Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ลือตำแหน่งกล้องหน้า iPhone 18 Pro จะวางอยู่มุมซ้าย

    ลือตำแหน่งกล้องหน้า iPhone 18 Pro จะวางอยู่มุมซ้าย

    อีกข่าวลือล่าสุดเกี่ยวกับ iPhone 18 Pro ที่กำลังจะมาถึงในปีนี้ มองไปที่ “การเปลี่ยนแปลงดีไซน์หน้าจอ” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะตำแหน่งของกล้องหน้าและฟีเจอร์เอกลักษณ์อย่าง Dynamic Island ที่อาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

    ฉีกกฎเดิม! ย้ายกล้องไป “มุมซ้ายบน”

    ก่อนหน้านี้ หลายคนคาดกันว่า iPhone 18 Pro จะมาพร้อมเทคโนโลยี Face ID ใต้หน้าจอ (Under-display Face ID) และเหลือเพียงรูกล้องหน้าแบบ Punch-hole เจาะอยู่ตรงกลางจอด้านบนเหมือนเดิม

    แต่รายงานล่าสุดจากสื่อดังอย่าง The Information กลับระบุว่า Apple อาจเซอร์ไพรส์ด้วยการย้ายตำแหน่งกล้องหน้า Selfie ไปไว้ที่ “มุมซ้ายบน” ของหน้าจอ (ตำแหน่งเดียวกับนาฬิกาในปัจจุบัน) แทนที่จะอยู่ตรงกลาง

     batch_comparison

    Dynamic Island ยังอยู่ แต่ย้ายที่?

    คำถามที่ตามมาคือ “แล้ว Dynamic Island จะหายไปไหม?” คำตอบจากกูรูไอทีชื่อดัง Jon Prosser (ผู้ออกแบบภาพเรนเดอร์ชุดนี้) คือ “ยังอยู่ครับ” แต่จะย้ายตามกล้องไปอยู่ที่มุมซ้ายบนด้วย!

    เหตุผลที่ Apple ยังเก็บฟีเจอร์นี้ไว้ ทั้งที่สามารถซ่อน Face ID ได้แล้ว ก็เพราะ Dynamic Island กลายเป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากในการแจ้งเตือนและควบคุมแอปต่างๆ แต่การย้ายไปอยู่มุมซ้ายอาจทำให้การแสดงผลเปลี่ยนไป โดยคาดว่าเกาะหรรษานี้จะ “ยืดขยายออกมาจากมุมซ้าย” แทนที่จะขยายจากตรงกลาง

    ดีไซน์นี้จะเวิร์กไหม?

    Jon Prosser ให้ความเห็นว่า การย้ายตำแหน่งไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะ Dynamic Island สามารถออกแบบให้ยืดเต็มความกว้างหน้าจอเพื่อลดความรู้สึก “ไม่สมมาตร” (Asymmetric) ได้ และไม่ว่าจะอยู่ตรงกลางหรือมุมซ้าย ฟังก์ชันการใช้งานก็น่าจะยังตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ดีเหมือนเดิม

    อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จะจริงหรือไม่คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าจะจริงหรือไม่ ว่าแต่คุณเห็นแบบนี้ ว้าวไหม?

    ถือเป็นแนวคิดที่แปลกตามากครับ เพราะเราคุ้นเคยกับรอยบากหรือรูตรงกลางมานาน การย้ายไปมุมซ้ายอาจทำให้พื้นที่ Status Bar ด้านบนต้องจัดระเบียบใหม่ยกแผง แต่ถ้ามองในแง่การใช้งานพื้นที่หน้าจอตรงกลาง (สำหรับดูหนังหรือเล่นเกม) การไม่มีรูมารบกวนสายตาตรงกลางอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ครับ ต้องรอดูกันว่าของจริงจะออกมา “ว้าว” หรือ “เหวอ” กันแน่!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1621078/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vYKSJTPuFoXH4bRI4Uhhx

  • โตชิบา ตั้งเป้าโต 30% ก้าวทะยานขึ้นสู่ที่ 1

    โตชิบา ตั้งเป้าโต 30% ก้าวทะยานขึ้นสู่ที่ 1

    วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.00 น.

    โตชิบา ตั้งเป้าโต 30% ก้าวทะยานขึ้นสู่ที่ 1

    โตชิบา ไทยแลนด์ เผยผลการดำเนินงานปี 2568 โตเกินคาด 22% ทะลุเพดานตลาด และ   โตต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์ พร้อมประกาศทิศทาง ปี 2569 ตั้งเป้าเติบโตกว่า 30% และมุ่งสู่การเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ในประเทศไทย

    นางสาวเสาวณีย์ สิราริยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวถึงภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของประเทศไทยปี 2568 (เดือนมกราคม-พฤศจิกายน)     ซึ่งรวมสินค้ากลุ่มตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านขนาดเล็ก (ไม่รวมทีวี) จะมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 70,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ประมาณ 7.1%  โดยมีผลกระทบส่วนใหญ่จากยอดจำหน่ายของเครื่องปรับอากาศซึ่งไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากจากสภาพอากาศไม่ร้อนนานเท่าที่ควร ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคลดลง 

    สำหรับผลการดำเนินงานของโตชิบา ไทยแลนด์ในปี 2568 ที่ผ่านมา นางสาวเสาวณีย์ เผยว่า ท่ามกลางการแข่งขันที่ยังคงรุนแรง โตชิบา สามารถสร้างการเติบโตโดดเด่นเหนืออุตสาหกรรม โดยบริษัทฯ มีอัตราการเติบโตสูงถึง 22% สูงกว่าตลาด 

    ความสำเร็จดังกล่าว ที่ทำให้โตชิบาเติบโตถึง 22% เกิดจากการที่ผู้บริโภคตอบรับสินค้าโตชิบาในกลุ่มที่พรีเมียมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มตู้เย็นมัลติดอร์ ซึ่งมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 60% เครื่องซักผ้าฝาหน้า เพิ่มขึ้น 61% หม้อหุงข้าว เพิ่มขึ้น 11%  ไมโครเวฟ เพิ่มขึ้น 17%  พัดลม เพิ่มขึ้น 166% และเครื่องทำน้ำอุ่น เพิ่มขึ้น 60% นอกจากนี้ ยังเป็นปีที่บริษัทฯ สามารถทำยอดขายรวมได้สูงถึง 2.4 ล้านเครื่องต่อปี 

    นอกจากยอดขายเติบโต 22% บริษัทฯ ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 16% สูงกว่าตลาดมาก ตัวเลขดังกล่าวช่วยสะท้อนความแข็งแกร่งของกลยุทธ์  แบรนด์ พอร์ตโฟลิโอสินค้า และการทำตลาดที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยอย่างแท้จริง และจากการเติบโตของผลประกอบการอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันโตชิบามีส่วนแบ่งการตลาดสูงขึ้นในทุกปี ดังรายละเอียด

    สำหรับในปี 2569 นางสาวเสาวณีย์ กล่าวเสริมว่า คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ของตลาดรวม น่าจะโตประมาณ 3.8% (นับจากปี 2566-2571) โดยคาดว่าน่าจะมีมูลค่าสูงถึง 105,600 ล้านบาท โดยสัดส่วนของเครื่องปรับอากาศ ประมาณ 30% เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก 28% ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า อย่างละ 17% และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำ ประมาณ 8% จากสัดส่วนดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก มีสัดส่วนที่ใหญ่มาก ใกล้เคียงเครื่องปรับอากาศ และมีโอกาสในการเติบโตสูง  

    สำหรับโตชิบา ไทยแลนด์ ปีนี้ เราตั้งเป้าเป็นเบอร์ 1 ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยมุ่งหวังรักษาตำแหน่งแชมป์ ยอดขายอันดับ 1 และเพิ่มสัดส่วนการตลาดมากขึ้น 

     
    นอกจากนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าโตขึ้นกว่า 30% โดยมีแผนขยายทั้งในส่วนผลิตภัณฑ์ ที่จะเติบโตทั้งในเชิงกว้าง (เพิ่มกลุ่มประเภทสินค้า) และเชิงลึก (ขยายไลน์อัพในกลุ่มสินค้าเดิม) โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ดีไซน์ ขนาด และความหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย รวมถึงมุ่งมั่นสร้างความเป็นเลิศทางช่องทางการจัดจำหน่าย โดยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า เพิ่มพนักงานขายหน้าร้านค้า และการให้ความสำคัญกับการพัฒนารีเทล  รวมไปถึงการปรับโฉมหน้าร้านค้าใหม่ ให้ดูทันสมัย และสร้างประสบการณ์ ณ จุดขาย มากไปกว่านั้นการสร้างแบรนด์ เป็นสิ่งที่บริษัทฯ ไม่เคยมองข้าม สำหรับปีนี้ เราตั้งใจสร้างแบรนด์ให้เด็กลง เจาะกลุ่มตลาดพรีเมียมมากขึ้น และเน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น  สิ่งสุดท้ายที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญ คือการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริการ โดยเพิ่มบริการหลังการขายที่บ้านสำหรับสินค้ากลุ่มพรีเมียม การการันตีงานซ่อมภายใน 24 ชั่วโมง การเพิ่มช่องทางในการติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์ เป็นต้น เหล่านี้ คือ พันธกิจที่บริษัทฯ มุ่งมั่น และจะก้าวเข้าสู่ความเป็นที่ 1

