Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ศรีราชา MOU ขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    ศรีราชา MOU ขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    ภูมิภาค

    ศรีราชา MOU ขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    วันศุกร์ ที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นางภัทรชนันท์ ผ่องผาด นายอำเภอศรีราชา เป็นประธานเปิดงานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) ขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในครั้งนี้กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชนดำเนินขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมด้วยนายอาคมเจตน์ พันเฉลิมชัยโชค นายกเทศมนตรีนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์และ นายชัยณรงค์ ทองศิริ  กำนันตำบลบึง พระปลัคเสมียน จิตสาโร เจ้าอาวาสวัดหนองปรือ โดยมี นายธนภัทร เป้งทอง พัฒนาการอำเภอศรีราชา กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ในพิธี และมีผู้ใหญ่บ้าน ประธานชุมชน และหัวหน้าส่วนราชการของอำเภอศรีราชาเข้าร่วม 

    สำหรับ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) ขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในครั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชนดำเนินขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญ์ของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้พื้นที่ตำบลเป็นฐานรากในการพัฒนา ภายใต้กลไก 7 ภาคีเครือข่าย อันได้แก่ ภาคราชการ ภาคสนามภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม สื่อสารมวลชน ในการขับเคลื่อนและบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีวัตถุประสงค์  1.เพื่อส่งเสริมให้ผู้นำชุมชน กลุ่ม องค์กร ภาคีเครือย่าย และประชาชนได้เรียนรู้และน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพียง ไปใช้ในการดำเนินชีวิต และนำมาใช้ในการขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้มีความเข้มแข็งครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ได้แก่ มิติด้านความมั่นคง มิติด้านความมั่งคั่ง และมิติด้านความยั่งยืน

    2. เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการบริหารจัดการตำบล สู่ตำบลจัดการตนเอง ที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยการจัดทำแผนชุมชนเชื่อมโยงสู่การจัดทำแผนตำบลที่เกิดจากการบูรณาการของทุกภาคส่าน

    3.เพื่อส่งเสริมและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้กับประยาชนในตำบล ให้สามารถจัดการความรู้ ค้นหารูปแบบ แนวทาง และวิธีการขับเคลื่อนตำบลเข้มแข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นแบบอย่างที่ดีสามารถขยายผลการดำเนินงานไปสู่ตำบลอื่น ๆ ได้ 

    ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อำเภอศรีราชา ได้คัดเลือกให้ตำบลบึง เป็นตำบลเป้าหมายในการขับเคลื่อนตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเพื่อเป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดความยั่งยืน อำเภอศรีราชา โดยงานพัฒนาชุมชนอำเภอศรีราชา จึงได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความ (MOU) ขับเคลื่อนตำบลเข็มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/465180&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wrx2p9UPi4UewFAEKYOmm

  • ผู้ว่าฯ จ.สระแก้ว เข้าเยี่ยมชมการผลิตของดั๊บเบิ้ล เอกระดาษจากไม้ปลูกของเกษตรกร พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ จ.สระแก้ว เข้าเยี่ยมชมการผลิตของดั๊บเบิ้ล เอกระดาษจากไม้ปลูกของเกษตรกร พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ จ.สระแก้ว เข้าเยี่ยมชมการผลิตของดั๊บเบิ้ล เอกระดาษจากไม้ปลูกของเกษตรกร พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน

    ดั๊บเบิ้ล เอ เปิดบ้านต้อนรับส่วนงานราชการจังหวัดสระแก้ว เข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเยื่อและกระดาษที่ใช้เทคโนโลยีชั้นนำใส่ใจสิ่งแวดล้อม

    ดั๊บเบิ้ล เอ เปิดบ้าน ต้อนรับส่วนงานราชการจังหวัดสระแก้ว โดยมี นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นำคณะหัวหน้าส่วนราชการของจังหวัดเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเยื่อและกระดาษที่ใช้เทคโนโลยีชั้นนำใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยระบบบริหารจัดการตามมาตรฐานคุณภาพ ISO 9001 และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ISO 14001 รวมทั้งได้รับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ของกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังได้เข้าใจแหล่งที่มาวัตถุดิบจากไม้ปลูกของเกษตรกร “ต้นกระดาษ” ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาพันธุ์เหมาะสมกับการผลิตกระดาษคุณภาพ ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย และมีส่วนช่วยลดโลกร้อน สำหรับการเยี่ยมชมในครั้งนี้นับเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างส่วนงานราชการ และสถานประกอบการในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    ข่าวยอดนิยมในหมวดหมู่

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5574556/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X6XYKn-AZhk8-NAxRxeHV

  • เลือกตั้ง69 ปลุกดัชนีเด้งรับ 2สัปดาห์ โบรกเตือนเศรษฐกิจโตต่ำ-หนี้ท่วมฉุด

    เลือกตั้ง69 ปลุกดัชนีเด้งรับ 2สัปดาห์ โบรกเตือนเศรษฐกิจโตต่ำ-หนี้ท่วมฉุด

    เลือกตั้ง69 ปลุกดัชนีเด้งรับ 2สัปดาห์ โบรกเตือนเศรษฐกิจโตต่ำ-หนี้ท่วมฉุด

    สถิติการลงทุนในอดีตบ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นไทยมักได้รับอานิสงส์เชิงบวกในช่วง “ก่อนและหลังการเลือกตั้ง” ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ นักวิเคราะห์มองว่า ความหวังในการเติบโตระยะยาวอาจถูกกดดันจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง  

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตามสถิติย้อนหลัง ตลาดหุ้นไทยมักมีการตอบรับเชิงบวก (Sentiment) ในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง และต่อเนื่องไปอีกราว 1-2 สัปดาห์หลังทราบผลการเลือกตั้ง

