Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หอการค้าไทย ชงโจทย์ไทยสร้างไทย วางทิศทางเศรษฐกิจใหม่

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย และ

    แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ในโอกาสเข้าพบหารือแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนข้อเสนอจากภาคเอกชน และเสริมสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างภาคการเมืองกับภาคธุรกิจก่อนการเลือกตั้งทั่วไป

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศจำเป็นต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างเชิงกฎหมายและกลไกการบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พรรคไทยสร้างไทยมีนโยบายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กันนั้น จำเป็นต้องเร่งแก้ไขและยกเครื่องกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชน ผ่านการผลักดันกฎหมายกลาง โดยตั้งเป้าปรับปรุงกฎหมายกว่า 1,000 ฉบับภายใน 1 ปี เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และปลดล็อกข้อจำกัดที่ฉุดรั้งศักยภาพของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการทุกระดับ ในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์และภาคธุรกิจ ต้องยกระดับคนและบริษัทให้เข้าถึง AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผ่านหลักสูตรพัฒนาและการเรียนรู้ระยะยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม รวมไปถึงการยกระดับภาคเกษตรโดยใช้จุดแข็งของประเทศให้เต็มศักยภาพ โดยตั้งเป้าขยับมูลค่าภาคเกษตรและอาหารจาก 2 ล้านล้านบาท สู่ 2.3–2.5 ล้านล้านบาท สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด การผลิตสินค้าเกษตรที่ตรงกับความต้องการของตลาด และการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าอย่างครบวงจร พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่บทบาท “Food Bank ของภูมิภาค” เพื่อรองรับความต้องการด้านอาหารของประเทศเพื่อนบ้านและตลาดโลก

    ด้าน ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจนและยั่งยืน โดยควรมุ่งเสริมความเข้มแข็งใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ อาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว และ Ocean Link ซึ่งเป็นฐานศักยภาพสำคัญของประเทศในการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง 3 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำคือ

    1.        ปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อยและคนตัวเล็กที่ประสบข้อจำกัดในการทำมาหากิน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ขาดการเข้าถึงเทคโนโลยี และต้องเผชิญกับตลาดที่มีขนาดเล็กและขาดอำนาจต่อรอง

    2.        จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เอื้อต่อการเติบโตอย่างทั่วถึงและลดความเหลื่อมล้ำ

    3.        ด้านการศึกษา จำเป็นต้องปฏิรูประบบอย่างจริงจัง โดยลดระยะเวลาการศึกษา ปรับเปลี่ยนวิธีการวัดผลจากการท่องจำเป็นการค้นหาศักยภาพและความถนัด เพื่อให้คนสามารถค้นพบตัวตนของตนเองได้เร็วขึ้น และพร้อมปรับตัวเข้าสู่โลกการทำงานในอนาคต

    4.        การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยควรสนับสนุนบทบาทของ ป.ป.ช.ภาคประชาชน ให้ทำงานควบคู่กับ สำนักงาน ป.ป.ช. อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้สะท้อนภาพสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ซึ่งภาคเอกชนเห็นว่าการฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป จำเป็นต้องอาศัยนโยบายเศรษฐกิจที่มีความชัดเจน ทำได้จริง และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยต้องมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน โดยเฉพาะนโยบายในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาวที่สามารถขับเคลื่อนต่อเนื่องได้จริง

    หอการค้าไทยจึงได้นำเสนอ 6 ปัญหาวาระแห่งชาติเร่งด่วน ที่ควรถูกยกระดับเป็นกรอบนโยบายหลักของประเทศ ได้แก่

    ·     การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่ “ทำได้จริงและทำต่อเนื่อง”

    ·     การปฏิรูประบบราชการ

    ·     การปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

    ·     โครงสร้างการบริหารประเทศที่ขาดการบูรณาการ

    ·     การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ

    ·     แผนรับมือภัยพิบัติระดับชาติ

     ขณะเดียวกัน หอการค้าไทยย้ำว่าการขับเคลื่อนประเทศไทยจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพราะปัญหาคอร์รัปชันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะการคอร์รัปชันเชิงระบบและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่บั่นทอนความเชื่อมั่น

    ของนักลงทุนและภาคธุรกิจ หอการค้าฯ จึงเล็งเห็นว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องเริ่มจากภาครัฐอย่างจริงจัง ผ่านการปรับโครงสร้างกลไกที่เกี่ยวข้องให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการประกาศนโยบายและมาตรการปราบปรามคอร์รัปชันที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสามารถเกิดผลได้อย่างแท้จริง ลดต้นทุนแฝงของระบบเศรษฐกิจ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-commerce-direction&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29sCaQnJZKZAZ_Jx3JH4oF

  • โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ ‘เศรษฐกิจซอมบี้-การศึกษาล้าหลัง’ ไทยหมุนไม่ทันโลก

    โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ ‘เศรษฐกิจซอมบี้-การศึกษาล้าหลัง’ ไทยหมุนไม่ทันโลก

    โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ ‘เศรษฐกิจซอมบี้-การศึกษาล้าหลัง’ ไทยหมุนไม่ทันโลก

    ในวันที่โลกเทคโนโลยีพุ่งทะยานด้วยความเร็วที่ยากจะจินตนาการ เวทีเสวนา “ปีม้าไฟกับอนาคตคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร ในโลกที่รอไม่รอคน” ซึ่งจัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 22 มกราคม 2569

    โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ 'เศรษฐกิจซอมบี้-การศึกษาล้าหลัง' ไทยหมุนไม่ทันโลก

    กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนภาพจริงของประเทศไทยอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเหล่านักวิชาการ ตัวแทนภาคธุรกิจ และผู้นำนักศึกษา ต่างประสานเสียงเตือนว่า หากรัฐบาลใหม่ยังคงติดกับดักนโยบายระยะสั้น ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับสภาวะ “ถดถอยถาวร” ในโลกที่ไม่มีคำว่ารอ

    เสียงสะท้อนจาก “คนรุ่นใหม่”: ปากท้อง-การศึกษา และภาวะต้มกบ

    นางสาวอพิชญา วิทยากุล นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) เริ่มต้นด้วยการฉายภาพความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า งบประมาณกิจกรรมนักศึกษายังเท่าเดิมในขณะที่ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลจึงไม่ใช่แค่การ “เติมเงิน” แต่คือการทำให้เงินในกระเป๋าของประชาชนงอกเงยได้ด้วยตัวเอง

    นางสาวอพิชญา วิทยากุล นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.)

