Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อแนวเชื่อมต่อป่า กลไกความยั่งยืนที่เชื่อมโยง ‘คน’ และ ‘ป่า’ เข้าด้วยกัน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อแนวเชื่อมต่อป่า กลไกความยั่งยืนที่เชื่อมโยง ‘คน’ และ ‘ป่า’ เข้าด้วยกัน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อแนวเชื่อมต่อป่า กลไกความยั่งยืนที่เชื่อมโยง ‘คน’ และ ‘ป่า’ เข้าด้วยกัน

    หากมองภาพแผนที่ประเทศไทยในมุมสูง เราจะเห็นพื้นที่อนุรักษ์ในผืนป่าตะวันตกอย่างอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียงเป็นปอดสองข้างที่ถูกแยกออกจากกันด้วยกิจกรรมของมนุษย์ 

    ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้พยายามเชื่อมต่อลมหายใจของผืนป่าให้เป็นผืนเดียวกันอีกครั้งผ่านโครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ภารกิจนี้ไม่ได้หมายความถึงการถือกล้าไม้ไปปลูกในที่ว่าง นึกจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวเข้าไปตรงไหนก็ปลูกต้นไม้ หรือเสนอแนวคิดผลักดันผนวกพื้นที่เป็นเขตอนุรักษ์ อาศัยกลไกใดกลไกหนึ่งเพียงเท่านั้น

    แต่ยังให้สำคัญกับการตอบโจทย์วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรอบไปพร้อมกัน

    ในโครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้นำกลไกที่เรียกว่า ‘กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อแนวเชื่อมต่อป่า’ เข้ามาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมร้อยระบบนิเวศและเชื่อมร้อยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในงานอนุรักษ์

    ผสานรวมเข้ากับหัวใจหลักโครงการฯ คือสร้างแนวเชื่อมต่อผืนป่า (Corridor) ที่ถูกตัดขาดด้วยที่ดินทำกินของชุมชน ผ่านการชักชวนชุมชนปลูกไผ่ซางหม่น พืชที่สัตว์ป่าสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เป็นแหล่งอาหาร เป็นที่หลับนอน และเป็นเส้นทางปลอดภัยในการเดินทางจากป่าหนึ่งไปยังอีกป่าหนึ่ง และยังเป็นไม้เศรษฐกิจให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ในอนาคต

    มีผลเชิงประจักษ์ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการปลูกไผ่ไปแล้วทั้งสิ้น 233 ไร่ 1 งาน คิดเป็นไผ่จำนวน 23,337 ต้น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

    ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการแบ่งปันหรือเสียสละพื้นที่ทำกินเพื่อสัตว์ป่าเพียงด้านเดียว แต่เป็นการนำระบบกองทุนเข้ามาประกอบการบริหารจัดการ ให้สัตว์ป่าอยู่ได้ และคนอยู่ได้ด้วย

    การันตีความมั่นคงทางรายได้ให้กับชุมชนไปพร้อมกับงานอนุรักษ์ สร้างสมดุลระหว่าง ‘ปากท้อง’ กับ ‘สะพานเชื่อมระบบนิเวศ’ ลดภาระค่าใช้จ่ายระหว่างการปรับพื้นที่เกษตรกรรมให้กลายเป็นสะพานเขียว

    หัวใจสำคัญของกองทุน อยู่ที่การบริหารจัดการในรูปแบบกองทุนหมุนเวียนที่ชุมชนดูแลกันเอง เมื่อชาวบ้านตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกและอุทิศที่ดินเพื่อปลูกไม้เชื่อมป่าและเศรษฐกิจ กองทุนจะไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาต้องรอคอยผลผลิตอย่างโดดเดี่ยว แต่มีการจ่ายเงินชดเชยการเสียโอกาสจากรายได้เดิมที่ได้รับจากพืชไร่ (อัตรา 20 บาทต่อต้นต่อปี) ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี เพื่อเป็นกระแสเงินสดหล่อเลี้ยงครอบครัวในช่วงทีไม้ใหญ่ยังเป็นกล้าอ่อน 

    โดยมีเงื่อนไขว่าจำนวนเงินจะจ่ายตามจำนวนต้นไม้ที่รอดชีวิตจริง ซึ่งสมาชิกต้องให้ความร่วมมือในการตรวจวัดพิกัดและความเติบโตเป็นประจำทุกปีเพื่อบันทึกลงในสมุดกองทุนอันเป็นเสมือนพันธสัญญาทางใจของการมีส่วนร่วม

    ที่สำคัญ ระบบการคืนทุนที่ไม่ได้เน้นการแสวงหากำไรในเชิงพาณิชย์ แต่เป็นการสร้างความยั่งยืนในเชิงนิเวศและสังคม 

    เมื่อสมาชิกได้รับกล้าไม้ไป 1 ต้น พวกเขามีพันธะที่ต้องเพาะพันธุ์กล้าส่งคืนกลับสู่กองทุน 3 ต้น เพื่อส่งต่อโอกาสเติมพื้นที่สีเขียวนี้ให้เพื่อนบ้านรายอื่น 

    และเมื่อถึงวันที่ไม้เศรษฐกิจอย่างไผ่ซางหม่นเติบโต จนสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์าสร้างรายได้ให้กับสมาชิก (ภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการ) สมาชิกมีหน้าที่ต้องคืนเงินชดเชยที่เคยได้รับไปกลับเข้าสู่กองทุนแบบไม่มีดอกเบี้ยเพื่อให้ทุนก้อนนี้ไหลเวียนกลับไปสนับสนุนคนรุ่นต่อไป 

