า(Trade War) ที่ยังไม่จบสิ้น รวมถึงมีการเร่งนำเข้าสินค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยการชะลอตัวของปริมาณการค้าโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกปี2569 มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงจากปี 2568

    2)ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง จากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าของไทย ถือว่าผิดปกติและเร็วกว่าประ เทศอื่นๆในภูมิภาค ปัญหานี้อาจทอดยาวจนถึงไตรมาส 1/2569 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกระทรวงการคลัง พบว่า มาจากวอลุ่มการเทรดทองคำที่มีผลต่อค่าเงินบาทอย่างมาก โดยปริมาณการการเทรดทองคำปัจจุบันบางช่วง สูงกว่าปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากคนหันไปเก็งกำไรตลาดทองคำ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ผลจากค่าเงินบาทแข็งค่า แม้ว่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าทุน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มผู้ส่งออก ที่จะได้รับผลกระทบพอสมควรในแง่ของรายได้เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่า กระทบกับภาคการท่องเที่ยวโดยปี 2569 เช่นกัน

    มีการประมาณการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยประมาณ 35 ล้านคน ระยะต่อไป หนีไม่พ้นที่ประเทศไทย ต้องเร่งยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness & Medical Tourism) เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายนัก ท่องเที่ยวต่อหัวมากขึ้น

    3)ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics)เป็นความเสี่ยงสำคัญในเวทีโลก จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่จบและความขัดตามแย้งจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆของโลก สร้างความกังวลว่าจะลุกลามและขยายวงกว้างขึ้น หลายประเทศสหภาพยุโรป เริ่มมีการเพิ่มงบประมาณทางทหารและดูเรื่องการเกณฑ์ทหาร

    ขณะที่สหรัฐมีการส่งกำลังทหารเข้ายึดอำนาจในเวเนซุเอลา เป็นสัญญาณความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่ต้องมีการจับตาดูสถานการณ์มากขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งต่างๆเหล่านี้ อาจนำไปสู่การใช้เงื่อนไขกดดันที่กระทบการค้าเพิ่มเติม ทำให้ระบบการผลิตหรือซัพพลายเชนอุตสาหกรรมต่างๆทั่วโลกเกิดการหยุดชะงัก(Disruption) ได้

    3)ความเสี่ยงจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว ที่มาจากแรงส่งเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจที่ลดลง หลังมีการยุบสภาระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง และรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัว จึงเป็นเรื่องยากที่จะพึ่งพาการบริโภคของประชาชน มาเป็นตัวขับ เคลื่อนเศรษฐกิจหลัก

    เนื่องจากนปี 2569 เป็นปีที่มีการเลือกตั้ง ทำให้การจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้าเนื่องจากต้องรอ ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำงบประมาณดังกล่าว จึงจำเป็นต้องอาศัยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    5)ความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติที่มีความรุนแรงมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเป็นแรงกดดันงบประมาณประเทศ เนื่องจากต้องใช้วงเงินในการจ่ายเยียวยาภัยธรรมชาติปีละประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท การลงทุนเรื่องระบบน้ำของประเทศและการหาระบบการประกันภัยที่เหมาะสมให้กับประเทศ จึงถือว่ามีความจำเป็นในระยะต่อไป

    หลังมีการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ไม่ว่าผลคะแนนจะออกมาเป็นอย่างไร หรือพรรคไหน จะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะเป็นใคร..โจทย์ว่าด้วย“การฟื้นเศรษฐกิจ”นับเป็นเร่งด่วนเลยทีเดียว..!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08fgvNWkR6LkQG8w5d0oUt