    เธอชี้ให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันเมินระบบราชการที่เฉื่อยชา และเลือกมองหาโอกาสในบริษัทระดับสากลที่มีสวัสดิการและความยืดหยุ่นสูงกว่า

    สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือสภาวะ “ต้มกบ ต้มอึ่ง” หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ชัดเจนเรื่องสิทธิและสวัสดิการ เศรษฐกิจจะค่อยๆ ตายลง และนำไปสู่ภาวะ “สมองไหล” (Brain Drain) ที่คนเก่งเลือกไปเติบโตในต่างประเทศทิ้งให้ประเทศเผชิญกับความสิ้นหวัง

    เศรษฐกิจซอมบี้ และโลกที่หมุนเร็วขึ้นหลายเท่า

    ทางด้าน ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว นักเศรษฐศาสตร์จากธรรมศาสตร์ ได้ให้คำจำกัดความของวิกฤตครั้งนี้ว่าโลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ส่งผลให้อาชีพส่วนใหญ่มีอายุไม่เกิน 10 ปี และคนหนึ่งคนอาจต้องเปลี่ยนสายอาชีพถึง 6 ครั้งตลอดอายุการทำงาน

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

    แต่ประเด็นที่น่าตระหนกคือ แรงงานไทยมีความพร้อมรับโลกใหม่เพียง 15% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าสิงคโปร์และเยอรมนีหลายเท่าตัว

    ดร.เกียรติอนันต์ เตือนว่าไทยกำลังเข้าสู่สภาวะ “เศรษฐกิจกึ่งซอมบี้” ที่ GDP โตต่ำเกินกว่าจะเกิดการกระจายรายได้ รัฐบาลต้องเลิกใช้งบประมาณเพียงเพื่อ “บรรเทาทุกข์” แต่ต้องลงทุนใน “ทุนมนุษย์” ผ่านระบบ Micro-learning และการใช้ AI ออกแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) เพื่อเพิ่ม Productivity ให้กับแรงงานทั้ง 37 ล้านคน

    วิกฤต “แก่ก่อนรวย” และภัยคุกคามจาก AI ระดับสูง

    ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. เติมเต็มภาพความเสี่ยงด้วยภาวะ “แก่ก่อนรวย” ซึ่งต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น ทำให้ภาระการดูแลผู้สูงอายุตกหนักที่คนรุ่นใหม่ พร้อมเตือนถึงวิกฤตอาหารที่อาจทำให้ “ข้าวแกงจานละ 500 บาท” กลายเป็นเรื่องจริงในอนาคตหากแรงงานภาคเกษตรหายไป

    ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ.

    นอกจากนี้ AI (Deep Learning) กำลังจะเข้ามาแทนที่คนทำงานระดับกลางอย่างสิ้นเชิง ศ.ดร.อาณัติ จึงจี้ให้รัฐบาลปฏิรูปกฎหมายเพื่อดึงดูด Startup และเลิกนโยบายที่ส่งเสริม “พฤติกรรมด้อย” เช่น การแจกเงินเล็กน้อยหรือการพักหนี้ซ้ำซาก แต่ควรสร้างแรงจูงใจให้เกิดการออมและความมั่งคั่งระยะยาวแทน

    รื้อระบบการศึกษา “กระทรวงเกรด B”

    ในมิติของการศึกษา ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ตีแผ่ความล้มเหลวของโครงสร้างรัฐที่มองว่ากระทรวงศึกษาธิการและ อว. เป็น “กระทรวงเกรด B” ที่ไม่มีใครอยากมาทำงาน งบประมาณมหาศาลสูญเสียไปกับเงินเดือนบุคลากรมากกว่าตัวเด็ก ขณะที่หลักสูตรมหาวิทยาลัยล้าสมัยตั้งแต่ออกตัวเพราะกระบวนการพัฒนาที่ล่าช้าถึง 6-7 ปี

    ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ.

    ข้อเสนอคือต้อง “กระจายอำนาจ” ให้ท้องถิ่นจัดการศึกษาเอง และยกระดับสายอาชีวะให้มีค่าตอบแทนเทียบเท่าวิชาชีพชั้นสูง เพื่อสร้างทักษะการปรับตัว (Adaptability) ให้คนรุ่นใหม่ที่ต้องเปลี่ยนอาชีพหลายครั้งในชีวิต

    ทางรอดภาคธุรกิจ: จาก “ใช้เงิน” สู่ “หาเงิน”

    ปิดท้ายด้วยมุมมองจากภาคเอกชน นายเมธา ประภาวกุล ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง SCG ระบุว่าโลกธุรกิจปัจจุบันไม่มีเส้นกั้นพรมแดน พนักงาน SCG กึ่งหนึ่งเป็นชาวต่างชาติไปแล้ว หัวใจสำคัญของแรงงานยุคใหม่คือการเป็น Global Citizen ที่มีทักษะการเรียนรู้ (Ability to Learn) และความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)

    นายเมธา ประภาวกุล ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง SCG

    นายเมธาฝากถึงรัฐบาลว่าต้องปรับ Mindset การศึกษาจากการสอนให้ “ใช้เงิน” (Spending mindset) มาเป็นการสอนให้ “หาเงินและเป็นผู้ประกอบการ” (Earning mindset) ตั้งแต่อนุบาล โดยเน้นการบริหารจัดการต้นทุนและการสร้างมูลค่าเพิ่ม เหมือนโมเดลในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในวันที่ทรัพยากรมีจำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/649601&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nZPv5kVHP_lH_YjZt28-T

  • CIMBชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 มรสุมครึ่งแรกฟื้นครึ่งหลัง

    CIMBชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 มรสุมครึ่งแรกฟื้นครึ่งหลัง