    โดยกลุ่มที่มักจะโดดเด่นที่สุดคือ “กลุ่มค้าปลีก” ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 4% เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการสะพัดของเม็ดเงินในช่วงหาเสียงและนโยบายกระตุ้นการบริโภคที่ทุกพรรคการเมืองพร้อมใจกันเข็นออกมาหาเสียง  

    อย่างไรก็ตาม หลังผ่านพ้นช่วง 1 เดือนแรกไปแล้ว ตลาดมักจะเข้าสู่ช่วงการปรับฐาน เพราะราคาหุ้นได้ตอบรับ (Price In) ข่าวดีไปหมดแล้ว และนักลงทุนจะเริ่มกลับมามอง “โลกแห่งความเป็นจริง” ของปัจจัยพื้นฐานที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง 

    เลือกตั้ง69 ปลุกดัชนีเด้งรับ 2สัปดาห์ โบรกเตือนเศรษฐกิจโตต่ำ-หนี้ท่วมฉุด

    ทั้งนี้สิ่งที่ฉุดรั้งความคาดหวังในระยะถัดไปคือ ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคที่น่ากังวล หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจประเมินตรงกันว่า ปี 2569 นี้ GDP ของไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.6% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพอย่างน่าใจหาย 

    ปัญหาที่เกาะกินเศรษฐกิจไทยในขณะนี้มาจากหลายทิศทาง เครื่องยนต์หลักอย่าง “การบริโภค” ถูกกดทับด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ “ภาคการท่องเที่ยว” แม้จะเป็นความ หวังเดียว แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวสวนทางกับคู่แข่งในภูมิภาค  

    นอกจากนี้ “ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ” ยังมีข้อจำกัดอย่างมากจากภาระหนี้สาธารณะที่ตึงตัว ทำให้ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ พื้นที่ในการทำนโยบาย (Policy Space) ก็เหลือไม่มากนัก  

    ในแง่ของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ภาพที่ออกมาในช่วงไตรมาส 4/2568ยิ่งซ้ำเติมความกังวล โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่กำไรส่วนใหญ่ ลดลงจากแรงกดดันของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่แคบลง  

    ขณะที่หุ้นบิ๊กแคปในกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL, HMPRO หรือ BJC ต่างเผชิญกับภาวะกำไรที่ไม่ได้เติบโตอย่างโดดเด่น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแบบเร่งตัว (Outperform) ได้ยาก 

    ด้านนักวิเคราะห์จาก บล.บัวหลวง ประเมินว่า หลังการเลือกตั้งบรรยากาศการลงทุนจะดีขึ้นในระยะสั้น โดยวางกรอบแนวต้าน (Upside) ไว้ที่ระดับ 1,350 – 1,370 จุด อย่างไรก็ตาม ตลาดจะเข้าสู่โหมด “Reality Check” เพื่อรอดูโฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่ เสถียรภาพทางการเมือง และความสามารถในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่เคยหาเสียงไว้  

    ภายใต้ภาวะสุญญากาศทางนโยบาย (Policy Gap) คาดว่า กำไร บจ. ในไตรมาส 1/2569 จะยังฟื้นตัวช้า โดยกำไรหลักอาจเติบโตเพียง 1% เมื่อเทียบกับปีก่อนขณะที่ขีดความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ถูกประเมินว่าไม่สูงนัก เนื่องจากงบประมาณลงทุนที่ลดลงและสถานะการคลังที่ตึงตัว โดยคาดว่า จะมีเม็ดเงินกระตุ้นเพียงราว 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะหนุน GDP ได้เพียง 0.1 – 0.2% เท่านั้น 

    ในสภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงและเศรษฐกิจโตช้า นักวิเคราะห์แนะนำให้เน้นหุ้นที่มีการเติบโตเล็กน้อย ราคาไม่แพง และมีอัตราส่วนเงินปันผลที่ดี โดยมีหุ้น Top Pick ที่น่าสนใจดังนี้:

    1. Quality Value: หุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน แต่มีกำไรสม่ำเสมอและมีความผันผวนต่ำ เช่น CPN, COM7, BH, OSP และ CPALL 
    2. Dividend Play: หุ้นที่มีกระแสเงินสดอิสระสูงและจ่ายปันผลเด่น (Div. Yield > 3%) เพื่อเป็นเกาะป้องกันความเสี่ยง เช่น KKP ที่คาดการณ์ปันผลสูงถึง 7% 
    3. Foreign Flow Targets: หุ้นใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ หากมีการปรับพอร์ตหลังเลือกตั้ง เช่น PTT, SCC, ADVANC 
    4. Domestic Play: หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยว เช่น MTC, CENTEL, ITC และ HMPRO

    โดยสรุป ภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงการเลือกตั้งสะท้อนแรงหนุนเชิงสถิติในระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังเผชิญข้อจำกัดจากการเติบโตที่ไม่สูง ภาวะหนี้ครัวเรือน และทิศทางกำไรของหลายอุตสาหกรรม  

    แม้ระดับมูลค่าตลาดโดยรวมจะอยู่ในช่วงไม่สูงเมื่อเทียบเชิงสถิติ และบางกลุ่มมีจุดเด่นด้านกระแสเงินสดและเงินปันผล แต่การ เคลื่อนไหวของตลาดในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนทางการเมือง ทิศทางเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อประกอบการตัดสินใจในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

    หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,173 วันที่ 8 – 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/650894&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cP9u_Q3tKBnS9PiQgKSO3

  • เคแบงก์ มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปี 69 ยังมีความไม่แน่นอน ตั้งเป้าสินเชื่อโตเพียง 0-2% พร้อมคุมหนี้เสียให้น้อยกว่า 3.25%

