Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘เอกนิติ’ มั่นใจจีดีพี Q4/68 ทะลุ 1% ชี้มาตการกระตุ้นดันปีโตเพิ่มอีก 0.2%

    ‘เอกนิติ’ มั่นใจจีดีพี Q4/68 ทะลุ 1% ชี้มาตการกระตุ้นดันปีโตเพิ่มอีก 0.2%

    ‘เอกนิติ’ มั่นใจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘คนละครึ่ง พลัส-เที่ยวดีมีคืน-เติมเงินบัตรคนจน-เร่งรัดเบิกจ่าย’ ช่วยบูมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 โตทะลุ 1% ดันภาพรวมทั้งปี 2568 บวกเพิ่มอีก 0.2% แจงหน่วยงานพร้อมรับข้อสังเกตปมลดหย่อน TISA ไปปรับให้ดียิ่งขึ้น

    7 ม.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้มีการประเมินผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการคนละครึ่ง พลัส, โครงการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการเที่ยวดีมีคืน และโครงการเร่งรัดการเบิกจ่ายของส่วนราชการ มีส่วนสำคัญในการช่วยประคองเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2568 ไม่ให้ติดหล่ม โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้สูงกว่า 1% อย่างแน่นอน จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.3% เท่านั้น

    ทั้งนี้ เบื้องต้นได้มีการหารือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เห็นสอดคล้องกันว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้เร่งผลักดันออกมาในช่วง 2 เดือนกว่านั้น มีผลต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เนื่องจากการออกแบบมาตรการที่มีการศึกษามาอย่างดี โดยเน้นการกระจายตัว ไม่ให้มีการกระจุกตัว ซึ่งสะท้อนจากโครงการเที่ยวดีมีคืน ที่เน้นการท่องเที่ยวในเมืองรองสามารถใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีได้มากกว่า เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่พบว่า มีสัดส่วนการใช้จ่ายผ่านสิทธิ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ อยู่ที่ราว 15-16% ส่วนที่เหลือ 85% อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก เป็นต้น ขณะที่โครงการเร่งรัดการเบิกจ่าย ในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2568 พบว่าสามารถเบิกจ่ายได้สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 5%

    “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้มีการผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านแนวนโยบาย Quick Big Win 5 เสาหลัก 1 ฐานราก นั้น เชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นจากหล่ม พ้นจากการเป็นรถยนต์ที่ติดหล่มอย่างแน่นอน เพราะโครงการเหล่านี้มันกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชัดเจนกว่าอย่างอื่น เช่น ถ้าให้เงินไป เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาไปใช้เท่าไหร่ เก็บเท่าไหร่ คืนหนี้เท่าไหร่ แต่มาตรการตรงนี้ที่ทำสุดท้ายแล้วประชาชนได้เอาไปใช้ในชีวิตจริง ไม่มีการรั่วไหลและวัดเป็นเม็ดเงินได้ ทุกอย่างชัดเจนทั้งหมด ดังนั้นผลในการฟื้นเศรษฐกิจจึงมากกว่าปกติ โดยเบื้องต้นคาดว่ามาตรการเหล่านี้จะมีส่วนช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2568 โตเพิ่มอย่างน้อย 0.2% เป็นขั้นต่ำ ส่วนตัวเลขที่ชัดเจนต้องรอสภาพัฒน์ประกาศในเดือน ก.พ. 2569” นายเอกนิติ กล่าว

    ส่วนโครงการ Thailand Individual Savings Account : TISA ยอมรับว่ายังผลักดันไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมีการยุบภาเกิดขึ้น และในช่วงที่ผ่านมาอาจจะยังมีการสื่อสารที่ทำให้ไม่เข้าใจครบถ้วนเกิดขึ้นด้วย โดยเบื้องต้นอยากชี้แจงว่าในปี 2569 วงเงินในการลดหย่อนภาษีจะปรับลดเหลือ 6 แสนบาท จากเดิมที่ 8 แสนบาท และปีถัดไปจะเหลือ 5 แสนบาท ขณะที่ข้อเสนอข้อง TISA นั้น จะให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี 8 แสนบาทตลอดไป ส่วนประเด็นกรณีกำหนดเพดานให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี สามารถลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น 1.3 เท่า ขณะที่ผู้มีรายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี หักลดหย่อนภาษีได้ 0.7 เท่านั้น เชื่อว่าหลังจากนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบพร้อมที่จะรับข้อสังเกตต่าง ๆ จากทุกฝ่ายไปพิจารณาให้มีความรอบคอบมากขึ้น

    “อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการลดหย่อนอย่างเดียว แต่เราอยากจูงใจให้คนตัวเล็กเข้ามาสู่ตลาดทุนมากขึ้น จึงต้องเพิ่มแรงจูงใจให้เขา ซึ่งตอนนี้ของใหม่ ทราบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบก็พร้อมรังข้อสังเกตโดยเฉพาะในส่วนของตัวคูณมาพิจารณา หน่วยงานพร้อมจะรับฟัง อะไรหรืออันไหนที่ไม่ดีก็พร้อมจะเอาไปปรับเพื่อให้มันมากยิ่งขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

    สำหรับนโยบายสนับสนุนการออม ผ่านโครงการออมทรัพย์ พลัส ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) นั้น ขณะนี้ขั้นตอนต่าง ๆ ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว แต่ยังติดเรื่องข้อกฎหมายเล็กน้อย โดยอยู่ระหว่างการประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงการคลังอยากตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน อยากให้ทุกอย่างรอบคอบและถูกต้องตามข้อกฎหมาย จากแผนเดิมที่จะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ม.ค. 2569

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/927520/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HUeflyO2gAEjtecuB-u4A

  • สถิติชี้เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวพุ่งอันดับ 2 ภาคเหนือ อัดงบปั้นมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินเชียงแสน กระตุ้นเศรษฐกิจ

    สถิติชี้เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวพุ่งอันดับ 2 ภาคเหนือ อัดงบปั้นมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินเชียงแสน กระตุ้นเศรษฐกิจ

    เชียงรายเร่งเครื่อง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน–ถนนธนาลัย” จากงานประเพณีท้องถิ่นสู่เทศกาล Soft Power ระดับประเทศ

