Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เกาะประเด็นการเมือง จับตา ‘ปชป.’ แย่งซีนบทค้าน | เดลินิวส์

    เกาะประเด็นการเมือง จับตา ‘ปชป.’ แย่งซีนบทค้าน | เดลินิวส์

    กลายเป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หลังต้องการผลักดัน 2 นโยบาย ทั้งที่เป็นเรือธง และการแก้ไขวิกฤติของประเทศ เรื่องแรกคือ “โครงการแลนด์บริดจ์” และการผลักดัน “พ.ร.ก.กู้เงิน” 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับผลพวงจากสงครามในตะวันออกกลาง จนทำให้เกิดวิกฤติพลังงาน และส่งผลกระทบเศรษฐกิจไปทั่วโลก แต่ก็กลายเป็นปมร้อน เพราะ ต้องเผชิญกับแรงต้านของฝ่ายค้าน ทั้งสื่อสารในมุมลบ รวมทั้งเตรียมรวมรายชื่อเพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.การกู้เงินขัด รธน.หรือไม่

    โดย “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) นำทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา แถลงภายหลังการประชุม กล่าวว่า ขอเตือนโครงการแลนด์บริดจ์เสี่ยงซ้ำรอยอีอีซี และอาจพาไทยอยู่ใต้เงามหาอำนาจ หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเหตุผลทางการเงินไม่มีความคุ้มค่า เรายิ่งต้องระมัดระวังไม่ทิ้ง “ไพ่ใบสำคัญ” หรือฝากอนาคตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของไทยไว้กับมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง

    ส่วน “น.ส.ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค ปชน. กล่าวว่า น่าเสียดายที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ยกเลิกภารกิจลงพื้นที่ภาคใต้ อยากให้ไปรับฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ประชาชนจัดตั้ง หากไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ขอแนะนำให้ไปที่อ่าวเคย จ.ระนอง ซึ่งประชาชนพร้อมให้ข้อมูล ทราบว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ที่คนในพื้นที่รู้จักดีในนาม “อาม่า” ซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรีเชี่ยวชาญภาคใต้ ท่านต้องรู้แน่นอนถ้าจะไปจริงๆ เมื่อสื่อมวลชนถามนายกฯ จะการันตีได้อย่างไรว่า โครงการนี้จะไม่เป็นการเอื้อให้ทุนต่างชาติมาเช่าที่ดิน นายกฯ กลับตอบว่าให้ดูหน้าท่าน 7-8 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้กับใคร การตอบแบบนี้มักง่ายไปหน่อย ต้องมีการยืนยันด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการบอกว่าตนเป็นคนดี รัฐบาลไม่มีความจริงใจตั้งแต่แรก

    ขณะที่ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ จะนำผลการศึกษาในอดีตมาเป็นแนวทางในการศึกษาการทำโครงการนี้ โดยดูในทุกมิติ เพื่อหาข้อสรุปโครงการนี้ภายใน 90 วัน ซึ่งแม้ในอดีตจะมีผลการศึกษาโครงการนี้มาแล้ว 3 ฉบับ เนื่องจากผลการศึกษาดังกล่าวได้ผ่านมาหลายปีแล้ว และปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการศึกษาโครงการนี้จะต้องดูบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย  เช่น ผลการศึกษาในอดีต ยังไม่มีปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐ อิสราเอล กับอิหร่าน และไม่มีปัญหาช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิด

    “คณะกรรมการชุดนี้จะศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้ และศึกษาผลกระทบของโครงการต่อสิ่งแวดล้อม, สังคมและชุมชนที่พื้นที่ของโครงการ เพราะเป็นโครงการสำคัญของประเทศ จำเป็นต้องดูให้รอบคอบ และต้องโปร่งใส” 

    คงต้องรอดูบทสรุปของการศึกษาโครงการที่สำคัญ จะออกมาอย่างไร โดยเฉพาะการดึง “นายเอกนิติ” ที่ไม่ได้เป็นนักการเมือง มานั่งเป็นประธานในการศึกษา ไม่ให้ถูกมองว่าใช้นักการเมือง และมีผลประโยชน์แอบแฝง เพื่อให้สังคมหรือไม่

    ส่วนกรณีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 แสนล้านบาท ดูเหมือนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะเล่นบทชิงการนำพรรคฝ่ายค้าน เมื่อจะผลักดันให้นำเรื่องไปร้องศาล รธน. วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวขัด รธน.หรือไม่ ทั้งที่มีเสียง สส. เพียง 21 เสียง

    “นายกรณ์ จาติกวณิช” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวอีกว่า ในงบประมาณปี 69 ณ ปัจจุบันเพดานเงินกู้ยังมีช่องว่างเหลือ ให้รัฐบาลสามารถที่จะกู้เพิ่มเติมได้ ด้วยการออก พ.ร.บ.งบกลางปี ถึงแม้จะไม่มากแต่ก็เป็นหลักกว่าหมื่นล้านบาท สามารถเอามารวมกับการโอนงบประมาณฯ เป็นเงินหน้าตักให้กับรัฐบาลใช้ในระหว่างนี้ จนกว่างบประมาณฉบับปี 70 มีผลบังคับใช้ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีแหล่งเงินอื่นที่จะสามารถใช้ได้ แต่รัฐบาลสามารถใช้แหล่งเงินตามที่ตนได้ชี้แจงไปได้ ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจนกว่ารัฐบาลจะมีงบก้อนใหญ่ คืองบฯ ปี 70 ที่จะทำให้มีเม็ดเงินกว่า 3 ล้านล้านบาท

