Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไทย 2569: พลิกโฉมสู่การเป็น

    ไทย 2569: พลิกโฉมสู่การเป็น

    ไทย 2569: พลิกโฉมสู่การเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน” และเสาหลักแห่งความมั่งคั่งที่ยั่งยืน


    7/01/2569 | 44 |

    ท่ามกลางบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ผ่านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Resilience & Growth” ที่มุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพควบคู่ไปกับการเปิดรับโอกาสใหม่ในระดับสากล จนได้รับการยอมรับให้เป็น “หัวใจทางเศรษฐกิจของอาเซียน” (The Strategic Gateway of ASEAN)

    1. เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่: ยุคทองของ EV และ AI

    ในปี 2569 ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการผลักดัน นโยบาย 30@30 (ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ในปี 2030) โดยปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตแบตเตอรี่ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ไปจนถึงเครือข่ายสถานีชาร์จที่ครอบคลุม

    นอกจากนี้ การประกาศใช้ Cloud First Policy ยังส่งผลให้ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเลือกไทยเป็นฐานตั้ง Data Center และ Cloud Region ขนาดใหญ่ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อรองรับการนำ AI มาใช้ยกระดับภาคการผลิตและภาคบริการไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก

    2. ป้อมปราการทางการเงิน: เสถียรภาพที่โลกยอมรับ

    ความโดดเด่นของเศรษฐกิจไทยในปีนี้คือ “ความแกร่งของพื้นฐานทางการเงิน” แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ผันผวน แต่ประเทศไทยยังคงรักษาเสถียรภาพได้อย่างมั่นคง:

    • วินัยทางการคลัง: การบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่รัดกุม ทำให้สถาบันการเงินระดับโลกยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของไทยไว้ในระดับที่น่าเชื่อถือ

    • ค่าเงินบาทที่มีประสิทธิภาพ: ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ใช้เครื่องมือทางการเงินที่ทันสมัยในการดูแลค่าเงินบาทให้มีความยืดหยุ่นและสมดุล ส่งผลให้ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

    3. โครงสร้างพื้นฐานระดับเวิลด์คลาส: ประตูเชื่อมสองมหาสมุทร

    กุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ “โลกขาดไม่ได้” คือความคืบหน้าของโครงการ Land Bridge และ EEC เฟสใหม่ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกอย่างไร้รอยต่อ โครงการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการก่อสร้างถนนหรือท่าเรือ แต่คือการสร้าง “ระเบียงเศรษฐกิจ” ที่ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย

    4. เศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตที่ทั่วถึง (Inclusive & Green Growth)

    ก้าวสำคัญในปี 2569 คือการผนวก BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) เข้ากับทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ รัฐบาลส่งเสริมให้ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน สอดรับกับมาตรการทางการค้าสากล (เช่น CBAM) ทำให้สินค้าไทยมีแต้มต่อในตลาดโลก ขณะเดียวกัน การเติบโตนี้ยังกระจายไปยังเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการเกษตรมูลค่าสูง

    บทสรุป: มุ่งสู่อนาคตด้วยความมั่นคง

    บทพิสูจน์ความสำเร็จในเดือนมกราคม 2569 นี้ คือการที่ประเทศไทยสามารถยืนหยัดอย่างสง่างามในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน เราไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเลขการเติบโตของ GDP แต่เรามีความแข็งแกร่งทางเสถียรภาพ ความพร้อมทางการแข่งขัน และความยั่งยืนที่พร้อมจะขับเคลื่อนให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

    ข้อมูลอ้างอิงประกอบบทความ:

    • รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

    • สถิติการส่งเสริมการลงทุน โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

    • รายงานนโยบายการเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    • แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/462732&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bo31b7k9MJOIQy9vwBdIn

  • ‘3แบงก์ใหญ่’ เตือนโจทย์หินปี69 เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ธุรกิจธนาคาร ‘เหนื่อยรอบด้าน’

    ‘3แบงก์ใหญ่’ เตือนโจทย์หินปี69 เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ธุรกิจธนาคาร ‘เหนื่อยรอบด้าน’

    Finance

    07 ม.ค. 2026 เวลา 6:00 น.

    “3 แบงก์ใหญ่” ชี้ธุรกิจธนาคารปี 69 ไม่ง่าย “ชาติศิริ” ชี้ภายใต้เศรษฐกิจที่โตต่ำ ย้ำธนาคารต้องกลับมาให้ความสำคัญกับคุณภาพหนี้-ดูแลลูกค้าคุมต้นทุนรอบคอบ “กฤษณ์” ชี้เป็นปีแห่งความท้าทายรอบด้าน หวังเห็นการเติบโต แต่ต้องมาพร้อมคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีต่อเนื่อง “ผยง” เร่งแบงก์ดูแลคุณภาพสินทรัพย์ควบคู่การรับมือความเสี่ยงใหม่จากภัยพิบัติมากขึ้น

    ท่ามกลาง “เศรษฐกิจไทย” ที่ขยายตัวอย่าง “จำกัด” ธนาคารพาณิชย์ไทย (แบงก์) กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ต่อเนื่องในปี 2569 โดยหลายธนาคารยังหวังเห็นการเติบโตของธุรกิจต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ให้ดีต่อเนื่อง

    ภายใต้ “เศรษฐกิจเติบโตระดับต่ำ” ดังนั้น โจทย์ใหญ่ปี 2569 ที่ยังต้องทำต่อเนื่องคือการดูแลลูกค้าและคุณภาพหนี้อย่างใกล้ชิด

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า โจทย์ท้าทายปี 2569 มีหลายปัจจัยที่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย และต่อธุรกิจแบงก์โดยรวมให้มีความท้าทายมากขึ้น

