Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • IMF ส่งสัญญาณบวก เตรียมอนุมัติวงเงินกู้ให้อียิปต์ หลังพอใจผลงานการปฏิรูปเศรษฐกิจ

    IMF ส่งสัญญาณบวก เตรียมอนุมัติวงเงินกู้ให้อียิปต์ หลังพอใจผลงานการปฏิรูปเศรษฐกิจ

    นายฮัสซัน อับดัลลา (Hassan Abdalla) ผู้ว่าการธนาคารกลางอียิปต์ และนางคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการ IMF ได้หารือนอกรอบ ในช่วงการประชุม Arab Public Finance Forum ครั้งที่ 10 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจของอียิปต์ โดยรายละเอียดสำคัญสามารถแบ่งออกเป็น ประเด็นหลัก ดังนี้

    1. สถานะของเงินกู้และการอนุมัติวงเงิน เป็นประเด็นที่น่าจับตามองที่สุด ซึ่งจากการหารือครั้งนี้ ทำให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

    • สถานะ: การทบทวนโครงการปฏิรูปเศรษฐกิจของอียิปต์ (Review) อยู่ในขั้นเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว

    • ยอดเงินรวม: คาดว่าจะมีการอนุมัติเบิกจ่ายเงินกู้รวมทั้งสิ้นประมาณ 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • โครงสร้างของเงินทุน:

      • 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ: มาจากวงเงินกู้ภายใต้กองทุนขยายเวลา (Extended Fund Facility – EFF) ซึ่งเป็นก้อนหลักในการพยุงเศรษฐกิจ

      • 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ: มาจากกองทุนเพื่อความยืดหยุ่นและยั่งยืน (Resilience and Sustainability Facility – RSF) ซึ่งเน้นสนับสนุนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเสถียรภาพระยะยาว

    2. เนื้อหาการหารือและเงื่อนไขการปฏิรูป

    • นโยบายการเงิน: มีการหารือถึงมาตรการที่ธนาคารกลางอียิปต์ใช้เพื่อควบคุมเงินเฟ้อและดูแลค่าเงิน ซึ่งนางจอร์เจียวาได้ชื่นชมความพยายามในการรักษาเสถียรภาพนี้

    • บทบาทภาคเอกชน: หัวใจสำคัญของแผนปฏิรูปคือการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเติบโตลดการผูกขาดหรือการนำโดยรัฐ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่แข่งขันได้จริง

    • ความยั่งยืนทางการคลัง: เน้นการสร้างความแข็งแกร่งของนโยบายการคลัง เพื่อให้ประเทศทนทานต่อแรงกระแทกจากภายนอก

    3. ท่าทีของ IMF 

    • แสดงความ มั่นใจ” ในความมุ่งมั่นของรัฐบาลและธนาคารกลางอียิปต์ในการเดินหน้าปฏิรูป

    • มองว่าตัวชี้วัดเศรษฐกิจมหภาคของอียิปต์กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากการดำเนินนโยบายที่ผ่านมา

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ

    1. ภาพรวมสถานการณ์ 

    การที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณอนุมัติเงินกู้กว่า 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่อียิปต์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Shortage) ที่เรื้อรังมานาน การอัดฉีดเม็ดเงินนี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบธนาคารอียิปต์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ รวมถึงสินค้าจากไทย

    2. ผลกระทบเชิงบวกและโอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทย

    • การปลดล็อกปัญหาการชำระเงิน 

      • ปัญหาเดิม: ผู้ส่งออกไทยมักประสบปัญหาความล่าช้าในการได้รับชำระเงิน หรือการเปิด Letter of Credit (L/C) ที่ยุ่งยากเนื่องจากธนาคารอียิปต์ขาดแคลนดอลลาร์สหรัฐ

      • แนวโน้ม: เงินกู้ก้อนนี้จะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ในอียิปต์มีสภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น การชำระค่าสินค้าให้ผู้ส่งออกไทยจะรวดเร็วขึ้น ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ลดลง

    • โอกาสของสินค้ากลุ่ม “วัตถุดิบและสินค้าจำเป็น”

      • อียิปต์ต้องการเดินหน้าผลิตเพื่อส่งออก การนำเข้าวัตถุดิบจึงเป็นลำดับความสำคัญแรก

      • สินค้าเป้าหมาย: ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง (สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์)ชิ้นส่วนยานยนต์เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์จากไทย จะกลับมาเป็นที่ต้องการสูงเพื่อป้อนโรงงานในอียิปต์

    • สินค้าอาหาร (Food Security)

      • แม้จะมีการปฏิรูป แต่อียิปต์ยังต้องนำเข้าอาหารเพื่อความมั่นคง

      • สินค้าเป้าหมาย: ทูน่ากระป๋อง (ไทยเป็นผู้ส่งออกหลัก)ข้าว (ในบางเกรด), และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป

    3. ปัจจัยเสี่ยงและข้อควรระวัง

    • กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่อาจลดลง 

      • เงื่อนไขของ IMF มักมาพร้อมกับการ “รัดเข็มขัด” เช่น การลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงหรือขนมปัง ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว

      • ผลกระทบ: ผู้บริโภคชาวอียิปต์จะระมัดระวังการใช้จ่าย สินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าไลฟ์สไตล์จากไทย อาจชะลอตัว

    ——————————

    ที่มา

    https://english.ahram.org.eg/News/559640.aspx

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qox3dmv4kktawe7fmyckapoo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3apgP9YIByLzWmxSv8fq9U

  • มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์  มอบทุนการศึกษา879ทุน ให้บุตรทหารตำรวจ19จว.

    มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ มอบทุนการศึกษา879ทุน ให้บุตรทหารตำรวจ19จว.

    วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องศรีพัชรินทร สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จ.นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ผอ.กอ.รมน.ภาค 2 ในฐานะประธานมูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ ประจำปี 2569 โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ครอบครัวผู้ปกครองร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาฯเป็นจำนวนมาก   

    ทั้งนี้ การมอบทุนการศึกษาในปี 2569 คณะกรรมการมูลนิธิฯ มีมติให้มอบทุนฯ จำนวน 879 ทุน เป็นเงิน 2,920,100 (สองล้านเก้าแสนสองหมื่นหนึ่งร้อยบาทถ้วน) มอบให้กับ นักเรียน นักศึกษา บุตรข้าราชการทหาร ตำรวจ และมอบให้กับผู้แทนจังหวัด ทั้ง 19 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้นำไปมอบให้กับผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาของแต่ละจังหวัด เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่เรียนดีมีความประพฤติเรียบร้อย แต่ขาดทุนทรัพย์ สนับสนุนการกีฬา ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อพัฒนา การเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษา ส่งเสริมสนับสนุนศิลปวัฒนธรรม และประเพณีอันดีงามของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดนครราชสีมา จัดตั้งขึ้นตามแนวความคิดของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เริ่มจดทะเบียนเป็นมูลนิธิฯ ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2528 เริ่มแรกมูลนิธิฯ มีเงินกองทุนเพียงสามล้านบาท สืบเนื่องมาจากความศรัทธาและความเคารพนับถือต่อท่าน พลเอกเปรมฯ จึงมีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิฯ เป็นประจำทุกๆ ปี จนทำให้ ณ ปัจจุบัน มูลนิธิฯ มีเงินทั้งสิ้น 87,492,872.01 บาท เป็นเงินกองทุนจำนวน 83,000,000 บาท เงินบริจาคคงเหลือจากปีที่ผ่านมา 2,514,673.52 บาท และดอกเบี้ยปีนี้ 1,978,198.49 บาท จนถึงปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้มอบทุนการศึกษารวมทั้งสิ้น 61,277 ทุน เป็นเงินทั้งสิ้น 161,729,400 บาท และจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย – กัมพูชา ทำให้มีกำลังพลบาดเจ็บและเสียชีวิต มูลนิธิฯ จึงมีมติให้สนับสนุนทุนการศึกษาให้กับบุตรทหาร ตำรวจ ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม โดยกำหนดกรอบการใช้งบประมาณเพิ่มอีก 1,000,000 บาท ซึ่งจะมอบให้กับผู้บังคับหน่วยนำไปมอบให้กับผู้ที่ได้รับทุนการศึกษา ต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/945354&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rcshAWFOwstNUDziOaz5A

  • “ศุภมาส” ยกระดับการสื่อสาร งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” กำชับต้อง “ถูกต้อง ครบถ้วน และสมพระเกียรติสูงสุด”

    “ศุภมาส” ยกระดับการสื่อสาร งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” กำชับต้อง “ถูกต้อง ครบถ้วน และสมพระเกียรติสูงสุด”

    “ศุภมาส” ยกระดับการสื่อสาร งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” กำชับต้อง “ถูกต้อง ครบถ้วน และสมพระเกียรติสูงสุด”


    5/02/2569 | 172 |

    “ศุภมาส” ยกระดับการสื่อสาร งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” กำชับต้อง “ถูกต้อง ครบถ้วน และสมพระเกียรติสูงสุด” เพื่อถ่ายทอดความงดงามของโบราณราชประเพณีไทยสู่สายตาชาวโลก

    วันนี้ (5 กุมภาพันธ์ 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นางชื่นชีวัน ลิมป์ธีระกุล รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบออนไลน์ ที่ประชุมได้ร่วมกันวาง Roadmap การดำเนินงานเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

    ◾️ศูนย์กลางข้อมูลดิจิทัล: เตรียมเปิดตัวเว็บไซต์ queensirikit.go.th เพื่อเป็นคลังข้อมูลพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และข้อมูลงานพระราชพิธีฯ ที่ถูกต้องแม่นยำสำหรับประชาชนและสื่อมวลชนทั่วโลก ทั้งนี้ ในช่วงที่ยังไม่ได้เปิดตัวเว็บไซต์สามารถสืบค้นข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของกรมประชาสัมพันธ์ queensirikit.prd.go.th และเพจพระลานได้

    ◾️เกาะติดทุกขั้นตอน: วางแผนประชาสัมพันธ์เชิงรุกแบบ “คู่ขนาน” ตั้งแต่การจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบ ไปจนถึงการซักซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ยิ่งใหญ่

    ◾️ยกระดับงานสื่อมวลชน: เตรียมจัดตั้งศูนย์สื่อมวลชนและศูนย์ถ่ายทอดสด (International Broadcasting Center – IBC) พร้อมจัดทำคู่มือสื่อมวลชน (Media Manual) สองภาษา (ไทย-อังกฤษ) เพื่อรองรับการทำข่าวจากสำนักข่าวทั่วโลก

    นางสาวศุภมาส เน้นย้ำว่า งานพระราชพิธีฯ ในครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งต่อจิตใจของพสกนิกรชาวไทย

    “การประชาสัมพันธ์ไม่ได้เป็นเพียงการให้ข้อมูล แต่คือการถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยให้ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก ข้อมูลที่จะสื่อสารต้องผ่านการกลั่นกรองให้ถูกต้อง ครบถ้วน และสมพระเกียรติสูงสุด”

    การดำเนินงานหลังจากนี้ คณะกรรมการฯ จะบูรณาการร่วมกับทุกคณะฯ และทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนทั้งในและต่างประเทศได้รับทราบข้อมูลอย่างเข้าถึงและทั่วถึง น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ “แม่แห่งแผ่นดิน” อย่างสูงสุด


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/473216&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H4IsKDU8zj_p_WQ9c4mt7

  • TikTok ยันลงทุนไทย 2.7 แสนล้าน พร้อมหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล-เอไอ ยกระดับศักยภาพเอสเอ็มอี

    TikTok ยันลงทุนไทย 2.7 แสนล้าน พร้อมหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล-เอไอ ยกระดับศักยภาพเอสเอ็มอี

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า จากการพบปะหารือกับ นางชนิดา คล้ายพันธ์ Head of Public Policy บริษัท TikTok จำกัด เพื่อหารือถึงการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการต่อยอดบทบาทแพลตฟอร์มในการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลและผู้ประกอบการไทย โดยบริษัทยืนยันแผนลงทุนระยะยาวรวมกว่า 270,000 ล้านบาท พร้อมหารือแนวทางใช้แพลตฟอร์มยกระดับศักยภาพเอสเอ็มอี ให้เข้าถึงตลาดและสร้างรายได้มากขึ้น รวมถึงเสนอให้ไทยเป็นฐานกิจกรรมระดับภูมิภาค อาทิ ด้านการพัฒนาคอนเทนต์