    นายอรุณพงศ์ ทองสุทธิ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่า โตชิบาวางกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการเพิ่ม Product Portfolio ทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก โดยแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์เป็น 4 กลุ่ม เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลาย โดยเริ่มจากกลุ่ม Entry หรือกลุ่มเริ่มต้น ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่เหมาะสำหรับคนที่พึ่งเริ่มต้นซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นแรก ราคาไม่สูงนัก ไม่ต้องการฟังก์ชันมากมาย กลุ่มถัดมาเป็นกลุ่มแมส เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทุกบ้านต้องมี ขนาดอาจใหญ่ขึ้น ต้องการคุณสมบัติที่ดีขึ้น ในราคาที่จับต้องได้ เน้นความคุ้มค่า  กลุ่มที่ 3 คือสินค้ากลุ่มพรีเมียม รูปลักษณ์ ดีไซน์ และวัสดุเป็นสิ่งสำคัญ อัพฟีเจอร์สูงขึ้น เน้นจับตลาดที่มีกำลังซื้อสูง และกลุ่มสุดท้าย คือสินค้าเรือธง (Flagship) เป็นสินค้าไฮไลท์ ที่ดีที่สุด เป็นตัวแทนระดับสูงสุดที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์มากที่สุด มักเป็นรุ่นที่มีสเปกแรง วัสดุพรีเมียม และราคาสูงสุด 

    สำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในปี 2569 นี้   โตชิบามีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 60 รุ่น โดยผลิตภัณฑ์หลัก กลุ่มตู้เย็น ตั้งเป้าเติบโต 25% โดยมุ่งหวังได้มาร์เก็ตแชร์ของตู้เย็นทั้งในกลุ่มตู้เย็น 2 ประตู ตู้เย็นไซด์บายไซด์ และตู้เย็นมัลติดอร์ สูงถึง 20% ทั้งนี้ได้เตรียมเปิดตัวตู้เย็นเจแปนดิ เจเนอเรชันที่ 2 ภายใต้ชื่อ “KUMO Series” รุ่น GR-RF681WI-PGTH  ซึ่งเป็นตู้เย็นมัลติดอร์สีขาวนวลอ่อนโยนเหมือนปุยเมฆ     โดดเด่นด้วยดีไซน์แบบ Seamless เรียบหรู ลงตัว เหมาะสำหรับการบิลท์อิน มาพร้อม Dual Cooling System ที่เป็นระบบทำความเย็นแยกกันระหว่างช่องแช่เย็น และช่องแช่แข็ง ช่วยควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำ รวดเร็ว และทำให้ไม่มีกลิ่นปะปนกัน และฟังก์ชัน -30°C Deep Freeze รวมถึงการควบคุมผ่านแอป TSmartLife ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มครอบครัวยุคใหม่

    สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องซักผ้า บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโต 30% โดยเน้นที่เครื่องซักผ้าและอบผ้าฝาหน้าซีรีส์ใหม่ที่มาด้วยรูปลักษณ์ที่หรูหรา กับคอนเซปต์ Flatbed design ออกแบบหน้าบานให้เรียบไปกับตัวเครื่อง ผสานเข้ากับทุกพื้นที่บิลท์อินได้อย่างลงตัว มาพร้อมเทคโนโลยี Origin Color ที่ปกป้องผ้าสีได้ดียิ่งขึ้น ผ้าขาวอย่างล้ำลึก และ Aroma+ กดเพียงครั้งเดียวเพื่อล็อคกลิ่นและความสดชื่น เพื่อผ้าหอมขึ้นและนานกว่า 

    สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องครัว ตั้งเป้าโตกว่า 30% โดยไฮไลท์ที่สินค้า 3 กลุ่ม ได้แก่ ไมโครเวฟ หม้อหุงข้าว และหม้อทอดไร้น้ำมัน 

    ไมโครเวฟ ซีรีส์ใหม่ รุ่น MM และ AM ซีรีส์ จะมาพร้อมดีไซน์ที่หรูหรา ยกระดับให้ครัวดูพิเศษยิ่งขึ้นพร้อมปุ่มหมุนดีไซน์ใหม่ ห้องอบแบบไร้จานหมุน ทำให้เพิ่มพื้นที่ในการอบอุ่นอาหาร และไฮไลท์สำคัญ Origin Inverter ที่ช่วยประหยัดไฟ และให้ความร้อนสม่ำเสมอทั่วถึงทั้งตู้อบ ทำให้ทำอาหารได้สุกถ้วนทั่ว และคงรสชาติอาหารให้อร่อย  

    หม้อหุงข้าว ดีไซน์ปิ่นโต ที่ตั้งใจออกแบบเพื่อความสะดวกในการใช้งาน รุ่น JS ซีรีส์ ที่มีระบบทำความร้อนแบบ 3D ให้ความร้อนกระจายทั่วหม้อ ทำให้ข้าวสุกเร็ว และเก็บความร้อนได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมการเคลือบตัวหม้อมากถึง 5 ชั้น เพิ่มความทนทาน ไม่เป็นรอยขีดข่วนง่าย

    หม้อทอดไร้น้ำมัน รุ่น AF-50THVRTH ดีไซน์หรูหรา ขนาดใหญ่ จุใจ ถึง 5 ลิตร มาพร้อมช่องหน้าต่างที่โชว์การทำงานภายในเครื่องได้ง่าย ตะกร้าทอดเคลือบกันอาหารติด  และเทคโนโลยี Heat-Q ให้ความร้อนกระจายตัวอย่างทั่วถึง ให้ทุกเมนูสุกเสมอทั่วถึง 

    สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องใช้ในบ้าน ตั้งเป้าโต 30% โดยสินค้าไฮไลท์ได้แก่  พัดลม ที่ตั้งเป้าเติบโตเท่าตัว  มาด้วยขนาด16 นิ้ว 5 ใบพัดรุ่นฮอตฮิต ดีไซน์ไซโคลน แรงบันดาลใจจากเครื่องบินเจ็ท กระจายลมอย่างทรงพลังไกลถึง 12 เมตร ปรับความแรงได้ถึง 4 ระดับ มอเตอร์ลูกปืนบอลแบริง อายุการใช้งานทนทาน มีให้เลือก 3 สีใหม่ คือ สีดำ สีครีม สีฟ้า และเขียว

    เครื่องฟอกอากาศ รุ่น TAP-YE130OTH ขนาด XL เหมาะกับห้องขนาด 84 ตร.ม. อัตราสร้างอากาศบริสุทธิ์ CADR 800 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง กรองแบบ 360 องศา และให้อากาศสะอาดด้วยระบบกรอง HEPA 5 ขั้นตอน รวมถึงไลน์สินค้าใหม่ 

    เครื่องทำน้ำอุ่น ตั้งเป้าโต สูงถึง 30% รุ่น TWH-35MTNTH กำลังไฟ 3,500 วัตต์ และTWH-45MTNTH กำลังไฟ 4,500 วัตต์ มาพร้อมเทคโนโลยี SensTemp  มีเซนเซอร์ที่วาล์วน้ำเข้าและน้ำออก เพื่อตรวจจับอุณหภูมิ หมดกังวลเรื่องน้ำร้อนเกินมาตรฐาน ตัวหม้อต้มเป็นทองแดง ทนทาน อายุการใช้งานนาน ตัวเครื่องทำจากวัสดุป้องกันการลามไฟ อีกทั้งยังมี ELCB ตัดไฟอัตโนมัติเมื่อพบไฟรั่ว การป้องกันน้ำเข้าตัวเครื่องระดับ IP25 และระบบตรวจเช็กสายดินอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

    เครื่องกรองน้ำ รุ่น TWP-W2255TTH(W) สามารถทำน้ำร้อน น้ำเย็นและน้ำอุณหภูมิห้องได้ ในเครื่องเดียว มั่นใจด้วยระบบการกรองแบบ Nano และ UV สำหรับฆ่าเชื้อในถังเก็บน้ำ และระบบทำความสะอาดตัวเองด้วยความร้อน 75◦c สะดวกสบาย เชื่อมต่อการสั่งผ่านแอป TSmartLife

    นางสาวธัญปภัสส์  อริยะวรวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวถึงกลยุทธ์การตลาดเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายยังเจน ขยายฐานผู้ลูกค้ากลุ่มเดิม สู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยแคมเปญ #GoodforBetterLife เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และพึงพอใจ มากกว่าเทคโนโลยีที่เกินจำเป็น ถ้าเทคโนโลยีนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง แคมเปญดังกล่าวได้ผู้กำกับคนดัง อย่าง คุณเต๋อ นวพล มาช่วยสร้างคอนเทนต์ได้ตรงใจ และเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น กับแผนการลงทุน โดยเน้นหนักที่สื่อบิลบอร์ดในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงในออฟฟิศสำนักงาน กว่า 5,000 สกรีน พร้อมทั้งสื่อทางดิจิทัล โซเชียลมาร์เก็ตติ้ง และเสริมทัพด้วย KOLs ที่จะมาทำให้ผู้บริโภครู้จัก เข้าใจ และเข้าถึง ผลิตภัณฑ์โตชิบามากยิ่งขึ้น

