Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธนาคารโลกแนะไทย เร่ง“ผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ” ก่อนสายเกินแก้

    ธนาคารโลกแนะไทย เร่ง“ผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ” ก่อนสายเกินแก้

    ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บน “ทางแพร่งเชิงยุทธศาสตร์” ที่สุ่มเสี่ยงและท้าทายที่สุดในรอบ 35 ปี เมื่อธนาคารโลก (World Bank) ออกรายงานวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ประเทศไทยฉบับล่าสุด ในหัวข้อ “Building Thailand’s Future Today”  พร้อมส่งสัญญาณถึงรัฐบาลและภาคเอกชนไทยว่า

    หากไม่เริ่มต้นปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยจะไม่เพียงแต่พลาดเป้าหมายการเป็น “ประเทศรายได้สูง” ในปี 2037 (พ.ศ. 2580) เท่านั้น แต่จะถูกประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนแซงหน้าอย่างถาวร และต้องเผชิญกับวิกฤตภาวะ “สังคมสูงวัยก่อนที่จะร่ำรวย” (Aged before Wealthy)

    ย้อนรอย 35 ปีแห่งความสำเร็จ สู่สัญญาณเตือนภัย “เครื่องยนต์ดับ”

    รายงานฉบับนี้ได้ประเมิน “ทุนทางยุทธศาสตร์” ของประเทศไทย โดยยอมรับว่า ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่การประชุมประจำปีธนาคารโลกและ IMF ที่กรุงเทพฯ เมื่อค.ศ.1991 (พ.ศ. 2534) ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ สามารถพาประเทศก้าวพ้นความยากจนขั้นรุนแรงมาสู่สถานะ “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง” (Upper-Middle Income Country) แต่ธนาคารโลกได้ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่น่าตกใจว่า อดีตอันหอมหวานไม่สามารถการันตีอนาคตได้อีกต่อไป เพราะหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 2.2% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำเกินกว่าจะพาประเทศข้ามผ่านกับดักรายได้ปานกลางได้

    รายงานธนาคารโลก “Building Thailand’s Future Today”  

    ผ่า 2 ฉากทัศน์ปี 2037 เตือนไทย หากช้าอาจหลุดเป้าหมายไปเกือบ 2 ทศวรรษ

    ธนาคารโลกได้ทำการจำลองฉากทัศน์ (Scenarios) อนาคตเศรษฐกิจไทยออกเป็น 2 ทาง ซึ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลในวันนี้คือตัวกำหนดชะตากรรมของประเทศ

    ทางเลือกแรกด้วยการเดินหน้าแบบเดิม (Recent Growth Scenario) หากเศรษฐกิจไทยยังคงโตเฉลี่ยที่ 2.2% ตามแนวโน้มปัจจุบัน ประเทศไทยจะสามารถบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงได้ใน ปี 2056 (พ.ศ. 2599)  ซึ่งล่าช้ากว่าเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติปี 2037 ถึงเกือบ 2 ทศวรรษ (19 ปี)  การล่าช้านี้จะทำให้ไทยกลายเป็นผู้แพ้ในภูมิภาค ถูกคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียแซง และต้องติดอยู่ในภาวะภาระทางการคลังมหาศาลจากสังคมสูงวัย

    ทางเลือกที่สองคือการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Vision Scenario) รัฐบาลต้องเร่งผลักดันการปฏิรูปเพื่อดันอัตราการเติบโตของ GDP ให้โตเฉลี่ย 5.4% ต่อปี ที่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงได้ทันตามกำหนดในปีค.ศ. 2037

    ถอดรหัสส่วนเติมเต็ม GDP +2.5% เพื่อชนเป้าหมาย 5.4%

    ธนาคารโลกระบุว่า การเพิ่มอัตราเติบโตอีก 2.5% เพื่อให้ถึงเป้าหมาย 5.4% ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่ต้องมาจาก 4 เครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลัก การยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ช่วยเพิ่ม GDP +0.8%
    การเพิ่มพลวัตของภาคธุรกิจและ SMEs ให้ธุรกิจขนาดเล็กมีส่วนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น มีส่วนช่วยเพิ่ม GDP +0.7% การพัฒนาเมืองอัจฉริยะและเมืองรอง ช่วยเพิ่ม GDP +0.7% และการยกระดับทุนมนุษย์และทักษะแรงงาน ช่วยเพิ่ม GDP +0.4%

    ตัวบ่งชี้ตัวคูณทางเศรษฐกิจจากรายงานของธนาคารโลก  

    รื้อพ.ร.บ.ต่างด้าวทันทีปลดล็อกทุน-บริการดิจิทัล

    นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ธนาคารโลกเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยอย่างตรงไปตรงมา คือ “การปฏิรูปกฎหมายและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้ทันสมัย” โดยเฉพาะการปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act หรือ FBA) ซึ่งใช้งานมานานและกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    ธนาคารโลกเน้นย้ำว่า พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวของไทย (พ.ศ.2542) ในปัจจุบันมีข้อจำกัดด้านการค้าบริการและกรอบการลงทุนของต่างชาติที่ล้าหลัง ไม่สอดรับกับบริบทโลกยุค AI และ Data Economy ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง

    ดังนั้น การรื้อและปรับปรุงให้ทันสมัยให้จะช่วยเปิดเสรีภาคบริการดิจิทัล (Digital Services Trade) ลดอุปสรรคการเข้ามาของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานการเงิน นำจุดแข็งอย่าง PromptPay มายกระดับสู่การสร้าง Fintech Unicorns และบริการทางการเงินข้ามแดน สร้าง ecosystem ดึงดูดการลงทุน Data Center และ Cloud Infrastructure เพื่อรองรับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภูมิภาค

    ยุทธศาสตร์ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตจาก “ปริมาณ” สู่ “มูลค่าสูง” 

    เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ ธนาคารโลกเสนอให้ประเทศไทยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านใน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ที่มีผลทวีคูณ (Multipliers) ต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานสูง

    Advanced Manufacturing (การผลิตขั้นสูง) เปลี่ยนผ่านจากฐานผลิตแบบเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางการส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า (EV Export Hub) และอุตสาหกรรมระบบทำความเย็นแห่งอนาคต (Cooling Technologies)

