Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม: สหรัฐฯ ต้องตระหนักว่า หากก่อสงคราม ครั้งนี้จะเป็นสงครามระดับภูมิภาค

    ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม: สหรัฐฯ ต้องตระหนักว่า หากก่อสงคราม ครั้งนี้จะเป็นสงครามระดับภูมิภาค

    ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม: สหรัฐฯ ต้องตระหนักว่า หากก่อสงคราม ครั้งนี้จะเป็นสงครามระดับภูมิภาค

    ▪️ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม กล่าววันนี้ในการพบปะกับประชาชน ณ ฮุซัยนียะห์ อิมามโคมัยนี (รฮ.) เกี่ยวกับภัยคุกคามจากสหรัฐอเมริกา ว่า:

    🔻การที่บางครั้งมีการพูดถึงเรื่องสงคราม และอ้างถึงเครื่องบินรบ เรือรบ หรือสิ่งต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตชาวอเมริกันก็เคยข่มขู่ด้วยวาจามาแล้วหลายครั้ง โดยกล่าวว่า “ทุกทางเลือกยังอยู่บนโต๊ะ” ซึ่งรวมถึงทางเลือกด้านสงครามด้วย

    🔸ขณะนี้ชายคนนี้ (ทรัมป์) ก็ออกมาอ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “เรานำเรือรบมาแล้ว” และอื่น ๆ ประชาชนอิหร่านไม่ควรถูกทำให้หวาดกลัวด้วยเรื่องเช่นนี้ ชาวอิหร่านจะไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของคำข่มขู่เหล่านี้

    🔻เราไม่ใช่ฝ่ายเริ่มต้น และไม่ต้องการโจมตีประเทศใด แต่ประชาชนอิหร่านจะตอบโต้ด้วยหมัดที่หนักหน่วงต่อผู้ใดก็ตามที่รุกรานหรือรังแก

    🔸แน่นอน ชาวอเมริกันควรตระหนักไว้ว่า หากพวกเขาก่อสงครามขึ้น ครั้งนี้สงครามจะเป็นสงครามในระดับภูมิภาค

  • จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน “แก้น้ำแล้ง – ดันเหมืองโปแตช”

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน “แก้น้ำแล้ง – ดันเหมืองโปแตช”

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน “แก้น้ำแล้ง – ดันเหมืองโปแตช”

    เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2569 เนชั่นทีวี เปิดเวทีดีเบตสัญจรในรายการ NATION ELECTION 2569 จุดเปลี่ยนประเทศไทย เวทีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ลานเดอะแลนด์ ยูดีทาวน์ จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เปิดพื้นที่ให้ประชาชนรับฟังวิสัยทัศน์และนโยบายจากแกนนำพรรคการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ จากพรรคโอกาสใหม่ ได้เสนอแนวนโยบายยกระดับภาคอีสาน มุ่งเน้นการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน

    ชู 3 วาระเร่งด่วน: จัดการน้ำ-เหมืองโปแตช-ท่องเที่ยว

    นายจตุพร กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาภาคอีสานโดยเน้น 3 เรื่องหลัก ได้แก่

    1. การบริหารจัดการน้ำ: เนื่องจากพื้นที่ภาคอีสาน 101 ล้านไร่ ประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก จำเป็นต้องเร่งจัดการระบบแม่น้ำโขง ชี มูล ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร
    2. ขุดเจาะแร่โปแตช: ชี้ว่าอีสานมีแหล่งแร่โปแตชจำนวนมาก โดยเฉพาะในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งหากมีการศึกษาและพัฒนาอย่างเป็นระบบ จะสามารถนำมาผลิตปุ๋ย สร้างรายได้มหาศาลกลับคืนสู่ท้องถิ่น
    3. ยกระดับการท่องเที่ยว: ผลักดันแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและมรดกโลก ทั้งเขาใหญ่ จีโอปาร์ค (Geopark) ที่โคราช และขอนแก่น พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการสร้าง “กระเช้าขึ้นภูกระดึง” เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในพื้นที่มากยิ่งขึ้น โดยต้องควบคู่ไปกับการกระจายความเจริญสู่เมืองรอง

    จตุพร ชูโมเดลพลิกเศรษฐกิจอีสาน

    ปั้น Soft Power จาก “ฟอสซิล-บ้านเชียง” 

    สำหรับนโยบาย Soft Power นายจตุพรเสนอให้ดึงจุดเด่นทางประวัติศาสตร์และธรณีวิทยามาใช้ประโยชน์ เช่น แหล่งขุดค้นซากไดโนเสาร์ในกาฬสินธุ์และขอนแก่น หรือแหล่งมรดกโลกบ้านเชียง จ.อุดรธานี โดยนำวัฒนธรรมเหล่านี้มาต่อยอดเป็นสินค้าและของที่ระลึก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

    แก้กฎหมายช่วย SMEs – หนุนพลังงานสะอาด 

    สำหรับประเด็นการช่วยเหลือ SMEs นายจตุพรระบุว่า ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบน้ำและดิน รวมถึงการปฏิรูปกฎหมาย หรือ “กิโยตินกฎหมาย” เพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก ให้การขอใบอนุญาตครบจบในจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนและโอกาสได้ง่ายขึ้น 

    นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นศักยภาพของภาคอีสานที่มีแสงแดดจัดและกระแสลม เหมาะแก่การพัฒนาพลังงานทางเลือก ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

    ในช่วงท้าย นายจตุพรย้ำถึงมาตรการปราบปรามธุรกิจสีเทาและทุนจีนสีเทา โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยีและระบบตรวจสอบการเข้าเมืองอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมกำชับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

    “จับแล้วต้องมีบทลงโทษชัดเจน ไม่ใช่จับแล้วปล่อย เพื่อให้เกิดความหลาบจำและปกป้องระบบเศรษฐกิจของประเทศ” นายจตุพรกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/737333&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IsXFZkX56p1anM_V8nbud

  • ญี่ปุ่นดันท่องเที่ยวเป็น “อุตสาหกรรมหลัก” ยกระดับแก้ปัญหา “ทัวริสต์ล้นเมือง” | เดลินิวส์

    ญี่ปุ่นดันท่องเที่ยวเป็น “อุตสาหกรรมหลัก” ยกระดับแก้ปัญหา “ทัวริสต์ล้นเมือง” | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ว่าองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น ( เจเอ็นทีโอ ) เปิดเผยร่างแผนการกำหนดทิศทางนโยบายการท่องเที่ยวของประเทศจนถึงปี 2573 ซึ่งรวมถึงการเพิ่มจำนวนภูมิภาค สำหรับดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง จากปัจจุบัน 47 แห่ง เป็น 100 แห่ง

    ทั้งนี้ แผนงานใหม่จะครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี 2569-2573 โดยเจเอ็นทีโอตั้งเป้าจัดทำร่างสุดท้ายให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนมี.ค. นี้ เพื่อเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีต่อไป

    สำหรับสาระสำคัญของแผนการ รวมถึงการที่ญี่ปุ่นยังคงรักษาเป้าหมายเดิม ที่จะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ถึง 60 ล้านคน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว อยู่ที่ 15 ล้านล้านเยนต่อปี ( ราว 3 ล้านล้านบาท ) ภายในปี 2573 และเพิ่มเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับมาเที่ยวซ้ำ จาก 36 ล้านคน เป็น 40 ล้านคน

    ขณะเดียวกัน ร่างแผนดังกล่าวยังระบุถึงความจำเป็น ของการดำเนินมาตรการเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยการสร้างความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศ

    ในปี 2568 รายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 9.5 ล้านล้านเยน ( ราว 1.94 ล้านล้านบาท ) ทำให้การท่องเที่ยวกลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่น รองจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีมูลค่า 17 ล้านล้านเยน ( ราว 3.47 ล้านล้านบาท ) ด้วยเหตุนี้ เจเอ็นทีโอจึงตัดสินใจยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าให้เป็น “อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์” ที่จะนำการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

    อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของการท่องเที่ยวญี่ปุ่นมานาน ลดลงอย่างรุนแรงตั้งแต่เดือนพ.ย. 2568 ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีนที่เลวร้ายลง จากวาทะของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิด “เหตุฉุกเฉินทางทหาร” กับไต้หวัน ร่างแผนงานจึงชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไปด้วย.

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5556741/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sSTL_yY3Og_178zTeY_DQ

  • ญี่ปุ่นคุมเข้มนักท่องเที่ยว 100 จุดทั่วประเทศ หลังภาวะ Overtourism พ่นพิษ

    ญี่ปุ่นคุมเข้มนักท่องเที่ยว 100 จุดทั่วประเทศ หลังภาวะ Overtourism พ่นพิษ

    รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ ยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าให้เป็น อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์หลัก เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยวางเป้าหมายระยะยาวภายในปี 2573 ดังนี้:

    • ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 60 ล้านคนต่อปี
    • ผลักดันยอดการใช้จ่ายให้แตะ 15 ล้านล้านเยน
    • เพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางซ้ำ (Repeat Visitors) จาก 36 ล้านคน เป็น 40 ล้านคน

    ทั้งนี้ จากข้อมูลในปี 2568 พบว่ารายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.5 ล้านล้านเยน ส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลายเป็นแหล่งรายได้เข้าประเทศที่ใหญ่เป็น อันดับ 2 ของญี่ปุ่น เป็นรองเพียงอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีมูลค่า 17 ล้านล้านเยนเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาคุณภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ญี่ปุ่นมีแผนเพิ่มจำนวนพื้นที่ดำเนินมาตรการรับมือปัญหา ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) จากเดิม 47 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวจาก “จีน” ที่ปรับตัวลดลงอย่างมากนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ท่ามกลาง ความสัมพันธ์อันตึงเครียด ระหว่างสองประเทศ

    ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องปรับแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบกระจายความเสี่ยง โดยเน้นการสร้างฐานลูกค้าที่ไม่พึ่งพาตลาดจากประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/650446&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LT4tuEXU6OA6kmNFHWSxl

  • ชาวสัตหีบร้อง ทริปมอไซค์นับพันคัน แก๊งทุเรียนนนท์ก้านยาว เดือดร้อนเสียงดัง

    ชาวสัตหีบร้อง ทริปมอไซค์นับพันคัน แก๊งทุเรียนนนท์ก้านยาว เดือดร้อนเสียงดัง

    ชาวสัตหีบร้อง ทริปมอไซค์นับพันคัน แก๊งทุเรียนนนท์ก้านยาว เดือดร้อนเสียงดัง

    วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.12 น.