    โดยมองว่าเศรษฐกิจปีหน้าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงประมาณ 2% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ไม่สูงนักทำให้การขยายตัวของธุรกรรมทางเศรษฐกิจในหลายด้านไม่สามารถขยับได้มาก ธนาคารและภาคธุรกิจจึงต้องหาวิธีสร้างโอกาสใหม่ ๆ เพื่อให้การค้าขายและการลงทุนสามารถเดินหน้าต่อไปได้

    ดังนั้นภายใต้บริบทนี้ บทบาทของธนาคารคือการทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างเต็มที่เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาและเปิดโอกาสใหม่ๆให้ลูกค้าสามารถเพิ่มธุรกรรมทางธุรกิจของตนเองได้

    โดยมองว่าภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตในระดับจำกัด ธนาคารต้องอาศัยเครือข่ายที่มีอยู่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงลูกค้าให้สามารถค้าขายสินค้า ลงทุน หรือเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละรายมากขึ้น

    สำหรับความท้าทายของธุรกิจธนาคารในปีหน้าหนึ่งในโจทย์สำคัญคือ การให้ความสำคัญกับคุณภาพหนี้ การลดความเสี่ยง และการควบคุมต้นทุน เป็นแนวทางที่ธนาคารให้ความสำคัญเช่นกัน แต่การเติบโตยังสามารถทำได้ หากมีโอกาสที่เหมาะสม ธนาคารก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่

    สำหรับภาพรวมสินเชื่อในปีหน้าธนาคารยังคงพยายามผลักดันการเติบโตและยังมีโครงการสินเชื่อในระดับหนึ่ง ที่ยังเติบโตได้จากลูกค้าหลากหลายกลุ่มทั้งลูกค้ารายใหญ่ รายกลาง และรายย่อย เพียงแต่อัตราการเติบโตของแต่ละกลุ่มอาจแตกต่างกันไป

    ในมุมของความเสี่ยงสิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจและทำธุรกรรมได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อกิจการของลูกค้าดำเนินไปได้ ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมยังคงเดินหน้า

    ในประเด็นคุณภาพหนี้และหนี้เสียธนาคารให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่ธนาคารดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และจะใช้แนวทางเดียวกันต่อไป โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักการคัดกรองลูกค้าแต่อย่างใด

    ซึ่งมองว่าหลังธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการได้ และระดับดอกเบี้ยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สามารถรองรับได้

    สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีที่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธนาคารจึงต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งช่วยให้ลูกค้าปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ผ่านการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ และแนวคิดด้านความยั่งยืน เพื่อให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับตลาดที่เปลี่ยนไป และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานได้

    ส่วนของแผนธุรกิจปีหน้ายังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและจัดทำรายละเอียด โดยยังไม่สามารถสรุปตัวเลขเป้าหมายได้ในขณะนี้ แต่การดำเนินงานจะเป็นไปตามแนวทางและเป้าหมายที่วางไว้

    ด้านธุรกิจต่างประเทศ พอร์ตต่างประเทศยังถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโต โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนและจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีบทบาทสำคัญต่อธนาคาร รายได้จากต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนใกล้เคียงเดิม และการขยายตัวจะเป็นการต่อยอดจากฐานลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน”

    สำหรับความเสี่ยงหนึ่งที่ธนาคารพิจารณามากขึ้น คือจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ที่ธนาคารมองความเสี่ยงจาก climate change และอุทกภัย

    ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องให้ความระมัดระวังและดูแลอย่างรอบคอบ ซึ่งในส่วนของธนาคารได้มีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับสภาพตลาด และมีการดูแลการดำเนินงานในพื้นที่ต่างๆอย่างเหมาะสม

    นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์มองว่าปีหน้าจะเป็นปีที่มี “ความท้าทายค่อนข้างมาก”

    ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายมองเห็นตรงกันอยู่แล้ว โดยความท้าทายดังกล่าวไม่ได้มาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นความท้าทายที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ทั้งจากต่างประเทศ จากภายในประเทศ รวมถึงจากโครงสร้างเชิงระบบของภาครัฐและระบบราชการด้วย

    ในมิติของต่างประเทศยังมองว่าโลกยังไม่ได้หลุดพ้นจากความไม่แน่นอน เรื่องสงครามการค้าและการกีดกันทางการค้ายังคงเป็นประเด็นที่ยังไม่แน่นอนขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ก็ยังคงมีอยู่และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใด

    นอกจากนี้โลกกำลังหมุนเข้าสู่ทิศทางของการพัฒนาในหลายมิติ ทั้งเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจ และรูปแบบการแข่งขัน ดังนั้นประเทศไทยเองอาจจะยังปรับตัวได้ช้ากว่าโลกในหลายเรื่อง ซึ่งยิ่งทำให้ความท้าทายจากภายนอกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น

    หากหันกลับมามองบริบทภายในประเทศเรายังอยู่ภายใต้ “หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง”และยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศยังมีความเปราะบาง และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ

    ดังนั้นปัจจัยเหล่านี้ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีความพยายามจากหลายฝ่ายก็ตาม

    ในอีกมิติ คือสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งหากสามารถเร่งให้การเลือกตั้งกลับมาได้ก็อาจช่วยให้เกิดนโยบายใหม่ๆที่เข้ามาช่วยผ่อนคลายหรือพยุงเศรษฐกิจได้บ้าง

    ด้านบทบาทของแบงก์ภายใต้ความท้าทายรอบด้านบทบาทของธนาคาร ต้องไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปล่อยสินเชื่อเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่เป็นธนาคารอย่างแท้จริงคือทั้งอำนวยความสะดวกด้านการเข้าถึงสินเชื่อ และให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนควบคู่กันไป