    กลไกนี้ช่วยให้กองทุนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภายนอกเพียงอย่างเดียว และยังเป็นการสร้างสำนึกความเป็นเจ้าของร่วมกันในฐานะผู้พิทักษ์แนวเชื่อมต่อป่า

    การบริหารจัดการทั้งหมดถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนจากสมาชิกหมู่บ้านต่างๆ ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินใจทุกอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง 

    ทั้งในเรื่องการพิจารณาสมาชิกใหม่ การตรวจสอบการใช้เงินทุน ไปจนถึงการลงโทษผู้ที่ละเมิดกฎเหล็กอย่างการทำผิดกฎหมายป่าไม้ซึ่งจะถูกริบสิทธิและต้องคืนทุนทั้งหมดทันที 

    ดังนั้น กองทุนนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการแจกจ่ายเงินสนับสนุน แต่คือการวางรากฐานธรรมาภิบาลชุมชนที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อคนในพื้นที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ พวกเขาจะกลายเป็นปราการด่านสำคัญที่ช่วยรักษาแนวเชื่อมต่อผืนป่าให้ดำรงอยู่ได้อย่างถาวร

    ในอนาคตข้างหน้าโครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ระหว่างคลองวังเจ้าและเขาสนามเพรียงจะไม่ใช่แค่เส้นสีเขียวบนแผนที่ แต่จะเป็นต้นแบบของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนกับป่าที่ทำได้จริงและยั่งยืน

    โครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน  ได้รับการสนับสนุนงบประมาณทำกิจกรรมจากกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ เครือเจริญโภคภัณฑ์

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/work/2026-31/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_JlNPxqwuzgSCWnPJclLO

  • เที่ยววาเลนไทน์วัดอรุณฯ ควงแขนไปเติมพลังบวก

    เที่ยววาเลนไทน์วัดอรุณฯ ควงแขนไปเติมพลังบวก

    วันวาเลนไทน์เป็นโอกาสพิเศษที่คู่รักสามารถใช้เวลาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในเมืองหรือเดินทางไปต่างจังหวัดเติมความหวาน   สำหรับคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ อาจเลือกสถานที่ที่ให้บรรยากาศโรแมนติก เช่น ชมวิวเมืองยามค่ำคืน เดินเล่นในสวน หรือเดินหาของอร่อยๆ ตามย่านต่างๆ

    ส่วนใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศฉลองวาเลนไทน์แบบฮีลใจ แนะนำเย็นวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569  ไปที่วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ วัดสำคัญในประวัติศาสตร์และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามของประเทศไทย มาสร้างประสบการณ์ทางจิตวิญญาณร่วมกัน  ซึ่งกรมการศาสนา (ศน.)  กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา จะเปิดตัวโครงการ Global Meditation Connect (GMC) ภายใต้แนวคิด “สมาธิเชื่อมพลังเมตตาสู่โลก” มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณระดับโลก

    นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนาส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการทำนุบำรุงศาสนา ซึ่งสมาธิคือกระบวนการฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ และมีสติอยู่กับปัจจุบัน สามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรม ได้ดำเนินงานโครงการ GMC ออกแบบเเนวทางพื้นฐานกลางในการเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลก ผ่านการฝึกสมาธิและการพัฒนาจิตใจ รับมือกับความท้าทายของสังคมร่วมสมัย ทั้งความเครียด ความกดดันจากการดำเนินชีวิต และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มุ่งใช้สมาธิเป็นเครื่องมือเยียวยา ฟื้นฟู และเสริมสร้างพลังใจอย่างยั่งยืน การจัดงานเปิดตัวโครงการ ณ วัดอรุณราชวราราม ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญและเป็นสัญลักษณ์แห่งพุทธศิลป์และจิตวิญญาณไทย มีนัยสำคัญในการสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยด้านมรดกทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ (Spiritual Tourism) สู่สายตานานาชาติ

    “ กิจกรรมสำคัญ คือ การร่วมปฏิบัติสมาธิบริเวณลานพระปรางค์วัดอรุณฯ เพื่อส่งต่อกระแสแห่งความเมตตาและพลังบวกไปสู่สังคมโลก การปฏิบัติสมาธิในครั้งนี้จะนำเสนอในรูปแบบจิตวิญญาณเชิงสร้างสรรค์ เน้นการกำหนดลมหายใจที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกความเชื่อ ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนเอง ช่วยลดความเครียด เพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาวะทางจิต  ทั้งยังลดปัญหาสังคม การถูกรังแกกลั่นแกล้งและภาวะซึมเศร้าผ่านการสร้างความเคารพในตนเองและผู้อื่น “ นายชัยพล กล่าว

    อธิบดี ศน. กล่าวด้วยว่า การจัดงานในวันแห่งความรักเป็นการขยายความหมายของความรักให้กว้างไกลยิ่งขึ้นในมิติความเมตตาสากล เชิญชวนพุทธศาสนิกชน ประชาชน  นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์สำคัญเชื่อมพลังความสงบจากใจสู่ใจ

    สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมการศาสนากำหนดจัดกิจกรรมขับเคลื่อนการปฏิบัติสมาธิภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล โดยบูรณาการความร่วมมือกับสถานปฏิบัติธรรมและศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ นำร่อง  9 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาค อาทิ กรุงเทพฯ  ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ภาคเหนือ ณ วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) จ.เชียงใหม่ และวัดป่าถ้ำวัว จ.แม่ฮ่องสอน ภาคกลาง ณ วัดจันทาราม (ท่าซุง) จ.อุทัยธานี ภาคตะวันออก ณ ศูนย์พัฒนาจิตวัดผาณิตาราม จ.ฉะเชิงเทรา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี และภาคใต้ ณ โพธิธรรมญาณสถาน จ.สงขลา ควบคู่กับการจัดกิจกรรมบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรมในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ธรรมะฟันน้ำนม ธรรมะวัยใส ธรรมะสัญจร และธรรมะในโรงเรียนวิถีพุทธ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการปฏิบัติสมาธิให้ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัยอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ไทยมีศักยภาพด้านวัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ได้รับการยอมรับในระดับโลกด้านแนวปฏิบัติสมาธิ นายชัยพล กล่าวด้วยว่า กรมการศาสนามีแผนจัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลการปฏิบัติสมาธิ (Meditation HUB) เพื่อรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลด้านการปฏิบัติธรรมอย่างเป็นระบบ ทั้งสถานปฏิบัติธรรม วิปัสสนาจารย์ หลักสูตรระยะสั้น–ระยะยาว และระบบลงทะเบียนออนไลน์ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าถึงการฝึกสมาธิได้ง่ายยิ่งขึ้น รองรับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการฝึกสมาธิระดับสากล

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/942863/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KuQwySJdoAm5NDP9Z8cCp

  • ดีลเดือด! ต่างชาติแห่ซื้อโรงแรมไทย ปี 69 จ่อทะลุ 1.2 หมื่นล้าน

    ดีลเดือด! ต่างชาติแห่ซื้อโรงแรมไทย ปี 69 จ่อทะลุ 1.2 หมื่นล้าน

    คอลลิเออร์ส โรงแรมดีลเดือด! ต่างชาติแห่ซื้อโรงแรมไทย ปี 69 จ่อทะลุ 1.2 หมื่นล้าน บนทำเลศักยภาพพุ่งเป้า กรุงเทพฯ-ภูเก็ต

    แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 จะชะลอตัว แต่สัญญาณฟื้นตัวระยะยาวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย กลับปลุกความเชื่อมั่นนักลงทุน หนุนตลาด “ซื้อ-ขาย” โรงแรมไทย คึกคักอีกครั้ง เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ โดย “นักลงทุนไทย-ต่างชาติ” เร่งช้อนสินทรัพย์บนทำเลศักยภาพ เพื่อรีโนเวต อัปเกรด สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว

    ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส (ประเทศไทย )จำกัด กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ แม้เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเยือนไทยเพียง 32.97 ล้านคน ลดลง 7.23% จากปีก่อนหน้า สร้างรายได้ 1.54 ล้านล้านบาท หดตัว 4.71%
     

    ตลาดหลักยังคงกระจุกตัวใน 5 ชาติ ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ขณะที่รายได้สูงสุดมาจากนักท่องเที่ยวจีน รัสเซีย และอินเดีย สะท้อนกำลังซื้อที่ยังมีบทบาทต่อภาคโรงแรม ซึ่งในอีกด้าน “การท่องเที่ยวภายในประเทศ” ยังคงเป็น “แรงพยุง” สำคัญ นักท่องเที่ยวชาวไทยมีจำนวนกว่า 202.66 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.84% สร้างรายได้ 1.17 ล้านล้านบาท ขยายตัว 4.18%  โดยกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวชายทะเลยังคงครองสัดส่วนหลัก

    ดีลเดือด! ต่างชาติแห่ซื้อโรงแรมไทย ปี 69 จ่อทะลุ 1.2 หมื่นล้าน

     อัตราเข้าพักลด แต่ราคาห้องเพิ่มขึ้น

    แม้อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate) ของโรงแรมทั่วประเทศในปีที่ผ่านมาจะลดลงมาอยู่ที่ราว 72% แต่ภาพที่น่าสนใจคือ โรงแรมจำนวนมากยังสามารถดันอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) และรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อน “การปรับกลยุทธ์” ของผู้ประกอบการที่หันมาโฟกัสกลุ่มตลาดคุณภาพการบริหารรายได้และการยกระดับสินค้ามากกว่าการแข่งขันด้านปริมาณเพียงอย่างเดียว
     

    ตลาดซื้อขายโรงแรมฟื้น นักลงทุนกลับมา

    ข้อมูลการซื้อขายโรงแรมในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมกว่า 137,923 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ “เกือบ 14,000ล้านบาท” โดยช่วงพีค อยู่ในปี 2560-2561 มีมูลค่าซื้อขายเกินกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี  ตามการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

    สำหรับปี 2568 มีการซื้อขายโรงแรมราว 6 แห่ง รวม 1,574 ห้อง มูลค่ากว่า 10,145 ล้านบาท กระจุกตัวในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี และสมุย  

    ภัทรชัย ประเมินว่า ปี 2569 มูลค่าการซื้อขายโรงแรมไทยมีโอกาสแตะระดับ 12,000 ล้านบาทจากดีลที่อยู่ระหว่างการเจรจาและความต้องการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ

     “กรุงเทพฯ-ภูเก็ต” ทำเลทองนำโด่ง

    สำหรับทำเลยอดนิยมของนักลงทุนยังคงเป็น กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย พัทยา กระบี่ และเชียงใหม่ ซึ่งมีดีมานด์ท่องเที่ยวต่อเนื่อง และเหมาะกับการนำโรงแรมมาปรับปรุง และเปิดบริการใหม่ในอนาคต 