    ซีไอเอ็มบี ไทย มองเศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุมแค่ครึ่งปีแรก เชื่อหากรัฐบาลใหม่ฟอร์มตัว งบประมาณมา จะพากำลังซื้อและการลงทุนฟื้นตัว  

    22 ม.ค. 2569 -นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้เผชิญภาวะถดถอยเชิงเทคนิคครึ่งปีแรก เพราะกำลังซื้อ การบริโภค การลงทุนยังไม่เร่งแรง การส่งออกครึ่งแรกยังไม่ดูค่อยดี ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่ากระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวคึกคักแค่ช่วงปีใหม่ พอหมดไฮซีซั่นจะกลับมาซบเซาอีกครั้ง

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุมแค่ครึ่งแรกของปีเท่านั้น เพราะเชื่อมั่นว่าครึ่งหลังของปีจะมีแสงสว่างและเริ่มเห็นสายรุ้งอีกครั้ง หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้ คาดหวังให้มีการฟอร์มรัฐบาลใหม่แบบไร้อุปสรรค เร่งจัดทำงบประมาณเพื่ออัดฉีดมาตรการการคลังเข้าสู่ระบบ เรียกความเชื่อมั่น กระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน กระตุ้นกำลังใช้จ่ายภาคประชาชนโดยเร็วที่สุด

    สำหรับครึ่งปีหลังคาดว่าเงินลงทุนจะไหลกลับเข้ามา ส่วนค่าเงินบาทอยากให้กลับมาอ่อนค่าเพื่อเพิ่มการแข่งขันของภาคส่งออก ส่วนภาพรวมนโยบายการเงิน คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงหรือไม่ก็ปรับลดลง ส่วนภาคการท่องเที่ยวช่วงครึ่งหลังน่าจะกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

    นายภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจไทยจะสดใสหรือเผชิญมรสุม และไม่ว่าสภาวะการลงทุนจะเป็นอย่างไร CIMB THAI ยึดแนวคิดว่า ด้วยเงินก้อนเดิม เรามุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าและสบายใจกว่าให้กับลูกค้า บนพื้นฐานของความมั่นคงและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ดังนั้นธนาคารจึงประกาศจุดยืนของการเป็น Safer Pocket หรือที่พักเงินสำหรับส่วนที่ลูกค้าต้องการความมั่นคง ผ่านการจัดพอร์ตโดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจความเสี่ยงของตลาด และบริหารพอร์ตอย่างมีวินัย พร้อมกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยมุ่งไปสู่การลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อลูกค้าที่ต้องการความมั่นคง ลดความผันผวน แต่ยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว Safer Pocket ไม่ได้หมายถึงการลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยง แต่คือการจัดพอร์ตให้สมดุล เหมาะกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า และมุ่งลดความผันผวนในระยะยาว เราไม่ไล่ผลตอบแทนหวือหวา หรือผลักดันกองเด่นแบบเฉพาะกิจแต่ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/935360/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HlRDYsxhk3UVfua0DMfpK

  • แบงก์ชาติมาเลเซียคงดอกเบี้ยที่ 2.75% ชี้เศรษฐกิจแกร่ง-เงินเฟ้อชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติมาเลเซียคงดอกเบี้ยที่ 2.75% ชี้เศรษฐกิจแกร่ง-เงินเฟ้อชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ (22 ม.ค.) หลังเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่งแม้เผชิญผลกระทบจากมาตรการภาษี โดยการเติบโตในปีที่ผ่านมาออกมาดีกว่าที่ทางการคาดไว้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับไม่สูง

    ธนาคารกลางมาเลเซียมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายข้ามคืนไว้ที่ระดับ 2.75% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินครั้งแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 22 คนที่สำรวจโดยบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ โดยธนาคารกลางมาเลเซียปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพียงครั้งเดียวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และระบุว่าจุดยืนด้านนโยบายในปัจจุบันยังเหมาะสมและเอื้อต่อการสนับสนุนเศรษฐกิจ

    ธนาคารกลางมาเลเซียระบุในแถลงการณ์ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่มีความต่อเนื่อง เงินเฟ้อที่ชะลอลง การลงทุนด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง รวมถึงนโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่สนับสนุนเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านลบยังคงมีอยู่ จากความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นภาษีเพิ่มเติม การยกระดับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในตลาดการเงินโลก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/563265&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wqxY7tulkZboxDQRfboDw

  • หอการค้าไทย ชงโจทย์ไทยสร้างไทย วางทิศทางเศรษฐกิจใหม่

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย และ

    แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ในโอกาสเข้าพบหารือแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนข้อเสนอจากภาคเอกชน และเสริมสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างภาคการเมืองกับภาคธุรกิจก่อนการเลือกตั้งทั่วไป

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศจำเป็นต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างเชิงกฎหมายและกลไกการบริหารให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พรรคไทยสร้างไทยมีนโยบายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กันนั้น จำเป็นต้องเร่งแก้ไขและยกเครื่องกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชน ผ่านการผลักดันกฎหมายกลาง โดยตั้งเป้าปรับปรุงกฎหมายกว่า 1,000 ฉบับภายใน 1 ปี เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และปลดล็อกข้อจำกัดที่ฉุดรั้งศักยภาพของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการทุกระดับ ในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์และภาคธุรกิจ ต้องยกระดับคนและบริษัทให้เข้าถึง AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผ่านหลักสูตรพัฒนาและการเรียนรู้ระยะยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม รวมไปถึงการยกระดับภาคเกษตรโดยใช้จุดแข็งของประเทศให้เต็มศักยภาพ โดยตั้งเป้าขยับมูลค่าภาคเกษตรและอาหารจาก 2 ล้านล้านบาท สู่ 2.3–2.5 ล้านล้านบาท สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด การผลิตสินค้าเกษตรที่ตรงกับความต้องการของตลาด และการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าอย่างครบวงจร พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่บทบาท “Food Bank ของภูมิภาค” เพื่อรองรับความต้องการด้านอาหารของประเทศเพื่อนบ้านและตลาดโลก