    เคแบงก์ มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปี 69 ยังมีความไม่แน่นอน ตั้งเป้าสินเชื่อโตเพียง 0-2% พร้อมคุมหนี้เสียให้น้อยกว่า 3.25%

    ธนาคารกสิกรไทยมองการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ต้องเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ ปี 2569 เติบโตเพียง 0-2%

    ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยธนาคารได้กําหนดเป้าหมายทางการเงินประจำปี 2569 ต่างๆ ไว้ดังนี้ โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ (Loan Growth) เติบโตที่ 0-2% สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารยังคงเน้นการเติบโตสินเชื่อที่มีคุณภาพ สินเชื่อที่มีหลักประกัน และกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการเติบโต พร้อมต่อยอดขีดความสามารถและความแข็งแกร่งด้านสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

    อีกทั้งตั้งเป้าหมายผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ 2.75-2.95% สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและการเติบโตของเงินให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพ

    ส่วนการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ (Net Fee Income Growth) เติบโตที่ Mid-to-high single-digit โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการขยายบริการโซลูชันด้านการบริหารความมั่งคั่ง และความเป็นผู้นำด้านบริการชำระเงินทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน

    สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ Mid-40s โดยธนาคารยังคงเน้นย้ำการดำเนินมาตรการควบคุมต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อรองรับแรงกดดันจากการเติบโตของรายได้ที่มีความท้าทาย

    ด้าน เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL Ratio – Gross) อยู่ที่น้อยกว่า 3.25% ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน และอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Credit Cost) อยู่ที่ในช่วง 140-160 bps (Normalized Level) โดยธนาคารยังคงบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบและระมัดระวังสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ

    ภาพแสดงเป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569 1

    ภาพ : เป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569

    อีกทั้ง ธนาคารยังคงมีสถานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งเพียงพอรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

    ในปี 2569 นี้ ธนาคารกสิกรไทยจะยกระดับยุทธศาสตร์ ‘3+1 และ Productivity’ ไปอีกขั้น ด้วยกลยุทธ์ ‘ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Strategy)’ ที่ให้ความสำคัญต่อความต้องการของลูกค้าใน แต่ละช่วงชีวิตและทุกบริบททางธุรกิจ ทั้งกลุ่มลูกค้าบุคคล ลูกค้าผู้ประกอบการ และลูกค้าธุรกิจ ขับเคลื่อนการทำงานเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างรอบด้านและตรงใจ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/kbank-economy-loan-growth-npl/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DrW7-O_ZGXSP3sN5OCZ9H

  • พรรคเศรษฐกิจส่ง “พัฒนวุธ” ลุยเขต 2 ปิดเวทีใหญ่กลางหาดใหญ่ | TOPNEWS

    พรรคเศรษฐกิจส่ง “พัฒนวุธ” ลุยเขต 2 ปิดเวทีใหญ่กลางหาดใหญ่ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 06/02/2026 14:45

    เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2569 ที่ลานสี่แยกสะพานดำ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พรรคเศรษฐกิจปิดเวทีปราศรัยใหญ่นำโดย พลเอกรังษี กิตติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรค นำทีมผู้สมัครทั้งจังหวัดสงขลา ขึ้นเวทีโค้งสุดท้าย สนับสนุน พล.ต.ท.พัฒนวุธ อังคะนาวิน ผู้สมัครเขต 2 เบอร์ 2 ลุยชิงเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ท่ามกลางผู้สนับสนุนที่เข้าร่วมรับฟังการปราศรัยอย่างต่อเนื่อง


    พลเอกรังษี กล่าวตอกย้ำจุดยืนไม่ขายฝัน ไม่โกหกประชาชน ชี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี ส่งผลกระทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่คนพิการ เกษตรกร ผู้ประกอบการ ขนส่ง ภาคบริการ โรงแรม ร้านค้า ไปจนถึงทหารผ่านศึก พร้อมย้ำแนวทางพรรคเศรษฐกิจ “ไม่แจกเงิน” แต่เร่งฟื้นเศรษฐกิจให้เดินได้ก่อน เพราะเมื่อเศรษฐกิจดี การช่วยเหลือประชาชนเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้ว พร้อมกล่าวว่า “ผมมาหาดใหญ่เพื่อบอกความจริง วิกฤตมีอะไรบ้าง และพรรคเศรษฐกิจจะแก้อย่างไร ให้คนตัดสินใจง่าย” และฟาดการเมืองซื้อเสียงอย่างตรงไปตรงมาว่า เงิน 5,000–7,000 ที่นำมาซื้อเสียงคือเงินสแกมเมอร์ หากรับเงินแล้วเลือก ประเทศจะถึงทางตัน พร้อมย้ำว่ารับเงินได้แต่อย่าเลือก ให้เลือกพรรคที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้น ประเทศเดินได้ และประชาชนมั่งคั่ง