    “พรรคฯ มีมติเห็นตรงกันว่า เรื่องนี้เรายอมไม่ได้ ในการที่รัฐบาลจะผลักดันโครงการต่างๆ ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน เราจะเดินหน้ายื่นต่อศาล รธน.ว่าการปฏิบัติตามมติ ครม.ครั้งนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นประโยชน์ หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อความอยู่ดีกินดีในปัจจุบันและอนาคตของประชาชนหรือไม่” นายกรณ์ กล่าว

    ด้าน “นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ขณะนี้มีการดำเนินการยกร่างหนังสือที่จะยื่นต่อศาล รธน. แล้ว แต่การลงลายมือชื่อเพื่อยื่นต่อศาลฯ นั้นต้องใช้เสียง สส.ถึง 1 ใน 5 คือ 100 คน เราจึงต้องขอเสียงเพิ่มเติมจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น อย่างพรรค ปชน.และพรรคกล้าธรรม (กธ.) ซึ่งจะได้มีการประสานงานต่อไป

    จากการเคลื่อนไหวของพรรค ปชป.เตรียมยื่นให้ ป.ป.ช.ทบทวนมติยกคำร้องกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ใช้นอมินี ถือหุ้นแทน และเตรียมยื่นเรื่องให้ศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ถูกตั้งคำถามว่า เป็นการแย่งซีนพรรคแกนนำฝ่ายค้านหรือไม่

    โดยนักข่าวได้ตั้งคำถามกับ “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. กรณีพรรค ปชป.ออกมาแถลงทั้ง 2 เรื่องก่อน เป็นการชิงบทบาทนำฝ่ายค้านหรือไม่ โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คิดว่าทั้งเรื่อง ป.ป.ช.และ พ.ร.ก.กู้เงินก็ต้องแยกเรื่องกัน และตาม รธน.ก็ต้องอาศัยเสียงของพรรคฝ่ายค้านด้วยกัน ดังนั้นจึงคิดว่าการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน ทุกคนสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบได้ แต่สุดท้ายถ้าจะขับเคลื่อนได้ตามเงื่อนไขของ รธน.คือมีพลัง และรัฐบาลฟังเสียง บางอย่างก็ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ซึ่งคิดว่าพรรค ปชน. ก็ไม่ได้เห็นต่างในเรื่องของ ป.ป.ช. ที่ต้องได้ 140 เสียง เพื่อยื่นต่อประธานสภา

    อย่างไรก็ตามในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน “น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรค ปชน. พูดไปก่อนหน้านี้แล้วว่า หากรัฐบาลแยกก้อนตั้งแต่แรกก็คงไม่มีปัญหา แต่พอรวมก้อนกันแล้ว ทำให้เราต้องมาตัดสินใจชั่งน้ำหนัก เพราะส่วนหนึ่งพี่น้องประชาชนก็เดือดร้อนกับวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น การจะยื่นเรื่องนี้ให้ศาล รธน.วินิจฉัยยังมีกรอบอีก 60 วัน อาจจะส่งผลกระทบกับประชาชนหรือไม่  ดังนั้นตามกรอบนี้ ถ้าร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน เข้ามาที่สภา พรรค ปชน.พร้อมอภิปรายส่วนนี้เพื่อตั้งข้อซักตามต่อรัฐบาลอยู่แล้ว

    คำตอบของแกนนำพรรคฝ่ายค้าน เลยย้อนกลับไปที่พรรค ปชป. ว่า คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่ หรือมุ่งแต่ประโยชน์ทางการเมือง หวังต้องการดิสเครดิตรัฐบาล อีกทั้งสมัยพรรค ปชป.เป็นแกนนำรัฐบาล ก็เคยออก พ.ร.ก.กู้เงิน

    ด้าน “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยถึงกรณี ครม.มีมติออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และฝ่ายค้านโจมตีว่า เหมือนเป็นการตีเช็คเปล่าว่า การคัดเลือกโครงการจะมีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยยืนยันการใช้เงินในโครงการเงินกู้ 4 แสนล้านบาทดังกล่าว จะต้องมีความโปร่งใส และจะนำโครงการที่หน่วยงานเสนอขอใช้เงินกู้ ขึ้นบนเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

    ส่วนกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ปชป. จะยื่นให้ศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.ดังกล่าวว่า ไม่เป็นไปตาม รธน.มาตรา 172 นายเอกนิติ กล่าวว่า เคยช่วยอธิบายการออก พ.ร.ก.กู้เงิน โครงการไทยเข้มแข็ง ของรัฐบาล ปชป. แต่ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นการทำหน้าที่คนละบทบาทในขณะนี้