    “เราเตรียมงบส่งเสริมการตลาดสูงถึง 12.5% ซึ่งนอกจากสื่อนอกบ้านแล้ว ก็ยังเตรียมพร้อมลงทุนสำหรับสื่อ ณ จุดขายด้วยเช่นกัน อย่างโรดโชว์ และโปรโมชันต่าง ๆ ที่จะมาตอบแทนผู้บริโภคตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีแผนการปรับโฉมหน้าร้านค้าใหม่ อัพเกรดให้ดูทันสมัยขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยังเจนได้มากยิ่งขึ้นด้วย”

    นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศที่ผันผวน ต้นทุนการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นในทุกมิติ อย่างไรก็ตาม โตชิบา ไทยแลนด์ สามารถก้าวผ่านทุกความท้าทายมาได้ ด้วยพลังความร่วมมือของทีมผู้บริหาร ทีมงานโตชิบาทุกคน คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และความไว้วางใจจากผู้บริโภค ที่ร่วมกันทำงานอย่างมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ จนสามารถขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับปี 2569  โตชิบา ไทยแลนด์ ยังคงเชื่อมั่นว่า ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างแข็งแกร่งดังเช่นที่ผ่านมา บริษัทฯ จะสามารถเดินหน้าสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมยกระดับแบรนด์และธุรกิจสู่การเป็น ผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ปรัชญา ‘นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต’ ด้วยการส่งมอบนวัตกรรม มาตรฐานคุณภาพญี่ปุ่น และคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับผู้บริโภค คู่ค้า และสังคมไทยต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/463014&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZeMgvGUyV7YmLcU14pQSe

  • “คริส” ขอโทษตอนตั้งอนาคตใหม่ ไม่ได้ห้ามเรื่องล้อสถาบัน-“ไหม” ลั่นไม่ร่วมรัฐบาลพรรคเศรษฐกิจ

    “คริส” ขอโทษตอนตั้งอนาคตใหม่ ไม่ได้ห้ามเรื่องล้อสถาบัน-“ไหม” ลั่นไม่ร่วมรัฐบาลพรรคเศรษฐกิจ

    “คริส โปตระนันทน์” ขอโทษคนไทย ตอนร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้ห้ามเรื่องล้อเลียนสถาบัน ลั่น พรรคเศรษฐกิจจะยืนตรงข้ามคอยตรวจสอบพรรคประชาชน ก่อน “ไหม ศิริกัญญา” โต้ยืนยันไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเศรษฐกิจ เหตุอุดมการณ์อยู่ขั้วตรงข้าม

    วันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ม.ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ สะท้อนบทเรียนทางการเมืองจาก “อดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต” โดยกล่าวขอโทษคนไทยต่อบทบาทในอดีตที่เคยร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ พร้อมยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในช่วงเวลานั้นตน ไม่ได้กำกับและไม่ได้ห้าม การสื่อสารของสมาชิกบางส่วนในพรรคที่นำไปสู่การล้อเลียนเรื่องสถาบัน ซึ่งสร้างความรู้สึกกระทบกระเทือนต่อประชาชนจำนวนมาก

    ในช่วงหนึ่งของการดีเบต ผู้ดำเนินรายการได้เปิดโจทย์ให้ผู้ร่วมเวที “หยิบยกประเด็นข้อผิดพลาดทางการเมืองในอดีตที่เห็นว่าควรได้รับการแก้ไข” ไม่ว่าจะเป็น “ความผิดพลาดของพรรคตนเอง” หรือ “ความล้มเหลวของนโยบายต่าง ๆ ที่ผ่านมา” เพื่อให้เห็นการถอดบทเรียนและแนวทางขับเคลื่อนประเทศต่อไป

    ทั้งนี้ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ไม่ได้ใช้โอกาสดังกล่าวในการสะท้อนบทเรียนของพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล และพรรคประชาชน

    นายคริสจึงได้ใช้โอกาสดังกล่าวสะท้อนบทเรียนทางการเมืองของตนนับตั้งแต่ที่ตนได้ก่อตั้งอนาคตใหม่ ไปจนถึงการอยู่ในพรรคก้าวไกลโดยเน้นว่า การเมืองที่รับผิดชอบต้องเริ่มจากการยอมรับอดีต ตั้งมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ในปัจจุบัน และพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ในอนาคต ซึ่งในอดีตบทเรียนของพรรคอนาคตใหม่คือการเชื่อว่าการมีนายทุนที่มีอุดมการณ์ในพรรคคือสิ่งที่ถูกต้อง แต่ในความจริงกลับทำให้เกิดโปลิตบูโรขึ้นมาในพรรค อีกทั้งตนยังได้ฝากขอโทษไปยังพี่น้องประชาชนว่า ตนขอโทษคนไทยตอนที่ได้ร่วมก่อตั้งอนาคตใหม่ ที่ไม่ได้ห้ามสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ในการล้อเลียนสถาบัน จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ทำให้พี่น้องคนไทยไม่สบายใจ

    ในช่วงดีเบตต่อมา ประเด็นความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างพรรคเศรษฐกิจกับพรรคคู่แข่งถูกหยิบยกขึ้นในเวทีดีเบต โดยนายคริสกล่าวถึงจุดยืนของพรรคเศรษฐกิจอย่างชัดเจน พร้อมระบุถึงความสัมพันธ์กับตนว่า พรรคประชาชนอย่างไรก็ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเศรษฐกิจก่อนย้ำบทบาทของพรรคเศรษฐกิจว่า “เป็นพรรคเศรษฐกิจนี่แหละ ที่จะยืนตรงข้ามกับพรรคประชาชน และคอย check and balance (ตรวจสอบและถ่วงดุล) พรรคประชาชนตลอดไป”

    ในช่วงเดียวกัน ยังมีถ้อยคำที่กล่าวถึงโครงสร้างการตัดสินใจภายในพรรคการเมือง โดยระบุว่า “โปลิตบูโรจะต้องไม่มีอยู่ในพรรคนี้”

    พรรคเศรษฐกิจย้ำว่า ประเด็นดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญของการเมืองสมัยใหม่ คือการไม่รวมศูนย์อำนาจตัดสินใจอยู่ในมือคนกลุ่มเล็ก และต้องมีระบบตรวจสอบภายในที่ทำให้ “คำพูด” สอดคล้องกับ “การกระทำ” อย่างต่อเนื่อง

    ต่อมา น.ส.ศิริกัญญา ให้ความเห็นในเวทีดีเบตเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการร่วมรัฐบาลกับพรรคเศรษฐกิจ โดยกล่าวถึงกรอบการจัดตั้งรัฐบาลและการทำความตกลงร่วมรัฐบาล (MOU) พร้อมชี้ว่า เมื่อ “แต่นโยบายเราตรงกันข้ามกันขนาดนี้” จึง “คิดว่าไม่น่าจะไปด้วยกันได้ค่ะ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2909424&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EfX_xgyDqIb1vuPUnpaSB

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D568552&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s7AdUh3T1iipD_OlXzyjr

  • ‘เจมี ไดมอน’ วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจทรัมป์เป็น ‘หายนะระบบการเงิน’

    ‘เจมี ไดมอน’ วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจทรัมป์เป็น ‘หายนะระบบการเงิน’

    ในการเสวนาบนเวที World Economic Forum (WEF) ประจำปี 2026 เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase วิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจบางประการของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะข้อเสนอที่จะจำกัดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ไม่เกิน 10% ซึ่งเขาระบุชัดเจนว่านโยบายดังกล่าวจะเป็น “หายนะทางเศรษฐกิจ” (Economic Disaster)

     ไดมอนเตือนเรื่องวิกฤตสินเชื่อและผลกระทบวงกว้างว่า หากมีการบังคับใช้เพดานดอกเบี้ย 10% จริง จะส่งผลให้ธุรกิจบัตรเครดิตต้องลดขนาดลงอย่างรุนแรงถึง 80% และทำให้ ชาวอเมริกันกว่า 80% เข้าไม่ถึงสินเชื่อ ซึ่งเป็นแหล่งเงินสำรองที่สำคัญของพวกเขา นอกจากนี้ เขาพยากรณ์ว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดไม่ใช่เพียงบริษัทบัตรเครดิต แต่รวมไปถึงร้านอาหาร ร้านค้า ธุรกิจท่องเที่ยว และหน่วยงานท้องถิ่น เนื่องจากประชาชนจะขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้

    นอกเหนือจากประเด็นบัตรเครดิต ไดมอน ยังได้ระบุถึงความเห็นที่แตกต่างในนโยบายอื่นๆ เช่น ภาษีศุลกากร (Tariffs) โดยเขายอมรับว่าเขา “ไม่ใช่คนที่สนับสนุนภาษีศุลกากร” ในขณะที่ทรัมป์เป็นผู้ที่สนับสนุนเรื่องนี้อย่างมาก แม้ ไดมอน จะเห็นด้วยกับการใช้ภาษีในกรณีความมั่นคงของชาติหรือการตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่เขาก็มองว่านี่เป็นจุดที่เขาและทรัมป์มีความเห็นไม่ตรงกัน

