Category: ท่องเที่ยว

  • ‘เดินป่า’ เทรนด์เที่ยวภูเขาแรงจัด! ดันยอดค้นหาที่พัก ‘เชียงใหม่’ พุ่ง 254%

    ‘เดินป่า’ เทรนด์เที่ยวภูเขาแรงจัด! ดันยอดค้นหาที่พัก ‘เชียงใหม่’ พุ่ง 254%

    ธุรกิจ

    29 ธ.ค. 2025 เวลา 9:29 น.

    ‘อโกด้า’ ชี้เทรนด์ท่องเที่ยวภูเขามาแรง รับฤดูเดินป่าเมืองไทย จุดหมายปลายทางสำหรับการเดินป่าได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นสำหรับการเข้าพักระหว่างเดือน พ.ย. 2568 ถึงเดือน ก.พ. 2569 เมื่อเทียบกับช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา มียอดการค้นหาที่พักใน ‘เชียงใหม่’ เพิ่มขึ้นถึง 254%

    ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูแห่งการเดินป่า ‘อโกด้า’ (Agoda) แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว ได้เผยข้อมูลการค้นหาที่พักในจุดหมายปลายทางที่เหมาะกับการผจญภัย โดยพบว่าในช่วงเดือน พ.ย. ถึง ก.พ. การค้นหาที่พักในพื้นที่ภูเขามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หลังฤดูฝนสิ้นสุดลงและเข้าสู่ช่วงอากาศเย็น เส้นทางเดินป่าได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยอากาศที่สดชื่นไม่ร้อนจนเกินไป ท้องฟ้าโปร่งใส เอื้อต่อการออกสำรวจธรรมชาติ ผจญภัยในผืนป่า และหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่

    จากข้อมูลการค้นหาที่พักบนอโกด้าในช่วงเดือน ต.ค. พบว่าจุดหมายปลายทางสำหรับการเดินป่าได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น สำหรับการเข้าพักระหว่างเดือน พ.ย. 2568 ถึงเดือน ก.พ. 2569 เมื่อเทียบกับช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยการค้นหาที่พักในจังหวัดเชียงใหม่เพิ่มขึ้นถึง 254% รองลงมาคือ จังหวัดตาก เพิ่มขึ้น 230%, จังหวัดเลย เพิ่มขึ้น 190% และจังหวัดกาญจนบุรี เพิ่มขึ้น 95%

    โดยเทรนด์ดังกล่าวได้สอดคล้องกับรายงานการท่องเที่ยว Travel Outlook Report ที่จัดทำขึ้นโดยอโกด้า ซึ่งระบุว่าชาวเอเชียมากกว่า 1 ใน 3 หรือ 35% วางแผนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากกว่าการเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากเพียง 15% ในปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันจุดหมายปลายทางที่ยังไม่เป็นที่รู้จักเริ่มได้รับความสนใจจากนักเดินทางชาวไทยมากขึ้น โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักเดินทางเลือกไปจุดหมายปลายทางเหล่านี้ ได้แก่ ตัวเลือกที่พักและค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ รวมถึงประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เปิดเผยว่า “ฤดูเดินป่าของประเทศไทยถือเป็นโอกาสพิเศษในการกลับไปใกล้ชิดธรรมชาติ อโกด้ามุ่งมั่นที่จะทำให้การเดินทางเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ช่วยให้นักเดินทางค้นพบประสบการณ์ที่น่าจดจำ พร้อมทั้งวางแผนการเดินทางได้สะดวกและตรงกับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางท้าทายที่ทดสอบขีดจำกัดของนักเดินป่า หรือเส้นทางสำหรับครอบครัวแบบสบาย ๆ เราต้องการให้ทุกการเดินทางเพื่อสำรวจธรรมชาติเต็มไปด้วยความทรงจำที่มีคุณค่า”

    สำหรับนักเดินทางที่ต้องการออกสำรวจธรรมชาติ มีจุดหมายปลายทางน่าสนใจดังนี้

    กิ่วแม่ปาน จังหวัดเชียงใหม่

    เป็นเส้นทางธรรมชาติยอดนิยมในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ นักเดินป่าจะได้เดินบนเส้นทางยาวประมาณ 3.2 กิโลเมตร ผ่านป่าที่มีต้นไม้ปกคลุมด้วยมอส ทุ่งหญ้าริมสันเขา และวิวก้อนเมฆสวยงามบนฟ้าสดใส ก่อนจะถึงจุดชมวิวที่สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่สวยงาม เนื่องจากไม่อนุญาตให้เดินคนเดียว นักท่องเที่ยวจึงจะต้องจ้างไกด์ท้องถิ่น ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อย หลายคนยกให้กิ่วแม่ปานเป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและครอบครัว ด้วยระดับความยากที่พอดี และวิวทิวทัศน์สวยงามตลอดเส้นทาง

    ‘เดินป่า’ เทรนด์เที่ยวภูเขาแรงจัด! ดันยอดค้นหาที่พัก ‘เชียงใหม่’ พุ่ง 254%

    ดอยทูเล จังหวัดตาก

    มีเส้นทางการเดินป่าที่ยากแต่คุ้มค่าสำหรับนักเดินทางที่ต้องการประสบการณ์ท้าทายและสัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง ยอดดอยสูงประมาณ 1,350 เมตร ตลอดเส้นทางจะมีทั้งป่าทึบและสันเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก พร้อมวิวทิวทัศน์อันงดงามตลอดทาง โดยเส้นทางหลักชื่อว่า เส้นทางทูเล มีความชันและท้าทายมากกว่า ส่วนเส้นทางม่อนคลุยจะง่ายกว่าเล็กน้อยเหมาะสำหรับนักเดินป่าที่มีประสบการณ์ไม่มาก

    ‘เดินป่า’ เทรนด์เที่ยวภูเขาแรงจัด! ดันยอดค้นหาที่พัก ‘เชียงใหม่’ พุ่ง 254%

    ภูกระดึง จังหวัดเลย

    เป็นจุดหมายปลายทางที่ใคร ๆ ก็คิดว่าจะต้องไปสักครั้งในชีวิต โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ภูเขายอดตัด เส้นทางนี้มีความยากมากกว่าที่หลายคนคาดคิดเนื่องจากมีความชันและเป็นหินทราย ทำให้การขึ้นเขาต้องใช้กำลังมาก โดยมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้มองเห็นวิวป่ากว้างสุดลูกหูลูกตา หน้าผาที่สวยงาม ยามเช้าจะมีหมอก และสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้อีกด้วย ถึงแม้เส้นทางจะมีความท้าทาย นักเดินป่าหลายคนยืนยันว่าการเดินทางนี้คุ้มค่าแก่ความพยายามในทุกก้าว