    Digital Services (บริการดิจิทัล) เร่งปรับปรุงกฎหมายพ.ร.บ.ต่างด้าวปลดล็อกข้อจำกัดการค้าบริการดิจิทัล และสร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยีการเงิน

    Sustainable and Wellness Tourism (การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืน) เปลี่ยนจากจำนวนนักท่องเที่ยว มาเป็นการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวพรีเมียม ซึ่งมีกำลังซื้อและอัตราการใช้จ่ายสูงกว่าปกติถึง 1.5 เท่า

    Agrifood (เกษตรและอาหารแปรรูปมูลค่าสูง) เป็นอุตสาหกรรมที่มีตัวคูณการจ้างงานสูงที่สุด ต้องมุ่งสู่ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำและเกษตรแม่นยำเพื่อกระจายรายได้สู่ฐานราก

    Creative Industries (อุตสาหกรรมสร้างสรรค์) เร่งคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และผลักดัน Soft Power ไทยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลก

    รายงานของธนาคารโลกที่ชี้ถึง 5 อุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของไทย

    ตั้งรับ 3 เมกะเทรนด์โลกผันผวน & 3 เสาหลักหนุนหลัง

    ธนาคารโลกเตือนว่า ประเทศไทยต้องวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับ 3 เมกะเทรนด์โลก ที่กำลังร้อนแรงในขณะนี้

    AI & Disruptive Technologies แม้ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ในไทยมีการประยุกต์ใช้ AI เพียง 23% (เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 61%) แต่การขยายตัวของ AI Data Center คือโอกาสทองในการ “ชุบชีวิต” อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสไดรฟ์ แผงวงจร และ Power Electronics ของไทย หากเร่งปรับตัวจะเพิ่มศักยภาพการเติบโตของ GDP ได้ถึง 10%

    Climate Change & Flood Risk พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสูงถึง 66% ของ GDP มีความเสี่ยงสูงถึง 50% ที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ระดับปี 2554 อีกครั้งก่อนปี 2050 ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไทยยังมีสัดส่วนไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพียง 5.3% ซึ่งตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา (10.6%) อย่างชัดเจน

    Shifting Global Trade Landscape สงครามการค้าและมาตรการปกป้องการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่า ตั้งแต่ปี 2017 ไทยต้องเร่งรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในอาเซียนให้เหนียวแน่นมากขึ้น

    รายงานวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของธนาคารโลกฉบับนี้ มิใช่เพียงแค่ตัวเลขสถิติทางเศรษฐศาสตร์ แต่คือสัญญาณที่ส่งชัดเจน ถึงประเทศไทย การที่เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ในปัจจุบัน คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “โมเดลเศรษฐกิจแบบเดิม” ได้หมดพลังลงแล้ว หากยังคงดำเนินนโยบายแบบประคองตัว ไทยจะต้องใช้เวลาอีกมากกว่า 30 ปีจึงจะไปถึงฝันในการเป็นประเทศรายได้สูง ซึ่งเวลานั้นประเทศไทยจะเต็มไปด้วยผู้สูงอายุ และขาดแคลนแรงงานขับเคลื่อนประเทศอย่างสมบูรณ์

    ความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายปี 2037 จึงขึ้นอยู่กับ ความกล้าหาญเชิงนโยบาย ความกล้าที่จะรื้อกฎหมาที่ล้าหลัง ความกล้าที่จะปฏิรูปการศึกษา ยกระดับภาคการผลิตสู่เทคโนโลยีขั้นสูง และการสร้างระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

    อนึ่ง รายงานฉบับนี้เป็นรายงานพิเศษจากธนาคารโลกที่ทำการสำรวจเศรษฐกิจของไทยในโอกาสที่ไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/668074&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WVpXVnPX4gsiiwUHUK4rj

  • ทหารมะกัน 5 พันนายบุกพัทยา! พ่อค้าเผยกำลังซื้อไม่ปัง วันแรกสะพัดน้อยกว่าคาด

    ทหารมะกัน 5 พันนายบุกพัทยา! พ่อค้าเผยกำลังซื้อไม่ปัง วันแรกสะพัดน้อยกว่าคาด

    (3 ก.ย. 69) หลังทหารเรือสหรัฐฯ จากเรือ USS Abraham Lincoln เดินทางขึ้นฝั่งมาพักผ่อนที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อวานนี้ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่

    เช้าวันนี้ “ฟิว จิรเมธ ผู้สื่อข่าวเวิร์คพอยท์” ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการค้าขาย บริเวณถนนเลียบชายหาดพัทยา พร้อมพูดคุยกับผู้ประกอบการร้านจำหน่ายสินค้าโอทอป

    นายสะอาด อายุ 63 ปี เจ้าของร้าน เล่าว่า การมาของทหารเรือสหรัฐฯ รอบนี้ บรรยากาศแตกต่างจากครั้งก่อนอย่างชัดเจน แม้จะมีกำลังพลกว่า 5,000 นาย แต่วันแรกคาดว่ามีทหารขึ้นฝั่งมาประมาณ 1,000 กว่าคน และไม่ได้ออกมาใช้จ่ายพร้อมกันทั้งหมด

    นายสะอาด บอกว่า สังเกตได้ง่ายว่าทหารอเมริกันจะผมสั้น สะพายเป้ และเดินกันเป็นกลุ่มประมาณ 3-5 คน โดยแต่ละกลุ่มจะมีหัวหน้าคอยดูแล ซึ่งแตกต่างจากครั้งก่อนที่ทหารเดินทางกันอย่างอิสระ และบางครั้งรวมกลุ่มกันจำนวนมากจนเกิดความวุ่นวาย

    ส่วนเรื่องการจับจ่ายใช้สอย พบว่า กำลังซื้อของทหารเรือสหรัฐฯ รอบนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ต่างจากครั้งก่อนที่เคยซื้อกระเป๋า แว่นตา และรองเท้า ครั้งละ 2,000-3,000 บาทต่อคน

