Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ความมั่นคงเหตุผลใหม่แลนด์บริดจ์ ความพยายามครั้งใหม่ของภูมิใจไทย

    ความมั่นคงเหตุผลใหม่แลนด์บริดจ์ ความพยายามครั้งใหม่ของภูมิใจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-249&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zwxfi1qSuduVcwzT5djQN

  • ทรู คอร์ปอเรชั่น ไตรมาส 1/2569 ทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน พร้อมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.8 พันล้านบาท

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ไตรมาส 1/2569 ทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน พร้อมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.8 พันล้านบาท

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ไตรมาส 1/2569 ทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน พร้อมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.8 พันล้านบาท

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โดยยังคงสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง จากแรงหนุนการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง การยกระดับประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าที่ดีขึ้นภายใต้โครงการปรับปรุงโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ในไตรมาสนี้ บริษัท มีกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 6.6 พันล้านบาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการได้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ แม้เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจมหภาค ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงสามารถรักษาผลการดำเนินงานในเชิงบวกของธุรกิจหลักทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ และออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง

    นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานจากทุกกลุ่มธุรกิจของเราในไตรมาสแรกปี 2569 มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เพียงผลประกอบการทางการเงินที่โดดเด่น แต่ยังรวมถึงความพึงพอใจของลูกค้าที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วย ขณะเดียวกัน เรายังคงติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมายทางการเงินตามแผนที่วางไว้ การพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจและองค์กร ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่สร้างความแตกต่าง ซึ่งสามารถยกระดับทั้งประสบการณ์ลูกค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเราได้อย่างต่อเนื่อง”

    จุดเด่นการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569

    สำหรับไตรมาสนี้จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 614,000 เลขหมาย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สะท้อนถึงการบริหารอัตราการเลิกใช้บริการได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มาตรการรักษาฐานผู้ใช้บริการเชิงรุก และการเข้าร่วมส่งเสริมโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Study Anywhere Anytime)” ของกระทรวงศึกษาธิการ ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมอยู่ที่ 48.1 ล้านเลขหมาย ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 36,000 ราย ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ โดยได้รับแรงหนุนจากความเสถียรในการใช้งานของโครงข่ายและคุณภาพบริการที่ดีขึ้น การปรับปรุงโครงข่ายอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ระยะเวลาระบบเครือข่ายขัดข้อง (network downtime) ของธุรกิจออนไลน์ลดลง และยังส่งผลให้คะแนนความพึงพอใจลูกค้า (Net Promoter Score) ดีขึ้น ขณะเดียวกัน การใช้งานช่องทางบริการตนเองผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ช่วยลดปริมาณการติดต่อคอลเซ็นเตอร์ ส่งผลดีต่อประสบการณ์ลูกค้าและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส มีผู้ใช้บริการ 5G รวม 18.4 ล้านราย

    นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีสะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่เราดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ แม้ว่ารายได้จากการให้บริการจะได้รับผลกระทบบางส่วนจากธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (PayTV) แต่ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ยังคงแข็งแกร่งจากการเติบโตของผู้ใช้บริการและการลงทุนด้านโครงข่ายรวมไปถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ การรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการ (Synergy) และการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัยและรัดกุม ส่งผลให้ EBITDA เติบโต และอัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น กำไรสุทธิหลังหักภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจำนวน 4.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 73% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราต่อความสามารถในการสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน อัตราส่วนโครงสร้างทางการเงิน (Leverage ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 3.8 เท่า โดยมีแรงหนุนจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 0.4 จุด เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.1 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ และการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดในไตรมาส 4/2568

    ในระยะถัดไป บริษัท มีลำดับความสำคัญที่ชัดเจน โดยยังคงมุ่งเน้นการบริหารการเงินอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการลงทุนอย่างมีวินัยในธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเดินหน้าสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง”

    จุดเด่นผลการดำเนินงานทางการเงิน

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ทำกำไรสุทธิหลังหักภาษีต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการประหยัดต้นทุนด้านคลื่นความถี่และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) ในไตรมาส 1/2569 ลดลง 0.6 % เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้ธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (PayTV) แต่ยังได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ เมื่อปรับรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศกับ NT รายได้จากการให้บริการลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน การลดลงของค่าเช่าโครงข่ายซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ภายหลังการสิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ส่งผลให้รายได้รวมลดลง 9.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน รายได้จากการขายลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 14.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการเปิดตัว iPhone ในไตรมาสก่อน

    ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (ไม่รวมค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย) ลดลง 29.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการ สิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT ค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายลดลง 25.2% จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และการประหยัดต้นทุนจากการพัฒนาโครงข่าย ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารเพิ่มขึ้น 5.3% จากการตั้งค้างจ่ายโบนัสและระดับหนี้สูญที่ลดลงในปีก่อน ส่วนต้นทุนอื่นในการให้บริการลดลง 13.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลจากค่าใช้จ่ายคอนเทนต์ที่ลดลง (ไม่มี EPL)