    ‘เดินป่า’ เทรนด์เที่ยวภูเขาแรงจัด! ดันยอดค้นหาที่พัก ‘เชียงใหม่’ พุ่ง 254%

    เขาช้างเผือก จังหวัดกาญจนบุรี

    มีความสูง 1,249 เมตร ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงในการขึ้นไปสู่ยอดเขา ซึ่งนักเดินป่าจะได้ชมวิวรอบด้าน 360 องศาของสันเขา ส่วนจุดที่โด่งดังและตื่นเต้นที่สุดของเส้นทางคือ สันคมมีด ซึ่งเป็นช่วงสันเขาที่แคบมาก นักเดินป่าต้องก้าวเท้าอย่างระมัดระวังและควรปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด แต่จะได้ขึ้นไปพบกับวิวที่สวยงามและคุ้มค่าอย่างแน่นอน

    ‘เดินป่า’ เทรนด์เที่ยวภูเขาแรงจัด! ดันยอดค้นหาที่พัก ‘เชียงใหม่’ พุ่ง 254%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1214300&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0thdB9J5BSnov0w5QWUIus

  • เช็กด่วน! ไปรษณีย์ไทยปรับราคา EMS – eCo-Post เริ่ม 1 ม.ค. 69

    เช็กด่วน! ไปรษณีย์ไทยปรับราคา EMS – eCo-Post เริ่ม 1 ม.ค. 69

    เช็กด่วน! ไปรษณีย์ไทยปรับราคา EMS - eCo-Post เริ่ม 1 ม.ค. 69

    เช็กด่วน! ไปรษณีย์ไทยปรับราคา EMS – eCo-Post เริ่ม 1 ม.ค. 69

     ไปรษณีย์ไทย  ได้ประกาศแจ้งปรับปรุงอัตราค่าบริการฝากส่งสิ่งของประเภท EMS (ส่งด่วน) และ eCo-Post (ส่งประหยัด) สำหรับการส่งไปยังพื้นที่ปลายทางที่กำหนดไว้ 85 รหัสไปรษณีย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกาะ ภูเขาสูง และแหล่งท่องเที่ยวที่เข้าถึงยาก

    เช็กด่วน! ไปรษณีย์ไทยปรับราคา EMS - eCo-Post เริ่ม 1 ม.ค. 69

    โดยระบุว่า เนื่องจากต้นทุนค่าขนส่งทางบก ทางเรือและค่าแรงงานในพื้นที่ท่องเที่ยวพื้นที่ห่างไกล และพื้นที่เกาะสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนค่าบริการบางประเภทเพิ่มสูงขึ้น และเพื่อรักษามาตรฐานการจัดส่งและคุณภาพการให้บริการส่งด่วน EMS และส่งราคาประหยัด eCo-post ด้วยเหตุนี้ ไปรษณีย์ไทยจึงมีความจำเป็นต้องบวกเพิ่มค่าบริการพื้นที่ดังกล่าว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

    เช็กด่วน! ไปรษณีย์ไทยปรับราคา EMS - eCo-Post เริ่ม 1 ม.ค. 69

    สามารถตรวจสอบพื้นที่ที่มีการปรับค่าบริการ คลิก  หากมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ไปรษณีย์ไทยจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ขอขอบคุณที่ไว้วางใจใช้บริการไปรษณีย์ไทยเสมอมา

    เช็กด่วน! ไปรษณีย์ไทยปรับราคา EMS - eCo-Post เริ่ม 1 ม.ค. 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/611650&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bGJeLUvhwL8vrm5UzShLl

  • (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ลั่วหยางปลุกเสน่ห์ ‘ฮั่นฝู’ ชุดจีนโบราณดันท่องเที่ยวคึกคัก | TOPNEWS

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ลั่วหยางปลุกเสน่ห์ ‘ฮั่นฝู’ ชุดจีนโบราณดันท่องเที่ยวคึกคัก | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 28/12/2025 20:44

    ลั่วหยาง, 24 ธ.ค. (ซินหัว) — มีคำกล่าวกันว่าทุกสามก้าวเดินบนท้องถนนในเมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน จะได้พบเจอผู้คนแต่งตัวเป็น “เจ้าหญิง” และ “อัศวิน” ด้วยชุดฮั่นฝูหลากหลายรูปแบบ โดยนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยนิยมสวมชุดจีนโบราณนี้เพื่อถ่ายรูปเช็กอินพร้อมโบกสะบัดพัด ช่วยให้ชุดฮั่นฝูและสถาปัตยกรรมโบราณเสริมส่งกันจนกลายเป็นมนต์เสน่ห์ของการมาเยือนเมืองลั่วหยาง

    ปัจจุบันเมืองลั่วหยางทำให้ชุดฮั่นฝูกลายเป็นสะพานวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์กับนักท่องเที่ยว รวมถึงเครื่องมือในการขับเคลื่อนตลาดการท่องเที่ยว โดยเมืองลั่วหยางอาศัยแนวคิด “ความสร้างสรรค์แหวกแนว การดื่มด่ำประสบการณ์” ทลายข้อจำกัดของการท่องเที่ยวแบบเดิม ส่งเสริมการพัฒนาเชิงประสานระดับภูมิภาค และใช้เป็นที่จัดงานแสดงต่างๆ เช่น ค่ำคืนรื่นเริงในเมืองเทพ คืนงานเลี้ยงแห่งวังถัง และระบำหงส์ไฟในเมืองเทพ

    ชุดฮั่นฝูได้เชื่อมโยงบริบททางประวัติศาสตร์กับการท่องเที่ยว ฉากนักท่องเที่ยวเพลิดเพลินกับการสวมชุดฮั่นฝูสะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมจับต้องได้และเข้าถึงได้ง่าย แนวคิด “ชุดฮั่นฝู+ดื่มด่ำประสบการณ์” ของเมืองลั่วหยางทำให้มรดกทางวัฒนธรรมมีชีวิตชีวา บูรณาการวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวในอดีตเมืองหลวงโบราณแห่งนี้ ช่วยดึงดูดผู้คนให้เดินทางมาเยือนแหล่งวัฒนธรรมเก่าแก่พันปี

    เครดิต: สำนักข่าวซินหัว

    2112

    605572620_904568145334635_2750144896990015011_n

    พรรคไทยชนะจับได้เบอร์ 17 วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน ชู สัญลักษณ์กอบกู้ชาติ ส่งผู้สมัครบัญชีรายชื่อ 28 คน