    มากไปกว่านั้น เขาเน้นย้ำว่า ความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในด้านนโยบายการเงินเป็นเรื่องวิกฤตและสำคัญยิ่ง พร้อมทั้งวิจารณ์การใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือ “Lawfare” และการกดดันเฟดผ่านการวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเขามองว่าเป็นความผิดพลาดที่บั่นทอนความเป็นอิสระของสถาบัน

    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเฉพาะด้าน แต่ ไดมอน ยังคงมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นและอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยได้รับแรงหนุนจากนวัตกรรมและการผ่อนปรนกฎระเบียบธนาคาร (Deregulation) อย่างไรก็ตาม เขาเสนอว่ารัฐบาลควรหันไปให้ความสำคัญกับนโยบายที่สร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง เช่น การเพิ่มเครดิตภาษีเงินได้ (Earned Income Tax Credit) เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยตรง แทนที่จะเป็นการใช้นโยบายควบคุมราคาหรือการใช้จ่ายผ่านกลุ่มผลประโยชน์ในวอชิงตัน

    ไดมอน ปิดท้ายด้วยการตั้งข้อสังเกตถึง “บรรยากาศแห่งความกลัว” ในหมู่ผู้นำธุรกิจในอเมริกาที่ไม่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยเขายืนยันว่าตนเองเป็น “นักสัจนิยม” (Realist) ที่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงและรายละเอียดมากกว่าการแบ่งพรรคแบ่งพวก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1217811&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zh5UiPQxBmJwzfhF50CwE

  • ไทย เดินหน้าดึงลงทุนต่างชาติ เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจรับมือเงินบาทแข็ง คาดเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 2%

    ไทย เดินหน้าดึงลงทุนต่างชาติ เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจรับมือเงินบาทแข็ง คาดเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 2%

    ไทย เดินหน้าดึงลงทุนต่างชาติ เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจรับมือเงินบาทแข็ง คาดเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 2%


    22/01/2569 | 288 |

    ไทย เดินหน้าดึงลงทุนต่างชาติ เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจรับมือเงินบาทแข็ง คาดเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 2%
                         ดาวอส, สวิตเซอร์แลนด์ – วันที่ 21 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับนางฮาสลินดา อามิน ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์บลูมเบิร์ก ระหว่างไปร่วมประชุม World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก และเปิดมีการพึ่งพาการส่งออกกำลังเฝ้าดูความผันผวนของค่าเงินที่อาจกระทบผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทมีสาเหตุหลัก 3 ประการ ได้แก่ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นปัจจัยระดับโลก ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ที่เกินดุล และกระแสเงินทุนเก็งกำไร โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทองคำ ที่รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาดูแล
                         นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างการพิจารณา มาตรการกำกับดูแลธุรกรรมเงินบาทที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำ เพื่อลดแรงเก็งกำไร อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรักษาการไม่สามารถออกมาตรการทางภาษีได้ในขณะนี้ โดยจะส่งต่อให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเป็นอิสระในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย โดยการดูแลค่าเงินบาทจำเป็นต้องใช้นโยบายทั้งด้านการเงินและการคลังควบคู่กัน สำหรับระยะยาว รัฐบาลมุ่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อช่วยเพิ่มการนำเข้าและลดแรงกดดันจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 
                        นายเอกนิติ กล่าวว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้นถึง 93% ในปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการ “BOI Fast Pass” ที่ออกแบบมาเพื่อเร่งรัดการอนุมัติลงทุนในอุตสาหกรรม เป้าหมาย อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เกษตรอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมสุขภาพ โดยเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย เงินเฟ้อต่ำ และเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุน ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น
                     “ ในประเด็นหนี้ครัวเรือน กระทรวงการคลัง ได้นำกองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เข้าซื้อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของผู้มีรายได้น้อย และโอนไปยังบริษัท บริหารสินทรัพย์ของรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ครอบคลุมประชาชนราว 2 ล้านคน สำหรับความเสี่ยงด้านอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน รัฐบาลได้จัดทำกรอบวินัยการคลัง ระยะกลางที่มีความน่าเชื่อถือ โดยตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายใน 2 ปี ผ่านการเพิ่มรายได้และควบคุมรายจ่าย ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับ สถาบันจัดอันดับเครดิต ” นายเอกนิติ กล่าว
                       นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวราว 2% อันเนื่องมาจากผลกระทบความตึงเครียดทางการค้าโลก พร้อมย้ำความจำเป็นในการกระตุ้น อุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุน และการใช้ไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ในภูมิภาคอาเซียน ในระยะกลาง ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ประมาณ 3% จากข้อจำกัดด้านโครงสร้างประชากรสูงวัย โดยรัฐบาลตั้งเป้ายกระดับการเติบโตให้สูงกว่านั้น ผ่านการลงทุนในทุนมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มผลิตภาพ
                    “ สำหรับสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ความขัดแย้งได้ยุติลง แล้ว และเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาได้โดยไม่จำเป็นต้อง มีการแทรกแซงจากภายนอก ” นายเอกนิติ กล่าว


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/468254&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OteBVWzWZGkIMXyiet7o2

  • เปิด 5 เหตุผลที่อาจช่วยให้คุณมองอนาคตอย่างมีความหวัง – BBC News ไทย

    เปิด 5 เหตุผลที่อาจช่วยให้คุณมองอนาคตอย่างมีความหวัง – BBC News ไทย

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, บีบีซี นิวส์ มุนโด (บีบีซีแผนกภาษาสเปน)

    ในปีที่เต็มไปด้วยความสงคราม การแบ่งขั้วทางการเมือง และเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มคนร่ำรวยที่สุดเท่านั้น การมองไปข้างหน้าถึงปี 2026 ด้วยความหวังจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวร้ายมากมายก็ยังมีหลายเหตุผลที่ทำให้เรามองโลกในแง่ดีได้

    บีบีซีเสนอ 5 เหตุผล ซึ่งจะช่วยเตือนใจเราถึงความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในหลากหลายสาขาในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

    1. จำนวนคนยากจนขั้นรุนแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ตั้งแต่ปี 1990 ถึง 2025 จำนวนประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในความยากจนขั้นรุนแรงลดลงจาก 2.3 พันล้านคน เหลือ 831 ล้านคน จากข้อมูลของกลุ่มธนาคารโลก

    “ตัวเลขเหล่านี้หมายความว่ามีผู้คนประมาณ 1,469 ล้านคนหลุดพ้นจากสถานการณ์ยากจนขั้นรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างปี 1990 ถึง 2010 ที่สัดส่วนทั่วโลกลดลงจาก 47% เหลือ 10%” โฮเซ่ มานูเอล คอร์ราเลส ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยยุโรป กล่าวกับบีบีซี นิวส์ มุนโด

    การลดลงที่น่าประทับใจเช่นนี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเติบโตอย่างกว้างขวางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้

    และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสองประเทศ คือ จีนและอินเดีย ซึ่งศาสตราจารย์รายนี้ระบุว่าการเติบโตอย่างครอบคลุมนั้นขับเคลื่อนโดยการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและการดำเนินการปฏิรูปตลาด

    “การจ้างงานในระบบ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สุขภาพ และระบบคุ้มครองทางสังคมก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน” เขากล่าวเสริม

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ที่มาของภาพ, CFOTO/Future Publishing via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, จีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

    แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะยืนยันถึงความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการต่อสู้กับความยากจนและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความหวัง แต่เราก็ไม่ควรมองข้ามประชากร 831 ล้านคน หรือราว 1 ใน 10 คน ที่มีรายได้น้อยกว่า 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (หรือ 99 บาทต่อวัน)

    แล้วเรามีความหวังที่จะช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นจากสถานการณ์นี้หรือไม่

    “ใช่ มีสัญญาณที่น่ายินดี” คอร์ราเลสชี้ให้เห็น “ปัจจุบันประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งได้รับความคุ้มครองทางสังคมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และข้อเสนอต่าง ๆ เช่น เกณฑ์ความเจริญรุ่งเรืองขั้นพื้นฐานของสหประชาชาติ มุ่งแสวงหาระบบปรับตัวที่ช่วยให้ผู้คนหลายล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนและรับมือกับวิกฤตได้”

    การลงทุนในระบบการศึกษาและสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการลดจำนวนผู้คนที่อาศัยอยู่ในความยากจนขั้นรุนแรงต่อไป

    และสิ่งสำคัญคือต้องมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด “ภูมิภาคตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา (Sub – Saharan Africa) และประเทศที่เปราะบาง ซึ่งเป็นที่ที่ผู้คนกว่า 75% ที่อยู่ในความยากจนขั้นรุนแรงกระจุกตัวอยู่” คอร์ราเลสเสริม

    นโยบายสาธารณะที่ส่งเสริมไม่เพียงแต่การเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ยังรวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว สิทธิมนุษยชน และความเสมอภาคทางสังคมนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เขากล่าว มิเช่นนั้น “อัตราความยากจนอาจหยุดนิ่ง”