    นับตั้งแต่การควบรวมกิจการแล้วเสร็จ ทรู คอร์ปอเรชั่น สามารถเพิ่ม EBITDA ได้ 8.6 พันล้านบาท หรือเติบโต 44% โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ รายงาน EBITDA เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากประโยชน์ของการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้น 7.1 จุด เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 68.3% สำหรับไตรมาสนี้ ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Leverage) อยู่ที่ 3.8 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ลดลง 0.3 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.2 เท่า เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

    สำหรับไตรมาส 1/2569 ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 6.6 พันล้านบาท โดยคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 3 เดือนแรกของปี 2569 จำนวน 4.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 73% หรือ 0.14 บาทต่อหุ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 4.3 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9% ของยอดขายในช่วงเวลาดังกล่าว

    ตัวเลขทางการเงินที่สำคัญสำหรับไตรมาส 1/2569

    รายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย IC:
    ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 4.1 หมื่นล้านบาท ลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

    EBITDA:
    ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
    อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการ:
    ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 68.3%
    กำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT):
    ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 6.6 พันล้านบาท
    เงินปันผลระหว่างกาล:
    ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 4.8 พันล้านบาท
    เงินปันผลต่อหุ้น 0.14 บาท
    คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 73%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/475286&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r4ViXJrrtGtT4qBv3QDnx

  • ยังเติร์ก ท๊อฟฟี่ นำทีมพิสูจน์ความลี้ลับเหนือฟากฟ้า ในงานกาล่าพรีเมียร์ เขากะลา – แนวหน้า

    ยังเติร์ก ท๊อฟฟี่ นำทีมพิสูจน์ความลี้ลับเหนือฟากฟ้า ในงานกาล่าพรีเมียร์ เขากะลา – แนวหน้า

    เปิดประตูลับสู่ความลี้ลับเหนือฟากฟ้าอย่างเป็นทางการ โดย บริษัท พลาสิเทาฟิล์ม จำกัด (PLASITAO FILMS) ผู้ผลิตภาพยนตร์เรื่อง “เขากะลา” ได้จัดงานกาล่าพรีเมียร์ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/962964&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DX7b8JKtXQ1Ys02izkZLn

  • นายกฯ วอน “อย่าตีตนไปก่อนไข้” หลังฝ่ายค้านปูดปมกว้านซื้อที่ดิน “แลนด์บริดจ์” : อินโฟเควสท์

    นายกฯ วอน “อย่าตีตนไปก่อนไข้” หลังฝ่ายค้านปูดปมกว้านซื้อที่ดิน “แลนด์บริดจ์” : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวชี้แจงกรณีข้อวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายค้านต่อโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะประเด็นการกว้านซื้อที่ดิน จะส่งผลให้โครงการสะดุดหรือไม่ว่า ขออย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ เนื่องจากโครงการยังไม่ได้เริ่ม ขอให้รอผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน และมีนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ออกมาเป็นอย่างไรก่อนค่อยตัดสินใจบนผลการศึกษาที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งนอกจากผลการศึกษาแล้ว จะต้องฟังเสียงของประชาชนด้วย ซึ่ง ตนกำชับให้คณะกรรมการต้องมีภาคประชาชนอยู่ด้วย ซึ่งนายเอกนิติ จะเชิญภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องมาร่วมในคณะกรรมการด้วย

    “อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ โครงการยังไม่ได้เกิดพรุ่งนี้ บริบทต่าง ๆ วันนี้ได้เปลี่ยนไป ผลการศึกษาที่เคยมีมาในอดีตอยู่บนภูมิรัฐศาสตร์อีกบริบทหนึ่ง ขณะนี้เราต้องหาแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในภูมิภาคที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ในเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งสินค้า สามารถยืนอยู่บนขาตัวเองได้ ไม่ว่าภูมิภาคไหนจะมีความขัดแย้ง เราจะพยายามทำให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความมั่นคงปลอดภัย และเป็นที่สนใจของนานาชาติ ซึ่งเราพยายามเสริมศักยภาพตรงนี้ให้มากขึ้น ตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป” นายอนุทิน ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/590665&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VtclFWBl6ar2QjmqUslpv

  • “เทพไท” สงสัยทำไม คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์มีแต่ฝ่ายรัฐบาล? แนะควรเปิดรับความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

    “เทพไท” สงสัยทำไม คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์มีแต่ฝ่ายรัฐบาล? แนะควรเปิดรับความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/145938&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V-G6dlgbydIq6njqdViX6

  • นายกฯ สวนฝ่ายค้านอย่าตีตนไปก่อนไข้ ลั่นไม่ท้อ คนค้านเลนด์บริดจ์ บอกเป็นคนจีน ลูกท้อเป็นสิ่งมงคล 

    นายกฯ สวนฝ่ายค้านอย่าตีตนไปก่อนไข้ ลั่นไม่ท้อ คนค้านเลนด์บริดจ์ บอกเป็นคนจีน ลูกท้อเป็นสิ่งมงคล 