    ด้าน พล.ต.ท.พัฒนวุธ อังคะนาวิน ขึ้นเวทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ระบุว่าสนามเลือกตั้งหาดใหญ่เต็มไปด้วยเวทีปิดท้ายจากพรรคใหญ่ แต่ขออาสาเป็น “นักการเมืองทำงานจริง” ถึงขั้นประกาศไม่รับเงินเดือน หากได้รับโอกาสเข้าสภา พร้อมย้ำว่าการเมืองต้องมีหัวใจแห่งการให้และการอุทิศเพื่อบ้านเมือง ผู้สมัครเขต 2 ยังเล่าย้อนชีวิตการใช้ชีวิตในหาดใหญ่มากว่า 41 ปี ตั้งแต่ปี 2527 ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาแล้ว 6 รัฐบาล เลือกตั้งทุกครั้งแต่ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า และตั้งคำถามต่อบทบาทพรรคการเมืองสีเดิม ๆ ที่ผลัดกันบริหารประเทศแต่ปัญหาในพื้นที่ยังวนซ้ำ ก่อนกล่าวปิดท้ายว่า “วันนี้ก่อนกากบาทวันที่ 8 ขอให้ตั้งสติ ผมเป็นผู้ประกอบการ ผมรู้ว่าปากท้องสำคัญแค่ไหน ผมออกมาเพราะไม่อยากนิ่งเฉย รักความซื่อสัตย์สุจริต และอยากดูแลบ้านเมืองจริง ๆ แม้ไม่ได้เกิดที่นี่ แต่ผมขอตายที่นี่” โดยเวทีนี้จึงไม่ใช่เพียงการปิดปราศรัย หากคือการวัดใจคนหาดใหญ่ ระหว่างการเมืองแจกเงินกับการเมืองที่เดิมพันด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ โค้งสุดท้าย เขต 2 กำลังจะได้คำตอบ

    อนุกูล บุญมี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    ปก web ติวเข้มภาษาจีน

    SOCAIL 16-9_2o-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered-Recovered

    ญี่ปุ่นยกเลิกเทศกาลซากุระที่เม้าท์ฟูจิหลังนักท่องเที่ยวล้น

    ด่านเบตงคึกคัก แรงงานไทยในมาเลย์กลับใช้สิทธิเลือกตั้ง

    ทรัมป์หนุนทาคาอิจิเป็นนายกฯญี่ปุ่นต่อ

    AP คาดอนุทินจะได้จัดตั้งรัฐบาลผสมในการเลือกตั้งไทย

    “กกต.-ไปรษณีย์ไทย” ปล่อยขบวนขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า มุ่งหน้าสู่ 400 เขตทั่วประเทศ รอนับคะแนน 8 ก.พ.นี้

    ศึกเลือกตั้งเดือด! “ชวน” ซัดแรง “ผู้สมัครพรรคส้ม” ปราศรัยเวทีสงขลา เหยียดถิ่นกำเนิด ย้อนเจ็บแบบนี้มันขัดหลักคนเท่ากัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1479571&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jg2fruj-z91neL4CS8XKA

  • เปิดไทม์ไลน์หลังเลือกตั้ง กว่าจะได้รัฐบาลใหม่ ต้องรอถึงกลาง มิ.ย. 69

    เปิดไทม์ไลน์หลังเลือกตั้ง กว่าจะได้รัฐบาลใหม่ ต้องรอถึงกลาง มิ.ย. 69

    การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการใช้สิทธิของประชาชนเท่านั้น หากแต่เป็น “จุดเริ่มต้นของการถ่ายโอนอำนาจรัฐ” จากรัฐบาลชุดเดิมไปสู่ “รัฐบาลใหม่” ผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 

    เส้นทางดังกล่าว แม้ดูเหมือนเป็นเพียงขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ กลับเต็มไปด้วยตัวแปรทางการเมือง การต่อรอง การตรวจสอบ และความเสี่ยงจากข้อพิพาทการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้การจัดตั้งรัฐบาล “เร็วหรือช้า” กว่ากรอบเวลาที่คาดการณ์ไว้ 

    “ฐานเศรษฐกิจ” รวบรวมและเรียบเรียง ไทม์ไลน์หลังปิดหีบเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่การรับรองผล การเปิดสภา การเลือกนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงการได้รัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการ ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน เพื่อสะท้อนภาพการเดินเครื่องอำนาจรัฐ ในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประเทศ 

    ด่านแรก:กกต.รับรอง สส.  

    กุมภาพันธ์-เมษายน 2569 : หลังปิดหีบเลือกตั้ง หน้าที่สำคัญตกอยู่ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งต้องตรวจสอบความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งในทุกเขตทั่วประเทศ 

    กฎหมายกำหนดให้ กกต. ต้องประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง หรือไม่เกินวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องรับรองผลการเลือกตั้ง สส. ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 (475 คน) ของจำนวน สส.ทั้งหมด 

    ตัวเลข 95% ไม่ใช่เพียงเกณฑ์ทางเทคนิค แต่เป็น “กุญแจเปิดประตู” ไปสู่การจัดเปิดสภา หากรับรองผลไม่ครบตามเกณฑ์ จะไม่สามารถเปิดประชุมรัฐสภา และเดินหน้ากระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีได้

    ภายหลังการรับรองผล สส.ชุดใหม่จะทยอยเข้ารายงานตัว ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วง 10-16 เมษายน 2569 เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก 

    เปิดสภาใหม่:เกมชิงประธาน

    เมษายน 2569 : รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก ภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งตามไทม์ไลน์คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ 

    การประชุมครั้งแรกของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เพียงพิธีการเปิดสภา แต่เป็นเวทีแรกของ “การต่อรองทางอำนาจ” ผ่านการเลือก ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ รองประธานสภาฯ 

    ตำแหน่งประธานสภาฯ มีนัยทางการเมืองอย่างยิ่ง เพราะทำหน้าที่ควบคุมการประชุม บรรจุระเบียบวาระ และเป็นผู้ลงนามในกระบวนการสำคัญหลายขั้นตอน รวมถึงการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ 

    ผลของการเลือกประธานสภาฯ มักสะท้อนให้เห็นโครงสร้างเสียงข้างมาก และทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างชัดเจน