    หากวิกฤตหนี้ขยายตัวและปัญหาสะสมมากขึ้น สิ่งที่ทุกคนต้องทำคือใช้ให้น้อยลง วางแผนการเงินให้มากขึ้นและธนาคารเองก็ต้องมีบทบาทในการชวนประชาชนเข้ามาวางแผนการเงินอย่างจริงจังมากกว่าเดิม”

    สำหรับการเติบโตของธนาคารปีหน้า ภายใต้การคาดการณ์เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพธนาคารไทยพาณิชย์ในปีหน้ายังคงตั้งเป้าเห็นการเติบโตของสินเชื่อยังคงเป็นบวก

    แต่การเติบโตดังกล่าวจะเป็นการเติบโตแบบเลือกโดยเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจและลูกค้าที่ธนาคารเชื่อว่ายังสามารถไปต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ธนาคารมีความเข้าใจเป็นอย่างดี หรือธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงของโลก แม้บางธุรกิจอาจไม่ได้อยู่ในกระแสหลักของโลกาภิวัตน์ แต่หากเป็นลูกค้าที่มีคุณภาพ มีวินัยทางการเงิน และมีความสามารถในการแข่งขัน ธนาคารก็ยังพร้อมสนับสนุน

    “ปีหน้าจะเป็นปีที่ไทยพาณิชย์ยังเดินหน้าเติบโตในทุกมิติ แต่เป็นการเติบโตในกลุ่มที่มีโจทย์อนาคตชัดเจน หรือเป็นผู้ผลิตต้นทุนต่ำ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และมีวินัยทางการเงินที่ดี สินเชื่อที่คาดหวังว่าจะโตต่อคือสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เราเป็นผู้นำตลาด และสินเชื่อยานยนต์ที่เริ่มตกตะกอนมากขึ้น”

    ดังนั้นเป้าหมายการเติบโตปีหน้าสิ่งที่สำคัญ คือไม่ใช่เน้นที่การเติบโตโดดเด่นในปีหน้า แต่ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการรักษาฐานลูกค้าเดิม”โดยดูแลลูกค้าที่มีความเข้มแข็งต่อไป

    สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ในปีหน้า ไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการเติบโตกับคุณภาพสินทรัพย์แต่ต้องทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน เป็น Dual Mandate ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เหล่านี้คือโจทย์ที่ยาก แต่ธนาคารพยายามปรับโครงสร้างภายในให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ทั้งการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ และการเชื่อมโยงหน่วยงานภายในให้ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น โดยตั้งเป้าไม่ให้ระดับ NPL สูงไปกว่าปัจจุบัน”

    • ปีแห่งการท้าทายของสถาบันการเงิน

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า สำหรับมุมมองเศรษฐกิจปีหน้าในมุมของอุตสาหกรรมธนาคาร หลายแห่งสะท้อนตรงกันว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่เหนื่อยสำหรับผู้ประกอบการ โดยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประเมินกันอยู่ที่ราวประมาณ 1.5-1.8%

    ในมุมของสถาบันการเงินก็ยอมรับว่ามีความท้าทายเพิ่มขึ้น ดังนั้นธนาคารเองต้องกลับมาให้ความสำคัญมากขึ้นในการช่วยเหลือลูกค้าและการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ยังต้องเดินควบคู่กัน การจะเน้นด้านใดด้านหนึ่งขึ้นอยู่กับพลวัตของเศรษฐกิจ เพราะธนาคารไม่สามารถดำเนินนโยบายสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจจริงได้ แม้ทุกฝ่ายอยากเห็นการเติบโตแต่การเติบโตต้องมีองค์ประกอบรองรับไม่ใช่เพียงการอัดเงินเข้าไปในระบบ

    ประเด็นที่น่ากังวลต่อเนื่องคือสภาพคล่องในระบบและระดับหนี้สาธารณะ ซึ่งอยู่ในระดับที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง

    และอีกประเด็นสำคัญที่ธนาคารให้ความสำคัญมากขึ้นคือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งกำลังกลายเป็นภาวะปกติใหม่ หรือnew norm จากความเสี่ยงจากภัยพิบัติมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้มาตรฐานการประเมินความเสี่ยงในแต่ละปีต้องเปลี่ยนไป

    แต่คำถามสำคัญคือโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยมีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ ในการรองรับการดูแลกลุ่มเปราะบางเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการ การมีประกันที่ครอบคลุม หรือการมีทรัพยากรส่วนกลางจากภาษีประชาชนเพื่อเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเร่งหารือเพื่อยกระดับระบบให้รองรับความเสี่ยงใหม่ ๆ

    สำหรับภาคธนาคารเอง ภัยพิบัติก็เป็นความท้าทายใหม่เช่นกันเพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุ ธนาคารย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1215441&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03rZhQq575BQnLv2hl3Lni

  • ตลาดหุ้นยุโรปปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ข้อมูลเศรษฐกิจหนุนตลาด : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ข้อมูลเศรษฐกิจหนุนตลาด : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในวันอังคาร (6 ม.ค.) หลังดัชนีตลาดหุ้นเยอรมนีและสเปนทำสถิติสูงสุดตลอดกาล โดยข้อมูลเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ออกมาในเชิงบวกช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของนักลงทุนจากความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

    • ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 605.28 จุด เพิ่มขึ้น 3.52 จุด หรือ +0.58%
    • ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,237.43 จุด เพิ่มขึ้น 25.93 จุด หรือ +0.32%
    • ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,892.20 จุด เพิ่มขึ้น 23.51 จุด หรือ +0.09% และ
    • ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,122.73 จุด เพิ่มขึ้น 118.16 จุด หรือ +1.18%