    นอกจากนี้ยังได้แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค เสริมสร้างความรู้ทางการเงิน และการป้องกันภัยหลอกลวงออนไลน์ โดย TikTok ระบุว่ามีความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว และพร้อมขยายกิจกรรมร่วมกับภาคีเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงก่อนการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อไป รวมถึงแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะความพร้อมด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งภาครัฐอยู่ระหว่างเร่งยกระดับอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง 

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา TikTok ได้ยกระดับทักษะดิจิทัลให้คนไทยและขับเคลื่อนสังคมไทยในหลากหลายมิติ ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา 6 แห่ง เพื่อนำร่องหลักสูตร Digital Citizenship and Digital Media Literacy ซึ่งมีนักเรียนเข้าร่วมแล้วกว่า 2,500 คน ควบคู่กับการอบรมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กว่า 10,000 ราย และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชน (โอทอป) กว่า 2,000 ราย พร้อมขับเคลื่อนโครงการ #คนไทยรู้ทัน ซึ่งมียอดรับชมสะสมมากกว่า 17,000 ล้านครั้ง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้านความปลอดภัยออนไลน์และการใช้สื่อดิจิทัลอย่างรู้เท่าทันในวงกว้าง นอกจากนี้ TikTok ได้สนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ลดขยะกว่า 382,000 กิโลกรัม ลดการปล่อยคาร์บอนกว่า 1.6 ล้านกิโลกรัม และแจกจ่ายอาหารมากกว่า 1.1 ล้านมื้อ สะท้อนบทบาทแพลตฟอร์มดิจิทัลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ความยั่งยืนในทุกมิติ 

    “การที่ TikTok ยืนยันแผนเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลกต่อศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยภาครัฐพร้อมเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะดิจิทัลของแรงงาน และส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม New S-Curve ด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการผลักดันเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เข้าถึงโอกาสทางการค้าในตลาดโลก พร้อมเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในระยะยาว ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก” 

    สำหรับ TikTok เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นและโซเชียลคอมเมิร์ซระดับโลก พัฒนาโดยบริษัท ByteDance จากประเทศจีน ปัจจุบัน TikTok มีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 2,000 ล้านราย รวมถึงในอาเซียนมากกว่า 368 ล้านราย และมีภาคธุรกิจใช้งานแพลตฟอร์มกว่า 15 ล้านราย โดย TikTok ได้จัดตั้งบริษัทในไทยชื่อ บจ. ติ๊กต๊อก เทคโนโลยีส์ เป็นสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และในปี 2568 ยังได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในกิจการ Data Hosting เพื่อให้บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคอมพิวเตอร์แม่ข่ายแก่บริษัท TikTok Pte. Ltd. ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นหลัก มูลค่าเงินลงทุนรวม 126,793 ล้านบาท

    ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ TikTok ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการรายย่อย แพลตฟอร์มดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้ผู้สร้างคอนเทนต์ (Content Creator) สามารถนำเสนอผลงาน สร้างรายได้ และขยายฐานผู้ติดตามได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดอาชีพใหม่ในยุคดิจิทัล เช่น อินฟลูเอนเซอร์ นักไลฟ์ขายสินค้า และผู้ผลิตสื่อออนไลน์

    นอกจากบทบาทด้านความบันเทิง TikTok ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซและการตลาดออนไลน์ หลายธุรกิจได้นำ TikTok มาใช้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการผ่านวิดีโอสั้น รวมถึงฟีเจอร์ TikTok Shop ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสินค้าได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2912301&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CY-R5fVKbwokB_jw9PlAS

  • “ธิติวัฐ” กางแผน “เพื่อไทย” ฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ยั่งยืน

    “ธิติวัฐ” กางแผน “เพื่อไทย” ฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ยั่งยืน

    นายธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยมีแผนยกระดับเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในจังหวัดชายแดนใต้ประกอบด้วย สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล ทั้งระบบ เพื่อดึงศักยภาพของธุรกิจในพื้นที่ให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ทั้งตลาดในและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก 6 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมฮาลาล อุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมยางพารา อุตสาหกรรมอัตลักษณ์พื้นถิ่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และอุตสาหกรรมการศึกษา

    นายธิติวัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนคือการส่งเสริมผลักดันโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ยึดโยงกับความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ และต้องสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะในแต่ละพื้นที่ ในจังหวัดชายแดนใต้เองเป็นพื้นที่ ที่มีศักยภาพหลายด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 6 อุตสาหกรรมที่กล่าวไปในขั้นต้น อีกทั้งยังมีพื้นที่ติดกับประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อสูง และเป็นตลาดใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าฮาลาลและการจัดซื้อยางดิบจากไทยเพื่อป้อนในอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราของมาเลเซีย เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลสามารถจัดหาตลาดและความต้องการซื้อสินค้าที่มีเสถียรภาพในพื้นที่เพิ่มเติมได้ แน่นอนว่าก็จะส่งผลทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นได้

    ที่ผ่านมารัฐบาลเพื่อไทยได้นำร่องในการเจรจาและการวางโครงสร้างพื้นฐานไปบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็นการขยายการขุดลอกร่องน้ำปัตตานีและบำรุงที่จอดพักเรือ เพื่อลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการประมง การนำสินค้าในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพออกไปตีตลาดโลกในงาน Thai Festival ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย หรือแม้กระทั้งจัดให้มีพื้นที่จัดแสดงสินค้าพื้นถิ่นชายแดนใต้ภายใต้ธีม Taste of Southern ณ กรุงเทพมหานคร

    นายธิติวัฐ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากเพียงพอในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น พรรคเพื่อไทยพร้อมสานต่อสิ่งที่ได้พลักดันไว้ทันที เพื่อให้มั่นใจว่า ประชาชนและผู้ประกอบการทุกคนจะสามารถเข้าถึงโอกาสในการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ และทำให้จังหวัดชายแดนใต้เป็นเขตการค้าพิเศษชายแดนที่มีศักยภาพได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378973152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iQRccdPkxIB9WxTokOhqr

  • งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 กลับมาแล้ว ความสนุกริมทะเลพัทยา

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 กลับมาแล้ว ความสนุกริมทะเลพัทยา

             งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 กลับมาเติมสีสันให้ท้องฟ้าและชายหาดพัทยาอีกครั้ง เดินเล่น รับลมทะเล ชมว่าวนานาชาติหลากสีสันสุดตระการตา

              งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 Pattaya International KITE on the Beach 2026 เตรียมกลับมาสร้างความประทับใจอีกครั้ง กับบรรยากาศการท่องเที่ยวริมทะเลที่เต็มไปด้วยสีสัน ชวนทุกคนออกมาใช้เวลาสบาย ๆ รับลมทะเล ชมความสวยงามบนท้องฟ้า ท่ามกลางเสน่ห์ของพัทยา ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกวัยให้มาสัมผัสประสบการณ์ดี ๆ ไปด้วยกัน ว่าแต่ปีนี้จัดงานวันไหน ? มีกิจกรรมอะไรน่าสนใจ มาเช็กกันเลย

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 จัดวันไหน

              ข้อมูลจากเว็บไซต์ thailandfestival.org ได้แจ้งกำหนดการจัดงานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 Pattaya International KITE on the Beach 2026 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ ชายหาดพัทยา หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา จังหวัดชลบุรี

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 มีกิจกรรมอะไร

              เทศกาลว่าวนานาชาติที่เปลี่ยนชายหาดพัทยาให้กลายเป็นพาเหรดแห่งรอยยิ้ม โดยในปีนี้ งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “SKY PARADE OF HAPPINESS : พาเหรดว่าวคาแรคเตอร์แห่งความสุข บนท้องฟ้าพัทยา” ครั้งแรกในประเทศไทยกับการรวมตัวของว่าวคาแรคเตอร์ระดับโลก

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569

    ภาพจาก : teera.noisakran / shutterstock.com

              นำโดย MR.SUN มาสคอตสุดน่ารัก พร้อม Character Kite จากแบรนด์ชั้นนำ และการแสดงว่าวนานาชาติจากกว่า 10 ประเทศ โดยเนรมิตท้องฟ้าแห่งความสุขยาวกว่า 1 กิโลเมตร บนชายหาดเมืองพัทยา

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 ที่จอดรถ

              ในแต่ละปี งานว่าวนานาชาติพัทยามีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก และพื้นที่ริม ชายหาดพัทยา ซึ่งเป็นจุดจัดงาน มักจะห้ามจอดรถริมถนนตรงพื้นที่จัดงาน เพื่อความปลอดภัยและรองรับผู้เข้าชมจำนวนมาก ดังนั้น ผู้เดินทางควรใช้ที่จอดรถที่อยู่บริเวณโดยรอบแล้วเดินหรือใช้บริการขนส่งต่อเข้ามาในพื้นที่จัดงาน

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569

    ภาพจาก : Bowonpat Sakaew / shutterstock.com

              แนะนำที่จอดรถในศูนย์การค้าและห้างใหญ่ (เช่น Terminal 21 Pattaya, Central Marina Pattaya, Central Pattaya Mall หรือ Mike Shopping Mall) เหล่านี้เป็นที่จอดรถขนาดใหญ่ที่เดินทางสะดวก ใกล้ชายหาดพัทยา และมักมีพื้นที่รองรับรถยนต์ได้เป็นจำนวนมาก (บางแห่งอาจมีค่าจอด)

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569

    ภาพจาก : Arnon ng / shutterstock.com

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 ข้อแนะนำ

    • หลีกเลี่ยงจอดริมถนน Beach Road ตรงพื้นที่งานหลายช่วง เพราะมักปิดการจอดรถเพื่อจัดพื้นที่จัดกิจกรรมและความปลอดภัยของผู้ชม

    • มาถึงพื้นที่แต่เนิ่น ๆ เพื่อให้มีเวลาค้นหาที่จอด และเดินไปยังจุดจัดงานโดยไม่เร่งรีบ

    • ใช้บริการขนส่งสาธารณะหรือรถสองแถวในพัทยา เพื่อเลี่ยงปัญหาที่จอดรถเต็มหรือจราจรหนาแน่น โดยเฉพาะช่วงหัวค่ำของวันจัดงาน

    • ถ้าที่จอดอยู่ไกลจากชายหาดเล็กน้อย ก็สามารถเดินหรือเรียกรถสาธารณะย่อย เพื่อเข้ามายังพื้นที่จัดงานได้ง่าย ๆ

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569

    ภาพจาก : topten22photo / shutterstock.com

              งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 คืออีกหนึ่งช่วงเวลาที่ไม่ควรพลาดสำหรับการออกมาเที่ยวพักผ่อนริมทะเล มาสัมผัสสีสันบนท้องฟ้า รับลมทะเล และเก็บความประทับใจดี ๆ ร่วมกัน ^ ^ 

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ เที่ยวพัทยา เที่ยวชลบุรี ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เว็บไซต์ thailandfestival.org

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view298556.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iEWI9UYuaKquhFjHpyV0-

  • เอกชนกังวลตั้งรัฐบาลใหม่ช้า ฉุดเศรษฐกิจทรุดยาว ฝากการบ้าน 100 วันแรกเพียบ

    เอกชนกังวลตั้งรัฐบาลใหม่ช้า ฉุดเศรษฐกิจทรุดยาว ฝากการบ้าน 100 วันแรกเพียบ

    ภาคเอกชนจับตาการเมืองหลังเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด หวังการเปลี่ยนผ่านราบรื่นเพื่อประคองเศรษฐกิจไทย เตือนหากการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ จะซ้ำเติมความเชื่อมั่น ฉุดการลงทุนและการฟื้นตัว ระบุ 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่คือช่วงชี้ชะตา ต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก่อนเศรษฐกิจยังโตต่ำระยะยาว

