แผนเศรษฐกิจระยะ 3 ปี ฉบับใหม่ หรือแผนงานระยะกลาง (Medium-Term Program: MTP) ซึ่งเป็นเอกสารที่ระบุเป้าหมายและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลตุรกีในช่วงสามปีข้างหน้า (2006-2008) ได้รับการอนุมัติโดยประธานาธิบดีตุรกี นาย Recep Tayyip Erdoğan และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา โดยแผนงานนี้ถูกนำเสนอโดยรองประธานาธิบดี Cevdet Yılmaz ซึ่งระบุว่า ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของตุรกีจะเน้นการ “เติบโตอย่างยั่งยืน” และสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2023 เมื่อนาย Mehmet Şimşek ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมนโยบายเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม แผนงานดังกล่าวถูกมองว่าออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของชนชั้นนายทุนของตุรกีและทุนระหว่างประเทศ ซึ่งหมายความว่ามาตรการรัดเข็มขัดที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและสภาพการทำงานของชนชั้นแรงงาน การลดค่าแรงที่แท้จริงและอำนาจซื้อ ตลอดจนการขึ้นภาษี จะยังคงทวีความรุนแรงขึ้น
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นโยบายหลักของรัฐบาลในการลดอัตราเงินเฟ้อที่สูงและปิดช่องว่างการขาดดุลงบประมาณคือการกดค่าแรงเอาไว้และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมอุปสงค์และเพิ่มการออม ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถลดอัตราเงินเฟ้อได้อย่างมีนัยสำคัญแล้ว ยังทำให้ชนชั้นแรงงานรวมถึงผู้รับบำนาญต้องยากจนลง ขณะที่คนส่วนน้อยที่ร่ำรวยกลับยิ่งมั่งคั่งจากรายได้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น การใช้เงินงบประมาณเพื่อจ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลนั้นได้กลายเป็นภาระของชนชั้นแรงงานภายใต้ข้ออ้างของการเก็บภาษีให้ครอบคลุมฐานกว้าง อัตราเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 38 เมื่อปี 2023 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75 ในปี 2024 และในปีนี้อัตราอย่างเป็นทางการยังคงอยู่ที่ร้อยละ 33 ได้หักล้างแนวคิดที่ว่าการขึ้นค่าแรงเป็นต้นเหตุหลักของเงินเฟ้อ
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เคลื่อนย้ายทรัพยากรสาธารณะไปยังธนาคารและบริษัทขนาดใหญ่ในรูปแบบของการลดหย่อนภาษี สิทธิประโยชน์ และการจ่ายดอกเบี้ยจำนวนมาก นอกจากนี้ยังใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการจัดซื้ออาวุธเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนผูกขาดเดียวกัน การคาดการณ์และตั้งเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อของแผนดังกล่าวที่ร้อยละ 28.5 ภายในสิ้นปีนี้ ร้อยละ 16 สำหรับปีหน้า ร้อยละ 9 สำหรับปี 2027 และร้อยละ 8 สำหรับปี 2028 ยังคงน่าสงสัยอย่างยิ่ง สิ่งที่แน่นอนคือมาตรการรัดเข็มขัดจะรุนแรงขึ้นกับชนชั้นแรงงาน ซึ่งจะทำให้การต่อสู้ทางชนชั้นยิ่งทวีความเข้มข้น
นอกจากนี้ ตามแผนนี้ยังคาดการณ์ว่าอัตราส่วนขาดดุลงบประมาณต่อ GDP ในปัจจุบันที่ร้อยละ 3.5 จะลดลงเหลือร้อยละ 2.8 ภายในปี 2028 แม้จะต้องมีการจ่ายดอกเบี้ยและงบประมาณทางทหารเพิ่มขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการมองโลกในแง่ดีอย่างมากเนื่องจากการจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายการสำคัญที่สุดรายการหนึ่งในการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 86 ในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคมของปีนี้ เป็นจำนวน 1.4 ล้านล้านลีราตุรกี (ประมาณ 34 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) และคาดว่าในปี 2025 จะสูงกว่า 2.15 ล้านล้านลีราตุรกี (ประมาณ 52 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) และจะเพิ่มขึ้นทุกปีจนถึง 3.47 ล้านล้านลีราตุรกี ในปี 2028 และนอกจากการจ่ายดอกเบี้ยแล้ว