                                        เปิดไทม์ไลน์หลังเลือกตั้ง กว่าจะได้รัฐบาลใหม่ ต้องรอถึงกลาง มิ.ย. 69

    ด่านชี้ชะตา:เลือกนายกฯ   

    พฤษภาคม 2569 : เมื่อสภาฯ ตั้งหลักได้แล้ว ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือ การประชุมเพื่อลงมติเลือก “นายกรัฐมนตรี” ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569

    ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีต้อง 

    • มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ
    • อยู่ในบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง
    • พรรคที่เสนอชื่อต้องมีจำนวน สส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 (25 จาก 500 คน) ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด

    ขั้นตอนนี้จึงไม่ใช่เพียงการนับเสียงในสภา แต่เป็นบทสรุปของการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ว่าพรรคหรือขั้วใดสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้มากพอในการกุมอำนาจฝ่ายบริหาร 

    ตั้งครม.-แถลงนโยบายรัฐบาล

    พฤษภาคม – มิถุนายน 2569 : หลังได้นายกรัฐมนตรี ขั้นตอนต่อไปคือ การจัดตั้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีตามกฎหมายอย่างเข้มข้น คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ 

    เมื่อรายชื่อ ครม. ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รัฐมนตรีทุกคนต้องเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ จากนั้นรัฐบาลมีหน้าที่ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ภายใน 15 วัน

    การแถลงนโยบายถือเป็นการประกาศ “ทิศทางการบริหารประเทศ” ต่อสาธารณชน และเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลสามารถใช้อำนาจเต็มรูปแบบได้ 

    มิ.ย.รัฐบาลใหม่บริหารประเทศ   

    จากไทม์ไลน์ทั้งหมด หากทุกขั้นตอนเป็นไปตามกรอบกฎหมายและไม่มีอุปสรรคทางการเมืองเพิ่มเติม คาดว่า ประเทศไทยจะได้รัฐบาลชุดใหม่ที่สมบูรณ์ พร้อมบริหารประเทศอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 

    ช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ไม่เพียงในเชิงการเมือง แต่ยังรวมถึงทิศทางเศรษฐกิจ การจัดทำงบประมาณ การฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน และ การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่

    คำถามสำคัญที่สังคมต้องจับตา คือ กระบวนการถ่ายโอนอำนาจครั้งนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่นเพียงใด และ รัฐบาลใหม่จะสามารถใช้ “เสียงจากปลายปากกาเลือกตั้ง” แปลงเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน ตอบโจทย์ประเทศได้จริงหรือไม่…

    รายงานพิเศษ โดย…ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4173 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/650836&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1slLkmG5pvS-A5WcQzr9zt

  • “ลุงป้อม” กลับบ้านเกิดลพบุรี บอกพอแล้วชีวิตการเมือง ขอท่องเที่ยวและพักผ่อน

    “ลุงป้อม” กลับบ้านเกิดลพบุรี บอกพอแล้วชีวิตการเมือง ขอท่องเที่ยวและพักผ่อน

    “ลุงป้อม” กลับบ้านเดิม บอกพอแล้วชีวิตการเมือง หยุดแค่นี้ จากนี้จะท่องเที่ยวและพักผ่อน พร้อมควงผู้สมัคร พปชร. ไหว้พระเสริมสิริมงคล แวะชิมอาหารพื้นบ้าน

    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กลับไปเยือนบ้านเกิดที่ บ้านทรงไทย “เรือนรับตะวัน” อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นจากพี่น้องประชาชนที่มารอพบและทักทายอย่างเป็นกันเอง โดยมี นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี ให้การต้อนรับและพาเยี่ยมชมพื้นที่

    พล.อ.ประวิตร ใช้เวลาพูดคุยกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด สอบถามสารทุกข์สุขดิบ พร้อมอวยพรให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุข โดยประชาชนหลายคนต่างกล่าวชื่นชมว่ายังคงดูแข็งแรง กระฉับกระเฉง และมีอัธยาศัยเป็นกันเอง

    จากนั้นได้เดินทางไปยังวัดเชียงงา อำเภอบ้านหมี่ เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กราบพระประธานในอุโบสถเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมเล่าถึงความผูกพันกับพื้นที่แห่งนี้ซึ่งเป็นสถานที่เกิด อีกทั้งยังได้พบลูกหลานของคนทำคลอดเมื่อกว่า 80 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 87 ปี เดินทางมารอพบเพื่อรำลึกความหลัง สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและน่าประทับใจแก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

    ตลอดการเดินทาง พล.อ.ประวิตร ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับชาวบ้าน รับฟังวิถีชีวิตและเรื่องราวในชุมชนอย่างเป็นกันเอง และก่อนเดินทางกลับ พล.อ.ประวิตรและคณะ ได้แวะรับประทานอาหารพื้นบ้านที่บ้านพักของ นายสุชาติ ลายน้ำเงิน โดยมีชาวบ้านและแฟนคลับเข้ามาทักทาย พร้อมแนะนำร้านอาหารอร่อยและของดีประจำจังหวัดลพบุรี หลายคนอยากให้ช่วยแวะชิม ชวนชิม และบอกต่ออาหารพื้นถิ่น รวมถึงสินค้าชุมชน เพื่อช่วยสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ 

    ทั้งนี้พล.อ.ประวิตรบอกด้วยว่า ตัวเองอายุมากแล้วปีนี้ 81 ทำงานมา 60 กว่าปีไม่ว่าจะเป็นทางด้านการทหารรับใช้ชาติรวมทั้งเป็นนักการเมืองเป็น รองนายกฯเป็นรัฐมนตรี  รักษาการณ์นายก ตนเองพอแล้วการเมืองขอหยุดแต่แค่นี้ต่อไปนี้จะขอท่องเที่ยว พักผ่อนใช้ชีวิตอย่างอิสระ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2912530&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bKD49-hR83XkQ4ig3kbc-