    “หลังโควิด-19 โรงแรมจำนวนไม่น้อยถูกนำออกขายจากแรงกดดันด้านต้นทุนและสภาพคล่อง กลายเป็นหน้าต่างแห่งโอกาส สำหรับนักลงทุนที่มีความพร้อมในการเข้าซื้อสินทรัพย์ในราคาที่เหมาะสม”

     สูตรคัดเลือก “ROIต้องถึง” อายุอาคารไม่มาก

    จากพฤติกรรมนักลงทุน พบว่า โรงแรมที่ได้รับความสนใจสูง มักมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 6% ต่อปีอายุอาคารไม่เกิน 10-15 ปี เพื่อลดต้นทุนซ่อมบำรุง จำนวนห้องพักมากกว่า 150 ห้อง จะสร้างความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยกลยุทธ์ Value-Add เป็นหัวใจการลงทุนยุคใหม่ 

    “การลงทุนโรงแรมในปัจจุบัน ไม่ได้หยุดอยู่แค่การถือครองทรัพย์สิน แต่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านกลยุทธ์สำคัญ เช่น รีโนเวตและยกระดับมาตรฐานโรงแรม ปรับตำแหน่งตลาดจากระดับกลางสู่ Upper Midscale หรือ Upscale ดึงแบรนด์โรงแรมระดับสากลเข้าบริหาร ปรับโครงสร้างต้นทุนและโมเดลรายได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระยะยาว”

    โรงแรมไทยยังเป็นสินทรัพย์น่าลงทุน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่า ปี 2569 ไทยจะต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 34 ล้านคน แม้เศรษฐกิจโลกยังผันผวน แต่ศักยภาพการฟื้นตัวของท่องเที่ยวไทยยังเป็นแรงหนุนสำคัญ 

    ในภาพใหญ่ “ตลาดซื้อขายโรงแรมไทย” กำลังเปลี่ยนผ่านจากการลงทุนแบบดั้งเดิม สู่การลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่เน้น Value-Add และความยั่งยืนในระยะยาว ทำให้ “โรงแรมไทย” ยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ดาวเด่นที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1219813&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U1JNx0nQNkq0gmsmdlT5i

  • ทีทีบี หนุนโรงแรมสีเขียว เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการ G-Green ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ได้อย่างยั่งยืน

    ทีทีบี หนุนโรงแรมสีเขียว เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการ G-Green ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ได้อย่างยั่งยืน

    ทีทีบี ตอกย้ำบทบาท “การธนาคารเพื่อความยั่งยืน” (Sustainable Banking) ภายใต้กรอบ B+ESG ผสานธุรกิจและความยั่งยืนเป็นหนึ่งเดียว มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเข้าร่วมโครงการ G-Green ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนธุรกิจโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ช่วยให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ทีทีบีตระหนักถึงบทบาทของสถาบันการเงินในการดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมุ่งพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืน

    ทีทีบีเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยสถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงเงินทุนไปสู่กิจกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ล่าสุดธนาคารได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมสนับสนุนเชิงธุรกิจและการตลาดแก่โรงแรมที่ได้รับการรับรองเป็นโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) ภายใต้โครงการ G-Green ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งพลังงาน น้ำ และวัสดุสิ้นเปลือง การปรับรูปแบบการดำเนินงานจึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตอบโจทย์ความคาดหวังของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

    ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ธนาคารส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจโรงแรมเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องผ่านโซลูชันทางการเงินที่หลากหลาย อาทิ

    สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน (ttb sustainability-linked loan) สําหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นเงินกู้ระยะยาวอัตราดอกเบี้ยพิเศษ โดยมีการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ท้าทาย เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดการใช้น้ำ หรือการได้รับใบรับรองที่ได้มาตรฐาน Green Hotel หรือ Green Hotel Plus ภายใต้โครงการ G-Green เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจโรงแรมยุคใหม่ที่ต้องการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เจาะกลุ่มนักเดินทางที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ประหยัดต้นทุนด้วยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว

    สินเชื่อเพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ทีทีบี (ttb solar rooftop solution) ช่วยลดภาระและประหยัดต้นทุนธุรกิจในระยะยาว ให้วงเงินกู้สูงสุด 100% ของมูลค่าการลงทุนแผงโซลาร์ ผ่อนชำระนานสูงสุด 8 ปี ไม่กระทบเงินทุนหมุนเวียน สะดวกและมั่นใจได้ เพราะมีพันธมิตรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ พร้อมให้คำแนะนำด้านเทคนิค รวมถึงการขอใบอนุญาตแบบครบวงจร โดยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้กว่า 40-50% พร้อมสิทธิ์ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี และช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ อีกทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจด้านการลดการใช้คาร์บอนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ

    สินเชื่อเพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ความยั่งยืน (ttb green & blue loan program) ให้วงเงินสูงสุดไม่จำกัด ตามระยะเวลาโครงการ สนับสนุนโครงการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายยั่งยืนตามหลักสากล รวมทั้งสนับสนุนการลงทุน Green Project ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมโครงการหลายรูปแบบ ทั้งพลังงานหมุนเวียน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการน้ำและน้ำเสียอย่างยั่งยืน การป้องกันมลพิษและการจัดการของเสีย การขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด อาคารสีเขียว และการจัดการแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ทีทีบียังร่วมสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการโรงแรมที่ได้รับการรับรอง Green Hotel และ Green Hotel Plus ผ่านการมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าทีทีบี เมื่อใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต ttb ณ โรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ G-Green รับส่วนลดสูงสุด 35% อาทิ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ, โรงแรม วีรันดา ไฮ รีสอร์ท เชียงใหม่ – เอ็มแกลเลอรี่ คอลเล็คชั่น, เคป ดารา รีสอร์ท พัทยา, โรงแรม โอโซ่ นอร์ธ พัทยา, โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น ป่าตอง บีช และโรงแรมอื่น ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ

    “ทีทีบียังคงมุ่งพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าโซลูชันทางการเงินที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจสามารถรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างคุณค่าในระยะยาว การผนึกกำลังของทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาประเทศไทยสู่การพัฒนาที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน” นายปิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/942829/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rMGUfKmp_Y_N6Ih7YPFwM

  • ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน

    ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งแด่ ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช ประธานคณะกรรมการจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2569  ตามคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 0440/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงวันที่ 30 มกราคม 2569

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/285820/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ABubCc0JFvHzguVVd9_uU

  • ททท.คาดตรุษจีนปีม้าทอง สร้างรายได้ท่องเที่ยวไทย 4.2 หมื่นล้านบาท

    ททท.คาดตรุษจีนปีม้าทอง สร้างรายได้ท่องเที่ยวไทย 4.2 หมื่นล้านบาท

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงานเปิดเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026 เฉลิมฉลองตรุษจีนปีม้าทองอย่างยิ่งใหญ่ ปักหมุดการจัดงานหลักในพื้นที่กรุงเทพมหานครและอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สะท้อนมิตรภาพไทย–จีนครบรอบ 51 ปี พร้อมสนับสนุนการจัดงานในจังหวัดนครสวรรค์และสุพรรณบุรี คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันที่ 13–22 กุมภาพันธ์ 2569 มีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 3.5 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนทั่วประเทศประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    บ่ายวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ททท. จัดงานแถลงข่าวเปิดเทศกาลฯ ณ สำนักงานใหญ่ โดยมีนายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ และตำรวจท่องเที่ยว เข้าร่วม

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า ปี 2569 เป็นปีแห่งความพิเศษของการจัดงานตรุษจีนประเทศไทย เนื่องจากเป็นการเฉลิมฉลองปีม้าทองควบคู่กับการครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน รวมถึงครบรอบ 22 ปี ความร่วมมือระหว่าง ททท. กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ร่วมกันสืบสานและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนแนวคิด “จีนไทย ครอบครัวเดียวกัน”

    สำหรับการจัดงานในปีนี้ ททท. กำหนดพื้นที่จัดงานหลัก 2 แห่ง โดยในกรุงเทพมหานคร ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมการประดับไฟถนนเยาวราช ภายใต้แนวคิด “Ride the Fortune, Share the Future” บริเวณวงเวียนโอเดียนถึงแยกเฉลิมบุรี ระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 ในช่วงเวลา 18.00–23.00 น. ควบคู่กับการจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ระหว่างวันที่ 14–18 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 16.00–22.00 น. เปิดงานด้วยพิธีกล่าวอวยพรไทย–จีน พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมจาก 4 พื้นที่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครฉงซิ่ง มณฑลเหอหนาน และมณฑลฝูเจี้ยน รวมถึงกิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย–จีน และการแสดงจากศิลปินไทยและศิลปินจีน

    ขณะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จัดงาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai ระหว่างวันที่ 17–20 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ พบการแสดงจากมณฑลฝูเจี้ยน การเชิดสิงโต การแสดงกายกรรม และการประดับไฟยามค่ำคืน สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลให้เมืองหาดใหญ่คึกคักตลอดช่วงจัดงาน

    นอกจากนี้ ททท. ยังสนับสนุนการจัดงานเทศกาลตรุษจีนในภูมิภาคที่มีเอกลักษณ์ ได้แก่ ประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างวันที่ 10–21 กุมภาพันธ์ 2569 และงานตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์ ณ อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างวันที่ 17–18 กุมภาพันธ์ 2569

    ทั้งนี้ ททท. คาดการณ์ว่าช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 โดยเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนราว 241,000 คน ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยอยู่ที่ 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 สะท้อนศักยภาพการท่องเที่ยวไทยในการสร้างรายได้และกระจายเศรษฐกิจสู่พื้นที่ทั่วประเทศ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/811400&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K8oZvJPCED_578WterRli

  • ‘อนุทิน’เดินหน้าเมกะโปรเจกต์ หากเป็นรัฐบาล พัฒนา ‘อีอีซี’พื้นที่ท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’เดินหน้าเมกะโปรเจกต์ หากเป็นรัฐบาล พัฒนา ‘อีอีซี’พื้นที่ท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 5 ก.พ. ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงแนวคิดการผลักดันโครงการเมกะโปรเจกต์ แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Destination) ในประเทศไทยว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีดำริว่าพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีศักยภาพและพื้นที่จำนวนมาก ควรพัฒนาให้เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ไม่ควรเอ่ยชื่อโครงการเฉพาะเจาะจง เช่น ไม่ควรระบุชื่อเฉพาะอย่างดิสนีย์แลนด์ หรือยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เนื่องจากบริษัทระดับโลกเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ และพิจารณาปัจจัยหลายด้าน สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือเตรียมความพร้อมของประเทศให้ดีที่สุด ทั้งด้านคมนาคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว เพื่อให้เมื่อมีนักลงทุนเข้ามา ประเทศไทยสามารถรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากพรรคภูมิใจไทยได้กลับไปเป็นรัฐบาล จะไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอีกต่อไป และจะเดินหน้าศึกษาโครงการที่เกิดขึ้นแล้วหรือโครงการที่มีศักยภาพในพื้นที่อีอีซี เพื่อนำมาพัฒนาและสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้มากขึ้น โดยต้องเป็นประโยชน์ร่วมกัน วิน-วิน ทั้งนักลงทุน และประเทศชาติ