    “การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็งและกลยุทธ์ที่ครอบคลุมเพื่อขจัดความยากจนขั้นรุนแรง” เขากล่าวเสริม

    แม้คอร์ราเลสจะยอมรับว่า สัดส่วนของผู้คนที่อยู่ในความยากจนขั้นรุนแรงทั่วโลกลดลงอย่างน่าทึ่ง แต่เขาก็เตือนว่า “อัตราการลดลงนั้นชะลอตัวลง และตามการคาดการณ์ อาจหยุดชะงักหรือแม้แต่กลับเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังปี 2030”

    2. ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง

    มะเร็งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลก

    ในปี 2020 องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งเกือบ 10 ล้านคน

    แม้จะเป็นความจริงที่น่าตกใจเช่นนี้ แต่มะเร็งหลายชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้ในกรณีที่ลุกลามไปมากแล้วก็สามารถชะลอการลุกลามได้

    โรงพยาบาลจอห์นส์ ฮอปกินส์ ในสหรัฐอเมริกา และศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทางการแพทย์ของโรงพยาบาลมีประวัติยาวนานกว่า 125 ปี

    “ลองจินตนาการถึงโลกที่ปราศจากโรคมะเร็งดูสิ” นี่คือประโยคแรกที่ปรากฏขึ้นเมื่อคุณเข้าชมเว็บไซต์ของศูนย์มะเร็งของพวกเขา ซึ่งก็คือ ศูนย์มะเร็งครบวงจรซิดนีย์ คิมเมล (The Sidney Kimmel Comprehensive Cancer Center)

    ในบทความหนึ่งเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบำบัดและการแพทย์แม่นยำ องค์กรนี้ได้ส่งข้อความแห่งความหวังว่า “โชคดีที่ในยุคแห่งความก้าวหน้าและนวัตกรรมทางการแพทย์เช่นนี้ มะเร็งจึงไม่ใช่คำพิพากษาประหารชีวิตอย่างแน่นอนอีกต่อไป”

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกทุ่มเทให้กับการศึกษาโรคมะเร็ง การป้องกัน และการค้นหาวิธีการรักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพ

    ดร.ดานี สกีร์โรว์ หนึ่งในโฆษกของหน่วยงานวิจัยมะเร็ง ที่อยู่ในกรุงลอนดอน ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1902 เห็นด้วยกับแนวคิดนี้

    แม้ว่าสถิติที่นำเสนอจะเน้นไปที่สหราชอาณาจักร ซึ่งอัตราการรอดชีวิตจากมะเร็งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในระยะเวลา 50 ปี นั่นหมายความว่า 2 ใน 4 ของผู้ป่วยมะเร็งคาดว่าจะรอดชีวิตได้ 10 ปีขึ้นไปนับจากวันที่ได้รับการวินิจฉัย แต่ประสบการณ์ในประเทศนั้นก็สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความหวังเช่นกัน

    “มีหลายวิธีในการรักษามะเร็ง และหากตรวจพบในระยะเริ่มต้น การรักษาก็จะง่ายขึ้นก่อนที่มะเร็งจะลุกลาม การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ประสบความสำเร็จ” ผู้เชี่ยวชาญกล่าวกับบีบีซี นิวส์ มุนโด

    แม้ว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจะเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การงดสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่สมดุล การออกกำลังกาย และปัจจัยอื่นๆ แต่ปัจจุบันก็มีการรักษาทางการแพทย์ที่น่าสนใจหลายอย่าง

    ตัวอย่างเช่น สกีร์โรว์ระบุว่า กำลังมีการพัฒนาวัคซีนสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งบางชนิดเพื่อป้องกันการเกิดโรค

    เป้าหมายคือการฝึกระบบภูมิคุ้มกันให้รู้จักเซลล์ที่อาจกลายเป็นมะเร็งในอนาคต แต่ยังไม่เป็นมะเร็งในขณะนี้

    “ระบบภูมิคุ้มกันจะตรวจจับเซลล์เหล่านั้น ไล่ล่า และกำจัดออกจากร่างกายก่อนที่มันจะมีโอกาสพัฒนาไปเป็นมะเร็ง” เขาอธิบาย

    ตามที่แพทย์รายนี้กล่าว การรักษามะเร็งในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะแม่นยำและเฉพาะเจาะจงมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

    “เมื่อหลายปีก่อน การรักษาโดยพื้นฐานแล้วพยายามกำจัดเซลล์มะเร็งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็อาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง”

    “ตอนนี้เรารู้จักมะเร็งมากขึ้น เราสามารถเห็นรายละเอียดของเซลล์ เส้นทาง และกระบวนการทางชีวภาพเฉพาะที่เซลล์มะเร็งเหล่านี้ใช้ในการเจริญเติบโต ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในเซลล์ที่แข็งแรง ด้วยข้อมูลนั้น เราสามารถสร้างยาที่เฉพาะเจาะจงมากเพื่อยับยั้งมันได้”

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ภูมิคุ้มกันบำบัดและการแพทย์เฉพาะบุคคล เป็นสองด้านศึกษาที่นักวิจัยกำลังค้นคว้าเพื่อหาวิธีช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็ง

    ตามที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าว การรักษาแบบแม่นยำเหล่านี้อาจมีประสิทธิภาพมากกว่า ออกฤทธิ์ได้นานกว่า และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า

    การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญ และด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนาวิธีการใหม่ ๆ ที่มุ่งเน้นไปที่การทำให้มะเร็งลุกลามร่างกายให้น้อยลง

    ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ที่ศูนย์วิจัยมะเร็ง นักวิจัยกำลังมองหาวิธีสร้างลูกอมเพื่อตรวจหามะเร็งในช่องปาก การทดสอบลมหายใจเพื่อช่วยตรวจหามะเร็งกระเพาะอาหาร และการทดสอบปัสสาวะเพื่อตรวจหามะเร็งปอด

    อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รู้สึกมองโลกในแง่ดีคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านการแพทย์

    นั่นคือจุดที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนพบว่า ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) และเครื่องมือต่าง ๆ ที่นำเสนอโดยวิทยาศาสตร์การคำนวณเป็นเรื่องที่ดี ไม่เพียงแต่ใช้เพื่อรวบรวมและประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจากผู้ป่วยแต่ละรายอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดและทำการคาดการณ์อีกด้วย

    แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว องค์การอนามัยโลกก็ยังเตือนถึงความไม่เท่าเทียมกันอย่างมากเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

    ในประเทศที่มีรายได้ต่ำ หลายคนไม่สามารถเข้าถึงแม้แต่การดูแลขั้นพื้นฐานที่สุดสำหรับโรคนี้ได้

    ในปี 2024 องค์การอนามัยโลกได้อ้างถึงผลสำรวจที่จัดทำขึ้นใน 115 ประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าส่วนใหญ่ “ไม่ได้ให้ทุนสนับสนุนบริการดูแลรักษามะเร็งที่สำคัญอย่างเพียงพอ” รวมถึงการดูแลแบบประคับประคองด้วย

    “สถานที่ที่อาศัยอยู่ไม่ควรมาเป็นปัจจัยกำหนด” แครี อดัมส์ ผู้อำนวยการสมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากล (Union for International Cancer Control – UICC) กล่าว

    “มีเครื่องมือที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถจัดลำดับความสำคัญของการดูแลรักษามะเร็งและรับประกันว่าทุกคนสามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและราคาไม่แพงได้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของทรัพยากร แต่เป็นเรื่องของเจตจำนงทางการเมือง” เขากล่าวเสริม

    3. มีเด็กรอดชีวิตมากกว่าที่เคยเป็นมา

    หนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในด้านสุขภาพ ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาคือการลดอัตราการเสียชีวิตของทารกได้อย่างน่าประทับใจ

    ในปี 2022 มีการบรรลุเป้าหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์เมื่ออัตราการเสียชีวิตของเด็กให้อยู่ต่ำกว่า 5 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เคยมีมาก่อน ตามข้อมูลขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ

    หากย้อนกลับไปในปี 1990 เราจะเห็นความก้าวหน้าอย่างน่าทึ่ง ในปีนั้น เด็ก 1 ใน 11 คนเสียชีวิตก่อนอายุ 5 ขวบ เทียบกับจำนวนเด็ก 1 ใน 27 คนจะเสียชีวิตในปี 2023

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลกลดลง 52% ตั้งแต่ปี 2000

    ในเดือน มี.ค. ยูนิเซฟรายงานว่า จำนวนเด็กทั่วโลกที่เสียชีวิตก่อนอายุ 5 ขวบนั้นต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์

    นับตั้งแต่ปี 2000 อัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบทั่วโลกลดลง 52% และในประเทศกัมพูชา มาลาวี มองโกเลีย และรวันดา อัตราดังกล่าวลดลงมากกว่า 75%

    ในปี 2022 มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบเสียชีวิตประมาณ 152,000 คน ในละตินอเมริกาและแคริบเบียน ซึ่งลดลง 60% ตั้งแต่ปี 2000

    เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่มาตรการต่าง ๆ ที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพและราคาไม่แพง แต่ยังรวมถึงพยาบาลผดุงครรภ์และบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้การสนับสนุนครอบครัวในพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของโลกด้วย