    ดัชนี STOXX 600 ปิดปีที่ผ่านมาโดยปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 จากแรงหนุนของอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายลงและการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้น แม้นักวิเคราะห์คาดว่าผลตอบแทนในปีนี้จะชะลอลง แต่ยังมองว่าตลาดมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

    ในวันอังคาร โกลด์แมน แซคส์ ปรับเพิ่มเป้าหมาย 12 เดือนของดัชนี STOXX 600 โดยดัชนีปิดบวกต่อเนื่องหลังจากทะลุระดับ 600 จุดเป็นครั้งแรก

    นักเศรษฐศาสตร์ของ Economist Intelligence Unit ระบุว่า นักลงทุนเริ่มชินกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังมีความเชื่อมั่นอย่างระมัดระวัง และยังมีปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่

    เงินเฟ้อในหลายประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของยูโรโซนในเดือนที่ผ่านมา ชะลอตัวลงมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ แม้การเติบโตยังทรงตัว ซึ่งตอกย้ำมุมมองว่าแรงกดดันด้านราคาลดลงแล้ว และเศรษฐกิจของภูมิภาคมีความแข็งแกร่งเกินคาด

    ในเยอรมนี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาค เงินเฟ้อลดลงสู่ระดับ 2.0% จาก 2.6% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 2.2% ส่วนฝรั่งเศส เงินเฟ้อลดลงสู่ 0.7% จาก 0.8% ขณะที่เงินเฟ้อสเปนลดลงสู่ 3.0% จาก 3.2%

    ดัชนีหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ พุ่งขึ้น 3% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. ปีที่แล้ว โดยหุ้น Novo Nordisk ผู้ผลิตยารักษาโรคอ้วนจากเดนมาร์ก พุ่งขึ้น 5%

    บริษัทได้เปิดตัวยา Wegovy ในรูปแบบเม็ดในสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ ส่งผลให้การแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Eli Lilly ทวีความรุนแรงขึ้น

    หุ้น AstraZeneca พุ่งขึ้น 4.9% และหุ้น Novartis พุ่งขึ้น 2.8%

    หุ้นกลุ่มทรัพยากรพื้นฐานเพิ่มขึ้น 2% และเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565

    สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น InPost พุ่งขึ้นเกือบ 30% หลังบริษัทผู้ให้บริการตู้รับส่งพัสดุระบุว่า ได้รับข้อเสนอเบื้องต้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท

    ขณะที่หุ้น Adidas ร่วงลง 3.6% หลัง Bank of America ปรับลดคำแนะนำลงทุนสองระดับเป็น underperform จาก buy เนื่องจากคาดว่ายอดขายจะชะลอการขยายตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/558953&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C6YPn2UPo0ieIyuoVJI1f

  • เบญจปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีม้า.!

    เริ่มต้นศักราชใหม่ปีม้า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวประมาณ 1.2-2.2% (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7%) ทำให้ปี 2569 เศรษฐกิจไทยถือว่าเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่ง โดย 5 ปัจจัยเสี่ยง..ที่ต้องเฝ้าระวังทั้งภายในและภายนอก ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด..

    1)การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยภาพรวมปริมาณการค้าโลกและเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโตอยู่ที่ประ มาณ 3.1-3.2% แม้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ระดับ 3% จะดูมากกว่าการเติบโตของจีดีพีประเทศไทย แต่มุมมองของเศรษฐกิจโลก ถือว่าไม่ได้สูงมากนัก เพราะเป็นระดับทรงตัวมาหลายปี นับตั้งแต่โลกเริ่มประสบปัญหาความ ขัด แย้งต่างๆ

    ที่สำคัญ..ปริมาณการค้าโลก มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2568 ด้วยเช่นกัน

    มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณการค้าโลกชะลอตัว มาจากผลกระทบของสงครามการค้า(Trade War) ที่ยังไม่จบสิ้น รวมถึงมีการเร่งนำเข้าสินค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยการชะลอตัวของปริมาณการค้าโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกปี2569 มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงจากปี 2568

    2)ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง จากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าของไทย ถือว่าผิดปกติและเร็วกว่าประ เทศอื่นๆในภูมิภาค ปัญหานี้อาจทอดยาวจนถึงไตรมาส 1/2569 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกระทรวงการคลัง พบว่า มาจากวอลุ่มการเทรดทองคำที่มีผลต่อค่าเงินบาทอย่างมาก โดยปริมาณการการเทรดทองคำปัจจุบันบางช่วง สูงกว่าปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากคนหันไปเก็งกำไรตลาดทองคำ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ผลจากค่าเงินบาทแข็งค่า แม้ว่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าทุน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มผู้ส่งออก ที่จะได้รับผลกระทบพอสมควรในแง่ของรายได้เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่า กระทบกับภาคการท่องเที่ยวโดยปี 2569 เช่นกัน

    มีการประมาณการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยประมาณ 35 ล้านคน ระยะต่อไป หนีไม่พ้นที่ประเทศไทย ต้องเร่งยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness & Medical Tourism) เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายนัก ท่องเที่ยวต่อหัวมากขึ้น

    3)ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics)เป็นความเสี่ยงสำคัญในเวทีโลก จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่จบและความขัดตามแย้งจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆของโลก สร้างความกังวลว่าจะลุกลามและขยายวงกว้างขึ้น หลายประเทศสหภาพยุโรป เริ่มมีการเพิ่มงบประมาณทางทหารและดูเรื่องการเกณฑ์ทหาร