    ฉลองครบรอบ 1 ปี เทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ หาดราไวย์ อย่างยิ่งใหญ่

    บำบัดไม่ขาด หนุ่ม 23 ตัดสินใจพกสิ่งเสพติดเข้ามอบตัว

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ลั่วหยางปลุกเสน่ห์ ‘ฮั่นฝู’ ชุดจีนโบราณดันท่องเที่ยวคึกคัก

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ครอบครัว’เสือโคร่งไซบีเรีย’ เดินโชว์ตัวกลางป่าในจีน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ครูจีนประดิษฐ์ ‘จรวดขวดน้ำ’ พุ่งฉิวสู่ท้องฟ้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1438628&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BDx7ht0paPPV30GXgFfB9

  • ปีใหม่! เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    ปีใหม่! เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    ปีใหม่! เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผย ปีใหม่เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    • ปีใหม่ขยะพุ่งสูงปี 2567 ไทยมีขยะมูลฝอยกว่า 27 ล้านตัน เฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน โดยเป็นขยะอาหารราว 10 ล้านตัน
    • ท่องเที่ยว–เฉลิมฉลอง กระตุ้นขยะเพิ่มวันหยุดยาวปีใหม่ทำให้การเดินทางและท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะแหล่งธรรมชาติ ส่งผลให้ปริมาณขยะในอุทยานและแหล่งท่องเที่ยวสูงขึ้น
    • รัฐเร่งจัดการ–ขอความร่วมมือประชาชนภาครัฐห้ามใช้โฟมและพลาสติกใช้ครั้งเดียวในอุทยานแห่งชาติ–สวนสัตว์ พร้อมขอให้ประชาชนลดขยะอาหาร คัดแยกขยะ และทิ้งให้ถูกวิธี เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผย ปีใหม่เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    เสียงเคานต์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ คือภาพแห่งความสุข การเฉลิมฉลอง และการรวมตัวของผู้คน แต่เบื้องหลังแสงไฟ งานเลี้ยง และโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม กลับมีอีกหนึ่งภาพที่มักถูกมองข้าม—กองขยะจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่วันของเทศกาลปีใหม่

    ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงบริษัท งานสังสรรค์ในครัวเรือน หรือแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทั่วประเทศ ถุงขยะที่แน่นขนัด บรรจุภัณฑ์อาหารแบบใช้ครั้งเดียว ขวดพลาสติก และเศษอาหารที่เหลือทิ้ง กลายเป็น “ของขวัญปีใหม่” ที่ธรรมชาติต้องรับภาระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้วันนี้ จะพาไปสำรวจอีกด้านของเทศกาลแห่งความสุข เมื่อการเฉลิมฉลองมาพร้อมการก่อขยะจำนวนมาก พร้อมชวนตั้งคำถามว่า เราจะมีปีใหม่ที่สนุกได้ โดยทิ้งร่องรอยให้โลกน้อยลงได้อย่างไร โดย ‘สุรินทร์ วรกิจธำรง’ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลกำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 เพื่อให้มีวันหยุดราชการต่อเนื่องกันหลายวัน

    ปีใหม่! เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทาง ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ส่งผลให้ประชาชนกลับไปจัดเฉลิมฉลองในครอบครัว รวมถึงจะมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นอุทยานแห่งชาติ ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และเกิดขยะมูลฝอยขึ้นเพิ่มขึ้นมากด้วย

    ‘สุรินทร์’ กล่าวว่า ปี 2567 มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นทั่วประเทศ 27 ล้านตัน มีอัตราการเกิดขยะมูลฝอยต่อคน 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน โดยเป็นขยะอาหารประมาณ 10 ล้านตัน โดยขยะที่เกิดขึ้นมีบางส่วนได้รับการจัดการไม่ถูกต้อง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ภาพลักษณ์และความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยว

    ปีใหม่! เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    ด้าน ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาขยะมูลฝอยและขยะอาหารในแหล่งท่องเที่ยวที่ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ต้องร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหา และได้มอบหมาย คพ. ในการประสานจัดการขยะมูลฝอยและขยะอาหารในแหล่งท่องเที่ยวภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ เช่น อุทยานแห่งชาติ สวนสัตว์ ได้เริ่มขับเคลื่อนการลดปริมาณขยะมูลฝอย การลดขยะอาหาร โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และองค์การสวนสัตว์ ได้กำหนดห้ามนำเข้าภาชนะที่ทำด้วยโฟม พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติและสวนสัตว์ ทั่วประเทศ

    ปีใหม่! เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    อย่างไรก็ตามในเทศกาลปีใหม่นี้ ขอความร่วมมือประชาชน นักท่องเที่ยวช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อม ร่วมกันลดขยะอาหาร ลดการใช้ถุงพลาสติก คัดแยกขยะก่อนทิ้งและทิ้งขยะลงในถังหรือภาชนะที่จัดไว้ เลือกใช้ภาชนะที่ทำจากวัสดุธรรมชาติแทนกล่องโฟมและถุงพลาสติก และขอให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ทั้งนี้ หากนำอาหารหรือสิ่งใดเข้าไปในพื้นที่ให้นำออกมาทิ้งตามจุดที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ให้ เพื่อป้องกันระบบนิเวศ รักษาสิ่งแวดล้อมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้คงสวยงามต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/environment/861342&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zBEKQJ6wAvflho5Zigx5L

  • กกท. มอบเงินรางวัลกว่า 487 ล้านบาท พร้อมยกย่องทัพนักกีฬาไทย ในการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    กกท. มอบเงินรางวัลกว่า 487 ล้านบาท พร้อมยกย่องทัพนักกีฬาไทย ในการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.40 น.

