คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : ภาคอุตสาหกรรม…ยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทย

คอลัมน์โลกธุรกิจ-–-หมุนตามทุน-:-ภาคอุตสาหกรรม…ยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทย

                   **  เมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนกลับไปจะพบว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้ทยอยเปลี่ยนแปลงมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านทั้งการหดตัวลงของภาคการผลิตและการขยายตัวของภาคบริการจากภาคการท่องเที่ยว ความสำคัญที่มากขึ้นของภาคบริการมาทดแทนภาคอุตสาหกรรมเห็นได้ชัดจากทั้งในมิติของ

1. แรงส่งต่อการเติบโตของ GDP (Contribution to growth) ที่ในช่วงปี 2011 – 2019 แรงส่งจากภาคบริการ คือ 3.2ppt เทียบกับภาคการผลิตที่ 0.5ppt    2. สัดส่วนของขนาดเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนของภาคบริการต่อขนาดเศรษฐกิจทั้งหมดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากประมาณ 55% ในปี 2011 เป็น 62% ในปัจจุบัน และ 3. ในมิติของตลาดแรงงาน  โดยในช่วงที่ผ่านมาที่แรงงานสามารถย้ายไปยังภาคบริการได้ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่อาศัยกระแสนักท่องเที่ยวจีนที่ขยายตัวขึ้นเร็ว ในช่วงหลังปี 2012 เป็นต้นมา แม้ว่ามูลค่าเพิ่มและผลิตภาพของแรงงานในภาคท่องเที่ยวอาจไม่สูงมากนักแต่ยังสูงกว่าภาคเกษตรและชดเชยการหดตัวของภาคอุตสาหกรรมได้บ้างในช่วงที่ผ่านมา

         อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวเพื่อทดแทนภาคอุตสาหกรรมอาจไม่ตอบโจทย์ในระยะยาว จากหลายเหตุผล  เพราะการแข่งกันดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกอ่อนแอลงของทุกประเทศ โดยมีจีนเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญด้วยมาตรการฟรีวีซ่าของจีนไปยังนักท่องเที่ยวทั่วโลก ส่งผลให้ล่าสุดคนไทยในปี 2024 หันไปเที่ยวจีนมากขึ้นประมาณ 3 เท่าเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 จากประมาณ 5 แสนคนต่อปี เป็นมากกว่า 2 ล้านคนในปีที่ผ่านมาและคาดว่าในปีนี้จะแตะถึง 3 ล้านคนในปีนี้ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือเพียง 40% ของช่วงก่อนโควิด-19 เท่านั้นในปี 2025

           แนวโน้มทั้งหมดนำมาสู่คำถามที่สำคัญว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันนี้หากเศรษฐกิจไทยไม่มีภาคอุตสาหกรรมอยู่แล้วและภาคการท่องเที่ยวไม่สามารถขยายตัวได้ดีเหมือนเดิม หรือหากภาคอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้จริงภาครัฐควรทำอย่างไร 
                    KKP ประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันไทยยังไม่พร้อมในการทิ้งให้ภาคอุตสาหกรรมหายไปทันทีจากหลายเหตุผล คือ  1. ภาคบริการที่ไทยพึ่งพาแทนภาคอุตสาหกรรมเป็นบริการมูลค่าเพิ่มต่ำ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งโดยปกติมักมีระดับรายได้ต่อหัวเฉลี่ยที่ต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม และลักษณะของภาคบริการเป็นภาคบริการที่ให้บริการเฉพาะในประเทศและไม่สามารถส่งออกหรือขยายกิจการให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้แบบการส่งออกสินค้า โดยจะพบว่าภาคบริการส่วนใหญ่ในไทยเป็นบริการแบบเก่าต่างจากบริการในประเทศพัฒนาแล้ว
                   