    ด้าน ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจนและยั่งยืน โดยควรมุ่งเสริมความเข้มแข็งใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ อาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว และ Ocean Link ซึ่งเป็นฐานศักยภาพสำคัญของประเทศในการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง 3 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำคือ

    1.        ปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อยและคนตัวเล็กที่ประสบข้อจำกัดในการทำมาหากิน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ขาดการเข้าถึงเทคโนโลยี และต้องเผชิญกับตลาดที่มีขนาดเล็กและขาดอำนาจต่อรอง

    2.        จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เอื้อต่อการเติบโตอย่างทั่วถึงและลดความเหลื่อมล้ำ

    3.        ด้านการศึกษา จำเป็นต้องปฏิรูประบบอย่างจริงจัง โดยลดระยะเวลาการศึกษา ปรับเปลี่ยนวิธีการวัดผลจากการท่องจำเป็นการค้นหาศักยภาพและความถนัด เพื่อให้คนสามารถค้นพบตัวตนของตนเองได้เร็วขึ้น และพร้อมปรับตัวเข้าสู่โลกการทำงานในอนาคต

    4.        การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยควรสนับสนุนบทบาทของ ป.ป.ช.ภาคประชาชน ให้ทำงานควบคู่กับ สำนักงาน ป.ป.ช. อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้สะท้อนภาพสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ซึ่งภาคเอกชนเห็นว่าการฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป จำเป็นต้องอาศัยนโยบายเศรษฐกิจที่มีความชัดเจน ทำได้จริง และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยต้องมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน โดยเฉพาะนโยบายในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาวที่สามารถขับเคลื่อนต่อเนื่องได้จริง

    หอการค้าไทยจึงได้นำเสนอ 6 ปัญหาวาระแห่งชาติเร่งด่วน ที่ควรถูกยกระดับเป็นกรอบนโยบายหลักของประเทศ ได้แก่

    ·     การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่ “ทำได้จริงและทำต่อเนื่อง”

    ·     การปฏิรูประบบราชการ

    ·     การปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

    ·     โครงสร้างการบริหารประเทศที่ขาดการบูรณาการ

    ·     การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ

    ·     แผนรับมือภัยพิบัติระดับชาติ

     ขณะเดียวกัน หอการค้าไทยย้ำว่าการขับเคลื่อนประเทศไทยจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพราะปัญหาคอร์รัปชันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะการคอร์รัปชันเชิงระบบและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่บั่นทอนความเชื่อมั่น

    ของนักลงทุนและภาคธุรกิจ หอการค้าฯ จึงเล็งเห็นว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องเริ่มจากภาครัฐอย่างจริงจัง ผ่านการปรับโครงสร้างกลไกที่เกี่ยวข้องให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการประกาศนโยบายและมาตรการปราบปรามคอร์รัปชันที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสามารถเกิดผลได้อย่างแท้จริง ลดต้นทุนแฝงของระบบเศรษฐกิจ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-commerce-direction&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29sCaQnJZKZAZ_Jx3JH4oF

  • เปิดภารกิจสร้าง แบรนด์เมือง เป็น “เข็มทิศพัฒนาเมือง”

    แนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง เป็นกลไกสำคัญที่หลายประเทศนำมาใช้พัฒนาเมืองควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยประเทศอังกฤษ ใช้การพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นในการฟื้นฟูเมืองอุตสาหกรรมเดิม เช่น เมืองลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างการจ้างงานในระดับท้องถิ่น สำหรับฝั่งเอเชีย อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเมืองจากทุนวัฒนธรรมและชุมชน


    ด้วยแนวทางที่ชัดเจนนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้ต่อยอดภารกิจการพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเมืองสร้างสรรค์ สู่การขับเคลื่อน “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” ด้วยการจัดทำโครงการ “CEA Creative City & Place Branding” เพื่อปลุกพลังที่ซ่อนอยู่ของเมืองและผู้คน โครงการนี้นำเสนอกระบวนการพัฒนาที่เริ่มจาก “ภายในเมือง” และ “การลงมือทำจริง” ที่ไม่ใช่เพียงการนิยามภาพลักษณ์หรือการสื่อสารทั่วไป หากยังรวมถึงการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งคนในพื้นที่และผู้มาเยือนอย่างแท้จริง สำหรับทั้ง 9 เมือง / จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี
    โดยทั้ง 9 จังหวัดนำร่องนี้จะได้ร่วมกระบวนการพัฒนาต้นแบบแบรนด์เมืองสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณค่าเมืองและการสร้างแบรนด์เมืองอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพ การกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การลงมือปฏิบัติ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่นำไปต่อยอดและใช้ได้จริง รวมทั้งผลักดันการพัฒนาเมืองในประเทศไทยให้เติบโตโดยไม่กระจุกอยู่รวมกัน แต่กระจายการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้ทุกเมือง “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
    เมืองคานาซาวะและนาโกย่า เป็นเมืองต้นแบบระดับโลกที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทางด้านกลุ่มประเทศยุโรป หลายเมืองใช้ City & Place Branding เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย เช่น เมือง Lyon ประเทศฝรั่งเศส ผ่านโครงการ ONLYLYON โดยวางแบรนด์เมืองเป็นกรอบความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อเชื่อมโยงอัตลักษณ์เมืองกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ สะท้อนว่าการสร้างแบรนด์เมืองที่ยั่งยืนและประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มจาก “เนื้อในของเมือง” ไม่ใช่เพียงการสื่อสารภาพลักษณ์ภายนอก


