หุ้นไทยพุ่งเกือบ 50 จุด มูลค่าการซื้อขายทะลุ 102,000 ล้านบาท
ตัวเลขของมูลค่าการซื้อขายที่ไม่เคยเห็นมานานหลายปี
คืนวันที่ 8 ก.พ. กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่เช้าวันรุ่งขึ้นตลาดหุ้นจุดพลุฉลอง “เสถียรภาพทางการเมือง” ที่กลับคืนมา หลังพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเฉียด 200 ที่นั่ง สิ้นสุดวิกฤตการเมืองที่ประเทศมี 3 นายกฯ ในรอบ 2 ปี
แต่คำถามที่แท้จริงคือ… แค่มี “เสถียรภาพ” พอหรือไม่
“กรุงเทพธุรกิจ” สำรวจมุมมองจากนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิเคราะห์ เพื่อเจาะลึกว่า เสถียรภาพทางการเมืองจะเป็น “ยาสำเร็จรูป” สำหรับเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่
เศรษฐกิจไทยกับปัญหา ‘ทุนผูกขาด’
ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ให้สัมภาษณ์ว่า เสถียรภาพทางการเมืองสามารถกระตุ้นความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ แต่ในระยะยาวต้องรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจและทลายทุนผูกขาด
“การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาตกหล่มยาวนานมาก ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบฟื้นแล้ว ถ้ามันจะฟื้นขึ้นมาได้ มันต้องไม่ใช่แค่ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศชั่วคราวอย่างเดียว แต่มันต้องมีการรื้อระบบโครงสร้างใหญ่ การทลายทุนผูกขาดให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่าง SMEs สามารถลืมตาอ้าปากได้”
“โจทย์ใหญ่คือทุนเจ้าของกลุ่มทุนผูกขาดจำนวนมาก น่าจะเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลอยู่ ดังนั้น รัฐบาลจะมีความกล้าหาญทางการเมืองและทางจริยธรรมที่จะเจรจากับกลุ่มทุนผูกขาดที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ SMEs ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้อย่างไร ประเด็นนี้ถึงจะเป็นการทำให้การเข้าถึงทรัพยากรและการกระจายทรัพยากรมันทั่วถึง”
ศ.ดร.สิริพรรณ ยกตัวอย่างถึงต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยว่ามีต้นทุนสูงกว่าในสหรัฐเนื่องจากรัฐบาลมีการปกป้องผู้ผลิตในประเทศ
“ทำไมข้าวโพด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือข้าวโพดไทย ต้นทุนในการผลิตถึงสูงกว่าของอเมริกา ส่วนหนึ่งเพราะเรามีการรักษาตลาดเพื่อเอื้อกลุ่มทุนใหญ่ โครงสร้างทางเกษตรกรรมมีทุนใหญ่ผูกขาดตั้งแต่ราคาปุ๋ย ราคาอุปกรณ์ มันถูกคุมด้วยทั้งหมดด้วยกระบวนการของกลุ่มทุนใหญ่ที่เป็นกลุ่มทุนผูกขาด ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาล ดังนั้นการจะรื้อถอนโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบนี้ มันถึงต้องใช้ความกล้าหาญ”
‘เสถียรภาพ’ ยกระดับ ‘ศักยภาพเศรษฐกิจ’ ได้ไหม ?