    ชาวบ้านร้อง ทริปรถจักรยานยนต์ “ทุเรียนนนท์ก้านยาว” นับพันคันบุกสัตหีบ เดือดร้อนเสียงดัง ตำรวจตั้งด่านกวดขันเข้ม

    1 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีกลุ่มรถจักรยานยนต์จัดทริปชื่อ “ทริปทุเรียนนนท์ก้านยาว” รวมตัวเดินทางมาท่องเที่ยวบริเวณหาดนางรำ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จำนวนประมาณ 700–1,000 คัน

    โดยพบว่ารถจักรยานยนต์บางส่วนขับขี่ด้วยความประมาทหวาดเสียว และส่งเสียงดัง สร้างความกังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้ชาวอำเภอสัตหีบจำนวนมากออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ถึงความเดือดร้อนที่ได้รับจากกลุ่มรถจักรยานยนต์ดังกล่าว

    ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.คมสรร คำตุ่นแก้ว ผู้กำกับการ สภ.สัตหีบ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ชนะทัต นวคุณรังสี รอง ผกก.ป.สภ.สัตหีบ และ พ.ต.ต.พัฒนนันท์ สมนวล สว.จราจร ควบคุมการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สายตรวจจักรยานยนต์ และชุดปฏิบัติการพิเศษ รวมถึงชุดสืบสวน ตั้งด่านตรวจตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก และกวดขันอย่างเข้มงวด

    ภายหลังมีชาวบ้านร้องเรียนว่ามีการแข่งรถและส่งเสียงดังบนถนนสาย 3126 บริเวณแยกทางเข้าแสมสาร ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดรถจักรยานยนต์มาตรวจสอบจำนวน 14 คัน และให้เจ้าของนำหลักฐานมาแสดงเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง

    พ.ต.อ.คมสรร คำตุ่นแก้ว ผกก.สภ.สัตหีบ เปิดเผยว่า กรณีการรวมกลุ่มขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอสัตหีบ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการหาข่าวเชิงลึก และประสานกับหัวหน้ากลุ่มหรือคีย์แมนของแต่ละกลุ่มแล้ว


     
    ทั้งนี้ อำเภอสัตหีบยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน แต่ขอความร่วมมือให้เดินทางท่องเที่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ขับขี่แข่งรถหรือส่งเสียงดัง และไม่ขับขี่ด้วยความประมาทหวาดเสียว ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่

    หากพบว่ารถจักรยานยนต์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องดำเนินการจับกุมกวดขัน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และความปลอดภัยของผู้ขับขี่เอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจในการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวทุกคน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/944405&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g3Pst6PgU6qjYV3FWD8Np

  • ญี่ปุ่นเตรียมขยายพื้นที่คุมเข้มนทท.ล้นเมือง หวังดันการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นเตรียมขยายพื้นที่คุมเข้มนทท.ล้นเมือง หวังดันการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ : อินโฟเควสท์

    การท่องเที่ยวญี่ปุ่น วางแผนเพิ่มจำนวนพื้นที่ที่จะดำเนินมาตรการรับมือปัญหาภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) จากปัจจุบัน 47 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่ง เพื่อยกระดับการจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

    อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังคงยืนยันเป้าหมายเดิมที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 60 ล้านคนต่อปี และผลักดันยอดการใช้จ่ายให้แตะ 15 ล้านล้านเยน ภายในปี 2573 ทั้งยังมีการปรับเพิ่มเป้าหมายกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับมาเที่ยวซ้ำ จาก 36 ล้านคน เป็น 40 ล้านคน

    นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงความผันผวนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งปรับตัวลดลงอย่างมากนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 ท่ามกลางความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นกับจีน

    จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ญี่ปุ่นจึงเห็นถึงความจำเป็นในการวางกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ไม่พึ่งพาตลาดจากประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

    ทั้งนี้ ในปี 2568 รายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.5 ล้านล้านเยน กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้เข้าประเทศมากเป็นอันดับ 2 รองจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีมูลค่า 17 ล้านล้านเยน

    ด้วยเหตุนี้ การท่องเที่ยวญี่ปุ่นจึงตัดสินใจยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าให้เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์หลัก ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565619&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dDyuSLJvfBezOBlK5NQV2

  • GI น้องใหม่ “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” คุณภาพระดับพรีเมียม กก.ละ 3,000 บ. สร้างรายได้ 65 ลบ./ปี

    GI น้องใหม่ “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” คุณภาพระดับพรีเมียม กก.ละ 3,000 บ. สร้างรายได้ 65 ลบ./ปี