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับขึ้นแตะ 52.6 รับแรงหนุนเลือกตั้ง

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับขึ้นแตะ 52.6 รับแรงหนุนเลือกตั้ง

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.ค. 69 ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 4 แตะระดับ 52.6 จากแรงหนุนท่องเที่ยวต้นปี และความคาดหวังทางการเมือง

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,371 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนมกราคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 52.6 โดยมีบรรยากาศเทศกาลปีใหม่เป็นแรงส่งให้บรรยากาศในสังคมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับมีความคาดหวังต่อการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์และมาตรการภาครัฐหลังการจัดตั้งรัฐบาล 

    อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นและช่วงรอยต่อของมาตรการในระหว่างรอการเลือกตั้งยังคงกดดันความเชื่อมั่นของประชาชนในบางส่วน ขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 52.6 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยอยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 58.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 57.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับเชื่อมั่นได้รับแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย อาทิ 

    1. บรรยากาศทางเศรษฐกิจช่วงต้นปีที่ฟื้นตัวตามฤดูกาล
    2. ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นสอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยว ประกอบกับการดำเนินกิจกรรมและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนและสร้างรายได้ให้กับภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง 
    3. บรรยากาศทางการเมืองในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งมีส่วนช่วยประคองระดับความเชื่อมั่นของประชาชน จากความคาดหวังต่อแนวนโยบาย การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่ก็ตาม 
    4. การส่งออกยังเติบโตได้ดีโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 43.9 แม้จะปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 43.2 ในเดือนก่อนหน้า แต่มีค่าต่ำกว่าระดับ 50 

    สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น โดยมีปัจจัยที่ลดทอนระดับความเชื่อมั่น อาทิ การฟื้นตัวของรายได้ประชาชนที่ยังจำกัดจากภาระหนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนของนโยบายด้านการค้าของสหรัฐฯ และความผันผวนด้านการเงินในตลาดโลก

    นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ขยายวงกว้างมากขึ้นอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนของมาตรการภาครัฐในระยะต่อไป เป็นประเด็นที่จะส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 45.08 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 13.89 การเมือง ร้อยละ 10.56 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 8.63 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 8.05 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 7.99 ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 2.06 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.01 และ อื่น ๆ ร้อยละ 1.73 ตามลำดับ

    ดัชนีความเชื่อมั่น 5 ภูมิภาค

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงเชื่อมั่นทุกภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 53.5 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 52.4 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 50.9 และภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 50.8  ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แม้ปรับตัวลงเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 58.3

    พนักงานรัฐเชื่อมั่นสูง

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 56.5 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 53.7 ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 52.8 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 52.4 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 51.9 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 50.8 และ อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 50.3 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า 

    แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น แต่ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 43.3 ของเดือนก่อนหน้ามาอยู่ในระดับ 45.2 ในเดือนปัจจุบัน

    แรงหนุนท่องเที่ยว-ใช้จ่ายเทศกาล

    นายนันทพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทรงตัวอยู่ในช่วงเชื่อมั่นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากบรรยากาศการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในช่วงเทศกาล ควบคู่กับปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนที่ผ่านมา

    ซึ่งสะท้อนผ่านสัดส่วนของปัจจัยด้านการเมืองที่ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.78 สู่ร้อยละ 10.56 ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ จากความคาดหวังต่อการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมถึงความชัดเจนของมาตรการและนโยบายสำคัญภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

    ประชาชนยังกังวลการเมือง ค่าครองชีพ หนี้สิน

    อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองและการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในช่วงปลายปี 2568 ตลอดจนช่วงรอยต่อของมาตรการและนโยบายระหว่างการเลือกตั้ง ได้สร้างความกังวลให้แก่ประชาชนในอีกทางหนึ่ง

    นอกจากนี้ สถานการณ์ค่าครองชีพ และภาระหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาสินค้าเกษตร ผลการเลือกตั้ง และกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลในระยะต่อไปมีแนวโน้มเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางความเชื่อมั่นของประชาชน ภาครัฐจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

    ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ยังคงดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาความกดดันค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ โครงการ New Year Mega Sale 2026 และโครงการธงฟ้าราคาประหยัดทั่วประเทศ ควบคู่กับการกำกับดูแลสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรเพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกร พร้อมเดินหน้าส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นและสินค้า GI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย

    ขณะเดียวกัน ยังเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก ตลอดจนการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้แก่ธุรกิจภายในประเทศ รวมถึงการกำกับดูแลและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737607&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xYf_Z10cuXpydM9Y5yTX1

  • เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีฉลองยิ่งใหญ่ครบรอบ 20 ปี ประกาศยกระดับสู่ยุคใหม่ “องค์การบริหารไนท์ซาฟารี” มุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

    เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีฉลองยิ่งใหญ่ครบรอบ 20 ปี ประกาศยกระดับสู่ยุคใหม่ “องค์การบริหารไนท์ซาฟารี” มุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

    ภูมิภาค

    เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีฉลองยิ่งใหญ่ครบรอบ 20 ปี ประกาศยกระดับสู่ยุคใหม่ “องค์การบริหารไนท์ซาฟารี” มุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

    วันศุกร์ ที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.57 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โดยองค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ได้จัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 20 ปี ภายใต้แนวคิด “20 Years of Memories, a New Era” โดยมีพลเอกโกศล ประทุมชาติ ประธานกรรมการองค์การบริหารไนท์ซาฟารี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเครือข่ายพันธมิตร ซึ่งภายในงานมีการจัดกิจกรรมพิเศษอย่างการเลี้ยงบุฟเฟต์อาหารสัตว์ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าที่สำคัญของประเทศมาตลอดสองทศวรรษ