    ทั้งนี้ หัวใจหลักของโครงการ CEA Creative City & Place Branding ประกอบด้วย
    • สร้างความเป็นเจ้าของจากภายใน: พัฒนาเมืองจากผู้คน สินทรัพย์ และจุดแข็งเชิงพื้นที่ สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมของคนในเมือง พร้อมเชื่อมโยงทุกแผนงานให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน
    • สร้างกลไกความร่วมมือที่แข็งแรง ต่อเนื่อง และยืดหยุ่น: เน้นการสร้างความร่วมมือและข้อตกลงร่วมกันของทุกภาคส่วน โดย CEA ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา (Mentor) สนับสนุน ให้คำแนะนำ และช่วยให้เมืองปรับตัวตามสถานการณ์จริงได้อย่างเหมาะสม
    • สร้างภาพจำที่มีคุณค่า แตกต่าง และสะท้อนตัวตน: ค้นหา “ตัวตนแท้จริง” ของเมืองจากสิ่งที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างโลโก้ สโลแกน หรือภาพลักษณ์ระยะสั้น แต่ยังรวมถึงการมองอย่างรอบด้าน ทั้งรากฐานเมือง วัฒนธรรม ผู้คน วิถีชีวิต ธุรกิจ และสินทรัพย์ เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างมีคุณค่า และต่อยอดสู่การเป็นภาพจำใหม่ในระดับประเทศและนานาชาติ
    • สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และเกิดประโยชน์จริง: ให้เมืองมีเครื่องมือกำหนดทิศทางแบรนด์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และสร้างผลลัพธ์ที่สัมผัสได้ในพื้นที่ โดยใช้ “ความน่าอยู่” เป็นฐานสำคัญในการขยายสู่ความน่าลงทุนและน่าเที่ยวในอนาคต

    สำหรับ 9 จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ นครศีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี จะได้เข้าร่วมกระบวนการยกระดับคุณค่าเมืองและสร้างแบรนด์เมืองสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การสร้างอัตลักษณ์ ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริง ระหว่างเดือนมกราคม – สิงหาคม 2569 ผ่าน 4 โปรแกรม ได้แก่
    1. การจัดทำกลยุทธ์การยกระดับคุณค่าเมือง (Creative City & Place Branding Strategy): วิเคราะห์ศักยภาพและตัวตนของเมือง กำหนดแนวคิดหลัก กรอบกลยุทธ์ และทิศทางการสื่อสาร เพื่อให้การพัฒนาเมืองและภาพลักษณ์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2569
    2. การจัดทำอัตลักษณ์แบรนด์เมือง (City Branding Identity Design): การสร้างภาพจำเมืองผ่านเรื่องเล่าและภาษาภาพที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และสะท้อนตัวตนจริง โดยครอบคลุมเนื้อหา รูปแบบการสื่อสาร และเครื่องมือภาพทั้งหมด เพื่อให้ผู้คนรับรู้ เข้าใจ และจดจำเมืองตามทิศทางที่ต้องการ โดยไม่จำกัดเพียงโลโก้ สี หรือกราฟิก
    3. กิจกรรมสร้างแบรนด์เมือง (City Branding Activation): การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติจริงด้วยการจัดกิจกรรม Online/Onsite/Offsite เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วม การมีส่วนร่วม และความผูกพันระหว่างผู้คนกับเมือง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2569
    4. การจัดสัมมนาและเผยแพร่ผลลัพธ์ (Seminar & Knowledge Sharing): การนำเสนอแนวทางการสร้างแบรนด์เมืองและผลลัพธ์ ที่จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ ขยายผลการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับประเทศ ภายในเดือนสิงหาคม 2569

    ระเบียงเศรษฐกิจ NeEC
    การพัฒนาเมืองด้วยแนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง มีศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย
    • ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy Impact): เพิ่มความน่าเชื่อถือในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์และคุณภาพชีวิต และเกิดการเติบโตของธุรกิจใหม่ ทั้งด้านดนตรี ศิลปะ แฟชั่น งานคราฟต์ เทศกาล ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสำคัญต่อ GDP ประเทศ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
    • สร้างความภาคภูมิใจและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ (Social & Identity Impact): เมืองที่ชัดเจนจะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ “คนเมืองนี้” และยังดึงดูด “คนกลับบ้าน” ให้เกิดการรวมกลุ่มของคนหลากเจเนอเรชันเพื่อพัฒนาเมืองไปในทิศทางเดียวกัน
    • ส่งเสริมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของเมือง (Cultural & Identity Capital): แบรนด์เมืองทำให้วัฒนธรรมมีทั้งคุณค่าและมูลค่าที่ร่วมสมัย
    • ส่งเสริมภาพลักษณ์เมือง (Image & Perception Impact): ทำให้เมือง “น่าจดจำ” กลายเป็นจุดขายที่มีเรื่องเล่าทางการตลาด ท่องเที่ยว และลงทุน
    • การพัฒนาเมืองเชิงนโยบาย (Governance & Policy Impact): มียุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองที่ต่อเนื่อง ทำให้นโยบายท้องถิ่นเชื่อมต่อกับนโยบายระดับประเทศ
    โครงการ CEA Creative City & Place Branding จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยให้เมืองมี “ตัวตนชัดเจน” ที่ทุกภาคส่วนยอมรับร่วมกัน ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในพื้นที่ และวางรากฐานให้เมืองสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มาร่วมสร้าง “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” จากตัวตนที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของเมืองในประเทศไทย เพื่อต่อยอดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    อัปเดตแนวทางการพัฒนาเมืองในรูปแบบต่างๆ

    เรียนรู้จากการพัฒนา นครเฉิงตู ให้เป็น “เมืองที่มีความสุขมากที่สุดในจีน” ติดต่อกันเป็นปีที่ 17

    โอเอซิสกลางเมืองร้อน ‘สวนบำบัด’ กับภารกิจฟื้นใจคนสิงคโปร์

    ผ่านโยบาย “น้ำ” เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EECiti “ศูนย์กลางธุรกิจคู่กรุงเทพฯ”

    Post Views: 333

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/21/build-city-branding-mission/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nyh0XzqKkMcasm548vwkx

  • เปิดภารกิจสร้าง แบรนด์เมือง เป็น “เข็มทิศพัฒนาเมือง”

    แนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง เป็นกลไกสำคัญที่หลายประเทศนำมาใช้พัฒนาเมืองควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยประเทศอังกฤษ ใช้การพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นในการฟื้นฟูเมืองอุตสาหกรรมเดิม เช่น เมืองลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างการจ้างงานในระดับท้องถิ่น สำหรับฝั่งเอเชีย อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเมืองจากทุนวัฒนธรรมและชุมชน