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียน “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดภูเก็ต ต่อจากสับปะรดภูเก็ต ส้มควายภูเก็ต และมุกภูเก็ต ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นในการยกระดับสินค้าประมงพื้นบ้านระดับพรีเมียมให้ได้รับการคุ้มครองชื่อเสียงและแหล่งต้นกำเนิดอย่างเป็นระบบ โดยกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตถือเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดภูเก็ตมาอย่างยาวนาน

    “ความพิเศษของกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่รายล้อมด้วยทะเลอันดามันอันอุดมสมบูรณ์ มีระดับความเค็มของน้ำเหมาะสม กระแสน้ำมีการถ่ายเทตลอดเวลา เนื่องจากอิทธิพลของน้ำขึ้น-น้ำลง กุ้งจึงได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอย่างเต็มที่ และต้องเคลื่อนไหวต้านกระแสน้ำตลอดเวลา ส่งผลให้กุ้งมีมวลกล้ามเนื้อแน่นและหนา ผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่นำมาเพาะเลี้ยงในกระชังและเสริมอาหารด้วยหอยพื้นถิ่นที่มีแคลเซียมสูง ช่วยให้กุ้งลอกคราบได้สมบูรณ์และเติบโตแข็งแรง โดยมีลำตัวขนาดใหญ่ น้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กรัม เปลือกส่วนหัวแข็งหนา หนวดยาวแข็งแรงปล้องท้องเรียบไม่มีร่องขวาง หางแผ่เป็นรูปพัด ลำตัวมีสีเขียวหรือสีน้ำทะเล มีแถบสีน้ำตาลหรือดำคาดขวางส่วนหัว มีจุดสีส้มประปราย ทั้งตัวมีสีไม่น้อยกว่า 7 สี เช่น สีเขียว สีส้ม สีน้ำเงิน สีม่วง สีชมพู สีครีม และสีดำ เป็นต้น เนื้อกุ้งแน่นใส นุ่มเด้ง รสชาติหวาน มีมันกุ้งมาก และไม่มีกลิ่นคาว นิยมรับประทานทั้งแบบสดแร่เป็นซาชิมิ หรือปรุงสุกด้วยการย่างหรืออบ ซึ่งยังคงเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบและไม่กระด้าง”
     
    กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต นับเป็นสินค้าที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยมีปริมาณการผลิตเฉลี่ยต่อปี 21,670 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 65 ล้านบาทต่อปี ด้วยคุณภาพและชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงได้รับฉายาว่า “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล (Foie Gras of the Sea)” และยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเมนูที่ใช้เสิร์ฟในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC 2022) รวมทั้งเป็นที่ยอมรับในร้านอาหารระดับมิชลินและโรงแรมหรูทั้งในและต่างประเทศ
     
    ด้าน นายปวริศน์ ราชรักษ์ หรือโกปาน ผู้ประกอบการเจ้าของแพกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เปิดเผยว่า การที่กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตได้รับการขึ้นทะเบียน GI นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสดีในการยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและแหล่งที่มา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจอาหารในพื้นที่ ช่วยสร้างความเข้มแข็งและสร้างรายได้ให้กับชุมชนประมงในจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน
     
    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเดินหน้าส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI เพื่อรักษาคุณภาพการผลิตกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตให้ได้มาตรฐานคงที่ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติว่าจะได้รับประทานกุ้งมังกรที่มีคุณภาพส่งตรงจากแหล่งผลิตในจังหวัดภูเก็ตอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จะร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหารและผลักดันสินค้าสู่ตลาดพรีเมียม เพื่อสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iy3jwb-gA75AsR83Zbvxj

  • ชาวจีนแห่ขายทองรูปพรรณที่เครื่องรีไซเคิลอัตโนมัติ หลังราคาพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่

    ชาวจีนแห่ขายทองรูปพรรณที่เครื่องรีไซเคิลอัตโนมัติ หลังราคาพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่

    ชาวจีนนับสิบคนแห่กันไปขายเครื่องประดับทองคำที่เครื่องรีไซเคิลทองอัตโนมัติในห้างสรรพสินค้าเซี่ยงไฮ้ หลังราคาทองคำพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่ใกล้ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในวันพฤหัสบดี โดยหลายคนนำทองรูปพรรณที่เป็นมรดกตกทอดจากครอบครัวมาขายเพื่อแลกเงินสด

    กิ่งฮู้ดกรุ๊ปติดตั้งเครื่องรีไซเคิลสีเหลืองสดใส

    เครื่องรีไซเคิลทองที่บริษัทกิ่งฮู้ดกรุ๊ป (Kinghood Group) ติดตั้งในห้างสรรพสินค้าดึงดูดความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก โดยหน้าจอแสดงราคาทองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากตลาดทองเซี่ยงไฮ้ พร้อมระบบกล้องแสดงภาพสดของแขนกลที่เคลื่อนย้ายชิ้นส่วนทองไปชั่งน้ำหนักและใช้คลื่นแสงวิเคราะห์ความบริสุทธิ์