    “อนุทิน” สวนฝ่ายค้านอย่าตีตนไปก่อนไข้ หลังปูดมีกว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ ปัดข่าวปั่นเช่าที่ 99 ปี โครงการยังไม่เริ่ม อยู่ระหว่างการศึกษาลั่นไม่ท้อ แม้ถูกวิจารณ์ บอกเป็นคนจีน ลูกท้อเป็นสิ่งมงคล 

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เผย ก่อนการเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พ.ค.นี้  ถึง กรณีที่ฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์โครงการแลนด์บริดจ์ ว่าขณะนี้มีการกว้านซื้อที่ดิน หลังรัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า ช่วงนี้คิดช่วยเหลือประชาชนดีกว่า เพื่อช่วยคลายทุกข์ให้ประชาชนในประเทศมากที่สุด อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ โครงการยังไม่ได้เกิดพรุ่งนี้ บริบทต่าง ๆ วันนี้ได้เปลี่ยนไป ผลการศึกษาที่เคยมีมาในอดีตอยู่บนภูมิรัฐศาสตร์อีกบริบทหนึ่ง ขณะนี้เราต้องหาแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในภูมิภาคที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ในเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งสินค้า สามารถยืนอยู่บนขาตัวเองได้ ไม่ว่าภูมิภาคไหนจะมีความขัดแย้ง เราจะพยายามทำให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความมั่นคงปลอดภัย และเป็นที่สนใจของนานาชาติ ซึ่งเราพยายามเสริมศักยภาพตรงนี้ให้มากขึ้น ตามสถานการณ์โลกที่เปลี่นนไป 

    เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการปั่นกันว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาเช่าพื้นที่ 99 ปี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไม่ฟังเสียงปั่น และคงไม่เกี่ยวกันเพราะนี่เป็นเรื่องแลนด์บริดจ์ เป็นเรื่องของการลงทุน

    เมื่อถามว่า การที่ฝ่ายค้านออกมาวิพากษ์วิจารณ์แต่แรกแบบนี้จะทำให้โครงการสะดุดหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการยังไม่ได้เริ่ม เป็นการศึกษาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และถ้าผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และมีนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ เป็นเลขานุการ ออกมาเป็นอย่างไร เราค่อยตัดสินใจบนผลการศึกษาที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น ไม่มีอะไรแปลก 

    เมื่อถามถึงความชัดเจนกรณีการเช่าที่ดิน 99 ปี ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการแลนด์บริดจ์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ย้ำว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลการศึกษา 

    เมื่อถามว่านอกจากผลการศึกษาแล้ว จะต้องฟังคำแนะนำของฝ่ายค้านด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องฟังเสียงของประชาชน ต้นกำชับให้คณะกรรมการต้องมีภาคประชาชนอยู่ด้วย ซึ่งนายเอกนิติ ก็เห็นชอบ โดยจะเชิญภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องมาร่วมในคณะกรรมการด้วย 

    เมื่อถามว่าไม่ท้อใช่หรือไม่ที่มีการตรวจสอบ และมีกระแสโจมตีหนักในช่วงภาวะเช่นนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ทำไมต้องท้อ ตนเป็นคนจีน ลูกท้อเป็นสิ่งมงคล สิ่วท้อ (ซาลาเปารูปท้อสีชมพู) กินทุกวันเกิดเลย 

    ส่วนกรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ถูกปัดตกไปโดยอ้างเหตุจำเป็นเร่งด่วนเรื่องอื่น อยากชี้แจงเรื่องนี้อย่างไร นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธตอบคำถามก่อนดูนาฬิกา พร้อมบอกว่า ประกาศครั้งสุดท้าย และเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42566&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gfslSyd_jBo15P5KMWlhA

  • เทศกาลเปิดเทอมกดดันผู้ปกครอง ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงสุดรอบ 17 ปี

    เทศกาลเปิดเทอมกดดันผู้ปกครอง ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงสุดรอบ 17 ปี

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายและผลกระทบของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมว่า ประเมินจะมีมูลค่าการใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมปีนี้อยู่ที่ 66,000 ล้านบาท ขยายตัว 6% สูงสุดในรอบ 13 ปี นับตั้งแต่ปี 57 และเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 17 ตั้งแต่เริ่มสำรวจเมื่อปี 53 แม้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ผู้ปกครองยังให้ความสำคัญกับการศึกษาของบุตรหลาน ยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้ลูกได้เรียนพิเศษมากขึ้น โดยใช้เงินออมและลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น อาหาร ท่องเที่ยว รวมทั้งราคาอุปกรณ์การเรียน และค่าเล่าเรียนยังแพงขึ้น

    “ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับโรงเรียนที่มีคุณภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียนสองภาษา โรงเรียนเอกชน และห้องเรียนพิเศษ สะท้อนว่า ครัวเรือนไทยยังไม่ตัดลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา แม้เศรษฐกิจขยายตัวอ่อนและเป็นสัญญาณว่า การศึกษากลายเป็นต้นทุนสำคัญที่ครอบครัวไทยยอมแบกรับเพื่ออนาคตลูก”