    ทั้งนี้ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 52 รัฐบาลในขณะนั้นได้ออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เนื่องจากเกิดวิกฤติการณ์ระบบการเงินในต่างประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง แม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประการแต่ยังไม่เพียงพอ

    “ทีมข่าวการเมือง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5840249/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cdoZ4TfAB1FojECARZR_d

  • สำนักวิชาศึกษาทั่วไป จัดโครงการบริการวิชาการ เสริมศักยภาพครูและนักเรียนโรงเรียน ตชด. — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สำนักวิชาศึกษาทั่วไป จัดโครงการบริการวิชาการ เสริมศักยภาพครูและนักเรียนโรงเรียน ตชด. — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/123220/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bG7RuIrujIZePHJHd7qtz

  • ปมรักร้าวระอุ! “น้ำตาล-ฟิล์ม-มิ้ลค์-เลิฟ-วิว-มิ้ม”ชวนลุ้นบทสรุปความสัมพันธ์ – INN News

    ปมรักร้าวระอุ! “น้ำตาล-ฟิล์ม-มิ้ลค์-เลิฟ-วิว-มิ้ม”ชวนลุ้นบทสรุปความสัมพันธ์ – INN News

    “น้ำตาล-ฟิล์ม–มิ้ลค์–เลิฟ–วิว–มิ้ม”ชวนลุ้นบทสรุปความสัมพันธ์สุดยุ่งเหยิงในซีรีส์ “GIRL RULES กฎหลัก…ห้ามรักเธอ. ปมรักร้าวระอุ เมื่อความสัมพันธ์ของ “มิน” (วิว เบญญาภา) และ “แพรว” …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1028590/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XVQQp9j5aEhPr_XsdBlZv

  • “ประเสริฐแอร์แอนด์ซาวด์” คว้า มอก.S ยกระดับมาตรฐานงานติดฟิล์มรถยนต์

    “ประเสริฐแอร์แอนด์ซาวด์” คว้า มอก.S ยกระดับมาตรฐานงานติดฟิล์มรถยนต์

    (นครราชสีมา – 6 พฤษภาคม 2569) – ร้านประเสริฐแอร์แอนด์ซาวด์ ศูนย์บริการติดตั้งฟิล์มกรองแสงและเครื่องเสียงรถยนต์ครบวงจรชั้นนำของจังหวัดนครราชสีมา ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bangkok-today.com/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2590%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%258B%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2594/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw338YNFBwwGtSY7BaptTVn5

  • วุฒิสภาหนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามันเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    วุฒิสภาหนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามันเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    วันพฤหัสบดี ที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

    กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา ยกคณะล่องใต้ หนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามัน “กระบี่-พังงา-ภูเก็ต” เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    พังงา – 7 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา นำโดยนายชวภณ วัธนเวคิน รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามสถานการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อไทยและอาเซียน ลงพื้นที่จังหวัดพังงาและภูเก็ต เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อวุฒิสภาและรัฐบาล โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันกลุ่มจังหวัดอันดามันให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคมนาคมขนส่งในระดับภูมิภาคอาเซียน

    นายชวภณ กล่าวว่าจังหวัดพังงาและภูเก็ตมีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพ หากโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ “สองจังหวัดนี้คือประตูสำคัญของไทยสู่อาเซียนด้านอันดามัน หากเราลงทุนอย่างถูกทิศทาง จะเกิดผลทวีคูณต่อทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่”

    ด้านนายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวบรรยายสรุปทิศทางการพัฒนาจังหวัดในภาพรวม โดยเน้นย้ำว่าพังงามุ่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังวางตำแหน่งจังหวัดให้เป็นจุดเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และดิจิทัลของฝั่งอันดามัน ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทั้ง Wellness Tourism การท่องเที่ยวชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศและวิถีชีวิตท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาระบบคมนาคมไร้รอยต่อ เชื่อมทางบก ทางเรือ และทางอากาศเข้าด้วยกัน พร้อมวางแนวทางจัดการขยะและมลพิษ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

    นายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา และประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามสถานการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อไทยและอาเซียน เสนอให้ยกระดับรูปแบบการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดอันดามันให้ทัดเทียมระดับโลก โดยยกตัวอย่างการท่องเที่ยวด้วยเฮลิคอปเตอร์และเรือยอร์ชที่เกาะไหหลำของจีน ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้นำโมเดลการท่องเที่ยวแบบล่องเรือชมอ่าวของฮาลองเบย์ เวียดนาม มาประยุกต์ใช้กับทะเลอันดามันที่มีความงดงามไม่แพ้กัน

    “เราต้องกล้าคิดใหม่ว่าการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมคืออะไร และออกแบบประสบการณ์ที่คู่แข่งในภูมิภาคยังทำไม่ได้ ขอเสนอให้จัดกระบี่ พังงา และภูเก็ตอยู่ในคลัสเตอร์การท่องเที่ยวเดียวกัน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรและส่งเสริมการตลาดร่วมกันอย่างมีเอกภาพ แทนที่จะพัฒนาแบบแยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา” นายชิบกล่าว