    แต่รอบนี้ทางร้านได้รับออเดอร์เพียง 2-3 รายการ เป็นรองเท้าและหมวก ราคาหลักร้อยบาท โดยสินค้าที่ทหารยังนิยมซื้อจะเป็น กระเป๋าเป้และกระเป๋าสะพาย

    นายสะอาดยังมองว่า แม้จะมีการประเมินว่าทหารเรือสหรัฐฯ อาจสร้างเม็ดเงินสะพัดในพัทยาสูงถึง 100 ล้านบาท แต่รายได้อาจกระจายไปตามร้านต่าง ๆ และไม่ได้ตกถึงผู้ประกอบการทุกร้านเท่ากัน โดยเฉพาะร้านค้าริมชายหาด ซึ่งเช้าวันนี้ยังค่อนข้างเงียบเหงา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NWRxGq3MN&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q4tqSHh01UR3l0ckHi6Uk

  • ‘เอกนิติ’ เปิด 4 คลื่นเขย่าเศรษฐกิจไทย เร่งเชื่อมอาเซียน รับโลกผันผวน

    ‘เอกนิติ’ เปิด 4 คลื่นเขย่าเศรษฐกิจไทย เร่งเชื่อมอาเซียน รับโลกผันผวน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ “Unlocking the New Regional Growth Engine With Thailand’s New Horizon” ในงาน Bangkok Business Summit 2026 ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่ประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ

    แต่ในโลกที่มีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง การเน้นเพียง “Efficiency” หรือประสิทธิภาพ ไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องให้ความสำคัญกับ “Security” หรือความมั่นคงปลอดภัย ควบคู่กัน เพื่อให้เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นและรับมือกับความเสี่ยงใหม่ได้ดีขึ้น

    นายเอกนิติกล่าวว่า ปัจจุบันมี 4 การเปลี่ยนแปลงใหญ่ ที่กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงไทยและอาเซียน ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร

    4 คลื่นใหญ่กระทบเศรษฐกิจ

    1. ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์

    ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า การขึ้นภาษี การควบคุมการส่งออก และการอุดหนุนจากภาครัฐ กำลังทำให้ทิศทางการค้าและการลงทุนโลกเปลี่ยนไป

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ภาคธุรกิจจึงต้องปรับห่วงโซ่อุปทาน หันไปหาแหล่งผลิตและแหล่งลงทุนที่มีความยืดหยุ่น กระจายความเสี่ยงได้ และสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

    สำหรับอาเซียน การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส เพราะภูมิภาคมีศักยภาพเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก แต่ต้องเร่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตและการลงทุน

    2. AI เปลี่ยนเกมการแข่งขัน

    AI กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของผลิตภาพและการแข่งขัน เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ พลังประมวลผล ไปจนถึงศูนย์ข้อมูล (Data Center) จึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    นายเอกนิติระบุว่า อาเซียนไม่ควรแข่งขันกันเพียงเพื่อดึงดูด FDI ในอุตสาหกรรม AI แต่ต้องร่วมมือกันทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าถึงธุรกิจและประชาชนในวงกว้าง เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

    3. Climate Change กระทบภาคผลิต

    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโดยตรง ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และภัยธรรมชาติที่เกิดบ่อยขึ้น ส่งผลต่อภาคเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน

    บรรยากาศในงาน Bangkok Business Summit 2026

    นายเอกนิติยกตัวอย่างน้ำท่วมใหญ่ในไทยในอดีตที่ส่งผลกระทบไปถึงห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ทั่วโลก สะท้อนว่าภัยธรรมชาติในประเทศหนึ่งสามารถกระทบเศรษฐกิจและการผลิตของหลายประเทศได้

    ดังนั้น อาเซียนต้องเพิ่มความร่วมมือด้านการรับมือภัยพิบัติ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง และเดินหน้าสู่พลังงานสะอาด

    4. Demographic Change สังคมสูงวัย

    การเข้าสู่สังคมสูงวัยและอัตราการเกิดที่ลดลงกำลังกดดันจำนวนแรงงาน ผลิตภาพ และฐานะการคลังของรัฐบาล

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจการแพทย์ สุขภาพ Wellness อาหารเพื่อสุขภาพ และบริการสำหรับผู้สูงอายุ หรือ Silver Economy

    อาเซียนสามารถใช้ความแตกต่างของโครงสร้างประชากรแต่ละประเทศมาเสริมกัน เช่น เชื่อมความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพของไทยและสิงคโปร์ กับกำลังแรงงานหนุ่มสาวในฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ สปป.ลาว ผ่านการอำนวยความสะดวกด้านการเคลื่อนย้ายแรงงาน

    ดัน ASEAN Power Grid เชื่อมพลังงาน

    นายเอกนิติกล่าวว่า 4 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นปัญหาข้ามพรมแดน จึงไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องร่วมมือกันในระดับอาเซียน

    หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนา ASEAN Power Grid เชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

    บรรยากาศงาน Bangkok Business Summit 2026

    ขณะเดียวกัน ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ ภายใต้กรอบ Digital Economy Framework Agreement (DEFA) รวมถึงเพิ่มความร่วมมือรับมือภัยไซเบอร์และปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ข้ามพรมแดน

    ชูไทย Trusted Connector เชื่อมอาเซียน

    นายเอกนิติกล่าวว่า ไทยพร้อมทำหน้าที่เป็น “Trusted Connector” หรือประเทศที่เปิดกว้าง เชื่อถือได้ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจของภูมิภาค

    แต่ในโลกยุคใหม่ อาเซียนไม่ควรมีตัวเชื่อมเพียงประเทศเดียว แต่ต้องสร้าง “Network of Trusted Connectors”หรือเครือข่ายประเทศที่เชื่อมโยงและได้รับความไว้วางใจทั่วภูมิภาค

    เครือข่ายดังกล่าวจะช่วยให้อาเซียนกระจายความเสี่ยง เพิ่มความยืดหยุ่น และเชื่อมโยงการค้า การลงทุน พลังงาน และเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าด้วยกัน

