รัฐบาลฟังเสียงสะท้อนสัญญาณดีทุกภาคส่วนหนุน“ไทยช่วยไทยพลัส” ลดค่าครองชีพ ประคองกำลังซื้อ เดินหน้าดันลงทุนคู่ขนานรักษาแรงส่งเศรษฐกิจ 25 โครงการตาม Thailand FastPass มูลค่า 2.23 แสนล้านบาท
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน ต่อมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นไปในทิศทางบวก สะท้อนว่าทุกภาคส่วนเห็นพ้องกับแนวทางการประคองค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และมีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง โดยคาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราวร้อยละ 0.2–0.3 และอาจสูงถึงร้อยละ 0.5 หากดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเติมเงินใช้จ่ายระยะสั้น แต่ช่วยให้เม็ดเงินหมุนลงสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด ภาคบริการ ธุรกิจเดลิเวอรี และเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อของประชาชน
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่ออกไปแล้ว เพราะระดับกำลังซื้อของประชาชนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นตรงกับข้อสังเกตของภาคเอกชนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องขับเคลื่อนเครื่องยนต์ด้านอื่นควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง
น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการลงทุนใหม่ผ่านบีโอไอ และเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรการ Thailand FastPass ของสำนักงาน BOI ให้เกิดการลงทุนเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท และล่าสุด เมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) ได้มีการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)
“มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยประคองกำลังซื้อ ส่วนมาตรการลงทุนจะสร้างงาน รายได้ และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ รัฐบาลจะเดินทั้งสองด้านพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งต่อเนื่อง ประชาชนมีงานทำ มีกำลังซื้อ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทาย” น.ส.รัชดากล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zigopT8l0V2DLC0P-annB