    กกร.หวังเปลี่ยนผ่านการเมืองราบรื่น

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง และต้องการเห็นการปรับลดกฎระเบียบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สนับสนุนการเข้าสู่ระบบของ SMEs ให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand และส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ สอดคล้องแนวคิด “Reinvent Thailand” เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระยะถัดไปควรมุ่งวางยุทธศาสตร์ระยะยาว ควบคู่การใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นสร้างฐานรายได้ใหม่ เพิ่มผลิตภาพภาคการผลิต ยกระดับผู้ประกอบการ SMEs พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ รองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ขณะเดียวกัน กกร. เห็นว่าหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันพัฒนากลไกตรวจสอบและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมปรับกฎระเบียบเพื่อปิดช่องว่างธุรกรรมที่กระทบค่าเงินบาท โดยเฉพาะการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งพบการใช้ USDT ในระดับสูง และมีสัดส่วนนักลงทุน ต่างชาติค่อนข้างมาก ส่งผลให้การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทผันผวนใกล้เคียงกับดอลลาร์สหรัฐ

    ฝากการบ้านอื้อเร่ง 100 วันแรก

    สำหรับปัญหาเร่งด่วน ภาคเอกชนต้องการเห็นรัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขภายใน 100 วันแรก ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กดกำลังซื้อ สินค้านำเข้าทะลัก ค่าเงินบาทแข็งผิดปกติ เงินทุนสีเทา เศรษฐกิจใต้ดิน และคอร์รัปชัน โดยนายเกรียงไกรระบุว่า ภาพลักษณ์ไทยในสายตาต่างชาติถูกมองเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”จึงจำเป็นต้องฟื้นฟูประเทศอย่างจริงจัง ผ่านรัฐบาลที่มีศักยภาพเพื่อเรียกความเชื่อมั่นและเสน่ห์ของเศรษฐกิจไทยกลับมาอีกครั้ง

     “ตอนนี้ประเทศไทยในสายตาต่างชาติกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย หรือ sick man ต้องยอมรับว่าไทยตอนนี้เหมือนผู้ป่วยจริงๆ ต้องรีบฟื้นร่างกายกลับมาให้ได้ ผ่านการได้รัฐบาลที่มีคนเก่งเข้ามาทำงาน ไม่ใช่หมอให้กินแต่ยาหม้อ แถมเชื่อหมอดู ทำให้เมื่อเราได้รับฉายาหรือคำวิจารณ์ต่างๆ จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่า จำเป็นต้องรีบฟื้นฟูประเทศให้กลับมาแข็งแรง” นายเกรียงไกร กล่าว

    หวั่นตั้งรัฐบาลช้าฉุดเศรษฐกิจ

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า ภาวะสุญญากาศช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง ตามกฎหมายและมารยาทยังถือว่ารัฐบาลเดิมยังคงทำหน้าที่อยู่ แต่ไม่สามารถออกนโยบายใหม่หรือตัดสินใจในโครงการใหม่ได้ หน้าที่ในช่วงนี้คือการประคองสถานการณ์และใช้จ่ายงบประมาณเดิมที่มีอยู่แล้วเท่านั้น

    ผลกระทบที่น่ากังวลจะมีเรื่องเศรษฐกิจและงบประมาณ ในฐานะภาคเอกชนกังวลเรื่องช่วงเวลาการฟอร์มทีมรัฐบาล ที่จะส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการประชุมและพิจารณางบประมาณปี 2570 เพราะหากรัฐบาลเกิดขึ้นช้า ทุกอย่างจะล่าช้าตามไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าผลประเมิน GDP ของประเทศไทยปี 2569 คาดการณ์แน่นอนแล้วอาจต่ำกว่าปีที่แล้ว (ซึ่งเฉลี่ยไม่เกิน 2%) หากการเบิกจ่ายภาครัฐทำได้ช้าจะส่งผลกระทบซ้ำเติม

    เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เม็ดเงินจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นตัวช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้การลงทุนหยุดชะงักจากความไม่แน่นอนทางการเมือง นักลงทุนต่างชาติชะลอการตัดสินใจ เพื่อรอดูความชัดเจนของรัฐบาลและนโยบายส่งเสริมการลงทุน

    สุญญากาศก่อตัวก่อน-หลังเลือกตั้ง

    ด้านนายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด กล่าวว่า นิยามของสุญญากาศทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นจากแต่ละฝ่ายต่างตั้งเงื่อนไขต่อกัน แม้จะเลือกตั้งเสร็จ หลังจากนั้นใน 2 เดือนกว่าจะผ่านกระบวนการทะเลาะกัน ตกลงขั้วรัฐบาล และแต่งตั้งรัฐบาลได้จริง อาจต้องรอไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 ถึงจะเริ่มกระบวนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือผ่านกฎหมายต่างๆ ได้

     เรื่องนี้คือหลุมอากาศที่รุนแรงกว่าสภาวะเดิม คล้ายกับตอนที่อดีตนายกฯ ประยุทธ์วางมือและปล่อยให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ครั้งนี้ร้ายแรงกว่า เพราะมีปัจจัยภายนอกซ้ำเติม โดยเฉพาะผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตัวเลข GDP ที่จะต่ำกว่า 2% อย่างแน่นอน เนื่องจากในช่วง 6 เดือนแรกไม่มีใครสามารถแก้ไขเศรษฐกิจได้

     “ประเทศไทยเราติดสภาวะสุญญากาศมาตั้งแต่ในช่วงเดือน 1–2 ก่อนการเลือกตั้ง ตัวเลขเศรษฐกิจก็ย่ำแย่มากจนหัวปักลงมาตลอด ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็บานปลายมา 2–3 ปี ก็ยังแก้ไม่ได้ และยังมองไม่เห็นแนวทางการแก้ไขที่ชัดเจนในช่วงนี้ ผลกระทบต่อการค้าชายแดน (กรณีกัมพูชา) ความเสียหายก็มหาศาล บริษัทที่ค้าขายกันได้รับความเสียหายหลัก 100 ล้านบาท มีปัญหาสินค้าค้างสต็อก สูญเสียส่วนแบ่งการตลาด ขณะเดียวกันก็มีปัญหาสินค้าจากจีนและเวียดนามมาตีตลาดอีก”