    “การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยภาครัฐต้องช่วยลดข้อจำกัดและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ขณะที่ภาคธุรกิจเป็นผู้ที่รู้ปัญหาจริงและสามารถเปลี่ยนแนวคิดให้เกิดการลงทุนได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/668059&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1evraNQKZ-fV4fiysMm-5O

  • กกร.ผนึกรัฐ-ธนาคารโลก ชูไทยฮับลงทุน ปฏิรูปเศรษฐกิจอาเซียน | one31.co.th

    กกร.ผนึกรัฐ-ธนาคารโลก ชูไทยฮับลงทุน ปฏิรูปเศรษฐกิจอาเซียน | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/80129&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UjnITGnkdOcIokvBqdqiC

  • ‘ผยง’ ชู 3 หมุดหมาย ดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจยั่งยืนอาเซียน

    ‘ผยง’ ชู 3 หมุดหมาย ดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจยั่งยืนอาเซียน

    “ผยง” ชู 3 หมุดหมาย ดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจยั่งยืนอาเซียน

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และประธานกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวในงาน Bangkok Business Summit 2026 ว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ปัจจัยท้าทายสำคัญครอบคลุมตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ไปจนถึงการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chains) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการลงทุน การค้า และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยและอาเซียน

    ดันจุดแข็งไทยเปลี่ยน “ศักยภาพ” เป็นผลลัพธ์

    นายผยงกล่าวว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงมีระบบการเงินที่มีเสถียรภาพ

    อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ การเปลี่ยน “ศักยภาพ” ของประเทศไทยให้กลายเป็น “ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม”โดยต้องยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ไปจนถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าระดับภูมิภาคและระดับโลก (Global Value Chains) มากขึ้น

    ทั้งนี้ แนวคิดหลักของงานคือ “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจไทยกับอาเซียนในหลายมิติ ทั้งการผลิต การค้า โลจิสติกส์ และพลังงาน

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และประธานกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

    การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจึงไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะประเทศ แต่จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานของอาเซียน ขณะที่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการเชื่อมโยงระบบการเงินและดิจิทัล จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับภูมิภาค

    ชู 3 หมุดหมาย โอกาสไทยโชว์ศักยภาพเวทีโลก

    นายผยงกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับ 3 เหตุการณ์สำคัญ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการผลักดันยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยและนำเสนอศักยภาพของประเทศต่อประชาคมโลก

    1. การเปิดตัวรายงานหลักของธนาคารโลก (World Bank Flagship Report) ภายใต้ชื่อ “Building Thailand’s Future Today” ซึ่งจะนำเสนอแนวทางและโรดแมปในการพาประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง (High-Income Status)
    2. การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของ IMF และ World Bank Group โดยกรุงเทพมหานครได้รับเลือกให้เป็นเมืองเจ้าภาพ (Host City) ในเดือนตุลาคม 2569 ถือเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพของไทยเป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยจัดขึ้นเมื่อปี 2534
    3. การที่ประเทศไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการผลักดันวาระการเติบโตอย่างยั่งยืน และยกระดับความร่วมมือของภาคเอกชนในภูมิภาคอาเซียน

    นายผยงกล่าวว่า เป้าหมายของ Bangkok Business Summit 2026 ไม่ได้ต้องการให้เวทีแห่งนี้จบลงเพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ต้องการเปลี่ยนจาก “ความคิด” ไปสู่ “การลงมือทำ” หรือ From Dialogue to Action

    ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการปลดล็อกข้อจำกัด ลดอุปสรรค และเปิดทางให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคเอกชนจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการลงทุน การสร้างนวัตกรรม และการสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจ

    เป้าหมายสำคัญคือทำให้ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะบางกลุ่ม แต่สามารถกระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้างอย่างแท้จริง

    “กกร. ตั้งความหวังว่าความร่วมมือที่เริ่มต้นขึ้นในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ จะกลายเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเวทีความร่วมมือของภาคเอกชนในระดับอาเซียนอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ และผลักดันให้ปี 2569 เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่แห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยและอาเซียนอย่างมั่นคง” นายผยงกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/668055&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IIOtmeu0Q8ZVE0gHlo4lQ

  • นายกฯ ชวนนักลงทุนพลิกวิกฤต 4 ด้าน ชูไทยฮับอาเซียนเจาะตลาดประชากรพันล้านคน ปูทางสู่เศรษฐกิจอายุยืน

    นายกฯ ชวนนักลงทุนพลิกวิกฤต 4 ด้าน ชูไทยฮับอาเซียนเจาะตลาดประชากรพันล้านคน ปูทางสู่เศรษฐกิจอายุยืน

    นายกรัฐมนตรี ประกาศจุดยืนบนเวทีโลก ชวนนักลงทุนพลิกวิกฤต 4 ด้าน ชูจุดแข็งฮับอาเซียนเจาะตลาดประชากรพันล้านคน พร้อมกางแผนหั่นกฎหมาย 7,000 ฉบับ ปูทางสู่ “เศรษฐกิจอายุยืน” 

    เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 3 กันยายน 2569 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s Offer to the World” บนเวทีสัมมนา The Bangkok Business Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยได้ฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายระดับโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านพร้อมกันใน 4 มิติ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ซึ่งประเทศไทยไม่อาจหยุดนิ่งได้ แต่ต้องเปลี่ยนความท้าทายเหล่านี้ให้เป็นโอกาส  

    นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยจะไม่อยู่นิ่งและไม่โดดเดี่ยวตัวเองในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความเปราะบาง แต่จะมุ่งกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตกับอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ สำหรับด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยีที่พัฒนาจากที่อื่น แต่ต้องสร้างองค์ความรู้และยกระดับศักยภาพแรงงาน รวมถึงธุรกิจ SME ให้สามารถพัฒนานวัตกรรมและแข่งขันได้  

    นอกจากนี้ ไทยยังพร้อมพลิกวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน และแนวทางแก้ไขปัญหาที่อิงธรรมชาติ และที่สำคัญ ในยุคสังคมสูงวัย รัฐบาลตั้งเป้าสร้างเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy) เพื่อเปลี่ยนผู้สูงอายุจากภาระให้เป็นโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ทั้งในอุตสาหกรรมสุขภาพ ธุรกิจเวลเนส การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี  