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีมอบเงินรางวัลและแสดงความยินดีให้แก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอนสมาคมกีฬา และเจ้าหน้าที่ ที่เข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 โดยมี ดร.พัฒพงศ์ พงษ์สกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย, นายธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย, นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ, นักกีฬา, ผู้ฝึกสอน, สมาคมกีฬา, เจ้าหน้าที่, สื่อมวลชน และคณะผู้บริหาร กกท. เข้าร่วม ณ อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก กกท. เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในนามของรัฐบาลและพี่น้องประชาชนชาวไทย ขอแสดงความชื่นชมและยกย่องนักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคมกีฬา เจ้าหน้าที่ รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างผลงานอันน่าภาคภูมิใจ ในการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน นับเป็นความสำเร็จอันสำคัญและเป็นเกียรติประวัติของประเทศชาติ ที่นักกีฬาทีมชาติไทยสามารถสร้างชื่อเสียงและนำความภาคภูมิใจมาสู่พี่น้องประชาชนชาวไทยอีกครั้ง

    จากผลงานของทัพนักกีฬาไทยที่สามารถคว้าเหรียญรางวัลรวมทั้งสิ้น 500 เหรียญ ประกอบด้วย 233 เหรียญทอง 154 เหรียญเงิน และ 113 เหรียญทองแดง ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากความเสียสละ ความมุ่งมั่น และการทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคมกีฬา เจ้าหน้าที่ และบุคลากรกีฬาทุกภาคส่วน อีกทั้งยังสะท้อนถึงศักยภาพและความสามารถของวงการกีฬาไทยที่เป็นที่ประจักษ์ในเวทีนานาชาติอย่างชัดเจน

    โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสำเร็จและรางวัลที่นักกีฬาทุกคนได้รับในครั้งนี้ จะเป็นขวัญและกำลังใจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง ยึดมั่นในสปิริตของการเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และกติกาการแข่งขันอย่างเคร่งครัด เพื่อธำรงไว้ซึ่งชื่อเสียงของประเทศชาติ และประสบความสำเร็จในการแข่งขันครั้งต่อๆไป

    ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และ กกท. ได้มอบเงินรางวัลสนับสนุนแก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และสมาคมกีฬา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 487,365,000 บาท แบ่งเป็นเงินรางวัลสำหรับนักกีฬา 335,700,000 บาท ผู้ฝึกสอน 16,185,000 บาท และสมาคมกีฬา 100,710,000 บาท โดยดำเนินการโอนเงินในรูปแบบเรียลไทม์เข้าบัญชีของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และสมาคมกีฬาโดยตรง จากผลงานรวม 500 เหรียญรางวัล ประกอบด้วย 233 เหรียญทอง 154 เหรียญเงิน และ 113 เหรียญทองแดง ดังนี้ สมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 36,832,500 บาท จากผลงาน 12 เหรียญทอง 9 เหรียญเงิน และ 5 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาฮอกกี้แห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 34,020,000 บาท จากผลงาน 4 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง, 

    สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 25,207,500 บาท จากผลงาน 6 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 24,585,000 บาท จากผลงาน 14 เหรียญทอง 11 เหรียญเงิน และ 5 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 24,900,000 บาท จากผลงาน 11 เหรียญทอง 10 เหรียญเงิน และ 12 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬากาบัดดี้แห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 22,185,000 บาท จากผลงาน 4 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง, 

    สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 18,225,000 บาท จากผลงาน 13 เหรียญทอง 13 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 14,490,000 บาท ผลงาน 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน, สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 14,010,000 บาท จากผลงาน 2 เหรียญทอง และ 2 เหรียญเงิน, สมาคมกีฬาคริกเก็ตแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 12,600,000 บาท จากผลงาน 2 เหรียญทอง, สมาคมกีฬาวู้ดบอลแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 12,150,000 บาท จากผลงาน 6 เหรียญทอง และ 2 เหรียญเงิน, สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 11,655,000 บาท จากผลงาน 2 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาแฮนด์บอลแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 11,340,000 บาท จากผลงาน 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน, 

    สมาคมกีฬาฟิกเกอร์และสปีดสเก็ตติ้งแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 11,122,500 บาท จากผลงาน 7 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬารักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 10,920,000 บาท จากผลงาน 2 เหรียญทอง, สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 10,912,500 บาท จากผลงาน 10 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาหมากรุกสากลแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 10,350,000 บาท จากผลงาน 5 เหรียญทอง, สมาคมกีฬายิมนาสติกแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 9,892,500 บาท จากผลงาน 6 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง, 

    สมาคมกีฬาเบสบอลแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 8,400,000 บาท จากผลงาน 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน, สมาคมกีฬาคาราเต้แห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 8,340,000 บาท จากผลงาน 4 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 8,212,500 บาท จากผลงาน 5 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 8,100,000 บาท จากผลงาน 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 5 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 7,987,500 บาท จากผลงาน 10 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง, 

    สมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 7,965,000 บาท จากผลงาน 5 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 7,740,000 บาท จากผลงาน 1 เหรียญทอง และ 3 เหรียญเงิน, สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 7,275,000 บาท จากผลงาน 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 6,862,500 บาท จากผลงาน 6 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 6,862,500 บาท จากผลงาน 14 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 6,412,500 บาท จากผลงาน 11 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง, 

    สมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 6,412,500 บาท จากผลงาน 3 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬายูโดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 5,782,500 บาท จากผลงาน 4 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน  5,400,000 บาท จากผลงาน 2 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน, สมาคมกีฬายิงธนูแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน  5,272,500 บาท จากผลงาน 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาฟันดาบแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 5,175,000 บาท จากผลงาน 1 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 6 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 5,062,500 บาท จากผลงาน 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง, 

    สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 4,837,500 บาท จากผลงาน 9 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 4,725,000 บาท จากผลงาน 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 4,410,000 บาท จากผลงาน 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน, สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 4,387,500 บาท จากผลงาน 4 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬายิงเป้าบินแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 3,937,500 บาท จากผลงาน 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง, 

    สมาคมกีฬาเทคบอลแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 3,600,000 บาท จากผลงาน 5 เหรียญทอง, สมาคมกีฬาซอฟท์บอลแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 3,360,000 บาท จากผลงาน 2 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 3,262,500 บาท จากผลงาน 5 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 3,037,500 บาท จากผลงาน 3 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาปันจักสีลัตแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 2,812,500 บาท จากผลงาน 3 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาคิกบ๊อกซิ่งแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 2,587,500 บาท จากผลงาน 4 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง, 

    สมาคมกีฬายิงปืนรณยุทธแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 2,362,500 บาท จากผลงาน 3 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาวูซูแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 2,250,000 บาท จากผลงาน 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาโบว์ลิ่งแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 2,025,000 บาท จากผลงาน 3 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาปีนหน้าผาแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 1,687,500 บาท จากผลงาน 2 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 1,575,000 บาท จากผลงาน 3 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน, สมาคมกีฬาเนตบอลแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 1,260,000 บาท จากผลงาน 1 เหรียญทองแดง, สมาคมกีฬามวยปล้ำแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 1,237,500 บาท จากผลงาน 1 เหรียญเงิน และ 9 เหรียญทองแดง และสมาคมกีฬาปัญจกีฬาแห่งประเทศไทย ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน จำนวน 1,350,000 บาท จากผลงาน 2 เหรียญทอง และ 4 เหรียญทองแดง 

    การมอบเงินรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นการเชิดชูเกียรติและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับวงการกีฬาไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/sport/460404&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FX7QkCFYtsRojQe6eu17Z

  • ตม. โต้กัมพูชา ปล่อยเฟกนิวส์กล่าวหาไทย คุกคามชาวต่างชาติ หวังทำลายบรรยากาศท่องเที่ยว

    ตม. โต้กัมพูชา ปล่อยเฟกนิวส์กล่าวหาไทย คุกคามชาวต่างชาติ หวังทำลายบรรยากาศท่องเที่ยว

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2904403&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W_73yuthwPVn5glr-BbYL

  • รัฐบาลโอนเงินรางวัลแบบเรียลไทม์ตรงถึงนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และสมาคมกีฬา รวมกว่า 487 ล้านบาท จากการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    รัฐบาลโอนเงินรางวัลแบบเรียลไทม์ตรงถึงนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และสมาคมกีฬา รวมกว่า 487 ล้านบาท จากการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    รัฐบาลโอนเงินรางวัลแบบเรียลไทม์ตรงถึงนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และสมาคมกีฬา รวมกว่า 487 ล้านบาท จากการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ณ ราชอาณาจักรไทย

    ณ อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก การกีฬาแห่งประเทศไทย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีมอบเงินรางวัลและแสดงความยินดีแก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคมกีฬา และคณะเจ้าหน้าที่ ที่เข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน
    ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.พัฒพงศ์ พงษ์สกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (แทน) ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย,นายธนา ไชยประสิทธิ์  รองประธานและเลขาธิการโอลิคปิคแห่งประเทศไทยฯ นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย , และผู้บริหารการกีฬาแห่งประเทศไทย เข้าร่วมพิธี
    ทั้งนี้ รัฐบาลไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้มอบเงินรางวัลสนับสนุนแก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และสมาคมกีฬา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 487,365,000 บาท แบ่งเป็นเงินรางวัลนักกีฬา จำนวน  335,700,000 บาท ,ผู้ฝึกสอน จำนวน 50,955,000บาท  และสมาคมกีฬา 100,710,000 บาท โดยดำเนินการโอนเงินในรูปแบบเรียลไทม์เข้าบัญชีของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และสมาคมกีฬาโดยตรง จากผลงาน 500 เหรียญรางวัล ประกอบไปด้วย 233 เหรียญทอง 154 เหรียญเงิน และ 113 เหรียญทองแดง ประกอบไปด้วย

    – สมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน  36,832,500 บาท
    ผลงาน 12 เหรียญทอง 9 เหรียญเงิน และ 5 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาฮอกกี้แห่งประเทศไทย​รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 34,020,000 บาท
    ผลงาน 4 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย   รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 25,207,500 บาท
    ผลงาน 6 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย   รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน  24,585,000 บาท
    ผลงาน 14 เหรียญทอง 11 เหรียญเงิน และ 5 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย  รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน  24,900,000 บาท
    ผลงาน 11 เหรียญทอง 10 เหรียญเงิน และ 12 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬากาบัดดี้แห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 22,185,000  บาท
    ผลงาน 4 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน
    18,225,000 บาท

    ผลงาน 13 เหรียญทอง 13 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 14,490,000 บาท
    ผลงาน 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน

    – สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 14,010,000 บาท

    ผลงาน 2 เหรียญทอง และ 2 เหรียญเงิน

    – สมาคมกีฬาคริกเก็ตแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน  12,600,000 บาท
    ผลงาน 2 เหรียญทอง

    – สมาคมกีฬาวู้ดบอลแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 12,150,000 บาท
    ผลงาน 6 เหรียญทอง และ 2 เหรียญเงิน

    – สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 11,655,000 บาท

    ผลงาน 2 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาแฮนด์บอลแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 11,340,000 บาท

    ผลงาน 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน

    – สมาคมกีฬาฟิกเกอร์และสปีดสเก็ตติ้งแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน
    11,122,500 บาท

    ผลงาน 7 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬารักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 10,920,000 บาท  

    ผลงาน 2 เหรียญทอง

    – สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 10,912,500  บาท

    ผลงาน 10 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาหมากรุกสากลแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 10,350,000 บาท
    ผลงาน 5 เหรียญทอง

    – สมาคมกีฬายิมนาสติกแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 9,892,500 บาท
    ผลงาน 6 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาเบสบอลแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 8,400,000 บาท
    ผลงาน 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน

    – สมาคมกีฬาคาราเต้แห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 8,340,000 บาท
    ผลงาน 4 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน
    8,212,500 บาท

    ผลงาน 5 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 8,100,000 บาท
    ผลงาน 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 5 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 7,987,500 บาท
    ผลงาน 10 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 7,965,000 บาท
    ผลงาน 5 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 7,740,000 บาท
    ผลงาน 1 เหรียญทอง และ 3 เหรียญเงิน

    – สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 7,275,000 บาท
    ผลงาน 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 6,862,500 บาท
    ผลงาน 6 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 6,862,500 บาท
    ผลงาน 14 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 6,412,500  บาท
    ผลงาน 11 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 6,412,500 บาท
    ผลงาน 3 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง
    – สมาคมกีฬายูโดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน  
    5,782,500 บาท
    ผลงาน 4 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน  5,400,000 บาท
    ผลงาน 2 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน

    – สมาคมกีฬายิงธนูแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน  5,272,500 บาท
    ผลงาน 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาฟันดาบแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน
    5,175,000 บาท
    ผลงาน 1 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 6 เหรียญทองแดง
    – สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 5,062,500 บาท
    ผลงาน 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 4,837,500 บาท
    ผลงาน 9 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 4,725,000 บาท
    ผลงาน 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 4,410,000 บาท
    ผลงาน 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน

    – สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน
    4,387,500 บาท
    ผลงาน 4 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬายิงเป้าบินแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 3,937,500 บาท
    ผลงาน 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาเทคบอลแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 3,600,000 บาท
    ผลงาน 5 เหรียญทอง