ตุรกียังมีแผนจะเพิ่มงบประมาณทางทหารสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์อีกด้วย โดยจะต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มอีก 1.5 ล้านล้านลีราตุรกี เพื่อให้ได้สัดส่วนเป็นร้อยละ 5 ตามพันธกรณีต่อ NATO จากตัวเลขดังกล่าวหมายความว่า รัฐบาลจะต้องตัดลดงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมและเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งภาระส่วนใหญ่จะตกอยู่กับประชาชนคนทำงาน มาตราการหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนแล้วคือการนำระบบบำนาญเสริม (Supplementary Pension System) มาใช้ โดยโฆษณาว่าเพื่อ “เพิ่มการออม” และให้เงินเดือนที่สองแก่แรงงาน
เมื่อเกษียณ ในขณะที่ในความเป็นจริงแล้วระบบนี้มุ่งหมายจะยึดเงินชดเชยการเลิกจ้าง โดยจะมีการหักค่าจ้างของแรงงานร้อยละ 3 เก็บไว้ทุกเดือน และแรงงานจะต้องทำงานขั้นต่ำ 10 ปี จึงจะขอเบิกเงินสะสมได้โดยมีเงื่อนไขที่เข้มงวดมาก เงินสะสมดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ปิดช่องว่างงบประมาณของรัฐบาล สำหรับในด้านภาษี MTP ตั้งเป้าให้มีรายได้จากจัดเก็บภาษีคิดเป็นร้อยละ 85 ของรายได้งบประมาณในปี 2026 เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.41 เมื่อเทียบกับปี 2025 ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์เงินเฟ้อสำหรับปี 2026 ที่ร้อยละ 16 อย่างมาก ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลวางแผนจะออกมาตรการภาษีใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก
ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการขึ้นภาษีครั้งใหญ่ไปแล้ว โดยภาระภาษีส่วนใหญ่ตกอยู่กับชนชั้นแรงงาน จากข้อมูลที่ประกาศสำหรับช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2025 ภาษีที่เก็บจากรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 84.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีการจัดเก็บรวมประมาณ 2.36 ล้านล้านลีราตุรกี ในจำนวนนี้ 1.7 ล้านล้านลีราตุรกี มาจากค่าแรงของแรงงาน ในขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งจัดเก็บกับบริษัทโดยตรงอยู่ที่เพียง 843.7 พันล้านลีราตุรกีเท่านั้น กล่าวคือ ภาษีที่เก็บโดยตรงจากแรงงานมากเป็นสองเท่าของที่เก็บจากบริษัท และในขณะที่บริษัทใหญ่ได้รับสิทธิประโยชน์มหาศาล รัฐบาลยังมีแผนจะเก็บภาษีเพิ่มจากธุรกิจขนาดเล็กในระบบใหม่ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กซึ่งปัจจุบันเสียภาษีแบบวิธีง่ายจะต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบภาษีจริงในปี 2026 ซึ่งหมายถึงภาษีและภาระผูกพันที่เพิ่มมากขึ้น
ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ
ข้อมูลของบทความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นของผลกระทบจากนโยบายของรัฐที่กระทบกับประชาชนระดับแรงงาน ด้วยมาตรการและนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดใหญ่โดยหวังความเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคกำลังทำลายความมั่นคงทางการเงินของคนส่วนใหญ่ในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนโยบายทางเศรษฐกิจต่างๆ ของตุรกีในช่วงหลายปีมานี้มักให้ความสนใจต่อความอยู่รอดของชนชั้นแรงงานหรือชนชั้นกลางน้อยกว่าที่ควร มีการผลักภาระด้านภาษีหลายๆ อย่างให้กับคนกลุ่มนี้ และจากแผนเศรษฐกิจดังกล่าวที่แสดงให้เห็นว่าจะยังคงดำเนินนโยบายในลักษณะเดียวกันต่อไป อาจเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักสำหรับชนชั้นแรงงานหรือแม้แต่ชนชั้นกลาง และอาจทำให้พวกเขาเริ่มตระหนักถึงการออกมามีปากมีเสียงมากยิ่งขึ้น
ที่มา: https://www.wsws.org/en/articles/2025/09/19/tfgk-s19.html
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c2omzugyi0ir28dnyxat27cf&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S-4PqFjzL1ggY6W24zL3r