    “สิ่งที่ไทยเสนอต่อโลกไม่ใช่แค่ทำเลที่ตั้งบนแผนที่ แต่คือ ความพร้อมเชิงลึก ทั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โลจิสติกส์ และแรงงานที่มีประสบการณ์ นักลงทุนสามารถใช้ไทยเป็นสปริงบอร์ดเชื่อมโยงซัพพลายเชนไปทั่วอาเซียน ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายแค่ตลาด 70 ล้านคนในประเทศ แต่หมายถึงการเข้าถึงประชากรนับพันล้านคนในภูมิภาค” 

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญคือความสามารถในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมข้ามสาย เช่น การนำการผลิตขั้นสูงมาผสานกับเทคโนโลยีดิจิทัล การเชื่อมโยงภาคการเกษตรเข้ากับเทคโนโลยีชีวภาพและอาหารแห่งอนาคต หรือการใช้พลังงานสะอาดขับเคลื่อนยานยนต์แห่งอนาคต รวมไปถึงการเป็นปลายทางที่คนเก่งจากทั่วโลก สามารถเข้ามาสร้างชีวิตและครอบครัวได้ ด้วยระบบสาธารณสุขและคุณภาพชีวิตที่ได้มาตรฐานสากล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน รัฐบาลกำลังเดินหน้าทบทวนและเตรียมยกเลิกกฎระเบียบข้อบังคับกว่า 7,000 ฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจพร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานประเทศผ่านกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD  

    นายกรัฐมนตรี กล่าวในช่วงท้ายถึงนักลงทุนต่างชาติว่า ไทยพร้อมจะเป็นมากกว่าฐานการผลิตหรือตลาดระบายสินค้า แต่ต้องการเป็นหุ้นส่วนในการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อย่าเพียงแค่มาสร้างธุรกิจในไทย แต่จงมาร่วมสร้างไปพร้อมกับไทย ซึ่งความพร้อมและศักยภาพทั้งหมดนี้ จะเป็นสิ่งที่ประเทศไทยนำเสนอต่อสายตาชาวโลก ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ที่กรุงเทพฯ ในเดือนหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2957139&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SHqb1ozmaacct2QcZuUg4

  • เอไอดันเศรษฐกิจ 30 ล้านล้านดอลลาร์ มัสก์เตือน ปี 2570 ไฟฟ้าป้อนชิปอาจขาด 15 กิกะวัตต์

    เอไอดันเศรษฐกิจ 30 ล้านล้านดอลลาร์ มัสก์เตือน ปี 2570 ไฟฟ้าป้อนชิปอาจขาด 15 กิกะวัตต์

    อีลอน มัสก์ ประเมินเอไออาจเพิ่มขนาดเศรษฐกิจโลก 20-30% หรือราว 20-30 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี หากรวมกับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ผลผลิตอาจเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า และจำนวนหุ่นยนต์อาจแตะ 1 พันล้านตัวใน 10 ปี แต่การเติบโตของเอไออาจสะดุดจากข้อจำกัดด้านพลังงาน โดยมัสก์เตือน ปี 2570 โลกอาจขาดไฟฟ้าสำหรับชิปเอไอ 15 กิกะวัตต์

    • อีลอน มัสก์ มองว่า เอไอสามารถเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจโลกในระดับ 20-30% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 20-30 ล้านล้านดอลลาร์ 
    • คาดว่าภายในปี 2570 อาจเกิดภาวะขาดแคลนกำลังไฟฟ้าที่ใช้รองรับระบบเอไออย่างน้อย 15 กิกะวัตต์

    อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้บริหารของเทสลา (Tesla) และสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) กล่าวในการประชุมนวัตกรรมของกลุ่มประเทศ G20 ว่า เอไออาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจโลกในระดับ 20-30% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 20-30 ล้านล้านดอลลาร์ และหากนำเอไอไปทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ศักยภาพดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นได้อีกถึง 10 เท่า

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง มัสก์เตือนว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมเอไอกำลังเผชิญกับปัญหาใหม่ นั่นคือ ไฟฟ้าอาจผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการของศูนย์ข้อมูล และชิปประมวลผลเอไอ โดยภายในปี 2570 โลกอาจขาดแคลนกำลังไฟฟ้าสำหรับระบบเอไออย่างน้อย 15 กิกะวัตต์

    มูลค่าการผลิตประมาณ 20-30 ล้านล้านดอลลาร์ เกิดจากความสามารถของเอไอในการเข้ามาทำงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล และงานดิจิทัล ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การเขียนโปรแกรม การออกแบบทางวิศวกรรม ไปจนถึงงานที่ดำเนินการผ่านระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในมุมมองมัสก์ การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเอไอไม่ได้ทำงานอยู่เพียงในโลกดิจิทัล แต่สามารถทำงานร่วมกับเครื่องจักรที่เคลื่อนไหว และทำงานในโลกจริงได้ นั่นคือ บทบาทของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

    มัสก์คาดว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า โลกอาจมีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 1,000 ล้านตัว และหุ่นยนต์แต่ละตัวอาจมีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างน้อย 5 เท่าของมนุษย์ 

    หากเป็นไปตามการคาดการณ์นี้ จำนวนหุ่นยนต์ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายถึงเพียงเครื่องจักรที่เข้ามาช่วยมนุษย์ทำงาน แต่หมายถึง การเพิ่มกำลังการผลิตของระบบเศรษฐกิจโดยตรง นั่นทำให้มัสก์มองว่า เมื่อเอไอ และหุ่นยนต์พัฒนาไปพร้อมกัน ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจสูงกว่าการพัฒนาเอไอเพียงอย่างเดียวอย่างมาก

    มัสก์ยังมองใกล้กว่านั้น โดยบอกว่า ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า ความสามารถของเอไอด้านการเขียนโปรแกรม การออกแบบทางวิศวกรรม และงานดิจิทัลอื่นๆ จะพัฒนาไปอย่างมาก ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปี 2570 เอไออาจสามารถจัดการงานดิจิทัลได้เกือบทั้งหมด หากงานนั้นไม่จำเป็นต้องเข้าไปเปลี่ยนแปลงวัตถุหรือสิ่งของจริงในโลกกายภาพ