    เชียงราย, 7 มกราคม 2569 – ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นต้นปีบนผืนแผ่นดินล้านนาตะวันออก เสียงคลื่นแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสนยังคงซัดกระทบตลิ่งอย่างเนิบช้า แต่บรรยากาศภายในห้องประชุมที่ว่าการอำเภอกลับเต็มไปด้วยจังหวะก้าวที่เร่งรัดกว่าทุกปีที่ผ่านมา เมื่อผู้นำท้องถิ่นระดับอำเภอ จังหวัด และเทศบาล นั่งประชุมร่วมกันบนวาระเดียวคือ “จะทำอย่างไรให้สงกรานต์เชียงรายก้าวพ้นจากงานประเพณีธรรมดา ไปสู่เทศกาลระดับสากลที่สร้างรายได้และภาพจำใหม่ให้ทั้งจังหวัด”

    การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากผูกโยงโดยตรงกับตัวเลขเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ชี้ชัดว่าเชียงรายกำลังอยู่ในจังหวะ “พร้อมรุก” มากกว่าที่เคย

    สัญญาณจากตัวเลข เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ

    ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ในกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวภาคเหนือ เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 7,896 บาทต่อทริป เป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่ที่ 9,346 บาท และสูงกว่าแม่ฮ่องสอนที่ 5,169 บาทอย่างมีนัยสำคัญ

    หากมองในภาพรวมทั้งประเทศ ข้อมูลสถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางหดตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ -0.39 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รายได้กลับขยายตัวร้อยละ 1.18 สู่ระดับ 9.90 หมื่นล้านบาท โดยเชียงรายติดหนึ่งในห้าอันดับจังหวัดที่สร้างรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงสุด ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ และประจวบคีรีขันธ์

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาเชียงรายมี “กำลังใช้จ่าย” และมองจังหวัดปลายสุดแดนเหนือแห่งนี้เป็นจุดหมายที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง ทั้งในมิติของธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมเชิงเทศกาล หากจังหวัดสามารถออกแบบ “เวทีใหญ่” ที่ดึงดูดได้ต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสยกระดับเม็ดเงินให้หมุนเวียนในท้องถิ่นมากขึ้น

    สงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีที่คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักดี จึงถูกมองเป็น “หมากตัวสำคัญ” ของยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงหลังโควิด-19

    เชียงแสนเปิดเกมรุก “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” เชื่อมไทย–ลาว–เมียนมา

    วันที่ 5 มกราคม 2569 ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสนกลายเป็นสมรภูมิไอเดียของผู้บริหารท้องถิ่นหลายระดับ นำโดยนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน ในฐานะประธานการประชุม ร่วมด้วยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายพลภพ มานะมนตรีกุล นายกเทศมนตรีตำบลเวียง คณะผู้บริหารเทศบาล เจ้าหน้าที่ อบจ.เชียงราย และผู้นำชุมชนในพื้นที่

    วาระสำคัญของการประชุมคือการเตรียมพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ประจำปี 2569” ที่ตั้งเป้าให้เชียงแสน—เมืองเก่าริมโขงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน—กลายเป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมสงกรานต์ของสามประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว และเมียนมา

    “เราจะไม่ทำแค่การรดน้ำดำหัวหรือขบวนแห่แบบเดิม ๆ อีกต่อไป เชียงแสนมีทั้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ชายแดนที่ไม่เหมือนใคร เป้าหมายของเราคือทำให้งานนี้เป็น Soft Power ที่แท้จริง เชื่อมใจผู้คนสามแผ่นดินผ่านวัฒนธรรมสงกรานต์”
    นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในที่ประชุม สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต้องการใช้วัฒนธรรมเป็นหัวรถจักรทางเศรษฐกิจ

    ในมิติของพื้นที่ เชียงแสนถือเป็น “ประตูหน้า” ของเชียงรายที่หันออกสู่ลุ่มน้ำโขงตอนบน ทั้งด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยวทางน้ำ และประวัติศาสตร์อาณาจักรล้านนา การออกแบบงานสงกรานต์ในอำเภอแห่งนี้จึงไม่ได้มองเพียงผู้ร่วมงานในจังหวัด หากคำนึงถึงศักยภาพของนักท่องเที่ยวข้ามแดนจากลาวและเมียนมาด้วย

    แผนงานเบื้องต้นระบุการจัดกิจกรรมที่ผสมผสานทั้งพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น พิธีสรงน้ำพระ การทำบุญตักบาตร และการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ กับกิจกรรมร่วมสมัยอย่างการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา เวทีดนตรีริมโขง และโซนเล่นน้ำอย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งครอบครัว นักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรม และกลุ่มวัยรุ่นที่มองสงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งความสนุก

    เศรษฐกิจ–วัฒนธรรม–ความปลอดภัย สามแกนหลักในสมการสงกรานต์เชียงราย

    การผลักดัน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ไม่ได้เป็นเพียงงานรื่นเริง แต่ถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของเชียงแสนและจังหวัดเชียงรายโดยรวม ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลกับความปลอดภัยและการจราจร ซึ่งเป็นโจทย์ที่เชียงรายเคยเผชิญมาแล้วในเขตอำเภอเมือง

    เสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วนสะท้อนตรงกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ “ถนนคนม่วน” หรือถนนสันโค้งน้อย ซึ่งเคยใช้เป็นโซนหลักในการเล่นน้ำสงกรานต์ มีข้อจำกัดด้านกายภาพอย่างชัดเจน ทั้งความคับแคบของผิวจราจรและการตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินและการบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบ

    ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อเสนอจากคนเชียงรายและกลุ่มผู้ผลักดันศิลปวัฒนธรรม ให้พิจารณา “ย้ายเวทีหลักของสงกรานต์เมืองเชียงราย” ไปยังถนนธนาลัย ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญใจกลางเมืองที่แวดล้อมด้วยสวนสาธารณะ วัดสำคัญ และพื้นที่โล่งที่สามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

    ถนนธนาลัย สมรภูมิใหม่ของ “ถนนคนเล่นน้ำ” เมืองเชียงราย

    ข้อเสนอให้ถนนธนาลัยกลายเป็น “ถนนคนเล่นน้ำ” ประจำจังหวัด ไม่ได้มีเพียงมิติด้านความกว้างขวางของพื้นที่ แต่เชื่อมโยงกับภาพลักษณ์เมืองเชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วย