    ด้วยแนวทางที่ชัดเจนนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้ต่อยอดภารกิจการพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเมืองสร้างสรรค์ สู่การขับเคลื่อน “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” ด้วยการจัดทำโครงการ “CEA Creative City & Place Branding” เพื่อปลุกพลังที่ซ่อนอยู่ของเมืองและผู้คน โครงการนี้นำเสนอกระบวนการพัฒนาที่เริ่มจาก “ภายในเมือง” และ “การลงมือทำจริง” ที่ไม่ใช่เพียงการนิยามภาพลักษณ์หรือการสื่อสารทั่วไป หากยังรวมถึงการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งคนในพื้นที่และผู้มาเยือนอย่างแท้จริง สำหรับทั้ง 9 เมือง / จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี
    โดยทั้ง 9 จังหวัดนำร่องนี้จะได้ร่วมกระบวนการพัฒนาต้นแบบแบรนด์เมืองสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณค่าเมืองและการสร้างแบรนด์เมืองอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพ การกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การลงมือปฏิบัติ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่นำไปต่อยอดและใช้ได้จริง รวมทั้งผลักดันการพัฒนาเมืองในประเทศไทยให้เติบโตโดยไม่กระจุกอยู่รวมกัน แต่กระจายการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้ทุกเมือง “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
    เมืองคานาซาวะและนาโกย่า เป็นเมืองต้นแบบระดับโลกที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทางด้านกลุ่มประเทศยุโรป หลายเมืองใช้ City & Place Branding เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย เช่น เมือง Lyon ประเทศฝรั่งเศส ผ่านโครงการ ONLYLYON โดยวางแบรนด์เมืองเป็นกรอบความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อเชื่อมโยงอัตลักษณ์เมืองกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ สะท้อนว่าการสร้างแบรนด์เมืองที่ยั่งยืนและประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มจาก “เนื้อในของเมือง” ไม่ใช่เพียงการสื่อสารภาพลักษณ์ภายนอก


    ทั้งนี้ หัวใจหลักของโครงการ CEA Creative City & Place Branding ประกอบด้วย
    • สร้างความเป็นเจ้าของจากภายใน: พัฒนาเมืองจากผู้คน สินทรัพย์ และจุดแข็งเชิงพื้นที่ สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมของคนในเมือง พร้อมเชื่อมโยงทุกแผนงานให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน
    • สร้างกลไกความร่วมมือที่แข็งแรง ต่อเนื่อง และยืดหยุ่น: เน้นการสร้างความร่วมมือและข้อตกลงร่วมกันของทุกภาคส่วน โดย CEA ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา (Mentor) สนับสนุน ให้คำแนะนำ และช่วยให้เมืองปรับตัวตามสถานการณ์จริงได้อย่างเหมาะสม
    • สร้างภาพจำที่มีคุณค่า แตกต่าง และสะท้อนตัวตน: ค้นหา “ตัวตนแท้จริง” ของเมืองจากสิ่งที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างโลโก้ สโลแกน หรือภาพลักษณ์ระยะสั้น แต่ยังรวมถึงการมองอย่างรอบด้าน ทั้งรากฐานเมือง วัฒนธรรม ผู้คน วิถีชีวิต ธุรกิจ และสินทรัพย์ เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างมีคุณค่า และต่อยอดสู่การเป็นภาพจำใหม่ในระดับประเทศและนานาชาติ
    • สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และเกิดประโยชน์จริง: ให้เมืองมีเครื่องมือกำหนดทิศทางแบรนด์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และสร้างผลลัพธ์ที่สัมผัสได้ในพื้นที่ โดยใช้ “ความน่าอยู่” เป็นฐานสำคัญในการขยายสู่ความน่าลงทุนและน่าเที่ยวในอนาคต

    สำหรับ 9 จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ นครศีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี จะได้เข้าร่วมกระบวนการยกระดับคุณค่าเมืองและสร้างแบรนด์เมืองสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การสร้างอัตลักษณ์ ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริง ระหว่างเดือนมกราคม – สิงหาคม 2569 ผ่าน 4 โปรแกรม ได้แก่
    1. การจัดทำกลยุทธ์การยกระดับคุณค่าเมือง (Creative City & Place Branding Strategy): วิเคราะห์ศักยภาพและตัวตนของเมือง กำหนดแนวคิดหลัก กรอบกลยุทธ์ และทิศทางการสื่อสาร เพื่อให้การพัฒนาเมืองและภาพลักษณ์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2569
    2. การจัดทำอัตลักษณ์แบรนด์เมือง (City Branding Identity Design): การสร้างภาพจำเมืองผ่านเรื่องเล่าและภาษาภาพที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และสะท้อนตัวตนจริง โดยครอบคลุมเนื้อหา รูปแบบการสื่อสาร และเครื่องมือภาพทั้งหมด เพื่อให้ผู้คนรับรู้ เข้าใจ และจดจำเมืองตามทิศทางที่ต้องการ โดยไม่จำกัดเพียงโลโก้ สี หรือกราฟิก
    3. กิจกรรมสร้างแบรนด์เมือง (City Branding Activation): การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติจริงด้วยการจัดกิจกรรม Online/Onsite/Offsite เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วม การมีส่วนร่วม และความผูกพันระหว่างผู้คนกับเมือง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2569
    4. การจัดสัมมนาและเผยแพร่ผลลัพธ์ (Seminar & Knowledge Sharing): การนำเสนอแนวทางการสร้างแบรนด์เมืองและผลลัพธ์ ที่จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ ขยายผลการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับประเทศ ภายในเดือนสิงหาคม 2569