    หนึ่งในมาตรการเหล่านั้น ตามที่ยูนิเซฟและผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุ คือ การฉีดวัคซีน

    ” [ไม่มีการฉีดวัคซีน มาก่อน] จนกระทั่งช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 และต้นทศวรรษที่ 1980 โครงการสร้างภูมิคุ้มกันจึงเริ่มรวมวัคซีนป้องกันสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในกลุ่มอายุเหล่านั้น เช่น โปลิโอ คอตีบ บาดทะยัก หัด หัดเยอรมัน และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ” ฟรานซิสโก โฮเซ่ มาร์ติน โกเมซ กุมารแพทย์โรคหัวใจและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยุโรป กล่าวกับบีบีซี นิวส์ มุนโด จากประเทศสเปน

    ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การพัฒนาด้านการตรวจติดตามทางการแพทย์ของมารดาในระหว่างตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดในช่วงวันแรกและปีแรกของหลายประเทศ

    ด้วยการตรวจสุขภาพที่บ่อยขึ้น โอกาสในการตรวจพบปัญหาต่าง ๆ เช่น ความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดที่ซับซ้อนก็จะเพิ่มมากขึ้น และสามารถดำเนินการรักษาได้

    “แม้แต่การตรวจพบความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมแต่กำเนิดในระยะเริ่มต้น ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่มีการรักษาที่ค่อนข้างง่ายด้วยแผนการให้อาหารและการเสริมวิตามินสำหรับเด็ก ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างมาก”

    ในหลายประเทศ การเข้าถึงหน่วยดูแลทารกแรกเกิดวิกฤตและยาปฏิชีวนะ รวมถึงน้ำสะอาดและโภชนาการที่ดีขึ้นนั้น เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา

    สิ่งนี้ได้รับการเสริมด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีตัวเลขที่น่าหวังและความก้าวหน้าในเชิงบวก องค์การสหประชาชาติได้เตือนในเดือน มี.ค. ว่ามีเด็ก 4.8 ล้านคนเสียชีวิตก่อนอายุครบ 5 ขวบ ในที่ใดที่หนึ่งของโลกในปี 2023

    ตามที่ผู้เชี่ยวชาญระบุ การเสียชีวิตเหล่านี้จำนวนมากเกิดจากสาเหตุที่ป้องกันและรักษาได้ เช่น โรคปอดบวมและโรคท้องร่วง เป็นต้น

    “เราไม่สามารถเพิกเฉยต่อพี่น้องของเราที่อาศัยอยู่ในสภาพที่มีความไม่เท่าเทียมกัน เช่นในบางประเทศในแอฟริกาหรือเอเชีย ที่ความเสี่ยงเรื่องการเสียชีวิตของเด็กก่อนอายุ 5 ขวบสูงกว่าในประเทศที่มีรายได้สูงถึง 14 เท่า” โกเมซกล่าว

    “การเสียชีวิตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศที่มีความยากจนขั้นรุนแรงและมีสงคราม และเราต้องแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในเรื่องนี้และทำหน้าที่ของเรา เราควรภาคภูมิใจในสิ่งที่เราประสบความสำเร็จ แต่ก็ควรยื่นมือช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ด้วย” นายแพทย์รายนี้กล่าวเสริม

    องค์กรด้านมนุษยธรรมและผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังได้เตือนถึงผลกระทบที่ร้ายแรงจากการตัดความช่วยเหลือระหว่างประเทศที่ประกาศโดยประเทศผู้บริจาครายใหญ่บางประเทศด้วย

    หนึ่งในองค์กรเหล่านั้นคือมูลนิธิเกตส์ (Gates Foundation) ซึ่งเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ได้เผยแพร่รายงาน Goalkeepers ประจำปี โดยเตือนว่า “ปี 2025 จะเป็นปีแรกในศตวรรษนี้ที่อัตราการเสียชีวิตของเด็กจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง”

    บิล เกตส์ ประธานองค์กรการกุศลแห่งนี้ กล่าวว่า ในปี 2024 มีเด็กเสียชีวิตก่อนอายุ 5 ขวบถึง 4.6 ล้านคน และคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4.8 ล้านคนในปี 2025

    เขากล่าวด้วยว่า การเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพของเด็กทั่วโลกเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

    4. การเติบโตของพลังงานหมุนเวียนที่ดูเหมือนจะฉุดหยุดไม่อยู่แล้ว

    รายงาน World Energy Outlook 2025 ของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) ระบุว่า “พลังงานหมุนเวียนยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก”

    นี่เป็นข่าวดีท่ามกลางความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และป้องกันภัยจากสภาพอากาศรุนแรง เช่น เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านคนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, พลังงานหมุนเวียนได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในวาระการประชุมของรัฐบาล บริษัทเอกชน และองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก

    ในโลกที่ยังคง “กระหายในการใช้พลังงาน” เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็ยังคงปรับตัวในอัตราที่รวดเร็ว

    รายงานระบุว่า “พลังงานหมุนเวียนทำลายสถิติการใช้งานใหม่ในปี 2024 เป็นปีที่ 23 ติดต่อกัน”

    เป็นเรื่องน่ายินดีที่เห็นว่าทางเลือกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เพียงแต่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเท่านั้น แต่ในหลายกรณีก็ยังมีความคุ้มค่าอีกด้วย

    รัฐบาล องค์กร และบริษัทเอกชนหลายแห่งได้รวมความจำเป็นในการสำรวจทางเลือกด้านพลังงานเข้าไว้ในกลยุทธ์การจัดการของตนแล้ว

    ที่จริงแล้ว ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ได้แซงหน้าถ่านหินในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าชั้นนำของโลก ตามข้อมูลจากแอมเบอร์ (Ember) สถาบันคลังสมองด้านพลังงานระดับโลก

    แม้ว่าอัตราการนำไปใช้จะแตกต่างกันไปตามสถานที่ แต่พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์แบบโฟโตโวลตาอิก “กำลังเติบโตเร็วกว่าแหล่งพลังงานอื่น ๆ” IEA ระบุ

    อย่างไรก็ตาม องค์กรนี้ก็ยอมรับด้วยว่า “มาตรการระดับชาติและระดับนานาชาติในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูญเสียแรงผลักดันไป” และนั่นเป็นเรื่องที่น่ากังวลเมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    อย่างไรก็ตาม องค์กรยอมรับว่า “มาตรการระดับชาติและระดับนานาชาติในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูญเสียแรงผลักดันไป” และนั่นเป็นเรื่องที่น่ากังวลเมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ปี 2024 ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นปีแรกที่อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม

    ขณะที่ปี 2025 ดูเหมือนจะจบลงด้วยข้อความที่ชัดเจนว่า เราทราบวิธีบรรเทาความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ดังนั้นเรามาควรมุ่งมั่นในการต่อสู้กับความเสี่ยงเหล่านั้นต่อไป

    5. เด็กผู้หญิงไม่ได้ตามหลังในด้านการศึกษาอีกต่อไป

    รายงาน “Gender Panorama 2025” ของ องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ระบุว่า “ทั่วโลก เด็กหญิงมีอัตราการเข้าเรียนและการสำเร็จการศึกษาสูงกว่าเด็กชาย”

    ย้อนกลับไปในปี 2024 กลุ่มธนาคารโลกได้เน้นย้ำถึงสิ่งที่พวกเขาถือว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จด้านการพัฒนาที่สร้างแรงบันดาลใจมากที่สุดในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา นั่นคือความก้าวหน้าทางการศึกษาทั่วโลก

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “มีเหตุผลหลายประการที่ว่าทำไมเราจึงมีความหวัง” เจ้าหน้าที่จากองค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ระบุ

    “ในอดีตเด็กผู้หญิงมีระดับการศึกษาต่ำมากและล้าหลังเด็กชายมาโดยตลอด แต่ปัจจุบันเด็กผู้หญิงกลับได้รับการศึกษาในอัตราที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาใด ๆ ในประวัติศาสตร์”

    จากข้อมูลขององค์กรนี้ ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในการเข้าเรียน ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

    อย่างไรก็ตาม อัตราความเท่าเทียมทั่วโลก “ไม่ได้เผย” ความแตกต่างระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติเน้นย้ำเช่นกัน

    “แม้ว่าช่องว่างทางเพศจะถูกเอาชนะได้ในทุกระดับการศึกษาทั่วโลก แต่ความเหลื่อมล้ำในการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของสามในแปดภูมิภาคยังคงมีอยู่อย่างน่าตกใจ”

    จากข้อมูลของหน่วยงานสหประชาชาตินี้ ปัจจุบันมีเด็กหญิง 119.3 ล้านคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ซึ่งน้อยกว่าปี 2015 ถึง 124.7 ล้านคน

    แม้ว่าข้อเท็จจริงที่ว่า การที่เด็กหญิงจำนวนมากขึ้นสำเร็จการศึกษาเป็นเรื่องน่ายินดี แต่องค์กรเตือนว่าอุปสรรคต่อความก้าวหน้ายังคงมีอยู่สำหรับเด็กผู้หญิงหลายคน ตัวอย่างเช่น ในการวิเคราะห์ที่รวม 70 ประเทศ ใน 65 ประเทศ ความน่าจะเป็นที่ผู้หญิงจะกลายเป็นครูนั้นสูงกว่าความน่าจะเป็นที่พวกเธอจะกลายเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนมัธยมศึกษามาก ถึงแม้ว่าจะเป็นสาขาที่มีผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำได้

    องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ยังเน้นย้ำถึงผลกระทบที่ร้ายแรงของความยากจนต่อผู้หญิง โดยในปี 2025 ผู้หญิง 9.2% อาศัยอยู่ในความยากจนขั้นรุนแรง

    “การศึกษาสามารถเปิดประตูแห่งโอกาสได้ แต่การแต่งงานในวัยเด็ก การขริบอวัยวะเพศหญิง (female genital mutilation) ความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติ กลับปิดประตูเหล่านั้นลง ทำให้เพดานแก้วยังคงอยู่ และกีดกันผู้หญิงจากตำแหน่งผู้นำ”

    ภาพประกอบโดย ไลส์ อเลเกรตติ ทีมข่าวภาพของบีบีซี แผนกภาษาสเปน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/ckgynlnewd8o.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sIAzS8xpalvEMm2Z3EQU9

  • กรมการศาสนา ประกาศเส้นทางท่องเที่ยว “ตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา” นำทุนศาสนาสร้างสะพานบุญ เสริมเศรษฐกิจ

    กรมการศาสนา ประกาศเส้นทางท่องเที่ยว “ตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา” นำทุนศาสนาสร้างสะพานบุญ เสริมเศรษฐกิจ

    กรมการศาสนา ประกาศเส้นทางท่องเที่ยว “ตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา” นำทุนศาสนาสร้างสะพานบุญ เสริมเศรษฐกิจ

    นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวในมิติศาสนาและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยประกาศเส้นทางท่องเที่ยวในมิติทางศาสนาที่ได้รับการส่งเสริมจากกรมการศาสนา ภายใต้กิจกรรมตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา ประจำปี 2569 จำนวน 20 เส้นทาง ภายใต้หัวข้อหลัก ได้แก่ (1) เส้นทางสักการะพระบรมธาตุ (2) เส้นทางตามรอยพระเถราจารย์ (3) เส้นทางตามรอยความเชื่อความศรัทธาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง และ (4) เส้นทางศาสนิกสัมพันธ์และอื่น ๆ ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมการศาสนา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายทางศาสนาในพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงศาสนา เทศกาลประเพณี วิถีชีวิตชุมชน และการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของชุมชนในมิติศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะพระบรมธาตุ พระเถราจารย์ และพระธาตุ รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อต่างๆที่ตนนับถือ และยังเป็นการแสดงถึงอัตลักษณ์ของท้องถิ่นที่มีศักยภาพ ทั้งด้านศาสนา แหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตในมิติทางศาสนา สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่และความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างคุณค่าทางสังคม การสร้างอาชีพ และการกระจายรายได้สู่ประชาชนในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน

    กรมการศาสนา ได้คัดเลือกเส้นทางแห่งศรัทธา ที่เสนอโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ ภายใต้หลักเกณฑ์การเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ด้านวัฒนธรรม (Unseen Thai Thai) รวมถึงมัคคุเทศก์ นักเล่าเรื่อง สามารถเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต และกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการท่องเที่ยวเชิงศาสนา เทศกาลประเพณี และการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของชุมชนที่เกี่ยวข้องในมิติศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อสร้างคุณค่าทางสังคมและมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนสร้างอาชีพและรายได้แก่ประชาชน ชุมชน และประเทศ ให้เกิดความเข้มแข็ง โดย ๒๐ เส้นทาง ตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา คือ 1. เส้นทางสักการะพระบรมธาตุ จำนวน 7 เส้นทาง ได้แก่ 1. เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา เมือง 5 มหาราช บูชาพระบรมธาตุปีมะเมีย จังหวัดตาก 2. เส้นทางตามรอยพญานาเคนทรศรัทธา ไหว้สาพระบรมธาตุเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา 3. เส้นทางสักการะพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว จังหวัดพัทลุง 4. เส้นทางสักการะพระบรมธาตุนาดูน อารยธรรมนครจำปาศรี จังหวัดมหาสารคาม 5. เส้นทางบุญไต ตามรอยธรรม 3 ครูบา 9 พระธาตุ ยลจองงาม เมืองสามหมอก จังหวัดแม่ฮ่องสอน 6. เส้นทาง 7 บรมรอยธรรมสู่ศรัทธาแห่งสระบุรี จังหวัดสระบุรี 7. เส้นทางตามรอยธรรมแห่งศรัทธาสู่อารยธรรมเมืองไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงการสักการะพระบรมธาตุ พระธาตุประจำปีเกิด และศาสนสถานสำคัญในแต่ละภูมิภาค อาทิ เส้นทางสักการะพระบรมธาตุเมืองสำคัญ เส้นทางตามรอยตำนานพระธาตุและพุทธประวัติ ตลอดจนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และอารยธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา 2. เส้นทางตามรอยพระเถราจารย์ จำนวน 5 เส้นทาง ได้แก่ 1. เส้นทางตามรอยพระเถราจารย์ สัมผัสศรัทธาแห่งธรรมเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม 2. เส้นทางนมัสการ 9 พระเถราจารย์ จังหวัดนครพนม 3. เส้นทางแห่งศรัทธาพระเถราจารย์ลุ่มน้ำระยอง จังหวัดระยอง 4. เส้นทางแสวงบุญครูบาศรีวิชัย นักบุญล้านนา จังหวัดลำพูน 5. เส้นทางไหว้พระทางน้ำลุ่มน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี เป็นเส้นทางแห่งศรัทธาที่สะท้อนบทบาทของพระเถราจารย์สำคัญในแต่ละพื้นที่ ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน เชื่อมโยงวัด สถานปฏิบัติธรรม และแหล่งเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา วิถีปฏิบัติ และคุณูปการทางสังคมของพระเถราจารย์ในประวัติศาสตร์และปัจจุบัน 3. เส้นทางตามรอยความเชื่อความศรัทธาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1. เส้นทางบึงกาฬศรัทธานาคา ตามรอยปู่อือลือ สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ลุ่มน้ำโขง จังหวัดบึงกาฬ 2. เส้นทาง Unseen Thai Thai ความเชื่อแห่งศรัทธา โขง–นาคา 3 พิภพ จังหวัดมุกดาหาร 3. เส้นทางตามรอยนาคา บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จังหวัดหนองคาย เป็นเส้นทางที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ความเชื่อและศรัทธาในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง อาทิ ความเชื่อเรื่องพญานาค ความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำ และพิธีกรรมที่สืบทอดมาแต่โบราณ ผสานมิติศาสนา วัฒนธรรม และธรรมชาติ ก่อให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และเศรษฐกิจวัฒนธรรมในพื้นที่ชายแดนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 4. เส้นทางศาสนิกสัมพันธ์และเส้นทางอื่น ๆ (เส้นทางบูรณาการศาสนาและวัฒนธรรมในพื้นที่พหุศาสนา) จำนวน 5 เส้นทาง 1. เส้นทางศรัทธาบนเส้นทางอารยธรรมปราสาทหิน จากธรรมชาติสู่เทวสถานและวัฒนธรรมพุทธไทย จังหวัดบุรีรัมย์ 2. เส้นทางตามรอยศรัทธาเมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี จังหวัดปัตตานี 3. เส้นทางสายธารแห่งศรัทธา สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตา ดินแดนล้ำค่าเมืองสองแควพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก 4. เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา 1 เมือง 2 พระ 3 บาง จังหวัดสมุทรปราการ 5. เส้นทางมรดกพระร่วง เมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย เป็นเส้นทางที่สะท้อนความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมของสังคมไทย แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของผู้คนต่างศาสนา เชื่อมโยงแหล่งประวัติศาสตร์ และชุมชนพหุวัฒนธรรม อันเป็นรากฐานสำคัญของความสมานฉันท์ในสังคม

    อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า การจัดกิจกรรม “ตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา” ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ได้เรียนรู้หลักธรรมและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งส่งเสริมให้วัด ศาสนสถาน ชุมชน ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นแหล่งเรียนรู้หลักธรรมคำสอน รวมถึงการทำนุบำรุงศาสนา ความเชื่อ ความศรัทธา ตามหลักทางศาสนา จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ประชาชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมกิจกรรม “ตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา” ทั้ง 20 เส้นทางทั่วทุกภูมิภาค จะเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในมิติศาสนา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมดุล พร้อมทั้งสร้างความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และส่งต่อคุณค่าความดีงามจากรุ่นสู่รุ่น อันจะนำไปสู่สังคมไทยที่มีความมั่นคง เข้มแข็ง และยั่งยืนในระยะยาว สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนวัฒนธรรม 1765

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/990824&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nCWqTTqlpDB1sbzBbJmw9