    ถนนสายนี้เป็นที่ตั้งของ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” พื้นที่แลนด์มาร์กที่ใช้จัดงานเทศกาลวัฒนธรรมสำคัญหลายครั้งในรอบปี เช่น งานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม งานลอยกระทงยี่เป็ง รวมถึงงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ของจังหวัด การนำถนนธนาลัยมาใช้เป็นเวทีสงกรานต์หลักจึงช่วยให้จังหวัดสามารถ “ต่อยอด” โครงสร้างพื้นฐานเดิม อาทิ ระบบไฟส่องสว่าง ลานกิจกรรม และพื้นที่จัดนิทรรศการ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    แนวคิดการออกแบบพื้นที่ถนนธนาลัยสำหรับสงกรานต์ 2569 มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่

    1. จุดเติมน้ำตลอดสาย
      การติดตั้งจุดเติมน้ำในระยะห่างที่เหมาะสมเพื่อลดปัญหาผู้ร่วมงานต่อแถวยาวและกระจายน้ำอย่างทั่วถึง ช่วยลดการใช้รถบรรทุกน้ำจำนวนมากซึ่งมักกีดขวางการจราจร
    2. บูธกิจกรรมภาคเอกชนและชุมชน
      เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และผู้ผลิตสินค้า OTOP ตั้งบูธจำหน่ายสินค้าและจัดกิจกรรมสร้างสีสัน เช่น เกมพื้นบ้าน การสาธิตงานหัตถศิลป์ล้านนา ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ผู้ประกอบการรายย่อย
    3. เวทีกลางขนาดใหญ่
      ใช้จัดประกวดนางสงกรานต์ การแสดงวัฒนธรรมร่วมสมัย การประกวดก่อเจดีย์ทราย ตลอดจนกิจกรรมการแสดงดนตรีและคอนเสิร์ตจากศิลปินที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น หลังจบพิธีการ สามารถต่อเนื่องสู่ช่วงเวลาแห่งความบันเทิงยามค่ำคืนด้วยดีเจเปิดเพลง สร้างบรรยากาศ “เมืองไม่หลับ” ช่วงเทศกาล
    4. ขบวนแห่พระพุทธรูปและศิลปวัฒนธรรมล้านนา
      ใช้โมเดลการจัดงานของเทศบาลนครเชียงใหม่บนถนนราชดำเนินเป็นต้นแบบ โดยให้มีขบวนแห่พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของเชียงราย นำหน้าด้วยพระสำคัญจากวัดต่าง ๆ ในจังหวัด การตกแต่งขบวนเน้นลวดลายล้านนา เช่น ขบวนขันดอก ขบวนสลุงทราย ขบวนตุง ขบวนน้ำขมิ้นส้มป่อย และขบวนไม้ค้ำโพธิ์ พร้อมการแต่งกายพื้นเมืองและการแสดงฟ้อนรำ ตีกลองสะบัดชัย เพื่อสะท้อนภาพ “สงกรานต์เมืองเชียงรายแบบที่โลกรอคอยเห็น”

    เสียงสะท้อนจากประชาชนคนเชียงรายกลุ่มหนึ่งที่เสนอแนวคิดนี้ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้เชียงรายจะมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง แต่กิจกรรมช่วงสงกรานต์ในเขตเมืองยังขาด “จุดขายที่ชัดเจน” เมื่อเทียบกับจังหวัดรอบข้าง หากสามารถออกแบบถนนธนาลัยให้เป็นถนนคนเล่นน้ำที่มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ “อยู่ยาว” มากกว่าการเดินทางแบบไป–กลับเพียงหนึ่งวัน

    เชื่อมภาพใหญ่ จากตัวเลขทั้งประเทศสู่ยุทธศาสตร์เมืองชายแดน

    ในระดับประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางรวมจะหดตัวเล็กน้อย แต่รายได้จากการท่องเที่ยวกลับเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าผู้เดินทางพร้อมใช้จ่ายมากขึ้นต่อทริป ขณะที่รายได้ 9.90 หมื่นล้านบาทส่วนใหญ่กระจุกตัวใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย และประจวบคีรีขันธ์

    เมื่อแยกตามภูมิภาค จะพบว่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางชาวไทยที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเชียงรายโดยตรง

    การที่เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ แปลว่าผู้มาเยือนยินดีจ่ายเพื่อกิจกรรมและประสบการณ์ที่มีคุณค่า การลงทุนยกระดับสงกรานต์ให้เป็นเทศกาลเชิงเศรษฐกิจจึงสอดคล้องกับทิศทางตลาด สร้างโอกาสขยายระยะเวลาการพักค้างคืน เพิ่มการใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และธุรกิจโลจิสติกส์ในจังหวัด

    ในเชิงยุทธศาสตร์ การมี “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสน ผนวกกับ “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” ในเขตเมืองเชียงราย จะทำให้จังหวัดมี “คลัสเตอร์สงกรานต์” ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ชายแดนริมโขงจนถึงตัวเมือง เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สามารถออกแบบแพ็กเกจได้หลากหลาย ตั้งแต่ทัวร์ครอบครัวเชิงวัฒนธรรม ไปจนถึงทัวร์วัยรุ่นสายเทศกาล

    เสียงจากผู้นำท้องถิ่น นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี”

    นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ย้ำในที่ประชุมว่า การจัดงานมหาสงกรานต์ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียง “อีเวนต์ประจำปี” แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายใหญ่ที่วางไว้คือ “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ”

    “เราต้องการให้ทุกอำเภอมีงานวัฒนธรรมหรือกิจกรรมเด่นที่บอกตัวตนของพื้นที่ เชียงแสนมีมหาสงกรานต์สามแผ่นดิน เชียงรายเมืองเก่ามีถนนธนาลัยเป็นถนนคนเล่นน้ำ เชียงของ–แม่สายเชื่อมต่อการท่องเที่ยวชายแดน ทั้งหมดนี้คือภาพใหญ่ของเชียงรายในฐานะจังหวัดที่สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ในฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่ง”
    นางอทิตาธรกล่าว

    คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนการมองสงกรานต์เป็นจุดตั้งต้นของการจัดวางปฏิทินท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่น ๆ เช่น งานดอกไม้ เมืองกาแฟเมืองชา การท่องเที่ยวเชิงกีฬาหรือ MICE เพื่อให้เม็ดเงินไม่กระจุกตัวเพียงช่วงฤดูกาลสั้น ๆ

    จากเวทีจังหวัดสู่ Soft Power ระดับชาติ ความท้าทายที่ต้องเดินไปให้ถึง

    แม้เชียงรายจะมีจุดแข็งด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ประวัติศาสตร์เมืองโบราณ และภูมิประเทศริมโขงที่เอื้อต่อการจัดงานเทศกาล แต่การก้าวสู่การเป็น “เทศกาลระดับโลก” ยังต้องอาศัยการทำการบ้านอีกหลายด้าน

    ประการแรก คือการวางระบบบริหารจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ไม่ให้การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวกลายเป็นภาระต่อชุมชน ทั้งในเรื่องขยะมูลฝอย น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรน้ำในช่วงสงกรานต์ การออกแบบอุโมงค์น้ำและจุดเติมน้ำตลอดสายถนนธนาลัย จึงต้องพิจารณาร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด

    ประการที่สอง คือการสื่อสารเรื่องราวของพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย และความเชื่อมโยงกับลุ่มน้ำโขง นักท่องเที่ยวในยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูง ต้องการมากกว่าพื้นที่เล่นน้ำ พวกเขาต้องการ “เรื่องเล่า” ที่ทำให้การเดินทางมีความหมาย ทั้งต่อผู้คนและต่อชุมชนที่ตนเองไปเยือน

    ประการสุดท้าย คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบแนวคิดงาน การบริหารจัดการพื้นที่ การจัดขบวนแห่ ไปจนถึงการจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่แผงลอย การทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกว่าเป็น “เจ้าของงาน” ร่วมกัน จะช่วยให้งานสงกรานต์เชียงรายเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่กลายเป็นเพียงเทศกาลที่จัดเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในระยะสั้น

    สงกรานต์เชียงรายในฐานะเวทีทดสอบศักยภาพเมืองท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

    เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจการท่องเที่ยวล่าสุด ผนวกกับการขยับตัวของหน่วยงานท้องถิ่นในจังหวัดเชียงราย จะเห็นได้ชัดว่า ปี 2569 เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการใช้สงกรานต์เป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัด

    อำเภอเชียงแสนจะทำหน้าที่เป็นเวทีหน้า ด้วยงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่ตั้งใจเชื่อมโยงไทย–ลาว–เมียนมา ผ่านพิธีกรรมและกิจกรรมร่วมสมัยริมฝั่งโขง ขณะเดียวกัน เขตเมืองเชียงรายก็เตรียมต่อยอดแนวคิด “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เดิมที่คับแคบและกระทบต่อโรงพยาบาล พร้อมยกระดับบรรยากาศสงกรานต์ให้มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และอัตลักษณ์ล้านนาอย่างครบถ้วน

    หากแผนงานเหล่านี้สามารถผลักดันและดำเนินการได้ตามที่วางไว้ เชียงรายมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะขยับจากภาพลักษณ์ “เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาว” ไปสู่ “เมืองเทศกาลตลอดทั้งปี” ที่ใช้สงกรานต์เป็นหัวใจของการสร้าง Soft Power เชิงวัฒนธรรม เชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนในทุกอำเภอ

    ในสายตาของนักท่องเที่ยว สงกรานต์เชียงรายอาจเริ่มต้นจากการมองหาเพียงเวทีเล่นน้ำแห่งใหม่ แต่สำหรับคนเชียงราย การประชุมในห้องเล็ก ๆ ที่อำเภอเชียงแสนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 คือจุดเริ่มต้นของการเขียน “บทใหม่” ให้กับประวัติศาสตร์เทศกาลน้ำของเมืองเหนือปลายสุดของสยาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-songkran-festival-2026-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vBAsY9dWynh5Jcy1BcS0a

  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ เปิดให้ชำระค่าบำรุงประจำปี 2569 – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    วันที่ 6 มกราคม 2569 นายวรพล เพชรสุทธิ์ นายทะเบียนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แจ้งว่าสมาคมฯ เปิดให้สมาชิกชำระเงินค่าบำรุงประจำปี 2569 แล้ว โดยสมาชิกสามารถโอนเงินจำนวน 300 บาท (สามร้อยบาทถ้วน) เข้าบัญชีสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน เลขที่บัญชี 073-2-11315-3 หรือสแกนจ่ายได้ที่คิวอาร์โค้ดด้านล่าง แล้วส่งสลิปมาที่ tjareporter@gmail.com (ใส่หัวเรื่อง “ชำระค่าบำรุงประจำปี 2569” )

    เพื่อสมาคมฯจะได้ออกใบเสร็จรับเงินให้ต่อไป สมาชิกสามารถชำระเงินค่าบำรุงประจำปี 2569 ได้ถึงวันที่ 31มีนาคม 2569 เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆของสมาชิก เช่น สวัสดิการประกันกลุ่ม สวัสดิการรักษาพยาบาล (รวมทั้งทันตกรรม) สวัสดิการทุนการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/highlight/1456456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VWsl79H50ctCEF3ed3R-R

  • สรุปไฟไหม้เรือ อ่าวฉลอง เสียหาย 23 ลำ เร่งพิสูจน์หาสาเหตุ

    สรุปไฟไหม้เรือ อ่าวฉลอง เสียหาย 23 ลำ เร่งพิสูจน์หาสาเหตุ

    เจ้าท่าภูเก็ตเปิดเผยความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้เรือหลายลำ บริเวณอ่าวฉลอง จังหวัดภูเก็ต เบื้องต้นพบเรือได้รับความเสียหายแล้ว 23 ลำ และอาจมีเพิ่มอีกไม่เกิน 1–2 ลำ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิสูจน์หลักฐานเพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียด

    เจ้าท่ายืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เรือบริการนักท่องเที่ยวซึ่งมีการใช้งานมากกว่า 10,000 ลำต่อเดือน ยังสามารถเข้า–ออกและให้บริการได้ตามปกติ โดยมีการจัดระเบียบการจราจรทางน้ำและดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด

    สำหรับเรือที่เสียหายจนเป็นเศษซาก เจ้าหน้าที่ได้ล็อกเรือและควบคุมพื้นที่ตามมาตรการความปลอดภัย พร้อมประสานตำรวจและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบ โดยจะอาศัยช่วงเวลาน้ำขึ้น–น้ำลงในการเก็บพยานหลักฐาน ก่อนเคลื่อนย้ายซากเรือไปยังพื้นที่ที่กำหนด

    ด้านนายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระบุว่าเทศบาลตำบลฉลองได้สนับสนุนรถดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์จนเพลิงสงบ และจะทำงานร่วมกับสำนักงานเจ้าท่าอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายและกระทบภาคการท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ สาเหตุของเพลิงไหม้อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง โดยอาจเกี่ยวข้องทั้งปัจจัยทางธรรมชาติหรือปัจจัยอื่น ขณะที่พื้นที่อ่าวฉลองอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) เพื่อยกระดับการจัดการและความปลอดภัยในระยะยาว

    ขอบคุณเครดิตภาพ : เพจ Nbt Phuket Thailand 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/736057&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mnaBDW-4HeIO2Aof-yvpx

  • เจ้าของคอนโดร้องเรียน “พิธีกรท่องเที่ยวช่องดัง” ค้างค่าเช่า ปล่อยห้องรกเป็นกองขยะ

    เจ้าของคอนโดร้องเรียน “พิธีกรท่องเที่ยวช่องดัง” ค้างค่าเช่า ปล่อยห้องรกเป็นกองขยะ

    พิธีกรท่องเที่ยวช่องดัง เบี้ยวค่าเช่า ทำคอนโดหรูเละเป็นกองขยะ ท้าเจ้าของฟ้อง

    กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อเพจดังอย่าง “บิ๊กเกรียน” ได้โพสต์ถึงพฤติกรรมของพิธีกรคนดังรายการท่องเที่ยวช่องน้อยสี

    โดยระบุว่า “เจ้าของห้องเช่า ฝากสื่อช่วยบอก พิธีกรรายการท่องเที่ยวช่องน้อยสี ครบสัญญาเช่า ไม่คืนห้อง กลับทำเลอะเทอะ” 

    ต้องบอกว่าโพสต์ดังกล่าวทำเอาชาวเน็ตต่างสงสัยเลยว่าใครกันนะ 

    จากนั้น เพจบิ๊กเกรียน ได้ลงข้อมูลอีกว่า “นักข่าวติดต่อโทรศัพท์ไปถาม คุณน้อย พิธีกร ตอบกลับสั้นๆว่า #ไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ เพราะเรื่องทั้งหมดได้ส่งให้ทนายดำเนินการ และแจ้งความไว้ที่ กองปราบปราม เหมือนกัน เพราะเขากับสามี มาเลื่อยลูกกุญแจที่ตนเองล็อคไว้ และเข้าไปในห้องโดยไม่ได้รับอนุญาต แถมยังมาเปลี่ยนกุญแจลูกใหม่ ทำให้เข้าห้องไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งในห้องตนเองมีของมีค่าหลายอย่าง รวมทั้งกระเป๋าหลุยส์ ยังไม่รู้เลยว่าจะหายหรืออยู่ในห้องไหม เรื่องนี้คงต้องไปสู้กันที่ศาล”

    ล่าสุด เพจบิ๊กเกรียน ลงข้อมูลใหม่จากทางฝั่งของ พิธีกรคนดัง ระบุว่า “อลเวง​ห้องเช่า! พิธีกร รายการท่องเที่ยว ช่องน้อยสี โต้แล้ว มาบอก บิ๊กเกรียน แค่ล็อคห้อง กองปราบปราม จะรับแจ้งความหรือคะ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9866718/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g2-z7_qZ-9dk83ENZOAWS

  • กำแพงเพชรเตรียมความพร้อมกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา “ปั่นท้าลม ชมสายหมอก” | เดลินิวส์

    กำแพงเพชรเตรียมความพร้อมกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา “ปั่นท้าลม ชมสายหมอก” | เดลินิวส์

    ที่ห้องประชุมทุ่งเศรษฐี ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดกำแพงเพชร นายอนุชาพัสถาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ได้รับมอบหมายจากนายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ในกิจกรรมปั่นท้าลมชมสายหมอก 2026 Maewong Cycling Festival 2026 โดยมีนายปริญญา ถวัลย์อรรณพ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกำแพงเพชร นายคมสัน มณีกาญจน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ นายศุภชัย ศรีงาม นายกสมาคมกีฬาจักรยานจังหวัดกำแพงเพชรพร้อมหน่วยงานทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนมูลนิธิสว่างกำแพงเพชรธรรมสถาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

    นายอนุชา กล่าวว่า เนื่องจากจังหวัดกำแพงเพชรได้อนุมัติโครงการสร้างกิจกรรมรองรับการท่องเที่ยวกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา “ปั่นท้าลม ชมสายหมอก 2026” พร้อมทั้งได้มอบหมายให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกำแพงเพชร เป็นหน่วยงานดำเนินงานตามโครงการและแผนงานซึ่งได้กำหนดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 ณ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ให้มีความหลากหลายและเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ้างงานในท้องที่ โดยมีกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเป็นกลไกในการสร้างรายได้ให้เกิดการกระจายรายได้ในระดับเศรษฐกิจรากหญ้า รวมถึงเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดกำแพงเพชรทั้งยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั่วไปอีกด้วย ซึ่งการประชุมครั้งนี้เพื่อเป็นการมอบหมายงานให้มีความชัดเจนเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและต้อนรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมการปั่นให้มีความประทับใจในการเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

    ด้านนายปริญญา กล่าวว่า เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของจังหวัดกำแพงเพชรสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกำแพงเพชร จึงได้จัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมของกลุ่มนักท่องเที่ยวปัจจุบันที่ให้ความสนใจดูแลเรื่องสุขภาพด้วยการจัดกิจกรรม“ปั่นท้าลม ชมสายหมอก” ขึ้นในวันดังกล่าว ได้มีการแบ่งออกเป็นสองประเภท คือประเภทสุขภาพระยะทาง 10 กิโลเมตรและประเภทแข่งขันระยะทาง 37 กิโลเมตร ณจุดปล่อยตัวบริเวณด่านอุทยาน(เดิม) เวลา 07.00น. ทั้งนี้โดยได้รับความเห็นชอบจากสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และความร่วมมือจากสมาคมกีฬาจักรยานจังหวัดกำแพงเพชร พร้อมเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 300 ท่านซึ่งสามารถสอบถามและดูรายละเอียดได้ที่ Facebook: Maewong Cycling Festival 2026