    นายชิบ กล่าวว่า ข้อมูลและข้อสังเกตทั้งหมดจากการลงพื้นที่ครั้งนี้จะถูกรวบรวมสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อวุฒิสภาและรัฐบาล เป้าหมายของเราชัดเจนคือให้กลุ่มจังหวัดอันดามันก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางระดับอาเซียนอย่างมีรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช่แค่การพัฒนาระยะสั้นเพื่อตัวเลข แต่ต้องเป็นการเติบโตที่คนในพื้นที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

    รองศาสตราจารย์แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการการต่างประเทศ ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อระบบการศึกษาในพื้นที่ว่า หากอันดามันมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจ การศึกษาในพื้นที่สามารถผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานท้องถิ่นได้จริงหรือไม่ โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาสำคัญที่ถูกมองข้ามคือประเทศไทยผลิตบัณฑิตแบบเดียวกันทั้งประเทศ โดยไม่คำนึงถึงบริบทและความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างอันดามันไม่มีทักษะที่ภาคเอกชนต้องการจริง พร้อมตั้งคำถามว่าภาครัฐผลิตบริการและบุคลากรป้อนตลาด แต่ตลาดต้องการสิ่งเหล่านั้นจริงหรือไม่ และภาคเอกชนสามารถนำไปใช้งานได้จริงเพียงใด

    ด้านนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการการต่างประเทศ หยิบยกประเด็นปัญหาขยะในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยตั้งคำถามว่าประชาชนในพื้นที่มีทัศนคติอย่างไรต่อมาตรการจัดการขยะของภาครัฐ และมีการต่อต้านจากชุมชนหรือไม่ นอกจากนี้ยังหยิบยกปัญหากลิ่นกัญชาในพื้นที่ท่องเที่ยวของภูเก็ตที่กำลังส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบุว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มบนหลีกเลี่ยงภูเก็ต และตั้งคำถามว่าพังงามีปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่

    ทั้งนี้ในเวทีอภิปรายยังมีการหยิบยกประเด็นน่าเป็นห่วงว่าไทยกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าในด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยมีการอ้างถึงเสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ระบุว่ามาไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และกลับมาวันนี้ก็ยังพบบริการและประสบการณ์แบบเดิม ไม่มีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงใดให้เห็น สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ผ่านมาอาจยังไม่เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และรัฐจำเป็นต้องทบทวนการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/475257&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rEiXX8bQUMbC6HKhbxQ7f

  • วุฒิสภาหนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามันเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    วุฒิสภาหนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามันเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    วันพฤหัสบดี ที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

    กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา ยกคณะล่องใต้ หนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามัน “กระบี่-พังงา-ภูเก็ต” เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    พังงา – 7 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา นำโดยนายชวภณ วัธนเวคิน รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามสถานการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อไทยและอาเซียน ลงพื้นที่จังหวัดพังงาและภูเก็ต เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อวุฒิสภาและรัฐบาล โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันกลุ่มจังหวัดอันดามันให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคมนาคมขนส่งในระดับภูมิภาคอาเซียน

    นายชวภณ กล่าวว่าจังหวัดพังงาและภูเก็ตมีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพ หากโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ “สองจังหวัดนี้คือประตูสำคัญของไทยสู่อาเซียนด้านอันดามัน หากเราลงทุนอย่างถูกทิศทาง จะเกิดผลทวีคูณต่อทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่”

    ด้านนายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวบรรยายสรุปทิศทางการพัฒนาจังหวัดในภาพรวม โดยเน้นย้ำว่าพังงามุ่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังวางตำแหน่งจังหวัดให้เป็นจุดเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และดิจิทัลของฝั่งอันดามัน ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทั้ง Wellness Tourism การท่องเที่ยวชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศและวิถีชีวิตท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาระบบคมนาคมไร้รอยต่อ เชื่อมทางบก ทางเรือ และทางอากาศเข้าด้วยกัน พร้อมวางแนวทางจัดการขยะและมลพิษ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

    นายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา และประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามสถานการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อไทยและอาเซียน เสนอให้ยกระดับรูปแบบการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดอันดามันให้ทัดเทียมระดับโลก โดยยกตัวอย่างการท่องเที่ยวด้วยเฮลิคอปเตอร์และเรือยอร์ชที่เกาะไหหลำของจีน ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้นำโมเดลการท่องเที่ยวแบบล่องเรือชมอ่าวของฮาลองเบย์ เวียดนาม มาประยุกต์ใช้กับทะเลอันดามันที่มีความงดงามไม่แพ้กัน

    “เราต้องกล้าคิดใหม่ว่าการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมคืออะไร และออกแบบประสบการณ์ที่คู่แข่งในภูมิภาคยังทำไม่ได้ ขอเสนอให้จัดกระบี่ พังงา และภูเก็ตอยู่ในคลัสเตอร์การท่องเที่ยวเดียวกัน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรและส่งเสริมการตลาดร่วมกันอย่างมีเอกภาพ แทนที่จะพัฒนาแบบแยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา” นายชิบกล่าว