    อย่างไรก็ตาม การศึกษาของไทยยังขาดคุณภาพ เห็นได้จาก ผลประเมิน PISA (โครงการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล) ของไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และคะแนนทุกวิชามีแนวโน้มต่ำลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังเกิดวิกฤติเงียบในสถานศึกษา โดยเฉพาะการกลั่นแกล้ง ถูกทำร้ายร่างกาย นอกจากนี้ เด็กไทยมีสุขภาพใจพัง ทั้งรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว หมดไฟ เผชิญความเครียดบ่อยครั้ง ไม่พอใจชีวิตตัวเอง สาเหตุจากขาดความผูกพันและช่องว่างในครอบครัว รวมถึงความกดดันด้านการเรียน การเปรียบเทียบกับคนอื่น

    ด้านนางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า ผู้ปกครอง 48.3% ระบุว่าค่าใช้จ่ายปีนี้เพิ่มขึ้น และอีก 1.1% เพิ่มขึ้นมาก เพราะราคาสินค้าแพงขึ้น, ค่ารถ/ราคาน้ำมันแพงขึ้น ทั้งนี้ ผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยโดยรวมช่วงเปิดเทอมอยู่ที่ 29,930 บาท โดยโรงเรียนรัฐบาลห้องปกติ 10,975 บาท โรงเรียนรัฐบาลห้องพิเศษ 33,874 บาท โรงเรียนเอกชนภาคภาษาไทย 31,040 บาท และโรงเรียนเอกชน 2 ภาษา 52,660 บาท นอกจากนี้ ภาระเปิดเทอมยังสร้างแรงกดดันต่อสภาพคล่อง มีเงินไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ทำให้ต้องกู้เงินในระบบและนอกระบบ จำนำทรัพย์สิน ยืมญาติพี่น้อง ผ่อนชำระเป็นงวด ใช้บัตรกดเงินสด

    “ผู้ปกครองส่วนใหญ่มองว่า ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลาน มาก ทำให้ต้องลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นเพื่อประคองภาระ เช่น ลดการท่องเที่ยว/การผ่อนคลาย ลดค่าใช้จ่ายส่วนตัว ลดค่าอาหารในบ้าน ดึงเงินออมมาใช้ จึงต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ เช่น ลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายการศึกษาเพิ่มเติม, สนับสนุนเงินอุดหนุนโดยตรง, อุดหนุนค่าเดินทางนักเรียน, ควบคุมราคาสินค้าที่เกี่ยวกับการเรียน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ค่าเล่าเรียน ราคาสินค้าและราคาน้ำมัน ยังเป็นแรงกดดันหลักของครัวเรือนไทยในช่วงเปิดเทอมปีนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2931091&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38OX9w1WspTv9j0Ejh0DHv

  • 10 อันดับ “อาหารบนเครื่องบิน” สายการบินไหนดีที่สุดในโลก? แชมป์ปีนี้ม้ามืดสุดๆ

    10 อันดับ “อาหารบนเครื่องบิน” สายการบินไหนดีที่สุดในโลก? แชมป์ปีนี้ม้ามืดสุดๆ

    จัดอันดับอาหารบนเครื่องบินที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 สายการบินเอเชียพาเหรดติดท็อป 10

    การรับประทานอาหารบนเครื่องบินไม่ได้เป็นเพียงแค่การคลายหิวระหว่างเดินทางอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่ผู้โดยสารใช้ตัดสินใจเลือกใช้บริการสายการบิน ในปี 2026 ผลการศึกษาล่าสุดได้เปิดเผยรายชื่อสายการบินที่เสิร์ฟอาหารได้ประทับใจผู้เดินทางมากที่สุด โดยพบว่าสายการบินจากภูมิภาคเอเชียสามารถทำคะแนนได้อย่างโดดเด่นในระดับโลก

    ข้อมูลจาก Canstar Travel Insurance ซึ่งได้ทำการวิเคราะห์บทวิจารณ์จากผู้โดยสารกว่า 125,000 รายการ ผ่านเว็บไซต์ที่รวบรวมรีวิวอาหารบนเครื่องบินอย่าง Airlinemeals.net และ Skytrax เพื่อจัดอันดับสายการบิน 100 อันดับแรกที่มีบริการอาหารดีเยี่ยมที่สุด ผลปรากฏว่าสายการบินอีเจียนแอร์ไลน์ (AEGEAN Airlines) จากประเทศกรีซ คว้าอันดับ 1 ไปครองอย่างเหนือความคาดหมาย