    การก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างองค์กร จากเดิมที่ดำเนินงานภายใต้สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) สู่การเป็น “องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน)” อย่างเต็มตัว เพื่อยกระดับบทบาทและภารกิจให้มีความชัดเจน ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น พร้อมทั้งยังคงบทบาทในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการสร้างความสุขผ่านการท่องเที่ยวเชิงนันทนาการที่โดดเด่น ทั้งการชมสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิดและการแสดงน้ำพุดนตรีในยามค่ำคืน

    นอกจากนี้ การก้าวสู่ยุคใหม่ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารียังมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการสร้างงาน การกระจายรายได้สู่ชุมชนรอบข้าง และการเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของพื้นที่ภาคเหนือ โดยความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความยั่งยืนภายใต้วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เพื่อสร้างความทรงจำและความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่อไปในอนาคต

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/465170&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C-TV6A5wSBM2H_KiQsKlt

  • “ดิสนีย์แลนด์ไทย” โซเชียลเสียงแตก อยากให้เกิด แต่มีโจทย์ต้องเคลียร์?

    “ดิสนีย์แลนด์ไทย” โซเชียลเสียงแตก อยากให้เกิด แต่มีโจทย์ต้องเคลียร์?

    “ดิสนีย์แลนด์ไทย” โซเชียลเสียงแตก อยากให้เกิด แต่มีโจทย์ต้องเคลียร์?

    กระแสข่าวการดึงเมกะโปรเจกต์ระดับโลกอย่าง “ดิสนีย์แลนด์” เข้ามาลงทุนในประเทศไทย กลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนบนโลกออนไลน์อีกครั้ง แม้จะรู้ว่าส่วนหนึ่งคือ เครื่องมือในการหาเสียงที่ “เสียงดัง” พอควร โดยเฉพาะเมื่อมีการพูดถึงแนวคิดการตั้งโครงการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งถูกวางบทบาทให้เป็นหัวใจใหม่ของการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ชื่อของ Disneyland ในฐานะสวนสนุกธีมพาร์คระดับโลก ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นสัญลักษณ์ของความบันเทิง ความฝัน และความทรงจำในวัยเด็กของผู้คนทั่วโลก ทุกครั้งที่ข่าวลือหรือแนวคิดเรื่องการขยายสาขามายังประเทศไทยถูกหยิบยกขึ้นมา แฟนคลับชาวไทยก็มักจับตาและถกเถียงกันอย่างเข้มข้นเสมอ

    เพื่อถอดรหัสเสียงสะท้อนเหล่านี้ บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) ในช่วงระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ถึง 20 มกราคม 2569 ครอบคลุมแพลตฟอร์มหลักอย่าง Facebook, Instagram, X และ Pantip ผลการวิเคราะห์สะท้อนให้เห็นว่า บทสนทนาเรื่อง “Disneyland ประเทศไทย” ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความตื่นเต้นหรือความฝัน แต่เต็มไปด้วยการตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ โอกาส และอุปสรรคของโครงการในบริบทของประเทศไทย

    TOP 4 ประเด็นฮิตที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโซเชียล

    1. ความเชื่อมั่นด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน (39.4%) “การขายฝัน” ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง

    ข้อมูลจากโซเชียลชี้ให้เห็น 4 ประเด็นหลักที่ถูกพูดถึงมากที่สุด โดยประเด็นอันดับหนึ่งคือ ความเชื่อมั่นด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน คิดเป็นสัดส่วนถึง 39.4% ของการกล่าวถึงทั้งหมด ชาวโซเชียลจำนวนไม่น้อยแสดงความกังวลต่อความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐและเสถียรภาพทางการเมือง มีการตั้งข้อสังเกตว่าแนวคิดเรื่องดิสนีย์แลนด์อาจถูกใช้เป็นเพียง “การขายฝัน” ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง พร้อมหยิบยกตัวอย่างเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ ที่ยังล่าช้า เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รวมถึงความห่วงใยเรื่องความโปร่งใสและการทุจริต ซึ่งอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในระยะยาว

    2. สภาพอากาศ (28.6%) คนต่อคิวเครื่องเล่นท่ามกลางแดดร้อนได้หรือไม่?

    ประเด็นรองลงมาคือ สภาพอากาศของประเทศไทย คิดเป็น 28.6% ของการกล่าวถึง โดยสภาพอากาศร้อนจัดตลอดปีถูกมองว่าเป็นความท้าทายสำคัญของสวนสนุกกลางแจ้ง เสียงจากโซเชียลจำนวนมากตั้งคำถามว่า นักท่องเที่ยวจะสามารถยืนต่อคิวเครื่องเล่นท่ามกลางแดดร้อนได้หรือไม่ นำไปสู่ข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์ เช่น การออกแบบสวนสนุกในรูปแบบ Indoor หรือโดมขนาดใหญ่ที่ควบคุมอุณหภูมิ เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทภูมิอากาศของเมืองไทย

    3.ค่าครองชีพ vs ราคาบัตรเข้าชม (23.8%)

    ประเด็นด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศ ตามมาติด ๆ ที่ 23.8% ของการกล่าวถึง ราคาบัตรเข้าชมที่ถูกคาดการณ์กันในโซเชียลว่าอาจอยู่ในช่วง 2,000–3,000 บาท กลายเป็นหัวข้อถกเถียงสำคัญเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำและรายได้เฉลี่ยของคนไทย หลายความเห็นมองว่า หากพึ่งพากำลังซื้อในประเทศเพียงอย่างเดียว โครงการอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว จึงจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างราคาให้เหมาะสม และมีกลยุทธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติควบคู่กันไป

    4.เอกลักษณ์ความเป็นไทย (8.2%) มิกกี้เมาส์นุ่งโจงกระเบน มินนี่เมาส์ห่มสไบ?