    – สมาคมกีฬาซอฟท์บอลแห่งประเทศไทย  รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 3,360,000 บาท
    ผลงาน 2 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน
    3,262,500 บาท
    ผลงาน 5 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน
    3,037,500 บาท
    ผลงาน 3 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาปันจักสีลัตแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 2,812,500 บาท
    ผลงาน 3 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาคิกบ๊อกซิ่งแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 2,587,500 บาท
    ผลงาน 4 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬายิงปืนรณยุทธแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 2,362,500 บาท
    ผลงาน 3 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาวูซูแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 2,250,000 บาท
    ผลงาน 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาโบว์ลิ่งแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 2,025,000 บาท
    ผลงาน 3 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาปีนหน้าผาแห่งประเทศไทย  รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 1,687,500 บาท
    ผลงาน 2 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทย  รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 1,575,000  บาท
    ผลงาน 3 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน

    – สมาคมกีฬาเนตบอลแห่งประเทศไทย  รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 1,260,000 บาท
    ผลงาน 1 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬามวยปล้ำแห่งประเทศไทย  รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 1,237,500 บาท
    ผลงาน 1 เหรียญเงิน และ 9 เหรียญทองแดง

    – สมาคมกีฬาปัญจกีฬาแห่งประเทศไทย รับเงินรางวัลสนับสนุนจำนวน 1,350,000 บาท
    ผลงาน 2 เหรียญทอง และ 4 เหรียญทองแดง

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า’ในนามของรัฐบาล ผมได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกุล และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ต้องขอแสดงความชื่นชมต่อ นักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคมกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ร่วมกันสร้างความสำเร็จให้กับมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

    ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นเกียรติประวัติของประเทศชาติ เพราะประเทศไทยสามารถทำสถิติครองเหรียญรางวัลรวมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ความสำเร็จทั้งหมดนี้ เกิดจากความเสียสละ ความมุ่งมั่น และความร่วมมือของทุกภาคส่วน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของวงการกีฬาประเทศไทยอย่างชัดเจน ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รางวัลและความสำเร็จที่ทุกท่านได้รับ จะเป็นขวัญและกำลังใจในการพัฒนาต่อยอดศักยภาพ สปิริต และความตั้งใจ ในฐานะตัวแทนของประเทศไทยต่อไป สำหรับนักกีฬาที่อาจยังไม่ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน กีฬา มีแพ้ มีชนะ หากยังคงฝึกฝน พัฒนา และไม่ย่อท้อ โอกาสย่อมเป็นของทุกคนเสมอ”

    สุดท้ายนี้ ในนามของรัฐบาลและพี่น้องชาวไทย ผมขอกราบขอบพระคุณทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมกีฬา และนักกีฬาทุกท่าน ที่ร่วมกันสนับสนุนและขับเคลื่อนวงการกีฬาของชาติอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกท่านจงภาคภูมิใจ เพราะผลงานที่ท่านสร้าง ไม่เพียงเป็นเกียรติแก่ตนเองและครอบครัว แต่ยังเป็นเกียรติประวัติของประเทศชาติอีกด้วย”
    ขอบคุณข่าว โดย : กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/63974&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FSmbiPiKRKn_qJjqxAC0C

  • เช็กพิกัด ‘จุดกางเต็นท์ฟรี’ 39 แห่ง ทล. เปิดให้บริการรับท่องเที่ยวปีใหม่ 2569

    เช็กพิกัด ‘จุดกางเต็นท์ฟรี’ 39 แห่ง ทล. เปิดให้บริการรับท่องเที่ยวปีใหม่ 2569

    ทั่วไป

    27 ธ.ค. 2025 เวลา 20:08 น.

    เช็กพิกัด 'จุดกางเต็นท์ฟรี' 39 แห่ง ทล. เปิดให้บริการรับท่องเที่ยวปีใหม่ 2569

    เช็กพิกัด ‘จุดกางเต็นท์ฟรี’ 39 แห่ง ทั่วประเทศ ‘กรมทางหลวง’ เปิดให้บริการรับท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

    ท่องเที่ยว วันหยุดยาว เทศกาลปีใหม่ 2569 นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวง (ทล.) ได้ขานรับนโยบายของกระทรวงคมนาคม ‘H.N.Y. 2569 – Happiness of All, Network of Care, and Year of Safety’ ในการดำเนินงานเพื่อให้ประชาชนมีความสุขในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความปลอดภัย การให้บริการที่เป็นมาตรฐานสากล รวมทั้งส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความมั่นคงของประเทศ โดยจัดเตรียมสถานที่ให้บริการ ‘จุดกางเต็นท์’ ทั่วประเทศ 39 แห่ง สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปพักผ่อน พักค้างคืน พร้อมลานจอดรถ โดยสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569

    ซึ่งจุดกางเต็นท์ฟรีที่ได้จัดเตรียมไว้นั้น แบ่งเป็น ภาคเหนือ 30 แห่ง , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 แห่ง , ภาคกลาง 4 แห่ง และภาคใต้ 1 แห่ง โดยพื้นที่กางเต็นท์จะตั้งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของหมวดทางหลวง มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก และให้บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมบริการน้ำดื่ม ห้องสุขา ‘โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น’ ดังต่อไปนี้

    จังหวัดเชียงใหม่ (จำนวน 4 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงจอมทอง ทล.1009 ตอน จอมทอง – ดอยอินทนนท์ กม.30+700
    • หมวดทางหลวงแม่แตง ทล.1095 ตอน หนองโค้ง – กิ่วคอหมา กม.14+584
    • หมวดทางหลวงเชียงดาว ทล.107 ตอน แม่ทะลาย – หัวโท กม.84+215
    • หมวดทางหลวงพร้าว ทล.1001 ตอน บ้านโป่ง – พร้าว กม.88+270

    จังหวัดลำปาง (จำนวน 4 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงแจ้ห่ม ทล.1035 ตอน สำเภาทอง – สันติสุข กม.52+500 
    • หมวดทางหลวงแม่พริก ทล.1 ตอน แม่เชียงรายบน – ดอนไชย กม.589+500
    • หมวดทางหลวงสบปราบ ทล.1 ตอน สบปราบ – เกาะคา กม.650+700
    • หมวดทางหลวงห้างฉัตร ทล.11 ตอน แยกภาคเหนือ – ขุนตาน กม.481+500

    จังหวัดเชียงราย (จำนวน 1 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงแม่ลาว ทล.1 ตอน พาน – บ้านร่องขุ่น กม.896+845

    จังหวัดแม่ฮ่องสอน (จำนวน 2 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงแม่ฮ่องสอน ทล.1095 ตอน ห้วยซลอบ – แม่ฮ่องสอน กม.197+907
    • หมวดทางหลวงปาย ทล.1395 ตอน ทางเข้าปาย กม.4+100