    ขณะที่สหรัฐมีการส่งกำลังทหารเข้ายึดอำนาจในเวเนซุเอลา เป็นสัญญาณความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่ต้องมีการจับตาดูสถานการณ์มากขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งต่างๆเหล่านี้ อาจนำไปสู่การใช้เงื่อนไขกดดันที่กระทบการค้าเพิ่มเติม ทำให้ระบบการผลิตหรือซัพพลายเชนอุตสาหกรรมต่างๆทั่วโลกเกิดการหยุดชะงัก(Disruption) ได้

    3)ความเสี่ยงจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว ที่มาจากแรงส่งเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจที่ลดลง หลังมีการยุบสภาระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง และรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัว จึงเป็นเรื่องยากที่จะพึ่งพาการบริโภคของประชาชน มาเป็นตัวขับ เคลื่อนเศรษฐกิจหลัก

    เนื่องจากนปี 2569 เป็นปีที่มีการเลือกตั้ง ทำให้การจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้าเนื่องจากต้องรอ ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำงบประมาณดังกล่าว จึงจำเป็นต้องอาศัยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    5)ความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติที่มีความรุนแรงมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเป็นแรงกดดันงบประมาณประเทศ เนื่องจากต้องใช้วงเงินในการจ่ายเยียวยาภัยธรรมชาติปีละประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท การลงทุนเรื่องระบบน้ำของประเทศและการหาระบบการประกันภัยที่เหมาะสมให้กับประเทศ จึงถือว่ามีความจำเป็นในระยะต่อไป

    หลังมีการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ไม่ว่าผลคะแนนจะออกมาเป็นอย่างไร หรือพรรคไหน จะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะเป็นใคร..โจทย์ว่าด้วย“การฟื้นเศรษฐกิจ”นับเป็นเร่งด่วนเลยทีเดียว..!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08fgvNWkR6LkQG8w5d0oUt

  • เบญจปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีม้า.!

    เริ่มต้นศักราชใหม่ปีม้า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวประมาณ 1.2-2.2% (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7%) ทำให้ปี 2569 เศรษฐกิจไทยถือว่าเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่ง โดย 5 ปัจจัยเสี่ยง..ที่ต้องเฝ้าระวังทั้งภายในและภายนอก ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด..

    1)การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยภาพรวมปริมาณการค้าโลกและเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโตอยู่ที่ประ มาณ 3.1-3.2% แม้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ระดับ 3% จะดูมากกว่าการเติบโตของจีดีพีประเทศไทย แต่มุมมองของเศรษฐกิจโลก ถือว่าไม่ได้สูงมากนัก เพราะเป็นระดับทรงตัวมาหลายปี นับตั้งแต่โลกเริ่มประสบปัญหาความ ขัด แย้งต่างๆ

    ที่สำคัญ..ปริมาณการค้าโลก มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2568 ด้วยเช่นกัน

    มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณการค้าโลกชะลอตัว มาจากผลกระทบของสงครามการค้า(Trade War) ที่ยังไม่จบสิ้น รวมถึงมีการเร่งนำเข้าสินค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยการชะลอตัวของปริมาณการค้าโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกปี2569 มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงจากปี 2568

    2)ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง จากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าของไทย ถือว่าผิดปกติและเร็วกว่าประ เทศอื่นๆในภูมิภาค ปัญหานี้อาจทอดยาวจนถึงไตรมาส 1/2569 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกระทรวงการคลัง พบว่า มาจากวอลุ่มการเทรดทองคำที่มีผลต่อค่าเงินบาทอย่างมาก โดยปริมาณการการเทรดทองคำปัจจุบันบางช่วง สูงกว่าปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากคนหันไปเก็งกำไรตลาดทองคำ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ผลจากค่าเงินบาทแข็งค่า แม้ว่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าทุน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มผู้ส่งออก ที่จะได้รับผลกระทบพอสมควรในแง่ของรายได้เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่า กระทบกับภาคการท่องเที่ยวโดยปี 2569 เช่นกัน

    มีการประมาณการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยประมาณ 35 ล้านคน ระยะต่อไป หนีไม่พ้นที่ประเทศไทย ต้องเร่งยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness & Medical Tourism) เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายนัก ท่องเที่ยวต่อหัวมากขึ้น

    3)ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics)เป็นความเสี่ยงสำคัญในเวทีโลก จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่จบและความขัดตามแย้งจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆของโลก สร้างความกังวลว่าจะลุกลามและขยายวงกว้างขึ้น หลายประเทศสหภาพยุโรป เริ่มมีการเพิ่มงบประมาณทางทหารและดูเรื่องการเกณฑ์ทหาร

    ขณะที่สหรัฐมีการส่งกำลังทหารเข้ายึดอำนาจในเวเนซุเอลา เป็นสัญญาณความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่ต้องมีการจับตาดูสถานการณ์มากขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งต่างๆเหล่านี้ อาจนำไปสู่การใช้เงื่อนไขกดดันที่กระทบการค้าเพิ่มเติม ทำให้ระบบการผลิตหรือซัพพลายเชนอุตสาหกรรมต่างๆทั่วโลกเกิดการหยุดชะงัก(Disruption) ได้

    3)ความเสี่ยงจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว ที่มาจากแรงส่งเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจที่ลดลง หลังมีการยุบสภาระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง และรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัว จึงเป็นเรื่องยากที่จะพึ่งพาการบริโภคของประชาชน มาเป็นตัวขับ เคลื่อนเศรษฐกิจหลัก