    อีเจียนแอร์ไลน์ได้รับคะแนนสูงถึง 7.82 จากคะแนนเต็ม 10 โดยเบียดสายการบินยักษ์ใหญ่รายอื่นด้วยจุดเด่นด้าน “รสชาติอาหารท้องถิ่นที่สดใหม่และการต้อนรับแบบชาวกรีกที่แท้จริง” ทาง Canstar ระบุว่าเมนูของสายการบินนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญา “Filema” ของกรีซ ซึ่งหมายถึงการส่งต่อความรักและความปรารถนาดีผ่านมื้ออาหาร โดยมีเชฟและซอมเมอลิเยร์ชื่อดังร่วมออกแบบเมนูสำหรับผู้โดยสาร

    สายการบินเอเชียพาเหรดติด Top 10

    ภูมิภาคเอเชียยังคงครองแชมป์เรื่องรสชาติอาหาร โดยกวาดไปถึง 7 อันดับใน 10 อันดับแรก โดยมีเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็น 2 ประเทศที่มีสายการบินติดอันดับ Top 10 มากกว่า 1 สายการบิน ดังนี้:

    อันดับ สายการบิน คะแนนรวม (เต็ม 10) ประเทศ/ภูมิภาค
    1 AEGEAN AIRLINES 7.82 กรีซ
    2 QATAR AIRWAYS 7.68 กาตาร์
    3 ASIANA AIRLINES 7.61 เกาหลีใต้
    4 EVA AIR 7.56 ไต้หวัน
    5 SINGAPORE AIRLINES 7.55 สิงคโปร์
    6 KOREAN AIR 7.51 เกาหลีใต้
    7 ALL NIPPON AIRWAYS (ANA) 7.37 ญี่ปุ่น
    8 JAPAN AIRLINES (JAL) 7.36 ญี่ปุ่น
    9 KUWAIT AIRWAYS 7.26 คูเวต
    10 GARUDA INDONESIA 7.09 อินโดนีเซีย

    สำหรับสายการบินของไทยทำผลงานได้น่าประทับใจเช่นกัน โดย Bangkok Airways ติดอันดับที่ 13 (7.04 คะแนน) และ Thai Airways ติดอันดับที่ 25 (6.78 คะแนน)

    iStockphoto

    วิกฤตอาหารบนเครื่องของสายการบินสหรัฐฯ

    ในขณะที่สายการบินอื่นทำคะแนนได้สูง สายการบินจากสหรัฐฯ กลับรั้งท้ายตาราง โดย JetBlue เป็นสายการบินแรกของสหรัฐฯ ที่ปรากฏในรายชื่อที่อันดับ 18 ส่วนสายการบินยักษ์ใหญ่อื่นๆ อย่าง American Airlines และ United Airlines เกือบหลุดโผ โดยอยู่ในอันดับที่ 93 และ 94 ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานอาหารที่ยังต้องปรับปรุงเมื่อเทียบกับคู่แข่งทั่วโลก

    ทาง Canstar Travel Insurance ให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า แม้อาหารบนเครื่องบินมักจะถูกล้อเลียนในอดีต แต่ปัจจุบันสายการบินชั้นนำเข้าใจดีว่าประสบการณ์การรับประทานอาหารเป็นปัจจัยสำคัญในตลาดที่มีการแข่งขันสูง อย่างไรก็ตาม คุณภาพของมื้ออาหารบนเครื่องบินอาจมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละสายการบินและแต่ละชั้นโดยสาร

    แหล่งอ้างอิง

    1. New York Post
    2. Canstar Travel Insurance

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9887750/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ARFtOWh3ubIw7s11z9qus

  • รฟท.เปิดเวทีรับฟังเสียงปชช. โครงการรถไฟสายสุพรรณบุรี-ชุมทางบ้านภาชี

    รฟท.เปิดเวทีรับฟังเสียงปชช. โครงการรถไฟสายสุพรรณบุรี-ชุมทางบ้านภาชี

    รฟท.เปิดเวทีรับฟังเสียงปชช. โครงการรถไฟสายสุพรรณบุรี-ชุมทางบ้านภาชี เชื่อมเดินทางไร้รอยต่อ

    การรถไฟแห่งประเทศไทย. จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายสุพรรณบุรี-นครหลวง-ชุมทางบ้านภาชี เพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงข่ายทางรางของจังหวัดสำคัญ เพิ่มศักยภาพในการขนส่ง และการเดินทางระหว่างภาคใต้กับภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือได้สะดวก พร้อมมุ่งเน้นสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาโครงข่ายระบบรางให้ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

    นายอรรถพล เก่าประเสริฐ วิศวกรใหญ่ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง การรถไฟฯ เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายสุพรรณบุรี-นครหลวง-ชุมทางบ้านภาชี เป็นส่วนหนึ่งของแผน”ยุทธศาสตร์ระบบรางระดับประเทศ” ที่รัฐบาลได้ผลักดันอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังถูกจัดอยู่ในแผนงานระยะเร่งด่วน (ปี 66-70) โดยเป็นการพัฒนาทางรถไฟสายใหม่เชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟสายหลักเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน เริ่มต้นจากทางรถไฟสายสุพรรณบุรี และไปสิ้นสุดที่บริเวณชุมทางบ้านภาชี ซึ่งทำให้เกิดการเชื่อมโยงโครงข่ายทางรถไฟสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือ กับเส้นทางรถไฟสายชุมทางหนองปลาดุก – สุพรรณบุรี เพื่อรองรับการเดินทางและการขนส่งระหว่างภาคใต้กับภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือได้สะดวกและต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านเข้าไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