    จังหวัดพะเยา (จำนวน 1 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงผาช้างน้อย ทล.1148 ตอน สะเกิน – สบทุ กม.82+000

    จังหวัดน่าน (จำนวน 2 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงนาน้อย ทล.1083 ตอน เด่นชาติ – นาน้อย กม.69+485 
    • หมวดทางหลวงบ่อเกลือ ทล.1081 ตอน หลักลาย – บ่อเกลือ กม.67+110

    เช็กพิกัด 'จุดกางเต็นท์ฟรี' 39 แห่ง ทล. เปิดให้บริการรับท่องเที่ยวปีใหม่ 2569

    จังหวัดกำแพงเพชร (จำนวน 5 แห่ง) ในพื้นที่

    • สำนักงานแขวงทางหลวงกำแพงเพชร ทล.1 ตอน ปากดง – นครชุม กม.453+076 
    • หมวดทางหลวงคลองขลุง ทล.1 ตอน โนนปอแดง – ปากดง กม.423+809 
    • หมวดทางหลวงโกสัมพีนคร ทล.1 ตอน นครชุม – วังเจ้า กม.476+553
    • หมวดทางหลวงคลองลานพัฒนา ทล.1117 ตอน คลองแม่ลาย – อุ้มผาง กม.55+000
    • หมวดทางหลวงนครชุม ทล.1 ตอน ปากดง – นครชุม กม.455+365

    จังหวัดตาก (จำนวน 5 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงหนองบัวใต้ ทล.1 ตอน วังเจ้า – ตาก กม.511+826
    • หมวดทางหลวงแม่สลิด ทล.1 ตอน วังม่วง – แม่เชียงรายบน กม.560+449
    • หมวดทางหลวงท่าสองยาง ทล.105 ตอน แม่สลิดหลวง – แม่เงา กม.115+550
    • หมวดทางหลวงคีรีราษฎร์ ทล.1090 ตอน ห้วยน้ำริน – อุ้มผาง กม.88+050
    • หมวดทางหลวงอุ้มผาง ทล.1090 ตอน อุ้มผาง – กะแง่คี กม.165+799

    จังหวัดสุโขทัย (จำนวน 1 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงแม่สิน ทล.101 ตอน ศรีสัชนาลัย – แม่สิน กม.184+219

    จังหวัดพิษณุโลก (จำนวน 1 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงแก่งโสภา ทล.12 ตอน วังทอง – เข็กน้อย กม.296+100

    จังหวัดเพชรบูรณ์ (จำนวน 1 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงเขาค้อ ทล.2196 ตอน นางั่ว – ทุ่งสมอ กม.23+600

    จังหวัดเลย (จำนวน 3 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงภูกระดึง ทล.201 ตอน ผานกเค้า – หลักร้อยหกสิบ กม.266+737
    • หมวดทางหลวงปากชม ทล.211 ตอน ปากชม – เชียงคาน กม.148+350
    • หมวดทางหลวงภูเรือ ทล.21 ตอน หนองบง – ภูสวรรค์ กม.376+834

    จังหวัดบึงกาฬ (จำนวน  1 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงศิวิไล ทล.222 ตอน ท่ากกแดง – บึงกาฬ กม.102+526

    จังหวัดสกลนคร (จำนวน 1 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงคำหอม ทล.213 ตอน สร้างค้อ – สกลนคร (โค้งปิ้งงู) กม.155+600

    จังหวัดหนองคาย (จำนวน 1 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงสังคม ทล.211 ตอน ศรีเชียงใหม่ – ห้วยเชียงดา

    จังหวัดอุบลราชธานี (จำนวน 1 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงโขงเจียม ทล.2222 ตอน โขงเจียม – สะพือ กม.0+925

    จังหวัดกาญจนบุรี (จำนวน 2 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงไทรโยค ทล.323 ตอน หนองสามพราน – แก่งประลอม กม.100+000
    • หมวดทางหลวงทองผาภูมิ ทล.323 ตอน แก่งประลอม – ทองผาภูมิ กม.181+058

    จังหวัดอุทัยธานี (จำนวน 2 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงบ้านไร่ ทล.3011 ตอน บ้านไร่ – บ้านใต้ กม.5+006
    • ศูนย์บำรุงทางและบริการประชาชน (เป็นพื้นที่อยู่ในความรับผิดชอบของหมวดทางหลวงบ้านไร่) ทล.3011 ตอน บ้านไร่ – บ้านใต้ กม.24+200

    จังหวัดราชบุรี (จำนวน 1 แห่ง) ในพื้นที่

    • หมวดทางหลวงสวนผึ้ง ทล.3208 ตอน น้ำพุ – เมืองผาปกค้างคาว กม.43+550

    เช็กพิกัด 'จุดกางเต็นท์ฟรี' 39 แห่ง ทล. เปิดให้บริการรับท่องเที่ยวปีใหม่ 2569

    ทั้งนี้ หากประชาชนมีความประสงค์ต้องการจองพื้นที่กางเต็นท์ สามารถจองได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แขวงทางหลวง หมวดทางหลวงในพื้นที่ หรือสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรี ทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) รวมทั้งสามารถจองด้วยตนเอง ณ จุดกางเต็นท์ โดยกรมทางหลวงขอความร่วมมือประชาชนโปรดดูแลสิ่งแวดล้อมบริเวณที่พัก และขับรถด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำการจราจร เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

    • ตรวจสอบจุดกางเต็นท์ได้ที่ สำนักบริหารบำรุงทาง กรมทางหลวง https://bmm.doh.go.th/website/index.php

    เช็กพิกัด 'จุดกางเต็นท์ฟรี' 39 แห่ง ทล. เปิดให้บริการรับท่องเที่ยวปีใหม่ 2569

    เช็กพิกัด 'จุดกางเต็นท์ฟรี' 39 แห่ง ทล. เปิดให้บริการรับท่องเที่ยวปีใหม่ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1214203&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rcY4w6KvB1spaGqGETwIy

  • กรมวิชาการเกษตร ปลุกดอยช้าง สู่เมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

    กรมวิชาการเกษตร ปลุกดอยช้าง สู่เมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

    กรมวิชาการเกษตร ปลุกดอยช้าง สู่เมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

    กรมวิชาการเกษตร ปลุกดอยช้าง ฟื้นป่า–กาแฟอินทรีย์ ดันสู่เมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชน คืนชีวิตให้ภูเขา

    วันที่ 27 ธันวาคม 2568 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมพัฒนาต้นแบบ ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร ภายใต้แนวคิด “การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism)” ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย (เกษตรดอยช้าง) ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

    โดยมีนางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และคณะผู้บริหารกรมวิชาการเกษตรร่วมในพิธี เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ “คาร์บอนในภาคเกษตร” เชื่อมการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจชุมชน

    ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตร ที่ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงเกษตร low carbon และยกระดับสินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง

    กรมวิชาการเกษตร ปลุกดอยช้าง สู่เมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

    กรมวิชาการเกษตรได้ยกระดับศูนย์ฯ แห่งนี้เป็น พื้นที่เรียนรู้การจัดการคาร์บอนในระบบเกษตร ผ่านการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยและดูดซับก๊าซเรือนกระจก จากกิจกรรมการท่องเที่ยวและกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่

    เพื่อสร้าง “อัตลักษณ์การท่องเที่ยวสีเขียวที่วัดผลได้จริง” รองรับแนวทางเกษตรคาร์บอนต่ำ และเพิ่มรายได้ชุมชนจากสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น

    นักท่องเที่ยวที่เข้าเยี่ยมชมสามารถสัมผัสประสบการณ์ครบวงจร ตั้งแต่

    • การผลิตและแปรรูปกาแฟอาราบิกาและมะคาเดเมีย
    • การชิมกาแฟอาราบิกาคุณภาพสูง พร้อมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ณ อาคารแปรรูปและจำหน่าย
    • การไหว้สักการะที่พุทธอุทยานดอยช้าง
    • การชมทัศนียภาพโดดเด่น เช่น จุดชมวิวดอยหมอกและจุดชมพระอาทิตย์ตก View Point
    • ลานกางเต็นท์โดมแดง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติใกล้ชิด

    กรมวิชาการเกษตร ปลุกดอยช้าง สู่เมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

    ในปี 2568 ศูนย์ฯ ต้อนรับนักท่องเที่ยวและหน่วยงานต่าง ๆ รวมกว่า 43,852 คน สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชน กว่า 712,250 บาท สะท้อนศักยภาพด้านเศรษฐกิจควบคู่การอนุรักษ์ที่จับต้องได้ สืบสานพระราชปณิธาน – อนุรักษ์ “เอื้องแซะ” กล้วยไม้ป่าหายาก

    ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรพร้อมคณะ ได้ร่วมปลูกกล้วยไม้ “เอื้องแซะ” (Dendrobium lindleyi Steud.) ณ จุดชมวิวของศูนย์ฯ เพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่าหายาก ให้คงอยู่ในระบบนิเวศของประเทศไทย ตลอดจนส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    กรมวิชาการเกษตร ปลุกดอยช้าง สู่เมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/647702&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IiA0id4M6rdO0A4HK9KN4

  • เปิดเทศกาลท่องเที่ยว “หมู่บ้านสีชมพู” ซากุระเมืองไทย ปี 2569

    เปิดเทศกาลท่องเที่ยว “หมู่บ้านสีชมพู” ซากุระเมืองไทย ปี 2569

    พิษณุโลกเปิดเทศกาลท่องเที่ยวหมู่บ้านสีชมพู ประจำปี 2569 อย่างคึกคัก รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกเป็นประธานเปิดงาน พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวชมความงดงามของดอกพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ที่บานสะพรั่งเร็วกว่าทุกปี ส่งผลให้ที่พักในพื้นที่เต็มต่อเนื่อง
    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านร่องกล้า ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธีเปิด เทศกาลท่องเที่ยวหมู่บ้านสีชมพู ปีที่ 4, เทศกาลตลาดนัดเด็กดอย ปีที่ 12 และ เทศกาลชมดอกซากุระญี่ปุ่น ประจำปี 2569 โดยมีนางศศิวัณย์ ศรีพรหม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิธี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัดพิษณุโลกในช่วงฤดูหนาว
    ภายในพิธีเปิดมีการแสดงจากนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยน้ำไซ สาขาร่องกล้า สร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงานอย่างอบอุ่น

    นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า เทศกาลดังกล่าวจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงชุมชน พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้เด็กและชาวบ้านในพื้นที่ได้ฝึกทักษะการประกอบอาชีพ นำองค์ความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิต อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมและพัฒนาด้าน Soft Power ของจังหวัด ได้แก่ Food, Festival, Fashion, Film และ Fight โดยมุ่งหวังให้เทศกาลหมู่บ้านสีชมพูเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว และเป็นหนึ่งในปฏิทินท่องเที่ยวประจำปีของจังหวัดพิษณุโลก


    ด้านนางศศิวัณย์ ศรีพรหม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก สมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก ภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว ชุมชนบ้านร่องกล้า องค์การบริหารส่วนตำบลเนินเพิ่ม ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดพิษณุโลก และอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และสร้างรายได้ให้กับชุมชน


    สำหรับปีนี้นับเป็นการจัด เทศกาลตลาดนัดเด็กดอย ปีที่ 12, เทศกาลหมู่บ้านสีชมพู ปีที่ 4 และ เทศกาลชมดอกซากุระญี่ปุ่นแท้ ปีที่ 1 ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โฮมสเตย์ในพื้นที่เต็มทุกหลัง โดยมีการพัฒนาชุมชนให้เป็น Soft Power ครบวงจร ทั้งด้านอาหาร แฟชั่น เทศกาล และสุขภาพ พร้อมผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ตลอดทั้งปี
    นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อาทิ การจัดการขยะโดยเฉพาะขยะพลาสติก การไม่เผาป่า และการสร้างพื้นที่อาหารปลอดภัย เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม
    หลังพิธีเปิด รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกได้เยี่ยมชมตลาดนัดเด็กดอย ชมการสาธิตอาหาร Soft Power “พิซซ่าม้งอินเตอร์” ร่วมทดสอบการยิงหน้าไม้ซึ่งเป็นอุปกรณ์ล่าสัตว์แบบดั้งเดิมของชาวบ้าน ก่อนเดินทางไปยังจุดเช็กอินหมู่บ้านสีชมพู ถนนคนเดินดอย ชมวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ชิมอาหารพื้นเมือง และลิ้มรสกาแฟบ้านร่องกล้า ทั้งนี้ ผู้จัดงานคาดหวังว่า เทศกาลท่องเที่ยวหมู่บ้านสีชมพู บ้านร่องกล้า จะเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว และเป็นปฏิทินท่องเที่ยวประจำจังหวัดพิษณุโลกอย่างยั่งยืนต่อไป

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2025/12/27/192641&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KgGAFPaK9E5_S8jUCFAMG