    ผู้ขายรอคิวนานกว่า 1 ชั่วโมง

    หญิงชื่อหวู อายุ 54 ปี บอกว่าไม่เคยคิดมาก่อนว่าราคาทองจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วขนาดนี้ หวูนำเหรียญทองลายแพนด้าที่ซื้อหลังจากลูกสาวเกิดในปี 2002 มาขาย เธอเล่าว่าเคยขายแหวนที่ได้รับมรดกจากพ่อที่เสียชีวิตแล้วกับเครื่องนี้ได้เงินประมาณ 10,000 หยวน (1,400 ดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นมหาศาลจากราคาเดิมที่แม่ซื้อไว้ 1,000 หยวนเมื่อหลายสิบปีก่อน

    แม่ผู้สูงวัยตื่นเต้นกับราคาทองที่พุ่งสูง

    หวูกล่าวว่าแม่ผู้สูงวัยของเธอตื่นเต้นมากกับราคาทองที่เพิ่มขึ้น และมองว่าเครื่องรีไซเคิลนี้เป็นโอกาสเสริมเงินบำนาญที่มีจำนวนไม่มาก “ทุกคนเริ่มพูดเรื่องทองกันทั่วไป และมันกระตุ้นอารมณ์แม่มาก” หวูให้สัมภาษณ์

    ขายแหวนมรดกจากปู่ได้เงินกว่า 12,000 หยวน

    หญิงชื่อโจว สวมสร้อยคอหยกและกำไลมาขายแหวนมรดกจากปู่ที่เสียชีวิตแล้ว แหวนดังกล่าวตกแต่งด้วยตัวอักษรจีนหมายถึง “โชค” และภาพทองคำแท่งขนาดเล็ก เธอเชื่อว่าปู่ซื้อแหวนนี้ระหว่างปี 1950-1980 และแม่มอบให้เธอในปีนี้

    หลังจากโจวใส่แหวนเข้าไปในเครื่อง หน้าจอแสดงข้อความว่ากิ่งฮู้ดจะซื้อทองคาราตสูงชิ้นนี้ในราคากว่า 12,000 หยวน โจวพอใจกับราคาดังกล่าวจึงคลิก “ยอมรับ” และกรอกชื่อเต็ม หมายเลขบัตรประชาชน และรายละเอียดบัญชีธนาคาร ขณะที่แหวนของปู่ถูกหลอมละลายเป็นก้อนเรียบบนจอภาพสด

    พนักงานดูแลสัญญาว่าเธอจะได้รับเงินผ่านการโอนธนาคารภายในวันเดียวกัน โจวอธิบายว่าเธอเชื่อใจเครื่องรีไซเคิลอัตโนมัตินี้มากกว่าผู้ซื้อทั่วไป เพราะที่อื่นจะทดสอบทองด้วยการเผาเล็กน้อย แต่ที่นี่ทดสอบโดยตรงและโปร่งใส

    เครื่องรีไซเคิลดึงดูดความสนใจจากผู้สัญจรไปมาที่ตื่นตะลึงกับจำนวนเงินจำนวนมากที่เปลี่ยนมือกันในมุมเงียบๆ ของห้างสรรพสินค้า ผู้คนรอบข้างแสดงความประหลาดใจเมื่อเห็นคู่สามีภรรยาผู้สูงวัยได้เงินจากทองคำแท่งขนาดเท่านิ้วกว่า 122,000 หยวน

    An attendant at the Shanghai mall helps sellers deposit ornate pendants, hammered rings and commemorative coins into an opening in the device

    An attendant at the Shanghai mall helps sellers deposit ornate pendants, hammered rings and commemorative coins into an opening in the device

    Chinese families traditionally purchase gold to mark special occasions like births and weddings

    Chinese families traditionally purchase gold to mark special occasions like births and weddings

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chinese-sell-gold-jewelry-automated-recycling-machines-record-prices&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RUbeUgZnZPNsOfQDgt_FI

  • ประชานิยมเป็นเหตุ อินโดนีเซียเจอวิกฤตการคลังตลาดหุ้นร่วงหนักสุดในรอบหลายทศวรรษหวั่นซ้ำรอยวิกฤตการเงินเอเชีย 

    ประชานิยมเป็นเหตุ อินโดนีเซียเจอวิกฤตการคลังตลาดหุ้นร่วงหนักสุดในรอบหลายทศวรรษหวั่นซ้ำรอยวิกฤตการเงินเอเชีย 

    เบื้องหลังสถานการณ์
    หุ้นอินโดนีเซียร่วงลงอย่างหนักในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ MSCI ผู้จัดทำดัชนีระดับโลก ขู่ว่าจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเนื่องจากปัญหาด้านความโปร่งใส ส่งผลให้เกิดการเทขายในหมู่นักลงทุนที่กังวลอยู่แล้วเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ

    ดัชนี Jakarta Composite Index ร่วงลงประมาณ 8% ในวันพุธ และมากถึง 10 เปอร์เซ็นต์ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการร่วงลงที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1998 ในช่วงวิกฤตการเงินเอเชีย

    ตลาดฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในวันศุกร์ หลังรัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจ ไอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต ได้ให้คำมั่นเกี่ยวกับการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ โดนประกาศมาตรการ “ปฏิรูป” เบช่น เพิ่มสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนขั้นต่ำสำหรับบริษัทจดทะเบียนจาก 7.5% เป็น 15% ภายในเดือนมีนาคม และอนุญาตให้กองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนประกันภัยลงทุนในหุ้นได้สูงสุดถึง 20% ของพอร์ตการลงทุน จากเดิมที่จำกัดไว้ที่ 8%

    อย่างไรก็ตาม ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว โดยตัวเงินที่หายไปสูงถึง 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯนอกจากนี้ ยังเกิดความกังวลว่าความปั่นป่วนในตลาดหุ้นอินโดนีเซียอาจเป็นชนวนให้เกิดวิกฤตที่คล้ายคลึงกับวิกฤตการเงินเอเชีย ปี 1997 

    จากรายงานของ Bloomberg ระบุว่า “ไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2024 ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ได้เดินหน้าแผนการอันทะเยอทะยานเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายเมื่อต้นปีนี้ทำให้บรรดานักลงทุนหวาดวิตกและส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์ตกต่ำถึงระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียปี 1997-1998 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศต้องการความช่วยเหลือจากทั่วโลกก็ตาม”

    MSCI คืออะไร?
    MSCI เป็นบริษัทการเงินที่ตั้งอยู่ในนิวยอร์ก ผลิตดัชนีระหว่างประเทศที่นักลงทุนใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนของตน

    MSCI มีผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจลงทุนผ่านดัชนีตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นดัชนีหลักของบริษัท โดยประกอบด้วยบริษัท 1,200 แห่งที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าประเทศใดบ้างที่ถูกรวมหรือถูกยกเว้นจากดัชนีของ MSCI เนื่องจากอาจส่งผลให้ต้องปรับพอร์ตการลงทุน

    เกิดอะไรขึ้นในจาการ์ตา?
    MSCI กล่าวในแถลงการณ์ว่า นักลงทุนได้ “เน้นย้ำว่าปัญหาพื้นฐานด้านการลงทุนยังคงมีอยู่เนื่องจากความไม่โปร่งใสในโครงสร้างการถือหุ้นและความกังวลเกี่ยวกับการซื้อขายที่อาจมีการประสานงานกัน ซึ่งบ่อนทำลายการกำหนดราคาที่เหมาะสม”

    “จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ละเอียดและน่าเชื่อถือมากขึ้นเกี่ยวกับโครงสร้างการถือหุ้น ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจสอบความเข้มข้นของการถือหุ้นในระดับสูง” บริษัท MSCI ระบุ

    ผู้สังเกตการณ์บ่นมานานแล้วเกี่ยวกับการขาดสภาพคล่องในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    โดยทั่วไปแล้วบริษัทเหล่านี้ถูกควบคุมโดยบุคคลเพียงไม่กี่คน ทำให้บริษัทเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงราคาที่ถูกจัดฉากมากกว่าสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง

    ความเสี่ยงคืออะไร?
    MSCI กล่าวว่าจะระงับการเปลี่ยนแปลงบางอย่างสำหรับหุ้นอินโดนีเซียในการทบทวนดัชนีเป็นการชั่วคราว

    บริษัทที่ประสบความสูญเสียมากที่สุดคือบริษัทที่กำลังจะถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนี MSCI ซึ่งรวมถึง PT Bumi Resources หนึ่งในบริษัทเหมืองแร่ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และ PT Pantai Indah Kapuk Dua บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่

    สำนักข่าว Strait Times ของสิงคโปร์ชี้ถึงสาเหตุของความปั่นป่วนว่าเมื่อวันที่ 28 มกราคม กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของอินโดนีเซีย คือ Danantara  ประกาศโอนเหมืองทองคำมาร์ตาเบให้แก่หน่วยงานของรัฐโดยบังคับ ซึ่งการตัดสินใจนี้สร้างความตกใจให้กับนักลงทุน “เนื่องจากเหมืองดังกล่าวเป็นสินทรัพย์สำคัญของ PT United Tractors ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PT Astra International หนึ่งในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และมีความหลากหลายมากที่สุดของอินโดนีเซีย และเป็นหุ้นสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติถือครองอยู่เป็นจำนวนมาก” 

    สำนักข่าว AFP ชี้ว่า อินโดนีเซียต้องเร่งดำเนินการเรื่องความโปร่งใสภายในเดือนพฤษภาคม มิเช่นนั้น MSCI อาจลดน้ำหนักสัดส่วนการลงทุนในบริษัทอินโดนีเซียในดัชนีตลาดเกิดใหม่

    และอาจลดระดับสถานะของอินโดนีเซียจาก “ตลาดเกิดใหม่” (emerging market) เป็น “ตลาดชายขอบ” (frontier market) ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่า

    ทำไมราคาหุ้นถึงร่วงลง? 
    “นี่คือความตื่นตระหนกในตลาด แม้ว่า MSCI ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย” ฮันส์ ควี นักวิเคราะห์หุ้นจาก PasarDana กล่าวกับ AFP