    ระเบียงเศรษฐกิจ NeEC
    การพัฒนาเมืองด้วยแนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง มีศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย
    • ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy Impact): เพิ่มความน่าเชื่อถือในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์และคุณภาพชีวิต และเกิดการเติบโตของธุรกิจใหม่ ทั้งด้านดนตรี ศิลปะ แฟชั่น งานคราฟต์ เทศกาล ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสำคัญต่อ GDP ประเทศ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
    • สร้างความภาคภูมิใจและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ (Social & Identity Impact): เมืองที่ชัดเจนจะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ “คนเมืองนี้” และยังดึงดูด “คนกลับบ้าน” ให้เกิดการรวมกลุ่มของคนหลากเจเนอเรชันเพื่อพัฒนาเมืองไปในทิศทางเดียวกัน
    • ส่งเสริมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของเมือง (Cultural & Identity Capital): แบรนด์เมืองทำให้วัฒนธรรมมีทั้งคุณค่าและมูลค่าที่ร่วมสมัย
    • ส่งเสริมภาพลักษณ์เมือง (Image & Perception Impact): ทำให้เมือง “น่าจดจำ” กลายเป็นจุดขายที่มีเรื่องเล่าทางการตลาด ท่องเที่ยว และลงทุน
    • การพัฒนาเมืองเชิงนโยบาย (Governance & Policy Impact): มียุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองที่ต่อเนื่อง ทำให้นโยบายท้องถิ่นเชื่อมต่อกับนโยบายระดับประเทศ
    โครงการ CEA Creative City & Place Branding จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยให้เมืองมี “ตัวตนชัดเจน” ที่ทุกภาคส่วนยอมรับร่วมกัน ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในพื้นที่ และวางรากฐานให้เมืองสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มาร่วมสร้าง “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” จากตัวตนที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของเมืองในประเทศไทย เพื่อต่อยอดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    อัปเดตแนวทางการพัฒนาเมืองในรูปแบบต่างๆ

    เรียนรู้จากการพัฒนา นครเฉิงตู ให้เป็น “เมืองที่มีความสุขมากที่สุดในจีน” ติดต่อกันเป็นปีที่ 17

    โอเอซิสกลางเมืองร้อน ‘สวนบำบัด’ กับภารกิจฟื้นใจคนสิงคโปร์

    ผ่านโยบาย “น้ำ” เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EECiti “ศูนย์กลางธุรกิจคู่กรุงเทพฯ”

    Post Views: 316

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/21/build-city-branding-mission/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nyh0XzqKkMcasm548vwkx

  • ผู้ว่าฯภูเก็ต นำคณะดูงานโมเดลจัดการขยะ “โรงแรมเดอะ ราชา” สู่การท่องเที่ยวเกาะอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ผู้ว่าฯภูเก็ต นำคณะดูงานโมเดลจัดการขยะ “โรงแรมเดอะ ราชา” สู่การท่องเที่ยวเกาะอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ผู้ว่าฯภูเก็ต นำคณะดูงานโมเดลจัดการขยะ “โรงแรมเดอะ ราชา” สู่การท่องเที่ยวเกาะอย่างสมดุลและยั่งยืน


    22/01/2569 | 70 |

    ผู้ว่าฯ ภูเก็ต นำคณะดูงานโมเดลจัดการขยะ “โรงแรมเดอะ ราชา” สู่การท่องเที่ยวเกาะอย่างสมดุลและยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ณ โรงแรมเดอะ ราชา ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย พลเรือโทวีรุดม ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 ได้นำคณะเข้าศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการขยะของโรงแรมเดอะ ราชา ภายหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยกิจกรรมวางทุ่นผูกเรือ วางทุ่นไข่ปลากันแนวปะการัง และกิจกรรมเก็บขยะชายหาด ณ บริเวณหาดพลับพลา เกาะราชาใหญ่ ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต โดยมี Mr. Daniel Lim Teck Hock กรรมการผู้จัดการโรงแรมเดอะ ราชา ให้การต้อนรับและนำคณะเยี่ยมชมระบบการจัดการขยะภายในโรงแรม

    ในการศึกษาดูงานครั้งนี้ คณะได้เยี่ยมชมกระบวนการกำจัดขยะของโรงแรม ซึ่งประกอบด้วยเตาเผาขยะที่สามารถกำจัดขยะได้วันละประมาณ 800 กิโลกรัม และระบบไบโอแก๊ส รองรับขยะได้ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อวัน สะท้อนให้เห็นถึงการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเหมาะสมกับบริบทพื้นที่เกาะท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ โรงแรมเดอะ ราชา ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมบนเกาะราชาใหญ่ โดยดำเนินการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงแรม และร้านอาหารบนเกาะราชา เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาน้ำเสียและขยะอย่างบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง

    ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า แนวทางการบริหารจัดการขยะของโรงแรมเดอะ ราชา ถือเป็น โมเดลตัวอย่าง ที่สามารถนำไปปรับใช้กับโรงแรมและสถานประกอบการอื่น ๆ ในจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะพื้นที่เกาะและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พร้อมย้ำว่าจังหวัดภูเก็ตให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาขยะอย่างจริงจังในทุกมิติ ทั้งด้านการลดขยะที่ต้นทาง การคัดแยก การกำจัดอย่างถูกวิธี และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    การศึกษาดูงานดังกล่าว ถือเป็นแนวทางสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตให้มีความสมดุล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต /ภาพ-ข่าว


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/468267&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AHpnE3GLJPhx_WrJwXL3b

  • ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    ต่างออกมาแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายในการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก โดยประเด็นที่น่าสนใจคือนโยบายด้านการท่องเที่ยวและจุดยืนต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวโดยเฉพาะพัทยาอีกทั้งยังเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ทำให้นโยบายทั้งเรื่องท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ต้องมาคู่กัน 

    พรรคเพื่อไทย : เปิดตลาดใหม่ดึงนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง

    สรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย นำเสนอนโยบายด้านการท่องเที่ยว ดังนี้ 

    -มุ่งเน้นการยกระดับสู่การเป็น “Ultra Luxury” เพื่อเปิดตลาดใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง แทนที่การเน้นเพียงจำนวนนักท่องเที่ยวจากการทำวีซ่าฟรีเพียงอย่างเดียว

    -ผลักดันโครงการ Cruise Terminal ในพื้นที่พัทยา ภูเก็ต และสมุย เพื่อรองรับเรือสำราญและกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านบาท