    นายชิบ กล่าวว่า ข้อมูลและข้อสังเกตทั้งหมดจากการลงพื้นที่ครั้งนี้จะถูกรวบรวมสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อวุฒิสภาและรัฐบาล เป้าหมายของเราชัดเจนคือให้กลุ่มจังหวัดอันดามันก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางระดับอาเซียนอย่างมีรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช่แค่การพัฒนาระยะสั้นเพื่อตัวเลข แต่ต้องเป็นการเติบโตที่คนในพื้นที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

    รองศาสตราจารย์แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการการต่างประเทศ ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อระบบการศึกษาในพื้นที่ว่า หากอันดามันมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจ การศึกษาในพื้นที่สามารถผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานท้องถิ่นได้จริงหรือไม่ โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาสำคัญที่ถูกมองข้ามคือประเทศไทยผลิตบัณฑิตแบบเดียวกันทั้งประเทศ โดยไม่คำนึงถึงบริบทและความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างอันดามันไม่มีทักษะที่ภาคเอกชนต้องการจริง พร้อมตั้งคำถามว่าภาครัฐผลิตบริการและบุคลากรป้อนตลาด แต่ตลาดต้องการสิ่งเหล่านั้นจริงหรือไม่ และภาคเอกชนสามารถนำไปใช้งานได้จริงเพียงใด

    ด้านนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการการต่างประเทศ หยิบยกประเด็นปัญหาขยะในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยตั้งคำถามว่าประชาชนในพื้นที่มีทัศนคติอย่างไรต่อมาตรการจัดการขยะของภาครัฐ และมีการต่อต้านจากชุมชนหรือไม่ นอกจากนี้ยังหยิบยกปัญหากลิ่นกัญชาในพื้นที่ท่องเที่ยวของภูเก็ตที่กำลังส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบุว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มบนหลีกเลี่ยงภูเก็ต และตั้งคำถามว่าพังงามีปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่

    ทั้งนี้ในเวทีอภิปรายยังมีการหยิบยกประเด็นน่าเป็นห่วงว่าไทยกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าในด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยมีการอ้างถึงเสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ระบุว่ามาไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และกลับมาวันนี้ก็ยังพบบริการและประสบการณ์แบบเดิม ไม่มีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงใดให้เห็น สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ผ่านมาอาจยังไม่เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และรัฐจำเป็นต้องทบทวนการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/475257&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30K_INpTcaD9ocUWeWs4vK

  • สัมผัสเกาะพยาม สวรรค์เมืองไทย ที่เที่ยวระนองแนวอนุรักษ์ที่คุณต้องลอง

    สัมผัสเกาะพยาม สวรรค์เมืองไทย ที่เที่ยวระนองแนวอนุรักษ์ที่คุณต้องลอง

    สัมผัสความเงียบสงบที่หาได้ยากที่เกาะพยาม จังหวัดระนอง เกาะที่ยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิมมีธรรมชาติอันสมบูรณ์ ใครชอบการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน สโลว์ไลฟ์ต้องมา!

    สโลว์ไลฟ์บนเกาะพยาม หลีกหนีความวุ่นวาย

    หากคุณกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนที่แท้จริง บรรยากาศเงียบสงบ ไร้เสียงเครื่องยนต์รบกวน “เกาะพยาม” จังหวัดระนอง คือคำตอบที่คุณตามหา เกาะขนาดกะทัดรัดแห่งนี้ตั้งอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน เสน่ห์ที่โดดเด่นที่สุดคือ “ความเรียบง่าย” ที่ยังคงรักษาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น บนเกาะไม่มีรถยนต์ รถโดยสารหลักคือมอเตอร์ไซค์รับจ้างและจักรยาน ทำให้บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบและปลอดภัย เหมาะสำหรับการเดินเล่น พักผ่อน หรือปั่นจักรยานสำรวจวิถีชีวิตชาวเกาะที่เรียบง่ายและเป็นกันเอง การมาเยือนเกาะพยามจึงไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่คือการพาตัวเองกลับไปสัมผัสธรรมชาติและความสงบอย่างแท้จริง

    วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้านเกาะพยามที่ผูกพันกับทะเลและธรรมชาติ เป็นภาพความงามที่น่าหลงใหลในทุกช่วงเวลา

    ธรรมชาติที่สมบูรณ์ สวนกาหยูและป่าชายเลน

    เกาะพยามไม่ได้มีดีแค่ชายหาดขาวและน้ำทะเลใส แต่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์และน่าสนใจ “สวนกาหยู” หรือต้นมะม่วงหิมพานต์ คือพืชเศรษฐกิจหลักของเกาะ คุณจะเห็นต้นกาหยูขึ้นอยู่ทั่วเกาะ โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายนที่จะออกดอกสะพรั่ง นอกจากนี้ เกาะพยามยังมีพื้นที่ป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์บริเวณอ่าวเขาควาย ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและนกนานาชนิด การนั่งเรือหางยาวชมป่าชายเลนหรือพายคายัคสำรวจเป็นกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดสำหรับคนรักธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพนี้ทำให้เกาะพยามเป็นพื้นที่เรียนรู้ระบบนิเวศที่สำคัญ