    เขาเสริมว่า การลดน้ำหนักสัดส่วนการลงทุนจะผลักดันให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นอินโดนีเซีย ในขณะที่การลดระดับสถานะจะนำไปสู่ ​​”การไหลออกจำนวนมาก”

    Goldman Sachs ลดระดับหุ้นอินโดนีเซียเมื่อวันพฤหัสบดี โดยประเมินว่าอาจมีการไหลออกเกิน 1.3 พันหมื่นดอลลาร์ในสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุด UBS และ HSBC ก็ดำเนินการเช่นเดียวกัน

    คกล่าวว่า “สิ่งที่ MSCI เรียกร้องนั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตลาดเช่นกัน ดีต่อความโปร่งใสของตลาด และแน่นอนว่าจะดำเนินการต่อไป” แต่เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวัง

    ปฏิกิริยาของจาการ์ตาเป็นอย่างไร? 
    ผู้ดำเนินการตลาดหลักทรัพย์ IDX กล่าวว่า “จะยังคงประสานงานกับ MSCI ต่อไป”

    ซีอีโอของ IDX คือ อิมาน ราห์มาน ลาออกเมื่อวันศุกร์ โดยอ้างถึง “ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสองวันที่ผ่านมา”

    หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของอินโดนีเซีย (OJK) กล่าวว่ามีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดขั้นต่ำเป็น 15% เป็นสองเท่า ซึ่งหมายถึงจำนวนหุ้นที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปซื้อขายได้

    สภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างไร?
    การประกาศของ MSCI “เร่งให้ผู้ที่ลังเลใจตัดสินใจออกจากตลาด” ซิน-เหยา อึ้ง ผู้จัดการกองทุน Aberdeen กล่าว ตามรายงานของ Bloomberg

    เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีประโบโว สุเบียนโต

    ความเชื่อมั่นของนักลงทุนถูกสั่นคลอนไปแล้วจากการปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศรี มุลยานี อินดราวาติ เมื่อปีที่แล้ว

    สำนักข่าว AFP ชี้ว่าอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของประโบโวที่มีต่อธนาคารกลาง ซึ่งเขาเพิ่งแต่งตั้งหลานชายเป็นรองผู้ว่าการ ก็ทำให้เกิดความกังวลเช่นกัน

    “ความกังวลเกี่ยวกับทิศทางการกำหนดนโยบายของประเทศได้กลับมาปรากฏอีกครั้งตั้งแต่ต้นปีนี้” เจสัน ทูวี นักวิเคราะห์จาก Capital Economics กล่าวกับ AFP

    “การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นและการแต่งตั้งหลานชายของประโบโวเป็นรองผู้ว่าการธนาคารกลาง เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าประธานาธิบดีกำลังเปลี่ยนนโยบายไปในทิศทางประชานิยมและแทรกแซงมากขึ้น” เขากล่าวเสริม

    จากรายงานของสำนักข่าว Strait Times  ระบุว่า อินโดนีเซียเผชิญกับวิกฤตการคลัง โดยในปี 2025 รายได้ของรัฐต่ำกว่าเป้าหมาย ขณะที่การขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงขึ้นเกือบ 3 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งเป็นขีดจำกัดที่กำนดไว้กฎหมาย “โดยมีสาเหตุมาจากการใช้จ่ายตามนโยบายประชานิยมอย่างหนัก” เช่น โครงการอาหารเพื่อสุขภาพฟรีสำหรับนักเรียนและสตรีมีครรภ์ ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาหลักในการหาเสียงของประโบโว ได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม 2025 ด้วยงบประมาณประมาณ 50 ล้านล้านรูเปียห์ในปีแรก

    นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังใช้จ่ายด้านกลาโหมจำนวนมหาศาลเพื่อปรับปรุงอุปกรณ์ทางทหารให้ทันสมัยโดยใช้งบประมาณในปี 2026 ถึง 187.1 ล้านล้านรูเปียห์ เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 139.2 ล้านล้านรูเปียห์เมื่อปี 2025 ​​และยังต้องใช้เงินอีกมากมายไปกับการก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ คือเมืองนูซันตารา คือประมาณ 48.8 ล้านล้านรูเปียห์ระหว่างปี 2025–2029 โครงการนี้ตั้งเป้าที่จะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากภาคเอกชนถึง 80% แต่ประสบปัญหาขาดความสนใจจากนักลงทุน

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย เดินทางมาเข้าร่วมการประชุม “คณะกรรมการสันติภาพ” ในระหว่างการประชุมประจำปีของเวทีเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอส เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 (Photo by MANDEL NGAN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/39879&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d9vAUPR3WqGZjfC7WjqNG

  • เปิดดีลสำคัญ สตาร์เมอร์พบสีจิ้นผิง รีเซ็ตความสัมพันธ์ จับมือร่วมลงทุน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    เปิดดีลสำคัญ สตาร์เมอร์พบสีจิ้นผิง รีเซ็ตความสัมพันธ์ จับมือร่วมลงทุน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเดินทางเยือนจีนครั้งแรกในรอบ 8 ปี ระหว่างวันที่ 28-31 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อ ‘รีเซ็ต’ และฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