    เมื่อถามว่า โครงการอีอีซี โครงการเมกะโปรเจกต์ แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Destination) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า  เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่อีอีซีเท่านั้น หากพรรคภูมิใจไทยได้กลับไปเป็นรัฐบาลจะทำให้เกิดความมั่นใจ ว่าประเทศไทยที่มีความมั่นคงสงบสุข และมีความยั่งยืน พร้อมที่จะพัฒนาทุกภาคของประเทศไทย

    นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านวัฒนธรรม ประเพณี แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และศาสนา ที่ผสมผสานกับความร่วมสมัย รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างภูเขาและทะเล จึงต้องนำศักยภาพเหล่านี้มาพัฒนาและต่อยอด เพื่อสร้างแรงจูงใจสูงสุดให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5572355/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b14y55CpYk17Hbgf3yImT

  • จับตา ‘ญาจาง’ แม่เหล็ก MICE แห่งใหม่ ดันไทยเวียตเจ็ทเปิดบินตรง เชื่อมขุมทรัพย์เวียดนามใต้

    จับตา ‘ญาจาง’ แม่เหล็ก MICE แห่งใหม่ ดันไทยเวียตเจ็ทเปิดบินตรง เชื่อมขุมทรัพย์เวียดนามใต้

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เวียดนามกำลังก้าวขึ้นเป็นประเทศดาวรุ่งของภูมิภาค ตัวเลขเติบโตของ GDP และภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวแซงประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกับประเทศไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

    ปรากฏการณ์นี้ยิ่งเห็นได้ชัดมากขึ้นในปี 2568 ที่ผ่านมา หลังจาก เวียดนามเร่งผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ทั้งการเปิดระบบวีซ่าออนไลน์ให้ชาวต่างชาติทุกสัญชาติ พร้อมขยายระยะเวลาการพำนักชั่วคราวจาก 30 วัน เป็น 90 วัน และอนุญาตให้บางประเทศเดินทางเข้า–ออกประเทศได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฉมใหม่ในหลายเมืองหลัก อาทิ ฮานอย ซาปา ดานัง ฮอยอัน และ โฮจิมินห์ซิตี้

    ไม่เว้นแม้แต่ ‘เมืองญาจาง’ เมืองท่องเที่ยวชายทะเลทางตอนใต้ของเวียดนาม ที่กำลังกลายเป็นแม่เหล็กใหม่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวชาวไทย แน่นอนว่าจากโอกาสทั้งหมดทำให้สายการบินราคาประหยัดอย่าง เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เลือกขยายเส้นทางบินใหม่ เปิดให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์เส้นทางกรุงเทพฯ–ญาจาง เป็นครั้งแรก บินด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่ โบอิ้ง 737-8 ขนาด 189 ที่นั่ง

    วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า การเปิดเส้นทางกรุงเทพฯ–ญาจาง เกิดจากการมองเห็นศักยภาพของญาจาง ที่เริ่มมีบทบาททั้งในแง่ของการท่องเที่ยว และการเดินทางไปทำธุรกิจ โดยเฉพาะการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ที่ดึงดูดการลงทุนของเวียดนามและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตขึ้นต่อเนื่อง

    สำหรับเส้นทาง กรุงเทพฯ–ญาจาง เปิดบริการทุกวันตลอดสัปดาห์ โดยจุดเด่นของเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 คือ Boeing Sky Interior ที่มาพร้อมระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Lighting และช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทาง และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับดีมานด์การเดินทางระหว่างไทย–เวียดนาม ที่เติบโตทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการเดินทางเพื่อธุรกิจ

    ทั้งนี้ การเปิดเส้นทางใหม่ยังสะท้อนบทบาทของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมตอกย้ำความแข็งแกร่งของเครือข่ายเส้นทางบินตรงจากประเทศไทยสู่เวียดนามที่ครอบคลุมมากที่สุดในตลาด

    สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 เวียตเจ็ทไทยแลนด์มีแผนขยายเที่ยวบินระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อไม่นานมานี้ ได้นำเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 เข้าประจำการเปิดเส้นทางบินใหม่ อาทิ กรุงเทพฯ–โตเกียว และกรุงเทพฯ–โอซาก้า ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ประเทศเกาหลีใต้และจีนในช่วงต้นปีนี้

    อีกทั้ง มีแผนขยายฝูงบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 50 ลำ เพื่อเพิ่มความถี่เที่ยวบิน และยกระดับศักยภาพการให้บริการในเส้นทางระยะกลางถึงไกล รองรับการเปิดเส้นทางใหม่สู่จุดหมายสำคัญทั่วเอเชีย

    ด้าน ปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตแซงหน้าไทยอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากจุดแข็งด้านการบริหารจัดการ การจัดโซนพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความรู้สึกปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว

    “มองว่าหากประเทศไทยสามารถยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศได้มากขึ้นเช่นกัน” ปิ่นยศ กล่าวย้ำ

    นอกจากนี้ จากกรณีการพบการระบาดของไวรัสนิปาห์ในบางพื้นที่ของประเทศอินเดียในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศจับตาและประเมินความเสี่ยงว่าอาจลุกลามเป็นวงกว้าง เนื่องจากไวรัสดังกล่าวถูกจัดเป็นโรคติดต่ออันตราย อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคได้ออกมาชี้แจงว่า ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ และปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ พร้อมยืนยันว่ามีมาตรการควบคุมและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ทั้งในกลุ่มประชาชนและสัตว์ แม้กระแสข่าวจะเริ่มคลี่คลายลงแล้วก็ตาม

    ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจการบินยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านความปลอดภัย โดยสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้เพิ่มความเข้มข้นในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อภายในห้องโดยสารเป็นพิเศษ สำหรับเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) สู่เมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย รวมถึงเส้นทางภูเก็ต–มุมไบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารและลดความเสี่ยงด้านสาธารณสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-vietjet-nha-trang-mice/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JGQxUNX8NbYJlqf7zjo_x

  • “ปวีณา”  จับเข่าคุยชาวนาย่านหนองจอก เยี่ยมชม “ตลาด 100 ปีหนองจอก” ดันพัฒนาท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    “ปวีณา” จับเข่าคุยชาวนาย่านหนองจอก เยี่ยมชม “ตลาด 100 ปีหนองจอก” ดันพัฒนาท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/127457&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q8Trs3ctrRvm7maT0GcsC

  • การท่องเที่ยวภูเก็ตบนทางแยก ความเร่งด่วนสู่เกาะที่ปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล

    การท่องเที่ยวภูเก็ตบนทางแยก ความเร่งด่วนสู่เกาะที่ปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล

    เสียงจากคนท้องถิ่นบนเกาะภูเก็ต ทั้งจากภาคธุรกิจและชุมชน สะท้อนความต้องการร่วมกันในการยกระดับภูเก็ตให้เป็น ‘เกาะคุณภาพ’ ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและธรรมาภิบาล เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวระดับ high-end โดยมุ่งเน้นคุณค่าและมาตรฐานมากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณ

    ความหวังของหลายภาคส่วนที่อยากเห็นภูเก็ตเป็น ‘เกาะแห่งความสุขสำหรับทุกคน’ (Happiness Island for All) ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงธีมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยือนมากขึ้นเท่านั้น หากแต่คือภาพอนาคตของภูเก็ตที่ตั้งอยู่บนรากฐานของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ – ที่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ทางธุรกิจต้องเดินควบคู่ไปกับความสุขของชุมชน ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน และสังคมที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน

    แต่ความฝันนี้จะเป็นจริงได้ต้องการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง ธุรกิจ และชุมชน ผ่านการบริหารจัดการที่ดีขึ้น มีกฎหมายและกติกาที่เข้มงวด มีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูง และมีการปรับใช้กฎหมายและปราบปรามคนทำผิดอย่างจริงจัง

    ทุกๆ ปี เกาะภูเก็ตต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 10 ล้านคน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่า 400 ล้านบาทต่อปี โดยมีโรงแรมที่จดทะเบียนกว่า 1,500 แห่ง และห้องพักรวมกว่า 100,000 ห้อง (ข้อมูลปี พ.ศ. 2567–2568) ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และโอกาสในการพัฒนาที่ยังเปิดกว้างอีกมาก

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภูเก็ตเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวริมทะเลอันดามันที่มีชื่อเสียงที่สุดในเอเชียและในโลก ด้วยเสน่ห์ของน้ำทะเลสีฟ้าใส สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน วัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีชีวิตชีวา และความเป็นมิตรของผู้คนในพื้นที่ บทบาทของภูเก็ตจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ หากยังเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สร้างรายได้ สร้างงาน และต่อยอดโอกาสการพัฒนาไปยังพื้นที่ภาคใต้โดยรอบอย่างต่อเนื่อง

    ปัจจุบัน รายได้หลักของเกาะภูเก็ตยังคงพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ ร้อยละ 95 และสร้างรายได้ให้ประเทศมากกว่า 400,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม แม้การท่องเที่ยวจะยังเป็นหนึ่งในเสาหลักของ GDP ไทย แต่บทเรียนหลังวิกฤติโควิด-19 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และการเปลี่ยนแปลงโมเดลของธุรกิจท่องเที่ยวที่แข่งขันมากขึ้นและจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของไทยโดยตรง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้จำเป็นต้องกลับมาทบทวนทิศทางและรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวของไทยในภาพรวม และในเวลาเดียวกัน เกาะภูเก็ตก็คงถึงเวลาที่ต้องหันกลับมาพิจารณาโครงสร้าง จุดแข็ง และจุดอ่อนของตนเองอย่างจริงจัง เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคง ยืดหยุ่น และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

    ธุรกิจนอกระบบกัดกร่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและโอกาสการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

    แม้โอกาสในการยกระดับภูเก็ตสู่การเป็น ‘เกาะคุณภาพ’ จะดูไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ในทางปฏิบัติ ภูเก็ตยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับประเทศไทยในภาพรวม ทั้งในด้านธรรมาภิบาล กฎหมายที่อ่อนแอ ระบบธุรกิจที่ยังขาดความสมดุล และระดับความโปร่งใสที่ยังต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ช่องว่างเหล่านี้เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจนอกระบบจำนวนไม่น้อยดำเนินกิจการโดยอยู่นอกกรอบการกำกับดูแล