    ส่วนนายคมสัน กล่าวว่า ระหว่างเส้นทาง นักปั่นจะได้สัมผัสถึงลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะพื้นที่ที่มีความหลากหลาย โดยเส้นทางภายในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จะผ่านผืนป่าขนาดใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ของผืนป่าตะวันตก ผืนป่าสำคัญของประเทศ มีสัตว์ป่านานาชนิด อาทิ สมเสร็จ และโดยเฉพาะนกเงือกชนิดต่างๆ ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ทำให้เส้นทางดังกล่าว ถือเป็นเส้นทางสำคัญที่มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์ป่า ส่วนนักปั่นที่ร่วมการแข่งขัน จะผ่านจุดชมวิวโมโกจูน้อยและลานชมดาว เป็นเนินเขาขนาดเล็กมีฉากหลังเป็นทิวเขาที่สลับซับซ้อนสวยงาม ทอดยาวจนสุดสายตา มีระเบียงสำหรับชมทิวทัศน์ผืนป่าแม่วงก์-คลองลานและอีกหลายแห่งที่เชื่อว่าผู้ร่วมกิจกรรมนักจะอิ่มเอมใจกับทัศนียภาพของป่าดงดิบเขา และสัตว์ป่า เพื่อเข้าสู่เส้นชัยบริเวณลานกางเต็นท์ช่องเย็นที่มีความสูงจากระดับทะเลปานกลาง ประมาณ 1,340 เมตร และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตสำหรับผู้ชื่นชอบในธรรมชาติ ที่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5476971/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sshn__3qWeqdtlFBOjQvR

  • “5 จังหวัดของไทย” ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยที่สุดในปี 2568

    “5 จังหวัดของไทย” ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยที่สุดในปี 2568

    แม้ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ในอีกมุมหนึ่ง ยังมีหลายจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย

    เมื่อเทียบกับจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ซึ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและศักยภาพทางการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่

    จากข้อมูลสถิติ ครึ่งปีแรกของปี 2568 โดย กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า มีอย่างน้อย 5 จังหวัดของไทย ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่ำที่สุดในประเทศ โดยมีปัจจัยสำคัญทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ภาพลักษณ์ และการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว

    5 จังหวัดของไทยที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยที่สุดในปี 2568

    istock-495277277

    1. จังหวัดอำนาจเจริญ : นักท่องเที่ยว 149,753 คน

    อำนาจเจริญถือเป็นจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยที่สุดในไทย สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่ยังไม่หนาแน่น แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

    อีกทั้งจังหวัดไม่มีสนามบิน การเดินทางต้องพึ่งพารถยนต์เป็นหลัก ทำให้การเข้าถึงค่อนข้างยากเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น แม้จะมีจุดเด่นอย่างพุทธอุทยานและวัดสำคัญหลายแห่ง แต่ยังขาดการประชาสัมพันธ์ที่มีพลังมากพอ

    d

    2. จังหวัดหนองบัวลำภู : นักท่องเที่ยว 198,252 คน

    หนองบัวลำภูเป็นจังหวัดที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจเน้นภาคเกษตรกรรมมากกว่าการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวสำคัญส่วนใหญ่เป็นภูเขา ถ้ำ และอุทยานธรรมชาติ ซึ่งยังไม่ได้รับการพัฒนาเชิงท่องเที่ยวอย่างเต็มศักยภาพ

    นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของจังหวัดซึ่งอยู่ระหว่างทางไปหนองคายและอุดรธานี จังหวัดท่องเที่ยวที่มีความพร้อมมากกว่า ทำให้หนองบัวลำภูมักถูกมองข้าม และกลายเป็นเพียงจังหวัดทางผ่านของนักเดินทาง

    q

    3. จังหวัดยโสธร : นักท่องเที่ยว 317,017 คน

    ยโสธรเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองแห่งประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ของปี ขณะที่กิจกรรมท่องเที่ยวในช่วงอื่นยังไม่โดดเด่นมากพอ

    ลักษณะเมืองโดยรวมเป็นพื้นที่ชนบทที่เรียบง่าย แหล่งท่องเที่ยวกระจายตัว และต้องใช้เวลาเดินทางภายในจังหวัดค่อนข้างมาก อีกทั้งยังขาดสิ่งอำนวยความสะดวกและจุดดึงดูดทางเศรษฐกิจ จึงทำให้จำนวนผู้มาเยือนยังอยู่ในระดับต่ำ

    s

    4. จังหวัดปัตตานี : นักท่องเที่ยว 318,955 คน

    ปัตตานีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านวัฒนธรรมอิสลาม อาหารพื้นถิ่น และธรรมชาติชายฝั่งทะเล อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยในอดีตยังคงส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว

    แม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะดีขึ้นอย่างมากแล้ว แต่การรับรู้ของสาธารณชนยังตามไม่ทัน อีกทั้งระบบขนส่งและเส้นทางบินยังไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยวเชิงมวลชน ทำให้ผู้มาเยือนส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม

    y

    5. จังหวัดมหาสารคาม : นักท่องเที่ยว 391,504 คน

    มหาสารคามเป็นจังหวัดศูนย์กลางทางการศึกษา มีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่หลายแห่ง ทำให้เมืองมีความคึกคักในแง่นักศึกษา แต่ในมุมการท่องเที่ยวกลับไม่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับประเทศ

    แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นวัด พิพิธภัณฑ์ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งเหมาะกับนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม อีกทั้งจังหวัดไม่มีภูมิประเทศที่โดดเด่น เช่น ภูเขา น้ำตก หรือแม่น้ำสายใหญ่ จึงทำให้นักเดินทางทั่วไปเลือกไปจังหวัดอื่นในภาคอีสานมากกว่า

    ทั้ง 5 จังหวัดของไทย ที่กล่าวมานี้ ถือเป็นพื้นที่ที่ยังมีโอกาสพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอีกมาก หากได้รับการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างภาพลักษณ์ และการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ที่น่าสนใจในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9866726/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YFJnTyr4wKQNPfBC2zmLb