    รฟท.เปิดเวทีรับฟังเสียงปชช. โครงการรถไฟสายสุพรรณบุรี-ชุมทางบ้านภาชี เชื่อมเดินทางไร้รอยต่อ

    สำหรับพื้นที่ศึกษาโครงการ ตามผลการคัดเลือกแนวโครงการในรายงานการศึกษาความเหมาะสม ด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยพื้นที่ศึกษาครอบคลุมขอบเขตในระยะทาง 500 เมตร จากกึ่งกลางแนวเส้นทางโครงการในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดอ่างทอง และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 31 ตำบล 8 อำเภอ ซึ่งแนวเส้นทางของโครงการมีต้นทางและปลายทางเชื่อมต่อกับแนวเส้นทางรถไฟเดิม โดยเริ่มจากบริเวณป้ายหยุดรถสะแกย่างหมู อำเภอบางปลาม้า ห่างจากเมืองสุพรรณบุรี ประมาณ 4.5 กิโลเมตร โดยเบี่ยงขวาแยกออกจากทางรถไฟเดิมก่อนถึงจุดตัดทางรถไฟกับทางหลวงหมายเลข 357 หรือทางเลี่ยงเมืองสุพรรณบุรี ประมาณ 2.7 กิโลเมตร มุ่งหน้าทิศตะวันออก ขนานทางหลวงหมายเลข 357 ข้ามแม่น้ำท่าจีน ผ่านทางหลวงหมายเลข 340 ผ่านทุ่งรับน้ำทุ่งผักไห่ ผ่านทุ่งรับน้ำทุ่งบางบาล ข้ามแม่น้ำน้อย ผ่านพื้นที่บ่อทรายขนาดใหญ่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา

    จากนั้นผ่านทางหลวงหมายเลข 309 บริเวณด้านทิศใต้ห่างจากตัวเมืองอำเภอป่าโมก ประมาณ 6 กิโลเมตร ผ่านทางหลวงหมายเลข 347 และหมายเลข 32 ข้ามแม่น้ำลพบุรี แล้วจึงเบี่ยงแนวไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบริเวณอำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ข้ามแม่น้ำป่าสัก ที่อำเภอนครหลวง และผ่านทางหลวงหมายเลข 3036 แล้วจึงเข้าบรรจบทางรถไฟเดิมสายเหนือ-สายตะวันออกเฉียงเหนือก่อนถึงสถานีพระแก้ว ประมาณ 1 กิโลเมตร โดยอยู่ห่างจากสถานีชุมทางบ้านภาชี ประมาณ 6 กิโลเมตร จากนั้นจะก่อสร้างทางวิ่งระดับดิน เพิ่มอีก 1 ทาง ในเขตทางเดิมจนถึงย่านสถานีชุมทางบ้านภาชีเป็นจุดสิ้นสุดโครงการ รวมระยะทางประมาณ 73.8 กิโลเมตร แบ่งเป็นทางรถไฟยกระดับ ประมาณ 65 กิโลเมตร และเป็นทางระดับดินประมาณ 8.8 กิโลเมตร สำหรับบริเวณที่ผ่านเข้าพื้นที่ทุ่งรับน้ำ จะถูกออกแบบให้เป็นทางรถไฟยกระดับ เพื่อป้องกันน้ำท่วม

    การประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งนี้ เป็นการนำเสนอร่างข้อเสนอโครงการ รายละเอียดโครงการ ขอบเขตการศึกษา และแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อนำไปประกอบการศึกษาของโครงการให้มีความครบถ้วน รอบด้าน และเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่มากยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ การรถไฟฯ ได้กำหนดจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดอ่างทอง ในวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมคาลิปโซ่ เดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสร้างการรับรู้และสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ให้ครอบคลุมตลอดแนวเส้นทางโครงการ โดยหลังจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสร็จเรียบร้อยแล้ว การรถไฟฯ จะรวบรวมข้อมูลนำไปเป็นแนวทางในพัฒนาปรับปรุงโครงการ เพื่อจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสนอสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และคาดว่าสามารถนำเสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติงบประมาณภายในปี 2571


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12812244&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TpuBze6G6kEW3YyZLjark

  • เกาะประเด็นการเมือง จับตา ‘ปชป.’ แย่งซีนบทค้าน | เดลินิวส์

    เกาะประเด็นการเมือง จับตา ‘ปชป.’ แย่งซีนบทค้าน | เดลินิวส์

    กลายเป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หลังต้องการผลักดัน 2 นโยบาย ทั้งที่เป็นเรือธง และการแก้ไขวิกฤติของประเทศ เรื่องแรกคือ “โครงการแลนด์บริดจ์” และการผลักดัน “พ.ร.ก.กู้เงิน” 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับผลพวงจากสงครามในตะวันออกกลาง จนทำให้เกิดวิกฤติพลังงาน และส่งผลกระทบเศรษฐกิจไปทั่วโลก แต่ก็กลายเป็นปมร้อน เพราะ ต้องเผชิญกับแรงต้านของฝ่ายค้าน ทั้งสื่อสารในมุมลบ รวมทั้งเตรียมรวมรายชื่อเพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.การกู้เงินขัด รธน.หรือไม่