ดร. อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ให้สัมภาษณ์ว่า ความมั่นคงทางการเมืองเป็นปัจจัยที่สร้างเซนติเมนท์ (ความรู้สึก) และความเชื่อมั่นระยะสั้นได้ แต่อาจไม่สามารถช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้หากไร้เจตจำนงทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย
“ต้องกลับมาดูว่าภาพความมั่นคงทางการเมืองแบบนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจในเชิงบวกจริงหรือไม่ ซึ่งต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ ความรู้สึก และ เรียลเซคเตอร์ (ภาคเศรษฐกิจจริง)”
“สำหรับเซนติเมนท์ อย่างที่เห็นว่าตลาดหุ้นขึ้น ค่าเงินแข็ง และความเชื่อมั่นที่ทำให้คนกล้าใช้จ่ายมากขึ้น เพราะมองว่ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพและผลักดันมาตรการต่างๆ ได้ดีขึ้น นักลงทุนที่เคยรอดูเชิงก็อาจจะกลับเข้ามาลงทุนเพราะเห็นนโยบายที่ต่อเนื่อง”
“สำหรับ ภาคเศรษฐกิจจริงที่จะขับเคลื่อน GDP ว่าจะดันไปถึง 4% เลยไหม อันนี้น่าคิด เพราะด้วยศักยภาพของไทย ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนมา ก็โตได้ประมาณ 2.5% การที่มีเสียงสนับสนุนมากไม่ได้แปลว่าจะเปลี่ยนภาพนี้ได้ทันที เพราะมันเป็นเพียงความเชื่อมั่นระยะสั้น แต่การจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ทะยานไปได้ ต้องกลับมาดูที่นโยบายและการลงมือทำ”
ดร. อมรเทพ กล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลมาในรูปแบบนี้มีข้อดีคือไม่ต้องประนีประนอมกับพรรคอื่นมากเกินไป สามารถผลักดันนโยบายหลักของตัวเองได้ เช่น นโยบาย 10 พลัส การดึงต่างชาติ หรือการแก้ปัญหาหนี้ ซึ่งอาจดันเศรษฐกิจจาก 2.5% ไปเป็น 3% ได้ แต่ถ้าจะให้โต 4-5% เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน ต้องอาศัย การปรับโครงสร้างระยะยาว
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างที่อธิบายไปขึ้นอยู่กับเจตจำนงของนักการเมืองและภาคเอกชนในเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชัน การผ่อนคลายกฎระเบียบ การยกระดับการศึกษาและทักษะแรงงาน หากนักการเมืองมองแค่ 1-2 ปี อาจไม่เน้นจุดนี้ แต่ถ้ามีเสถียรภาพและมองถึงการอยู่ครบเทอม 4 ปี ก็อาจจะหันมาวางรากฐานมากขึ้น ดังนั้นเสถียรภาพช่วยในเรื่องความเชื่อมั่น แต่ยังไม่ได้ขับเคลื่อนเรื่องโครงสร้างหากไม่มีการแก้ไขจริงจัง
เขายกตัวอย่างเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านให้เห็นว่า เช่น มาเลเซีย ที่รัฐบาลมีเสถียรภาพและเศรษฐกิจโตเกือบ 5% หรือ สิงคโปร์ ที่เร่งเครื่องในไตรมาสที่ 4 ได้แรงมาก กลับกันถ้ามอง อินโดนีเซีย แม้ปีที่แล้วจะโต 5.1% แต่ล่าสุดก็ถูก มูดี้ส์หั่นเครดิตลง ค่าเงินอ่อน และคนเริ่มตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสในตลาดทุน การใช้จ่ายภาครัฐ และความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
ดังนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าไปในทิศทางไหน สิ่งที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติตามองคือ “ฝีมือ” ในการจัดตั้งรัฐบาล คนที่มาเป็นรัฐมนตรีมีความรู้ ความสามารถ และความโปร่งใสหรือไม่
โดยเฉพาะเรื่อง ความโปร่งใส เป็นจุดที่อ่อนข้อให้ไม่ได้ ทุกคนอยากเห็นรัฐบาลที่มือสะอาด เพราะไทยมีความท้าทายมาก และต้องระวังไม่ให้เป็น “โดมิโน” ตัวต่อไปตามเพื่อนบ้าน ซึ่งเราก็ได้รับการเตือนเรื่อง มุมมองเครดิตเรทติ้งส์อยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องการใช้จ่ายประชานิยมที่ชัดเจน แต่การหารายได้กลับยังไม่มีการพูดถึงที่ชัดเจนนัก จึงต้องเตรียมความพร้อมและระมัดระวังให้มากครับ