     ในทางการค้าถือว่าได้รับปัจจัยลบ “3 เด้ง” คือ 1. การเมืองไทยที่ย่ำแย่และสภาวะสุญญากาศของจริง 2.ภาวะเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ (เช่น อิหร่าน อเมริกา จีน รัสเซีย) รุนแรงกว่ายุคก่อน และ 3. ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านกระทบต่อตลาดส่งออกหลัก สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือการปรับตัวของภาคธุรกิจ ซึ่งต้องปรับตัวด้วยตัวเองเพราะหวังพึ่งการเมืองไม่ได้

    ธุรกิจภูมิภาคหืดจับรอช่วยเหลือ

    ขณะที่นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวถึงความกังวลของภาคธุรกิจในช่วงสุญญากาศทางการเมืองระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ราว 2 เดือนว่า เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเปราะบาง และต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะผลกระทบจากการชะลอการทำงานของภาครัฐและความไม่แน่นอนด้านนโยบาย โดยช่วงสุญญากาศ ทางการเมืองสามารถแบ่งผลกระทบออกเป็น 3 ระยะหลัก

    ระยะแรก ช่วงยุบสภา-เลือกตั้ง (ราว 60 วัน) ในช่วงที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายด้านต้องหยุดชะงัก ไม่สามารถเดินหน้าโครงการใหม่ได้ ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เคยเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการก่อนหน้าเริ่มชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น โครงการคนละครึ่งพลัส ที่เมื่อหยุดไป กำลังซื้อก็หายตามทันที

    อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าโชคดีที่ช่วงยุบสภาตรงกับฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเฉลี่ยวันละกว่า 1 แสนคน ช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและร้านอาหาร

    ระยะกลาง ช่วงหลังเลือกตั้ง สิ่งที่น่ากังวลในระยะนี้คือการฟื้นฟูพื้นที่และเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะภาคใต้ เช่น หาดใหญ่ และจังหวัดที่ประสบอุทกภัยอย่างหนักก่อนหน้านี้ มาตรการฟื้นฟู SME การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตประชาชนยังดำเนินการได้ไม่เต็มที่

    ขณะเดียวกัน สถานการณ์ชายแดน โดยเฉพาะฝั่งไทย–กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนและเศรษฐกิจของ 6 จังหวัดที่พึ่งพาการค้าข้ามแดนอย่างมาก เมื่อมีการปิดด่านหรือจำกัดการผ่านเข้าออก ย่อมกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่โดยตรง

    บิ๊กอสังหาฯ ชี้ไม่กระทบดีมานด์

    นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) มองว่า ช่วงรอยต่อทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้ดีมานด์ชะลอ โดยลูกค้าที่สนใจซื้อที่อยู่อาศัยยังตัดสินใจจากปัจจัยพื้นฐานของโครงการเป็นหลัก ทั้งทำเลและระดับราคา มากกว่าปัจจัยการเมือง พร้อมชี้ว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ หากผู้ซื้อมีความพร้อมก็ยังเดินหน้าซื้อ ขณะที่สถานการณ์การเมืองปัจจุบันไม่ได้รุนแรงจนกระทบความเชื่อมั่นเหมือนในอดีตเช่นตอนที่มีการชุมนุม ซึ่งส่งผลกระทบต่ออารมณ์ในการซื้อในพื้นที่จริง

     ด้านความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ อยากเห็นการเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า ควบคู่การแก้ปัญหาสถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ มากกว่าความกังวลต่อช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/650854&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BodjjLV-hgOxiqhJP0UOJ

  • ผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากร หลังครบรอบ 1 ปีนโยบายการค้าประธานาธิบดีทรัมป์

    ผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากร หลังครบรอบ 1 ปีนโยบายการค้าประธานาธิบดีทรัมป์

    ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำเนินนโยบายการค้าที่ถือว่าเป็น “การทดลองครั้งใหญ่” ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วยการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 100 ปี นโยบายดังกล่าวสะท้อนจุดยืนของประธานาธิบดีทรัมป์ที่สนับสนุนการเรียกเก็บภาษีศุลกากรมาโดยตลอด ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากผู้ประกอบการซึ่งต้องแบกรับภาระภาษีและนักเศรษฐศาสตร์ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าว

    สหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้าจากต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยภาษีศุลกากรคือภาษีที่เรียกเก็บจากการนำเข้าสินค้าเหล่านั้น ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ปรับอัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยของสหรัฐฯ ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 17% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1932 โดยเป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศและดึงการจ้างงานกลับเข้าสู่สหรัฐฯ

    มาตรการภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในหลายมิติ ทั้งในการเร่งหรือการชะลอการสั่งซื้อสินค้า การยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าบางรายการ รวมถึงการเปลี่ยนแหล่งนำเข้าสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ แม้ว่ามาตรการนี้จะสร้างรายได้มหาศาลให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้ดุลการค้าของสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ แพงขึ้น และยังไม่สามารถสร้างการฟื้นตัวให้ภาคการผลิตของประเทศได้ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ ผลกระทบหลักๆที่เกิดขึ้นจากนโยบายการค้าประธานาธิบดีทรัมป์ มีดังนี้

    image.png

    1. รายได้จากภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    หนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดที่สุดของนโยบายการค้าภายใต้รัฐบาลทรัมป์ คือรายได้ของรัฐบาลจากภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ จัดเก็บรายได้จากภาษีอากร ภาษีศุลกากร และค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้ราว 287,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2024

    แม้ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับรายได้จากภาษีเงินได้ซึ่งมีมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ก็กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่สำคัญสำหรับรัฐบาลในการใช้จ่ายด้านต่างๆ เช่น งบประมาณด้านความมั่นคง ระบบประกันสังคม หรือการชำระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ

    image.png

    อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือผู้ที่จ่ายภาษีเหล่านี้ให้แก่รัฐบาลคือ “ผู้นำเข้า” (Importers of Record) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน แม้รัฐบาลจะอ้างว่าบริษัทต่างชาติจะเป็นผู้รับภาระภาษี แต่เหล่านักเศรษฐศาสตร์กลับมองว่าภาระส่วนใหญ่กลับตกอยู่ที่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคชาวอเมริกัน

    1. การขาดดุลการค้าสหรัฐฯ ลดลง

    อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ คือการลดการขาดดุลการค้า ซึ่งหมายถึงช่องว่างระหว่างมูลค่าสินค้านำเข้าและส่งออกของสหรัฐฯ โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก และแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009 ในเดือนตุลาคม 2025 ก่อนจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนพฤศจิกายน

    ประธานาธิบดีทรัมป์มองว่าการขาดดุลการค้าเป็นสัญญาณของความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ แม้นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ทั้งนี้ แม้การขาดดุลการค้าจะลดลงมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่ในช่วงต้นปี ตัวเลขดังกล่าวกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากภาคธุรกิจเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่ภาษีศุลกากรอัตราที่สูงจะมีผลบังคับใช้ โดยเมื่อพิจารณาระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2025  การขาดดุลการค้ายังคงสูงกว่าปีก่อนถึง 4.1% ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ยังต้องเฝ้าติดตามทิศทางของการขาดดุลการค้าในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด

    image.png

    1. ผลลัพธ์ที่ยังไม่ชัดเจนในภาคการผลิต 

    เป้าหมายสำคัญที่รัฐบาลทรัมป์ยังไม่สามารถบรรลุได้ คือการฟื้นฟูการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม แม้จะมีการใช้มาตรการภาษีศุลกากร แต่ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ยังคงมีการเลิกจ้างงานอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา

    ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่า การสร้างโรงงานใหม่ต้องใช้เวลา และชี้ให้เห็นถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นและการเพิ่มขึ้นของการลงทุนด้านทุน เพื่อบ่งชี้ว่าประเทศกำลังจะเข้าสู่ช่วงเฟื่องฟูของการผลิตเนื่องมาจากมาตรการภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์มองว่าการฟื้นตัวดังกล่าวยังไม่ชัดเจน เนื่องจากการเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมการบินและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรค่อนข้างน้อย ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งถูกเก็บภาษีในอัตราสูง กลับมียอดการผลิตลดลง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการบางรายระบุว่าภาษีศุลกากรทำให้ต้นทุนวัตถุดิบ เช่น โลหะและเครื่องจักร เพิ่มสูงขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ แม้การก่อสร้างโรงงานใหม่จะสูงกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาด แต่ก็ลดลงจากช่วงปลายรัฐบาลไบเดน ซึ่งในขณะนั้นการสร้างโรงงานใหม่จะได้รับเงินอุดหนุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่

    image.png

    1. ภาษีศุลกากรทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น

    ตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ภาษีศุลกากรส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยราคาสินค้าเริ่มปรับสูงขึ้นหลังการประกาศมาตรการภาษีในวงกว้างเมื่อเดือนเมษายน 2025 อย่างไรก็ดี ผลกระทบด้านราคาจากภาษีนำเข้ายังต่ำกว่าที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากภาคธุรกิจลังเลที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างเต็มที่ เพราะเกรงว่าจะสูญเสียลูกค้า ส่งผลให้ภาพรวมเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ปรับดีขึ้นบางส่วน โดยเฉพาะเงินเฟ้อในภาคบริการ อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าหากไม่มีมาตรการกำแพงภาษี อัตราเงินเฟ้อจะต่ำกว่าปัจจุบัน โดยกล่าวว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)  ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 2.7% จะลดลงเหลือเพียง 2.2%

    image.png

    แม้ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมจะเริ่มดีขึ้น แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงกังวลต่อค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์ลดลง จากผลสำรวจของ The New York Times และ มหาวิทยาลัย Siena ในเดือนมกราคม 2026 พบว่า 54% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เห็นด้วยกับนโยบายภาษีศุลกากร และ 51% ระบุว่านโยบายนี้ของรัฐบาลทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น

    ข้อเสนอแนะจาก สคต. ณ นครนิวยอร์กนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้นและบีบให้ผู้ประกอบการสหรัฐฯ แสวงหาแหล่งซัพพลายเออร์ใหม่เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุน จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ส่งออกไทยในการนำเสนอสินค้าเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนสินค้าจากประเทศที่ถูกจัดเก็บภาษีสูง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดและนโยบายทางการค้าที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา รวมถึงควรเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อรักษาขีดความสามารถด้านราคาในระยะยาว

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

    ข้อมูลอ้างอิง   https://www.nytimes.com/2026/02/02/business/trump-tariffs-one-year-later.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vqjtnwgv4ofep5yw39mc694j&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07fTc-ZYa8QAYEfh69drWQ

  • นายกพัทยาเพิ่มไฟส่องสว่างถนนสุขุมวิท สร้างความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

    นายกพัทยาเพิ่มไฟส่องสว่างถนนสุขุมวิท สร้างความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

    ภูมิภาค

    นายกพัทยาเพิ่มไฟส่องสว่างถนนสุขุมวิท สร้างความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

    วันพฤหัสบดี ที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.58 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เปิดเผนว่า ได้ลงพื้นที่บริเวณจุดกลับรถหน้าโรงเรียนวุฒิโชติ เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ บริเวณถนนสุขุมวิท ช่วงระหว่างแยกนาเกลือใต้ไปจนถึงคลองนกยาง ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากถึงความมืดและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใกล้เคียงโรงเรียน

    นายปรเมศวร์ นายกเมืองพัทยา กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการเว้นช่วงของเสาไฟฟ้าไฮแมส ทำให้แสงสว่างไม่ครอบคลุมพื้นที่เพียงพอ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เมืองพัทยาจึงได้เร่งดำเนินการติดตั้งไฟส่องสว่างแบบแขวน จำนวน 32 เสา บนพื้นที่ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร โดยจะมีการติดตั้งห่างกันทุก 30 เมตร 

    และสำหรับการเคลื่อนย้ายแบริเออร์ที่เคยตั้งอยู่บริเวณดังกล่าวออกไปด้านข้างทั้งซ้าย-ขวานั้น นายกเมืองพัทยาชี้แจงว่า เป็นการดำเนินการชั่วคราวเพื่อให้สะดวกต่อการดำเนินการติดตั้งเสาไฟใหม่ และเมื่อการติดตั้งเสร็จสิ้น แบริเออร์จะถูกนำกลับไปวางในตำแหน่งเดิม เพื่อคืนพื้นที่การจราจรให้กว้างขึ้นตามเดิม อย่างไรก็ตามบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่ได้รับการร้องเรียนว่าเป็นจุดที่ค่อนข้างมืด และมีนักเรียนจากโรงเรียนวุฒิโชติจำนวนมากที่ต้องใช้เส้นทางในการข้ามถนน จึงเร่งปรับปรุงแก้ไขตรงนี้ใหม่ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน 