    กิจกรรมอนุรักษ์ ปั่นจักรยานรอบเกาะและเก็บขยะชายหาด

    การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนคือหัวใจสำคัญของการมาเยือนเกาะพยาม กิจกรรมยอดนิยมคือการเช่าจักรยานปั่นรอบเกาะ เส้นทางปั่นจักรยานจะพาคุณผ่านสวนกาหยู หมู่บ้านชาวเกาะ และชายหาดต่างๆ ทำให้คุณได้สัมผัสวิถีชีวิตและธรรมชาติอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวหลายคนยังเข้าร่วมกิจกรรมเก็บขยะชายหาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสะอาดและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเกาะ การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบช่วยให้เกาะพยามยังคงความสวยงามและอุดมสมบูรณ์ต่อไป การปฏิบัติตามกฎกติกาของชุมชน เช่น การลดใช้พลาสติก ก็เป็นสิ่งสำคัญที่นักท่องเที่ยวควรพิจารณา

    ภาพมุมสูงแสดงความงดงามของเกาะพยามที่มีรูปร่างโดดเด่นท่ามกลางธรรมชาติสมบูรณ์และน้ำทะเลสีฟ้าคราม สวรรค์แห่งระนองที่น่าค้นหา

    พักผ่อนแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โฮมสเตย์และรีสอร์ทสีเขียว

    ที่พักบนเกาะพยามมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่โฮมสเตย์ของชาวบ้านไปจนถึงรีสอร์ทที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่เน้นความเรียบง่ายและกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยใช้พืชพรรณท้องถิ่นและวัสดุธรรมชาติในการก่อสร้าง หลายแห่งมีการจัดการขยะและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกพักในที่พักที่ยั่งยืนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น การได้พักผ่อนในบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและเติมพลังได้อย่างเต็มที่

    ความรับผิดชอบของนักท่องเที่ยว เที่ยวอย่างไรให้ยั่งยืน

    การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนเริ่มต้นที่ตัวเรา การมาเยือนเกาะพยามควรเป็นการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ นักท่องเที่ยวควรลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง พกขยะกลับขึ้นฝั่ง ประหยัดน้ำและไฟ และเคารพวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวเกาะ การปฏิบัติตามกฎกติกาและคำแนะนำของชุมชนช่วยให้เกาะพยามยังคงความสวยงามและอุดมสมบูรณ์ต่อไป การเป็นนักท่องเที่ยวที่รับผิดชอบช่วยรักษาแหล่งท่องเที่ยวให้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน

    สรุป 6 วิธีเที่ยวเกาะพยามอย่างยั่งยืน ฉบับเข้าใจง่ายในภาพเดียว! มาร่วมกันดูแลธรรมชาติ งดพลาสติก และอุดหนุนชุมชน เพื่อรักษาสวรรค์แห่งระนองให้งดงาม

    บทสรุป

    เกาะพยามไม่ได้เป็นแค่ที่เที่ยว แต่คือประสบการณ์การเรียนรู้การใช้ชีวิตที่ยั่งยืนและเคารพธรรมชาติ การมาเยือนเกาะนี้ช่วยให้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่น หากคุณกำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวที่ให้มากกว่าความสนุกสนาน เกาะพยามคือสถานที่ที่คุณไม่ควรพลาด สัมผัสความเงียบสงบ วิถีชีวิตที่เรียบง่าย และธรรมชาติอันสมบูรณ์ และเรียนรู้วิธีการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/travel/thailand/274624&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10Ab2SHhRqFh4SZl4tmN2f

  • ธ.ก.ส. ดึง ‘เต้ย พงศกร’ ลุย Vlog ท่องเที่ยววิถีเกษตรสุดฟิน ‘หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร’

    ธ.ก.ส. ดึง ‘เต้ย พงศกร’ ลุย Vlog ท่องเที่ยววิถีเกษตรสุดฟิน ‘หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร’

    วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

    ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เดินหน้าสานต่อความสำเร็จของรายการน้ำดีที่อยู่คู่คนไทย เตรียมส่งรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” ซีซั่นใหม่ลงจอ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าตัวพระเอกหนุ่มหน้าคม ” เต้ย – พงศกร เมตตาริกานนท์ ” รับหน้าที่พิธีกรแบบเต็มตัวเป็นครั้งแรก เตรียมพาแฟนๆ แบกเป้ตะลุยเที่ยวเมืองไทยในรูปแบบ Vlog ท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

    สำหรับรายการ ” หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร”  ในซีซั่นล่าสุดนี้  ได้มีการปรับโฉมใหม่ให้มีความทันสมัย  และเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น  โดยนำเสนอเรื่องราวผ่านรูปแบบ Vlog  ท่องเที่ยว(Travel Vlog) สุดชิล ที่หนุ่มเต้ยจะอาสาพาคุณผู้ชมเดินทางไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย

    นอกจากจะได้ท่องเที่ยวอย่างเต็มอิ่มแล้ว ธ.ก.ส. ยังมีผลิตภัณฑ์ดีๆ มาแนะนำเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ของชุมชนผ่านการแปรรูปเพิ่มมูลค่าที่รับรองว่าเป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล และผ่านการคัดเลือกอย่างดีจาก ธ.ก.ส. ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคประเดิมความสนุกเทปแรก ลุยเมืองปราสาทหิน “บุรีรัมย์” จ.บุรีรัมย์ หนุ่มเต้ยพาแบกเป้ไปลุยสัมผัสเสน่ห์วิถีชีวิตชุมชนและลงมือทำกิจกรรมสนุกๆ สไตล์เกษตรกร แต่งานนี้ไม่ได้ไปคนเดียว ยังควงแขกรับเชิญสายฮา  “ปอ อรรณพ” มาร่วมสร้างสีสันเรียกเสียงหัวเราะตลอดทริป โดยเคมีของทั้งคู่ทำให้การท่องเที่ยววิถีเกษตรครั้งนี้สนุกสนาน มันส์ ฮา เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เต็มอิ่มกับผลิตภัณฑ์เด็ดของบุรีรัมย์ “โจ๊กภูเขาไฟ” หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว มีที่นี่..ที่เดียว

    “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” ทริปนี้ถือเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความสนุกสนานของการเดินทาง และความงดงามของวิถีชีวิตเกษตรกรไทยผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ ใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวและอยากเห็นบทบาทใหม่ของหนุ่ม  เต้ย พงศกร ห้ามพลาด!  เตรียมเก็บกระเป๋าและออกเดินทางไปพร้อมกันในรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” พบกันอีพีแรกวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.20 – 20.45 น. ทางช่อง  9  MCOT HD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/963036&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25l1k11be7QgY-wa2T-6G4

  • กสิกรไทยจัดงานสัมมนาถอดรหัสทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมไทยในปี 2569

    กสิกรไทยจัดงานสัมมนาถอดรหัสทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมไทยในปี 2569

    นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ (ที่ 3 จากซ้าย) รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ประกอบการชั้นนำในธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว เข้าร่วมงานสัมมนา “Next-Gen Hotel DECODED: Unlocking 2026 – Trends, Tech & Sustainability” ซึ่งจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “เจาะลึกอินไซต์ ปลดล็อกเทคโนโลยี สู่มิติใหม่ของธุรกิจโรงแรมอย่างยั่งยืน” เพื่อถอดรหัสทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมไทยในปี 2569 ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เทคโนโลยี และประเด็นความยั่งยืน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม โดยเฉพาะกลุ่ม SME ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในระยะยาว จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ คอนเซียร์จพลัส (KONCIERGE+) แพลตฟอร์มบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมแบบครบวงจรที่พัฒนาโดยธนาคารกสิกรไทย ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เมื่อเร็วๆ นี้

    กสิกรไทยจัดงานสัมมนาถอดรหัสทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมไทยในปี 2569

    บุคคลในภาพจากซ้ายไปขวา:

    1. นางสาววาริธร ศิริสัตยะวงศ์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
    2. นายศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีวาน่า โฮเทลแอนด์รีสอร์ท จำกัด
    3. ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย
    4. นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    5. นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโรงแรมไทย และรองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มโรงแรมเครือสุโกศล
    6. นางสาวประชุม ตันติประเสริฐสุข รองประธานฝ่ายปฏิบัติการประจำภาคกลางและภาคใต้ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือดุสิต และนายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) – TICA
    7. นางสาวอลิสรา ศิวยาธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพ
    8. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย วาระปี 2569-2571

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieot14dlw32ocp2m1ecsppdam7te2byg&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CWuV7EXf8qN_aLOLlXNnR

  • “บอร์ด กสทช.” ให้ สนง.แจ้ง“ไอทียู”ขยายเวลาการ “พักใช้” วงโคจรหลังดาวเทียมใหม่ส่งขึ้นไม่ทันกำหนด | เดลินิวส์

    “บอร์ด กสทช.” ให้ สนง.แจ้ง“ไอทียู”ขยายเวลาการ “พักใช้” วงโคจรหลังดาวเทียมใหม่ส่งขึ้นไม่ทันกำหนด | เดลินิวส์

    รายงานข่าวจาก สำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) ได้เห็นชอบให้มีการขอขยายเวลาการ “พักใช้” คลื่นความถี่ในวงโคจรดาวเทียม 119.5 องศาตะวันออก ต่อ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ไอทียู  (ITU) อย่างเร่งด่วน ภายใน 8 มิ.ย.69 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียสิทธิใช้วงโคจรดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถส่งดาวเทียมได้ทันกำหนด

    นายสมภพ ภูวิกรัยพงศ์ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ร้องขอต่อ ITU ในการ “พัก” การใช้งานย่านความถี่ในวงโคจรดังกล่าวไว้ ตั้งแต่ปี 66 ถึง 69 เพื่อรอการส่งดาวเทียมดวงใหม่ไปทดแทน แต่ปัจจุบันการส่งดาวเทียมทดแทนคาดว่าจะไม่ทันกำหนด ดังนั้นจึงต้องเร่งรัดให้ สำนักงาน กสทช. เร่งทำเอกสารชี้แจง และขอขยายเวลาการพักใช้ (Suspension) ให้ทันการประชุม Radio regulation board ของ ITU ที่คาดว่าเริ่มประชุมราว 29 มิ.ย.-3 ก.ค. 69