    มัสก์เปรียบเทียบระดับความสามารถที่เอไออาจพัฒนาไปถึงกับสต๊อกฟิช โปรแกรมเล่นหมากรุกที่มีความสามารถสูง โดยมองว่าเมื่อเอไอพัฒนาไปถึงระดับดังกล่าว มนุษย์จะเริ่มแข่งขันกับเอไอได้ยากขึ้น โดยเฉพาะงานพัฒนาซอฟต์แวร์

    ในมุมของมัสก์ ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การที่เอไอช่วยมนุษย์ทำงาน แต่เอไออาจเข้ามารับช่วงงานที่เดิมต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง และประสบการณ์ของมนุษย์เป็นเวลานาน โดยเฉพาะงานที่สามารถทำผ่านคอมพิวเตอร์ได้

    อย่างไรก็ตาม การที่เอไอจะเข้ามาทำงานได้มากขึ้น ย่อมหมายถึงความต้องการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ระบบเอไอในปัจจุบันต้องอาศัยศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ และชิปประมวลผลจำนวนมาก ทั้งสำหรับการฝึกระบบและการให้บริการผู้ใช้งาน

    นี่จึงนำไปสู่ข้อจำกัดอีกด้านของการเติบโตของเอไอ นั่นคือ พลังงาน มัสก์เตือนว่า การผลิตชิปเอไอเพิ่มขึ้นราว 40-50% ต่อปี ขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้าไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ในอัตราเดียวกัน หากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไป อุตสาหกรรมเอไออาจมีชิปสำหรับประมวลผลมากขึ้น แต่ไม่สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพหากมีไฟฟ้าไม่เพียงพอ

    มัสก์คาดว่า ภายในปี 2570 อาจเกิดภาวะขาดแคลนกำลังไฟฟ้าสำหรับรองรับการประมวลผลของระบบเอไออย่างน้อย 15 กิกะวัตต์ ทำให้ไฟฟ้ากลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเร็วในการขยายตัวของอุตสาหกรรมเอไอ นอกเหนือจากการพัฒนาชิป และโมเดลเอไอ

    ในมุมนี้ การแข่งขันด้านเอไอจึงไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาโมเดลให้มีความสามารถสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างศูนย์ข้อมูล ผลิตชิป และจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการประมวลผลที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อบริษัทต่างๆ เดินหน้าขยายขนาดและความสามารถของระบบเอไอ

    อีกประเด็นที่มัสก์เรียกร้องคือ บทบาทของรัฐบาล และหน่วยงานกำกับดูแล เขาต้องการให้ประเทศต่างๆ เปิดกว้างต่อเอไอและเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น โดยเสนอหลักคิดว่า เทคโนโลยีควรสามารถดำเนินการได้เป็นหลัก เว้นแต่จะมีเหตุผลชัดเจนว่าควรห้ามหรือจำกัด แทนที่จะตั้งต้นจากการถือว่าเทคโนโลยีใหม่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ จนกว่าจะผ่านกระบวนการอนุมัติ

    มัสก์มองว่า การลดข้อจำกัดที่ไม่จำเป็นจะช่วยให้การพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมดำเนินไปได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกัน ภาพที่เขานำเสนอเกี่ยวกับเศรษฐกิจยุคเอไอก็สะท้อนว่า การขยายตัวของเทคโนโลยีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของเอไอเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ตั้งแต่ชิป ศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงไฟฟ้าที่เพียงพอ

    อ้างอิง: The Information The Standard และ Barrons

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1250216&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qgkJiPEh3_x382FIaljCZ

  • ‘เอกนิติ’ กางแผนรับมือ4เมกะเทรนด์โลก เร่งสร้างความยืดหยุ่น-แข็งแกร่งเชื่อมศก.อาเซียน

    ‘เอกนิติ’ กางแผนรับมือ4เมกะเทรนด์โลก เร่งสร้างความยืดหยุ่น-แข็งแกร่งเชื่อมศก.อาเซียน

    ‘เอกนิติ’ เตรียมความพร้อมไทยรับมือ 4 เมกะเทรนด์โลก เร่งสร้างความยืดหยุ่น ควบคู่ความแข็งแกร่งรองรับความท้าทาย เชื่อมเศรษฐกิจอาเซียน สู่ความมั่นคงและเติบโตไปพร้อมกันในยุคใหม่

    3 ก.ย. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาเชิงนโยบาย ภายใต้หัวข้อ “Unlocking the New Regional Growth Engine with Thailand’s New Horizon” ในงานประชุม The Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand, Resilient ASEAN ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่งเพื่อรองรับความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงแนวคิดทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันที่ถูกขับเคลื่อนด้วย 4 เมกะเทรนด์สำคัญ ได้แก่ 1.ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geopolitics and Geoeconomics)

    ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันการลงทุนมักมุ่งไปที่ประสิทธิภาพที่มาพร้อมกับความมั่นคงและปลอดภัย ต่างจากอดีตที่มุ่งเพียงเรื่องประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้มาตรการทางภาษี การควบคุมการส่งออก การอุดหนุน และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดมากขึ้น จนกลายมาเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทางการค้าและการลงทุน ขณะเดียวกัน มาตรการปกป้องทางการค้าในตลาดหนึ่งอาจส่งผลให้สินค้าส่วนเกินไหลทะลักไปยังอีกตลาดหนึ่งได้ ด้วยเหตุนี้เม็ดเงินลงทุนจากบริษัทระดับโลกจึงกำลังมองหาแหล่งลงทุนที่น่าเชื่อถือและต้องการห่วงโซ่อุปทานที่มีความหลากหลาย

    ดังนั้น เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกำหนดกฎเกณฑ์ โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐานร่วมกัน รวมถึงการร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง ในด้านห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการเป็นพันธมิตรร่วมกันระหว่างรัฐและธุรกิจในการแสดงให้โลกเห็นถึงความร่วมมือดังกล่าว