    ผลกระทบไม่ได้สะท้อนเพียงในเชิงภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว หากยังเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ตั้งแต่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ น้ำเสีย มลภาวะทางอากาศและเสียง ไปจนถึงความรู้สึกไม่เท่าเทียมในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น ข้อมูลจากสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวภูเก็ตระบุว่า ยังมีที่พักและโรงแรมที่ไม่ได้รับอนุญาตจำนวนมาก ขณะที่สถานประกอบการบางประเภท เช่น ร้านอาหาร ผับ บาร์ และสถานบริการบางส่วน ยังคงอยู่นอกระบบการควบคุม ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อรายได้ของรัฐ หากยังสร้างภาระต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นี่ยังไม่นับรวมธุรกิจผิดกฎหมาย ยาเสพติด การลักลอบสินค้าผิดกฎหมายต่างๆ ซึ่งทำลายภาพลักษณ์และโอกาสดีๆ ของเกาะแห่งนี้

    ในภาพรวม ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบที่มีสัดส่วนค่อนข้างสูงในประเทศไทย ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐและการวางนโยบายการคลังเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการแข่งขัน การจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยว การนำกิจการเข้าสู่ระบบ และการสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรม จึงเป็นก้าวสำคัญที่ภูเก็ตควรให้ความสำคัญ หากต้องการวางรากฐานการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    แล้วคำถามสำคัญคือ…?

    ภูเก็ตควรเดินต่อไปอย่างไร ท่ามกลางโจทย์ความท้าทายเหล่านี้ คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวหรือการเร่งสร้างเม็ดเงินและการเติบโตในระยะสั้น หากแต่อยู่ที่การวางรากฐานของการเป็นเกาะที่มีคุณภาพ อย่างรอบด้าน ตั้งแต่การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การบริหารจัดการเมืองและสิ่งแวดล้อม กำจัดคอร์รัปชันและเรื่องผิดกฎหมาย ไปจนถึงการสร้างกติกาที่ชัดเจน เป็นธรรม และบังคับใช้ได้จริงกับทุกฝ่าย

    ความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และการแข่งขันที่เป็นธรรม

    ท่ามกลางการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของภูเก็ตจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงความงดงามของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งหากขาดการดูแลร่วมกันก็ยากจะคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่อภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทาง

    ความเชื่อมั่นดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่มาตรฐานความปลอดภัยที่สูง บริการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ ไปจนถึงระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็ง โปร่งใส และปราศจากการเอารัดเอาเปรียบ การรักษาความเชื่อมั่นนี้ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชื่อเสียงของภูเก็ตคือ สินทรัพย์ร่วม ที่หากถูกบั่นทอนเพียงครั้งเดียว อาจต้องใช้เวลายาวนานในการฟื้นฟูกลับคืนมา

    รักษ์ธรรมชาติ กระจายรายได้ และดูแลคุณภาพชีวิตชุมชน

    การเติบโตของการท่องเที่ยวจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาชายหาด ความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเล และทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นหัวใจของภูเก็ต ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการชุมชนที่ดี ตั้งแต่โอกาสในการทำมาหากิน คุณภาพชีวิตของผู้คน ไปจนถึงการจัดการขยะ น้ำเสีย และการควบคุมมลภาวะทางเสียง—ล้วนเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเคารพธรรมชาติและชุมชนจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    โครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่ง ทั้งสนามบินและระบบขนส่งสาธารณะ มีบทบาทสำคัญในการรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยว แต่การพัฒนาเหล่านี้จำเป็นต้องดำเนินไปอย่างโปร่งใส เข้าถึงได้ และมีค่าใช้จ่ายที่เป็นธรรม ควบคู่กับการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวกลับสู่ชุมชนอย่างแท้จริง สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ให้ผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มทุนขนาดใหญ่หรือกลไกอำนาจใดอำนาจหนึ่งเท่านั้น

    เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างสมดุล ภูเก็ตจึงจะสามารถเป็นทั้งจุดหมายปลายทางที่น่าเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยว และเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่สำหรับคนท้องถิ่นได้ในเวลาเดียวกัน

    เพราะการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ต้องเริ่มจากการยกระดับภูเก็ตให้เป็น ‘เกาะคุณภาพ’ อย่างเป็นระบบ ก้าวแรกคือการจัดการกับปัญหาเรื้อรังที่สะสมมายาวนาน ตั้งแต่การแก้ไขและปราบปรามธุรกิจนอกระบบ การสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไปจนถึงการวางรากฐานที่เปิดโอกาสให้คนภูเก็ตสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีบนเกาะของตนเอง

    ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่การเลือกตั้งและการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง หลายนโยบายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาล้วนพูดถึงการปราบปรามทุนเทา การต่อต้านคอร์รัปชัน และการส่งเสริม ‘ธรรมาภิบาล’ ในการบริหารประเทศ นี่อาจเป็นอีกหนึ่งจังหวะสำคัญที่ความหวังในการเปลี่ยนแปลงของภูเก็ตจะถูกผลักดันอย่างจริงจัง ผ่านการยกระดับการบริหารจัดการที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อให้เกาะแห่งนี้ก้าวไปสู่การเป็น ‘เกาะคุณภาพ’ ที่ปลอดภัย มีธรรมาภิบาล และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก พร้อมทำให้การท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    ภาพ: Pierrick Lemaret/Getty Images

    ABOUT THE AUTHOR

    ดร. อาจารี ถาวรมาศ

    Consultant และผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายการดำเนินความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (อียู) สำหรับภาครัฐและเอกชนไทย และที่ปรึกษาอิสระให้กับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินความร่วมมือกับภูมิภาคเอเชีย สามารถติดตามได้ที่ www.access-europe.eu และ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/phuket-tourism-governance-safety/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tzJzn5EYf0p_bAA5bvNil