  • 10 อันดับโลก ‘ไทย – กรุงเทพฯ’ อยู่ที่เท่าไหร่? ‘เมืองฮอตปี 2026’

    10 อันดับโลก ‘ไทย – กรุงเทพฯ’ อยู่ที่เท่าไหร่? ‘เมืองฮอตปี 2026’

    10 อันดับโลก 'ไทย - กรุงเทพฯ' อยู่ที่เท่าไหร่? 'เมืองฮอตปี 2026'

    10 อันดับโลก ‘ไทย – กรุงเทพฯ’ อยู่ที่เท่าไหร่? ‘เมืองฮอตปี 2026’

    ประเทศไทยประกาศศักดาความแรงด้านการท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นปี เมื่อ eDreams ODIGEO แพลตฟอร์มจองการเดินทางชื่อดังจากสเปน เปิดเผยผลการจัดอันดับเมืองท่องเที่ยวที่ถูกค้นหาและถูกกดวางแผนเดินทางมากที่สุดสำหรับปี 2026 ผลปรากฏว่า “กรุงเทพมหานครฯ” ขึ้นแท่นอันดับ 1 แบบไม่ต้องลุ้น แซงเมืองระดับโลกทุกโค้ง

    10 อันดับโลก 'ไทย - กรุงเทพฯ' อยู่ที่เท่าไหร่? 'เมืองฮอตปี 2026'

    การครองอันดับหนึ่งของกรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่สะท้อนภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวที่ครบเครื่อง ทั้งวัฒนธรรม อาหาร ชีวิตกลางคืน แหล่งช็อปปิ้ง และความสะดวกในการเดินทาง จนกลายเป็นปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    ความร้อนแรงยังไม่จบแค่เมืองหลวง เพราะ “ภูเก็ต” ไข่มุกแห่งอันดามัน ก็ติดอันดับ 6 เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก ตอกย้ำว่าทะเลไทยยังคงครองใจนักเดินทางสายพักผ่อน ขณะที่เมืองดังในเอเชียอย่าง “บาหลี” จากอินโดนีเซีย ก็ตามมาติดอันดับเช่นกัน ทำให้ภูมิภาคเอเชียกลายเป็นโซนที่เนื้อหอมที่สุดในสายตานักท่องเที่ยว

    10 อันดับโลก 'ไทย - กรุงเทพฯ' อยู่ที่เท่าไหร่? 'เมืองฮอตปี 2026'

    10 อันดับเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมปี 2026 จากการค้นหาของนักเดินทางทั่วโลก

    • กรุงเทพฯ (ประเทศไทย)
    • โตเกียว (ญี่ปุ่น)
    • ปารีส (ฝรั่งเศส)
    • ลอนดอน (สหราชอาณาจักร)
    • นิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา)
    • ภูเก็ต (ประเทศไทย)
    • แฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี)
    • บาหลี (อินโดนีเซีย)
    • โรม (อิตาลี)
    • มาดริด (สเปน)

    รายชื่อดังกล่าวไม่เพียงเป็นไอเดียสำหรับนักท่องเที่ยวที่กำลังวางแผนทริปข้ามปี แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนว่า ปี 2026 ประเทศไทยกำลังจะเผชิญคลื่นนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ต คำถามสำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐานและการบริการของไทย พร้อมรับมือกับความนิยมระดับโลกนี้มากแค่ไหน

    สรุปข่าวคมชัดลึก 

    ผลจัดอันดับจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกชี้ชัด “กรุงเทพฯ” คือเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลกในปี 2026 พร้อมด้วย “ภูเก็ต” ที่ติด Top 10 สะท้อนศักยภาพการท่องเที่ยวไทยที่ยังแรงไม่หยุด ปีหน้าไทยเตรียมรับนักท่องเที่ยวแบบจัดหนัก และบทบาท “เจ้าบ้านของโลก” กำลังกลับมาอีกครั้ง

    #กรุงเทพมหานคร #ท่องเที่ยวไทย #เมืองท่องเที่ยวยอดนิยม #เที่ยวปี2026 #คมชัดลึก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/612003&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ataKfRf6NGw2IVm–NTnN

  • แฉพิธีกรช่องน้อยสี หมดสัญญาเช่าไม่ย้ายออก ทิ้งขยะ-ขี้แมวเกลื่อน เพจดังแย้มคำใบ้

    แฉพิธีกรช่องน้อยสี หมดสัญญาเช่าไม่ย้ายออก ทิ้งขยะ-ขี้แมวเกลื่อน เพจดังแย้มคำใบ้

              ใคร ? พิธีกรช่องน้อยสี หมดสัญญาเช่าไม่ย้ายออก กินอยู่ฟรีมา 3 เดือน ทิ้งขี้แมว-ทิ้งขยะเกลื่อน ถูกทวงบ่อย ๆ กลับไล่ไปฟ้อง เพจดังแย้มคำใบ้ คนแห่ใส่ใจ  

    พิธีกรช่องน้อยสี ค้างค่าเช่า ไม่ย้ายออก

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก บิ๊กเกรียน

              เป็นเรื่องราวที่สังคมให้ความสนใจ กรณีวานนี้ (6 มกราคม 2569) เพจ บิ๊กเกรียน ออกมาเผยเรื่องราวของพิธีกรรายการท่องเที่ยว ช่องน้อยสี ที่เช่าห้องอยู่ 1 ปี แต่เมื่อหมดสัญญากลับไม่ยอมคืนห้อง แถมยังปล่อยให้อยู่ในสภาพเลอะเทอะ รกเหมือนกองขยะ 

              โดย น.ส.จุฬาภรณ์ เผ่าจินดา หรือ มุก อายุ 47 ปี เจ้าของคอนโด ย่านหัวถนนท่าน้ำปากเกร็ด เปิดเผยว่า หลังจากครบกำหนดสัญญาเช่า 1 ปี เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ปรากฏว่าพิธีกรรายการท่องเที่ยวรายนี้ ไม่ยอมคืนห้อง ปล่อยให้ห้องรกรุงรังเป็นกองขยะ ทิ้งขี้แมวไว้ให้ดูต่างหน้า ตนพยายามพูดคุยขอให้เขาคืนห้องและย้ายออก เพราะไม่จ่ายค่าเช่ามาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน จนถึงวันนี้จะเข้า 3 เดือนแล้ว แต่เมื่อทวงถามบ่อย ๆ เขาก็ไล่ให้ไปฟ้องร้องเอา