 2. ภาคบริการโดยปกติมีการเติบโตของผลิตภาพที่ต่ำกว่าภาคการผลิต เนื่องจากภาคบริการส่วนใหญ่เป็น Non-tradable goods และไม่มีแรงกดดันในการแข่งขันจากต่างประเทศ ทำให้ความจำเป็นในการพัฒนาผลิตภาพมีไม่มาก  3. ไทยขาดแรงงานทักษะสูงที่พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่ภาคบริการมูลค่าเพิ่มสูง แม้ว่าภาคบริการหลายกลุ่มในสมัยใหม่จะมีลักษณะที่สามารถเติบโตและส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ตัวอย่างเช่น การให้บริการทางการเงิน การให้บริการด้านคำแนะนำทางกฎหมาย แต่ประเทศไทยไม่มีความพร้อมจากทั้งแรงงานทักษะสูงที่อยู่ในระดับต่ำและความสามารถในการดึงดูดแรงงานทักษะสูงที่ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
                   

 นอกจากนี้การปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดหายไป อาจเป็นทางเลือกที่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดโดยในทางปฏิบัติภาครัฐควรพิจารณาสาเหตุของการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมผ่านการศึกษาเชิงลึก เพื่อแยกกลุ่มว่าอุตสาหกรรมใดไม่สามารถแข่งขันได้ หรืออุตสาหกรรมใดยังมีศักยภาพในการแข่งขันได้และมีนโยบายส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมมีการปรับตัวและพัฒนานวัตกรรมอย่างเหมาะสมในระยะยาว รวมทั้งตั้งเป้าหมายในการดึงดูดการลงทุนทางตรงในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ โดยเน้นเป้าหมายที่อุตสาหกรรมที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจในประเทศได้มาก
                     

ในมุมกลยุทธ์การพัฒนา KKP ประเมินว่าไทยไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะพัฒนาภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการแต่สามารถพัฒนาควบคู่กันไปได้ ซึ่งในหลายประเทศมีภาคบริการและการท่องเที่ยวที่โตไปพร้อมกับภาคอุตสาหกรรม  และทางออกสำหรับปัญหานี้ คือ เศรษฐกิจต้องคิดอย่างจริงจังถึงโมเดลการพัฒนาใหม่ที่ไปมากกว่าการผลิตเพื่ออาศัยตลาดส่งออกตามแบบเดิม KKP มีข้อเสนอแนะว่ามีนโยบาย 3 ด้านที่ภาครัฐไทยต้องเร่งดำเนินการในปัจจุบัน
                 

 ด้านแรก คือ การทำความเข้าใจภาคอุตสาหกรรมและหานโยบายช่วยชะลอตัวหดตัวของภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มที่ยังมีศักยภาพ โดยเน้นความเข้าใจในมิติความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
                 

ด้านที่สอง คือ การหาเครื่องยนต์ใหม่ทดแทนอุตสาหกรรมเดิมที่กำลังชะลอตัวลง โดยแบ่งเป็นทั้งนโยบายดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่เน้นอุตสาหกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจริง และพิจารณานโยบายส่งเสริมทางเลือกในการเติบโตใหม่ ๆ โดยเฉพาะพัฒนาอุตสาหกรรมชั้นสูงและบริการมูลค่าเพิ่มสูงที่เป็นตัวนำการเติบโตได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจ IT Outsourcing / Software engineering ในอินเดีย ธุรกิจ Finance / Tech services ในสิงคโปร์ ธุรกิจ IT Export ใน Ireland โดยต้องทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าไทยมีโอกาสสร้างความสามารถการแข่งขันในด้านใด
             

 ด้านที่สาม คือ การเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาคเศรษฐกิจใหม่ได้จริง ทั้งในมิติของแรงงานที่ต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษา นโยบายปรับปรุงคุณภาพแรงงาน พิจารณาผ่อนคลายการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะจากต่างประเทศ และการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานด้านความง่ายในการทำธุรกิจ ลดการคอร์รัปชัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ
                   

 ในสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนไป การหวังพึ่งพาเครื่องจักรเดิม ๆ ในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป และหากไทยไม่เตรียมพร้อมรับมือให้ดีเรากำลังจะเจอกับสถานการณ์ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังแย่ลงเรื่อย ๆ พร้อมกับปัจจัยเชิงโครงสร้างในประเทศที่ยังกดดันศักยภาพของเศรษฐกิจอยู่ ถึงเวลาแล้วที่เราควรต้องช่วยกันคิดอย่างจริงจังว่าทางออกของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้าคืออะไร

** KKP Research **    

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65458&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Pvl8WTP9ocL9-BybwLvO-