    นายกฯ อังกฤษ เข้าพบ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ณ มหาศาลาประชาชน เพื่อหารือระดับสูงและรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน ก่อนที่จะหารือทวิภาคีกับหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เพื่อลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและประเด็นความมั่นคงต่างๆ

    สตาร์เมอร์เน้นย้ำถึงความต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ ‘ซับซ้อนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น’ (More Sophisticated) กับปักกิ่ง และมองว่าอังกฤษไม่ควรเพิกเฉยต่อจีน ขณะที่สีจิ้นผิง ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายควรพัฒนา ความสัมพันธ์ให้เป็น ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม มั่นคง และระยะยาว’

    ความตกลงทางเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญ

    ในการเยือนครั้งนี้ สตาร์เมอร์พานักธุรกิจและตัวแทนวัฒนธรรมกว่า 50 คนร่วมคณะไปด้วย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

    รัฐบาลอังกฤษแถลงว่า บริษัทอังกฤษสามารถบรรลุข้อตกลงส่งออกมูลค่า 2.2 พันล้านปอนด์ (ราว 1 แสนล้านบาท) และมีการตกลงให้สินค้าอังกฤษเข้าสู่จีนได้มากขึ้น คิดเป็นมูลค่าราว 2.3 พันล้านปอนด์ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    ขณะที่ AstraZeneca บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยาและเวชภัณฑ์ประกาศแผนการลงทุนในจีนครั้งใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ มูลค่า 1.1 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 5 แสนล้านบาท) ภายในปี 2030 เพื่อขยายการผลิตยาและการวิจัย

    ในภาคส่วนพลังงาน บริษัทสัญชาติอังกฤษอย่าง Octopus Energy กำลังรุกเข้าสู่ตลาดจีนเป็นครั้งแรกผ่านการเป็นพันธมิตรกับบริษัทท้องถิ่นอย่าง PCG Power เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการซื้อขายไฟฟ้า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบไฟฟ้าและสนับสนุนความพยายามของจีนในการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน

    สำหรับ Octopus ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วในสหราชอาณาจักร ข้อตกลงนี้ช่วยให้เข้าถึงตลาดพลังงานขนาดใหญ่และกำลังเติบโตของจีน ซึ่งมีความต้องการพลังงานสะอาดและการค้าแบบดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้น

    ส่วนบริษัทจีนอย่าง HiTHIUM ก็เตรียมลงทุน 200 ล้านปอนด์ ในอุตสาหกรรมกักเก็บพลังงานในอังกฤษ ซึ่งจะสร้างงานกว่า 300 ตำแหน่ง

    อีกทั้งจีนยังตกลงที่จะลดภาษีนำเข้าสกอตช์วิสกี้ (Scotch Whisky) ลงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 5% และ Pop Mart ผู้จัดจำหน่าย ART TOY ชื่อดังของจีนมีแผนจะตั้งศูนย์กลางระดับภูมิภาคในกรุงลอนดอนและเปิดสาขาอื่นๆ เพิ่มเติมในอังกฤษอีกด้วย

    สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ส่งผลต่อธุรกิจ

    Free Visa 30 วัน: มีการประกาศข้อตกลงให้พลเมืองอังกฤษที่ไปเยือนจีนไม่เกิน 30 วันไม่ต้องขอวีซ่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่ากำลัง ‘พิจารณาอย่างจริงจัง’ และยังไม่มีการกำหนดวันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่า มาตรการนี้จะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากให้นักธุรกิจอย่างมาก

    ยกเลิกการคว่ำบาตร สส.: จีนได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษที่เคยถูกขึ้นบัญชีดำเนื่องจากการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน โดยสีจิ้นผิงระบุว่า ยินดีต้อนรับสมาชิกรัฐสภาอังกฤษทุกคน

    สตาร์เมอร์ระบุว่า ได้มีการหารือแบบ ‘ให้เกียรติซึ่งกันและกัน’ เกี่ยวกับประเด็นที่ละเอียดอ่อน เช่น การคุมขังจิมมี่ ไล (Jimmy Lai) นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในฮ่องกง และการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดผลลัพธ์ของการเจรจามากนัก

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเดินทางเยือนจีนในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จในแง่เม็ดเงินการลงทุน แต่สตาร์เมอร์ก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่า ‘ยอมก้มหัว’ (Kowtowing) ให้กับสีจิ้นผิง โดยไม่คำนึงถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่อาจจะตามมา อีกทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนว่า การที่อังกฤษทำข้อตกลงกับจีนเป็นเรื่อง ‘อันตรายมาก’

    สตาร์เมอร์ปฏิเสธคำเตือนดังกล่าว โดยระบุว่าสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ จะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกัน แต่สหราชอาณาจักรก็ต้องมองหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเองและไม่ควรหลบหนีความจริงที่ว่าจีนเองก็เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน

    หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ 4 วันที่จีน สตาร์เมอร์จะเดินทางต่อไปยังกรุงโตเกียว เพื่อประชุมหารือกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอีกด้วย

    ภาพ: Carl Court / Pool via Reuters

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/starmer-xi-reset-uk-china/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s1-Y6PW7c4dbLYC40Mmg6