    พิธีกรช่องน้อยสี ค้างค่าเช่า ไม่ย้ายออก

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก บิ๊กเกรียน

              ทางเจ้าของห้องจึงอยากฝากสื่อเป็นคนกลางไปถึงพิธีกรรายดังกล่าว ให้มาย้ายข้าวของ เสื้อผ้า และเก็บกวาดห้อง ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย และตนก็ได้แจ้งความไว้ที่ สภ.ปากเกร็ด แล้ว

              ทั้งนี้ เมื่อมีนักข่าวติดต่อไปสอบถามฝั่งพิธีกร กลับตอบสั้น ๆ ว่าไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ เพราะได้ส่งเรื่องให้ทนายดำเนินการ และแจ้งความไว้ที่กองปราบปรามเช่นกัน เนื่องจากเจ้าของห้องเช่ากับสามีมาเลื่อยกุญแจที่ตนล็อกไว้ และเข้าห้องโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังมาเปลี่ยนกุญแจชุดใหม่จนเข้าห้องไม่ได้ถึงทุกวันนี้ โดยในห้องมีของมีค่าหลายอย่าง รวมถึงกระเป๋าหลุยส์ และตั้งใจไปต่อสู้ในชั้นศาล

    พิธีกรช่องน้อยสี ค้างค่าเช่า ไม่ย้ายออก

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก บิ๊กเกรียน

              ขณะที่เพจ ดาวแปดแฉก มีคำใบ้เพิ่มเติมถึงพิธีกรรายดังกล่าว ระบุว่า “อ่านข่าวแล้วไม่รู้ว่าใคร !! พิธีกรหญิง รายการท่องเที่ยว ช่องน้อยสี มีสามีแล้ว ได้เช่าคอนโดย่านปากเกร็ด สัญญา 1 ปี ครบหมดสัญญาแล้ว เมื่อพฤศจิกา 68 ล่วงเลย มา 3 เดือน ไม่ยอมคืนห้อง ทิ้งขี้แมวไว้ให้ดูต่างหน้า #อยากให้ครูกะปิใส่ใจครับ”

    พิธีกรช่องน้อยสี ค้างค่าเช่า ไม่ย้ายออก

    พิธีกรช่องน้อยสี ค้างค่าเช่า ไม่ย้ายออก

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก บิ๊กเกรียน

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก บิ๊กเกรียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/251304&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-pBix8D1ZeWmuBGYudoIg

  • ปีใหม่ 69 คนแห่บินเฉียด 5.8 แสน กระบี่แชมป์ผู้โดยสาร-เที่ยวบินสูงสุด

    ปีใหม่ 69 คนแห่บินเฉียด 5.8 แสน กระบี่แชมป์ผู้โดยสาร-เที่ยวบินสูงสุด

    ทย. เผยยอดผู้โดยสารปีใหม่ 69 พุ่งแตะ 5.8 แสนคน เพิ่มขึ้นกว่า 81% โดยสนามบินกระบี่ครองแชมป์คนใช้บริการและเที่ยวบินสูงสุด สะท้อนสัญญาณบวกท่องเที่ยวไทย

    นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เปิดเผยถึงภาพรวมการเดินทางผ่านท่าอากาศยานในสังกัดช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 พบว่ามีจำนวนผู้โดยสารรวมสูงถึง 579,969 คน ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญของการฟื้นตัวในอุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศ 
     

    ปีใหม่ 69 คนแห่บินเฉียด 5.8 แสน กระบี่แชมป์ผู้โดยสาร-เที่ยวบินสูงสุด

    กระบี่แชมป์ผู้โดยสารสูงสุด

    ท่าอากาศยานกระบี่ยังคงครองความนิยมสูงสุดเป็นอันดับ 1 ทั้งในด้านจำนวนผู้โดยสารที่สูงถึง 145,828 คน และจำนวนเที่ยวบินพาณิชย์รวม 946 เที่ยวบิน

    สำหรับอันดับรองลงมาในด้านจำนวนผู้โดยสาร ได้แก่ ท่าอากาศยานอุดรธานี (73,598 คน) ท่าอากาศยานขอนแก่น (64,232 คน) ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี (60,677 คน) และท่าอากาศยานอุบลราชธานี (43,501 คน) ตามลำดับ

    ส่วนการบริหารจัดการเที่ยวบิน กรมท่าอากาศยานรายงานว่ามีจำนวนเที่ยวบินพาณิชย์รวมทั้งหมด 3,827 เที่ยวบิน โดยมีสถิติที่น่าสนใจในด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ ซึ่งท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชครองแชมป์ปริมาณการขนส่งสินค้ามากที่สุดที่ 22,294 กิโลกรัม จากยอดรวมการขนส่งสินค้าทั้งหมด 102,072 กิโลกรัม ปีใหม่ 69 คนแห่บินเฉียด 5.8 แสน กระบี่แชมป์ผู้โดยสาร-เที่ยวบินสูงสุด

    เปรียบเทียบกับช่วงเทศกาลปีใหม่ในปี 2568 พบว่าการเติบโตในปีนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 81.54 และจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้นร้อยละ 78.75 

    อธิบดีกรมท่าอากาศยานระบุว่า ภาพรวมการให้บริการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งด้านความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกเชื่อมต่อการเดินทางจากสนามบินสู่ตัวเมืองและแหล่งท่องเที่ยว ที่มีการจัดเตรียมรถสาธารณะไว้อย่างเพียงพอ ทำให้ไม่มีผู้โดยสารตกค้างและสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการเป็นอย่างมาก

    ปีใหม่ 69 คนแห่บินเฉียด 5.8 แสน กระบี่แชมป์ผู้โดยสาร-เที่ยวบินสูงสุด

    การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตัวเลขผู้โดยสารในปีนี้ เปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักของการท่องเที่ยวที่กลับมาเดินเครื่องเต็มสูบ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคให้คึกคักตลอดทั้งปี
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/736055&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i6VOf-UMDngPVsWm3dqv2