    2.เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ซึ่ง AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการผลิต ปรับปรุงบริการ และสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ แต่เทคโนโลยีนี้ก็จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานและทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการในอนาคตด้วย สำหรับไทยและอาเซียน ความท้าทายไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในด้าน AI เท่านั้น แต่ต้องร่วมมือกันเพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะกระจายตัวไปสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เพื่อให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ตลอดจนประชาชนในชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง

    “ปัจจุบันอาเซียนมีรากฐานระบบชำระเงินดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันในระดับหนึ่งแล้ว เช่น การเชื่อมระบบ PromptPay ของไทยเข้ากับ PayNow ของสิงคโปร์ ทำให้นักท่องเที่ยวสแกนจ่ายเงินได้สะดวกเหมือนอยู่บ้าน แต่ภูมิภาคยังต้องดำเนินการเพิ่มขึ้นในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ การพัฒนาบุคลากรด้าน AI ในระดับภูมิภาค การประยุกต์ใช้ AI ในชุมชน และระบบการป้องกันปัญหาภัยโกงและสแกมเมอร์ออนไลน์ ซึ่งรัฐบาลหวังว่ากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ที่ได้มีการลงนามร่วมกันจะช่วยผลักดันแนวคิดนี้ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

    3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้บีบบังคับให้ทุกประเทศต้องหันมาปรับปรุงกระบวนการจัดการด้านพลังงาน ซึ่งอาเซียนมีความได้เปรียบจากการผสมผสานทรัพยากรพลังงานหมุนเวียน ความต้องการทางอุตสาหกรรม ความสามารถด้านเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โครงการ โครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อสร้างความมั่นคงและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภูมิภาค

    4.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร (Demographic Change) ในขณะที่ประชากรมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น แต่อัตราการเกิดกลับลดลง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อกำลังแรงงาน ผลิตภาพ ตลอดจนงบประมาณด้านสาธารณสุขและการคลังของประเทศ อย่างไรก็ดี ความท้าทายทางสังคมและกายภาพนี้สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ได้เช่นกัน เช่น ธุรกิจบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness Services) อาหารเพื่อสุขภาพ และยารักษาโรค

    อย่างไรก็ดี รัฐบาลมีหน้าที่ในการกำหนดกลยุทธ์และเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดความสำเร็จ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ภาคเอกชนคือผู้ที่รู้สถานการณ์จริงในพื้นที่ และเป็นผู้เปลี่ยนความคิดที่ดีให้กลายเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็น Trusted Connector ที่เปิดกว้าง น่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ และร่วมมือกันปฏิรูปอาเซียนให้เติบโตไปพร้อม ๆ กัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1062755/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aKDV1Ohml3MiNnj9AD2Mx

  • ปธ.สมาคมธนาคาร ชี้อาเซียน-ไทยรับอานิสงส์ย้ายฐานทุนโลก ชูจุดแข็งดิจิทัล-พลังงานสะอาด ปั้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ : อินโฟเควสท์

    ปธ.สมาคมธนาคาร ชี้อาเซียน-ไทยรับอานิสงส์ย้ายฐานทุนโลก ชูจุดแข็งดิจิทัล-พลังงานสะอาด ปั้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ : อินโฟเควสท์

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย [KTB] ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวเปิดงาน Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Resilient ASEAN: Asia’s Next Growth Story Starts Here” ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าและการลงทุน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรม การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ตลอดจนการจัดวางห่วงโซ่อุปทานโลกในรูปแบบใหม่

    สำหรับประเทศไทยและอาเซียน ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่ รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง และการสร้างงานที่มีรายได้ดี โดยประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โครงสร้างพื้นฐาน ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ การเชื่อมโยงที่แข็งแกร่ง และระบบการเงินที่มีศักยภาพ

    การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน องค์กรระหว่างประเทศ และพันธมิตรด้านการพัฒนา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากแต่ละภาคส่วนทำงานแยกจากกัน โดยผลิตภาพเชื่อมโยงกับทักษะ การลงทุนเชื่อมโยงกับการเงิน กฎระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขัน

    สำหรับภาคเอกชนในขณะนี้จำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยต้องร่วมกันระบุอุปสรรคที่ฉุดรั้งการลงทุนและผลิตภาพ ลงทุนในขีดความสามารถใหม่และเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ รวมถึงช่วยให้ธุรกิจไทยตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ไปจนถึงเอสเอ็มอี สามารถก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลกที่มีมูลค่าสูงขึ้น ทั้งนี้ บทบาทของภาครัฐและภาคธุรกิจเป็นบทบาทที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยภาครัฐมีหน้าที่เปิดทาง ขณะที่ภาคธุรกิจเป็นผู้สร้างอนาคต และท้ายที่สุดการเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องส่งต่อไปถึงประชาชน

    ประเทศไทยมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับเครือข่ายการผลิต การค้า โลจิสติกส์ อาหาร พลังงาน และการเงินของอาเซียน เมื่อประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น จะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคมีความแข็งแกร่งขึ้น ขณะที่การพัฒนาการเชื่อมโยงด้านดิจิทัลและการเงินจะช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจกรรมข้ามพรมแดนภายในอาเซียนได้ง่ายขึ้น ส่วนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นและปล่อยคาร์บอนต่ำ จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค

    ”หวังว่าสิ่งที่เริ่มต้นขึ้นในครั้งนี้จะวางรากฐานสำหรับความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของภาคเอกชนทั่วทั้งอาเซียน และในอนาคตอาจนำไปสู่การจัด Flagship Regional Business Summit เพื่อรวบรวมภาคธุรกิจของอาเซียนมาร่วมกันกำหนดวาระสำคัญ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค และสร้างโอกาสที่จะส่งต่อไปยังเศรษฐกิจ ธุรกิจเอสเอ็มอี ประชาชน และชุมชนทั่วทั้งภูมิภาค“ นายผยง กล่าว

    โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/642475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_HbwN_Vf6RcJWN6pCN-9Q

  • นายกฯ ชูไทยฐานเศรษฐกิจ-แพลตฟอร์มเชื่อมภูมิภาค สร้างความเชื่อมั่น ดึงลงทุนแห่งอนาคต