    ขณะที่ประเด็นสุดท้ายซึ่งแม้จะมีสัดส่วนเพียง 8.2% แต่กลับน่าสนใจไม่น้อย คือ เรื่องเอกลักษณ์ความเป็นไทย ชาวโซเชียลจำนวนหนึ่งเสนอว่า หากดิสนีย์แลนด์เกิดขึ้นจริงในไทย ควรมีการผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้าไปอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการนำธีมจากภาพยนตร์ “Raya and the Last Dragon” มาเป็นตัวแทนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือไอเดียเชิงสัญลักษณ์อย่างมิกกี้เมาส์นุ่งโจงกระเบน มินนี่เมาส์ห่มสไบ ไปจนถึงการสร้างโซนตลาดน้ำดิสนีย์ ซึ่งสะท้อนความต้องการเห็น “Disney in Thai Style” ที่สามารถนำเสนอวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างสร้างสรรค์

    เสียงแตก? ส่วนใหญ่เชียร์ แต่มีเงื่อนไขที่ต้องเคลียร์!

    เมื่อมองภาพรวมของบทสนทนาบนโลกออนไลน์ แม้จะมีเสียงกังวลในหลายมิติ แต่ทิศทางโดยรวมกลับสะท้อนการสนับสนุนมากกว่าการคัดค้าน

    โดยฝั่งที่เห็นด้วยมีสัดส่วนถึง 75.7% ของการกล่าวถึง กลุ่มนี้มองว่า Disneyland จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ สร้างการจ้างงาน และยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้แข่งขันในเวทีโลกได้ ขณะที่ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยซึ่งมีสัดส่วน 24.3% มองประเด็นเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และเสนอว่ารัฐควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม หรือสร้างแลนด์มาร์กใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยอย่างแท้จริงมากกว่า

    ปักหมุด EEC แต่ทำเลอื่นก็ถูกพูดถึง

    แม้ตามแผนแม่บทของภาครัฐจะมุ่งเป้าไปที่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) แต่เสียงจากโซเชียลสะท้อนว่ามีการพูดถึงทำเลศักยภาพกระจายไปยัง 6 โซนทั่วประเทศ โดยเรียงตามสัดส่วนการกล่าวถึง (Mention) ได้แก่

    1.ภาคตะวันออก (31.5%): EEC ครอบคลุม 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา โดดเด่นในเรื่องความพร้อมหลายด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และความใกล้กรุงเทพฯ สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวที่พักในเมืองหลวง สามารถจัดโปรแกรมเที่ยวแบบวันเดียวกลับ (One-day trip) ได้สะดวก

    2.ภาคเหนือ (21.8%): เชียงใหม่/เชียงราย เป็นตัวเลือกที่ชนะใจชาวโซเชียลด้านสภาพอากาศ โดยเฉพาะหาก Disneyland ไปตั้งที่เชียงใหม่ หรือบนดอย รวมถึงบรรยากาศที่มี Vibe ใกล้เคียงกับ Disneyland ปารีส และ โตเกียว  

    3.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (19.2%): เขาใหญ่/นครราชสีมา เป็นโลเคชันที่ถูกมองว่าเหมาะกับสวนสนุกกลางแจ้งเพราะมีอากาศเย็นสบาย และปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ เพราะเขาใหญ่เป็นพื้นที่สูง ไม่มีความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม

    นอกจากนี้ จังหวัดขอนแก่น ก็ติดหนึ่งในทำเลที่ถูกใจชาวโซเชียล ด้วยแนวคิดว่าเป็นจังหวัดใหญ่มีสนามบินนานาชาติ มีมหาวิทยาลัย และเป็นศูนย์กลางคมนาคมที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว และจีน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันทีที่โครงการรถไฟความเร็วสูงดำเนินการแล้วเสร็จ

    4.ภาคกลาง (14.5%): กรุงเทพฯ และปริมณฑล ชูจุดเด่นเรื่องความสะดวกในการเดินทางและความถี่ในการท่องเที่ยว โดยกลุ่มที่พูดถึงทำเลนี้มองข้ามเรื่องวิวทิวทัศน์ แต่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายเป็นปัจจัยสำคัญ

    5. ภาคใต้ (8.4%): ภูเก็ต/กระบี่ ถูกพูดถึงในมุมศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับพรีเมียม (Luxury Market) ที่มีกำลังซื้อสูง 

    6. ภาคตะวันตก (4.6%): ประจวบคีรีขันธ์/เพชรบุรี การกล่าวถึงของโซนนี้สะท้อนแนวคิดการกระจายความเจริญและการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ อย่างคุ้มค่า เช่น สามารถเดินทางด้วยมอเตอร์เวย์สายใต้ (M81) ที่ช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางมหาศาล และ สนามบินหัวหิน ซึ่งพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติได้ไม่แพ้ทำเลฝั่งตะวันออก

    กระแส “Disneyland ประเทศไทย” บนโลกออนไลน์ สะท้อนความคาดหวังของสังคมที่ต้องการเห็นโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้เงื่อนไขด้านความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ การออกแบบที่เหมาะสมกับบริบทของไทย และการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโครงการจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือ ไทยเราพร้อมแค่ไหนในการบริหารจัดการโปรเจกต์ระดับโลกให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

    ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมจาก dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2568 – 20 มกราคม 2569 จากแหล่งข้อมูล ได้แก่ Facebook, Instagram, X และ Pantip 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/737603&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EcPqNSaCdZv8H39J_0hI6