“ดร.สันติธาร” เตือนเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ใน 3 มิติ พร้อมชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ “น่านน้ำใหม่” รับแรงบีบ “เครื่องยนต์เก่า-ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรง” แนะเร่งอุดรอยรั่วช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อมอัปเกรดนวัตกรรมดึงเม็ดเงินย้ายฐาน
“ดร.สันติธาร” เตือนเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ใน 3 มิติ พร้อมชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ “น่านน้ำใหม่” รับแรงบีบ “เครื่องยนต์เก่า-ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรง” แนะเร่งอุดรอยรั่วช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อมอัปเกรดนวัตกรรมดึงเม็ดเงินย้ายฐาน
ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงาน “Thailand Next The Successor : เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต” โดยประชาชาติธุรกิจ ว่า เศรษฐกิจไทยเหมือนเปรียบเสมือนเรือที่กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ใน “3 มิติ”
นอกจากจะมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เก่า สะท้อนผ่านจีดีพีเติบโตช้าจากเดิม 5-6% เหลือไม่ถึง 3% จากแรงงานที่หายไปหลังไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ยังมีจุดเปราะบางและรอยร้าว ด้วยสัดส่วนการนำเข้าพลังงานต่อจีดีพีสูงที่สุดในเอเชีย แต่กลับใช้งานพลังงานอย่างไม่คุ้มค่า ซ้ำเติมด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือน
นอกจากนี้ “เรือเศรษฐกิจไทย” กำลังเข้าสู่น่านน้ำใหม่ที่คลื่นลมรุนแรงกว่าเดิม สังเกตจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบตามมาหลายด้าน ทั้งราคาพลังงานที่แพงขึ้น ราคาสินค้าแพงเพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อ และกำลังซื้อหดตัว สิ่งนี้จะส่งผลต่อธุรกิจรายย่อยหรือเอสเอ็มอีต้องถูกบีบจากสองทาง ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและยอดขายที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม โลกที่อันตรายและเสี่ยงมากขึ้นจะเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากการเน้นเพียงสินค้าที่ “ถูกที่สุด” เข้าสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับความ “ปลอดภัยและมั่นคงที่สุด” โดยสิ่งนี้อาจเป็นโอกาสที่สำคัญของไทย เพราะเมื่อความปลอดภัยกลายเป็น “มูลค่าเพิ่ม” ไทยอาจเป็นหนึ่งในเป็นพื้นที่เป้าหมายสำหรับนักลงทุนต่างชาติในการกระจายความเสี่ยง
ดึงทุนต่างชาติตั้งฐานทัพ “เอไอ-ดาต้า เซนเตอร์”
ความเป็นไปได้นี้ ยังสะท้อนผ่านยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2568 ที่ผ่านมาที่ 2 ล้านล้านบาท และไตรมาส 1 ปี 2569 เพียงไตรมาสเดียว ที่มีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง “เอไอ” และ “ดาต้าเซนเตอร์”
ทั้งนี้ ไทยจะต้องไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป เร่งอัปเกรดเครื่องยนต์ใหม่ ผ่านการมุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มที่เปราะบางให้ถูกจุดตามระยะของวิกฤติ เช่น ช่วยภาคขนส่งในช่วงที่ต้นทุนพลังงานแพง และช่วยสภาพคล่องของเอสเอ็มอีในช่วงกำลังซื้อตกต่ำ
รวมถึงเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านซัพพลายผ่านโครงการสมาร์ตกริด และด้านดีมานด์ผ่านการเปลี่ยนผ่านภาคการขนส่งให้มาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง คือการสร้างเครื่องยนต์ใหม่เพื่อดึงดูดต่างชาติ ที่ไม่เพียงแต่ให้เข้ามาลงทุนเท่านั้น แต่ต้องวางแผนการเปลี่ยนผ่าน ถ่ายทอดเทคโนโลยีและทักษะมาสู่ผู้ประกอบการและแรงงานไทย ผ่านโครงการสกิลบริดจ์ รวมถึงการจับคู่ให้เอสเอ็มอีไทยสามารถยกระดับตัวเองเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
พร้อมกันนี้ต้องให้ความสำคัญกับด้านความโปร่งใสของการใช้งบประมาณของรัฐ และผลักดันให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการผลักดันการพัฒนาและแก้ไขปัญหา
“ตอนนี้เป็นเวลาที่เราต้องซ่อมสร้างเรือลำนั้น เรือที่เราจะส่งต่อไปให้คนรุ่นต่อไป ให้เขาไม่ใช่แค่รอด แต่เป็นเรือที่เขาสามารถขับออกไปสู่เวทีโลกได้อย่างภูมิใจ เราจะใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาส อัปเกรดเครื่องยนต์สู่เศรษฐกิจใหม่ เปลี่ยนกันชนเรือ อุดรอยรั่ว ให้มีที่นั่งสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่รุ่นเก่า ตัวใหญ่ตัวเล็กให้นั่งไปด้วยกันได้”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1236290&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pzmlrbhn4UShTl3H8mAKu