    เนื่องจากนปี 2569 เป็นปีที่มีการเลือกตั้ง ทำให้การจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้าเนื่องจากต้องรอ ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำงบประมาณดังกล่าว จึงจำเป็นต้องอาศัยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    5)ความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติที่มีความรุนแรงมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเป็นแรงกดดันงบประมาณประเทศ เนื่องจากต้องใช้วงเงินในการจ่ายเยียวยาภัยธรรมชาติปีละประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท การลงทุนเรื่องระบบน้ำของประเทศและการหาระบบการประกันภัยที่เหมาะสมให้กับประเทศ จึงถือว่ามีความจำเป็นในระยะต่อไป

    หลังมีการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ไม่ว่าผลคะแนนจะออกมาเป็นอย่างไร หรือพรรคไหน จะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะเป็นใคร..โจทย์ว่าด้วย“การฟื้นเศรษฐกิจ”นับเป็นเร่งด่วนเลยทีเดียว..!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08fgvNWkR6LkQG8w5d0oUt

  • ขอ(โอกาส)‘ทดลองงาน’?

    ขอ(โอกาส)‘ทดลองงาน’?

    โดนกระทำในแบบที่ลดทอนศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ในค่ายทหาร แล้วเราออกมายืนเคียงข้างคนที่ถูกกระทำหรือครอบครัวผู้เสียชีวิต..”

    และวานซืน..พรรคประชาชน โพสต์คลิปและข้อความ.. “93 ปีที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง มีนายกฯ มาแล้ว 32 คน รัฐมนตรีนับไม่ถ้วน พวกเขาพาประเทศไทยมาได้ไกลเท่านี้

    2569 เลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้การบริหารงานแบบใหม่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พร้อมทีมบริหารรัฐบาลประชาชน จะพาประชาชนไทย ไปสู่อนาคตใหม่ ที่ก้าวไกลกว่าเดิม..”

    อุ๊บะ..นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นี่นะ จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่วิเศษวิโส บริหารประเทศชาติแบบใหม่ พาประชาชนไทยไปสู่อนาคตใหม่ที่ก้าวไกลกว่าเดิม

    ถามก่อน..นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นใคร? ไม่ต้องตอบผมเปิดวิกิพีเดียพบแล้ว.. “เกิด 18 พฤษภาคม พ.ศ.2530 ชื่อเล่น ‘เท้ง’

    เป็นบุตรชายคนที่ 4 ของสุชาติ เรืองปัญญาวุฒิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ชนันธร ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด

    ประกอบธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และประธานกรรมการ บริษัท เรืองปัญญา เคหะการ จำกัด สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนทวีธาภิเศก 

    และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมคอมพิวเตอร์) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ก่อนทำงานการเมือง เคยเป็นผู้บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท เมเนจเม้นท์ โซลูชั่นส์ จำกัด

    อดีตรองเลขาธิการฝ่ายพัฒนาระบบข้อมูลและดิจิทัลของพรรคก้าวไกล และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร

    อ๋อ..ก็ไม่ได้มีความพิเศษ-เกินมนุษย์มนาซะที่ไหน และหากเทียบกับ “อดีตนายกรัฐมนตรี” ที่ผ่านมา 32 ท่าน..

    ไม่ต้องยกเทียบระดับ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์!

    เอาแค่ระนาบคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือคุณแพทองธาร ชินวัตร ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าคุณณัฐพงษ์จะฉลาดกว่า-เก่งกว่าหรือไม่?

    แต่..เท่าที่คนโน้น-คนนี้วิจารณ์ ดูเหมือนความฉลาดของคุณเท้งจะเปราะบางอยู่มาก นี่ไม่อยากจะซ้ำเติมด้วยข้อความของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หรอกนะ..

    อ่านทีไรก็เจ็บจี๊ดทุกครั้งไป!

    เออ..แต่คุณเท้งก็ยอมรับเองนี่น่า.. “ผมยอมโง่ต่อไป เพื่อทำให้มันดีขึ้น” อย่างงี้ประชาชนที่ไหนจะกล้าให้คุณเท้งบริหารงานแบบใหม่..

    พาประชาชนไทย ไปสู่อนาคตใหม่ ที่ก้าวไกลกว่าเดิมได้ล่ะ..หือ?

    เห็นจะมีก็แต่ประชาชนที่เสียสติ บ้าๆ บอๆ กระมัง ที่เลือกคนโง่ (อวดฉลาด) ให้มาบริหารประเทศชาติ!

    และคงด้วย..ประชาชน (ส่วนใหญ่) ไม่ได้เสียสติ เจ้าของพรรค เอ๊ยผู้นำจิตวิญญาณพรรค นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เลยจำต้องโผล่หน้าออกมาออดอ้อน..

    “เลือกตั้งรอบนี้ ขอโอกาสเราเป็นพรรคหลักในการเมืองพรรคเดียว ถ้าเราทำไม่ได้ 4 ปี ข้างหน้าท่านไม่ต้องเลือกเราอีกเลย”

    เนี่ย..นายธนาธรคงคิดว่าประเทศไทยเป็นบริษัทจำกัดรึไง ถึงได้มาขอ “ทดลองงาน” ว่าแต่ไม่ได้อ่านที่คุณชูวิทย์โพสต์ดอกรึ..

    “ผมว่าคนไทยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอควร ก็เริ่มรู้แล้วล่ะครับว่า หาก “ให้โอกาสพรรคส้มได้เป็นรัฐบาลพรรคเดี่ยวแล้วจะทำให้ดู” มันเสี่ยงแค่ไหน…

    มันน่ากลัวนะครับ ที่คนไทยจะให้โอกาสเอาประเทศไปลองเสี่ยงทำให้ดู แบบที่ธนาธรหาเสียงหรือเดินสายสัมภาษณ์สื่อ

    พวกเราแค่กลัวว่า “จะไม่เหลืออะไรในโอกาสหน้าอีก”

    หมดกัน!.