    นายกฯ ชูไทยฐานเศรษฐกิจ-แพลตฟอร์มเชื่อมภูมิภาค สร้างความเชื่อมั่น ดึงลงทุนแห่งอนาคต

    นายกฯ ชูไทยฐานเศรษฐกิจ-แพลตฟอร์มเชื่อมภูมิภาค สร้างความเชื่อมั่น ดึงลงทุนแห่งอนาคต


    3/09/2569 | 94 |

    วันนี้ (3 กันยายน 2569) เวลา 9.00 น. ณ ห้องบอลรูม 1-2 ชั้น 1 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงาน The Bangkok Business Summit 2026 Reinvent Thailand, Resilient ASEAN และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Thailand’s Offer to the World”
     
    โดยงานนี้จัดขึ้นโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชน เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลไทยและนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเปิดตัวรายงานธนาคารโลก “Building Thailand’s Future Today” เพื่อผลักดัน GDP ไทยให้เติบโต และก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ที่ประชุมยังจะหารือถึง “ข้อเสนอของประเทศไทยบนเวทีโลก” มุ่งยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและบริการมูลค่าสูงของอาเซียน เน้น 5 อุตสาหกรรมหลักแห่งอนาคต ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและสุขภาพ บริการดิจิทัล ธุรกิจเกษตร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    งานนี้มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ ร่วมงานกว่า 400 คน นับเป็นเวทีสำคัญก่อนการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนและสื่อสารวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของไทยสู่ประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571
     
    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงใน 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ไทยจึงไม่สามารถหยุดนิ่งและต้องปรับตัว เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการสร้างประเทศไทยที่เข้มแข็ง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ผ่านการดำเนินการ ดังนี้

    ประการแรก การตอบสนองของไทยต้องเริ่มจากการเปิดกว้างและการมีส่วนร่วมกับโลก โดยไทยต้องกระชับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน และเชื่อมโยงภาคธุรกิจและเครือข่ายการผลิตระหว่างภูมิภาค
     
    ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ไทยต้องก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาจากต่างประเทศ โดยส่งเสริมการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และขีดความสามารถภายในประเทศ เทคโนโลยีต้องช่วยเพิ่มศักยภาพแรงงาน เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs เพิ่มผลิตภาพ และช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถสร้างนวัตกรรมและแข่งขันได้
     
    ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวสามารถเป็นแหล่งการลงทุนและการเติบโตใหม่ โดยการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (climate finance) ควรนำทรัพยากรจากทั่วโลกมาสนับสนุนพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น และการแก้ไขปัญหาบนฐานธรรมชาติ
     
    ประการที่สี่ ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสังคมสูงวัย โดยมุ่งสร้าง “Longevity Economy” ที่ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีทักษะ สามารถทำงานและมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจได้ยาวนานขึ้น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ด้านสุขภาพ สุขภาวะ การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี

    นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group) ในเดือนตุลาคม 2569 ว่า ไทยไม่ควรเป็นเพียงเจ้าภาพ แต่ควรมีสิ่งที่มีความหมายเพื่อนำเสนอต่อประชาคมโลก โดยนำเสนอศักยภาพของไทยในฐานะประเทศที่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงทำเลที่ตั้ง บริษัทที่เข้ามาลงทุนไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะไทยมีคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง แรงงานที่มีประสบการณ์ ซัพพลายเออร์ในประเทศ ระบบโลจิสติกส์และเครือข่ายดิจิทัล ตลอดจนจุดแข็งด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้ามาต่อยอดแนวคิด พัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้าสู่ตลาด และขยายธุรกิจได้

    ไทยยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับภูมิภาค โดยตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปและเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานสำคัญของอาเซียน อีกทั้งมีความสามารถในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การผลิตขั้นสูงกับเทคโนโลยีดิจิทัล การเกษตรกับเทคโนโลยีชีวภาพและอาหารแห่งอนาคต สุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจอายุยืน ตลอดจนพลังงานสะอาดกับยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล

    นอกจากนี้ ไทยยังมีอุตสาหกรรม บริการ และเครือข่ายบุคลากรที่พร้อมต่อยอดสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต รวมทั้งมีจุดแข็งในฐานะสถานที่ที่ผู้คนสามารถสร้างได้ทั้งธุรกิจและคุณภาพชีวิต การลงทุนระดับโลกย่อมมาพร้อมกับบุคลากรที่มีความสามารถ ซึ่งไทยมีระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ภาคบริการที่เข้มแข็ง สังคมที่เปิดกว้าง และคุณภาพชีวิตที่ช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรจากทั่วโลก

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เอื้อต่อการลงทุนและมีความแน่นอนสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยจะเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับที่อาจเป็นภาระต่อประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงยกระดับมาตรฐานผ่านกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล พร้อมมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทย พัฒนาซัพพลายเออร์ในประเทศ ยกระดับทักษะบุคลากร เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และสร้างองค์ความรู้ใหม่ภายในประเทศ

    “ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นมากกว่าฐานการผลิตหรือตลาดการขาย แต่ต้องการเป็นหุ้นส่วนในการสร้างอุตสาหกรรมที่จะกำหนดอนาคต” พร้อมเชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศว่า “อย่าเพียงมาสร้างธุรกิจในประเทศไทย แต่จงร่วมสร้างไปกับประเทศไทย”

    นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อทั่วโลกมารวมตัวประชุมที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมนี้ ไทยต้องการนำเสนอประเทศที่เปิดกว้างสู่โลก มีความมั่นใจในศักยภาพ และพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่ดีให้ประสบความสำเร็จ โดยข้อเสนอของไทยไม่ได้ตั้งอยู่บนจุดแข็งเพียงด้านเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ความสามารถในการเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ และการเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการใช้ชีวิตและการทำงานของบุคลากรจากทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นเป็นหุ้นส่วนที่ดียิ่งขึ้นสำหรับอาเซียนและประชาคมโลก 

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/168459


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/538154&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nzvVX2Z4-Ywgsztap6wmk