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการพิจารณาเร่งด่วนนี้ สืบเนื่องจากบริษัท สเปซเทค อินโนเวชั่น จำกัด หรือ STI บริษัทย่อย ของ บมจ. ไทยคม ได้แจ้งร้องขอขยายเวลาการส่งดาวเทียมไทยคม 9 ขึ้นสู่วงโคจร 119.5E มายังบอร์ด กสทช. ชี้แจงเหตุผลว่าเนื่องจากผู้รับจ้างผลิตดาวเทียมไทยคม 9 คือ Astranis ประสบปัญหาในการผลิต ทำให้ดาวเทียมทั้งล็อต 5 ดวงไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากมีหนึ่งดวงที่เกิดไฟชอร์ตในแผงวงจรเมนบอร์ด ต้องตรวจสอบและสร้างใหม่ทั้งหมด 

     สำหรับ บมจ.ไทยคม มีแผนการส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 ที่จะหลุดวงโคจรกลางปีนี้ 2 ดวง คือ ไทยคม 9 ที่มีขนาดเล็ก สร้างเร็ว และจะพร้อมขึ้นสู่วงโคจรในปี 68-69 ตาม เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเข้าใช้วงโคจร ชุดที่ 3 ตำแหน่ง 119.5 และ 120 องศาตะวันออก ต้องดำเนินการจัดส่งดาวเทียมใหม่เพื่อทดแทนดาวเทียมไทยคม 4 (IPSTAR) ภายใน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตในปี 66 โดยมีการวางหลักประกันการส่งดาวเทียมไว้โดยทาง STI ได้จ้าง Astranis ตั้งแต่ปี 67 ให้ผลิตไทยคม 9 แต่เนื่องจากประสบปัญหาที่กล่าวมา จึงต้องขอขยายเวลาการส่งดาวเทียมไปถึง 30 ก.ย.70 เพราะเป็นหตุสุดวิสัย จากผู้ผลิต 

    ทั้งนี้ที่ประชุม  กสทช. ได้ถกเถึยง ในประเด็นดังกล่าว ด้วยว่า กำหนดการส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 คือ 15 พ.ค. 69 และ กรรมการ กสทช. บางรายเห็นว่า ต้องตีความคำว่า “สุดวิสัย” เนื่องจากการที่ผู้ผลิตประสบปัญหาในการผลิต นั้นเกี่ยวข้องกับผู้จ้างและผู้ว่าจ้าง แต่เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดไว้แล้วหลังการให้ใบอนุญาตแก่ บมจ. ไทยคม นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งหรือไม่ 

    อย่างไรก็ตามทาง เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งว่าตามเงื่อนไขเหตุสุดวิสัยมี 4 องค์ประกอบ คือ นอกเหนือการควบคุม, คาดการณ์ไม่ได้, ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้, และมีผลกระทบโดยตรง ซึ่งสำนักงาน กสทช. พิจารณาแล้วว่ากรณีนี้เข้าข่ายเหตุสุดวิสัยตามหลักเกณฑ์ของ ITU ขณะที่บอร์ด กสทช. ยังคงกังขา จึงได้ให้ สำนักงานไปทบทวนใหม่ว่า ประการแรก การตีความคำว่า “สุดวิสัย” ในกฎหมายไทยและระหว่างประเทศตีความอย่างไร ประการที่สอง กรณีอนุญาต STI ขยายเวลาให้ปล่อยไทยคม 9 ไปถึง ก.ย. 2570 แล้ว หากดำเนินการไม่ได้ต้องลงโทษอย่างไร ริบเงินประกันราวหนึ่งร้อยล้านบาทหรือไม่  ประการที่สาม กรณียิงดาวเทียมไม่ทัน จะต้องให้บริษัทกำหนดแผนดูแลลูกค้าเดิมอย่างไร และจัดหาช่องสัญญาณให้ภาครัฐอย่างไร 

    สุดท้ายแล้ว ที่ประชุมจึงยังไม่ได้มีมติ “อนุญาต หรือ เห็นชอบ” ให้ขยายเวลาการส่งดาวเทียมทดแทนถึง ก.ย.2570 แต่ให้สำนักงานไปทบทวนรายละเอียดข้อกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องของการตีความคำว่า “สุดวิสัย” และให้ “ร่างเงื่อนไขเพิ่มเติม” ไว้ก่อน   และจะพิจารณาอีกครั้งในการประชุมบอร์ดครั้งต่อไปวันที่ 12 พ.ค. 69 

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งต่อที่ประชุมด้วยว่า กำหนดการมีเดดไลน์ 15 พ.ค. 69 ซึ่งทางเอกชนมีการฟ้องศาลฯ ไว้ เพื่อให้มีการคุ้มครองชั่วคราว หาก กสทช. มีการริบวงเงินหลักประกัน ขณะนี้ศาลกำลังรอผลการพิจาณาจาก กสทช. ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5843201/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Os8XWZUql7p2MAuFxQTDA