    สันต์ สะตอแมน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/927039/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rg78ooTqJqRMxSJR76ucx

  • อบจ.กำแพงเพชร เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ มุ่งลดความเดือดร้อน สร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน | TOPNEWS

    อบจ.กำแพงเพชร เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ มุ่งลดความเดือดร้อน สร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน | TOPNEWS

    จังหวัดกำแพงเพชร โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ภายใต้การนำของ นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาอุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูฝนของทุกปี

    นายสุนทร รัตนากร เปิดเผยว่า ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยเฉพาะในอำเภอ พรานกระต่าย อำเภอคลองลาน และอำเภอคลองขลุง ซึ่งตั้งอยู่ในโซนเทือกเขาตะวันตก เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศลาดชัน เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือฝนตกต่อเนื่อง จะเกิดน้ำป่าไหลหลากจากพื้นที่ต้นน้ำลงสู่พื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตรอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง

    ที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรได้เร่งนำ เครื่องจักรกลหนักและบุคลากรด้านช่าง ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชน พร้อมทั้งดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาเชิงระบบ ตั้งแต่ พื้นที่ต้นน้ำในแนวเทือกเขาตะวันตก เส้นทางการไหลของน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำคือแม่น้ำปิง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม และยั่งยืน

    การดำเนินงานดังกล่าว ไม่ได้มุ่งแก้ไขเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว แต่เน้นการวางแผนระยะยาว ทั้งการปรับปรุงลำน้ำ การเปิดทางน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รวมถึงการ บริหารจัดการและการเก็บกักน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อชะลอปริมาณน้ำในช่วงฝนตกหนัก และลดความรุนแรงของน้ำหลากในพื้นที่ชุมชนตอนล่าง

    จากการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา ระยะเวลาการเกิดน้ำท่วมลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา ความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรและการดำรงชีวิตของประชาชนลดลงอย่างเป็นรูปธรรม และในปีงบประมาณ 2569 องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชรได้กำหนดนโยบายเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอุทกภัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพ ทำมาหากินได้อย่างมั่นคง และลดความสูญเสียจากภัยธรรมชาติให้น้อยที่สุด

    นอกจากนี้ นายสุนทร รัตนากร ยังให้ความสำคัญกับ การยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านสาธารณสุขในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. ที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจมาอยู่ในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่ง อบจ. ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างชัดเจนใน 3 ด้านหลัก

    ด้านที่หนึ่ง คือ การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ให้มีความก้าวหน้าในสายงาน มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ

    ด้านที่สอง คือ การพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับภารกิจการดูแลรักษาผู้ป่วย ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

    และด้านที่สาม คือ การยกระดับการบริการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาพยาบาลที่รวดเร็ว มีมาตรฐาน และใกล้บ้านมากที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1446389&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wWxntZgI-ocu9SAsel6nQ

  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ เปิดให้ชำระค่าบำรุงประจำปี 2569 – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    วันที่ 6 มกราคม 2569 นายวรพล เพชรสุทธิ์ นายทะเบียนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แจ้งว่าสมาคมฯ เปิดให้สมาชิกชำระเงินค่าบำรุงประจำปี 2569 แล้ว โดยสมาชิกสามารถโอนเงินจำนวน 300 บาท (สามร้อยบาทถ้วน) เข้าบัญชีสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน เลขที่บัญชี 073-2-11315-3 หรือสแกนจ่ายได้ที่คิวอาร์โค้ดด้านล่าง แล้วส่งสลิปมาที่ tjareporter@gmail.com (ใส่หัวเรื่อง “ชำระค่าบำรุงประจำปี 2569” )

    เพื่อสมาคมฯจะได้ออกใบเสร็จรับเงินให้ต่อไป สมาชิกสามารถชำระเงินค่าบำรุงประจำปี 2569 ได้ถึงวันที่ 31มีนาคม 2569 เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆของสมาชิก เช่น สวัสดิการประกันกลุ่ม สวัสดิการรักษาพยาบาล (รวมทั้งทันตกรรม) สวัสดิการทุนการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/highlight/1456456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VWsl79H50ctCEF3ed3R-R

  • ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา

    ยังไม่พบนักการเมือง-ผู้สมัคร สส. เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา

    รมว.ยุติธรรม-ตร.ไซเบอร์ ร่วมป้องปราบทุนเทาสนับสนุนนักการเมืองช่วงเลือกตั้ง 69 ยืนยันยังไม่พบว่ามีนักการเมืองคนใด หรือพรรคการเมืองไหนเข้าไปเกี่ยวข้องเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา พร้อมตรวจสอบนักการเมืองทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียม

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุม กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์-เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ร่วมประชุมการปฏิบัติการเชิงรุกการป้องปราบทุนเทาสนับสนุนนักการเมืองช่วงการเลือกตั้ง สส. 69 ยันตรวจสอบทุกพรรคเท่าเทียมกัน

    พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยว่าวันนี้เป็นการประชุม และติดตามผลปฏิบัติการต่างๆ ทั้งคดีทั่วไป และคดีที่เป็นเป้าหมายสำคัญ รวมถึงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทุกคน ซึ่งในช่วงที่ใกล้การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยมากที่สุด คือเรื่องของสแกมเมอร์ และการพนันออนไลน์ที่สร้างปัญหาให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก รวมถึงในวันนี้ได้มีการพูดคุยและให้นักนโยบายพิเศษ เนื่องจากช่วงนี้ใกล้การเลือกตั้งจึงมีการกำชับให้ดูแลในเรื่องของเงินเทา และให้ทางตำรวจไซเบอร์ติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ผู้สมัคร สส. เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเงินเทา เนื่องจากผู้สมัคร สส. ทุกท่านนั้นหากได้รับการเลือกจากประชาชนก็จะต้องเข้ามาบริหารประเทศ และได้มีการกำชับไปยังตำรวจไซเบอร์ในทุกพื้นที่ ให้เฝ้าระวังติดตามอย่างใกล้ชิดหากพบว่ามีลักษณะที่มี สส. ไปเกี่ยว เว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทาให้นำเรื่องดังกล่าวเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาให้ทราบ

    ซึ่งในขณะนี้ยังไม่พบว่ามีนักการเมืองคนใด หรือพรรคการเมืองไหนเข้าไปเกี่ยวข้อง และยืนยันว่าจะตรวจสอบนักการเมืองทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียม พร้อมประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนหากพบเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดของ สส. พรรคการเมืองไหนสามารถแจ้งมายังตำรวจไซเบอร์ได้โดยตรงเนื่องจากเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

    โดยในเรื่องนี้เป็นคำสั่งแรกของรัฐบาลชุดนี้ที่มีการแต่งตั้งอนุกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยมีตนเป็นประธาน ซึ่งที่ผ่านมาทางนายกรัฐมนตรีมีนโยบายว่าให้ตนและผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ประสานความร่วมมือกันในการปราบปรามโดยเคร่งครัด และทางนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

    พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวต่อว่า ส่วนสถานการณ์สู้รบระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาซึ่งทางกองทัพได้มีปฏิบัติการทำลายฐานที่ตั้งทหารที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์หลายจุด ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่ามีการทำลายไปแล้วกี่แห่ง-ตึก พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า ในส่วนของตัวเลขยังไม่ได้รับมาอยู่ในมือของตัวเอง ซึ่งทางตำรวจไซเบอร์ได้จัดเวรไปอยู่ที่หน้าชายแดนเพื่อคอยตรวจสอบบุคคลที่เดินทางกลับเข้ามา เพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดหรืออยู่ในขบวนการแก๊งสแกมเมอร์หรือไม่

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อมูลเกี่ยวกับการย้ายฐานสแกมเมอร์หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ระบุบางส่วนกลับมาที่ประเทศไทย บางส่วนก็ย้ายฐานเข้าไปอีกจุดหนึ่ง ซึ่งย้ายออกไปจากเมืองปอยเปตไปแล้ว แต่ในส่วนนี้เราขอนำเรียนเบื้องต้นเท่านี้ก่อน ซึ่งทราบแล้วว่าย้ายไปไหนแต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบให้แน่ชัด และทราบมาว่าเขาจะเน้นหลอกเฉพาะคนไทย และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือการประชาสัมพันธ์ซึ่งทางตำรวจไซเบอร์ก็มีการประชาสัมพันธ์มาตลอด

    ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จากการทำลายฐานที่ตั้ง มีผลทำให้สถิติการหลอกลวงลดลงหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่าจากที่ดูแนวโน้ม การหลอกลวงยังคงมีอยู่และสูงขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายนั้นลดลง ซึ่งในส่วนนี้เราคงต้องดูจากตัวเลข อย่างเมื่อสักครู่ที่ทางผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์นำเสนอ พบว่ากรณีหลอกลงทุนเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในอันดับที่ 5-6 แต่มูลค่าความเสียหายนั้นสูงเป็นอันดับที่หนึ่ง

    ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามถึงประเด็นคุกวีไอพี พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่าได้ส่งข้อมูลคดีคุกวีไอพีไปที่ ป.ป.ช. แล้วตามกรอบระยะเวลา และตัวเองให้ฝ่ายบุคคลเสนอเรื่องขึ้นมา ซึ่งเมื่อวานมีการเสนอเรื่องขึ้นมาแต่ได้ให้ไปแก้ไขว่าบางคนมองว่าเป็น บัตรสนเท่ห์ ตนมองว่าไม่ใช่ เพราะว่ามีคนร้องเรียนเข้ามาเราจะต้องตรวจสอบว่ามีเบาะแสอย่างไร และต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน ซึ่งเขาร้องเรียนมาหลายเรื่องประกอบกับที่เคยไปร้องยังนายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2906136&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09nkIkLtd_NUEZpnjkHmsQ

  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ เปิดให้ชำระค่าบำรุงประจำปี 2569 – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    วันที่ 6 มกราคม 2569 นายวรพล เพชรสุทธิ์ นายทะเบียนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แจ้งว่าสมาคมฯ เปิดให้สมาชิกชำระเงินค่าบำรุงประจำปี 2569 แล้ว โดยสมาชิกสามารถโอนเงินจำนวน 300 บาท (สามร้อยบาทถ้วน) เข้าบัญชีสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน เลขที่บัญชี 073-2-11315-3 หรือสแกนจ่ายได้ที่คิวอาร์โค้ดด้านล่าง แล้วส่งสลิปมาที่ tjareporter@gmail.com (ใส่หัวเรื่อง “ชำระค่าบำรุงประจำปี 2569” )

    เพื่อสมาคมฯจะได้ออกใบเสร็จรับเงินให้ต่อไป สมาชิกสามารถชำระเงินค่าบำรุงประจำปี 2569 ได้ถึงวันที่ 31มีนาคม 2569 เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆของสมาชิก เช่น สวัสดิการประกันกลุ่ม สวัสดิการรักษาพยาบาล (รวมทั้งทันตกรรม) สวัสดิการทุนการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/highlight/1456456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VWsl79H50ctCEF3ed3R-R