    -เสนอโครงการ “เรียนได้งบ จบได้งาน” เพื่อผลิตบุคลากร 4 ล้านคนใน 4 ปี รองรับอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC

    ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    สรวงศ์ เทียนทอง

    ขณะที่นโยบายด้าน พ.ร.บ. อากาศสะอาด และสิ่งแวดล้อม พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าพรรคให้ความสำคัญกับ พ.ร.บ. อากาศสะอาด โดยมี สส. ของพรรค คือ จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผลักดันเรื่องนี้ในฐานะประธานกรรมาธิการมาโดยตลอด ที่สำคัญต้องเน้นการสร้าง “จิตใต้สำนึก” ผ่านการศึกษามากกว่าการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว โดยมองว่าปัญหาการปล่อยน้ำเสียหรือขยะเกิดจากจิตสำนึกของคน

    พรรคประชาชน หนุนแก้กฎหมายหนุนท่องเที่ยว-สิ่งแวดล้อม

    ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน เสนอยนโยบายผลักดันการท่องเที่ยวด้วยการพัฒนา รถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) เพื่อเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ (เช่น จากนาเกลือไปพัทยาใต้) ช่วยให้คนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวรองได้ง่ายขึ้นและลดการจราจรติดขัด

    ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

    ผลักดันการกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการกำหนดเส้นทางและราคารถเมล์เองได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว และแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยว เช่น กฎหมายแอลกอฮอล์ กฎหมายโรงแรม และกฎหมายรถเช่า
    ส่วนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด อย่างเต็มที่

    และเสนอให้มีกฎหมาย PRTR (กฎหมายรายงานการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ) เพื่อให้โรงงานต้องรายงานการใช้สารเคมีอย่างโปร่งใส เสนอการจัดการขยะผ่านกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) บังคับให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบในการกำจัดซากผลิตภัณฑ์ เช่น รถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า

    พรรคกล้าธรรม พัฒนาเมืองรอง ชูนวด-สมุนไพร ยกระดับท่องเที่ยวหมู่บ้าน

    สะถิระ เผือกประพันธุ์ พรรคกล้าธรรม ชูนโยบาย “ปลดล็อกการท่องเที่ยว” โดยเน้นการพัฒนา “อำเภอรอง” และหมู่บ้านต่าง ๆ ทั่วจังหวัดชลบุรี ไม่ใช่เพียงแค่พัทยาหรือบางแสน เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน

    ผลักดัน อัตลักษณ์ความเป็นไทย เช่น นวดแผนไทยและสมุนไพร เข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวในระดับหมู่บ้าน ใช้เทคโนโลยี AI และ Blockchain ในการสแกนพื้นที่เพื่อดูแลความปลอดภัยและป้องกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยว

    ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    สะถิระ เผือกประพันธุ์

    ส่วนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนการนำ พ.ร.บ. อากาศสะอาด มาใช้ในสภา เพื่อกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น การบังคับให้ตึกหรืออาคารต้องมีพื้นที่สีเขียวเพื่อลดมลภาวะ มุ่งเน้นการจัดการ กากอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในภาคตะวันออก

    พรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบายส่งผู้ป่วยฉุกเฉินผ่าน เฮลิคอปเตอร์

    สาธิต ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์ ขอสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยผ่านนโยบาย “Sky Doctor” ใช้เฮลิคอปเตอร์รับส่งผู้ป่วยฉุกเฉินในพื้นที่เกาะและแหล่งท่องเที่ยว ส่งเสริมการจัด อีเวนต์ระดับโลก ตามปฏิทินการท่องเที่ยว (เช่น Tomorrowland) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และพัฒนาโครงการ “Hub ศัลยกรรมและการแพทย์” ในเมืองการบิน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากทั่วโลก

    ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    สาธิต ปิตุเตชะ

    ส่วนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ขอเน้น “การเมืองสุจริต” ในการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนหรือโรงงานหลีกเลี่ยงกฎหมาย เสนอให้มีการเพิ่มโทษและบังคับใช้กฎหมายกับโรงงานที่ปล่อยมลพิษอย่างเข้มข้น

    พรรคโอกาสใหม่ หนุนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    ทศพร เสรีรักษ์ พรรคโอกาสใหม่ เน้นส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เนื่องจากไทยมีบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้มแข็ง พร้อมชูนโยบาย ผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด เป็นวาระเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 และโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากมลพิษอุตสาหกรรม

    ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    ทศพร เสรีรักษ์

    โดยประกาศว่าหากได้เข้าสภา จะเสนอให้สภารับร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด มาพิจารณาต่อทันทีภายใน 60 วัน รวมถึงเสนอให้มี ศูนย์อาชีวอนามัย ในภาคตะวันออก เพื่อดูแลประชาชนที่เจ็บป่วยจากการทำงานในนิคมอุตสาหกรรม

    พรรคปวงชนไทย ดึงโครงการใหญ่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศ

    เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล พรรคปวงชนไทย กล่าวว่า ต้องสร้าง “Man-made Destination” และโครงการ Mega Project ใหม่ ๆ เพื่อเป็นจุดขายใหม่ให้นักท่องเที่ยว รวมถึงสนับสนุน Wellness Tourism อย่างเต็มรูปแบบเพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์ม/แอปพลิเคชันท่องเที่ยวของไทยเอง เพื่อไม่ให้เม็ดเงินจากการจองที่พักและบริการไหลออกนอกประเทศ

    ส่องนโยบาย 6 พรรคการเมือง ด้านท่องเที่ยว-อากาศสะอาด ใครเข้าวิน

    เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล

    ส่วนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ต้องส่งเสริม “Green Economy” และการสร้างโรงงานสีเขียวที่รักษามาตรฐานสิ่งแวดล้อม เน้นการตรวจสอบและลงโทษโรงงานที่ลักลอบทิ้งน้ำเสียหรือกากอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง และเห็นด้วยกับการมีกฎหมายรายงานสารเคมี (PRTR) เพื่อความปลอดภัยของประชาชนรอบโรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/736840&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xzPxS10q2RdT-_mbIxpm6

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D568220&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eEz2-eZ_ddIp7LKiaq7PT