    โดย “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) นำทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา แถลงภายหลังการประชุม กล่าวว่า ขอเตือนโครงการแลนด์บริดจ์เสี่ยงซ้ำรอยอีอีซี และอาจพาไทยอยู่ใต้เงามหาอำนาจ หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเหตุผลทางการเงินไม่มีความคุ้มค่า เรายิ่งต้องระมัดระวังไม่ทิ้ง “ไพ่ใบสำคัญ” หรือฝากอนาคตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของไทยไว้กับมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง

    ส่วน “น.ส.ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค ปชน. กล่าวว่า น่าเสียดายที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ยกเลิกภารกิจลงพื้นที่ภาคใต้ อยากให้ไปรับฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ประชาชนจัดตั้ง หากไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ขอแนะนำให้ไปที่อ่าวเคย จ.ระนอง ซึ่งประชาชนพร้อมให้ข้อมูล ทราบว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ที่คนในพื้นที่รู้จักดีในนาม “อาม่า” ซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรีเชี่ยวชาญภาคใต้ ท่านต้องรู้แน่นอนถ้าจะไปจริงๆ เมื่อสื่อมวลชนถามนายกฯ จะการันตีได้อย่างไรว่า โครงการนี้จะไม่เป็นการเอื้อให้ทุนต่างชาติมาเช่าที่ดิน นายกฯ กลับตอบว่าให้ดูหน้าท่าน 7-8 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้กับใคร การตอบแบบนี้มักง่ายไปหน่อย ต้องมีการยืนยันด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการบอกว่าตนเป็นคนดี รัฐบาลไม่มีความจริงใจตั้งแต่แรก

    ขณะที่ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ จะนำผลการศึกษาในอดีตมาเป็นแนวทางในการศึกษาการทำโครงการนี้ โดยดูในทุกมิติ เพื่อหาข้อสรุปโครงการนี้ภายใน 90 วัน ซึ่งแม้ในอดีตจะมีผลการศึกษาโครงการนี้มาแล้ว 3 ฉบับ เนื่องจากผลการศึกษาดังกล่าวได้ผ่านมาหลายปีแล้ว และปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการศึกษาโครงการนี้จะต้องดูบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย  เช่น ผลการศึกษาในอดีต ยังไม่มีปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐ อิสราเอล กับอิหร่าน และไม่มีปัญหาช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิด

    “คณะกรรมการชุดนี้จะศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้ และศึกษาผลกระทบของโครงการต่อสิ่งแวดล้อม, สังคมและชุมชนที่พื้นที่ของโครงการ เพราะเป็นโครงการสำคัญของประเทศ จำเป็นต้องดูให้รอบคอบ และต้องโปร่งใส” 

    คงต้องรอดูบทสรุปของการศึกษาโครงการที่สำคัญ จะออกมาอย่างไร โดยเฉพาะการดึง “นายเอกนิติ” ที่ไม่ได้เป็นนักการเมือง มานั่งเป็นประธานในการศึกษา ไม่ให้ถูกมองว่าใช้นักการเมือง และมีผลประโยชน์แอบแฝง เพื่อให้สังคมหรือไม่

    ส่วนกรณีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 แสนล้านบาท ดูเหมือนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะเล่นบทชิงการนำพรรคฝ่ายค้าน เมื่อจะผลักดันให้นำเรื่องไปร้องศาล รธน. วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวขัด รธน.หรือไม่ ทั้งที่มีเสียง สส. เพียง 21 เสียง

    “นายกรณ์ จาติกวณิช” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวอีกว่า ในงบประมาณปี 69 ณ ปัจจุบันเพดานเงินกู้ยังมีช่องว่างเหลือ ให้รัฐบาลสามารถที่จะกู้เพิ่มเติมได้ ด้วยการออก พ.ร.บ.งบกลางปี ถึงแม้จะไม่มากแต่ก็เป็นหลักกว่าหมื่นล้านบาท สามารถเอามารวมกับการโอนงบประมาณฯ เป็นเงินหน้าตักให้กับรัฐบาลใช้ในระหว่างนี้ จนกว่างบประมาณฉบับปี 70 มีผลบังคับใช้ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีแหล่งเงินอื่นที่จะสามารถใช้ได้ แต่รัฐบาลสามารถใช้แหล่งเงินตามที่ตนได้ชี้แจงไปได้ ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจนกว่ารัฐบาลจะมีงบก้อนใหญ่ คืองบฯ ปี 70 ที่จะทำให้มีเม็ดเงินกว่า 3 ล้านล้านบาท