  • หอการค้าไทย ชงโจทย์ไทยสร้างไทย วางทิศทางเศรษฐกิจใหม่

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย และ

    แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ในโอกาสเข้าพบหารือแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนข้อเสนอจากภาคเอกชน และเสริมสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างภาคการเมืองกับภาคธุรกิจก่อนการเลือกตั้งทั่วไป

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศจำเป็นต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างเชิงกฎหมายและกลไกการบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พรรคไทยสร้างไทยมีนโยบายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กันนั้น จำเป็นต้องเร่งแก้ไขและยกเครื่องกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชน ผ่านการผลักดันกฎหมายกลาง โดยตั้งเป้าปรับปรุงกฎหมายกว่า 1,000 ฉบับภายใน 1 ปี เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และปลดล็อกข้อจำกัดที่ฉุดรั้งศักยภาพของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการทุกระดับ ในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์และภาคธุรกิจ ต้องยกระดับคนและบริษัทให้เข้าถึง AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผ่านหลักสูตรพัฒนาและการเรียนรู้ระยะยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม รวมไปถึงการยกระดับภาคเกษตรโดยใช้จุดแข็งของประเทศให้เต็มศักยภาพ โดยตั้งเป้าขยับมูลค่าภาคเกษตรและอาหารจาก 2 ล้านล้านบาท สู่ 2.3–2.5 ล้านล้านบาท สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด การผลิตสินค้าเกษตรที่ตรงกับความต้องการของตลาด และการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าอย่างครบวงจร พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่บทบาท “Food Bank ของภูมิภาค” เพื่อรองรับความต้องการด้านอาหารของประเทศเพื่อนบ้านและตลาดโลก

    ด้าน ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจนและยั่งยืน โดยควรมุ่งเสริมความเข้มแข็งใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ อาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว และ Ocean Link ซึ่งเป็นฐานศักยภาพสำคัญของประเทศในการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง 3 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำคือ

    1.        ปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อยและคนตัวเล็กที่ประสบข้อจำกัดในการทำมาหากิน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ขาดการเข้าถึงเทคโนโลยี และต้องเผชิญกับตลาดที่มีขนาดเล็กและขาดอำนาจต่อรอง

    2.        จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เอื้อต่อการเติบโตอย่างทั่วถึงและลดความเหลื่อมล้ำ

    3.        ด้านการศึกษา จำเป็นต้องปฏิรูประบบอย่างจริงจัง โดยลดระยะเวลาการศึกษา ปรับเปลี่ยนวิธีการวัดผลจากการท่องจำเป็นการค้นหาศักยภาพและความถนัด เพื่อให้คนสามารถค้นพบตัวตนของตนเองได้เร็วขึ้น และพร้อมปรับตัวเข้าสู่โลกการทำงานในอนาคต

    4.        การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยควรสนับสนุนบทบาทของ ป.ป.ช.ภาคประชาชน ให้ทำงานควบคู่กับ สำนักงาน ป.ป.ช. อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้สะท้อนภาพสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ซึ่งภาคเอกชนเห็นว่าการฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป จำเป็นต้องอาศัยนโยบายเศรษฐกิจที่มีความชัดเจน ทำได้จริง และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยต้องมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน โดยเฉพาะนโยบายในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาวที่สามารถขับเคลื่อนต่อเนื่องได้จริง

    หอการค้าไทยจึงได้นำเสนอ 6 ปัญหาวาระแห่งชาติเร่งด่วน ที่ควรถูกยกระดับเป็นกรอบนโยบายหลักของประเทศ ได้แก่

    ·     การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่ “ทำได้จริงและทำต่อเนื่อง”

    ·     การปฏิรูประบบราชการ

    ·     การปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

    ·     โครงสร้างการบริหารประเทศที่ขาดการบูรณาการ

    ·     การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ

    ·     แผนรับมือภัยพิบัติระดับชาติ

     ขณะเดียวกัน หอการค้าไทยย้ำว่าการขับเคลื่อนประเทศไทยจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพราะปัญหาคอร์รัปชันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะการคอร์รัปชันเชิงระบบและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่บั่นทอนความเชื่อมั่น

    ของนักลงทุนและภาคธุรกิจ หอการค้าฯ จึงเล็งเห็นว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องเริ่มจากภาครัฐอย่างจริงจัง ผ่านการปรับโครงสร้างกลไกที่เกี่ยวข้องให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการประกาศนโยบายและมาตรการปราบปรามคอร์รัปชันที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสามารถเกิดผลได้อย่างแท้จริง ลดต้นทุนแฝงของระบบเศรษฐกิจ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-commerce-direction&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29sCaQnJZKZAZ_Jx3JH4oF

  • หอการค้าไทย ชงโจทย์ไทยสร้างไทย วางทิศทางเศรษฐกิจใหม่

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย และ

    แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ในโอกาสเข้าพบหารือแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนข้อเสนอจากภาคเอกชน และเสริมสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างภาคการเมืองกับภาคธุรกิจก่อนการเลือกตั้งทั่วไป

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศจำเป็นต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างเชิงกฎหมายและกลไกการบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พรรคไทยสร้างไทยมีนโยบายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กันนั้น จำเป็นต้องเร่งแก้ไขและยกเครื่องกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชน ผ่านการผลักดันกฎหมายกลาง โดยตั้งเป้าปรับปรุงกฎหมายกว่า 1,000 ฉบับภายใน 1 ปี เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และปลดล็อกข้อจำกัดที่ฉุดรั้งศักยภาพของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการทุกระดับ ในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์และภาคธุรกิจ ต้องยกระดับคนและบริษัทให้เข้าถึง AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผ่านหลักสูตรพัฒนาและการเรียนรู้ระยะยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม รวมไปถึงการยกระดับภาคเกษตรโดยใช้จุดแข็งของประเทศให้เต็มศักยภาพ โดยตั้งเป้าขยับมูลค่าภาคเกษตรและอาหารจาก 2 ล้านล้านบาท สู่ 2.3–2.5 ล้านล้านบาท สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด การผลิตสินค้าเกษตรที่ตรงกับความต้องการของตลาด และการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าอย่างครบวงจร พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่บทบาท “Food Bank ของภูมิภาค” เพื่อรองรับความต้องการด้านอาหารของประเทศเพื่อนบ้านและตลาดโลก

    ด้าน ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจนและยั่งยืน โดยควรมุ่งเสริมความเข้มแข็งใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ อาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว และ Ocean Link ซึ่งเป็นฐานศักยภาพสำคัญของประเทศในการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง 3 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำคือ

    1.        ปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อยและคนตัวเล็กที่ประสบข้อจำกัดในการทำมาหากิน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ขาดการเข้าถึงเทคโนโลยี และต้องเผชิญกับตลาดที่มีขนาดเล็กและขาดอำนาจต่อรอง

    2.        จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เอื้อต่อการเติบโตอย่างทั่วถึงและลดความเหลื่อมล้ำ

    3.        ด้านการศึกษา จำเป็นต้องปฏิรูประบบอย่างจริงจัง โดยลดระยะเวลาการศึกษา ปรับเปลี่ยนวิธีการวัดผลจากการท่องจำเป็นการค้นหาศักยภาพและความถนัด เพื่อให้คนสามารถค้นพบตัวตนของตนเองได้เร็วขึ้น และพร้อมปรับตัวเข้าสู่โลกการทำงานในอนาคต

    4.        การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยควรสนับสนุนบทบาทของ ป.ป.ช.ภาคประชาชน ให้ทำงานควบคู่กับ สำนักงาน ป.ป.ช. อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้สะท้อนภาพสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ซึ่งภาคเอกชนเห็นว่าการฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป จำเป็นต้องอาศัยนโยบายเศรษฐกิจที่มีความชัดเจน ทำได้จริง และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยต้องมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน โดยเฉพาะนโยบายในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาวที่สามารถขับเคลื่อนต่อเนื่องได้จริง

    หอการค้าไทยจึงได้นำเสนอ 6 ปัญหาวาระแห่งชาติเร่งด่วน ที่ควรถูกยกระดับเป็นกรอบนโยบายหลักของประเทศ ได้แก่

    ·     การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่ “ทำได้จริงและทำต่อเนื่อง”

    ·     การปฏิรูประบบราชการ

    ·     การปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

    ·     โครงสร้างการบริหารประเทศที่ขาดการบูรณาการ

    ·     การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ

    ·     แผนรับมือภัยพิบัติระดับชาติ

     ขณะเดียวกัน หอการค้าไทยย้ำว่าการขับเคลื่อนประเทศไทยจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพราะปัญหาคอร์รัปชันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะการคอร์รัปชันเชิงระบบและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่บั่นทอนความเชื่อมั่น

    ของนักลงทุนและภาคธุรกิจ หอการค้าฯ จึงเล็งเห็นว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องเริ่มจากภาครัฐอย่างจริงจัง ผ่านการปรับโครงสร้างกลไกที่เกี่ยวข้องให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการประกาศนโยบายและมาตรการปราบปรามคอร์รัปชันที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสามารถเกิดผลได้อย่างแท้จริง ลดต้นทุนแฝงของระบบเศรษฐกิจ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-commerce-direction&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29sCaQnJZKZAZ_Jx3JH4oF