เสถียรภาพทางการเมือง กับ ตลาดหุ้นไทย
อีกหนึ่งประเด็นคือความเชื่อมั่นทางการเมืองมีผลมากน้อยขนาดไหนต่อเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งจะเห็นอย่างชัดเจนว่าตลาดหุ้นไทยปิดตลาดบวกไปเกือบ 50 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 102,112.04 ล้านบาท ซึ่งแทบจะไม่เคยเห็นมูลค่าการซื้อขายแบบนี้ในรอบหลายสิบปี คำถามคือ นักลงทุนโดยเฉพาะต่างประเทศให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเมืองมากน้อยขนาดไหน
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บ.ล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความมั่นคงทางการเมืองมีส่วนสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะในการตัดสินใจลงทุนระยะกลางถึงยาว แต่อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือความสามารถในการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย
“ช่วงที่ผ่านมาการเมืองบ้านเราเสียเปรียบเพื่อนบ้านเยอะมาก ในเอเชียประเทศที่มีปัญหาการเมืองเยอะ ๆ มีไทยกับมาเลเซีย แต่มาเลเซียมีความนิ่งกว่า อย่างสมัยมหาเธร์ (โมฮัมหมัด) นาจิบ ราซักแล้วกลับมาเป็นมหาเธร์ สั้น ๆ จนมาถึงอันวาร์ (อิบราฮิม) เรายังจำชื่อนายกฯ เขาได้เพราะเปลี่ยนไม่เยอะ แต่บ้านเราเปลี่ยนกันแบบปีเดียว 3 คน ทำให้นโยบายต่าง ๆ เกิดความเปลี่ยนแปลง แต่ของเพื่อนบ้านพอเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ การเมืองจะนิ่งไปอย่างน้อยหลายปี บ้านเราเลยดูแย่ตรงที่หาความมั่นใจในเชิงการเมืองและนโยบายไม่ได้ครับ”
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ความมั่นคงทางการเมืองจะมีผลในระยะแรกแต่ นายกิจพณกล่าวว่า “ยังไงก็ต้องดูการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งปัญหาหนึ่งที่ทำให้บ้านเราแย่ในช่วงหลายปีมานี้คือเรื่องของโครงสร้างประชากรที่ประชากรเราลดลงมาประมาณ 3-4 ปีแล้ว”
เขายกตัวอย่างว่า ตอนสมัยพลเองประยุทธ์ จันทร์โอชา การเมืองมีเสถียรภาพมาก แต่ช่วงแรกตลาดหุ้นไม่ไปไหนอยู่ประมาณ 1,250 ถึงสูงสุดประมาณ 1,800 จุด แต่ไม่ได้เป็นผลจากปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศเอง เพราะปี 2016-2017 ที่ตลาดขึ้น เป็นปีที่อเมริกามีการใช้ Quantitative Easing (QE) และเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันฟื้นตัว
“ถ้าปี 2016-2017 ที่หุ้นขึ้นจาก 1,300 จุด ไป 1,800 จุด ตอนนั้นราคาน้ำมันขึ้นจาก 27 เหรียญ ไปแถว 74 เหรียญซึ่งหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น ปตท. หรือ ปตท.สผ. ดังนั้นรอบที่ตลาดไปได้ดีช่วงนั้น อาจจะไม่ได้เป็นผลจากความมั่นคงทางการเมือง แต่เป็นผลจากหุ้นกลุ่มที่อิงปัจจัยภายนอก ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบ รวมถึงการท่องเที่ยวในช่วงนั้นก็ค่อนข้างดีครับ”
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ทิ้งท้ายว่า ความต่อเนื่องทางการเมืองทำให้เกิดความต่อเนื่องเชิงนโยบายและจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจได้ในอนาคต แต่สำหรับในยุคของพลเอกประยุทธ์ในช่วงนั้นการเมืองมีเสถียรภาพจริงแต่ไม่มีนโยบายที่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนรวมทั้งปัญหาของเศรษฐกิจไทยตอนนั้นและตอนนี้ก็ต่างกันอย่างเช่นเดียวกัน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wktGZX-ZVlJq1dKSDtWmn