    “พรรคฯ มีมติเห็นตรงกันว่า เรื่องนี้เรายอมไม่ได้ ในการที่รัฐบาลจะผลักดันโครงการต่างๆ ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน เราจะเดินหน้ายื่นต่อศาล รธน.ว่าการปฏิบัติตามมติ ครม.ครั้งนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นประโยชน์ หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อความอยู่ดีกินดีในปัจจุบันและอนาคตของประชาชนหรือไม่” นายกรณ์ กล่าว

    ด้าน “นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ขณะนี้มีการดำเนินการยกร่างหนังสือที่จะยื่นต่อศาล รธน. แล้ว แต่การลงลายมือชื่อเพื่อยื่นต่อศาลฯ นั้นต้องใช้เสียง สส.ถึง 1 ใน 5 คือ 100 คน เราจึงต้องขอเสียงเพิ่มเติมจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น อย่างพรรค ปชน.และพรรคกล้าธรรม (กธ.) ซึ่งจะได้มีการประสานงานต่อไป

    จากการเคลื่อนไหวของพรรค ปชป.เตรียมยื่นให้ ป.ป.ช.ทบทวนมติยกคำร้องกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ใช้นอมินี ถือหุ้นแทน และเตรียมยื่นเรื่องให้ศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ถูกตั้งคำถามว่า เป็นการแย่งซีนพรรคแกนนำฝ่ายค้านหรือไม่

    โดยนักข่าวได้ตั้งคำถามกับ “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. กรณีพรรค ปชป.ออกมาแถลงทั้ง 2 เรื่องก่อน เป็นการชิงบทบาทนำฝ่ายค้านหรือไม่ โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คิดว่าทั้งเรื่อง ป.ป.ช.และ พ.ร.ก.กู้เงินก็ต้องแยกเรื่องกัน และตาม รธน.ก็ต้องอาศัยเสียงของพรรคฝ่ายค้านด้วยกัน ดังนั้นจึงคิดว่าการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน ทุกคนสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบได้ แต่สุดท้ายถ้าจะขับเคลื่อนได้ตามเงื่อนไขของ รธน.คือมีพลัง และรัฐบาลฟังเสียง บางอย่างก็ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ซึ่งคิดว่าพรรค ปชน. ก็ไม่ได้เห็นต่างในเรื่องของ ป.ป.ช. ที่ต้องได้ 140 เสียง เพื่อยื่นต่อประธานสภา

    อย่างไรก็ตามในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน “น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรค ปชน. พูดไปก่อนหน้านี้แล้วว่า หากรัฐบาลแยกก้อนตั้งแต่แรกก็คงไม่มีปัญหา แต่พอรวมก้อนกันแล้ว ทำให้เราต้องมาตัดสินใจชั่งน้ำหนัก เพราะส่วนหนึ่งพี่น้องประชาชนก็เดือดร้อนกับวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น การจะยื่นเรื่องนี้ให้ศาล รธน.วินิจฉัยยังมีกรอบอีก 60 วัน อาจจะส่งผลกระทบกับประชาชนหรือไม่  ดังนั้นตามกรอบนี้ ถ้าร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน เข้ามาที่สภา พรรค ปชน.พร้อมอภิปรายส่วนนี้เพื่อตั้งข้อซักตามต่อรัฐบาลอยู่แล้ว

    คำตอบของแกนนำพรรคฝ่ายค้าน เลยย้อนกลับไปที่พรรค ปชป. ว่า คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่ หรือมุ่งแต่ประโยชน์ทางการเมือง หวังต้องการดิสเครดิตรัฐบาล อีกทั้งสมัยพรรค ปชป.เป็นแกนนำรัฐบาล ก็เคยออก พ.ร.ก.กู้เงิน

    ด้าน “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยถึงกรณี ครม.มีมติออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และฝ่ายค้านโจมตีว่า เหมือนเป็นการตีเช็คเปล่าว่า การคัดเลือกโครงการจะมีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยยืนยันการใช้เงินในโครงการเงินกู้ 4 แสนล้านบาทดังกล่าว จะต้องมีความโปร่งใส และจะนำโครงการที่หน่วยงานเสนอขอใช้เงินกู้ ขึ้นบนเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

    ส่วนกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ปชป. จะยื่นให้ศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.ดังกล่าวว่า ไม่เป็นไปตาม รธน.มาตรา 172 นายเอกนิติ กล่าวว่า เคยช่วยอธิบายการออก พ.ร.ก.กู้เงิน โครงการไทยเข้มแข็ง ของรัฐบาล ปชป. แต่ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นการทำหน้าที่คนละบทบาทในขณะนี้

    ทั้งนี้ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 52 รัฐบาลในขณะนั้นได้ออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เนื่องจากเกิดวิกฤติการณ์ระบบการเงินในต่างประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง แม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประการแต่ยังไม่เพียงพอ

    “ทีมข่าวการเมือง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5840249/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cdoZ4TfAB1FojECARZR_d