‘สันติธาร’ กางแผนกู้เศรษฐกิจไทย 2026 ชูยุทธศาสตร์ 3S ปั้นไทยติด Top 20 เขตเศรษฐกิจโลก

‘สันติธาร’-กางแผนกู้เศรษฐกิจไทย-2026-ชูยุทธศาสตร์-3s-ปั้นไทยติด-top-20-เขตเศรษฐกิจโลก

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ สภาวิชาชีพบัญชีฯ สำนักงาน ก.ล.ต. สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ จัดงาน “CFO Annual Conference on Capital Markets 2026” เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569

โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Decoding the 2026 Economic Agenda: Strategic Imperatives for Thailand’s Leading CFOs ถอดรหัสวาระทางเศรษฐกิจปี 2026: สิ่งที่ CFO ชั้นนำของไทย ‘ต้อง’ ทำ” พร้อมด้วย อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ วินิจ ศิลามงคล นายกสภาวิชาชีพบัญชีฯ ร่วมเปิดงาน 

งานเสวนานี้มุ่งเสริมสร้างกลยุทธ์และเตรียมความพร้อมให้ CFO รับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ผ่านมุมมองจากผู้ทรงวุฒิขององค์กรชั้นนำ พร้อมอัปเดตข้อมูลสำคัญเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจไทยในอนาคต 

ทั้งนี้ งานได้รับความสนใจจาก CFO ของบริษัทจดทะเบียน และบริษัทที่เตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียน เข้าร่วมกว่า 450 คน
 

‘สันติธาร’ กางแผนกู้เศรษฐกิจไทย 2026 ชูยุทธศาสตร์ 3S ปั้นไทยติด Top 20 เขตเศรษฐกิจโลก

ในยุคที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ (New Normal) โจทย์ของผู้นำการเงินหรือ CFO ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทำกำไรสูงสุดอีกต่อไป แต่คือการนำพาองค์กรและประเทศฝ่าคลื่นลมที่เปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ได้ฉายภาพ “Economic Agenda 2026” ไว้อย่างน่าสนใจผ่านกรอบความคิดที่เรียกว่า 3S และการเปลี่ยนผ่านสู่โลกยุค Resilience First

จาก Efficiency First สู่ Resilience First เมื่อความปลอดภัยสำคัญกว่าราคาถูก

ดร.สันติธาร ระบุว่า โลกกำลังทิ้งกฎกติกาเดิมที่เน้น “Efficiency First” หรือการผลิตที่ถูกที่สุดด้วยระบบ Just-in-Time ไปสู่โลกที่เน้น “Resilience First” หรือความยืดหยุ่นและการบริหารความเสี่ยงเป็นตัวนำ

ในโลกใบใหม่นี้ ธุรกิจและประเทศต้องพร้อมยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อความปลอดภัย และเปลี่ยนจากการ สต็อกของเท่าที่จำเป็น มาเป็นการเตรียมพร้อมแบบ “Just-in-Case” เพื่อรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

โดยนักลงทุนทั่วโลกจะประเมินศักยภาพผ่าน 3S Scorecard ได้แก่

Security (ความมั่นคง) : ครอบคลุมหลายมิติ เช่น ความมั่นคงทางการเงิน (การที่ธนาคารกลางหันไปถือทองคำแทนดอลลาร์), พลังงาน และอาหาร

Stability (เสถียรภาพ): ทั้งในระดับองค์กรและมหภาค ซึ่งเสถียรภาพกลายเป็นสิ่งที่ “เซ็กซี่” และน่าสนใจมากในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

S-Curve (อุตสาหกรรมอนาคต): เปรียบเสมือน “เกมรุก” ว่าประเทศมีศักยภาพในการเติบโตในอุตสาหกรรมที่โลกต้องการหรือไม่

“เมื่อโลกเปลี่ยนกติกาจากเน้น ประสิทธิภาพ สู่ ความยืดหยุ่น เสถียรภาพจึงกลายเป็นแต้มต่อสำคัญในสายตานักลงทุน” 

‘สันติธาร’ กางแผนกู้เศรษฐกิจไทย 2026 ชูยุทธศาสตร์ 3S ปั้นไทยติด Top 20 เขตเศรษฐกิจโลก

สแกนจุดแข็ง-จุดอ่อนของไทย Trusted Connector ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

เมื่อมองลึกลงไปที่ประเทศไทย ดร.สันติธาร ชี้ให้เห็นถึง “จุดอ่อน” สำคัญคือ “ความมั่นคงทางพลังงาน” เนื่องจากไทยนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 10% ของ GDP ทำให้เปราะบางต่อราคาน้ำมันโลก

ขณะที่ “S-Curve ถูกท้าทาย” ด้วย โครงสร้างสังคมสูงวัยที่ฉุดรั้งการเติบโตของ GDP ลงปีละ 1% และอัตราการลงทุนของไทยที่ลดต่ำลงเหลือเพียง 23-24% ในปัจจุบัน และเรายังขาดการลงทุนในอุตสาหกรรม High Growth เช่น AI

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมี “จุดแข็ง” ที่โดดเด่นในฐานะ “Trusted Connector Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับทุกฝ่าย” ไม่เป็นศัตรูกับมหาอำนาจ ทำให้เป็นแหล่งกระจายความเสี่ยง (Diversifica tion) ที่นักลงทุนโหยหา 

“ข้างในไทยอาจดูเงียบ แต่ข้างนอกไทยกำลังฮอตต่างชาติแห่ลงทุนไทย”

สะท้อนจากตัวเลขคำขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่พุ่งแตะ 1.5 ล้านล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้นอกจากนี้ ไทยยังมีเสถียรภาพภายนอกที่แข็งแกร่งด้วยเงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์ และหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับจัดการได้

ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว รัฐบาลจึงวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนใน 3 มิติ ดังนี้ 

1.Stabilize Today (ประคองวันนี้) เน้นการช่วยเหลือแบบตรงจุด (Targeted Support) แทนการอุดหนุนราคาน้ำมันในวงกว้าง เพื่อตัดความเชื่อมโยงระหว่างราคาน้ำมันโลกกับฐานะการคลัง และการช่วยเหลือแบบหลายชั้น (Multi-tier) เช่น โครงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และโครงการ 60/40 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลด “แผลเป็นทางเศรษฐกิจ” (Scaring) ที่มักเกิดขึ้นหลังวิกฤต และตัดวงจรความเชื่อมโยงระหว่างราคาน้ำมันโลกกับฐานะการคลัง

2.Transform Tomorrow (สร้างวันพรุ่งนี้) เร่งเครื่อง Energy Transition สู่พลังงานสะอาด (Solar, Smart Grid, Green Logistics) และการปลดล็อกการลงทุนเอกชนผ่านโครงการ BOI Fast Pass เพื่อลดระยะเวลาการลงทุนจริงลง 20-40% รวมถึงการมุ่งเน้นสร้าง Value Added และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทย

3.Stay Discipline Always (รักษาวินัยเสมอ) บริหารการคลังโดยยึดหลัก ROI มุ่งสร้างการเติบโตเพิ่มประสิทธิภาพ และความโปร่งใสแบบ “เปิดแผล” ไม่ซุกหนี้ไว้ใต้พรม โดยตั้งเป้าลดการขาดดุลการคลังลงเหลือ 3.9% จาก 4.4% 

“แม้เรามีจุดอ่อนเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและสังคมสูงวัย แต่มีจุดแข็งเป็นศูนย์กลางที่ทั่วโลกไว้วางใจ สำหรับกระจายความเสี่ยงทางการค้า รัฐบาลมุ่งเน้นการประคองเศรษฐกิจในปัจจุบันควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่ พลังงานสะอาด และการปลดล็อกการลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อให้เกิดการใช้งานเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ทั้งนี้กระบวนการทั้งหมดต้องยึดถือ วินัยทางการคลัง และความคุ้มค่าของงบประมาณเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ”

เป้า 4 ปี ปักธง GDP โตเกิน 3% ยกไทยสู่Top 20 ของโลก

ดร.สันติธาร สรุปทิ้งท้ายถึงหมุดหมายสำคัญที่รัฐบาลตั้งเป้าร่วมกับภาคเอกชน (กรอ.) ภายใน 4 ปีข้างหน้า คือการผลักดัน GDP ให้เติบโตเฉลี่ยเกิน3% , เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ถึง 30% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยสู่ 20 อันดับแรกของโลก โดยโฟกัสไปที่ 7 Sectors สำคัญ ที่สอดคล้องกับสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14 และแผนยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand เพื่อให้เกิดการ Execution ที่เห็นผลจริง

ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจสำคัญในการ “Transform” ประเทศและดึงดูดการลงทุน (FDI) ไว้หลายกลุ่ม เช่น  1.พลังงานสะอาด (Energy Transition) เน้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar), การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการสร้าง Local Supply Chain ในด้านพลังงาน

2.ยานยนต์ไฟฟ้าและโลจิสติกส์สีเขียว (EV & Green Logistics) การส่งเสริมการใช้รถ EV ในภาคขนส่ง เช่น รถบรรทุก รถเมล์ และรถแท็กซี่ เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์

3.เศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ Data Center และ Cloud Computing,Smart Electronics (อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ),AI (ปัญญาประดิษฐ์), Robotics (หุ่นยนต์) และ Photonic

4.เกษตรและอาหาร เป็นจุดแข็งเดิมที่ไทยเป็นยักษ์ใหญ่และเป็นผู้เล่นสำคัญของโลก

‘สันติธาร’ กางแผนกู้เศรษฐกิจไทย 2026 ชูยุทธศาสตร์ 3S ปั้นไทยติด Top 20 เขตเศรษฐกิจโลก

ดังนั้น  CFO ยุคใหม่ ต้องเป็นมากกว่า คนคุมตัวเลข โดยมีหัวใจสำคัญในการสร้าง Resilience ให้องค์กร ดร.สันติธาร พร้อมเป็นกำลังใจให้ CFO ทุกท่าน ในการทำหน้าที่บาลานซ์ทั้ง 3 อย่าง คือ การดับไฟเฉพาะหน้า (Stabilize), การลงทุนเพื่ออนาคต (Transform) และการรักษาความมีระเบียบวินัย (Discipline) เพื่อนำพาองค์กรและประเทศผ่านพ้นโลกที่ผันผวนนี้ไปได้ 

“หากCFOทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ดับไฟแต่ไม่ลงทุนเพื่ออนาคต องค์กรก็จะแพ้คู่แข่ง หรือหากลงทุนแต่ไม่มีวินัย เรือก็จะจมในที่สุด การปรับสมดุลทั้ง 3 ด้านอย่างต่อเนื่องจึงเป็นทักษะสำคัญที่สุดของ CFO ยุคใหม่”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1244672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wY3wiOmFJks87fj5wxFsK