    ทั้งนี้ตามสัญญาการดำเนินงาน โครงการนี้จะแล้วเสร็จประมาณเดือนเมษายน 2569 แต่จากการลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด คาดว่าการติดตั้งไฟส่องสว่างจะแล้วเสร็จก่อนกำหนดตามสัญญา ซึ่งจะช่วยให้สามารถคืนพื้นที่การจราจรให้ประชาชนใช้สัญจรได้อย่างสะดวกและปลอดภัยโดยเร็วที่สุดต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/465060&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wfPDAJDIXUSyXALFry9r5

  • ปลดล็อก ‘ที่จอดรถลานคนเมือง’ รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร ค่าบริการเริ่ม 20 บาท/ชม.

    ปลดล็อก ‘ที่จอดรถลานคนเมือง’ รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร ค่าบริการเริ่ม 20 บาท/ชม.

    กทม. ปลดล็อก ‘ที่จอดรถใต้ลานคนเมือง’ แล้ว รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร อัตราค่าบริการเริ่ม 20 บาท/ชั่วโมง – มอเตอร์ไซค์จอดฟรี!

    วันนี้ (5 ก.พ. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำชม ‘ที่จอดรถลานคนเมือง’ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร ซึ่งเปิดให้บริการประชาชนอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า มีที่จอดรถอยู่ด้านล่าง 2 ชั้น จอดได้ประมาณ 500 คัน ซึ่งที่ผ่านมาจะเน้นเป็นที่จอดรถราชการ หรือผู้มาติดต่อราชการ ทำให้ช่วงกลางคืนหรือวันเสาร์ – อาทิตย์ที่จอดจะว่าง เพราะคนทั่วไปเข้าจอดไม่ได้เนื่องจากเป็นที่หลวง ทั้งที่ย่านนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว อาทิ วัดสุทัศน์ เสาชิงช้า ศาลเจ้าพ่อเสือ แต่ประชาชนหาที่จอดรถยาก เราจึงมองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมาก ถ้าเปิดให้ประชาชนมาจอดรถได้ แล้วรายได้ก็นำเข้าหลวงทั้งหมด ซึ่งเราปรับระเบียบร่วม 2 ปี จนในที่สุดก็สามารถเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้ที่จอดรถลานคนเมืองได้แล้ว

    เงื่อนไขการจอดรถ

    • จันทร์ – ศุกร์ : เปิดให้จอดหลังเวลาราชการ ตั้งแต่เวลา 18.00 – 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น
    • เสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ : จอดได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    อัตราค่าบริการ

    • จอดฟรี 15 นาทีแรก
    • 15 นาที – 5 ชั่วโมง 20 บาท/ชั่วโมง (เศษของชั่วโมง คิดเป็น 1 ชั่วโมง)
    • ชั่วโมงที่ 6 ขึ้นไป 30 บาท/ชั่วโมง (เศษของชั่วโมง คิดเป็น 1 ชั่วโมง)

    รายเดือน (20 คัน)

    • จันทร์ – ศุกร์ : เปิดให้จอดเวลา 18.00 – 06.00 น.
    • เสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ : จอดได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ออกก่อนเวลา 06.00 น. ของวันเปิดราชการ)

    อัตราค่าบริการ

    • 2,000 บาท/เดือน

    สำหรับ รถมอเตอร์ไซค์จอดฟรี! (ออกก่อนเวลา 06.00 น. ของวันถัดไป)

    ปลดล็อก 'ที่จอดรถลานคนเมือง' รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร ค่าบริการเริ่ม 20 บาท/ชม.

    วิธีการเดินทาง

    เลี้ยวซ้ายมาจากทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เส้นถนนดินสอ มุ่งหน้ามาทางศาลาว่าการฯ จะมีทางลงอยู่ 2 ด้าน ทางลงหนึ่งจะอยู่เลยถนนมหรรณพมานิดเดียว อีกทางคือฝั่งถนนศิริพงษ์ อาจจะดูแคบและลึกลับ แต่มีเลนเฉพาะให้เลี้ยวซ้ายเข้ามาได้เลย เหมาะสำหรับคนที่มาจากทางวัดสุทัศน์ หรือเสาชิงช้า

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวต่อว่า การจอดที่นี่มีความปลอดภัยเพราะมี รปภ. ดูแลตลอด มีห้องน้ำสาธารณะให้บริการถึง 66 ห้อง เปิด 24 ชั่วโมง ยืนยันว่าเราไม่ได้เบียดบังที่จอดรถข้าราชการ แต่เรานำที่ว่างหลังเลิกงานมาใช้ประโยชน์ให้ประชาชนมีที่จอดรถสะดวก จะได้ไปเดินเที่ยวย่านนี้ได้อย่างสบายใจ

    ‘ที่จอดรถลานคนเมืองเปิดให้บริการแล้ว อยากให้พี่น้องประชาชนมาใช้กันเยอะ ๆ เพราะเราอยากกระตุ้นเศรษฐกิจย่านนี้ ใครจะมาไหว้พระวัดสุทัศน์ ชอปร้านสังฆภัณฑ์ หรือหาของกินร้านขึ้นชื่อ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถแล้ว ที่นี่ปลอดภัยและห้องน้ำก็สะอาดมาก’ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุ

    ปลดล็อก 'ที่จอดรถลานคนเมือง' รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร ค่าบริการเริ่ม 20 บาท/ชม.

    ปลดล็อก 'ที่จอดรถลานคนเมือง' รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร ค่าบริการเริ่ม 20 บาท/ชม.

    ปลดล็อก 'ที่จอดรถลานคนเมือง' รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร ค่าบริการเริ่ม 20 บาท/ชม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1219953&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M4afhv7snwAXrDlYmMOK2